[ Hermit Books ตีพิมพ์ ] Just Before Sunrise ☼ เมื่อตะวันฉายแสง ( #ซันโช )(Yaoi)(จบแล้ว)

ตอนที่ 5 : ก่อนตะวัน : 4

  • เนื้อหานิยายตอนนี้เปิดให้อ่าน
  • View : 5,917
    จำนวนคนให้กำลังใจ : 250 ครั้ง
    20 ก.พ. 63

ก่อนตะวัน : 4

   
ผมไม่ใช่ผู้เชี่ยวชาญด้านความรัก
   
แต่ก็พอจะรู้กว่าการอกหักแม่งเฮงซวยแค่ไหน มันรู้สึกเหมือนหัวใจถูกใครก็ไม่รู้ยื่นมีดเข้ามาแทงจนเกิดแผลเหวอะหวะที่ต่อให้รักษาหาย ก็ยังทิ้งรอยแผลเป็นไว้เตือนใจ
   
มันทำให้ผมนึกภาพไม่ออก ว่าหัวใจของไอ้ตี๋ทนมาได้ยังไง โดยที่ยังทำเหมือนไม่เป็นอะไร 

นึกไม่ออกเลยว่าข้างในมันกำลังทรมานแค่ไหนกับการแบกรับความเจ็บปวดไว้บนไหล่เล็กๆ นั่นคนเดียว
   
อาจจะจริงอย่างที่ไอ้ตรีบอก การตัดใจจากคนคนหนึ่งคงต้องใช้เวลา แต่ถ้ามันไม่ได้ผลล่ะ? ถ้าเวลาไม่ได้ช่วยอะไร มันจะยังมีทางอื่นที่ดีกว่าอีกมั้ย?
   
ผมว่ามี

   
“ซัน วันนี้ก็จะไปที่ร้านอีกเหรอ” เสียงหวานเอ่ยถามขึ้นมาเมื่อผมลุกขึ้นจากเตียง หยิบเสื้อผ้าตัวเองขึ้นมาสวมแล้วเดินไปหยิบกระเป๋าสะพายขึ้นมาพาดบ่าทันทีเมื่อตื่นมาแล้วพบว่าเวลาล่วงเลยมาจนตีหนึ่งกว่าแล้ว
   
ไม่น่าเผลอหลับไปเลย
   
“อื้อ” 
   
“ไหนบอกว่าวันอาทิตย์ไม่มีงานไง” น้ำเสียงกระเง้ากระงอดถูกส่งมาให้ผมหันกลับไป ยื่นมือไปหยิกแก้มใสๆ ด้วยความเอ็นดู
   
“แวะเข้าไปดูหน่อยไง เผื่อมีอะไรให้ทำ” ข้ออ้างที่ใช้ทุกครั้ง จนเชื่อไปแล้วว่าคิดแบบนั้นจริงๆ
   
“พราวคิดว่าวันนี้จะค้าง นี่ก็ดึกแล้วนะ ที่ร้านคงไม่ยุ่งเท่าไหร่หรอกมั้ง” เจ้าของเสียงหวานเบ้หน้า ทำเสียงไม่ค่อยพอใจ ผมเลยหัวเราะ เลื่อนมือมาบีบจมูกเล็กๆ เบาๆ 
   
“ไม่ยุ่งอะไร ใกล้สอบกลางภาคแล้วคนไปอ่านหนังสือเยอะจะตาย”
   
เผลอๆ ไอ้ตี๋อาจจะกำลังหัวหมุนตาย
   
“งั้นพราวไปด้วยได้ป่ะ” คราวนี้ร่างบางเลยใช้ท่าไม้ตายเบียดร่างที่มีเพียงผ้าห่มผืนหนาปิดบังท่อนล่างเข้ามาเกาะแขนผมไว้ ใช้หน้าอกหน้าใจถูไถเหมือนตอนที่บอกให้ผมมาติวหนังสือด้วยกัน 
   
ผิดก็แต่คราวนี้ไม่มีเสื้อบางๆ หุ้มไว้เหมือนเมื่อกลางวัน สัมผัสมันจึงแตกต่างออกไป
   
ผมก้มลงมองแขนตัวเอง ก่อนจะเลื่อนสายตาขึ้นมาสบตาร่างบางอย่างหักห้ามใจ แล้วเลิกคิ้วถามอย่างจงใจหยอกล้อ 

“ไปทำอะไร ไม่ใช่ว่าอ่านหนังสือจนหมดแรงแล้วเหรอ”
   
“ซันอ่ะ!” เธอแหวะใส่ แต่ใบหน้าขึ้นสีด้วยความอาย 
   
แหงล่ะ ไอ้ที่หมดแรงเพราะอ่านหนังสือที่ไหน ตั้งแต่มาอ่านชีทยังไม่ถึงครึ่งหน้าด้วยซ้ำ
   
“พราวนอนพักเถอะ ดึกแล้ว พรุ่งนี้มีเรียนเช้า” ผมว่าพลางยื่นหน้าเข้าไปจูบแก้มใสเบาๆ แล้วลุกขึ้นจากเตียงอีกครั้ง
   
“ตัวเองก็มีเรียนเช้าเหมือนกันอ่ะ แต่ก็เห็นไปร้านนั่นแทบทุกวัน” แต่มือบางกลับไม่ยอมปล่อยให้ผมไปง่ายๆ ยังรั้งเอาไว้ดึงมือผมไปทาบใบหน้าของตัวเองไว้พลางส่งสายตาเว้าวอน “วันนี้ไม่ไปไม่ได้เหรอ”
   
“ไม่ได้ครับ” ผมยิ้ม ใช้นิ้วหัวแม่มือเกลี่ยแก้มใสเบาๆ 
   
“ไม่เห็นเข้าใจเลยว่าฐานะอย่างซันจะไปทำงานพิเศษทำไมให้เหนื่อยเปล่า”
   
ก็ไม่เหนื่อยนะ... 

ผมเถียงในใจ แต่ไม่ได้พูดออกไป ไม่อยากจะต่อความยาวสาวสาเหตุที่ไม่เคยถามตัวเองจริงๆ จังๆ เหมือนกัน
   
“ชักอยากรู้แล้วว่าร้านนั้นมีอะไรดี” 
   
“กาแฟอร่อยนะ” ผมพูดกลั้วหัวเราะ ดึงมือตัวเองกลับมา “วันหลังพราวลองไปสิ”
   
“งั้นวันหลังซันพาพราวไปนะ” ไม่ทันไรเสียงหวานก็กลับมาอ้อนอีกครั้ง

“...” ผมไม่ตอบ แค่ส่งยิ้มที่คนตรงหน้าก็คงจะรู้ดีว่าหมายความว่ายังไง

ถ้าไปด้วยกันก็ต้องมานั่งตอบคำถามอีกว่าเป็นอะไรกัน ซึ่งผมไม่มีคำตอบให้

เพราะอันที่จริงเราไม่ได้เป็นอะไรกัน

แค่คนที่รู้จัก มีความสัมพันธ์ เติมเต็มในส่วนที่ขาดให้กันเพียงชั่วคราวก็เท่านั้น

“หึ ก็ได้ ถ้าพราวจะไปเมื่อไหร่ ซันต้องเลี้ยงด้วยล่ะ” พอเห็นว่าตื๊อไม่ได้ผล จึงเปลี่ยนเป็นยื่นข้อเสนอใหม่ ที่ทำให้ผมได้แต่หัวเราะออกมา โน้มตัวลงไปจูบลาอีกครั้งแล้วรับปากเบาๆ 
   
“รับทราบครับ” 

   


ดูท่าผมจะเดาผิดไปนิดหน่อยที่คิดว่าไอ้ตี๋จะหัวหมุนจนอยากได้ความช่วยเหลือจากผม
   
ลืมไปซะสนิทว่าตอนนี้มันมีอีกคนมาช่วยแบ่งเบาภาระแล้ว
   
“อ้าว หวัดดีครับพี่ซัน” 
   
“อ่า” ผมพยักหน้ารับไหว้ไอ้นายก่อนจะหันไปหาอีกคนที่ยืนชงกาแฟอยู่หลังเคาน์เตอร์
   
ไอ้ตี๋ไม่ได้เอ่ยทักทาย พอผมยิ้มแล้วยักคิ้วให้มันก็ทำหน้าเอือมกลับมา
   
“วันนี้มาดึกจังพี่ ลูกค้ากลับจะหมดแล้วเนี่ย” ไอ้นายที่เพิ่งจะเก็บแก้วเช็ดโต๊ะเสร็จเดินกลับมาถามอย่างอารมณ์ดี
   
ยังยิ้มจนเห็นฟันครบสามสิบสองซี่เหมือนเดิม
   
“อ่านหนังสือเพลินว่ะ” ผมตอบยิ้มๆ คนอายุน้อยกว่าเลยทำตาโตเหมือนไม่เชื่อกัน
   
“โห ดูไม่ออกเลยอ่ะว่าเป็นคนขยัน” 
   
อ้าวไอ้สัส ลามปาม

“จริงๆ กูหลับ” แต่ก็จริง เลยไม่ได้ว่าอะไร แค่เปลี่ยนคำตอบตัวเองแบบขำๆ

ทำงานมาได้เดือนกว่าแล้วถึงจะคนละวัน แต่เพราะแวะมาประจำ เลยทำให้ผมกับมันเริ่มสนิทกันมากขึ้นกว่าตอนแรก ด้วยนิสัยสบายๆ เข้ากับคนง่ายทั้งคู่เลยคุยถูกคอถึงขึ้นเล่นหัวเล่นหางกันได้อย่างรวดเร็ว
   
“นั่นไง ผมว่าแล้ว หัวเหอกระเซิงมาซะขนาดนี้” 
   
ผมยกมือขึ้นมาลูบผมตัวเองทันที ก่อนออกจากหอพราวมาก็ไม่ทันได้เช็คสภาพตัวเองให้ดี เพิ่งมารู้ตอนนี้แหละว่าสภาพน่าจะดูไม่ได้พอตัว 
   
ไม่รู้ทำไม พอคิดได้แบบนั้นตาก็ดันเหลือบไปมองไอ้ตี๋ที่หันมาสบตาพอดี 
   
“...”
   
“...” ทั้งที่ก็ไม่มีอะไรให้พูดทั้งคู่แท้ๆ 
   
“เดี๋ยวผมเอาไปเสิร์ฟเองพี่” แต่ต่างคนต่างก็ละสายตาออกเมื่อได้ยินเสียงไอ้นาย ที่หันไปยิ้มกว้างจับถาดในมือคนตัวเล็กกว่าทำท่าจะแย่งมาถือ
   
“อื้ม ฝากด้วยนะ” แล้วไอ้ตี๋ก็ยอมปล่อยมือแต่โดยดี
   
“ทีกูไปเสิร์ฟให้ไม่เห็นยิ้มงี้” พอไอ้นายเดินออกไปผมก็หันมาเบ้ปาก หรี่ตามองด้วยความอดหมั่นไส้ไม่ได้
   
“ก็ปกติคุณไม่ได้อาสานี่ครับ ผมไล่ให้ไปทำทั้งนั้น” 
   
เออ ก็จริง ปกติกว่าผมจะไปเสิร์ฟกาแฟได้ ไอ้ตี๋ต้องไล่ประมาณรอบละสามครั้งจนคำว่า ‘ไปเสิร์ฟกาแฟครับ’ หลอนไปยันในฝัน
   
ช่วยไม่ได้ ก็หน้าไอ้ตี๋ตอนออกคำสั่งนู่นนี่แม่งตลกดี
   
“เถียงอะไรกันอีกครับพวกพี่” เสิร์ฟกาแฟเสร็จด้วยความเร็วแสงไอ้นายก็เดินกลับมาถามด้วยน้ำเสียงขบขัน
   
มันเห็นภาพที่ผมกับไอ้ตี๋กัดกันแบบนี้เป็นประจำ จากที่ช่วงแรกไม่ชินก็เปลี่ยนเป็นขำ จนมองเป็นเรื่องตลกในชีวิตประจำวันแม่งไปแล้วมั้ง
   
“ก็ไอ้ตี๋ดิ แม่งลำเอียง” ได้ทีผมก็ฟ้องใหญ่ เบ้หน้าใส่ไอ้คนสองมาตรฐานที่ถลึงตากลับมา “ทีกับมึงนะพูดดี๊ดี ทีกับกูนี่ด่าเอาๆ” 
   
“หืม?” เลิกคิ้วพลางหันไปมองหน้าคนตัวเล็กกว่าที่ส่งสายตาเหมือนจะบอกว่าอย่าเชื่อผม “ก็พี่ซันชอบไปกวนพี่โชเขาก่อนอ่ะ”
   
แล้วก็ได้ผลเมื่อไอ้เด็กเวรนี่ดันเข้าข้างไอ้ตี๋หน้าตาเฉย
   
“อ้าว ไหงกูผิด” พอเห็นผมเหวอ ไอ้นายก็หัวเราะชอบใจ 

“ไม่รู้อ่ะ เรื่องนี้ผมเข้าข้างรุ่นพี่ผมสุดใจเลย” ไม่พอ ยังถือวิสาสะยกมือขึ้นกอดคอไอ้ตี๋ไว้อีกต่างหาก
   
ผมเห็นไอ้ตี๋ผงะไปนิดหน่อย แต่ก็ไม่ได้ว่าอะไร ยอมให้แต๊ะอั๋งเฉยเลย
   
ทั้งที่ปกติหวงตัวจะตาย ผมแตะนิดแตะหน่อยก็ฟาดจนมือแทบหัก แต่ทำไมทีกับคนอื่นนี่แม่งยอมให้แตะง่ายจัง กอดคอขนาดนั้นยังไม่โดนว่าสักคำ  
   
เนี่ย ไม่เรียกว่าลำเอียงแล้วจะเรียกอะไร
   
“แต่ผมอยากให้พี่โชดุผมบ้างนะ” ไม่ทันได้เถียงอะไร ไอ้รุ่นน้องหน้าใสก็พูดขึ้นมาอีกครั้ง พร้อมกับรอยยิ้มกว้างเกินจำเป็นเหมือนเคย
   
“เวลาพี่โชทำหน้าดุแล้วน่ารักดี”
   
“...”
   
“...”
   
บทสนทนาค้างเติ่งอยู่ตรงนั้น เมื่อทั้งผมและไอ้ตี๋ต่างเงียบไป  เห็นหน้าอีกฝ่ายก็พอจะรู้ว่าคงตกใจไม่น้อยที่ได้ยินคนชมตัวเองโต้งๆ แถมยังอยู่ในระยะที่หน้าห่างกันไม่ถึงฟุตอีกต่างหาก

“เอ้อ...” ผมส่งเสียง แต่เหมือนสมองมันประมวลผลหาคำพูดไม่ทัน ถึงได้ปล่อยให้ทุกอย่างเงียบลงอีกรอบ จนกระทั่งมีลูกค้าคนใหม่เข้าร้านมา
   
“ทำงานกันดีกว่าครับ” ไอ้ตี๋ถึงเหมือนเพิ่งได้สติ ผละออกจากอ้อมแขนของไอ้นายเดินไปรับออเดอร์ที่หน้าแคชเชียร์
   
ผมมองตามด้วยความคิดบางอย่างที่ผุดเข้ามาในหัว ยิ่งหันกลับมาแล้วเห็นว่ารุ่นน้องตัวดีกำลังมองไอ้ตี๋อยู่เหมือนกันก็ยิ่งแน่ใจ ว่าไม่ได้คิดไปเอง
   
นี่ไอ้ตี๋กำลังโดนจีบ ถูกมะ?




อันที่จริง ผมสังเกตมาสักพักแล้วว่าไอ้นายพยายามจะตีสนิทกับไอ้ตี๋เกินกว่ารุ่นพี่ในคณะ หรือเพื่อนร่วมงาน ตอนแรกๆ ก็ไม่แน่ใจเท่าไหร่เพราะดูจากภายนอกไอ้นายก็เป็นผู้ชายแมนๆ ไม่ต่างจากผม แต่ของแบบนี้มันวัดได้ที่ไหน อย่างพี่เชนไง ตั้งแต่เกิดมาผมยังไม่เคยเจอใครแมนเท่าพี่เขาเลย แต่สุดท้ายก็ดันมาลงเอยกับไอ้ตรี จะด้วยความใกล้ชิด ด้วยเห็นนิสัยใจคอไอ้ตรี หรืออะไรก็เถอะ ผมว่ามันพิสูจน์ชัดเจนเลยนะว่าถ้าคนเราจะรักกัน เรื่องเพศแม่งก็แทบจะไม่สำคัญเลย
เพราะแบบนั้นผมเลยคิดว่าเป็นไปได้เหมือนกัน ที่ไอ้นายจะชอบไอ้ตี๋

ยิ่งเห็นพฤติกรรมหลายๆ อย่างตลอดเดือนที่ผ่านมา ผมก็ค่อนข้างมันใจ ถึงไอ้นายจะเป็นคนยิ้มง่าย คุยเก่ง แต่รอยยิ้มและบทสนทนาที่มันมีให้ผมกับไอ้ตี๋ก็ต่างกันชนิดที่ว่าแยกออกได้ไม่ยาก ไหนจะสีหน้าเป็นห่วงเป็นใย กับสายตาหวานเยิ้มที่ผมแอบเห็นมันส่งให้ไอ้ตี๋อยู่บ่อยๆ ดูออกง่ายดายเลยว่ามันกำลังคิดอะไรอยู่ในใจ

แบบนี้มัน... ยิ่งทำให้ผมเดินหน้าตามสิ่งที่ตั้งใจได้ง่ายขึ้นไม่ใช่หรือไง?

เดิมทีผมตั้งใจจะหาใครสักคนมาให้ไอ้ตี๋ทำความรู้จัก ผมรู้จักคนเยอะ สมาคมกับคนหน้าตาดี นิสัยพอใช้ได้อยู่มากมาย กำลังคิดว่าจะหาคนที่เหมาะสม หาจังหวะดีๆ ให้สองคนได้ทำความรู้จักกัน เหมือนการจับคู่ให้กลายๆ แต่จะถึงขึ้นศึกษาดูใจ หรือสานสัมพันธ์ต่อหรือไม่ ก็แล้วแต่ไอ้ตี๋มัน

แต่ตอนนี้ผมว่าผมไม่จำเป็นต้องทำแบบนั้นแล้วล่ะ เพราะดูเหมือนว่าคนที่เหมาะสม จะเข้ามาในจังหวะที่เหมาะสมพอดี

“พี่โชเห็นรูปคืนสปิริตไนต์ที่เพจมหาลัยลงป่ะ หน้าผมโคตรตลกเลยอ่ะ” ไอ้นายถามขึ้นมาระหว่างที่กำลังช่วยคนตัวเล็กกว่าเก็บแก้วกับจานบนโต๊ะที่ว่างลงเมื่อถึงเวลาร้านปิด ผมพลิกป้ายหน้าร้านเป็น Closed ก่อนจะเดินเข้าไปช่วยยกเก้าอี้ขึ้นอีกแรง

งานสปิริตไนต์เพิ่งถูกจัดไปเมื่อไม่กี่อาทิตย์ก่อน วันนั้นพี่โมถึงขั้นปิดร้านตั้งแต่เย็นเพราะอยากให้เราไปร่วมกิจกรรมของมหาลัย ยิ่งปีสามนี่วุ่นวายพอตัว ต้องเป็นฝ่ายควบคุมนู่นนี่จนน่าปวดหัว โชคดีคณะผมคนเยอะพอแบ่งหน้าที่แล้วก็เลยไม่ต้องทำงานหนักมาก เนียนอู้ได้บ้างตามอัธยาศัย
   
“ยังไม่เห็นอ่ะ” ไอ้ตี๋ว่าพลางเช็ดโต๊ะไปพลางอย่างไม่ค่อยใส่ใจ แต่ไอ้นายก็ยังกระตือรือร้นชวนคุย วางแก้วกับจานลงบนโต๊ะหนึ่งแล้วควักโทรศัพท์ออกมาโชว์
   
“เนี่ย ดูดิ อ้าปากหวอเลย โคตรเด๋อ”
   
“เออ ตลกจริงด้วย” ว่าพลางหัวเราะเบาๆ 
   
มึงช่วยใส่ความจริงใจเข้าไปด้วยได้มั้ยเนี่ยตี๋
   
“ใช่มะ ผมกำลังดูคอนเสิร์ตเพลินๆ อ่ะ ใครจะไปรู้ว่ามีคนแอบถ่าย แล้วดูหน้าโคตรมัน หัวก็พัง อย่าให้รู้ว่าใครเป็นคนถ่ายนะ ผมจะไปเผาบ้านมัน” แต่ดูเหมือนไอ้นายจะไม่ได้เอะใจอะไร ยังคงเล่นใหญ่สานต่อบทสนทนา
   
“ไปขอให้เขาลบดิ” 
   
“ไม่เอาอ่ะ ไม่กล้า” มันย่นหน้า แต่ปากก็ยังบ่นขมุบขมิบไม่หยุด “รูปดีๆ กว่านี้ไม่มีหรือไงเนี่ย ทำไมลงรูปนี้วะ”
     
ผมเห็นไอ้ตี๋ยิ้มๆ ไม่ตอบอะไร ไม่ทันไรไอ้นายก็ชวนคุยต่อ
   
“นี่ต้องรูปนี้ดีกว่า น่ารักกว่าเยอะ ผมถึงขั้นต้องเซฟเก็บไว้เลย” มันเอียงโทรศัพท์ให้ไอ้ตี๋ดู แล้ววินาทีต่อมาผมก็เห็นตาตี่ๆ เบิกกว้างอย่างตกใจ
   
“เฮ้ย ขุดทำไมเนี่ย ลบเลย” มันโวยวายทำท่าจะแย่งโทรศัพท์มา แต่เพราะตัวเตี้ยกว่าพอไอ้นายชูโทรศัพท์จนสุดแขนก็เลยไม่สามารถ
   
“ไม่เห็นเป็นไรเลยพี่ น่ารักดีออก” มันหัวเราะลั่นเขย่งเท้าหนีคนที่พยายามจะกระโดดโหยงเหยงอย่างเสียอาการ
   
รูปไรวะ อยากเสือก
   
“เฮ้ย! พี่ซัน” ว่าแล้วก็เดินเข้าไปคว้าโทรศัพท์แม่งมาซะเลย
   
ผมก้มลงมองหน้าจอที่ค้างอยู่หน้าเดิม เป็นรูปผู้ชายตัวเล็กๆ ผอมๆ คนหนึ่งที่แต่งตัวแต่งหน้าจัดเต็มในชุดนักศึกษาสมัยเป็นเชียร์ลีดเดอร์มหาลัย
   
“เชี่ย นี่มึงเหรอ” ผมเบิกตากว้าง “ตัวโคตรเล็กอ่ะตี๋ แดกข้าวบ้างป่ะเนี่ย” 

“นั่นดิ พี่โชแม่งหุ่นบางกว่าพวกผู้หญิงอีก ดูไม่ออกเลยว่าเคยอ้วนมาก่อน” ไอ้นายพูดขำๆ 
   
“...” 

“...” 

แต่ทั้งผมกับไอ้ตี๋ชะงัก
   
“มึงไปเอามาจากไหนว่ามันเคยอ้วน” ผมมองหน้าไอ้ตี๋แล้วเห็นมันสายตามันหลุบลงต่ำ ทั้งที่คงสงสัยเหมือนกันก็เลยถามออกไป
   
“เอ่อ...” ไอ้นายทำท่าตกใจ สีหน้ามีพิรุธเหมือนถูกจับได้ 
   
“ไอ้นาย” พอผมทำเสียงคาดคั้น มันเลยยิ่งหงอย ดึงโทรศัพท์ออกไปจากมือผมแล้วเปิดรูปหนึ่งให้ดู
   
เป็นรูปไอ้ตี๋สมัยมัธยม...
   
“พอดีเพื่อนผมมันเคยเรียนโรงเรียนเดียวกับพี่อ่ะ พอบอกว่าผมทำงานกับพี่โช มันเลยเอารูปนี้ให้ดูว่าใช่โชเดียวกันหรือเปล่า” มันหันไปสารภาพกับไอ้ตี๋ที่ยืนนิ่งไม่พูดอะไร 

ถึงจะไม่ใช่รูปถ่ายมันโดยตรง มีเด็กผู้หญิงคนหนึ่งเป็นจุดโฟกัสแต่ภาพผู้ชายตัวอ้วนแว่นหนาเตอะอีกคนที่นั่งอยู่ด้านหลัง ก็เห็นชัดพอจะจำได้ว่านั่นคือไอ้ตี๋ สีหน้ากังวลฉายขึ้นมาทันทีที่ไอ้ตี๋เห็นรูปตัวเองในมือถือของรุ่นน้อง

แน่ล่ะ ทำไมผมจะไม่รู้ว่ามันอยากลบตัวตนในอดีตของมันจะตาย มันลงทุนหนีมาเรียนไกลถึงที่นี่ สมัครแอคเคาท์โซเชียลต่างๆ ใหม่ ไม่คบค้าสมาคมกับใครที่จะขุดคุ้ยประวัติขึ้นมา ก็เพื่อหนีจากความหลังที่ทำให้มันฝังใจมาจนถึงทุกวันนี้

ทั้งเรื่องรูปลักษณ์ภายนอกที่ไม่เข้าตาจนถูกกดให้ต่ำด้วยคำพูดล้อเลียนนานา หรือแม้กระทั่งเรื่องรสนิยมเรื่องเพศของมันก็ถูกเอามาพูดในแง่ลบ สร้างความอับอาย ด้วยความคะนองปาก ตอนนั้นผมไม่รู้เรื่องมากนัก แต่เท่าที่รู้จักกันดูเหมือนการกระทำพวกนั้นจะทำให้ไอ้ตี๋กลายเป็นคนเก็บตัว ซึมเศร้า และทำทุกวิถีทางเพื่อหลบเลี่ยงตัวเองจากสังคมที่เอาแต่วิพากษ์วิจารณ์โดยไม่นึกถึงจิตใจมัน อดทนจนกระทั่งขึ้นมหาลัย มันถึงได้เปลี่ยนแปลงตัวเองเป็นคนใหม่ และลบอดีตเลวร้ายพวกนั้นไป

แต่ดูท่าว่าจะทำได้ยาก... หรือบางทีอาจจะเป็นไปไม่ได้เลยก็ได้

ดูดิ ไม่ทันไร อดีตที่มันพยายามจะลืมก็หวนกลับมาหาอีกครั้ง โดยทันให้ตั้งตัว

“พี่โช... โกรธเหรอ” ไอ้นายถามขึ้นมาอย่างไม่แน่ใจ หลังจากเงียบไปพักใหญ่ 

“ปะ...เปล่า” ไอ้ตี๋เหมือนเพิ่งรู้ตัวเลยยิ้มออกมาบางๆ ได้ยินแบบนั้นไอ้นายก็ถอนหายใจเบาๆ

“เฮ้อ รอดตัวไป ผมคิดว่าพี่จะโกรธที่ละลาบละล้วงเรื่องของพี่มากเกินไป”

“บ้า จะโกรธทำไม” มันยังคงยิ้ม ทั้งที่สายตาไม่ได้ยิ้มด้วยเลย

“จริงนะ? งั้น...ถ้าพี่ไม่ว่าอะไร ผมเก็บรูปนี้ไว้ได้มั้ย”

“...” 

“ไม่ได้มีเจตนาไม่ดีนะ แค่อยากเก็บไว้เป็นแรงบันดาลใจ คนที่เปลี่ยนตัวเองให้ดีขึ้นขนาดนี้ได้ ผมนับถือมากเลย” 

“...”

ผมเงยหน้าขึ้นมองคนในรูปถ่าย เห็นสีหน้ามันก็รู้ว่ากำลังลำบากใจ ถึงจะพูดให้ดูดียังไง รูปถ่ายนั่นก็เป็นเครื่องเตือนความทรงจำที่ไอ้ตี๋อยากจะลืมอยู่ดี

“ได้สิ” แต่เพียงไม่นาน ไอ้ตี๋ก็ยิ้มบางๆ ออกมาอีกครั้งพร้อมกับเอ่ยคำอนุญาต... ที่ผมรู้ว่าไม่ได้มาจากใจ
แม่ง ทำไมไม่ปฏิเสธไปวะ 

“ขอบคุณครับพี่”

ไอ้นี่ก็ขอบคุณเหี้ยอะไร มึงอ่านสายตาไม่ออกหรือไงว่ามันไม่ได้เต็มใจอนุญาตอ่ะ โง่ชิบ

ผมอยากจะสบถออกมาดังๆ แต่ก็ได้แต่ลอบถอนหายใจ ก่อนจะยื่นหน้าเข้าไปดูรูปพร้อมกับความคิดหนึ่งที่แวบเข้ามา

“เฮ้ย กูก็เรียนที่นี่ ดูดิในรูปนี้ก็มีกู” แกล้งทำน้ำเสียงตื่นเต้น แล้วยื่นมือออกไปแตะที่หน้าจอโทรศัพท์ในมือไอ้นาย ตั้งใจจะขยายแบ็คกราวน์ด้านหลังไอ้ตี๋ที่มีใครไม่รู้นั่งอยู่เป็นกลุ่มใหญ่ 

“เฮ้ย! พี่ซัน” แต่ดันเลื่อนนิ้วสะเปะสะปะไปหน่อยเลยกดโดนปุ่มดีลีทพอดี

แถมพลาดกดยืนยันการลบอีกต่างหาก 

“อ้าว เชี่ย ไหนเดี๋ยวกูเอาคืนให้” ผมพูดหน้าตาย แย่งโทรศัพท์ในมือมันมากดเข้าไปดูไฟล์รูปที่เพิ่งลบไป แล้วกดลบในนั้นอีกที 

“เฮ้ย อะไรเนี่ยพี่” ไอ้นายโวยวายขึ้นมา ทำท่าจะแย่งโทรศัพท์กลับไป ขณะที่ผมเลื่อนรูปในอัลบั้มไปเรื่อยๆ กวาดสายตาดูว่ามีรูปอื่นอีกมั้ย พอแน่ใจว่าไม่มีก็คืนโทรศัพท์ให้แล้วเอ่ยขอโทษไม่จริงจัง

“โทษทีว่ะ กูจำปุ่มสลับกัน” 

แถสัส แม่งก็เห็นตัวหนังสือคำว่าดีลีทอยู่ชัดๆ

รู้หรอกว่าอีกไม่นานมันคงหารูปมาใหม่มาได้อีก แต่แค่เห็นว่าตอนนี้ไม่มีรูปนั้นอยู่ในมือถือไอ้นายผมก็สบายใจละ

“ได้เหรอวะพี่” มันเหวอไปเลยเมื่อเจอสกิลตอแหลหน้าตายของผม ก้มดูโทรศัพท์ในมือพอเห็นว่ารูปไม่อยู่แล้วก็ทำหน้าเสียดายขึ้นมา ผมเลยเอื้อมมือไปตบบ่ามันสองสามที

“เอาน่า รูปนั้นเห็นหน้ากูไม่ชัดหรอก เดี๋ยวเอารูปอื่นให้ดู”

“ผมอยากดูรูปพี่ที่ไหนเล่า!”

“อ้าวเหรอ” 

“พี่ซันแม่ง...” ไอ้นายทำท่าจะโวยวายอีก แต่ก็หุบปากทันควันเมื่อได้ยินเสียงจากคนที่เงียบไปนาน

“ฮะๆ” 

ถึงจะแค่แวบเดียว แต่นั่นก็เป็นเสียงหัวเราะไม่กี่ครั้งของไอ้ตี๋ ที่ไม่ใช่แค่แกล้งขำไปผ่านๆ อย่างทุกที

“เถียงกันเป็นเด็กๆ” ก่อนจะเปลี่ยนเป็นเสียงบ่นอย่างไม่จริงจัง เรียกให้ไอ้นายที่เพิ่งเงียบไป โวยวายขึ้นมาอีกครั้ง 

“พี่โชก็ดูพี่ซันดิ แกล้งผมชัดๆ เลย”

“อะไร ก็คนมันไม่ได้ตั้งใจ” ผมเถียง ละสายตาจากริมฝีปากบางที่ยังแต้มรอยยิ้มขึ้นมามองหน้ามู่ทู่ของไอ้เด็กข้างตัว

“ไม่ได้ตั้งใจอะไรเนี่ย เห็นอยู่ชัดๆ ว่าจงใจลบอ่ะ” 

“รำคาญ เลิกบ่นแล้วเอาแก้วไปล้างไปมึงอ่ะ ชักช้าชิบหาย เดี๋ยวก็ไม่ได้กลับบ้านกันพอดี” ผมโบกมือส่งๆ ออกปากไล่อย่างไม่ใส่ใจ 

“พี่ซันแม่งๆๆ” ไอ้นายเลยได้แต่ทำท่ากระฟัดกระเฟียด หอบถาดที่ใส่แก้วกับจานกลับไปที่เคาน์เตอร์อย่างทำอะไรไม่ได้ นอกจากบ่นพึมพำไปตลอดทาง

ผมหัวเราะเบาๆ ก่อนจะหันกลับมามองหน้าไอ้ตี๋ที่มองผมกลับเหมือนกัน มันส่ายหน้าเอือมๆ แต่แววตาดูโล่งใจ ผมเลยรู้ว่าดีแล้วที่ทำแบบนั้นลงไป

“ไม่เนียนเลยนะครับ” 

“...”

“แต่ก็ขอบคุณ” 

อย่างน้อยแค่ทำให้ไอ้ตี๋ยิ้มออกมาแบบนี้ได้สักครั้ง ผมก็พอใจ


#ซันโช
-Martian-
ให้กำลังใจนักเขียน
นักเขียนได้รับกำลังใจแล้ว!
นักเขียนได้รับกำลังใจแล้ว 250 ครั้ง

นิยายที่ผู้อ่านนิยมอ่านต่อ

loading
กำลังโหลด...

574 ความคิดเห็น

  1. #519 Jibangrin (@Jibangrin) (จากตอนที่ 5)
    วันที่ 8 กุมภาพันธ์ 2562 / 16:54
    กากจังเลย แหมมมมม5555
    #519
    0
  2. #481 Fx.Bear (@fiasarinya) (จากตอนที่ 5)
    วันที่ 20 กรกฎาคม 2561 / 19:32
    เพราะซันเป็นแบบนี้รึเปล่าตรีถึงชอบ ใส่ใจความรู้สึกคนรอบข้างดีจัง น่ารักนะเรา
    #481
    0
  3. #387 $iviα✻ (@rosetea) (จากตอนที่ 5)
    วันที่ 26 พฤศจิกายน 2560 / 09:52
    ไม่คิดว่าซันคนคูลที่ตรีชอบจะกากขนาดนี้ แคร์เขาก็พูดไปสิ แล้วจะช่วยเขาก็ดันไม่เนียนอีก คนกากตัวจริง55555555555
    #387
    0
  4. #286 parkhyun6104 (@parkhyun6104) (จากตอนที่ 5)
    วันที่ 31 กรกฎาคม 2560 / 22:14
    ทำเป็นไม่สนใจเค้าแต่จริงๆมองอยู่ตลอดเลยเน้อซันเน้อออ กากจริงด้วยพระเอกเรื่องนี้55555555555
    #286
    0
  5. #278 Pandan_s (@Pandan_s) (จากตอนที่ 5)
    วันที่ 30 กรกฎาคม 2560 / 20:57
    แคร์เค้าก็บอกไปว่าแคร์เค้าดิ๊ซันนนน แกล้งเค้าตลอด
    #278
    0
  6. #250 Sket-D (@day-life) (จากตอนที่ 5)
    วันที่ 30 กรกฎาคม 2560 / 05:20
    มันก็จะแคร์กันหน่อยๆอ่ะแก ซันนี่แถจนสีข้างถลอก55555 อยากบอกซันว่าไม่ต้องหาใครมาเยียวยาหัวใจโชหรอกค่ะ เอาตัวเองนั่นแหละ ไม่มีใครดีเท่าซันละจริงๆ 555555
    #250
    0
  7. #182 Oneooe (@Oneooe) (จากตอนที่ 5)
    วันที่ 8 กรกฎาคม 2560 / 08:59
    อันนี้เรียกว่าเป็นห่วงกันใช่เปล่าค่ะ
    #182
    0
  8. #13 สายดอง (@PLOY_MB) (จากตอนที่ 5)
    วันที่ 25 เมษายน 2560 / 08:24
    ซันนี่ขยี้ใจ ชอบความตีมึนของนางง
    #13
    0
  9. #6 K-1607G (@K-1607G) (จากตอนที่ 5)
    วันที่ 20 เมษายน 2560 / 23:47
    ฮ่อลลลมีความละมุนกรุ่มกริ่ม #ซันนี่ซันของพี่ 5555
    #6
    1
  10. วันที่ 20 เมษายน 2560 / 01:42
    แอบชอบเขาไม่รู้ตัว อีกคนก็เงียบอมพะนำ งื้อ เมื่อไหร่จะหุึงหวงกันบ้าง น่าจะฮอตน่าดู
    #5
    1