[ Hermit Books ตีพิมพ์ ] Just Before Sunrise ☼ เมื่อตะวันฉายแสง ( #ซันโช )(Yaoi)(จบแล้ว)

ตอนที่ 13 : ก่อนตะวัน : 12

  • เนื้อหานิยายตอนนี้เปิดให้อ่าน
  • View : 5,357
    จำนวนคนให้กำลังใจ : 198 ครั้ง
    20 ก.พ. 63

ก่อนตะวัน : 12

   
หลังจากเดินลงมาจากเขา พวกเราก็ขับรถมุ่งหน้าไปที่จุดตั้งแคมป์ต่อทันทีเพราะกลัวว่าจะค่ำเสียก่อน ไอ้ตี๋ท่าจะเหนื่อยก็เลยหลับมาตลอดทาง หัวกระแทกกระจกไปหลายครั้งจนผมต้องดึงตัวมันเอนมาพิงไหล่ไว้เพราะสงสาร ถือว่าตอบแทนละกันที่ก่อนหน้าหนีผมก็เผลอหลับทิ้งตัวไปซบไหล่มันเหมือนกัน แถมไม่ถูกด่าอีก นั่งรถมาสักพักก็ดันหลับตามไปตอนไหนไม่แน่ใจ แต่ตื่นมาอีกทีก็ถึงที่หมายเรียบร้อยแล้ว
   
“พวกมึงไปหาฟืนมาก่อกองไฟนะ เดี๋ยวพวกกูกางเต็นท์เอง” พี่เตอร์หันมาบอกระหว่างช่วยกันขนสัมภาระลงจากท้ายรถ ผมกับไอ้ตี๋มองหน้ากันมึนๆ คงเพราะเพิ่งตื่นนอนหมาดๆ จนไอ้ตี๋หันไปพยักหน้ารับแล้วเดินนำผมถึงได้บิดขี้เกียจตามไป  
จุดกางเต็นท์ที่พวกเราต้องนอนคืนนี้เป็นป่าสนของอุทยานแห่งชาติที่มีไว้รองรับนักท่องเที่ยวที่ต้องการมากางต็นท์ตากอากาศ แต่วันนี้นักท่องเที่ยวไม่เยอะนัก พวกเราก็เลยได้จุดดีๆ ที่ไม่ต้องไปแออัดกับใคร เป็นมุมสงบที่อยู่ห่างจากจุดชมวิวไม่ไกลอีกต่างหาก
   
“อันนั้นไม่น่าจะใช้ได้นะครับ” ไอ้ตี๋ว่าเมื่อผมหยิบกิ่งไม้ที่ตกอยู่ตามพื้นขึ้นมามั่วซั่ว คนตัวเล็กกว่าขมวดคิ้วแล้วเดินมาใกล้ ใช้มือข้างหนึ่งหอบกิ่งไม้ไว้ ในขณะที่อีกข้างคัดกิ่งไม้ที่ใช้ไม่ได้ออกจากอ้อมแขนผม 
   
“ไม่เคยเรียนลูกเสือเหรอครับ” 
   
โดนด่าเฉย
   
“ก็เคย แต่กูไม่ได้มีหน้าที่ก่อไฟนี่หว่า” ผมเบ้หน้า ตอนเข้าค่ายผมมีหน้าที่แค่เอนเตอร์เทนคนในหมู่บังหน้าการอู้งานเท่านั้นแหละ
   
“แต่ก็น่าจะรู้นะครับว่าก่อไฟต้องใช้กิ่งไม้แห้ง”
   
แหม ด่ากูโง่ตรงๆ เลยก็ได้นะตี๋ เหน็บแบบนี้เจ็บกว่าอีก!
   
“คร้าบบบ รู้แล้วเนี่ย” ผมแกล้งรับคำเสียงทะเล้น ก่อนจะแย่งกิ่งไม้แห้งในอ้อมแขนเล็กๆ นั่นมาหอบไว้เอง
   
“หาเอาใหม่สิครับ มาแย่งผมทำไม” ดวงตาเรียวมองมาอย่างไม่พอใจ
   
“กูเลือกไม่เป็นไง มึงก็หยิบๆ มาละกันเดี๋ยวกูถือให้” 

“มันหนักนะครับ ช่วยกันขนน่ะดีแล้ว” ไอ้ตี๋ขมวดคิ้ว ทำท่าจะเดินเข้ามาแย่งกิ่งไม้จากมือผมจนต้องเบี่ยงตัวหลบ
   
“เอาเหอะน่ะ แค่นี้แขนกูไม่หักหรอก” ...แขนมึงต่างหาก ดูบอบบางขนาดนั้นเกิดขนของหนักๆ มากเกินจนแขนหักก็ชงกาแฟไม่ได้พอดี
   
พอเห็นผมดื้อแพ่ง ไอ้ตี๋เลยได้แต่ส่ายหน้า ส่งสายตาบอกว่าเตือนผมแล้วนะ ก่อนจะเดินนำไปหากิ่งไม้มาเพิ่มอีก มันต้องใช้พอสมควรเพราะเราต้องจุดไฟให้ความอบอุ่นกันทั้งคืน บนเขาแบบนี้อุณหภูมิต่างจากข้างล่างลิบลับ นี่ขนาดพระอาทิตย์ยังไม่ตกดีอากาศยังเย็นเลย ลองดึกกว่านี้ถ้าไม่มีกองไฟคงได้หนาวตาย
   
“มึงเอาเสื้อกันหนาวมากี่ตัวตี๋” อดไม่ได้ที่จะถามเมื่อนึกว่าตอนกลางคืนอากาศจะเย็นลงขนาดไหน
   
ไอ้ตี๋หันมาเลิกคิ้วงงๆ ก่อนจะตอบ “ตัวเดียวครับ”
   
หมายถึงไอ้ตัวที่ใส่อยู่เนี่ยอ่ะนะ
   
“เฮ้ย จะพอได้ไง” ผมโวยวายพลางแย่งกิ่งไม้ที่มันไม่ยอมส่งให้มาถือไว้อีก “เดี๋ยวดึกๆ ก็หนาวตายหรอก” 
   
“ไม่เป็นไรหรอกครับ ผมมีถุงนอน” มันเถียง “แล้วอีกอย่างก่อกองไฟเดี๋ยวก็อุ่นแล้ว”
   
คิดง่ายชิบ ถ้าเกิดหนาวจนทนไม่ไหวขึ้นมาจริงๆ กูจะหัวเราะให้
   
“ยังไงกันไว้ก็ดีกว่า กูมีอีกตัวอยู่ในกระเป๋า เดี๋ยวกลับเต็นท์ไปเอามาใส่เลย” ผมบ่นด้วยน้ำเสียงจริงจัง แต่สีหน้าไอ้ตี๋ก็ดูเหมือนจะไม่เชื่อฟังกัน
   
“ไม่ต้องห่วงผมหรอกครับ” ว่าพลางถอนหายใจเหมือนทุกที “ห่วงตัวเองเถอะ เสื้อเลอะดินหมดแล้ว กลับเต็นท์ไปเปลี่ยนด้วยนะ เดี๋ยวจะคันเอา” บ่นคืนพร้อมกับยกมือขึ้นมาปัดๆ เศษกิ่งไม้ที่เลอะเสื้อผมออกเบาๆ 
   
เพิ่งสังเกตเหมือนกันว่าเสื้อตัวเองเลอะดินที่ติดอยู่กับกิ่งไม้เต็มไปหมด แต่แค่นี้คงไม่ทำให้เป็นอะไรหรอก ปัดๆ ก็ออกหมดแล้ว ผมไม่ได้เถียงอะไรไอ้ตี๋ แค่คิดในใจว่าถ้ากลับไปที่เต็นท์ค่อยบังคับให้มันสวมเสื้อกันหนาวของผมอีกรอบก็แล้วกัน ไม่อยากให้มันไม่สบาย พี่โมยิ่งบอกว่าไอ้ตี๋ร่างกายอ่อนแออยู่ด้วย
   
“แค่นี้น่าจะพอแล้วมั้ง กลับกันเถอะ” มันว่าพลางหยิบกิ่งไม้ขึ้นมาถือไว้ในมือสองข้าง แล้วรีบเดินนำกลับเต็นท์ไป ไม่ให้ผมแย่งมาถือไว้แทนได้อีก 
   
เป็นตัวอะไร ทำไมดื้อขนาดนี้วะเนี่ยตี๋

   




ผมว่าในค่ายลูกเสือ ไอ้ตี๋แม่งก็ไม่ได้ทำหน้าที่ก่อไฟเหมือนกัน ทำมาเป็นว่าผม แต่พอเอาฟืนมาวางเสร็จก็ยืนเก้ๆ กังๆ ทำอะไรไม่ถูกจนพี่เตอร์ต้องมาช่วยทำแทนให้อยู่ดี สุดท้ายก็ยืนไร้ประโยชน์อยู่กับผมนี่แหละ ปล่อยให้พวกผู้เชี่ยวชาญเขาจัดการไป
   
นอกจากก่อไฟให้ความอบอุ่นแล้ว เรายังใช้กองไฟนี้ในการทำอาหารเย็นด้วย รื้อฟื้นความทรงจำค่ายลูกเสือของแท้ แต่แน่นอนว่าตัวไร้ประโยชน์อย่างผมก็ยังไร้ประโยชน์เสมอต้นเสมอปลาย ปล่อยให้ไอ้ตรีที่มีดีกรีเป็นลูกชายเจ้าของร้านอาหารไทยในอิตาลีทำหน้าที่พ่อครัวไป 

ด้วยความที่ต้องมาตั้งแคมป์กลางป่ากลางเขา อาหารก็เลยเป็นอะไรง่ายๆ อย่างบะหมี่กึ่งสำเร็จรูป กับเนื้อย่างนิดๆ หน่อยๆ   สำหรับผมยังไงก็ได้อยู่แล้ว แต่กับไอ้ตี๋... ปกติมันไม่กินทั้งสองอย่างเลย 
   
ผมผิดเองแหละที่ไม่รอบคอบ ลืมบอกเรื่องอาหารที่ไอ้คนตัวเล็กนี่ไม่ชอบ จะบอกตอนนี้ก็ไม่ทันแล้วด้วย สุดท้ายเลยได้เห็นมันกินมื้อเย็นนิดๆ หน่อยๆ พอเป็นพิธีเพราะเกรงใจไอ้ตรี 
   
โชคดีที่ก่อนขึ้นเขามาผมไม่ลืมซื้อของกินจากร้านสะดวกซื้อข้างล่างมาเผื่อให้มัน 
   
“อ่ะ” ผมยื่นแซนวิชโฮลวีตไส้ทูน่าให้ไอ้ตี๋หลังจากที่พวกเราปลีกตัวออกมานั่งใต้ต้นสนห่างจากเต็นท์พอสมควร เพราะอยู่ๆ พี่เชนกับไอ้ตรีก็สวีทกันตอนที่พวกพี่เตอร์ออกไปสูบบุหรี่เฉย ผมกับไอ้ตี๋เลยไม่อยากอยู่เป็นก้างขวางคอ ปล่อยให้เขาหวานกันตามลำพัง อีกอย่าง ผมหาจังหวะเอาแซนวิชนี่ให้ไอ้ตี๋อยู่แล้วด้วย

“เมื่อเย็นมึงไม่ค่อยได้กินนี่” ผมว่าเมื่อเห็นว่ามันหันมาทำหน้างงๆ ไอ้ตี๋เลยผงกหัวขอบคุณแล้วหยิบแซนวิชไปกัดคำโต
อาหารเย็นที่กระเดือกไปคงไม่ถึงท้องอย่างที่คิด

“เอาอีกมะ” ผมหยิบธัญพืชอัดแท่งซองเล็กออกมาจากกระเป๋าให้มันอีก ไอ้ตี๋ทำหน้างงอีก ก่อนจะถามกลั้วหัวเราะ 

“พกอะไรมานักหนาเนี่ย” 

“ก็รู้ไงว่าคนแถวนี้แม่งกินยาก” ถึงคราวผมทำหน้าเอือมบ้าง

แม่งกินยากจริงๆ คราวหน้าถ้ามาอีกก็ห่อข้าวขึ้นมากินเองเหอะ 

ผมนั่งมองมันกินเงียบๆ แล้วเผลอยิ้มออกมา แค่แดกธัญพืชอัดแท่งเองทำไมต้องทำหน้าตามีความสุขขนาดนั้น เนื้อย่างกับมาม่าของไอ้ตรีอร่อยกว่านี้ตั้งหลายเท่าด้วยซ้ำ

“มึงรู้สึกยังไง” เผลอปากไวขึ้นมาเมื่อนึกถึงภาพที่ไอ้ตรีกับพี่เชนสวีทกันเมื่อกี้ ไอ้ตี๋เองก็เห็นเต็มๆ เหมือนกัน... สีหน้ามีความสุขของไอ้ตรีแบบที่มันคงไม่สามารถทำให้เกิดขึ้นได้ 

“รู้สึกอะไร?” มันเลิกคิ้ว ทำหน้าไม่เข้าใจ ตอนนั้นแหละ ผมถึงนึกได้ว่าคำถามผมแม่งโคตรจะไร้ที่มาที่ไปอีกแล้ว

“ก็...” เว้นวรรคอย่างไม่แน่ใจ แต่สุดท้ายก็ถามออกไป “เรื่องเมื่อกี้...” 

ผมขมวดคิ้วอย่างกังวล แต่ไอ้ตี๋กลับยักไหล่ “ไม่ได้รู้สึกอะไร” 

“จริงอ่ะ?”  

“ทำไม อยู่ๆ เกิดเป็นห่วงขึ้นมา ทั้งๆ ที่ตัวเองชวนมาเพราะอยากให้ผมเห็นภาพแบบนี้ไม่ใช่หรือไง” มันเลิกคิ้วถามกลับ

อ้าวชิบหาย มันรู้ทัน

 “อะ...อะไร กูแค่ชวนมาเฉยๆ” พยายามเฉไฉแต่ก็รู้ตัวว่าไม่เนียน

นี่ผมอ่านง่ายถึงขนาดที่มันดูออกได้เลยเหรอวะว่าผมตั้งใจจะทำอะไร ตอนที่พยายามเป็นพ่อสื่อให้ไอ้นายก็ทีนึงแล้ว

“ผมไม่เป็นไร ขอบใจ” ไอ้ตี๋ว่าพลางหัวเราะเบาๆ 

ท่าทางมันดูสบายๆ จนน่าตกใจ แต่ถึงอย่างนั้นก็ใช่ว่าข้างในมันจะไม่ได้รู้สึกอะไร อาจจะเหมือนเรื่องรูปที่เป็นข่าวลือนั่นก็ได้ ที่มันพยายามปกปิดความรู้สึกเอาไว้ ไม่ให้ผมเห็น 

แต่ไม่เป็นไร...ยังไงซะผมก็ยังอยากอยู่ข้างๆ เพื่อปลอบใจมัน ไม่ว่าเรื่องไหนก็ตาม

“กูรู้ว่ามึงยังเจ็บอยู่... แต่เดี๋ยวทุกอย่างมันก็ดีขึ้นเอง” 

คงเพราะไม่ค่อยได้ยินคำพูดดีๆ ออกจากปากผมสักเท่าไหร่ ไอ้ตี๋ถึงทำหน้าประหลาดใจ ก่อนจะยิ้มออกมา 

“อืม” มันพยักหน้า สบตาผมด้วยสายตาที่ยากจะอธิบาย

เพราะไม่เคยเห็นสายตาแบบนี้มาก่อน มันเลยทำให้ผมตกใจจนต้องเฉไฉเปลี่ยนเรื่องขึ้นมาอีกที

“ไม่เห็นดาวเลยว่ะ” ว่าพลางเอนหลังนอนราบลงไปบนพื้นชื้นๆ ด้านหลัง

ยังไงก็มาเพื่อนอนกลางดินกินกลางทรายอยู่แล้ว ก็เอาให้มันคลุกดินจริงๆ ไปเลยแล้วกัน

ผมมองไปทางไอ้ตี๋ที่เงยหน้ามองท้องฟ้าหม่นๆ ไร้แสงดาวตามผม ก่อนที่ปากมันจะลั่นขึ้นมาอีกครั้ง 

“พรุ่งนี้ไปดูพระอาทิตย์ขึ้นกัน” 

“ฮะ?” 

เออ ตกใจเหมือนกันที่อยู่ๆ ก็ชวน... 

แต่มาบนเขาทั้งที มีจุดชมวิวสวยๆ อีกต่างหาก ถ้าได้เห็นพระอาทิตย์ขึ้นตอนเช้าก็น่าจะสดชื่นดีไม่ใช่หรือไง

 “เขาว่ากันว่าพระอาทิตย์ขึ้นเป็นเหมือนสัญลักษณ์ของการเริ่มต้นใหม่” พอเห็นไอ้ตี๋ทำหน้างงก็พูดออกไป ไม่รู้เหมือนกันว่าพูดทำไม แต่ก็อดไม่ได้ที่จะยิ้มกว้างออกมาตอนสบตาคนตรงหน้าที่มองมาอย่างไม่เข้าใจความหมาย

“เผื่อว่ามึงจะรู้ตัวสักที ว่าชีวิตมึงก็เริ่มต้นใหม่ได้เหมือนกัน” 

ไอ้ตี๋เงียบไปพักหนึ่งก่อนจะเบือนหน้าหนี มีท่าทีลังเลแปลกๆ จนผมเริ่มใจแป้วว่ามันอาจจะไม่ไป 

แต่สุดท้ายมันก็เงยหน้าขึ้นมองท้องฟ้าที่ไร้แสงดาวอีกครั้ง แล้วเอ่ยออกมาเบาๆ

“เอาดิ” 






ผมกับไอ้ตี๋กลับมาที่เต็นท์กันหลังจากนั้นไม่นาน คนอื่นๆ ยังนั่งดื่มเบียร์เล่นกีตาร์ร้องเพลงไปพลางด้วยบรรยากาศที่เป็นใจ จนเวลาล่วงเลยไปประมาณตีสามกว่าๆ ถึงแยกย้ายกันไปนอน ผมกับไอ้ตี๋นอนเต็นท์หลังเดียวกัน ในขณะที่พี่เชนนอนกับไอ้ตรี ส่วนพี่เตอร์ พี่ต้า พี่วินนอนหลังใหญ่สุดรวมกัน 

อาจจะเพราะแปลกที่ หรือเพราะมันหนาวเกินไปก็ไม่รู้ ขนาดดื่มไปพอสมควร แถมดึกขนาดนี้ผมก็ยังนอนไม่หลับ ได้แต่นอนตาค้างอยู่เป็นชั่วโมงๆ

“นอนไม่หลับเหรอครับ” คงเพราะผมนอนพลิกไปพลิกมาอยู่หลายตลบ ไอ้ตี๋ถึงได้รู้แล้วถามขึ้นมา

“กูทำให้ตื่นเหรอ โทษที” ผมพลิกตัวกลับไปหามันแล้วถามอย่างรู้สึกผิด 

ไม่ทันรู้ตัวว่าเต็นท์มันแคบจนต้องนอนใกล้กันขนาดที่อีกไม่ถึงฟุตจมูกก็แทบจะแตะกันอยู่แล้ว

มันเงียบไปสักพัก ก่อนจะส่ายหน้าปฏิเสธ “ผมก็ยังไม่หลับเหมือนกัน” 

“...” ผมยังคงเงียบมองหน้ามันอยู่อย่างนั้นหลายวินาที แน่ใจว่ามันน่าจะเห็นผมไม่ชัดเพราะถอดคอนแทคเลนส์ก่อนนอน แถมแสงที่มาจากกองไฟนอกเต็นท์ก็คงไม่เพียงพอให้มันดูออกว่าผมกำลังทำหน้าแบบไหน... 

ขนาดผมเองยังไม่ค่อยแน่ใจสีหน้าตัวเองเลย 

“พระอาทิตย์ใกล้จะขึ้นหรือยังครับ” พอมันถาม ผมถึงได้สติกลับมา รู้ตัวว่าจ้องหน้าอีกฝ่ายนานเกินไป 

“มะ... ไม่รู้ว่ะ” ผมอึกอัก ก่อนจะหยิบโทรศัพท์มือถือที่วางไว้ข้างตัวขึ้นมาเช็คเวลาพระอาทิตย์ขึ้นอีกที “ในนี้บอกว่าขึ้นตอนตีห้าครึ่ง ก็เหลือประมาณชั่วโมงนึง”

แบบนี้คงไม่ได้นอนแล้วมั้ง เพราะถ้าหลับ ก็อาจจะลากยาวจนตื่นมาดูไม่ทัน

“งั้นเราไปนั่งรอดีมั้ย” ไอ้ตี๋เองก็คงคิดเหมือนกัน 

ผมยิ้ม พยักหน้า แล้วลุกขึ้นมาจากถุงนอน ไอ้ตี๋ลุกตาม หันไปหยิบแว่นสายตาในกระเป๋าขึ้นมาสวมลวกๆ แทนคอนแทกเลนส์ 

“มองเห็นเหรอนั่นน่ะ” ผมถามกลั้วหัวเราะ เมื่อเห็นแว่นตาทรงลุงของมันขึ้นฝ้าขาวจนไม่น่าจะมองเห็นอะไร เอื้อมมือออกไปถอดออกมาเช็ดกับเสื้อของตัวเองให้ จนแน่ใจว่ามันกลับมาใสเหมือนเดิมแล้วถึงใส่กลับเข้าไปให้มัน

“ขอบคุณครับ” ไอ้ตี๋พึมพำ พลางดันแว่นให้เข้าที่สีหน้าเหมือนตั้งตัวไม่ทัน แต่ก่อนที่จะออกจากเต็นท์ได้ผมก็ไม่ลืมที่จะหยิบเสื้อกันหนาวของผมที่มันถอดไว้ขึ้นมา

“ข้างนอกมันหนาว มึงไม่ต้องมาดื้อเลย” ถือวิสาสะสวมให้ ไม่เปิดโอกาสให้มันปฏิเสธ รูดซิปเสื้อตัวโคร่งกว่าคนใส่จนสุดถึงคอก็พอใจ มุดออกมาจากเต็นท์พลางยืนบิดขี้เกียจรอมัน

อากาศดีชะมัด อยากพกกลับไปข้างล่างด้วยเลย

ไอ้ตี๋มุดตามออกมาอย่างเก้ๆ กังๆ ยืนสูดอากาศอยู่ข้างกันด้วยสีหน้าที่ดูอารมณ์ดี 

“จะชวนคนอื่นไปด้วยมั้ยครับ” มันกระซิบ เพราะตอนนี้ทุกคนนอนกันหมดแล้ว

“ไม่เอาอ่ะ” ผมปฏิเสธทันที ก่อนที่สมองจะนึกเหตุผลออก “ให้พวกพี่เขาพักแหละ แดกเบียร์ไปตั้งเยอะ เดี๋ยวต้องขับรถกลับกันอีก” 

ไอ้ตี๋ไม่ได้ว่าอะไร ผมเลยเริ่มเดินนำมันออกไป ยังดีที่ทางอุทยานติดไฟตามทางให้ มันเลยไม่มืดมากนัก เดินลัดป่าสนเข้าไปไม่ไกลก็ถึงจุดชมวิวที่มีนักท่องเที่ยวนั่งรอดูพระอาทิตย์ขึ้นอยู่เหมือนกันประปราย แสงไฟตรงนี้น้อยกว่าระหว่างทาง คงเพราะไม่อยากให้แสงอื่นมารบกวนแสงอาทิตย์ที่กำลังจะโผล่พ้นขอบฟ้าขึ้นมา 

ผมกับไอ้ตี๋หามุมเหมาะได้ก็พากันนั่งลงบนพื้นที่เต็มไปด้วยน้ำค้างนั่นแหละ เปิดโทรศัพท์ดูเวลาก็พบว่าเหลืออีกประมาณยี่สิบนาที ยังไม่มีวี่แววว่าพระอาทิตย์จะขึ้นเลย

“เคยดูพระอาทิตย์ขึ้นมาก่อนมั้ยครับ” ไอ้ตี๋กระซิบถามขึ้นมา นั่งชันเข่าซบหน้าลงหันมาทางผม

“ก็เคย แต่ส่วนใหญ่เป็นทะเล” ส่วนใหญ่โรงแรมกับรีสอร์ตของบ้านผมจะอยู่แถวทะเล ดังนั้นช่วงพักร้อนก็เลยไปเที่ยวทะเลเป็นว่าเล่น ถึงได้เบื่อจนต้องหนีมาเรียนบนเขาบนดอยนี่ไง

“สวยมั้ยครับ” ผมเลิกคิ้ว มองคนตั้งคำถามอย่างประหลาดใจ 

“มึงไม่เคยไปดูพระอาทิตย์ขึ้นที่ทะเลเหรอ” 

ไอ้ตี๋ส่ายหน้า “ปกติไม่ค่อยได้เที่ยวน่ะครับ”

สังเกตจากที่วันๆ มันเอาแต่หลับหูหลับตาทำงานแล้วก็ไม่แปลกใจเท่าไหร่

“สวยดิ สวยมาก” ผมยิ้ม นึกภาพที่เห็นกี่ครั้งก็ยังประทับใจ “ถ้ามึงอยากเห็น วันหลังกูจะพาไป” 

เผลอชวนออกไปอีกแล้ว ทั้งที่ไม่แน่ใจว่ามันจะอยากไป

ไอ้ตี๋ไม่ได้ตอบอะไร แค่เบือนหน้าออกไปทอดสายตามองทิวเขาไกลๆ ที่อีกไม่นานตะวันดวงใหญ่จะโผล่ขึ้นมา

“ถือเป็นคำสัญญาหรือเปล่าครับ” อยู่ๆ มันก็เอ่ยถามขึ้นมาด้วยน้ำเสียงที่เหมือนกำลังกระซิบกับตัวเอง ก่อนจะหันมาสบตา
กับผมอีกครั้งด้วยสายตาที่แปลกไป “ไม่อยากให้ใช่เลย”

เป็นสายตาที่เต็มไปด้วยความหวั่นไหว... หวาดกลัว

“...”

“คำสัญญาปากเปล่ามันเชื่อไม่ได้”

“...” 

“แต่มันก็ยาก ที่ได้ยินแล้วจะทำใจให้ไม่เชื่อเหมือนกันนะครับ” ริมฝีปากบางยกเป็นรอยยิ้มเหมือนกำลังพูดเรื่องน่าขำ ทั้งที่แววตาของมันไม่ได้ขำไปด้วยเลย

ผมอยากจะเถียงออกมา แต่ก็คิดได้ว่าจริงอย่างที่มันพูด... ถ้าไม่มั่นใจว่าจะทำได้จริง ก็ไม่ควรให้สัญญา 

แต่ว่า... ถ้าผมมีหลักประกันล่ะ 

อย่างน้อย ครั้งหนึ่งผมก็ทำตามคำพูดของตัวเองได้จริง ด้วยการพามันมาดูพระอาทิตย์ขึ้นในเช้าวันนี้ 

แค่นี้จะเพียงพอให้มันเชื่อใจคำพูดของผมได้มั้ย?

...ผมไม่กล้าถามออกไป เพราะสุดท้าย ผมก็ไม่มั่นใจว่าตัวเองจะทำมันได้อยู่ดี

“สวยจริงๆ นะครับ” เงียบกันไปนานกว่าเสียงทุ้มที่เอ่ยออกมา ทำให้ผมเบือนหน้ากลับไปยังท้องฟ้าที่เริ่มขึ้นสีแดง

พระอาทิตย์ที่เป็นเจ้าของแสงค่อยๆ เคลื่อนกายขึ้นมาแตะขอบฟ้าก่อนเวลา เผยตัวออกมาอย่างเชื่องช้าราวกับกำลังรอคอย นักท่องเที่ยวคนอื่นพากันยกกล้องขึ้นมาถ่ายรูปส่งตื่นตะลึงในความสวยงามที่ไม่ได้หาง่ายๆ ในชีวิตประจำวัน ต่างกับพวกผมที่เพียงทอดสายตามองออกไป ซึมซับความสวยงามนั้นอยู่เงียบๆ นานนับนาที

ผมหันกลับมามองเสี้ยวหน้าด้านข้างของอีกคนที่ถูกแสงยามเช้าส่องกระทบจนดูเป็นประกาย สายตาที่มองออกไปราวกับว่ากำลังหลุดลอยตามพระอาทิตย์ดวงนั้นไป สร้างความรู้สึกประหลาดบางอย่างให้ก่อตัวขึ้นมาในใจผมทันทีที่มอง

“ตี๋... ที่ก่อนหน้านี้กูบอกว่าชีวิตมึงเริ่มต้นใหม่ได้เหมือนพระอาทิตย์น่ะ... กูหมายความแบบนั้นจริงๆ นะ”

ความรู้สึกที่ผลักดันให้ผมพูดออกไป ขณะที่เอื้อมมือออกไปสัมผัสผมคนตรงหน้าแผ่วเบา

“?”

“เพราะฉะนั้นเรื่องไอ้ตรี... ช่วยหยุดมันไว้แค่ก่อนพระอาทิตย์จะพ้นขอบฟ้านี่ได้มั้ย”

รู้ตัวเลยว่าตัวเองกำลังสบตาคนตรงหน้าด้วยสายตาจริงจังแค่ไหน... เพราะผมกำลังคิดอย่างที่พูดจริงๆ

“มึงจะฟูมฟาย ร้องไห้ ตีอกชกตัวยังไงก็ได้ จนกว่ามึงจะพอใจ”

และมันคงดี ถ้าไอ้ตี๋ทำได้อย่างที่ผมขอ 
 
“แต่กูให้เศร้าได้แค่ก่อนพระอาทิตย์ขึ้นนะตี๋”

เพราะถ้ามันก้าวออกมาจากความเจ็บปวดได้... ผมก็พร้อมจะทำสิ่งที่ตั้งใจไว้

“เฮิร์ตให้เต็มที่... แล้วหลังจากนี้กูจะทำให้มึงมีความสุขเอง” 
   
คราวนี้ผมกล้าสัญญา...      

ให้กำลังใจนักเขียน
นักเขียนได้รับกำลังใจแล้ว!
นักเขียนได้รับกำลังใจแล้ว 198 ครั้ง

นิยายที่ผู้อ่านนิยมอ่านต่อ

loading
กำลังโหลด...

574 ความคิดเห็น

  1. #527 Jibangrin (@Jibangrin) (จากตอนที่ 13)
    วันที่ 8 กุมภาพันธ์ 2562 / 23:03
    แง้้้ หายโง่แล้วใช่มั้ยยยยย ซันนน
    #527
    0
  2. #418 Yesmyboy (@jxperyah) (จากตอนที่ 13)
    วันที่ 9 มกราคม 2561 / 11:46
    โอ๊ยนน แล้วให้เริ่มต้นใหม่กับใครคะ คนตรงหน้าหรอ
    #418
    0
  3. #258 Sket-D (@day-life) (จากตอนที่ 13)
    วันที่ 30 กรกฎาคม 2560 / 06:41
    โหยซัน หล่อมากเลยตอนนี้55555 เราชอบบรรยากาศตอนนี้มากเลย มันอุ่นๆฟุ้งๆอยู่ในใจ รับรู้เลยว่าซันใส่ใจโชขนาดไหน เหลือแค่ซันรู้ใจตัวเองสักทีเถอะ ลุ้นจนเหนื่อย555555
    #258
    0
  4. #142 น้ำพัน (@numpun) (จากตอนที่ 13)
    วันที่ 30 มิถุนายน 2560 / 14:57
    โหหหหหหหห ชอบความใส่ใจของซันที่มีต่อตี๋ แต่เหมือนเจ้าตัวจะไม่รุ้อะไรเลย แต่ก็ชอบอะ ทำไงดี ชอบความละมุนละไม ชอบการให้สัญญาก่อนพระอาทิตย์ขึ้น อื้อหือออ มีใครมาให้สัญญาเราแบบนี้ไม่หวั่นไหวก็บ้าแล้ว
    #142
    0
  5. #93 UltraPP (@UltraPP) (จากตอนที่ 13)
    วันที่ 17 มิถุนายน 2560 / 15:57
    เมื่อคนซึนสองคนมาเจอกัน
    #93
    0
  6. #56 Sparklevegetable (จากตอนที่ 13)
    วันที่ 11 มิถุนายน 2560 / 00:27
    จุดพลุ!!! ฮือ ตอนนี้ซันเท่มาก รู้สึกเหมือนเห็นลูกชายกล้าเอ่ยขอให้ไปโรงเรียนเป็นครั้งแรกเลยค่ะ!(?)
    #56
    0
  7. #31 สายดอง (@PLOY_MB) (จากตอนที่ 13)
    วันที่ 9 พฤษภาคม 2560 / 15:52
    เมื่อไหร่เค้าจะคบกันนนนนน(?) เรารีบบ 555
    #31
    0
  8. #30 kiyotaka45 (@kiyotaka45) (จากตอนที่ 13)
    วันที่ 7 พฤษภาคม 2560 / 16:58
    เห็นพระอาทิตย์ขึ้นอยู่ตรงหน้าเลย อิอิ ชอบบบค่าาา
    #30
    0
  9. #29 L-co-op (@steal) (จากตอนที่ 13)
    วันที่ 7 พฤษภาคม 2560 / 10:05
    รู้ใจตัวสักทีเถอะซันนนนน
    #29
    0