nrintip(Whitepingeon)
ดู Blog ทั้งหมด

Diary of love 045(Whitepingeon)

เขียนโดย nrintip(Whitepingeon)













           ก่อนเขียนเรื่องของตัวเอง    ไดอารี่หน้านี้    เกริ่นอะไรเล็ก ๆ

" คนบาป "...ทำทุกอย่าง  โดยเจตนา  หรือไม่  ก็เป็นบาป 

อยู่ที่จิตใจ   คิดทำอย่างใหน  เพียงใดนั้น

ผลที่ตามมา  ก็อย่างที่กระทำ   ... มันช่างเหนื่อยใจ  หากเรานั้น  ไป

เป็นสะพานโดยอ้อม  ให้เขาได้กระทำ   สิ่งที่ได้กระทำนั้น  ไม่ว่าเพื่อ

หวังผลใด    ก็เป็นบาปอยู่ดี 


บางครั้ง ก็เหนื่อยใจอยู่นะ   เพราะความสงสาร  เห็นใจ  แต่บางที 

ก็คิดว่า   " มันก็เป็นเช่นนั้นเอง "    แต่ผลนั้นหนา  มันเร็วโดยแท้  

" บางที มานั่งคิดทำไม  ห่วงทำไม  เขาทำอะไรช่างเขา  ย่อมเป็น

เช่นนั้น   แต่อีกใจหนึ่ง  ก็คิดเวทนา   ว่าทำไปเพื่ออะไร   บางทีก็

มานั่งคิด  เออ นะ  " เขา กำลังเรียนรู้   แต่ก็คิดอีกว่า   เรียนรู้อะไร  

ทำไมคนที่รู้บาป บุญ คุณ โทษ  บางคนเขายังรู้  ว่าอันใหนควรอย่าง

ไร       ...  สุดท้าย  เราก็ได้เรียนรู้  ได้มอง  ได้เห็น  ( แต่ก็ได้เมตตา

ให้เขา  )    และได้เห็นอยู่บ่อย ๆ  ว่า  ศักยภาพของการเรียนรู้ รับรู้ 

จนเข้าใจแจ่มแจ้งแล้ว  นั้นย่อมต่างกัน(ตรงนี้เข้าใจอยู่นะเรา  แต่ก็

มีตัวอย่างให้ได้เห็น    ก็ดี)     เออนะ  ก็ดีเหมือนกัน  ได้เเยก มอง

เป็นกลุ่ม ๆ   สนุกคลึกคลื้น  จะได้นำมาเขียนไว้ในอนาคต    

แต่ ณ ปัจจุบัน  อยากเขียนเรื่องของตัวเอง  มองตัวเองซึ่งไม่เคยละ

ไม่ยุ่งเรื่องคนอื่น  เพราะมันทำให้เราเสียเวลาดีดี   ที่ได้เจอสิ่งดีดี 

ที่น่าสรรเสริญยิ่ง   "





นี่ถ้ามัวไปเพลินกับอะไรแบบนี้     แล้วเผลอไปมองมัน   เเล้วจิตตก

เลยนะเรา   ทีนี้หล่ะก็    ถอยหลัง   " เมื่อสติ  อยู่ตลอดอยู่แล้ว  

เมื่อเมตตาสัตว์โลก   เพื่อนร่วมโลก  จึงได้คิดเพิ่มว่า  วาง จ่ะ   วาง  

อันใหนพอบอกได้   ก็เกริ่นไป    อันใหนปล่อยมันตามกรรมล่ะกัน 

ถือซะว่า    เขาเลือกแล้ว    ก็ตามนั้น   แล้วก็วางอาวรณ์    

วางห่วง    เหลือเมตตา   เพราะทำได้เท่านี้    มากกว่านี้หากมีทาง

ก็คงทำแล้วหล่ะ      เอาหล่ะ   พอ   เขียนเรื่องต่อไปจ่ะ  "

(น่าหน่ายนัก  คน คน แล้วก็คน   คนจนมั่ว   ผู้ใหญ่นี่นะ  ทำตัวให้สมกับเป็นคนหน้าใหว้หน้ากราบ  เราจะใหว้จะกราบเลย    ไอ่เรานี่ก็เหลือเกิน  ไม่อยากยุ่งกับใครเลย   มันเหนื่อย มันเบื่อ  แล้วมันก็ไม่สร้างสรรค์    .... อ่ะ  บ่นเป็นยายจบล่ะ   เขียนเรื่องของเรา  ตามประสาต่อ   )


 
*****************************








           แหม  ว่าจะไม่เขียนแบบนี้นะ   ขี้เกียจ   ต่อไปจะเขียนหล่ะนะ

วันนิดละหน่อย    เมื่อวานนั่งรถเมล์เล่น   เย็นสบายใจจัง   แปลกมาก

อากาศเปลี่ยน    สังคมเปลี่ยน  หลังน้ำท่วม   ชีวิตในเมืองกรุง

ช่างเงียบเหงานัก   ปลิดปลิวเคล้งคว้างดั่งเพลง    

แต่เราอารมณ์ไม่ตามสภาพแวดล้อม     เราเปลี่ยนไปแล้ว   มองมัน

ก็มองไป   เมื่อเข้าใจ    ก็สบาย  ๆ  ใจมันสบาย  ๆ   ในแต่ละวัน  

ตอนนี้ทำอะไรก็คล่องไปหมดเลย    ผ่านตลอด





นี่ก็เพราะเราใจสบาย  ใจเบา ๆ  ใจไม่ขุ่นมัว     เจอน้องที่ทำงาน

ธนาคาร   เพิ่งเจอกันครั้งแรก    แต่น้องก็คุยเรื่องราวนิสัยตัวเอง 

กันเองกับเรา    นี่อาจเพราะถูกชะตานั่นหล่ะ    เราไม่ได้พูดอะไร

กับเขาหรอก    แต่เขาคุยก่อน   ด้วยนามสกุลที่เหมือนกันกับ

ครูของเขา   และเห็นว่าตระกูลใหญ่ดัง  อะไรทำนองนั้น 


ส่วนเราก็พอรู้ว่า    สกุลเขาอยู่ทุกที่   จะทำอะไรก็เกรงใจเหมือนกัน

แต่ก็ไม่รู้จักใคร     เพราะพ่อเป็นนักเดินทาง   ไม่ชอบเรียน   ก็เลย

ไม่รับราชการ     เหมือนที่หลาย  ๆ   คนทำงานอยู่



          ถึงจะคุยกันถูกคอ   เพียงเพิ่งเจอหน้ากัน    แต่ก็ไม่ได้คิดว่า

อะไรมากมาย   น้องก็ดูซื่อ ๆ  ดี   คนใจตรง  ใจเต็มอะไรทำนองนั้น







          ....ที่บ้านโทรตาม   พอดีกับเราทำธุระอยู่  คุยได้ไม่นาน

เรื่องของเรื่อง   ก็หาเสียง  ตอบเขาไปว่า  "  จัดพักพวกไปให้

แล้วไม่ต้องพูดอะไรมาก  แค่นี้จบ "

ก็ประมาณว่า  ไม่ต้องสาธยาย  ใส่ใจใส่ไฟใครให้ฟังนั้นหล่ะ  แต่เรา

ไม่พูดตรง  ๆ  ไอ่เพื่อนมันรู้ดี   ว่านิสัยเป็นไง    หากเราเลือกคือ

สนับสนุน   หากเราไม่เอา   เขาก็กลัวว่าคนอย่างเรา   เวลาใครทำ

อะไรผิดทำให้เราเดือดร้อน  คนรอบข้างเราเดือดร้อน   เราไม่เคย

ปล่อยให้เลยไป    เจอแน่  จอด  แล้วจบ !


เช่นเดียวกับปัจจุบัน   ถึงแม้ชีวิตจะไม่เลือกเดินทางสายการเมือง

ไม่ว่าเล็กหรือใหญ่    ก็เรียกการเมืองนั่นหล่ะ     เพราะเราเลือก

"  การเดินทาง  ชีวิต  จะขอไปเส้นทางที่เราเลือก    อ้อ วันนี้ดีใจ

ที่สิ่งที่อยากพูด  ได้พูด  ได้ทำ   ไม่ได้สนใจอะไร     คิดอะไรก็ทำ

อยากบอกอะไรใครก็บอกหมดหล่ะ    ถูกชะตา   ก็รู้สึกดี   แต่เมื่อ

วันหนึ่ง   เราคงไม่ได้เจอกันรู้จักกันก็ตามเถอะ   แต่วันนี้  รู้สึกสบาย

แล้วก็สบายใจดี    ชีวิต  แม้มีเพียงตัวหนังสือ   ก็ไม่เคยทำให้ใคร

ผู้ใดเดือดร้อน     ไม่ได้เป็นคนบาป    เพราะเราเป็นคนดี  แห่ะ ! 

มีซื้งแต่ทะเล้นไม่เลิก  ก็มันเป็นนิสัย  "




 
********************************




          เอ้อ !  พักหลัง  มองตัวเองเสมอ  ๆ  จนเห็นแล้วว่า

สบายใจกว่าเดิม   เหมือน ๆ  จะสบายใจไปซะทั้งวัน  แทบทุกวัน

เดิน  ๆ  ไปยังร้องเพลงกับความเงียบได้อีก    ฉุดคิดขึ้นมาได้ว่า

" เอ๋  เราร้องเพลงหรือ    ปรกติไม่ได้อัตโนมัติเเบบนี้นะ   เดิน  ๆ

เงียบ  ๆ  มาข้างล่าง   ฮัมเพลง   ไอ่เรานะ    ถ้าไม่แน่จริง  ไม่มี

เสียงเพลงจะอยู่แค่ในใจ    ถ้าออกมาหล่ะก็  แถมมาแบบนี้หล่ะก็

และมองหลาย ๆ  เดือนมาล่ะ   แล้วก็ย้อนไปหลาย ๆ  ปีนั้นด้วย 

ฉันผ่านเรื่องราว    จนทำให้ใจสบาย     เพราะรู้แล้วหล่ะ  







          ที่เป็นเบา ๆ  สบายใจ  ใจสบาย  เพราะหลาย ๆ  อย่าง

เริ่มจะได้กระจ่างหมดแล้วหล่ะ    เปรย ๆ กับแม่เมื่อตอนต้นเดือน

ว่า  "  เรื่องส่วนตัวเรา   อย่าคาดหวังอะไรนักนะแม่  คนเราเกิดมา

ไม่เหมือนกัน  ทางเดินเราก็ต่างกัน    แม่รู้มานานแล้ว   ว่าเราต่าง

แม่เเละพี่  ๆ  รู้เสมอว่าเราเป็นคนเงียบ  ๆ    พอได้เกริ่นบอกแม่แล้ว

และได้บอกน้องไปว่า    ไม่แน่นะ  อาจจะไปทางเลือกทางเดียว  

หรือยังไง   ก็ดูไป   แต่หลัก   ๆ  เราอยากไปทางที่เราเลือก   

บอกน้องว่าคุยกับแม่แล้วหล่ะ     น้องก็รู้ด้วยว่าเราเป็นคนยังไง

ไม่ขัด   และเวลาพูดเรื่องอะไร  ก็เชื่อฟังกัน   



การที่เชื่อฟังกัน    ไม่ใช่ความเป็นพี่น้อง   หรือโตกว่า    แต่สิ่ง

ที่ทำให้เห็นนั้นหล่ะ   จึงทำให้คนเชื่อมั่นเราได้
    เมื่อวานก็ได้บอก

ได้สอนกัน   ในเวลาที่เรายังสามารถ    และสะดวก 


"  ใครทำไม่ดีอะไร    ก็อย่าใส่ใจกับเรื่องราวที่เขาทำนัก   คนเราอยู่

ด้วยกันไม่กี่มากน้อย    ไอ่เรานั้นรู้   ก็ปล่อย  ๆ คนไม่รู้ไป   เราก็ยัง

พูดคุยช่วยเหลือกันได้ต่อไป    อย่าไปถือเอาความกับเขานัก   ก็เรา

หน่ะรู้มากกว่า   มันจะได้สบายใจไง    ....พูดเท่านี้หล่ะ  แล้วเขาก็ฟัง

แล้วทุกอย่างก็จบ   ไม่มีเรื่องกินใจกัน   ปล่อยทางใครทางมัน  เพียง

ความเข้าใจก็ไม่มีอะไรยืดยาวอีก   ที่เหลือก็เป็นเรื่องของชีวิตใครที่จะ

เลือกดำเนิน   รักดีเลือกเดินทางดี   ..."




วะ วะ วะ   จะเขียนร่ายยาวเเบบนี้แล้วนะ    ได้เวลาแล้ว !   ตอนแรก

ไม่อยาก   แต่มันเลี่ยงไม่ได้    "  จริง ๆ  ก็เป็นคนไม่พูดมาก  เงียบ ๆ

อยู่บ้านก็เงียบ สงบ   ไม่ค่อยพูดอยู่แล้ว   แต่ถ้าเป็นเรื่องบรรยาย 

เอาอยู่ค่ะ !      "   




          นั่งนึก  ๆ หลายครั้งล่ะ   เขียนเอ็กทีนไม่เสร็จ  เพราะเรา

ไม่ได้ตั้งใจว่า   จะเขียนอะไรเป็นเวลาตั้งแต่ต้น    แต่ตามใจตัวเอง

เอาเวลาที่ใจอยากทำจริง  ๆ  นั้นหล่ะเป็นหลัก   " ชอบนะ มีที่ให้ได้

เขียน   มันอยู่ที่เราชอบ  ได้เวลา  ถึงเวลา  ตามใจตัวเอง   บ้าจริง

ไม่ได้คิดอะไร  นอกจากมานั่งเขียน   ตามที่ตัวเองมี    เท่าที่ปัญญา

แม้เพียงน้อยนิด    มันก็ดี   ดีกว่าไปทำสิ่งไม่ดี    "





สองวันมานี้   โวยพี่คนไกล   เพราะคนฟังกับคนพูดสื่อสารกันไม่รู้

เรื่อง    ใจเร็วไม่ทันฟังอะไร   เออออตามน้ำ    เพราะสติและการ

แยกประสาทต้องดีด้วย   เเล้วทุกอย่างจะรับรู้ไวและไม่พลาด

"  ไอ่เรานี่   ก็ใช่ย่อย  คำใหนคำนั้น   ก็ถามแบบนี้ก็แบบนี้  จะให้

คิดไงว่ะ   เราก็คิดสิ   ตัดพี่ตัดน้องเลยเชียว   เพราะถือว่าซ้ำซาก

ปั่นหัวกันมาก ๆ  ไม่ดีนะมนุษย์เรา   โกหกกันบ่อย  ๆ  มันจะเบื่อ

แล้วเลิกคบกันไปเลย     เพราะหาความจริงใจกันไม่ได้   ในโลกนี้

คนเยอะเเยะ   "มี"เพื่อนคนเดียวดีกว่าเพื่อนเป็นร้อยเป็นพัน    ไอ่เรา

ก็คิดอย่างนี้หล่ะ    ขอแค่เพื่อนจริง  ๆ ไม่กี่คน   ก็ดีกว่าเพื่อนปั่นหัว

เล่น  เหลียบหลัง  กระโดดข้าง  หรือเอาไว้ปืน   น่านเลย ๆ  เขียน

เป็นภาษาตัวเองเลย    เรื่องของเรื่อง  เวลาสบายใจนะ   



ใจมันไม่มีอะไรแล้วนะ   จะเขียนไปยังไง  แนวใหน   มันก็คือการ

เขียน  มุมมองเท่านั้นหล่ะ    "  อ่านของลานเทวานะ   จะรู้ได้ว่า

เขียนแนวใหน  เรื่องอะไร  ส่วนจิ๋วมากที่จะออกมาจากอารมณ์

(น่าน ! อีกแล้วเรา  แห่ะ  ๆ  ไม่บาปนะหลวงพี่ )    คือคนที่อยู่

เหนืออารมณ์แล้ว  จะเขียนแรง  โหด  ฮา  อะไร   ก็ตาม 

แต่รู้ว่า " นิ่ง "    พระท่านนิ่งมาก  (เอ้า  ไหงมาเขียนเรื่องพระหล่ะ

เนี่ย   คือแบบว่า ท่านอยู่เอกทีนหล่ะน่ะ   ก็เขียนได้   ช่างบังอาจ

นะเรา   ถือว่านรินเรียนรู้จากท่าน)




     พอดีมีเพื่อนสมัยเรียน  หลาย ๆ  ที่   บางทีก็เป็นพระ  เคย

ลงที่มสธ. ก็เจอคนหลากหลาย   สายงาน   ที่รามก็แตกต่าง  ที่

เคยทำงานก็อีกมาก   มันก็เลยเป็นคนได้มีมุมให้มองเยอะ ๆ   ได้

รู้จากท่าน   เร็วดี   เพราะเก็บมาก็เยอะ   ล้นหัวก็มาก(ปัญญาน้อยรับ

ไม่ทัน)  เพราะไม่รู้ รู้น้อยนี่หล่ะ   เลยต้องอยากรู้    






 
*************************



          ..... "  เก็บกระสอบไว้  เก็บมาร  มารในใจที่อาจเกิด

จากแรงเหนี่ยว      แรงกระตุ้น    หากผ่านไปได้หนึ่ง  ก็ต้อง

เจออีกหลายตัว  ต้องผ่านมันไปให้ได้  เหมือนดั่งที่เคยผ่านมา

ได้    เป็นธรรมดานั่นหล่ะ   เช่นเดียวกัน  ถ้ายับยั้งอคติในใจ

ได้  ลดธิฐิในใจลง   ทุกสิ่งก็จะเกิดแต่แง่บวก   อันใหนที่มัน

ติดเป็นนิสัย  ไม่ว่าจะจากหน้าที่การงาน   ส่วนลึก  ๆ  หรือ

ความเคยชินจนในการทำอะไรทางลบจนติดเป็นนิสัยแล้ว

มันก็ต้องนิ่งมองหล่ะ  แก้ไขกันหล่ะ   ถ้าไม่แก้ มันก็จะติด

หนืบ   จนแสดงออกให้ได้เห็น   เห็นไว   "


(อันนี้นึกได้  รีบจดไว้ก่อน  เดี๋ยวขี้เกียจ  แล้วไม่เขียน  แล้วก็

ลืมไปเลย   แล้วเราจะเอาอะไรมาอ่านหล่ะทีนี้  ว่าที่ผ่านมา

เราได้คิด  ได้เขียน  ได้ทำอะไรแล้วบ้าง    ....อ่ะ  นึกออกล่ะ 

ต่อไปจะฝึกเขียนพร่ามตามเรื่อง  เบื่อเขียนเมื่อไหร่  ก็ไม่เขียน

ว่ะ !  หรือจะหนักกว่าเก่าไม่รู้   )





*****************
**********************
****************************



     อร้ายยย !  ดึกล่ะ   ได้เวลานอนหรือยัง   ไว้ค่อยพร่ามใหม่

แห่ะ ๆ  ได้เรื่องหล่ะ   ได้เขียนแล้ว  ได้ฝึกเขียนเเบบยาว  ๆ แล้ว

"  ก่อนนอน  ชอบประโยคหนึ่ง   ประมาณว่า

...
" ไม่เคยมีผู้ใด  ตัดสายน้ำให้ขาดจากกันได้ ... " ....นอนได้หล่ะนะ




*************************

         











 

ความคิดเห็น

ยังไม่มีความคิดเห็น