nrintip(Whitepingeon)
ดู Blog ทั้งหมด

Diary of loove 064 ( Whitepingeon )

เขียนโดย nrintip(Whitepingeon)
 







 



ไดอารี่หน้าที่ 63+1




 
          ตอนนี้สี่ทุ่มกว่า ๆ  ล่ะ   เมื่อตะกี้ นั่งหัวเราะ อย่างเบิกบานเชียวหล่ะ      แต่เพิ่งมาพิมพ์   พอพิมพ์ก็ไม่ได้นำอารมณ์นั้นมาด้วย    เลยอดเขียนขณะนั้นเลยเชียว  

แต่บอกได้ว่า  "  สนุก  ขำกลิ้ง ฮาทั้งแถบ  ฮ่า ๆ  ๆ  ประมาณนี้เลย   ก็กลอนไรว่ะ !    เขียนได้  ทำให้ข้าพเจ้ากลิ้งได้ขนาดนี้     ไม่ใช่เนื้อความขำขัน   แต่นั่นมันคนชัด ๆ   

หมารักแมว  !    หัวทิ่มหัวตำ   ฮิ ๆ ..... ประวัติศาสตร์เลยนะ  เจอแบบนี้เข้า  "




ขอบคุณที่อารมณ์ดี
ขอบคุณที่มีเมนูผัก ปลาเล็กปลาน้อยให้พอได้ทำเป็นอาหารประทังชีวิต



**********************************


(ขั้นไว้แล้วก็มาเขียนต่อ)

    คิดถึงพ่อจัง  คิดถึงก็น้ำตาร่วง  ลูกแหง่   "   แต่พ่ออยู่ข้างเราเสมอหล่ะ   

คิดถึงดวงดาวจัง  คิดถึงก็น้ำตาซึม  "  ก็คนมันอยากระบาย  แต่ก็ไม่ได้เจอกันอีกคงนานมาก ๆ เลย  ปีใหม่ก็ไม่ได้แวะเยี่ยมเลย   "

เมื่ออาการแบบนี้   รู้ได้เลยว่า  " เหนื่อยจัง "


คิดถึงเพื่อน ๆ พี่ ๆ  ด้วยหล่ะ  แต่ล่ะคนก็มีงาน  หายไปซะนานเลย  ไม่ยักกะโผล่  จะตามก็เกลงใจ  กลัวเขาคิดว่าเรายังไง  รบกวนเขา  ทั้ง ๆ  ที่เราก็แค่คิดถึงและมีที่รู้จักกันเป็นตัวหนังสือก็เท่านั้น  ไม่มากมาย  


******************


ไม่นานรู้ว่าหายอาการเหล่านี้เดี๋ยวก็ดับไป   แต่ ช่วงเวลาที่คิดอะไร  รู้สึกอะไร  ก็อยากเก็บไว้  ให้รู้ว่า  ตัวเองไปถึงใหนแล้ว  และก็รู้ว่า  เออนะ  ยังมิไร้ความรู้สึก  อิ อิ 

"  แต่ว่าพักหลังนี้  อารมณ์ความรู้สึกหายเร็วมาก ๆ  เลย  ว่าจะมาเขียนเอาฟิวส์นั้น  เดี๋ยวนั้น  มันก็ไม่ทันแล้วไง    แต่จำอาการเหล่านี้ได้      ไม่อยากให้เฉย   ขอเหลือไว้สักนิด ๆ  คือคิดถึง    

ต่อไปคงคิดถึงแล้วสามวิหายซะหล่ะมั้ง  อารมณ์นี่มันไงนะ     จริงอยู่   มันเป็นอารมณ์   แต่มันก็ดับไวนะ  เป็นอัตตโนมัติแล้วหล่ะค่ะ
ไม่อยากให้หายไปทันที    เผื่อสักวัน  อยากคุยกับใคร  "  เพียงบอกให้เขารู้  "    


***************

เมื่อก่อนหน้าระยะเเรก ๆ  มันก็ยังเป็นความรู้สึก  เป็นอารมณ์   แต่ก็คือเรานี่หล่ะ     จากใจเลยหล่ะ  เพียงแต่ว่า   ทุกอย่างแม้ออกมาจากใจ   แต่มันคืออารมณ์นะ     เกิด ดับ เกิดดับไม่ยั่งยืน    ที่มีก็เหมือนเดิมคือ   เคยรู้สึกยังไง  แม้มันจะดับไปแล้ว  "  ก็ยังเกิดมาใหม่  คืออารมณ์เดิม  ความคิดถึง  ความรัก  "


ทำให้ไม่ได้ไปยึด ถือเอากับอะไร    "  ก็เลยเขียนเสมอว่า  รู้เท่าทันอารมณ์    ....  เมื่อตอนเด็กมีประโยคหนึ่งที่จำใส่ใจ   จนอยู่กับใจเลยคือ

สติ  "  เวลาเดินมารับแม่ที่นาสวน  (มีนา สวน  แต่ทำนาไม่เป็น ฮ่า  ๆ  )   เห็นมด  ก็เดินเลี่ยง ๆ  ไม่เหยียบมัน   มองทางเดินอย่างระวัง   คิดว่า " นี่คือการจับจดใหม  พิจารณาแล้ว  มันไม่ใช่จับจด "
ไม่ว่าจะมีด  พร้า ช้อน ชาม    อาบน้ำผ้าถุงก็ไม่สวมหัว  ฯลฯ  เรื่องราวเกี่ยวกับสติเหล่านี้   รับมาตั้งแต่จำความได้เลยหล่ะ   มันเข้ามาอยู่ที่ใจเลย 



ศีล  "  จำความได้   น้อยมากที่จะว่าใคร   ด่านี่ยิ่งน้อยมากจำแทบไม่ได้ (เพราะด่าเล่นเอาชนะกันกับเพื่อน  พี่น้อง  เเล้วก็ดีกัน )  โกรธนี่น้อยเหมือนกัน  มีงอนหล่ะบ่อย ๆ  ....  "  ที่ไม่มีเลย  คือ ความอิจฉาริษยา  อันนี้ไม่มีเลย "   ทั้งชีวิต(ความอิจฉาริษยานี้หล่ะ  ตัวนี้หล่ะสำคัญนัก )  ....  แม่สอนให้ทำครัว ก็ฆ่าสัตว์(เล็ก)  ช่วงแรก ๆ  ทำได้แบบอึดอัดใจมาก  ปิดตาทุบหัวปลา นอกนั้นอย่าฝันว่าจะได้กิน  น้ำพริกผักต้ม  เมนูผัก  อันนี้หล่ะถนัด  ไข่ต้ม  ไข่เจียว  เมนูไข่ 

" สมาธิ "  เมื่อสติมันเป็นอัตโนมัติบ้าง ไม่บ้างแล้วแต่ความสามารถ   ศีลมันก็มี ถ้ารักษาได้เต็ม (ดีมาก ๆ )  สมาธิมาเอง  ไม่ต้องมานั่งอะไรนักหรอก   "   ไม่ว่าจะอยู่ในที่แห่งใหน  เสียงดัง หรือไม่ดัง  วุ่นวายหรือไม่  ทำงาน ทำอะไรกี่อย่าง ๆ  มันก็เป็นสมาธิได้    ...  ยิ่งได้ไปฝึกปฏิบัติ ฯ   ยิ่งแจ้ง   เรื่องนี้เฉพาะตัวบุคคล

( แต่บางจริตก็ใช่ว่าจะแบบนี้  เรามันได้ทุกอย่าง   )


ปัญญา "   นอกจากปัญญาทางโลกที่ร่ำเรียน  หาเอาแล้ว  นอกบ้าง  ในสถานฯ บ้างก็ว่ากันไป  ...  ปัญญาทางธรรมก็ศึกษาเช่นกัน  ทฤษฏีและปฏิบัติ    "  แต่สำหรับตัวเราเอง  ไม่ได้เรียนปริญัติ ก็เลยอธิบายทฤษฏีไม่ได้  ได้แค่ปฏิบัติบ้างเท่าที่มีเฉพาะบุคคล    อย่างเช่น   เห็นภาพล่วงหน้าอย่างที่เคยเขียนไว้หลาย ๆ   ที่   ได้ยินเสียงเขาพูดกัน  ได้ยินเสียงคนเดินผ่านว่าคิดอะไร    นอน ๆ  อยู่ก็เดินออกมาดูร่างนอน  มอง ๆ ไปก็เห็นเป็นแม่ชีโบราณนั่งขัดสมาธิคลุมผ้าขาวผืนแบบชีโบราณ ลอยอยู่    นั่นมันก็ตัวเองทั้งนั้น สามร่างเลย    (แต่ก็ไม่รู้ว่า นี่เกิดอะไรขึ้น  คืออะไร  แบบนี้บอย ๆ  พัฒนาเรื่อย ๆ  จนเห็นเป็นเรื่องธรรมดา)

เมื่อรู้แค่ปฏิบัติเท่านั้น  และเท่าที่รู้เท่านั้น  ก็ดู ถาม อ่าน  ว่าแบบนี้คืออะไร   เวลาก็จะนำพาให้มีผู้ชี้นำบอกเอง  ว่าอันนี้เรียกว่ากสินฯ  (... ฤทธิ์ )อันนี้เเบบนี้คือส. ฯลฯ    ระดับนั้น ระดับนี้




ศีล สมาธิ ปัญญา  :  "   ถึงอย่างนั้น  เมื่อพูดถึงตัวเอง สตินำ + ศีล-สมาธิ แล้วก็จะเกิดปัญญาเอง  


ไม่รู้ว่ายังไง   "  รู้สึกว่า  เขียนไปเรื่อย ๆ  จนจะไม่เข้ามาเขียน  หายไปบ้างนาน  ๆ ก็เงียบสบายดี   แต่พอนึกอีกที   เขียน ๆ  บ้างก็ดี  เผื่อมีประโยชน์  ไม่มากก็น้อย   อย่างน้อยตัวเองก็ได้ทบทวน   ....  ส่วน " ปัญญา "  ถ้าพิจารณาก็จะเห็นมันอยู่ในข้อที่เขียนที่หล่ะ  

มีอยู่ครั้งหนึ่ง   ตีห้า  ตื่นเตรียมตัวจะไปวัด  เปิดวิทยุ  จำได้ว่า  พระผู้ใหญ่เลยนะ  ประมาณ ประโยคนี้หล่ะ มันนานแล้วไง จำเนื้อความเต็ม  ๆ ไม่ได้ "  ปัญญา ก็สิ่งที่เรารู้  คนทั่วไปไม่รู้  อย่างเช่น  เรามองเห็นในสิ่งที่คนอื่นมองไม่เห็น  ได้ยินในสิ่งที่ทั่วไปไม่ได้ยิน ฯลฯ "    (นี่ก็บางส่วน )


  



*** หมายเหตุ  ที่เขียน ผ่าน ๆ  มาทั้งหมด  รวม ๆ  แล้ว "  ทุกสิ่งทุกอย่าง   แม้ว่าจะเกิดขึ้น   ก็อย่าได้เอาไปใส่ใจนัก    หากเราทำบุญ  สร้างบารมีได้  นั่นก็เกิดจากเหตุจึงเกิดผลที่เราทำ   แต่ทั้งนี้ทั้งนั้น   หากหลงไหลว่า  ทำได้   เก่ง  แล้วหลงตัวเอง  ก็จะตกอยู่ในวังวน  แห่งความหลง   ฯลฯ

"  เราย่อมรู้ตัวเราเองดี   ... สิ่งรอบข้าง  จะเป็นเครื่องพิสูจน์  และทดสอบเราเอง   เช่น  " ความชัดเจน "  
ความชัดเจนของการกระทำ  เราทำดี  คนมองว่าไม่ดี  แต่เรารู้นี่คือ" ความดี " ก็นิ่ง  เมื่อมีคนไม่มีศีลมาด่า  หมิ่น ปรามาท หรืออื่น ๆ     ... เพราะ  ถ้าหากเราโต้ตอบด้วย" อารมณ์ " อันนี้ ไม่ผ่านนะเออ  ถ้านิ่งได้ใจสบายนั่นหล่ะดี
... หรือ มีคนชอบ กับไม่ชอบ  ถ้าเรานิ่งแล้ว  อยู่ในระดับดั่งที่ว่ามาแล้ว  ก็รู้ไว้เถอะ "  ความชัดเจน  การทดสอบ มาให้เรามองเห็นแล้ว  และต่อไป  อยู่ที่ว่า  เราจะจัดการกับจิตเรายังไง  ทำได้  ก็เดินทางต่อสบาย  เรื่อย ๆ   เบา ๆ  "




(  พักหลังอยากเขียนเป็นเรื่อง ชัดเจน  เท่าที่ปัญญาเล็ก ๆ  จะถ่ายทอดได้   แต่บางวันก็มีเหตุ  มันไม่พร้อม  และมันก็มีทางเลือกด้วย  เลือกบ้าน หรือป่า   ...  " พระป่าท่านจะมุ่งปฏิบัติ    พระบ้านท่านสอนธรรมะบริหารกิจฯ   "    ก็ด้วยเขียนได้เท่านี้ก่อนหล่ะ   ไว้ยังไง เขียนให้มันสั้นก็ทำได้   แต่จริตแล้วชอบพร่าม เพราะเรามันเคยตันมาก่อน  หากไม่ได้อะไรยาว  ๆ รวม  ๆ  หลาย ๆ  ก็จะแกะไม่ได้   เผื่อคนโง่ ๆ  อย่างตัวเองนี่หล่ะ   เพราะเราโง่มาก่อน  ปัจจุบันก็ใช่ว่าฉลาด   พอรู้   ทั้งชีวิตนี้  คงไม่สามารถรู้ทุกเรื่องได้หมด  " )





เขียนมาก มันก็พร่าม  บ่น  เหมือนคนบ้า   เขียนน้อยก็ไม่ได้เผื่อคนโง่ ๆ  อย่างเรา    ที่เคยโง่     เขียนกระชับหลัก ๆ  เพื่อส่งครู   ก็รู้แค่วง   เขียนตามแต่ก็แล้วกัน   เอาไว้ค่อยดูอีกที   ว่ามีที่ใหน    ได้ให้ไปลงสวนอักษร   ได้เหมาะ   สม  สถานการณ์   "   ไม่ว่าจะเขียนยังไง   ก็เป็นเจตนาเราทั้งนั้นหล่ะ    แค่เพียงจิ้มนิ้วพิมพ์ก็เป็นบุญแล้ว  บุญที่ได้ได้ความสบายใจ   ที่เขียนเป็น   ด้วยหล่ะ   ไม่ดูถูกตัวหนังสือ  ทุกที่  "



"  ฝันดีนะ   บินไป ท่องไป  ฝันไป  เป็นนัย นัย  "







( ปล. บล็อกนี้  พื้น BG นี้เป็นตัวตน  
อ่านยากก็จริง  ต้องคลุมดำ ขยายหน้าจอ 
ถึงอย่างนั้น  ก็ขอให้ได้อยู่แบบนี้   
คงอยู่เป็นกำลังใจ  เพื่อให้เดินทาง 
ในขณะที่เดินทางเถอะนะ  )





 

ความคิดเห็น

ยังไม่มีความคิดเห็น