
ไดอารี่หน้าที่ 63+1
ตอนนี้สี่ทุ่มกว่า ๆ ล่ะ เมื่อตะกี้ นั่งหัวเราะ อย่างเบิกบานเชียวหล่ะ แต่เพิ่งมาพิมพ์ พอพิมพ์ก็ไม่ได้นำอารมณ์นั้นมาด้วย เลยอดเขียนขณะนั้นเลยเชียว
แต่บอกได้ว่า " สนุก ขำกลิ้ง ฮาทั้งแถบ ฮ่า ๆ ๆ ประมาณนี้เลย ก็กลอนไรว่ะ ! เขียนได้ ทำให้ข้าพเจ้ากลิ้งได้ขนาดนี้ ไม่ใช่เนื้อความขำขัน แต่นั่นมันคนชัด ๆ
หมารักแมว ! หัวทิ่มหัวตำ ฮิ ๆ ..... ประวัติศาสตร์เลยนะ เจอแบบนี้เข้า "
ขอบคุณที่อารมณ์ดี
ขอบคุณที่มีเมนูผัก ปลาเล็กปลาน้อยให้พอได้ทำเป็นอาหารประทังชีวิต
**********************************
(ขั้นไว้แล้วก็มาเขียนต่อ)
คิดถึงพ่อจัง คิดถึงก็น้ำตาร่วง ลูกแหง่ " แต่พ่ออยู่ข้างเราเสมอหล่ะ
คิดถึงดวงดาวจัง คิดถึงก็น้ำตาซึม " ก็คนมันอยากระบาย แต่ก็ไม่ได้เจอกันอีกคงนานมาก ๆ เลย ปีใหม่ก็ไม่ได้แวะเยี่ยมเลย "
เมื่ออาการแบบนี้ รู้ได้เลยว่า " เหนื่อยจัง "
คิดถึงเพื่อน ๆ พี่ ๆ ด้วยหล่ะ แต่ล่ะคนก็มีงาน หายไปซะนานเลย ไม่ยักกะโผล่ จะตามก็เกลงใจ กลัวเขาคิดว่าเรายังไง รบกวนเขา ทั้ง ๆ ที่เราก็แค่คิดถึงและมีที่รู้จักกันเป็นตัวหนังสือก็เท่านั้น ไม่มากมาย
******************
ไม่นานรู้ว่าหายอาการเหล่านี้เดี๋ยวก็ดับไป แต่ ช่วงเวลาที่คิดอะไร รู้สึกอะไร ก็อยากเก็บไว้ ให้รู้ว่า ตัวเองไปถึงใหนแล้ว และก็รู้ว่า เออนะ ยังมิไร้ความรู้สึก อิ อิ
" แต่ว่าพักหลังนี้ อารมณ์ความรู้สึกหายเร็วมาก ๆ เลย ว่าจะมาเขียนเอาฟิวส์นั้น เดี๋ยวนั้น มันก็ไม่ทันแล้วไง แต่จำอาการเหล่านี้ได้ ไม่อยากให้เฉย ขอเหลือไว้สักนิด ๆ คือคิดถึง
ต่อไปคงคิดถึงแล้วสามวิหายซะหล่ะมั้ง อารมณ์นี่มันไงนะ จริงอยู่ มันเป็นอารมณ์ แต่มันก็ดับไวนะ เป็นอัตตโนมัติแล้วหล่ะค่ะ
ไม่อยากให้หายไปทันที เผื่อสักวัน อยากคุยกับใคร " เพียงบอกให้เขารู้ "
***************
เมื่อก่อนหน้าระยะเเรก ๆ มันก็ยังเป็นความรู้สึก เป็นอารมณ์ แต่ก็คือเรานี่หล่ะ จากใจเลยหล่ะ เพียงแต่ว่า ทุกอย่างแม้ออกมาจากใจ แต่มันคืออารมณ์นะ เกิด ดับ เกิดดับไม่ยั่งยืน ที่มีก็เหมือนเดิมคือ เคยรู้สึกยังไง แม้มันจะดับไปแล้ว " ก็ยังเกิดมาใหม่ คืออารมณ์เดิม ความคิดถึง ความรัก "
ทำให้ไม่ได้ไปยึด ถือเอากับอะไร " ก็เลยเขียนเสมอว่า รู้เท่าทันอารมณ์ .... เมื่อตอนเด็กมีประโยคหนึ่งที่จำใส่ใจ จนอยู่กับใจเลยคือ
" สติ " เวลาเดินมารับแม่ที่นาสวน (มีนา สวน แต่ทำนาไม่เป็น ฮ่า ๆ ) เห็นมด ก็เดินเลี่ยง ๆ ไม่เหยียบมัน มองทางเดินอย่างระวัง คิดว่า " นี่คือการจับจดใหม พิจารณาแล้ว มันไม่ใช่จับจด "
ไม่ว่าจะมีด พร้า ช้อน ชาม อาบน้ำผ้าถุงก็ไม่สวมหัว ฯลฯ เรื่องราวเกี่ยวกับสติเหล่านี้ รับมาตั้งแต่จำความได้เลยหล่ะ มันเข้ามาอยู่ที่ใจเลย
" ศีล " จำความได้ น้อยมากที่จะว่าใคร ด่านี่ยิ่งน้อยมากจำแทบไม่ได้ (เพราะด่าเล่นเอาชนะกันกับเพื่อน พี่น้อง เเล้วก็ดีกัน ) โกรธนี่น้อยเหมือนกัน มีงอนหล่ะบ่อย ๆ .... " ที่ไม่มีเลย คือ ความอิจฉาริษยา อันนี้ไม่มีเลย " ทั้งชีวิต(ความอิจฉาริษยานี้หล่ะ ตัวนี้หล่ะสำคัญนัก ) .... แม่สอนให้ทำครัว ก็ฆ่าสัตว์(เล็ก) ช่วงแรก ๆ ทำได้แบบอึดอัดใจมาก ปิดตาทุบหัวปลา นอกนั้นอย่าฝันว่าจะได้กิน น้ำพริกผักต้ม เมนูผัก อันนี้หล่ะถนัด ไข่ต้ม ไข่เจียว เมนูไข่
" สมาธิ " เมื่อสติมันเป็นอัตโนมัติบ้าง ไม่บ้างแล้วแต่ความสามารถ ศีลมันก็มี ถ้ารักษาได้เต็ม (ดีมาก ๆ ) สมาธิมาเอง ไม่ต้องมานั่งอะไรนักหรอก " ไม่ว่าจะอยู่ในที่แห่งใหน เสียงดัง หรือไม่ดัง วุ่นวายหรือไม่ ทำงาน ทำอะไรกี่อย่าง ๆ มันก็เป็นสมาธิได้ ... ยิ่งได้ไปฝึกปฏิบัติ ฯ ยิ่งแจ้ง เรื่องนี้เฉพาะตัวบุคคล
( แต่บางจริตก็ใช่ว่าจะแบบนี้ เรามันได้ทุกอย่าง )
" ปัญญา " นอกจากปัญญาทางโลกที่ร่ำเรียน หาเอาแล้ว นอกบ้าง ในสถานฯ บ้างก็ว่ากันไป ... ปัญญาทางธรรมก็ศึกษาเช่นกัน ทฤษฏีและปฏิบัติ " แต่สำหรับตัวเราเอง ไม่ได้เรียนปริญัติ ก็เลยอธิบายทฤษฏีไม่ได้ ได้แค่ปฏิบัติบ้างเท่าที่มีเฉพาะบุคคล อย่างเช่น เห็นภาพล่วงหน้าอย่างที่เคยเขียนไว้หลาย ๆ ที่ ได้ยินเสียงเขาพูดกัน ได้ยินเสียงคนเดินผ่านว่าคิดอะไร นอน ๆ อยู่ก็เดินออกมาดูร่างนอน มอง ๆ ไปก็เห็นเป็นแม่ชีโบราณนั่งขัดสมาธิคลุมผ้าขาวผืนแบบชีโบราณ ลอยอยู่ นั่นมันก็ตัวเองทั้งนั้น สามร่างเลย (แต่ก็ไม่รู้ว่า นี่เกิดอะไรขึ้น คืออะไร แบบนี้บอย ๆ พัฒนาเรื่อย ๆ จนเห็นเป็นเรื่องธรรมดา)
เมื่อรู้แค่ปฏิบัติเท่านั้น และเท่าที่รู้เท่านั้น ก็ดู ถาม อ่าน ว่าแบบนี้คืออะไร เวลาก็จะนำพาให้มีผู้ชี้นำบอกเอง ว่าอันนี้เรียกว่ากสินฯ (... ฤทธิ์ )อันนี้เเบบนี้คือส. ฯลฯ ระดับนั้น ระดับนี้
ศีล สมาธิ ปัญญา : " ถึงอย่างนั้น เมื่อพูดถึงตัวเอง สตินำ + ศีล-สมาธิ แล้วก็จะเกิดปัญญาเอง
ไม่รู้ว่ายังไง " รู้สึกว่า เขียนไปเรื่อย ๆ จนจะไม่เข้ามาเขียน หายไปบ้างนาน ๆ ก็เงียบสบายดี แต่พอนึกอีกที เขียน ๆ บ้างก็ดี เผื่อมีประโยชน์ ไม่มากก็น้อย อย่างน้อยตัวเองก็ได้ทบทวน .... ส่วน " ปัญญา " ถ้าพิจารณาก็จะเห็นมันอยู่ในข้อที่เขียนที่หล่ะ
มีอยู่ครั้งหนึ่ง ตีห้า ตื่นเตรียมตัวจะไปวัด เปิดวิทยุ จำได้ว่า พระผู้ใหญ่เลยนะ ประมาณ ประโยคนี้หล่ะ มันนานแล้วไง จำเนื้อความเต็ม ๆ ไม่ได้ " ปัญญา ก็สิ่งที่เรารู้ คนทั่วไปไม่รู้ อย่างเช่น เรามองเห็นในสิ่งที่คนอื่นมองไม่เห็น ได้ยินในสิ่งที่ทั่วไปไม่ได้ยิน ฯลฯ " (นี่ก็บางส่วน )
*** หมายเหตุ ที่เขียน ผ่าน ๆ มาทั้งหมด รวม ๆ แล้ว " ทุกสิ่งทุกอย่าง แม้ว่าจะเกิดขึ้น ก็อย่าได้เอาไปใส่ใจนัก หากเราทำบุญ สร้างบารมีได้ นั่นก็เกิดจากเหตุจึงเกิดผลที่เราทำ แต่ทั้งนี้ทั้งนั้น หากหลงไหลว่า ทำได้ เก่ง แล้วหลงตัวเอง ก็จะตกอยู่ในวังวน แห่งความหลง ฯลฯ
" เราย่อมรู้ตัวเราเองดี ... สิ่งรอบข้าง จะเป็นเครื่องพิสูจน์ และทดสอบเราเอง เช่น " ความชัดเจน "
ความชัดเจนของการกระทำ เราทำดี คนมองว่าไม่ดี แต่เรารู้นี่คือ" ความดี " ก็นิ่ง เมื่อมีคนไม่มีศีลมาด่า หมิ่น ปรามาท หรืออื่น ๆ ... เพราะ ถ้าหากเราโต้ตอบด้วย" อารมณ์ " อันนี้ ไม่ผ่านนะเออ ถ้านิ่งได้ใจสบายนั่นหล่ะดี
... หรือ มีคนชอบ กับไม่ชอบ ถ้าเรานิ่งแล้ว อยู่ในระดับดั่งที่ว่ามาแล้ว ก็รู้ไว้เถอะ " ความชัดเจน การทดสอบ มาให้เรามองเห็นแล้ว และต่อไป อยู่ที่ว่า เราจะจัดการกับจิตเรายังไง ทำได้ ก็เดินทางต่อสบาย เรื่อย ๆ เบา ๆ "
( พักหลังอยากเขียนเป็นเรื่อง ชัดเจน เท่าที่ปัญญาเล็ก ๆ จะถ่ายทอดได้ แต่บางวันก็มีเหตุ มันไม่พร้อม และมันก็มีทางเลือกด้วย เลือกบ้าน หรือป่า ... " พระป่าท่านจะมุ่งปฏิบัติ พระบ้านท่านสอนธรรมะบริหารกิจฯ " ก็ด้วยเขียนได้เท่านี้ก่อนหล่ะ ไว้ยังไง เขียนให้มันสั้นก็ทำได้ แต่จริตแล้วชอบพร่าม เพราะเรามันเคยตันมาก่อน หากไม่ได้อะไรยาว ๆ รวม ๆ หลาย ๆ ก็จะแกะไม่ได้ เผื่อคนโง่ ๆ อย่างตัวเองนี่หล่ะ เพราะเราโง่มาก่อน ปัจจุบันก็ใช่ว่าฉลาด พอรู้ ทั้งชีวิตนี้ คงไม่สามารถรู้ทุกเรื่องได้หมด " )
เขียนมาก มันก็พร่าม บ่น เหมือนคนบ้า เขียนน้อยก็ไม่ได้เผื่อคนโง่ ๆ อย่างเรา ที่เคยโง่ เขียนกระชับหลัก ๆ เพื่อส่งครู ก็รู้แค่วง เขียนตามแต่ก็แล้วกัน เอาไว้ค่อยดูอีกที ว่ามีที่ใหน ได้ให้ไปลงสวนอักษร ได้เหมาะ สม สถานการณ์ " ไม่ว่าจะเขียนยังไง ก็เป็นเจตนาเราทั้งนั้นหล่ะ แค่เพียงจิ้มนิ้วพิมพ์ก็เป็นบุญแล้ว บุญที่ได้ได้ความสบายใจ ที่เขียนเป็น ด้วยหล่ะ ไม่ดูถูกตัวหนังสือ ทุกที่ "
" ฝันดีนะ บินไป ท่องไป ฝันไป เป็นนัย นัย "
( ปล. บล็อกนี้ พื้น BG นี้เป็นตัวตน
อ่านยากก็จริง ต้องคลุมดำ ขยายหน้าจอ
ถึงอย่างนั้น ก็ขอให้ได้อยู่แบบนี้
คงอยู่เป็นกำลังใจ เพื่อให้เดินทาง
ในขณะที่เดินทางเถอะนะ )
แต่บอกได้ว่า " สนุก ขำกลิ้ง ฮาทั้งแถบ ฮ่า ๆ ๆ ประมาณนี้เลย ก็กลอนไรว่ะ ! เขียนได้ ทำให้ข้าพเจ้ากลิ้งได้ขนาดนี้ ไม่ใช่เนื้อความขำขัน แต่นั่นมันคนชัด ๆ
หมารักแมว ! หัวทิ่มหัวตำ ฮิ ๆ ..... ประวัติศาสตร์เลยนะ เจอแบบนี้เข้า "
ขอบคุณที่อารมณ์ดี
ขอบคุณที่มีเมนูผัก ปลาเล็กปลาน้อยให้พอได้ทำเป็นอาหารประทังชีวิต
**********************************
(ขั้นไว้แล้วก็มาเขียนต่อ)
คิดถึงพ่อจัง คิดถึงก็น้ำตาร่วง ลูกแหง่ " แต่พ่ออยู่ข้างเราเสมอหล่ะ
คิดถึงดวงดาวจัง คิดถึงก็น้ำตาซึม " ก็คนมันอยากระบาย แต่ก็ไม่ได้เจอกันอีกคงนานมาก ๆ เลย ปีใหม่ก็ไม่ได้แวะเยี่ยมเลย "
เมื่ออาการแบบนี้ รู้ได้เลยว่า " เหนื่อยจัง "
คิดถึงเพื่อน ๆ พี่ ๆ ด้วยหล่ะ แต่ล่ะคนก็มีงาน หายไปซะนานเลย ไม่ยักกะโผล่ จะตามก็เกลงใจ กลัวเขาคิดว่าเรายังไง รบกวนเขา ทั้ง ๆ ที่เราก็แค่คิดถึงและมีที่รู้จักกันเป็นตัวหนังสือก็เท่านั้น ไม่มากมาย
******************
ไม่นานรู้ว่าหายอาการเหล่านี้เดี๋ยวก็ดับไป แต่ ช่วงเวลาที่คิดอะไร รู้สึกอะไร ก็อยากเก็บไว้ ให้รู้ว่า ตัวเองไปถึงใหนแล้ว และก็รู้ว่า เออนะ ยังมิไร้ความรู้สึก อิ อิ
" แต่ว่าพักหลังนี้ อารมณ์ความรู้สึกหายเร็วมาก ๆ เลย ว่าจะมาเขียนเอาฟิวส์นั้น เดี๋ยวนั้น มันก็ไม่ทันแล้วไง แต่จำอาการเหล่านี้ได้ ไม่อยากให้เฉย ขอเหลือไว้สักนิด ๆ คือคิดถึง
ต่อไปคงคิดถึงแล้วสามวิหายซะหล่ะมั้ง อารมณ์นี่มันไงนะ จริงอยู่ มันเป็นอารมณ์ แต่มันก็ดับไวนะ เป็นอัตตโนมัติแล้วหล่ะค่ะ
ไม่อยากให้หายไปทันที เผื่อสักวัน อยากคุยกับใคร " เพียงบอกให้เขารู้ "
***************
เมื่อก่อนหน้าระยะเเรก ๆ มันก็ยังเป็นความรู้สึก เป็นอารมณ์ แต่ก็คือเรานี่หล่ะ จากใจเลยหล่ะ เพียงแต่ว่า ทุกอย่างแม้ออกมาจากใจ แต่มันคืออารมณ์นะ เกิด ดับ เกิดดับไม่ยั่งยืน ที่มีก็เหมือนเดิมคือ เคยรู้สึกยังไง แม้มันจะดับไปแล้ว " ก็ยังเกิดมาใหม่ คืออารมณ์เดิม ความคิดถึง ความรัก "
ทำให้ไม่ได้ไปยึด ถือเอากับอะไร " ก็เลยเขียนเสมอว่า รู้เท่าทันอารมณ์ .... เมื่อตอนเด็กมีประโยคหนึ่งที่จำใส่ใจ จนอยู่กับใจเลยคือ
" สติ " เวลาเดินมารับแม่ที่นาสวน (มีนา สวน แต่ทำนาไม่เป็น ฮ่า ๆ ) เห็นมด ก็เดินเลี่ยง ๆ ไม่เหยียบมัน มองทางเดินอย่างระวัง คิดว่า " นี่คือการจับจดใหม พิจารณาแล้ว มันไม่ใช่จับจด "
ไม่ว่าจะมีด พร้า ช้อน ชาม อาบน้ำผ้าถุงก็ไม่สวมหัว ฯลฯ เรื่องราวเกี่ยวกับสติเหล่านี้ รับมาตั้งแต่จำความได้เลยหล่ะ มันเข้ามาอยู่ที่ใจเลย
" ศีล " จำความได้ น้อยมากที่จะว่าใคร ด่านี่ยิ่งน้อยมากจำแทบไม่ได้ (เพราะด่าเล่นเอาชนะกันกับเพื่อน พี่น้อง เเล้วก็ดีกัน ) โกรธนี่น้อยเหมือนกัน มีงอนหล่ะบ่อย ๆ .... " ที่ไม่มีเลย คือ ความอิจฉาริษยา อันนี้ไม่มีเลย " ทั้งชีวิต(ความอิจฉาริษยานี้หล่ะ ตัวนี้หล่ะสำคัญนัก ) .... แม่สอนให้ทำครัว ก็ฆ่าสัตว์(เล็ก) ช่วงแรก ๆ ทำได้แบบอึดอัดใจมาก ปิดตาทุบหัวปลา นอกนั้นอย่าฝันว่าจะได้กิน น้ำพริกผักต้ม เมนูผัก อันนี้หล่ะถนัด ไข่ต้ม ไข่เจียว เมนูไข่
" สมาธิ " เมื่อสติมันเป็นอัตโนมัติบ้าง ไม่บ้างแล้วแต่ความสามารถ ศีลมันก็มี ถ้ารักษาได้เต็ม (ดีมาก ๆ ) สมาธิมาเอง ไม่ต้องมานั่งอะไรนักหรอก " ไม่ว่าจะอยู่ในที่แห่งใหน เสียงดัง หรือไม่ดัง วุ่นวายหรือไม่ ทำงาน ทำอะไรกี่อย่าง ๆ มันก็เป็นสมาธิได้ ... ยิ่งได้ไปฝึกปฏิบัติ ฯ ยิ่งแจ้ง เรื่องนี้เฉพาะตัวบุคคล
( แต่บางจริตก็ใช่ว่าจะแบบนี้ เรามันได้ทุกอย่าง )
" ปัญญา " นอกจากปัญญาทางโลกที่ร่ำเรียน หาเอาแล้ว นอกบ้าง ในสถานฯ บ้างก็ว่ากันไป ... ปัญญาทางธรรมก็ศึกษาเช่นกัน ทฤษฏีและปฏิบัติ " แต่สำหรับตัวเราเอง ไม่ได้เรียนปริญัติ ก็เลยอธิบายทฤษฏีไม่ได้ ได้แค่ปฏิบัติบ้างเท่าที่มีเฉพาะบุคคล อย่างเช่น เห็นภาพล่วงหน้าอย่างที่เคยเขียนไว้หลาย ๆ ที่ ได้ยินเสียงเขาพูดกัน ได้ยินเสียงคนเดินผ่านว่าคิดอะไร นอน ๆ อยู่ก็เดินออกมาดูร่างนอน มอง ๆ ไปก็เห็นเป็นแม่ชีโบราณนั่งขัดสมาธิคลุมผ้าขาวผืนแบบชีโบราณ ลอยอยู่ นั่นมันก็ตัวเองทั้งนั้น สามร่างเลย (แต่ก็ไม่รู้ว่า นี่เกิดอะไรขึ้น คืออะไร แบบนี้บอย ๆ พัฒนาเรื่อย ๆ จนเห็นเป็นเรื่องธรรมดา)
เมื่อรู้แค่ปฏิบัติเท่านั้น และเท่าที่รู้เท่านั้น ก็ดู ถาม อ่าน ว่าแบบนี้คืออะไร เวลาก็จะนำพาให้มีผู้ชี้นำบอกเอง ว่าอันนี้เรียกว่ากสินฯ (... ฤทธิ์ )อันนี้เเบบนี้คือส. ฯลฯ ระดับนั้น ระดับนี้
ศีล สมาธิ ปัญญา : " ถึงอย่างนั้น เมื่อพูดถึงตัวเอง สตินำ + ศีล-สมาธิ แล้วก็จะเกิดปัญญาเอง
ไม่รู้ว่ายังไง " รู้สึกว่า เขียนไปเรื่อย ๆ จนจะไม่เข้ามาเขียน หายไปบ้างนาน ๆ ก็เงียบสบายดี แต่พอนึกอีกที เขียน ๆ บ้างก็ดี เผื่อมีประโยชน์ ไม่มากก็น้อย อย่างน้อยตัวเองก็ได้ทบทวน .... ส่วน " ปัญญา " ถ้าพิจารณาก็จะเห็นมันอยู่ในข้อที่เขียนที่หล่ะ
มีอยู่ครั้งหนึ่ง ตีห้า ตื่นเตรียมตัวจะไปวัด เปิดวิทยุ จำได้ว่า พระผู้ใหญ่เลยนะ ประมาณ ประโยคนี้หล่ะ มันนานแล้วไง จำเนื้อความเต็ม ๆ ไม่ได้ " ปัญญา ก็สิ่งที่เรารู้ คนทั่วไปไม่รู้ อย่างเช่น เรามองเห็นในสิ่งที่คนอื่นมองไม่เห็น ได้ยินในสิ่งที่ทั่วไปไม่ได้ยิน ฯลฯ " (นี่ก็บางส่วน )
*** หมายเหตุ ที่เขียน ผ่าน ๆ มาทั้งหมด รวม ๆ แล้ว " ทุกสิ่งทุกอย่าง แม้ว่าจะเกิดขึ้น ก็อย่าได้เอาไปใส่ใจนัก หากเราทำบุญ สร้างบารมีได้ นั่นก็เกิดจากเหตุจึงเกิดผลที่เราทำ แต่ทั้งนี้ทั้งนั้น หากหลงไหลว่า ทำได้ เก่ง แล้วหลงตัวเอง ก็จะตกอยู่ในวังวน แห่งความหลง ฯลฯ
" เราย่อมรู้ตัวเราเองดี ... สิ่งรอบข้าง จะเป็นเครื่องพิสูจน์ และทดสอบเราเอง เช่น " ความชัดเจน "
ความชัดเจนของการกระทำ เราทำดี คนมองว่าไม่ดี แต่เรารู้นี่คือ" ความดี " ก็นิ่ง เมื่อมีคนไม่มีศีลมาด่า หมิ่น ปรามาท หรืออื่น ๆ ... เพราะ ถ้าหากเราโต้ตอบด้วย" อารมณ์ " อันนี้ ไม่ผ่านนะเออ ถ้านิ่งได้ใจสบายนั่นหล่ะดี
... หรือ มีคนชอบ กับไม่ชอบ ถ้าเรานิ่งแล้ว อยู่ในระดับดั่งที่ว่ามาแล้ว ก็รู้ไว้เถอะ " ความชัดเจน การทดสอบ มาให้เรามองเห็นแล้ว และต่อไป อยู่ที่ว่า เราจะจัดการกับจิตเรายังไง ทำได้ ก็เดินทางต่อสบาย เรื่อย ๆ เบา ๆ "
( พักหลังอยากเขียนเป็นเรื่อง ชัดเจน เท่าที่ปัญญาเล็ก ๆ จะถ่ายทอดได้ แต่บางวันก็มีเหตุ มันไม่พร้อม และมันก็มีทางเลือกด้วย เลือกบ้าน หรือป่า ... " พระป่าท่านจะมุ่งปฏิบัติ พระบ้านท่านสอนธรรมะบริหารกิจฯ " ก็ด้วยเขียนได้เท่านี้ก่อนหล่ะ ไว้ยังไง เขียนให้มันสั้นก็ทำได้ แต่จริตแล้วชอบพร่าม เพราะเรามันเคยตันมาก่อน หากไม่ได้อะไรยาว ๆ รวม ๆ หลาย ๆ ก็จะแกะไม่ได้ เผื่อคนโง่ ๆ อย่างตัวเองนี่หล่ะ เพราะเราโง่มาก่อน ปัจจุบันก็ใช่ว่าฉลาด พอรู้ ทั้งชีวิตนี้ คงไม่สามารถรู้ทุกเรื่องได้หมด " )
เขียนมาก มันก็พร่าม บ่น เหมือนคนบ้า เขียนน้อยก็ไม่ได้เผื่อคนโง่ ๆ อย่างเรา ที่เคยโง่ เขียนกระชับหลัก ๆ เพื่อส่งครู ก็รู้แค่วง เขียนตามแต่ก็แล้วกัน เอาไว้ค่อยดูอีกที ว่ามีที่ใหน ได้ให้ไปลงสวนอักษร ได้เหมาะ สม สถานการณ์ " ไม่ว่าจะเขียนยังไง ก็เป็นเจตนาเราทั้งนั้นหล่ะ แค่เพียงจิ้มนิ้วพิมพ์ก็เป็นบุญแล้ว บุญที่ได้ได้ความสบายใจ ที่เขียนเป็น ด้วยหล่ะ ไม่ดูถูกตัวหนังสือ ทุกที่ "
" ฝันดีนะ บินไป ท่องไป ฝันไป เป็นนัย นัย "
( ปล. บล็อกนี้ พื้น BG นี้เป็นตัวตน
อ่านยากก็จริง ต้องคลุมดำ ขยายหน้าจอ
ถึงอย่างนั้น ก็ขอให้ได้อยู่แบบนี้
คงอยู่เป็นกำลังใจ เพื่อให้เดินทาง
ในขณะที่เดินทางเถอะนะ )
ความคิดเห็น