[ Hermit Books ตีพิมพ์ ] Just Before Sunrise ☼ เมื่อตะวันฉายแสง ( #ซันโช )(Yaoi)(จบแล้ว)

ตอนที่ 12 : ก่อนตะวัน : 11

  • เนื้อหานิยายตอนนี้เปิดให้อ่าน
  • View : 5,216
    จำนวนคนให้กำลังใจ : 191 ครั้ง
    20 ก.พ. 63

ก่อนตะวัน : 11

   
หมดสอบมิดเทอมไม่ทันไร ฤดูกาลสอบไฟนอลอันหนักหน่วงก็มาถึงอีกระลอก 
   
เนื้อหาการเรียนปีสามเทอมสองเข้มข้นซะจนสมองผมแทบจะระเบิด ยังดีที่อ่านไว้แต่เนิ่นๆ บ้าง ไม่งั้นก็ไม่รู้จะยัดเนื้อหาทั้งหมดเข้าไปในหัวรวดเดียวได้ยังไง ถ้าเป็นเมื่อก่อน ผมคงมาอัดเอาช่วงก่อนสอบตามสันดานขี้เกียจอยู่หรอก แต่นี่ใกล้จะเรียนจบแล้วไง ก็เลยต้องตั้งใจขึ้นมาหน่อย ไม่งั้นป๊ากับแม่คงได้ไล่ออกจากกองมรดกจริงๆ
   
ถึงจะเหนื่อยสายตัวแทบขาด แต่ผมก็ยังมาทำงานที่ร้านพี่โมอยู่ ถือโอกาสพกหนังสือมาอ่านระหว่างเข้ากะเหมือนสอบคราวที่แล้ว แต่ครั้งนี้ยังอยู่อ่านต่อจนหลังเลิกงาน
   
เป็นไอเดียไอ้นายมันล่ะ ที่คิดว่าไหนๆ พวกเราก็ทำงานดึกกันอยู่แล้ว เลยรวมหัวมาติวหนังสือด้วยกันซะเลย พอลูกค้าหมด พวกเราก็จัดการเก็บขยะ ล้างแก้วล้างจานเสร็จภายในเวลาไม่ถึงชั่วโมง แล้วจัดการยึดโต๊ะที่ว่างตามอัธยาศัย ถึงผมจะเป็นเด็กวิศวะคนเดียวในหมู่เด็กบริหาร แต่การมีเพื่อนอ่านหนังสือย่อมดีกว่าอ่านคนเดียว อย่างน้อยก็มีคนชวนกันคุยแก้ง่วงได้บ้าง
   
แต่หลังจากอ่านไปได้ไม่กี่ชั่วโมงก็ดูท่าว่าจะมีคนเริ่มไม่ไหว
   
“ไหวป่ะตี๋” ผมหันไปถามคนที่ทำท่าจะสัปหงกคาชีทอยู่รอมร่อ
   
ตอนนี้ตีห้ากว่าแล้ว แถมไอ้ตี๋ก็ทำงานมาทั้งคืน จึงไม่แปลกที่จะอยู่ในสภาพนี้ แต่คนที่น็อกคนแรกคือไอ้เด็กมิ่งที่ไอ้นายชวนมาติวด้วยกัน รายนั้นแม่งหลับตั้งแต่ยังไม่ได้เริ่มอ่านเลยด้วยซ้ำ 
   
“อื้อ” มันพยักหน้า แต่หน้าโคตรงอแงเลย
   
ผมหัวเราะเบาๆ พลางเอื้อมมือไปขยี้ผมมันอย่างอดไม่ได้ ตอนอ่านหนังสือแม่งใส่แว่นด้วย หน้าตายิ่งดูน่ามันเขี้ยวไปกันใหญ่  
   
เออ สงสัยจะง่วงจริง คราวนี้ถึงได้ไม่ด่าอะไรที่ถูกเล่นหัว แค่หันมาทำหน้าบู้บี้ใส่ แต่หนังตาบนกับล่างนี่แทบจะติดกันอยู่แล้ว
   
“มึงนอนก็ได้นะ” ผมบอกกลั้วหัวเราะ ดูยังไงไอ้ตี๋ก็น่าจะฝืนสังขารต่อไม่ไหวแล้ว มันมองหน้าผมนิ่งอย่างลังเล ก่อนจะวางชีทในมือลง
   
“ขอครึ่งชั่วโมงนะครับ” พูดงึมงำพลางชูหนึ่งนิ้วขึ้นมา แล้วกอดอกเอนหลังพิงพนักโซฟาด้วยสภาพพร้อมตายจริงจัง

“มานี่” ผมหัวเราะ ดึงไอ้ตี๋ให้เอนลงมาหนุนตักผมแทน
   
“ไม่เป็นไรครับ” คนตัวเล็กกว่าขืนตัว เบิกตากว้างนิดหน่อยท่าทางตกใจ
   
“นอนมาเหอะ แค่ครึ่งชั่วโมงไม่ทำให้ขากูเป็นตะคริวหรอก ดูไอ้มิ่งดิ นอนตักไอ้นายมาเป็นชั่วโมงแล้วแม่งยังไม่เห็นเป็นไรเลย” ผมร่ายยาวเพราะคิดว่าไอ้ตี๋มันเกรงใจ หันไปพาดพิงไอ้นายที่นั่งอยู่ที่โซฟาอีกฟากหนึ่งจนมันเงยหน้าขึ้นมามองขำๆ
   
“...” ไอ้ตี๋มองหน้าผมเอือมๆ สีหน้าเหมือนจะบอกว่ามันกังวลเรื่องนั้นซะที่ไหน แต่ไม่รอให้มันโต้แย้งอะไร ผมก็บังคับให้มันเอนหัวลงมาหนุนตักผมจนได้
   
“มึงจะได้เหยียดขาด้วยไง” ผมว่า ไม่ใส่ใจสีหน้าไม่พอใจของไอ้ตี๋ “นอนไป เดี๋ยวกูปลุก” 
   
“ขอบคุณครับ” คงเพราะง่วงจนไม่มีแรง หรือไม่ก็คงไม่อยากจะเถียงให้เสียเวลา มันถึงได้ยอมหลับตาอย่างว่าง่าย 

ไม่ถึงนาทีต่อมาเสียงลมหายใจสม่ำเสมอก็บ่งบอกว่ามันหลับสนิทเรียบร้อย... หลับง่ายจังวะ 
   
ผมมองคนบนตักยิ้มๆ กำลังจะหันกลับมาอ่านหนังสือของตัวเองต่ออีกครั้ง แต่ก็ชะงักเมื่อเห็นสิ่งหนึ่งที่ยังอยู่บนใบหน้ามัน 
   
ลืมถอดแว่นเฉยว่ะ คนเรา
   
ผมหัวเราะออกมาเบาๆ พลางเอื้อมมือไปถอดแว่นให้คนที่นอนหลับอยู่บนตัก พยายามทำมือเบาที่สุดเพื่อไม่ให้มันรู้สึกตัว พอถอดแว่นให้เสร็จผมก็ขยับตัวช้าๆ ถอดเสื้อแจ็กเกตของตัวเองออกมาคลุมให้มัน เพราะคิดว่าเสื้อเชิ้ตบางๆ ตัวเดียวคงไม่ทำให้มันหลับสบายเท่าไหร่ ภายใต้อุณหภูมิของเครื่องปรับอากาศเย็นๆ แบบนี้
   
“แหม อย่างกับไข่ในหินเลยนะพี่” เสียงไอ้นายทำให้ผมละสายตาจากใบหน้าของคนที่กำลังหลับปุ๋ยขึ้นมามองหน้ามัน
   
“อะไรๆ” เห็นสีหน้ากวนตีนนั่นแล้วอดไม่ได้ที่จะเอาเรื่องด้วยน้ำเสียงเบากว่าปกติหลายเท่า “ทีมึงยังให้ไอ้มิ่งหนุนตักได้เลย” 
   
มันเลิกคิ้ว ก้มมองคนที่หลับปุ๋ยบนตักตัวเองแล้วเงยหน้าขึ้นมามองผม “มันเหมือนกันที่ไหน” 
   
“แล้วมันไม่เหมือนยังไง” ผมถามอย่างข้องใจ “กูกับไอ้ตี๋สนิทกันกว่าพวกมึงด้วยซ้ำ”
   
พอได้ยินผมเถียง ไอ้นายก็เบ้ปากส่ายหน้าเอือมๆ
   
“โวะ คุยกับพี่แม่งเสียเวลาว่ะ ตอนเด็กแดกยากันฉลาดเข้าไปหรือไง”
   
เดี๋ยววว กูว่าคำด่ามึงชักจะแอดวานซ์ขึ้นทุกวันแล้วนะไอ้นาย
   
“อ่านหนังสือไปเลยมึงอ่ะ” ผมย่นหน้าใส่ไอ้เด็กปีนเกลียวพลางปายางลบไปใส่มันด้วยความรำคาญ ให้มันบ่นพึมพำก่อนจะก้มหน้าอ่านหนังสือไปตามสั่ง 

“อื้อ...” แต่คงเพราะขยับตัวมากไป คนที่หลับอยู่ถึงได้ส่งเสียงเหมือนไม่พอใจขึ้นมา

อ้าว ชิบหาย
   
“อย่าไป” มือบางคว้ามือข้างที่ผมเพิ่งใช้ปายางลบใส่ไอ้นายเอาไว้ เหมือนจะห้ามไม่ให้ไปไหนเหมือนที่พึมพำ
   
“...” ผมชะงักค้างไปทันที เพราะคิดว่าตัวเองทำให้ไอ้ตี๋ตื่น เตรียมใจไว้แล้วว่าต้องโดนด่า 

แต่ทว่าพอพลิกตัวนอนตะแคงในท่าที่สบายได้ เสียงหายใจก็กลับมาสม่ำเสมอ ในขณะที่สอดนิ้วมือเข้ามาประสานกับนิ้วทั้งห้าของผมแผ่วเบา 

อะ...เอ่อ... เดี๋ยวดิ
   
“อยู่ก่อน...” แต่ไม่ทันไร เสียงทุ้มก็ละเมออะไรบางอย่างขึ้นมาอีกครั้ง เป็นคำพูดงึมงำด้วยน้ำเสียงออดอ้อนที่น่าจะมีแค่ผมเท่านั้นที่ได้ยิน      
   
“อยู่กับผมก่อนนะ...”
   
“...”
   
“นะครับ”
   
ละ... แล้วใครมันจะไปไหนวะตี๋...
   
“พี่ซันเป็นไร หน้าแดงแปร๊ดเลย” 
   
“ฮะ? กู...กู...” ผมไม่รู้จะตอบคำถามไอ้นายยังไง เลยได้แต่พูดติดอ่างอยู่หลายคำ ก่อนจะฟุบหน้าลงกับโต๊ะ ยอมแพ้ดื้อๆ แม่ง
   
“เฮ้ยพี่ อยู่ดีๆ เป็นไรไปเนี่ย” ไอ้นายเริ่มโวยวายเมื่อเห็นอาการแปลกประหลาดของผม จนต้องยกมือทำสัญลักษณ์โอเคให้มันรู้ว่าผมไม่เป็นไร ทั้งที่ยังฟุบอยู่กับโต๊ะ ไม่ยอมเงยหน้าขึ้นไปให้มันเห็นว่าตอนนี้หน้าผมหมดสภาพยังไง สายตาแอบเหลือบมองไอ้คนที่ยังจับมือผมไว้แน่น ทั้งที่หลับไม่รู้เรื่องรู้ราวอะไร แล้วได้แต่สบถออกมาในใจ
   
เชี่ยเอ๊ยยย สงสัยโด๊ปกาแฟเยอะไป... ใจสั่นชิบหายเลย 

   



การสอบไฟนอลผ่านพ้นไป พร้อมกับร่างกายที่แทบจะแหลกกันไปข้าง 
   
โดยเฉพาะช่วงวันท้ายๆ ที่ต้องสอบติดๆ กันไม่มีเว้นวันนี่เรียกว่าฆ่ากันไปเลยดีกว่า ทรมานชิบหาย อยากพัก อยากนอนตายสามวันติดให้รู้แล้วรู้รอด
   
แต่ทำไม่ได้
   
สอบเสร็จตอนเย็น นอนได้ไม่กี่ชั่วโมงก็ต้องแหกตาตื่นมาทำงานพาร์ทไทม์ต่อ วันนี้เป็นวันศุกร์ เวรผมทำงาน และเพราะเป็นวันสุดท้ายของการสอบด้วย ไอ้นายเลยไม่โผล่มาช่วยเหมือนก่อนหน้านี้ ทั้งร้านเลยมีแค่ผมกับไอ้ตี๋แล้วก็ลูกค้าอีกสองโต๊ะเท่านั้น
   
“ง่วง” ผมบ่นพลางเอนตัวพิงคนตัวเล็กกว่าที่นั่งเล่นมือถืออยู่ข้างกัน
   
“ฟุบหน้ากับเคาน์เตอร์ไปสิครับ” มันผลักผมกลับมา
   
โห่ ไรวะ ทีอาทิตย์ก่อนกูยังให้หนุนตักเลย
   
แต่ไม่ทวงบุญคุณหรอก เพราะเสือกเสนอตัวเอง 

แล้วอีกอย่าง... พอนึกถึงเรื่องคืนนั้นแล้วมันก็รู้สึกแปลกๆ ขึ้นมา

วันนั้นกว่าผมจะปลุกไอ้ตี๋ได้ ก็เลยครึ่งชั่วโมงไปนานโข ไม่ใช่ว่ามันปลุกยากหรืออะไรหรอก ก็แค่เห็นว่ามันกำลังหลับสบายเลยไม่อยากปลุก ฝ่ามือยังถูกมันจับเอาไว้จนชื้นเหงื่อไปหมด ผมนั่งอยู่อย่างนั้นหนังสือหนังหาแทบไม่ได้แตะ จนกระทั่งฟ้าสว่างนั่นแหละ ไอ้ตี๋มันถึงได้คลายมือออก รู้สึกตัวตื่นขึ้นมาเอง

แล้วกูก็โดนด่าเหมือนเคย ที่ไม่ปลุกมัน

   
“ตี๋” ผมมองไอ้ตี๋อยู่นาน ก่อนจะเผลอเรียกออกมา ทั้งที่ไม่แน่ใจว่าอยากพูดอะไร
   
“ครับ?”
   
“...” พอมันหันมาเลิกคิ้วถาม เลยได้แต่ใบ้แดกไปหลายวินาที
   
“เรื่องไอ้ตรี...” ผมชะงักคำพูดตัวเองไว้ เพราะคิดได้ว่ามันเป็นคำถามที่ไม่มีที่มาที่ไปเอาซะเลย
   
แต่ผมแค่อยากรู้ ว่าความรู้สึกของมันที่มีต่อไอ้ตรี ยังเหมือนเดิมอยู่หรือเปล่า 
   
ลดลงบ้างไหม หรือยังเท่าเดิม
   
ผมคิดมาหลายวันว่าการที่พักหลังๆ ไอ้ตรีไม่ค่อยเข้ามาที่ร้านเหมือนเคย จะช่วยให้ความรู้สึกของไอ้ตี๋เบาบางลงหรือเปล่า ทั้งยังมีผมกับไอ้นายคอยป่วนชวนทำโน่นทำนี่อยู่ข้างๆ จะทำให้มันลืมความรู้สึกเหล่านั้นไปได้บ้างมั้ย
   
แต่พอคิดอีกที ตั้งแต่เรียนจบมัธยมจนกลับมาเจอไอ้ตรีอีกทีที่ร้านนี้ ก็ใช้เวลาตั้งนาน แต่ก็ไม่เห็นว่ามันจะเลิกชอบไอ้ตรีได้เลย
   
บอกแล้ว บางทีเวลาก็ไม่ช่วยอะไร
   
“มีอะไรหรือเปล่าครับ” คงเพราะเห็นผมเงียบไปพักใหญ่ มันเลยขมวดคิ้วถามขึ้นมา 
   
“เปล่า กูแค่อยากกินลาเต้ ชงให้หน่อยดิ” ผมเฉไฉเปลี่ยนเรื่อง ทั้งที่รู้ว่าไม่เนียน แต่โชคดีที่ก่อนไอ้ตี๋จะได้พูดอะไรต่อ โทรศัพท์ผมก็มีคนโทรเข้ามาพอดี หยิบออกมาดูก็พบว่าเป็นสายจากไอ้ตรี

เพิ่งบ่นถึงเอง ตายยากชิบหายเลย
   
“ว่า?” ผมรับโทรศัพท์สั้นๆ เดินออกมาคุยหลังร้าน
   
[ มึงสอบเสร็จยัง ]
   
ผมเลิกคิ้วนิดหน่อยอย่างแปลกใจ “เสร็จแล้ว มีไร”
   
[ ไปเที่ยวกันป่ะ ] 
   
“ฮะ?”
   
[ พี่เชนชวนขึ้นดอย ] คงเพราะผมทำน้ำเสียงตกใจออกนอกหน้าเกินไป มันเลยรีบอธิบาย [ ไปตั้งแคมป์คืนนึง มีเพื่อนพี่เชนไปด้วย พวกเตอร์อ่ะ มึงสนป่ะ ] 
   
ผมเงียบไปสักพัก ไม่ใช่ว่าไม่สน แต่เกิดมายังไม่เคยไปตั้งแคมป์นอนกลางดินกินกลางทรายกับเขาสักที ขนาดอยู่เชียงใหม่มาสามปีอย่างมากก็แค่ขับรถกินลมชมวิวแถวนี้แล้วก็กลับ ไม่เคยค้างคืน
   
“เออ ไป” คิดอยู่สักพักก็ตอบตกลง
   
ไหนๆ ก็สอบเสร็จแล้ว ไปเที่ยวพักผ่อนหน่อยก็ดีเหมือนกัน เดือนหน้าผมก็จะฝึกงานแล้วด้วย คงไม่มีเวลาว่างไปเที่ยวอีกจนกว่าจะเรียนจบนู่นเลย คิดแล้วก็ใจหาย เวลาผ่านไปเร็วชะมัด ไม่ทันไรก็จะขึ้นปีสี่แล้ว เหมือนเพิ่งเข้ามหาลัยมาเมื่อวานเอง... พอเรียนจบก็ต้องออกไปทำงานตามสายที่เรียนมาอย่างเต็มตัว คงไม่ได้มาทำพาร์ทไทม์เหมือนเคย
   
แต่ถ้าไอ้ตี๋คงยังทำงานที่นี่เหมือนเดิมใช่มั้ยวะ ก็มันเป็นหุ้นส่วนร้านไปแล้วนี่หว่า อีกอย่าง มันทำงานหนักขนาดนี้คงรักร้านนี้อยู่พอตัว
   
“เออมึง” ผมเรียกขึ้นมาเมื่อนึกได้ “กูพาคนอื่นไปด้วยได้มะ”
   
[ ใครวะ ]
   
“ไอ้ตี๋” 
   
พอได้ยินคำตอบผม ไอ้ตรีก็เงียบไปทันที ผมเลยต้องรีบพูดต่อก่อนที่มันจะเข้าใจอะไรผิดไป
   
“มันทำงานมาทั้งเทอมเลยอ่ะ อยากให้มันพักบ้าง แต่ถ้ามึงไม่สะดวกใจก็ไม่เป็นไรนะ กูเข้าใจ” ผมพูดเผื่อไว้ เพราะยังไงซะไอ้ตรีกับไอ้ตี๋ก็ไม่ได้สนิทกันขนาดนั้น ไหนจะพี่เชนที่เคยมีคดีร่วมกันอีก ลำพังมาที่ร้านได้โดยไม่พุ่งเข้ามาชกหน้ามันอีกสักรอบนี่ก็ถือว่าเมตตามันมากแล้ว
   
[ หึ นี่มึงกับโชสนิทกันถึงขั้นไหนแล้ววะ ] ไอ้ตรีหัวเราะออกมาเบาๆ ก่อนจะเอ่ยแซว [ เมื่อก่อนไม่ชอบขี้หน้ากันไม่ใช่? ]
   
“ตอนนี้ก็ยังไม่ชอบโว้ย” ผมเบ้หน้าพูดเสียงดัง ทั้งที่รู้ว่าตัวเองไม่ได้คิดแบบนั้นจริงจัง
   
ไอ้ตรีหัวเราะอีกรอบ ก่อนจะตอบกลับมา [ เออ พามาดิ ไปกันหลายๆ คนน่าจะสนุกดี ]
   
ผมยิ้มกว้างทันทีที่ได้ยินแบบนั้น 
   
[ งั้นเดี๋ยวกูแชทบอกอีกทีว่าไปวันไหน ] 
   
“โอเค” ผมตอบรับสั้นๆ ก่อนจะตัดสาย
   
ในใจกำลังคิดว่ายังไงก็อยากให้ไอ้ตี๋ไปให้ได้... ไม่ใช่แค่อยากให้มันพักผ่อนจากการเรียนและก้มหน้าก้มตาทำงานมาตลอดทั้งเทอม
   
แต่ยังหวังผลพลอยได้อย่างอื่นที่อาจจะเกิดตามมา...
   
ไหนๆ หาคนใหม่ให้มันไม่ได้ ก็อยากลองใช้วิธีอื่นแทน
   
ถ้ามันยังหวัง ก็อยากทำให้รู้ว่าไม่ควรหวัง... 
   
ผมกำลังคิดว่า... บางทีการราดยาลงที่แผลตรงๆ อาจเป็นวิธีที่ได้ผลดีที่สุดก็ได้ 

   




กว่าไอ้ตี๋จะยอมตอบตกลงมาด้วยกันได้ เรียกว่าผมต้องตื๊อมันจนถึงวินาทีสุดท้าย พอบอกว่าไปเที่ยวกับไอ้ตรีกับพี่เชน สีหน้ามันก็ดูลังเลขึ้นมาทันที เพราะรู้ว่าตัวเองเคยทำเรื่องไม่ดีไว้ แถมสถานะมือที่สามก็ยังติดตัวมันอยู่จนทุกวันนี้ จึงไม่แปลกที่พอเห็นหน้าพี่เชนมันก็หันมาถามว่าควรกลับดีหรือเปล่า
   
ใครจะให้กลับ
   
ผมดูออกเหมือนกันว่าพี่เชนดูไม่ค่อยพอใจที่มันมาด้วย แถมยังพยายามทำตัวติดกับไอ้ตรีตลอดเวลาเพื่อกันพวกเราออกห่าง แต่แบบนั้นก็ยิ่งดี ไอ้ตี๋มันจะได้เห็นว่าพี่เชนเขารักเขาหวงไอ้ตรีมากแค่ไหน... ไม่มีทางที่มันจะไปแทรกกลางได้
   
การไปเที่ยวกินเวลาสั้นๆ แค่สองวันหนึ่งคืน พวกเราเริ่มเดินทางกันตั้งแต่เช้า โดยรถยนต์หนึ่งคันกับบิ๊กไบค์หนึ่งคัน บิ๊กไบค์เนี่ย ของพี่เชนเขา แน่นอนว่าคนที่สามารถซ้อนได้ก็มีคนเดียว ส่วนที่เหลืออีกห้าคนก็ต้องเข้าไปอัดกันในรถห้าประตูของพี่เตอร์ไปโดยปริยาย ทริปนี้มีกันทั้งหมดเจ็ดคน ไอ้ตรี พี่เชน ผม ไอ้ตี๋ แล้วก็พี่เตอร์ พี่ต้า พี่วินเพื่อนสนิทของพี่เชน เป็นเพื่อนในคณะที่ฟอร์มวงดรตรีด้วยกัน เล่นประจำในผับชื่อดังที่ถ้าพูดชื่อไปใครๆ ในมหาลัยก็รู้จัก ผมเคยไปดูพวกพี่เขาเล่นกันอยู่หลายครั้ง แต่ละครั้งก็รู้สึกโคตรประทับใจ
   
กินอะไรกันเข้าไปวะถึงได้เทพปานนั้น
   
ผมไม่รู้ว่าพอเรียนจบพวกพี่เขาจะยังเล่นอยู่หรือเปล่า แต่มันคงน่าเสียดายถ้าวงต้องยุบไป วงดนตรีที่มีความสามารถ มีเสน่ห์ขนาดนั้น ถ้าอยากเอาทางนี้จริงจังก็คงมีอนาคตไกล จะว่าผมอวยก็ได้ แต่ผมโคตรคลั่งไคล้พวกพี่เขาเลย โดยเฉพาะพี่เชน ด้วยความเป็นพี่รหัสผมเลยได้ใกล้ชิดกว่าคนอื่น ได้รู้นิสัยใจคอพี่เขาถึงได้รู้ว่าพี่เชนเป็นคนเท่แค่ไหน ด้วยนิสัยแมนๆ แบบลูกผู้ชายตัวจริง ทำให้ผมยกพี่เขาขึ้นหิ้งเป็นไอดอลในดวงใจคนหนึ่งเลย และการที่พี่เขาคบกับไอ้ตรีที่เป็นผู้ชายเหมือนกัน ก็ไม่ได้ทำให้ผมนับถือพี่เขาลดลง พี่เชนยังโคตรแมนในสายตาผมเสมอ แถมผมกลับชื่นชมในความเป็นสุภาพบุรุษ และเอาใจใส่ที่เพิ่มขึ้นมาอย่างน่าตกใจของพี่เขาด้วยซ้ำ
   
มันยิ่งย้ำให้ผมรู้ว่ารสนิยมทางเพศของคนเรา แม่งไม่ได้เกี่ยวกับบุคลิกภายใน หรือนิสัยใจคอเลย
   
อันที่จริงผมก็ไม่ควรตัดสินใครว่าแมนหรือไม่แมน จากคนที่เขารักมาตั้งแต่แรก
   
 “ไหวป่ะตี๋” ผมเอ่ยถามหลังจากเราเดินขึ้นเขากันมาได้สักระยะ คนตัวเล็กที่เดินนำหน้าผมอยู่ก็เริ่มมีทีท่าเหนื่อยหอบ
   
ตอนนี้พวกเราอยู่กันที่จุดพักระหว่างทางไปตั้งแคมป์ เป็นจุดชมวิวบนยอดเขาชื่อดังที่ผมเคยเห็นคนริวิวในอินเตอร์เนตมากมาย แต่กว่าจะไปถึงจุดชมวิวได้ ก็ต้องเดินขึ้นเขากันไปกว่าสิบกิโล คนอื่นๆ นี่นำหน้ากันไปไกลแล้ว เหลือผมกับไอ้ตี๋ที่เดินรั้งท้ายอยู่กับไกด์อีกคนที่คอยช่วยดูความปลอดภัย 
   
ไอ้ผมน่ะไม่เท่าไหร่หรอก เพราะเคยเป็นนักบาสของคณะ เล่นกีฬาอื่นบ้าง ถึงช่วงหลังจะไม่ค่อยได้ออกกำลังกาย แต่ยังไงก็ถึกกว่าอีกคนที่ไม่ทันไรก็หน้าซีดเหงื่อตกแล้ว
   
 ลืมไปเหมือนกันว่าปกติไอ้ตี๋มันไม่ค่อยได้ออกแรง ข้าวก็ไม่ค่อยจะแดก แต่จะให้หันหลังกลับตอนนี้ก็ไม่ทันแล้วด้วย ระยะทางคงพอๆ กับเดินไปให้สุดทางเลย
   
“ไหวครับ” มันตอบ ยังคงดื้อตาใสทั้งที่เหงื่อไหลเต็มหน้าผากจนผมเผลอยกแขนเสื้อเช็ดออกให้มัน
   
ไอ้ตี๋ผงะไปนิดๆ แต่ไม่ได้ว่าอะไร รอจนผมเช็ดเหงื่อให้เสร็จก็กลับมาดื้อใส่อีกรอบ “คุณนำไปก่อนก็ได้ ผมเดินไปกับไกด์เอง”
   
ผมหันไปมองไกด์เด็กที่หยุดเดินตามพวกเรา แล้วหันกลับมาเบ้หน้าใส่ “ไม่เอา กูเหนื่อย” 
   
ไม่รู้จะรีบเดินไปทำไมด้วย ยังไงก็ถึงเหมือนกัน อีกอย่างเดินช้าๆ ท่ามกลางแมกไม้น้อยใหญ่ระหว่างทางก็ถือว่าได้เสพบรรยากาศดีๆ
   
“อ่ะน้ำ” ผมเปิดฝาขวดน้ำของตัวเองที่เหลืออยู่ค่อนขวดแล้วยื่นให้ไอ้ตี๋ มันเลิกคิ้วมองมาอย่างลังเลจนผมต้องเอาปากขวดไปจ่อปากมันอย่างบังคับ
   
“แดกไป ของมึงหมดแล้วนี่” มองขวดน้ำเปล่าๆ ที่มันถืออยู่เหมือนจะบอกว่ามันไม่มีทางเลือก ไอ้ตี๋เลยยอมรับน้ำของผมไปจิบแล้วคืนมา

ผมส่ายหน้า “แดกให้หมดเลยก็ได้ กูไม่หิว” 

“แต่...”

“เดี๋ยวข้างหน้าก็มีจุดพักมั้ง กูเห็นไอ้ตรีมีน้ำด้วย เดี๋ยวไปขอมันแดกเอา” ผมว่าแล้วดันขวดน้ำไปจ่อปากไอ้ตี๋อีกครั้งบังคับให้มันดื่มให้หมดๆ ไปซะ 

“ขอบคุณครับ” พอมันกินเสร็จผมก็ดึงขวดเปล่าทั้งของมันของตัวเองกลับมา กะว่าเจอขยะข้างหน้าจะได้ทิ้งทีเดียว

“เดี๋ยวก็ได้พักแล้ว ทนหน่อยนะตี๋” ขยี้หัวคนตัวเล็กกว่าพอให้หายมันเขี้ยวสักทีแล้วดันหลังให้มันเดินนำหน้าไป 

อีกพักใหญ่กว่าพวกเราจะถึงจุดชมวิว มันสวยมากจริงๆ นั่นแหละ ยอดเขาสูงเสียดฟ้า มองออกไปเห็นลานก้อนเมฆสีขาวที่ปกคลุมเหนือป่าทอดยาวออกไปไกลสุดลูกหูลูกตา ราวกับว่าอยู่คนละโลกกับทุกวันที่ผ่านมา นึกเสียดายเหมือนกันที่ไม่ได้พกกล้องดีๆ ติดมาเหมือนไอ้ตรี แต่ได้เสพด้วยตาก็คุ้มค่ามากแล้วที่เดินมาไกลขนาดนี้ 

“ชอบมะ” ผมสะกิดคนที่ปลีกตัวออกมายืนชมวิวคนเดียวพลางยื่นน้ำที่จิ๊กมาจากคนอื่นอีกทีให้มัน

ไม่ทันเตรียมใจว่าไอ้ตี๋จะหันมายิ้มให้ด้วยสีหน้าที่ต่างไปจากทุกที

“สวยมากเลยครับ” 
   
“...”     
   
สีหน้ามีความสุขซะจนผมได้แต่เงียบไป
   
“...” ไม่รู้ว่าตัวเองทำหน้ายังไงอยู่ ไอ้ตี๋มันถึงได้ชะงัก แล้วก็ต่างคนต่างเงียบไปทั้งคู่ ยืนสบตากันอยู่อย่างนั้น ปล่อยให้สายลมเย็นที่พัดมาพาให้เรือนผมที่เคยเป็นทรงกระจัดกระจาย เผยกรอบหน้าขาวใสของคนตรงหน้าออกมา
   
สังเกตมานานแล้วเหมือนกันว่าหน้าตาไอ้ตี๋มันน่ารัก ตาตี่ๆ ที่เป็นเอกลักษณ์ ดูรับกับจมูกที่ไม่โด่งเกินไป แถมปากก็เป็นกระจับเล็กๆ จะยิ้มหรือหุบปากนิ่งๆ ก็ดูน่ามอง แต่ที่ทำให้ใครๆ ต่างก็ชอบ คงเป็นเวลาที่มันยิ้มกว้างเห็นฟันแทบจะครบทุกซี่ จนตาตี่ๆ หยีโค้งเป็นสระอิ... เหมือนเมื่อกี้
   
ไม่รู้ทำไม อยู่ดีๆ ผมก็มีความคิดผุดขึ้นมาว่า อยากให้ไอ้ตี๋กลับไปเป็นตี๋อ้วนดำ แว่นหนาเตอะที่ใครๆ ก็ไม่อยากเข้าใกล้มากกว่า
   
ถ้าเป็นแบบนั้นคนที่มันสนิทด้วย ก็คงมีผมคนเดียว...
   
“ขอบคุณครับ” จนกระทั่งไอ้ตี๋เอ่ยขึ้นมา รับขวดน้ำที่ผมถือค้างไว้ไปเปิดดื่มแก้กระหาย แล้วเบือนหน้าไปอีกทาง
   
ผมหัวเราะกับตัวเองเบาๆ ปัดความคิดไร้สาระก่อนหน้านี้ออกไป ก่อนจะเดินเข้าไปเกาะราวกันตกข้างคนตัวเล็กกว่า แกล้งเอื้อมมือไปขยี้หัวมันแรงๆ จนโดนฟาดเข้าให้หนึ่งทีถึงยอมชักมือกลับมาเท้าแขนลงกับราวกั้น มองวิวสวยๆ ข้างหน้าแล้วยิ้มออกมาแบบไร้เหตุผล
   
อากาศดี บรรยากาศดี วิวดี ไม่แปลกที่ไอ้ตี๋จะยิ้มได้แบบนั้น มันเหนื่อยมาเยอะแล้ว ได้มาผ่อนคลายบ้างคงช่วยเติมพลังได้อย่างดี เห็นแบบนี้แล้วอยากพามาอีก...
   
“ไอ้ซัน โช มาถ่ายรูปกัน” ยืนรับลมชมวิวอยู่สักพักก็ได้ยินไอ้ตรีตะโกนขึ้นมา หันไปมองก็เห็นว่ามันกับคนอื่นๆ ยืนรวมตัวกันอยู่ที่จุดถ่ายรูปยอดนิยมเรียบร้อยแล้ว 
   
“ปะ” ผมหันไปบอกได้ตี๋ที่ตอนนี้ขมวดคิ้ว ท่าทางลังเล
   
“จะดีเหรอครับ ผม...”
   
ผมไม่รอให้มันพูดจบ แล้วถือวิสาสะจับมือมันลากออกมาทันที เข้าใจว่าในสถานการณ์แบบนี้มันคงกำลังคิดว่าตัวเองเป็นคนนอก  

แต่เชื่อเถอะว่าไม่มีใครคิดแบบนั้น
   
“มาเที่ยวทั้งที ไม่มีรูปถือว่าพลาดนะตี๋” 
   
พอได้ยินแบบนั้นมันก็ยอมตามมาโดยดี พวกเราก็ตั้งกล้องถ่ายรูปรวมกัน โดยที่ทุกคนยืนเรียงกันโง่ๆ ไร้การโพสท่าลั้ลลาใดๆ แทบไม่มีใครยิ้มเลยด้วยซ้ำนอกจากผมกับไอ้ตรี กับไอ้ตี๋ที่ยิ้มนิดๆ อย่างเก้ๆ กังๆ ทุกรูปที่ถ่ายออกมาแม่งเป็นงั้นหมดเลย ตอนผมกับไอ้ตรีมาเช็กรูปยังได้แต่ขำ แต่ก็ทำอะไรไม่ได้เพราะมีคนอื่นรอถ่ายอยู่ สุดท้ายก็เลยได้รูปแค่นั้น 
   
รูปที่ผมไม่ทันสังเกตเหมือนกัน ว่ามือของผมกับไอ้ตี๋ยังคงจับกันไว้ ตั้งแต่รูปแรกยันรูปสุดท้าย
ให้กำลังใจนักเขียน
นักเขียนได้รับกำลังใจแล้ว!
นักเขียนได้รับกำลังใจแล้ว 191 ครั้ง

นิยายที่ผู้อ่านนิยมอ่านต่อ

loading
กำลังโหลด...

574 ความคิดเห็น

  1. #526 Jibangrin (@Jibangrin) (จากตอนที่ 12)
    วันที่ 8 กุมภาพันธ์ 2562 / 18:57
    ฮิ้วววววว เมื่อไหร่จะหายโง่ซะที55555
    #526
    0
  2. #464 ppppjih (@ppppjih) (จากตอนที่ 12)
    วันที่ 26 มิถุนายน 2561 / 12:23
    โบกป้ายไฟเชียร์พี่ซันคนซึนค่ะ ซึนแค่ไหนเราก็จะเชียร์ค่ะ 555
    #464
    0
  3. #417 Yesmyboy (@jxperyah) (จากตอนที่ 12)
    วันที่ 9 มกราคม 2561 / 11:19
    เป็นห่วงเป็นใยมากกว่าใครอื่นเลยเนี่ยซัน
    #417
    0
  4. #407 สีน้ำ (@re-turn) (จากตอนที่ 12)
    วันที่ 7 มกราคม 2561 / 15:47
    โวยวายกับพี่ซันมาหลายตอนละเด้ออ 555555
    #407
    0
  5. #280 Pandan_s (@Pandan_s) (จากตอนที่ 12)
    วันที่ 30 กรกฎาคม 2560 / 21:38
    แหมๆๆๆๆๆๆๆ รักกันก็รักเลยค่ะ เชียร์อยู่
    #280
    0
  6. #257 Sket-D (@day-life) (จากตอนที่ 12)
    วันที่ 30 กรกฎาคม 2560 / 06:32
    อื้อหือออออ จับมือกันตลอดเลยอ่ะแกกกก นี่แบบแค่เพื่อนครับพ่อ ไม่ได้คิดอะไร ไม่ได้ชอบเลยโน้ะซันโน้ะ555555
    #257
    0
  7. #141 น้ำพัน (@numpun) (จากตอนที่ 12)
    วันที่ 30 มิถุนายน 2560 / 14:45
    โอยยยย ซันนนนน จะซึนไปถึงเมื่อไหร่ชวนเค้าไปเที่ยวแบบแอบแฝงความรู้สึกลึกๆ ตัวเองมาก แต่ชอบอะเหมือนมันค่อยเป็นค่อยไป ค่อยๆ รักแต่รักนานๆ มั่นคงไรงี้
    #141
    0
  8. #85 ♡ aunjai ♡ (@aumten) (จากตอนที่ 12)
    วันที่ 17 มิถุนายน 2560 / 01:54
    หมั่นไส้อะ อยากจะะแหมมมมม
    #85
    0
  9. #55 sparkleVegetable (@sparkleVegetable) (จากตอนที่ 12)
    วันที่ 10 มิถุนายน 2560 / 23:03
    ไม่รู้เป็นอะไร แต่ชอบแซวซันจัง 555555 อ่านตอนนี้จบนี่มองมาจากกาแลคซีอื่นยังรู้เลยว่าไม่ได้คิดแค่เพื่อน! รู้ตัวหน่อยลูกกก
    คนซึนสองคนมาเจอกันหง่ะ
    #55
    0
  10. #28 L-co-op (@steal) (จากตอนที่ 12)
    วันที่ 6 พฤษภาคม 2560 / 22:16
    ไรท์มาแล้วแปลว่าไฟนอลเสร็จแล้วอะเปล่าา ขึ้นดอยนี่ช่วงนี้หรือหน้าหนาวคะ55555 มาต่อเร็วๆนะคะ นี่อู้อ่านไฟนอลมาอ่านของไรท์เลย
    #28
    1
    • #28-1 makok_num (@olive) (จากตอนที่ 12)
      6 พฤษภาคม 2560 / 22:46
      มาต่อแล้วค่ะ เร็วไปมั้ย 55555 ไฟนอลเสร็จแล้วแต่มีฝึกงานต่อเลยต้องรีบเขียนหน่อย อัพบ่อยๆ อย่ารำคาญกันนะคะ
      #28-1
  11. #26 Eickiwsang2543 (@Eickiwsang2543) (จากตอนที่ 12)
    วันที่ 5 พฤษภาคม 2560 / 23:31
    มีจับมือกันด้วยโอ้ยยชอบบบง่าเขินเเทน-////-
    #26
    0
  12. #25 kiyotaka45 (@kiyotaka45) (จากตอนที่ 12)
    วันที่ 5 พฤษภาคม 2560 / 22:47
    ชอบบบบบบบบบบบ บอใบไม้ล้านตัว

    ขอบคุณนะคะ u made my day 
    #25
    0