
ก่อนเขียนเรื่องของตัวเอง ไดอารี่หน้านี้ เกริ่นอะไรเล็ก ๆ
" คนบาป "...ทำทุกอย่าง โดยเจตนา หรือไม่ ก็เป็นบาป
อยู่ที่จิตใจ คิดทำอย่างใหน เพียงใดนั้น
ผลที่ตามมา ก็อย่างที่กระทำ ... มันช่างเหนื่อยใจ หากเรานั้น ไป
เป็นสะพานโดยอ้อม ให้เขาได้กระทำ สิ่งที่ได้กระทำนั้น ไม่ว่าเพื่อ
หวังผลใด ก็เป็นบาปอยู่ดี
บางครั้ง ก็เหนื่อยใจอยู่นะ เพราะความสงสาร เห็นใจ แต่บางที
ก็คิดว่า " มันก็เป็นเช่นนั้นเอง " แต่ผลนั้นหนา มันเร็วโดยแท้
" บางที มานั่งคิดทำไม ห่วงทำไม เขาทำอะไรช่างเขา ย่อมเป็น
เช่นนั้น แต่อีกใจหนึ่ง ก็คิดเวทนา ว่าทำไปเพื่ออะไร บางทีก็
มานั่งคิด เออ นะ " เขา กำลังเรียนรู้ แต่ก็คิดอีกว่า เรียนรู้อะไร
ทำไมคนที่รู้บาป บุญ คุณ โทษ บางคนเขายังรู้ ว่าอันใหนควรอย่าง
ไร ... สุดท้าย เราก็ได้เรียนรู้ ได้มอง ได้เห็น ( แต่ก็ได้เมตตา
ให้เขา ) และได้เห็นอยู่บ่อย ๆ ว่า ศักยภาพของการเรียนรู้ รับรู้
จนเข้าใจแจ่มแจ้งแล้ว นั้นย่อมต่างกัน(ตรงนี้เข้าใจอยู่นะเรา แต่ก็
มีตัวอย่างให้ได้เห็น ก็ดี) เออนะ ก็ดีเหมือนกัน ได้เเยก มอง
เป็นกลุ่ม ๆ สนุกคลึกคลื้น จะได้นำมาเขียนไว้ในอนาคต
แต่ ณ ปัจจุบัน อยากเขียนเรื่องของตัวเอง มองตัวเองซึ่งไม่เคยละ
ไม่ยุ่งเรื่องคนอื่น เพราะมันทำให้เราเสียเวลาดีดี ที่ได้เจอสิ่งดีดี
ที่น่าสรรเสริญยิ่ง "
นี่ถ้ามัวไปเพลินกับอะไรแบบนี้ แล้วเผลอไปมองมัน เเล้วจิตตก
เลยนะเรา ทีนี้หล่ะก็ ถอยหลัง " เมื่อสติ อยู่ตลอดอยู่แล้ว
เมื่อเมตตาสัตว์โลก เพื่อนร่วมโลก จึงได้คิดเพิ่มว่า วาง จ่ะ วาง
อันใหนพอบอกได้ ก็เกริ่นไป อันใหนปล่อยมันตามกรรมล่ะกัน
ถือซะว่า เขาเลือกแล้ว ก็ตามนั้น แล้วก็วางอาวรณ์
วางห่วง เหลือเมตตา เพราะทำได้เท่านี้ มากกว่านี้หากมีทาง
ก็คงทำแล้วหล่ะ เอาหล่ะ พอ เขียนเรื่องต่อไปจ่ะ "
(น่าหน่ายนัก คน คน แล้วก็คน คนจนมั่ว ผู้ใหญ่นี่นะ ทำตัวให้สมกับเป็นคนหน้าใหว้หน้ากราบ เราจะใหว้จะกราบเลย ไอ่เรานี่ก็เหลือเกิน ไม่อยากยุ่งกับใครเลย มันเหนื่อย มันเบื่อ แล้วมันก็ไม่สร้างสรรค์ .... อ่ะ บ่นเป็นยายจบล่ะ เขียนเรื่องของเรา ตามประสาต่อ )
*****************************
แหม ว่าจะไม่เขียนแบบนี้นะ ขี้เกียจ ต่อไปจะเขียนหล่ะนะ
วันนิดละหน่อย เมื่อวานนั่งรถเมล์เล่น เย็นสบายใจจัง แปลกมาก
อากาศเปลี่ยน สังคมเปลี่ยน หลังน้ำท่วม ชีวิตในเมืองกรุง
ช่างเงียบเหงานัก ปลิดปลิวเคล้งคว้างดั่งเพลง
แต่เราอารมณ์ไม่ตามสภาพแวดล้อม เราเปลี่ยนไปแล้ว มองมัน
ก็มองไป เมื่อเข้าใจ ก็สบาย ๆ ใจมันสบาย ๆ ในแต่ละวัน
ตอนนี้ทำอะไรก็คล่องไปหมดเลย ผ่านตลอด
นี่ก็เพราะเราใจสบาย ใจเบา ๆ ใจไม่ขุ่นมัว เจอน้องที่ทำงาน
ธนาคาร เพิ่งเจอกันครั้งแรก แต่น้องก็คุยเรื่องราวนิสัยตัวเอง
กันเองกับเรา นี่อาจเพราะถูกชะตานั่นหล่ะ เราไม่ได้พูดอะไร
กับเขาหรอก แต่เขาคุยก่อน ด้วยนามสกุลที่เหมือนกันกับ
ครูของเขา และเห็นว่าตระกูลใหญ่ดัง อะไรทำนองนั้น
ส่วนเราก็พอรู้ว่า สกุลเขาอยู่ทุกที่ จะทำอะไรก็เกรงใจเหมือนกัน
แต่ก็ไม่รู้จักใคร เพราะพ่อเป็นนักเดินทาง ไม่ชอบเรียน ก็เลย
ไม่รับราชการ เหมือนที่หลาย ๆ คนทำงานอยู่
ถึงจะคุยกันถูกคอ เพียงเพิ่งเจอหน้ากัน แต่ก็ไม่ได้คิดว่า
อะไรมากมาย น้องก็ดูซื่อ ๆ ดี คนใจตรง ใจเต็มอะไรทำนองนั้น
....ที่บ้านโทรตาม พอดีกับเราทำธุระอยู่ คุยได้ไม่นาน
เรื่องของเรื่อง ก็หาเสียง ตอบเขาไปว่า " จัดพักพวกไปให้
แล้วไม่ต้องพูดอะไรมาก แค่นี้จบ "
ก็ประมาณว่า ไม่ต้องสาธยาย ใส่ใจใส่ไฟใครให้ฟังนั้นหล่ะ แต่เรา
ไม่พูดตรง ๆ ไอ่เพื่อนมันรู้ดี ว่านิสัยเป็นไง หากเราเลือกคือ
สนับสนุน หากเราไม่เอา เขาก็กลัวว่าคนอย่างเรา เวลาใครทำ
อะไรผิดทำให้เราเดือดร้อน คนรอบข้างเราเดือดร้อน เราไม่เคย
ปล่อยให้เลยไป เจอแน่ จอด แล้วจบ !
เช่นเดียวกับปัจจุบัน ถึงแม้ชีวิตจะไม่เลือกเดินทางสายการเมือง
ไม่ว่าเล็กหรือใหญ่ ก็เรียกการเมืองนั่นหล่ะ เพราะเราเลือก
" การเดินทาง ชีวิต จะขอไปเส้นทางที่เราเลือก อ้อ วันนี้ดีใจ
ที่สิ่งที่อยากพูด ได้พูด ได้ทำ ไม่ได้สนใจอะไร คิดอะไรก็ทำ
อยากบอกอะไรใครก็บอกหมดหล่ะ ถูกชะตา ก็รู้สึกดี แต่เมื่อ
วันหนึ่ง เราคงไม่ได้เจอกันรู้จักกันก็ตามเถอะ แต่วันนี้ รู้สึกสบาย
แล้วก็สบายใจดี ชีวิต แม้มีเพียงตัวหนังสือ ก็ไม่เคยทำให้ใคร
ผู้ใดเดือดร้อน ไม่ได้เป็นคนบาป เพราะเราเป็นคนดี แห่ะ !
มีซื้งแต่ทะเล้นไม่เลิก ก็มันเป็นนิสัย "
********************************
เอ้อ ! พักหลัง มองตัวเองเสมอ ๆ จนเห็นแล้วว่า
สบายใจกว่าเดิม เหมือน ๆ จะสบายใจไปซะทั้งวัน แทบทุกวัน
เดิน ๆ ไปยังร้องเพลงกับความเงียบได้อีก ฉุดคิดขึ้นมาได้ว่า
" เอ๋ เราร้องเพลงหรือ ปรกติไม่ได้อัตโนมัติเเบบนี้นะ เดิน ๆ
เงียบ ๆ มาข้างล่าง ฮัมเพลง ไอ่เรานะ ถ้าไม่แน่จริง ไม่มี
เสียงเพลงจะอยู่แค่ในใจ ถ้าออกมาหล่ะก็ แถมมาแบบนี้หล่ะก็
และมองหลาย ๆ เดือนมาล่ะ แล้วก็ย้อนไปหลาย ๆ ปีนั้นด้วย
ฉันผ่านเรื่องราว จนทำให้ใจสบาย เพราะรู้แล้วหล่ะ
ที่เป็นเบา ๆ สบายใจ ใจสบาย เพราะหลาย ๆ อย่าง
เริ่มจะได้กระจ่างหมดแล้วหล่ะ เปรย ๆ กับแม่เมื่อตอนต้นเดือน
ว่า " เรื่องส่วนตัวเรา อย่าคาดหวังอะไรนักนะแม่ คนเราเกิดมา
ไม่เหมือนกัน ทางเดินเราก็ต่างกัน แม่รู้มานานแล้ว ว่าเราต่าง
แม่เเละพี่ ๆ รู้เสมอว่าเราเป็นคนเงียบ ๆ พอได้เกริ่นบอกแม่แล้ว
และได้บอกน้องไปว่า ไม่แน่นะ อาจจะไปทางเลือกทางเดียว
หรือยังไง ก็ดูไป แต่หลัก ๆ เราอยากไปทางที่เราเลือก
บอกน้องว่าคุยกับแม่แล้วหล่ะ น้องก็รู้ด้วยว่าเราเป็นคนยังไง
ไม่ขัด และเวลาพูดเรื่องอะไร ก็เชื่อฟังกัน
การที่เชื่อฟังกัน ไม่ใช่ความเป็นพี่น้อง หรือโตกว่า แต่สิ่ง
ที่ทำให้เห็นนั้นหล่ะ จึงทำให้คนเชื่อมั่นเราได้ เมื่อวานก็ได้บอก
ได้สอนกัน ในเวลาที่เรายังสามารถ และสะดวก
" ใครทำไม่ดีอะไร ก็อย่าใส่ใจกับเรื่องราวที่เขาทำนัก คนเราอยู่
ด้วยกันไม่กี่มากน้อย ไอ่เรานั้นรู้ ก็ปล่อย ๆ คนไม่รู้ไป เราก็ยัง
พูดคุยช่วยเหลือกันได้ต่อไป อย่าไปถือเอาความกับเขานัก ก็เรา
หน่ะรู้มากกว่า มันจะได้สบายใจไง ....พูดเท่านี้หล่ะ แล้วเขาก็ฟัง
แล้วทุกอย่างก็จบ ไม่มีเรื่องกินใจกัน ปล่อยทางใครทางมัน เพียง
ความเข้าใจก็ไม่มีอะไรยืดยาวอีก ที่เหลือก็เป็นเรื่องของชีวิตใครที่จะ
เลือกดำเนิน รักดีเลือกเดินทางดี ..."
วะ วะ วะ จะเขียนร่ายยาวเเบบนี้แล้วนะ ได้เวลาแล้ว ! ตอนแรก
ไม่อยาก แต่มันเลี่ยงไม่ได้ " จริง ๆ ก็เป็นคนไม่พูดมาก เงียบ ๆ
อยู่บ้านก็เงียบ สงบ ไม่ค่อยพูดอยู่แล้ว แต่ถ้าเป็นเรื่องบรรยาย
เอาอยู่ค่ะ ! "
นั่งนึก ๆ หลายครั้งล่ะ เขียนเอ็กทีนไม่เสร็จ เพราะเรา
ไม่ได้ตั้งใจว่า จะเขียนอะไรเป็นเวลาตั้งแต่ต้น แต่ตามใจตัวเอง
เอาเวลาที่ใจอยากทำจริง ๆ นั้นหล่ะเป็นหลัก " ชอบนะ มีที่ให้ได้
เขียน มันอยู่ที่เราชอบ ได้เวลา ถึงเวลา ตามใจตัวเอง บ้าจริง
ไม่ได้คิดอะไร นอกจากมานั่งเขียน ตามที่ตัวเองมี เท่าที่ปัญญา
แม้เพียงน้อยนิด มันก็ดี ดีกว่าไปทำสิ่งไม่ดี "
สองวันมานี้ โวยพี่คนไกล เพราะคนฟังกับคนพูดสื่อสารกันไม่รู้
เรื่อง ใจเร็วไม่ทันฟังอะไร เออออตามน้ำ เพราะสติและการ
แยกประสาทต้องดีด้วย เเล้วทุกอย่างจะรับรู้ไวและไม่พลาด
" ไอ่เรานี่ ก็ใช่ย่อย คำใหนคำนั้น ก็ถามแบบนี้ก็แบบนี้ จะให้
คิดไงว่ะ เราก็คิดสิ ตัดพี่ตัดน้องเลยเชียว เพราะถือว่าซ้ำซาก
ปั่นหัวกันมาก ๆ ไม่ดีนะมนุษย์เรา โกหกกันบ่อย ๆ มันจะเบื่อ
แล้วเลิกคบกันไปเลย เพราะหาความจริงใจกันไม่ได้ ในโลกนี้
คนเยอะเเยะ "มี"เพื่อนคนเดียวดีกว่าเพื่อนเป็นร้อยเป็นพัน ไอ่เรา
ก็คิดอย่างนี้หล่ะ ขอแค่เพื่อนจริง ๆ ไม่กี่คน ก็ดีกว่าเพื่อนปั่นหัว
เล่น เหลียบหลัง กระโดดข้าง หรือเอาไว้ปืน น่านเลย ๆ เขียน
เป็นภาษาตัวเองเลย เรื่องของเรื่อง เวลาสบายใจนะ
ใจมันไม่มีอะไรแล้วนะ จะเขียนไปยังไง แนวใหน มันก็คือการ
เขียน มุมมองเท่านั้นหล่ะ " อ่านของลานเทวานะ จะรู้ได้ว่า
เขียนแนวใหน เรื่องอะไร ส่วนจิ๋วมากที่จะออกมาจากอารมณ์
(น่าน ! อีกแล้วเรา แห่ะ ๆ ไม่บาปนะหลวงพี่ ) คือคนที่อยู่
เหนืออารมณ์แล้ว จะเขียนแรง โหด ฮา อะไร ก็ตาม
แต่รู้ว่า " นิ่ง " พระท่านนิ่งมาก (เอ้า ไหงมาเขียนเรื่องพระหล่ะ
เนี่ย คือแบบว่า ท่านอยู่เอกทีนหล่ะน่ะ ก็เขียนได้ ช่างบังอาจ
นะเรา ถือว่านรินเรียนรู้จากท่าน)
พอดีมีเพื่อนสมัยเรียน หลาย ๆ ที่ บางทีก็เป็นพระ เคย
ลงที่มสธ. ก็เจอคนหลากหลาย สายงาน ที่รามก็แตกต่าง ที่
เคยทำงานก็อีกมาก มันก็เลยเป็นคนได้มีมุมให้มองเยอะ ๆ ได้
รู้จากท่าน เร็วดี เพราะเก็บมาก็เยอะ ล้นหัวก็มาก(ปัญญาน้อยรับ
ไม่ทัน) เพราะไม่รู้ รู้น้อยนี่หล่ะ เลยต้องอยากรู้
*************************
..... " เก็บกระสอบไว้ เก็บมาร มารในใจที่อาจเกิด
จากแรงเหนี่ยว แรงกระตุ้น หากผ่านไปได้หนึ่ง ก็ต้อง
เจออีกหลายตัว ต้องผ่านมันไปให้ได้ เหมือนดั่งที่เคยผ่านมา
ได้ เป็นธรรมดานั่นหล่ะ เช่นเดียวกัน ถ้ายับยั้งอคติในใจ
ได้ ลดธิฐิในใจลง ทุกสิ่งก็จะเกิดแต่แง่บวก อันใหนที่มัน
ติดเป็นนิสัย ไม่ว่าจะจากหน้าที่การงาน ส่วนลึก ๆ หรือ
ความเคยชินจนในการทำอะไรทางลบจนติดเป็นนิสัยแล้ว
มันก็ต้องนิ่งมองหล่ะ แก้ไขกันหล่ะ ถ้าไม่แก้ มันก็จะติด
หนืบ จนแสดงออกให้ได้เห็น เห็นไว "
(อันนี้นึกได้ รีบจดไว้ก่อน เดี๋ยวขี้เกียจ แล้วไม่เขียน แล้วก็
ลืมไปเลย แล้วเราจะเอาอะไรมาอ่านหล่ะทีนี้ ว่าที่ผ่านมา
เราได้คิด ได้เขียน ได้ทำอะไรแล้วบ้าง ....อ่ะ นึกออกล่ะ
ต่อไปจะฝึกเขียนพร่ามตามเรื่อง เบื่อเขียนเมื่อไหร่ ก็ไม่เขียน
ว่ะ ! หรือจะหนักกว่าเก่าไม่รู้ )
*****************
**********************
****************************
อร้ายยย ! ดึกล่ะ ได้เวลานอนหรือยัง ไว้ค่อยพร่ามใหม่
แห่ะ ๆ ได้เรื่องหล่ะ ได้เขียนแล้ว ได้ฝึกเขียนเเบบยาว ๆ แล้ว
" ก่อนนอน ชอบประโยคหนึ่ง ประมาณว่า
... " ไม่เคยมีผู้ใด ตัดสายน้ำให้ขาดจากกันได้ ... " ....นอนได้หล่ะนะ
*************************
ความคิดเห็น