nrintip(Whitepingeon)
ดู Blog ทั้งหมด

Diary of love 066 ( Whitepingeon )

เขียนโดย nrintip(Whitepingeon)















ไดอารี่หน้าที่ 66


           23. 50 มาช้าจะเลยข้ามวัน    เซ็ฟไว้  แล้วเขียนต่อ   

จะโน้ด   "  เรื่องต้นไม้  ก็ต้นลูกยอนั้นหล่ะ    จะทำยา  สบู่  แล้ว

ก็หลาย ๆ  อย่าง     ตอนนี้ต้นงามมาก ๆ   เลย  แล้วก็มีอีก

หลายอย่าง   ....  มีคนมาดูกันมากมาย  


          ..... หลังจากเรื่องต้นไม้   เรื่องถือวิสาสะ   อีกสามวัน 

ป้าเขามายืนหน้าบ้าน   บอกกับเราว่า   เอาไปแล้ว  ไม่สบายใจเลย  

แล้วก็ร้อนรนกระวนกระวายใจ    วันนี้มาขอบคุณ  


ก็เลยบอก เล่า ตามความจริง   เมื่อคุยกันเข้าใจ   และเขารู้มานาน

ว่าเราเป็นคนพูดตรง    "  ไม่ได้ว่าไรเขาหรอก   เพียงเล่า   และ
 
ทำความเข้าใจ   เราไม่อยากให้ใครมากวนใจอีกแล้วหล่ะ    

ตอนก่อนอ่อนซ้อมไปหน่อย    เขาก็รังแกกัน      เห็นว่าใจดี

แล้วได้ใจ    แต่เป็นคนชอบให้รู้ว่า  อะไรควรทำอย่างไร

ถ้าทุกคนรู้กันแล้ว   ก็จะไม่วุ่นวาย  สบายใจ  ดีออก  "



************************



          เรื่องผ่านไปแล้ว    เจอกัน  เขาก็ตะโกนทักทาย  ( พอดีว่า

เราอยู่ในบ้าน )    เออนะ  ก็ยังดี   ปรกติ  สบาย  ๆ เข้าใจกันล่ะ

วันต่อมา    พี่ข้างบ้าน   ไม่สบาย    เราก็ไปตะลอนกับพี่สาวไง   

แกกะรู้ว่าไปใหน   โทรตามสองรอบ   แต่เราไม่ได้ยินนิหว่า !




          พอกลับมา  เห็นพี่แกนั่งหน้าซีด   บีบนวดกันเลยเชียว

ไอ่เราก็มอง   เป็นไรกันนะ    เดินเข้าไป   พี่ถามว่าโทรตามไม่รับ

พอดูเบอร์    แหะ ๆ  ไม่ได้ยิน   แถมไม่ได้ดูโทรฯ

ด้วยว่ามีไรมาบ้าง  

"  ก็คนที่เคยเขียนไว้  ที่ใหนหว่า  ลืม  ๆ   มันเยอะจัด  หุ หุ

ที่ว่ามือสั่นเหมือนเส้นกระตุก   คล้ายอำมพลึกนั่นหล่ะ  วันนั้น   ก็

เดินโต๋เต๋ตามเรื่อง    พี่แกขายเตี๋ยวอยู่   ตะโกนเรียก  " มานี่  ๆ 

บีบให้หน่อย   "    ก็แค่เห็นนะตอนนั้น   มือสั่นเชียว    ไอ่เรา

มันก็ไม่ได้เป็นหมอนวดนะ   ฮ่ะ ๆ   นวดเป็นก็แค่พอรู้   ให้แม่

ยาย   ....  เส้นก็พอรู้   ก็เห็น ๆ  อยู่    ดูตามโคลงสร้าง  สรีระคน

ตามนั้น   ( ยังกะเก่งเน๊าะ  !  จริง  ๆ  หน่ะ   พอรู้  )


"  ตอนนั้นไม่ได้นวดแขนให้เขาหรอก   ใจมันอยากช่วย  

ใจมันไปก่อนแล้วไง   แค่มองเห็นว่าเส้นมันต้องตามนี้  ลงมานี้

ก็จับแล้วก็นิ้วจิ้มเบา ๆ   ลงมา ( ประมาณว่า   เดี๋ยวเขาต้องถาม

แน่ว่า  ทำไมไม่นวดหล่ะ    จริงด้วยหล่ะ  ถามจริง ๆ ) ..." ตอบไป

ว่า  ไม่ต้องนวดหรอก  หายแล้ว   "  แล้วมันก็หายทันที  พับผ่าสิ !




          ...  พี่แกก็เลยไม่ต้องไปหาพระอาจารย์    ตอนนั้นรู้แต่ว่า

เดินไป  คนมองกันเพียบ   คุยเรียกกัน  ดู ..  เราก็เลยหายต๋อม

อาทิตย์หนึ่ง   เก็บตัวไง     ผ่านไปก็โดนแซว   เพราะเขารู้แล้วว่า

ไม่ชอบให้ใครมาวุ่นวาย   แล้วก็ไม่ใช่หมอด้วย   ไม่ได้เป็นอะไร 

เป็นคนสองขาธรรมดา  ๆ นี่หล่ะ


นี่นะ    ถ้าหลงในความอะไรของหลาย ๆ  คนหล่ะก็  มีหวัง 

"  รับใช้  กับสิ่งที่เขาชักนำ   เมื่อนั้นหล่ะก็   ชีวิตอย่าได้หวังว่า

จะได้ทำอะไรตามทางตัวเอง   อย่าคิดว่าจะสงบ   ...พอดีว่า   เรา

มันหนักแน่นไง   เรื่องของข้า เราเป็นเรา    ก็เลยเป็นอันว่า  

หลายคนเข้าใจล่ะ  ไอ่นี่  มันแบบนี้   เป็นคนแบบนี้   "



****************


ทุกวันนี้   ถึงแม้คนหลาย  ๆ คนเขาจะคุยกันว่า  "  คนคนนี้ไม่ใช่

คนธรรมดา "  ( ธรรมดาของเขา  หมายความหลายอย่างนะ

แต่   มันก็ไม่ได้ทำให้ชีวิตที่มี  เปลี่ยนไปเลย เพราะการวางตัว

และเลือกที่จะเป็น  ที่สำคัญนะ  ใจมันต้องหนักแน่น  )


.....  ก็มาเล่าต่อว่า    "  พี่แก คนเดิมนี่หล่ะ    เป็นทั้งซีกเลย  

เราก็เลยบอกว่า   พรุ่งนี้เดี๋ยวดู     เช้า ๆ  มาไอ่เราเกิดขี้เกียจซะงั้น

สาย ๆ  ก็อยากดูให้เขา  ไม่ใช่ว่าคิดว่าตัวเองเก่ง  ตัวเองทำอะไรได้

อันนั้นไม่ใช่หรอก  ในหัวมันไม่คิดอะไรเลย  นอกจาก " สงสาร  เกิด

เมตตาจิตขึ้นมา    เดี๋ยวจะนวดให้เหมือนนวดให้ยาย ให้แม่เลย   

ก็ทั้งตัวเลย  จริง ๆ  จะไม่จับ  หรือใกล้ใครแบบนี้นะ   บางที   ส้งติง

เขาไง   จิตเขาไง    แต่นี่ใจเมตตาสางสาร   ก็เลยรับเต็ม ๆ 

รู้ว่าไงก็หาย   (ใจมันรู้เอง  แต่ก็เห็นแกหายดีล่ะ )




พี่แกเล่าว่า   (จากที่แกเคยเล่ามาครั้งนั้น  ครั้งนี้  ไม่น้อย ๆ  นี่หว่า

ที่รู้จักเรา )     บอกคนเขาไปทั่ว   เขารู้กันหมดเลย  เรื่องที่ทำให้

เขาหาย   ไม่กี่วิ     ...  ไอ่เราเงียบเลย   มิน่าหล่ะ   คนถึงมองตาซึ้ง


ฮ่ะ ๆ   .... แต่ก็อีกนั่นหล่ะ   บอกพี่เขาไปว่า  "  เราไม่หลงลืม

ว่าเราอยู่กับปัจจุบัน  ตอนนี้เราทำอะไรอยู่   ก็อย่าไปใส่ใจอะไรนัก

แล้วเราก็ชอบเงียบ ๆ  ใช้ชีวิตปรกติ  ตามที่ควรจะเป็น  "


( ก็เหมือนกับว่า   มีไรก็บอก เล่า   เตือนกันไป  นั่นหล่ะ  

ได้โอกาสแล้วไง    )


******************



         ทวงพวงมาลัย   ปีที่แล้วพี่แกบอกว่า  จะเอาเงิน ขัน ดอกไม้

ธูปเทียนมาใหว้  "  ตายหล่ะหวา ( คิดในใจ )   จะมายุ่งวุ่นวายอะไร

กะกูว่ะ  ( อันนี้คิดขำ  ๆ นะ  )   งานเข้าหล่ะทีนี้  ...  เรื่องมันเป็น

แบบนี้หล่ะ   ก็เลยบอกพี่แกไปว่า  ไม่เอา  ทำไร  ไม่ต้อง   เฉยไป

เลย(มีขู่เขาอีก)  ...เขาทำหน้าซึ้ง อึ้ง ตื่นเต้น   ฯลฯ ( ไอ่เราไม่ยัก

อะไรเลย  เฉย ๆ  แล้วก็เมยไปเลย )    พี่แกก็เลยบอกว่า งั้นจะเอา

พวงมาลัยมาใหว้ครูบาอาจารย์เรา    ( ก็เลยนึกในใจ  เออหว่ะ ก็

ปู่ชีวก  ก็เขาอยากใหว้  ก็ถูก ควรแล้วนี่นา  เเล้วพี่แกก็ลืม ) 


แล้วไม่กี่วันนี้  หายล่ะ  มีพวงมาลัย  แล้วก็ส้ม  แล้วก็บอกว่า 

"  ขอให้ปู่รักษาพี่ด้วยนะ "  ( เอ้า ! ไมไม่บอกเองว่ะ หุ หุ  

จริง ๆ   อยู่บนบ้าน  เขาก็เลยฝากงั้นหล่ะ   จบล่ะ    สบายใจกันไป)


คือได้ทำสิ่งที่ค้างคา  "  เวลาพูดไว้  ไม่ทำ  มันไงอยู่นะ   คาใจ

ทำแล้วก็ได้ทำตามที่พูดไง   ...  "   ทุกวันนี้ก็เห็นทำงานสบาย ดี


ส่วนเรา พี่แกซื้อสตรอบอรี่มาให้  ลูกใหญ่   ก็เลยทำผลไม้ปั่น 

อร่อยดี   "  แต่ก็นึกในใจ  เกรงใจเหมือนกันนะ   เอามาไมก็ไม่รุ

นึกอีกที  น้ำใจเขา   แล้วมันก็ไม่ได้มากมาย  หนักหนาอะไร

ถ้ามีแบบนี้บ่อย ๆ   ไม่เอาหล่ะ   เจอเราบ่นแน่ ๆ  " 


****************




          "  ไอ่ที่  ทำให้คนโน้นคนนี้หาย  สบายดีนี่นะ   เราก็ไม่ได้

สนใจ  ผ่านแล้วผ่านเลย     ถ้าว่ามันบังเอิญ  ในโลกไม่มีบังเอิญ

แล้วงั้นมันอะไรก็ช่างเหอะ    เพียงแต่ว่า  ไม่คิดว่าตัวเองทำอะไรได้

หรืออะไร  ในหัวมันไม่มี " ไม่มีแม้คำว่า   เรามั่นใจว่าเพียงจับ

อธิษฐานจิตให้เขาหาย  เขาก็หาย    หรือประโยคว่า  จริงหรือเรา

ทำได้จริง ๆ  หรือ   สิ่งเหล่านี้ไม่มีเลย  ไม่รู้ว่าไง   ตัวเองมีแต่

"  ความว่าง "   เมื่อถึงเวลา  มันจะเป็นไปเอง  ให้เห็นเอง    "



********************



           เมื่อวานพี่ ๆ  เพื่อนบ้าน  หลายคน   สั่งส้มตำไก่ย่างกัน 

ไอ่เราเปิดแอร์  อยู่บนบ้าน   กำลังง่วนเขียนกระดาษหลาย ๆ  แผ่น

พี่ตะโกนเรียก    ได้เสียเลยได้กินเลย  รอมาตั้งสองวัน        ....  

พี่ร้านค้าก็ซื้อเหมือนกัน   เรารีบไง   ลงไปเอาตังค์ไปไม่พอ 

จะขึ้นมาเอาก็ไม่ขยันแล้ว   เอาเท่าที่ได้นี่หล่ะ   พี่ที่ร้านจ่ายเพิ่มให้

( ขาดห้าบาท )   ... อยากได้ไรแกจ่ายให้ก่อน   ไอ่เราก็ไง ๆ  ไม่รุ

เกรงใจ   ไม่เอาดีกว่า    พี่แกเข้าร้าน  ยกโดนัดกล่องบะเฮิ่มมาให้

แจกกันทุกคน  ทั้งคนขายส้มตำ   พี่ข้างบ้าน   เราเอาแค่ชิ้นเดียวพอ

อย่ามายัดซะให้ยาก   .... คนขายส้มตำก็เพิ่งเคยซื้อของแกกินก็วันนี้

แกยังจะให้นู่น นี่  นั่น    เเล้วค่อยว่ากันวันหลัง   ส่วนเราไม่เอาอ่ะ !


สักพักฝนโปรย   แล้วก็หายไป เรากลัวตกหนัก  ปิดหน้าต่างไม่ทัน 

เร่งคนขายซะเลย    แล้วก็เผ่นเข้าบ้าน   กินส้มตำ  ขนม   

ดูองค์หญิงกำมะลอ   บ่ายล่ะ    อิ่มหล่ะ  

*****************


และตอนนี้ก็ตีหนึ่งแล้วหล่ะนะ   นอน นอน นอน   จะไปนอน  


ทิ้งท้ายว่า  "   เงียบหล่ะดี    ตามเรีองเราหล่ะถูกแล้ว   เลือกเอง

ไม่หลงทางหล่ะใช่    ใจสบายอยู่แล้ว  ก็รักษาไว้ไม่ให้ขุ่นมัว

และวันนี้ก็เช่นกัน  ผ่านฉลุย    " ได้ยินคนขายของห้างพูดว่า

บางคนนะ  ใส่ปะคำเส้นเบ่อเริ่อ "   เขาพูดเสร็จก็หัวเราะ   ส่วนเรา

สบายใจ   ใจยิ้ม   เมตตานั่นหล่ะ    ไม่ขุ่นมัว  ไม่มีไรกระทบเลย

มีแต่เบิกบานใจ   ก็เป็นแบบนี้มาได้พักใหญ่แล้วหล่ะ 



อีกอย่าง   ทุกวันนี้   เราเป็นเรา    บางอย่างก็เป็นสิ่งที่ชอบของตัว

ก็ตามนั้น   ยอมรับตัวเอง   สิ่งมงคลก็เป็นมงคล   ก็ในเมื่อ  เรา

ใส่แล้วสบายใจนะ   แล้วก็เหมือนโบราณเขาใส่เลย  ฮ่ะ ๆ ๆ ๆ

นี่ยังคิดอยู่เลยว่า   ต่อไป  ถ้าใส่ปะคำด้วยนี่  หุ หุ (พิมพ์ไป

หัวเราะไปนะเนี่ย  )    แต่เคยเห็นนะ   เขามีแฟชั่นแบบนี้ด้วยหล่ะ

มันก็สวยดีนะ    





           "  งั้นทิ้งท้ายไว้อย่างหนึ่ง  เผื่อคนผ่านมา

หากเราทำอะไรแล้วด้วยจิต " เมตตา " ไม่ว่าผลนั้นจะออกมาเป็น

แบบใหน   จะด่า ตำหนิ ติ หรือชม   ให้เรานึกถึง  ความหมาย

ของคำว่า  เมตตา   แล้วลองสังเกตว่า   หากเขาด่า " ดูใจเราสิ

ว่า  เมตตาแล้ว    ใจเราสบายดีใหม   ขุ่นมัวใหม   หากสบาย

ไม่ขุ่นมัว   นั่นแสดงว่า  ผ่านแล้วนะ   สภาวะหนึ่ง   และ

จิตได้พัฒนาขึ้นไปอีกระดับหนึ่งแล้วนะ   "  ยังมีอีกมากมาย

ที่จะมาทดสอบจิต    เเละเมื่อใดก็ตาม   "  จิตเราเบิกบานแล้ว

แข็งแกร่งแล้ว   ต่อไปก็ยังมีอะไรทดสอบอีก   จนกว่า ...  "

โชคดี  ฝันดีค่ะ   "




   *****************************




ความคิดเห็น

ยังไม่มีความคิดเห็น