THE GALAXIA

ตอนที่ 39 : Beware of Squardog

  • เนื้อหานิยายตอนนี้เปิดให้อ่าน
  • View : 746
    จำนวนคนให้กำลังใจ : 8 ครั้ง
    21 พ.ค. 59




 

 

ผมกับทเวนออกเดินทางไปยังจุดพบแร่ที่เราตกลงกันไว้  ดูเหมือนจะมีนักสำรวจหน้าใหม่หลายคยที่เล็งสถานที่นี้ไว้เหมือนกัน เพราะระหว่างทางจะเห็นพวกเขากำลังสู้อยู่กับมอนสเตอร์ ที่ออกมาขวางทางอยู่ตลอด หลายคนมากันเป็นกลุ่มใหญ่ นั่นอาจเพราะพวกเขาคงมีประสบการณ์ไปเจอรังมอนสเตอร์แบบทเวนมาแล้วแน่ๆ

 

“โชคดีจังนะที่บริเวณใกล้ๆเมืองแบบนี้มีแต่มอนสเตอร์คลาสอี  มันดูค่อยเป็นค่อยไปดีนะ”

 

“อะไรของนายน่ะเซวิล มอนสเตอร์คลาสดีให้เงินน้อยจะตาย ไม่เห็นจะดีตรงไหน?”

 

“ได้น้อยก็ยังดีกว่าไม่ได้เลยนี่นา นายก็เห็นว่ามอนสเตอร์คลาสซีน่ะโหดแค่ไหน ขนาดเราสองคนช่วยกันสู้ยังเอาตัวแทบไม่รอด”

ผมบอก นึกไปถึงตอนที่เราช่วยกันจัดการไฮ-ไวเดอร์ในป่าสนวินเทล่า ถึงเราจะรอดมาได้ แต่ทำเอาสะบักสะบอมกันไปทั้งคู่

 

“มันก็จริงนะ แต่ว่ามีคนมาที่นี่เยอะจัง แบบนี้แร่จะหมดก่อนเราไปถึงไหมเนี่ย!

 

“นั่นสิ งั้นเรารีบไปกันดีกว่า”

ผมกับทเวนรีบเดินทางโดยไม่สนใจจะสู้กับมอนสเตอร์เท่าไร เพื่อหวังว่าจะไปให้ถึงจุดพบแร่ได้เร็วกว่าคนอื่นๆ ทเวนดูแข็งแรงว่องไว ราวกับคนที่ถูกฝึกมาจริงๆ ยิ่งผมที่ได้ผ่านการฝึกฝนกับทาราลันมาจึงเข้าใจ  ทุกท่วงท่าการเคลื่อนไหว ปฏิกิริยาตอบโต้ ดูยังไงก็เหมือนคนที่ได้รับการฝึกฝนมาอย่างดี

 

“ดูนี่สิ มีของแบบนี้อยู่ด้วยแฮะ”

ทเวนหยุดอยู่หน้าป้ายสีเหลืองอันใหญ่ มีข้อความเขียนไว้ให้ระวังสแควร์ด๊อก เรายืนมองมันด้วยความมึนงง เพราะไม่เข้าใจว่าสแควร์ด๊อกคืออะไร แต่แล้วก็มีเสียงคล้ายสุนัขเห่าดังแว่วมา และเสียงของการต่อสู้

 

ด้านหลังป้ายนั้นเป็นลานหินสูงต่ำ เต็มไปด้วยหินกรวดก้อนเล็กหยาบ ไปถึงก้อนใหญ่เท่าตัวคนอยู่มากมาย ในลานหินนั้นมีกลุ่มนักสำรวจอยู่ประปราย และพวกเขาก็กำลังสู้อยู่กับตัวอะไรบางอย่าง มันดูคล้ายกล่องสี่เหลี่ยมขนปุย หูยาวสองข้างตกลู่ลงข้างตัว ข้าสั้นๆสี่ขาไม่มีหาง ขนาดราวๆสองฟุตเห็นจะได้

 

“ตัวอะไรฟระ!

ทเวนอุทาน มองดูเจ้าตัวสี่เหลี่ยมที่กำลังเห่าด้วยใบหน้ามึนงง เห็นตัวแค่นั้นแต่มันดุเอาเรื่องเลยจริงๆ

 

“อย่าบอกนะว่าเจ้าตัวนั้นคือสแควร์ด๊อก”

 

“ลักษณะได้ขนาดนี้ก็คงจะใช่แหละ”

เราหัวเราะออกมาพร้อมกันกับคำพูดนี้ ยังไงทางนี้ก็เป็นทางที่เราต้องผ่าน อาจจะได้เจอจังสักสองสามตัว ต่ดูจากการที่มันต่อสู้กับนักสำรวจหน้าใหม่คนอื่นๆแล้ว ท่าทางจะโหดเอาเรื่อง ดาเมจก็รุนแรงใช้ได้  พวกที่ไม่ค่อยได้สู้กับมอนสเตอร์เพื่อเสริมสร้างทักษะให้ตัวเองละก็ คงผ่านเจ้าตัวนี้ไปได้ยากสักหน่อยล่ะ แถมท่าทางลานหินกว้างนี้จะกินพื้นที่อยู่หลายตารางกิโลเมตร กว่าจะไปถุงจุดพบแร่ คงต้องสู้กับสแควร์ด๊อกไปหลายตัวแน่

 

“ไปเถอะ ขนาดรีบเดินทางยังมีคนมาถึงตรงนี้กันตั้งเยอะแล้ว”

 

“ก็นะ คนอื่นๆน่ะคงรับมิชชั่นนี้มาตั้งหลายวันแล้วมั้ง มีแต่ผมที่มัวโอ้เอ้ชมวิว กับนายที่มัวแต่หลีสาวนั่นแหละ ถึงได้ไม่ทันคนอื่นเขาสักที”

 

“โห ปากหรือเนี่ยเซวิล จิกกัดอย่างกับผู้หญิง!

 

“ฮ่าๆๆๆ ก็ผู้หญิงเป็นคนเลี้ยงดูผมมานี่นา ว่าแต่เจ้านี่มันคลาสดีเชียวนะ”

ผมอ่านรายละเอียดจากคอมเจ็น แต่คะแนนการสังหารไม่สูงเท่าไร เทียบกับมอนสเตอร์อื่นๆที่ผมเคยสังหารตอนอยู่กับทาราลันไม่ติดฝุ่น

 

“เฮอะ กระจอกน่า เทียบกับไฮ-ไวด์เดอร์ที่เราเคยโค่นไม่ได้หรอก ลุยกันเลย!

ผมกับทเวนเดินทางเข้าไปในลานหินกรวดนั้น สู้กับสแควร์ด๊อกทุกตัวที่เข้ามาหาเรื่อง เรียกได้ว่าแทบจะแข่งกันด้วยซ้ำ มันทำให้การเดินทางสนุกมากทีเดียว

 

การตีฝ่าของเรา สร้างเส้นทางที่ปลอดภัยให้กับนักสำรวจหน้าใหม่คนอื่นโดยบังเอิญ พวกเขาตามรอยผมกับทเวนมา ทำราวกับว่าเราเป็นกองหน้าบุกทะลวงให้ ในที่สุดผมกับทเวน กับคนอื่นๆที่ตามมา ก็มาถึงจุดพบแร่จนได้

 

“ที่นี่อ่ะนะ”

ผมหันไปถามทเวนอย่างไม่แน่ใจนัก เพราะดูเหมือนว่าพื้นที่บริเวณนั้นจะเป็นหลุมลึกลงไปจากพื้นสี่ถึงห้าเมตร กว้างอีกราวเท่าตัวของความลึกได้

 

“น่าจะใช่นะ ตามแผนที่ที่ได้มามันก็ตรงนี้แหละไม่ผิดแน่”

ทเวนตอบ พลางเปิดแผนที่ในคอมเจ็นดูอีกครั้งเพื่อความแน่ใจ

 

“ดูแปลกๆดีนะ แต่ลองลงไปดูกันเถอะ”

ผมชวน ทเวนรับคำ เราสองคนจึงสไลด์ลงไปในหลุมอย่างช้าๆ ตอนแรกๆคนอื่นๆที่ตามมามีท่าทางหวาดระแวง ไม่มีใครยอมตามเราลงมาสักคนเดียว แต่พอผมหยิบหินก้อนหนึ่งขึ้นมาตรวจสอบดูเท่านั้น พวกเขาก็เริ่มขยับตามลงมากันอย่างรวดเร็ว

 

“นี่เหรอเหล็กโวมิท (Vomit Steel)”

ผลการตรวจสอบ พบว่ามันคือหนึ่งในแร่ที่มิชชั่นครั้งนี้ต้องการ ผมจึงเก็บมันขึ้นมา แล้วปีนขึ้นมาจากหลุมพร้อมๆกับทเวน

 

“ชื่อแปลกดีนะ โวมิท โวมิทที่แปลว่าอาเจียนหรือสำรอกนั่นน่ะนะ”

ผมหันไปพูดกับทเวนขณะพิจารณาดูก้อนแร่ในมือ มันมีสีออกขาวอมแดง เป็นประกายราวกับมุก รูปร่างก็ดูประหลาดคล้ายหินหลอมละลาย มากกว่าจะเป็นแร่ธาตุที่เกิดจากการสะสมกันอยู่ในชั้นดินเป็นเวลานาน

 

“อาเจียนเหรอ ฮ่าๆๆๆ แล้วมันอาเจียนของตัวอะไรกันล่ะ?”

ดูเหมือนคำตอบของคำถามนั้นจะมาอย่างรวดเร็ว เพราะทันทีที่ทเวนถามจบ ก็เกิดเสียงดังราวกับแผ่นดินเคลื่อน จากนั้นก็มีเสียงกรีดร้องด้วยความตื่นตกใจของเหล่านักสำรวจหน้าใหม่ ที่พากันลงไปเก็บแร่ในหลุมกรวดนั่น

 

“นั่นมันตัวอะไรกันน่ะ!!

 

cavity insect คลาสซีคะแนนการสังหาร 950 แต้ม”

เจ้าสิ่งที่ดูเหมือนตะขาบยักษ์นั่นคือ cavity insect มันชูส่วนหัวหรืออาจจะรวมถึงท่อนบนของร่างกายขึ้นมาเหนือปากหลุม  เหล่านักสำรวจหน้าใหม่ต่างตะเกียกตะกายปีนขึ้นจากหลุมเพื่อเอาตัวรอด ในขณะที่ cavity insect พ่นของเหลวบางอย่างออกมาจากปากของมัน

 

คนที่โดนของเหลวนั้นต่างกรีดร้องด้วยความเจ็บปวด เสื้อผ้า และผิวหนังที่ไร้การป้องกันกำลังละลายราวกับถูกราดด้วยน้ำกรด

 

“ไม่...นะ”

 

“ก้อนแร่นี่คือสิ่งที่เหลือจากการหลอมละลายอย่างนั้นเหรอ...”

 

“แบบนี้มันเลวร้ายกว่าที่อื่นที่ไปมาเลยนะเนี่ย!

 

“ทเวนอย่างมัวแต่อึ้ง เราต้องรีบช่วยพวกเขานะ!

ผมร้องเรียกทเวน ที่ดูเหมือนจะตกตะลึงกับขนาดตัวของ cavity insect และสาวรพิษหลอมละลายที่มันพ่นออกมา เขารีบวิ่งมาทางผม และพยายามช่วยคนที่อยู่ใกล้ปากหลุมให้ขึ้นมา ส่วนคนที่อยู่บริเวณใจกลางหลุม พวกนั้นแทบจะเรียกได้ว่าหมดสิทธิ์รอด เพราะก้อนกรวดด้านบนลื่นไหลลงไปเรื่อยๆ  ต่อให้พวกเขาพยายามตะกายขึ้นมามากเท่าไร ก็เหมือนกับพยายามฝังตัวเองไปเท่านั้น

 

หลายคนที่ถูกช่วยขึ้นมาต่างวิ่งหนีไปด้วยความหวาดกลัว พวกเขามีส่วนใหญ่มีแผลเหวอะหวะ จากสารพิษกัดกร่อนที่ cavity insectพ่นออกมา แต่ก็มีไม่น้อยที่พยายามสู้ โดยการกราดยิงใส่ cavity insect เล็งส่วนหัวและปาก เพื่อให้มันหยุดพ่นสารพิษออกมา

 

เมื่อปากของ cavity insectเป็นแผล สารพิษจากปากของมันก็รั่วหยดลงบริเวณใกล้ๆตัว โดนนักสำรวจหน้าใหม่หลายคนที่พยายามตะเกียกตะกายเอาตัวรอด บางคนโดนหยดเดียวก็ตาคาที่เลย บางคนก็โดนแค่เฉียดๆ แต่ก็สร้างแผลเหวอะหวะขนาดใหญ่เอาไว้ และตายลงจากการทนพิษบาดแผลไม่ไหว

 

“พวกนั้นไม่สนใจคนข้างล่างเลยแฮะ”

ผมพูดด้วยความรู้สึกไม่พอใจนัก

 

“ยังไงพวกข้างล่างนั่นก็ตายแน่ ไม่มีทางปีนหนีขึ้นมาโดยไม่ได้รับบาดเจ็บหรอก และพวกที่ได้แผลใหญ่ขนาดนั้นก็จะขาดใจตายไปในไม่กี่นาทีด้วย”

 

“ผมรู้น่า แต่การกระทำแบบนั้นมันดูไม่มีมนุษยธรรมจริงๆ”

 

“ก็จริงนะ แต่มันก็ไม่มีทางเลือกมานักหรอก ทุกคนต่างต้องเอาตัวรอดกันทั้งนั้นแหละ”

 

“งั้นผมจะช่วยเท่าที่ช่วยได้ จากนั้นเราก็ไปจุดหมายอื่นกันเลย”

ทเวนพยักหน้า เราจึงพยายามช่วยคนที่พอจะช่วยได้ จนแน่ใจแล้วว่าทุกคนที่มีโอกาสรอดได้รับความช่วยเหลือแล้ว ผมกับทเวนก็จากไปทันที โดยไม่ได้ช่วยพวกที่เหลือสู้กับ cavity insectเลย

 

“นี่เซวิล นายยังคิดมากเรื่องเมื่อกี้อยู้เหรอ?”

ทเวนถามขึ้น ท่าทางเขาดูอึดอัดใจน่าดู ที่ผมเดินเงียบๆมาตลอดทาง

 

“ก็ นิดหน่อยนะ จริงๆแล้วเราไม่มีวันรู้หรกว่าใครสมควรอยู่หรือใครสมควรตาย การไปตัดสินชีวิตพวกเขาแบบนั้นมันโหดร้ายเกินไป”

 

“มนุษย์ทุกคนมีสัญชาติญาณการเอาตัวรอดทั้งนั้นแหละ เหมือนที่นายกับฉันรู้ตัว แล้วรีบปีนกลับขึ้นมาปากหลุมนั่นไง นอกจากสัญชาติญาณพวกนั้นแล้ว เราจะต้องแข็งแกร่งด้วยไม่ใช่เหรอ ถึงพาตัวเองรอดมาจากสถานการณ์อันตรายถึงชีวิตนั่นได้ คนพวกนั้นที่ต้องตามที่ก้นหลุมนั่น ก็เพราะสัญชาติญาณของพวกเขาอ่อนเกินไป และอ่อนแอเกินไป พวกเขาจะได้รู้มัน เพิ่มพูนมันจากความผิดพลาดที่เกิดขึ้น ดิกาแล็กเซียมันเป็นอย่างนั้นไม่ใช่เหรอ นายอย่าไปคิดมากเลยน่า”

 

“ผมไม่ได้ซีเรียสเรื่องนั้นหรอก เราต่างก็รู้ว่าในดิกาแล็กเซียนี่ เราจะเกิดใหม่กี่ครั้งก็ได้ แต่ที่ผมห่วงก็คือน้ำใจและหลักมนุษยธรรมที่มนุษย์พึงมีต่างหาก  จากการที่โลกต้องเกิดภัยพิบัติ ผู้คนต่างต้องเอาตัวรอด น้ำใจไมตรีก็จางหายไป เราทำร้ายกัน ฉกฉวยผลประโยชน์จากคนที่อ่อนแอกว่า และฆ่ากันอย่างไร้จิตสำนึกหรือความผิดชอบชั่วดี เพียวเพราะต้องการเป็นผู้อยู่รอด นี่มันโลกใหม่นะทเวน เราน่าจะปรับทัศนคติเรื่องนี้กันใหม่ เผื่อว่าเราจะอาศัยอยู่บนเซคันด์เอิร์ธได้หลายชั่วอายุคนขึ้น มากว่าตอนที่อาศัยอยู่บนโลกเก่านั่น”

 

“ถูกของนาย แต่เราทำอะไรไม่ได้มากหรอก ถ้าเบื้องบน พวกรัฐบาลโลกไม่คิดจะทำอะไร”

 

“ผมดีใจที่นายเห็นด้วยนะ การเปลี่ยนแปลงไม่ได้เริ่มต้นในวันสองวันหรอก แต่เราต้องแสดงให้พวกเขาได้เห็นและได้ซึมซับมันไปเรื่อยๆ ผมไม่ใช่คนดีหรือพวกโลกสวยอะไรแบบนั้นหรอกนะ แต่แค่อยากให้โลกที่ทุกคนต้องอยู่ร่วมกัน เป็นโลกที่ดีกว่านี้”

 

ผมยักไหล่ รู้ว่าการเปลี่ยนแปลงความคิด และทัศนคติของคนเป็นเรื่องยากแค่ไหม ใครหลายคนเชื่อฝังหัวกับสิ่งที่เขาได้เรียนรู้มาตั้งแต่เด็ก จากสิ่งที่พวกเขาได้เห็นหือประสบพบเจอด้วยตัวเอง คนมีน้ำใจเปลี่ยนเป็นคนไร้น้ำใจ เพราะคนส่วนใหญ่ที่เขาพบเจอนั้นไร้น้ำใจ คนดีกลายเป็นคนเฉยชาเพียงเพราะไม่อาจต่อสู้กับความชั่วร้ายที่เขาพบเจอได้ หรือบางคนก็เดินตามความชั่วร้ายนั้นไป เพียงเพื่อให้ตัวเองหลุดพ้นจากการเป็นผู้ถูกกระทำ เด็กๆเติบโตมาในหนทางที่ผิด เพราะตัวอย่างจากผู้ใหญ่ที่เขานับถือ แล้วถ้าไม่มีใครลุกขึ้นมาทำอะไร เซคันด์เอิร์ธก็อาจจะพบจุดจบเหมือนอย่างโลกของเราก็ได้ หายนะของมนุษยชาติ

 

“ดูนายอ่อนไหวกับเรื่องนี้จังนะ”

ทเวนตั้งข้อสังเกต

 

“แน่สิ สักวันเราต้องมีครอบครัวมีลูก แล้วนายอยากให้ลูกนายโตมาในโลกแบบไหนกันล่ะ”

 

“นั่นสินะ แต่ถ้าไม่มีใครสามารถเปลี่ยนแปลงความคิดเห็นแก่ตัวของคนไปได้ล่ะนายจะทำยังไง”

ทเวนถาม เพราะเขาเองก็รู้ว่ามันเป็นเรื่องยาก ที่จะเปลี่ยนทัศนคติของคน โดยเฉพาะคนที่เป็นฝ่ายเอาเปรียบและกอบโกยผลประโยชน์โดยไม่คำนึงถึงผู้อื่น

 

“ผมก็จะทำทุกทางเพื่อปกป้องครอบครัวผม และเตรียมพร้อมลูกของผมให้พร้อมเผชิญโลกให้ได้มากที่สุด โดยไม่ทำให้เขาสูญเสียตัวตนและความดีงามในจิตใจไปยังไงล่ะ”

ผมตอบอย่างจริงจัง ส่วนทเวนอ้าปากค้างทำตาโต

 

“โห นายนี่สุดยอด ฉันชักอยากเป็นครอบครัวเดียวกับนายขึ้นมาแล้วสิ ถ้าไงก็ช่วยปกป้องฉันกับลูกในอนาคตที่จะมาถึงด้วยน!

ทเวนประสานมือและทำตาเป็นประกายใส่ผม ก่อนจะทำท่าว่าจะวิ่งมากอดผม

 

“ว้ากกก ไอ้บ้า ครอบครัวนายนายก็ปกป้องเองเซ่ อย่าเข้ามานะ!!

เรื่องเครียดๆหายไปในพริบตา เราสองคนหัวเราะเสียงดังลั่น แล้ววิ่งไล่กันไปตามทางกลับสู่เวิลด์แลนด์ซิตี้ เพราะที่ต่อไปนั้นต้องตั้งต้นที่เมืองถึงจะปลอดภัย

 

“โอ้ยหิวเลยให้ตายสิ นายวิ่งไวชะมัดเซวิล

ทเวนพูดปนหอบ

 

“ฮ่ะๆๆ นายน่ะมัวแต่ไล่จีบสาวจนกำลังตกน่ะสิ ว่าแต่แถวนี้มีตัวอะไรให้เอามาทำอาหารกินมั่งนะ”

ผมหัวเราะกับท่าทางเหนื่อยหอบของเขา ตัวผมเองก็ต้องแกล้งหอบทั้งที่จริงยังไม่ค่อยเหนื่อยเท่าไรด้วยซ้ำ

 

“หนอย ว่าแต่ฉันนายเองก็หอบแฮ่กๆอยู่นะนั่น หึๆๆๆ”

 

“ก็จริงนะ แต่เทียบกันแล้วสภาพผมดูดีกว่านายเยอะ ผมจะเป็นคนออกไปล่ามอนสเตอร์มาปรุงอาหารแล้วกัน ส่วนนายก็ก่อกองไฟรอแล้วกัน”

ผมดึงคันธนูที่คาดเฉียงไว้กับลำตัวออกมา ทำให้ทเวนมองด้วยความแปลกใจ

 

“นั่นธนูจริงๆด้วยสินะ ฉันก็นึกว่าเครื่องประดับอะไรสักอย่างซะอีก”

 

“ฮ่ะๆๆ ก็จริงน่ะสิ ที่ผมบอกว่าไปฝึกพิเศษนี่ไม่ได้พูดเล่นหรอกนะ”

 

“นายไปฝึกยิงธนูมาเนี่ยนะ ว่าแต่ไปได้มันมาจากไหนกันล่ะ?”

 

“เก็บได้น่ะ ไหนๆก็ได้มาฟรีๆเลยลองฝึกใช้มันซะเลย”

ผมโกหก แต่มันเนียนมากผมมั่นใจ ผมไม่หยุดคิด ไม่มีพิรุธระหว่างพูด ที่จริงผมคิดหาคำที่จะใช้อธิบายกับทเวนมาตลอดทาง ก่อนกลับมาถึงเวิลด์แลนด์ซิตี้อยู่แล้ว ซ้อมพูดกับทาราลันด้วยซ้ำ เพราะงั้นมันจะไม่มีพิรุธให้เขาจับได้แน่

 

“น่าสนนี่ ให้ฉันไปดูนายใช้ธนูล่าสัตว์ด้วยได้ไหม?”

ท่าทางเขาชอบใจมากกว่าจะแปลกใจ แถมยังดูออกจะตื่นเต้นเสียด้วยซ้ำ

 

“ได้สิ ถ้านายหายเหนื่อยแล้วน่ะนะ”

 

“โห ฉันหายเหนื่อยตั้งนานละเพื่อน มาเลย แสดงฝีมือการซุ่มฝึกยิงธนูให้ฉันดูซะดีๆ”

ทเวนเดินมากอดคอผม แล้วพาเดินไปหามอนสเตอร์สักตัวเพื่อทดสอบฝีมือการยิงธนูของผม

 

“นายต้องคาดไม่ถึงแน่”

 

“หึๆๆๆ ให้มันจริงเถอะ แสดงฝีมือให้ฉันดูก่อน แล้วฉันจะบอกนายเองว่ามันคาดไม่ถึงจริงไหม นั่นไง เจ้าตัวกลมๆที่นั่งเงียบอยู่ในพงหญ้านั่นเป็นไง ถ้ายิงโดนตัวนึ่งฉันจะยอมรับในฝีมือของนายเลย”

ทเวนชี้ให้ผมดูมอนสเตอร์ประหลาดตัวกลมๆสีเทาดำ ไม่มีแขนขานั่งเรียงตัวกันอยู่ในพงหญ้าสูงสี่ตัวเห็นจะได้ มันอยู่ห่างไปไกลพอสมควร และเขาท้าทายให้ผมยิงมันด้วยธนูให้ดู

 

“ได้สิ แต่ถ้าฉันยิงมันได้นายต้องกินมันนะ ว่าไง”

ทเวนทำท่าผะอืดผะอม เมื่อผมบอกว่าเขาต้องกินมัน ถ้าผมล่าเจ้าตัวนั้นมาได้

 

“ก...ก็ได้ ยิงให้โดนเหอะ ไกลซะขนาดนั้นน่ะ”

 

“หึๆๆๆ ก็บอกแล้วไง ว่านายต้องคาดไม่ถึงแน่”

ผมตอบ ตั้งท่าง้างคันธนูเตรีมยิง ในขณะที่ทเวนได้กลืนน้ำลายลงคอด้วยความรู้สึกสยอง เพราะกลัวว่าจะได้กินเข้าตัวนั้นเข้าจริงๆ

 

ฝุบ

 

ฉึก!!

 

โฮกกกก

 

ลูกธนูปักลงตรงกลางศีรษะของเจ้ามอนเตอร์ตัวกลมนั่นพอดี ผมมั่นใจว่ามันต้องตาคาทีแน่ ถ้าหากมันเป็นตัวมันในแบบที่เราเห็นจริงๆลก็นะ แต่ทว่านอกจากมันจะไม่ตาย มันยังร้องคำรามลั่น และยกร่างกายที่แท้จริง ที่ซ่อนอยู่ในพงหญ้าสูงให้ได้เห็นชัดๆอีกด้วย

 

“งานเข้าสินะ...”

ทเวนพูดเสียงเบา

 

“นั่นสินะ งานเข้าตัวเบ่อเริ่ม”

 

 

 

 

 

ให้กำลังใจนักเขียน
นักเขียนได้รับกำลังใจแล้ว!
นักเขียนได้รับกำลังใจแล้ว 8 ครั้ง

นิยายที่ผู้อ่านนิยมอ่านต่อ

loading
กำลังโหลด...

476 ความคิดเห็น

  1. #361 kimurakung (จากตอนที่ 39)
    วันที่ 21 พฤษภาคม 2559 / 22:26
    คำตอบของเซวิล ฟังยังไงก็โลกสวยอยู่นะ 555 # ยิงโดนตัวไรฟ้ะ
    #361
    0
  2. #360 my-kimberly (จากตอนที่ 39)
    วันที่ 21 พฤษภาคม 2559 / 22:21
    555 น่ารักกก
    #360
    0
  3. #357 CreammZ_OwO (จากตอนที่ 39)
    วันที่ 21 พฤษภาคม 2559 / 20:42
    พี่ลูกแมวขาวดำกลับมาแล้วว รอมานานแล้ว TwT
    #357
    0
  4. #355 Manas Wong (จากตอนที่ 39)
    วันที่ 21 พฤษภาคม 2559 / 15:42
    มาต่อแล้วคิดถึงจริงๆ
    #355
    0