THE GALAXIA

ตอนที่ 20 : Black Night

  • เนื้อหานิยายตอนนี้เปิดให้อ่าน
  • View : 1,082
    จำนวนคนให้กำลังใจ : 13 ครั้ง
    24 เม.ย. 58





 

 

ผมสะลึมสะลือตื่นขึ้นมาอีกครั้ง ใบหน้าของหญิงสาวยังคงลอยอยู่เบื้องหน้า ท่าทางเธอดูเป็นห่วงผมมากทีเดียว เธอพยายามเรียกชื่อผม เพท่อให้ผมรู้สึกตัวเต็มที่ นอกจากใบหน้าของเธอจะดูคุ้นตาแล้ว สภาพห้องที่ผมอยู่เองก็ดูคุ้นอยู่ไม่น้อย ใช่แล้ว มันเหมือนกับห้องของผม บนยานอวกาศอูริเอลไม่มีผิด และเธอทั้งใบหน้า ทั้งน้ำเสียง ช่างฟังคุ้นเคยอย่างน่าประหลาด

“น้าเจดา!”

ผมลุกพรวดขึ้นจากเตียง ทำให้หญิงสาวตรงหน้าตกใจถอยห่างออกไป

“ศวิลคะ คุณเพิ่งฟื้นตัวจากภาวะอ่อนล้าอย่างรุนแรงของสมองและกล้ามเนื้อ กรุณานอนพักอีกสักครู่เถอะค่ะ”

“จ...เจดา...”

เป็นเธอ เจดาเอไอที่ถูกสร้างขึ้นจากภาพโฮโลแกรม เพื่อคอยดูแลความปลอดภัยให้กับข้อมูลในห้องนี้และตัวผม ไม่ใช่น้าเจดาตัวจริงอย่างที่ผมอยากให้เป็น

เมื่อรู้ว่าตัวเองกำลังอยู่ที่ไหน ผมก็วางใจเอนกายลงนอนได้อีกครั้ง กล้ามเนื้อทั่วตัวผมปวดตุบๆยิ่งกว่าครั้งก่อน แถมยังรู้สึกอ่อนเพลียเหมือนคนอดนอน

“คราวนี้คุณฝืนตัวเองหนักมากนะคะ โชคดีที่มันไม่ร้ายแรงมากนัก หลับพักอีกนิดนะคะ จะได้ตื้นขึ้นมาสดชื่นเหมือนเดิม”

เจดาคะยั้นคะคอ ผมเองก็เห็นด้วย เพราะจะให้ฝืนออกไปทั้งที่เพลียอย่างนี้ก็คงไม่ไหว เจดาเดินเข้ามาดูหน้าจอโฮโลแกรมริมผนังข้างเตียง ที่มาสารถเรียกให้มันแสดงผล ภาวะทางร่างกายของผม อย่างความดันเลือด ชีพจร อัตราการเต้นของของหัวใจ ทุกอย่างดูปกติดี เธอจึงยิ้มออกมาอย่างพึงพอใจ

 

“สมองควรได้รับการพักผ่อนไม่ต่ำกว่าห้าชั่วโมงค่ะ ในกรณีนี้สมองยังไม่ได้ทำงานหนักเกินขีดจำกัดไปมากเท่าไรนัก ฉันคิดว่าคุณควรหลับยาวสัก 6 – 8 ชั่วโมง เพื่อให้สมองและกล้ามเนื้อที่เพิ่งถูกกระตุ้น ได้ผ่อนคลายอย่างเต็มที่นะคะ”

 

ผมกำลังจะค้านว่ามันนานเกินไป ช่องเล็กๆตรงหมอนก็ปล่อยควันกลิ่นผลไม้ออกมาเสียก่อน ไม่นานผมก็หลับลึกไปอย่างที่ไม่เคยทำมาก่อน แถมยังไม่ฝันอะไรเลยด้วย จนกระทั่งได้ยินเสียงสนทนาของเจดากับใครบางคน ผมจึงตื่นขึ้นมาอย่างเต็มตา

“เจดา คุยกับใครน่ะ?”

ผมถามขณะยันตัวลุกขึ้นจากเตียง รู้สึกสดชื่นและแข็งแรงจนน่าเหลือเชื่อ

“เฮ้เซวิล ได้ข่าวว่านายหลับยาวเหรอ เกิดอะไรขึ้นน่ะ ฉันเห็นว่านานแล้วนายไม่นอมติดต่อมาสักที ฉันเลยต้องติดต่อมาหานายเองเนี่ย”

“ไง โทษทีทเวน ผมหลับเพลินจริงๆด้วยล่ะ”

ผมทักทายพร้อมบิดขี้เกียจไปด้วย ทเวนทำหน้าเบ้ ราวกับเห็นภาพน่าขยะแขยงเข้า ผู้ชายบิดขี้เกียจนี่มันไม่น่าดูเท้าหญิงสาวสินะ

“ท่าทางจะเจอมาหนักสิท่า ถึงถูกให้พักยาวขนาดนั้น ฉันเองก็โดนเหมือนกัน และยังถูกห้ามไปอีก 12 ชั่วโมง กว่าจะออนไลน์เข้าดิกาแลกเซียได้อีกครั้ง คงเป็นช่วงดึกของเซคันด์เอิร์ธนั่นแหละ”

ทเวนพูดออกมาด้วยความเซ็ง

“ผมเกือบเอาชีวิตไม่รอดจากบลัดดี้วูล์ฟ รู้ไหมมันมาจากต่างดาว จากดาวดวงอื่นในระบบสุริยะกรีเธียน ชื่อว่าเรดเอิร์ธ ผมคิดว่าต้องมีใครเอามันมาปล่อยแน่ๆ”

“งั้นเหรอ นายก็อยู่ในเหตุการณ์นั้นสินะ ได้ยินว่าเละมาก พวกเรากว่าร้อยคนตายอนาถ อีกหลายร้อยบาทเจ็บสาหัส พื้นที่โล่งตรงนั้นมีแต่ซากศพ ต้นหญ้าและผืนดินอาบไล้ไปด้วยเลือดจนแดงฉาน พวกที่อยู่ในเหตุการณ์เลยตั้งชื่อที่นั่นว่าทุ่งสังหารไปแล้วน่ะ”

“ใช่ มันน่ากลัวมาก ผมนึกดีใจเลยนะที่ผู้คนทั้งหมดตรงนั้นรวมทั้งตัวผมเป็นเพียงชุดข้อมูล ถึงแม้ความรู้สึกเจ็บปวดและหวาดกลัวมันจะจริงมากก็เถอะ”

“นั่นสินะ แต่มีเรื่องตลกอย่างหนึ่งที่ได้ยินมา คนที่อยู่ในเหตุการณ์ตอนนั้นเล่ากันว่า มีผู้ชายตัวเปื้อนเลือดคนหนึ่งนำมันมา ฉันว่าหมอนี่อาจจะรู้ก็ได้ ว่าบลัดดี้วูล์ฟมาโผล่บนเซคันด์เอิร์ธได้ยังไง ฉันว่าที่เซคันด์เอิร์ธคงออกตามหาตัวหมอนี่ให้วุ่นแล้ว ถ้าจับตัวมันได้เมื่อไร ความจริงก็คงกระจ่างเอง”

 

ผมยิ้มกระตุกกับคำพูดของทเวน ที่จริงผมก็กำลังจะเล่าให้เขาฟังอยู่พอดี แต่ดูเหมือนมันจะไม่ง่ายขนาดนั้นซะแล้ว ถ้าทุกคนรู้ความจริงว่าผู้ชายตัวเปื้อนเลือด ที่นำพาบลัดดี้วูล์ฟมาฆ่าสังหารหมู่พวกเขาคือผมละก็ มีหวังผมคงไม่รอดดงเท้านับร้อยคู่ ที่น่าจะโกรธแค้นผู้ชายเปื้อนเลือดอย่างผมเข้ากระดูก

“เป็นอะไร ทำหน้าประหลาดชะมัด”

ทเวนถามเมื่อเห็นสีหน้าของผม ที่ปะปนระหว่างกลัว ตกใจ สำนึกผิด และสยดสยอง คิดดูแล้วถ้าความรู้สึกทั้งหมดนี้แสดงออกมาทางสีหน้า มันก็คงดูประหลาดสุดๆจริงๆนั่นแหละ

“อ๋อก็ ผมสงสัยว่าเขาจะจับหมอนั่นได้ไหมน่ะสิ”

“ไม่น่ายากนะ แต่ก็อีกนั่นแหละ ไม่ใช่ทุกที่จะมีตัวตรวจจับและบันทึกเหตุการณ์ แต่มันไม่สำคัญแล้วล่ะ ข้อมูลของบัลดดี้วูล์ฟที่ถูกคัดลอกไว้ โดนพวกทหารจัดการไปแล้ว ยังไงซะมันก็วนเวียนแถวนั้น จนไม่มีใครกล้าออกนอกเมืองไปทำมิชชั่น พวกคลาสซีไม่ควรมาอยู่ใกล้เมืองแบบนี้แต่แรกอยู่แล้ว”

“นายรู้มากจังแฮะ”

ผมตั้งข้อสังเกต ทเวนที่กำลังโม้อย่างเมามันชะงัก ราวกับกำลังนึกคำพูด ไม่นานเขาก็ตอบผมสไตล์เหน็บแนมว่า

 

“ถ้าไม่มัวแต่นอนหลับอุตุ นายก็คงได้รู้เรื่องนี้เหมือนกับฉันนั่นแหละ!”

“ฮ่า ฮ่า ฮ่า ว่าแต่นายกินอะไรยัง ผมกำลังจะออกไปโรงอาหาร หิวชะมัดเลย”

ผมหัวเราะแข็งๆเป็นการประชด ก่อนจะชวนเขาไปกินข้าวด้วนกัน นอกจากทเวนแล้ว บนอูริเอลนี่ผมยังไม่รู้จักใครจริงจังสักคน พวกนั้นส่วนใหญ่รวมตัวกันเป็นกลุ่มก้อนอยู่แล้ว โดยมากเป็นเพื่อน พี่น้องที่สนิทกัน แบ่งแยกตามเชื่อชาติอย่างชัดเจน แต่ก็มีบ้างที่เริ่มทำความรู้จักกันข้ามกลุ่มบ้าง บางคนก็ตัวคนเดียวแบบผม ไปไหนมาไหนคนเดียว ไม่สนใจที่จะทำความรู้จักกับใครเลย

“ฉันกินแล้ว กลับมาจากโรงอาหารแล้วก็โทรหานายเนี่ย แต่ถ้าอยากให้ไปเป็นเพื่อนก็ได้นะ ฉันก็เบื่อๆที่ต้องอยู่แต่ในห้อง”

“งั้นเจอกันหน้าเซกเตอร์”

 

ผมตอบ แล้วเดินไปเข้าห้องน้ำ ล้างหน้าล้างตาแล้วจึงเดินออกมาจากห้อง ผู้คนจับกลุ่มกันเยอะยิ่งกว่าเดิม และต่างพูดคุยกันถึงเหตุการณ์ที่ทุ่งสังหาร แต่ละคนเล่าประสบการณ์สยองของตัวเองอย่างตื่นเต้น บางคนก็ยังคงหวาดกลัว บางคนบ่นว่าต้องพักก่อนกลับเข้าดิกาแลกเซียอีกครั้ง แต่ส่วนใหญ่อยากรู้ว่าผู้ชายตัวเปื้อนเลือดเป็นใคร ผมเดินแทบจะเรียกได้ว่าตัวปลิว ผ่านห้องนั่งเล่นไปอย่างรวดเร็ว ทเวนเดินตามมาสมทบในเวลาไม่นาน พวกเราจึงตรงไปยังโรงอาหารอย่างรวดเร็ว

 

“ทำไมนายถึงยังกลับเข้าดิกาแลกเซียไม่ได้ล่ะ เทียบกันแล้วนายได้พักนานกว่าผมอีกนะ”

ผมถามขณะคีบเส้นราเมนเข้าปาก

 

“เห็นเอไอในห้องฉันพูดเรื่องความเจ็บปวดหลอนน่ะ สมองและร่างกายที่ถูกกระตุ้นตอนถูกฆ่าในดิกาแลกเซีย ยังจดจำความรู้สึกตอนนั้นได้ และอาจมีปัญหาในการควบคุมตัวเอง ถ้าหากกลับเข้าไปในดิกาแลกเซียทั้งที่ยังมีอาการแบบนี้อยู่”

 

ทเวนอธิบาย ซึ่งผมเองก็พอจะเข้าใจ การตายในดิกาแลกเซียของทเวน ถือว่าน่าสยดสยองมาก สมองยังคงรับรู้ขณะตาย เครื่องกระตุ้นกล้ามเนื้อยังคงทำงาน ตอนที่ร่างของทเวนถูกฉีกทึ้งออกจากกัน

 

“ที่บ้าคือตอนนี้ฉันก็ยังจำได้ วาระสุดท้ายอันสยดสยองนั่น มั่นไม่ยอมออกไปจากหัวง่ายๆเลย โชคดีที่ไม่ถึงขั้นต้องใช้ยาระงับประสาท เอไอของฉันแนะนำให้คิดถึงความเป็นจริง แยกให้ออกระหว่างความจริงบนยานอูริเอล และโลกจำลองในดิกาแลกเซีย”

ทเวนถอนหายใจยาวเมื่อตอบเสร็จ

“นายคงไม่กลัวที่จะกลับเข้าไปในดิกาแลกเซียอีกครั้งหรอกนะ”

“ไม่หรอก ฉันยิ่งต้องเข้าไป ถ้าฉันเก่งพอเมื่อไรจะไปแก้แค้นมันแน่ ไอ้แกรนด์-ไวด์เดอร์ตัวนั้น รู้ไหมตอนฉันเห็นมันครั้งแรก สิ่งที่ผุดเข้ามาในหัวก็คือลูซิเฟอร์ในร่างกวางยักษ์ ถึงมันจะชื่อไวด์เดอร์เหมือนกัน แต่ไม่ได้มีความน่ารักน่าหยิกเหมือนพวกตัวเล็กสักนิด เจ้านั่นแกรนด์-ไวด์เดอร์ตัวนั้นมันเหมือนปิศาจมากกว่า”

 

“โห พูดซะ ผมขนลุกเลยนะเนี่ย!”

“ฮ่ะๆ อย่ามาเวอร์ นายเองก็เจอกับตัวโหดๆมาเหมือนกันนี่ โชคดีนะที่ไม่ถูกมันฆ่า”

“ฮ่ะๆๆๆ โชคดีจริงๆด้วย”

ผมพูดได้แค่นั้น ไม่กล้าเล่าอะไรมากไปกว่านี้ ที่นี่ ตอนนี้ ที่มีเหล่าผู้เคราะห์ร้ายนับสิบรวมตัวกันอยู่ แม้ผมรู้ว่าทเวนจะไม่ปูดเรื่องนี้กับใครก็เถอะ แต่ถ้ามีคนเดินผ่านมาได้เข้าพอดีล่ะ งานเข้าผมเต็มๆแน่ เท่าที่ฟังๆดูแต่ละกลุ่มคุยกัน ไม่มีใครเห็นใจผู้ชายตัวเปื้อนเลือดคนนั้น ซึ่งก็คือผมคนนี้เลยสักนิด ขืนพวกเขารู้เข้า คงได้ตายคาเท้าบนอูริเอลนี่แน่ๆ

 

“เฮ้อ อิ่มๆๆ”

“นี่นายจะเอาไงต่อ เชื่อมต่อเข้าดิกาแลกเซียตอนนี้ก็คงพลบค่ำพอดี”

“ก็อาจเดินเล่นสำรวจเมือง หรือไม่ก็ไปดูๆโรงฝึกของทหารที่นายว่า”

ผมตอบให้มันหลากหลาย จะได้ไม่ถูกสงสัย

“หลังเหตุการณ์คราวนี้คงมีคนไปขอฝึกอื้อแน่ๆ หวังว่าโรงฝึกทหารจะมีที่พอสำหรับทุกคนนะ”

“นั่นสิ ลืมคิดไปเลย ผมว่ามันน่าจะมีอะไรให้ทำแหละ ไม่งั้นเวลากลางคืนที่ยาวนานคงหมดไปอย่างไร้ประโยชน์ นายเองก็หายไวๆนะ”

“ห่วงตัวเองเถอะน่า!”

ผมกับทเวนหัวเราะลั่นพร้อมกัน จากนั้นก็แยกย้ายกันกลับห้อง

“เจดา ผมจะเชื่อมต่อเข้าสู่ดิกาแลกเซียเลยนะ”

ผมบอกกับเอไอสาว เธอยิ้มและพยักหน้าให้ ผมจึงเดินกลับขึ้นเตียง เตรียมตัวเชื่อมต่อเข้าสู่ดิกาแลกเซียอีกครั้ง

“อืม...”

 

ผมลืมตาตื่นขึ้นในห้องอีกแล้วหรือ ตกลงนี่ผมได้เชื่อมต่อสู่ดิกาแลกเซียหรือเปล่า ทั้งที่จำได้ว่าตัวผมก่อนถูกตัดการเชื่อมต่อ หมดแรงลงก่อนจะถึงตัวเมือง ผมน่าจะถูกย้อนเวลากลับไปหนึ่งชั่วโมงก่อนการตัดการเชื่อมต่อ และแน่นอนว่าหนึ่งชั่วโมงย้อนหลังไปนั้น ผมไม่น่าจะอยู่ในห้องอะไรแบบนี้

“หรือว่า!!”

 

ผมกระพริบตาปริบๆ นึกได้ว่าตัวเองแขวนที่พักนิรภัยไว้บนต้นสนวินเทล่า เพื่อดักรอให้ไวด์เดอร์โผล่แกมากินเห็ดวิล่า ที่ขึ้นอยู่ตรงโคนต้นสน พอลุกขึ้นนั่งแล้วมองออกไปรอบๆตัว ก็พบว่าในนี้คือข้างในที่พักนิรภัยของผมจริงๆด้วย นี่ผมย้อนกลับมาไกลขนาดนี้เลยเหริ หนึ่งชั่วโมงมันไม่น่าจะมาถึงช่วงเวลานี้ได้เลยจริงๆ แต่ก็ยังดีกว่าย้อนกลับไปอยู่ตรงทุ่งสังหารนั่นละนะ

 

ผมค่อยๆชะเง้อออกมาจากที่พักนิรภัย ปรากฏว่ามันไม่ได้แขวนอยู่บนต้นไม้อย่างที่คิด ที่พักนิรภัยของผมตั้งอยู่บนพื้นดิน ใช่ผมไม่ได้ตาฝาดแน่ๆ ลองเอื้อมมือลงมาแตะๆดูเพื่อความแน่ใจแล้วด้วย มันถูกตั้งอยู่บนพื้นดิน โดยมีขาเหล็กรองรับ สำหรับการตั้งที่พักบนพื้น ผมพยายามคิด ผมเอาที่พักออกมาตอนไหน ในเมื่อตอนนั้นผมไม่เหลือแรงแม้แต่จะคลาน

“ผู้หญิง ผู้หญิงที่ไม่มีผม”

 

ผมนึกถึงในหน้าหนึ่งที่ลอยอยู่ตรงหน้า ก่อนที่ตัวเองจะหมดสติไป ผมไม่ได้ฝัน และนั่นก็ไม่ใช่ใบหน้าของเจดา เอไอในห้องของผมบนยานอูริเอล แล้วเธอเป็นใครกัน ผลกลับเข้าไปในที่พักอักครั้ง เปิดผ้าห่ม ค้นตู้ แต่ที่พักมันก็เล็กๆแค่นี้ถ้าเธอซ่อนอยู่ผมก็ต้องหาเจอไปนานแล้ว ข้างนอกนี้ก็ไม่มีใคร แสงอาทิตย์ก็ริบหรี่จนแทบจะหมดไป ความมืดเข้าปกคลุมพื้นที่ส่วนใหญ่ในซีกด้านนี้ของเซคันด์เอิร์ธ โดยมีตัวผมยืนโดดเดี่ยวอยู่เพียงลำพัง

 

“บ้าจัง ถ้ากลับเข้าเมืองไม่รู้จะเสียเวลาสักเท่าไร ตอนนี้ก็ไม่มีใครเลย ข้างนอกแทบจะเรียกได้ว่าร้างผู้คน ถ้าหากไปตามพิกัดที่เนนีร่าส่งมาให้ตอนนี้เลยละก็”

ผมตัดสินใจเก็บที่พักนิรภัย และเดินไปหาทำเลเหมาะให้ไกลจากกำแพงเมือง มีต้นไม้ขึ้นหนาบนบังสายตา

“สลับใช้เนนีร่าเซิฟเวอร์”

วี๊ดดดด...

ผมสั่งสลับโหมดใช้งานคอมเจ็นเป็นเนนีร่าเซิฟเวอร์ เพื่อความปลอดภัยของข้อมูลที่ผมกำลังจะไปค้นพบ จากนั้นก็เป่านกหวีดที่ได้มา จากการติดตั้งโปรแกรมมอนสเตอร์ ไรเดอร์ เสียงของมันดังหวีดหวิวไม่ต่างจากเสียงของสายลม ผมยืนรออยู่ท่ามกลางความเงียบวัน มองหาสิ่งที่ชีวิตที่อาจโผล่เข้ามาใกล้โดยไม่ได้ตั้งตัว เพราะเจ้าบีบอทของผมทำงานได้ยอดเยี่ยมจนน่าขว้างทิ้ง

 

และแล้วผมก็เห็นบางสิ่งกำลังเคลื่อนที่มาทางผมด้วยความเร็วสูง มันสูงใหญ่ ปราดเปรียว ทั่วทั้งตัวปกคลุมด้วยขนสีดำแต้มเหลืองเหมือนเสือดาว ยกเว้นตรงช่วงขาที่เป็นสีดำสนิท ดวงตาสีเหลืองทองจับจ้องมาทางผมอย่างแน่วแน่ ผมตกตะลึงแทบลืมหายใจ มันสวยสง่า น่าเกรงขาม และก็น่าจะอันตรายมาก ผมสองจิตสองใจว่าจะยืนรอ หรือจะวิ่งหนีดี เพราะไม่รู้ว่าเจ้าตัวนี้มันใช่ตัวที่นกหวีดเรียกมาหรือไม่

 

“เฮือก...”

มันหยุดลงตรงหน้าผม เหมือนถูกกดรีโมท ท่ามกลางอาการตกใจแทบขวัญบินของผม มันเหมือนเสือดาวจริงๆ ยกเว้นว่าขนจะยาวกว่า ตัวก็ใหญ่กว่าห้าเท่า มีปลอกคอที่มีป้ายชื่อแขวนเอาไว้ ผมพยายามเพ่งมองดูโดยไม่กล้ายืนมือไปจับ

“บ...แบล็คไนท์”

ผมอ่านชื่อ มันก็ครางเบาๆออกมา ดังนั้นจึงมั่นใจได้ว่าเจ้านี่คือมอนสเตอร์ที่นกหวีดเรียกมาแน่ๆ

“แล้วฉันจะขี่นายยังไงล่ะ?”

มันเป็นคำถามที่ผมยังไม่กล้าหาคำตอบ มีคนเดียวที่จะตอบผมได้ แต่ไม่รู้ว่าเธอจะสะดวกพูดคุยกับผมไหม ใช่เนนีร่า เธอเท่านั้นที่จะช่วยผมในเรื่องนี้ได้

“ติดต่อเนนีร่า”

ผมออกคำสั่ง โดยที่แทบจะไม่ต้องรอ เธอก็ตอบรับการติดต่อของผม

“ว่าไง”

“ผมมีเรื่องให้ช่วย เกี่ยวกับเจ้าแบล็คไนท์ ผมไม่รู้วิธีขี่มัน”

“เฮ้อ... ทำความคุ้นเคยสิ ชุดคำสั่งที่ใช้กับมอนสเตอร์มีอยู่ในโปรแกรม มอนสเตอร์ไรเดอร์แล้ว ที่เธอต้องทำก็คือสร้างความคุ้นเคย และความไว้วางใจให้มันยอมทำตามคำสั่งเธอ อย่างเรียกชื่อ เกาคอ เกาหลังหู ให้อาหาร อีกอย่างอย่าให้คอมเจ็นนายอ่านข้อมูลของมันเด็ดขาด แบล็กคไนท์เป็นมอนสเตอร์ที่อยู่อีกซีกหนึ่งของเซคันด์เอิร์ธ รอยต่อดินแดนของชาวมีรีน และมารีเลี่ยน ขึ้นชื่อเรื่องความว่องไวปราดเปรียว ถึงจะไม่แปลกที่จะมีใครพบเจอมันแถบนั้น แต่ไม่ควรอยู่ดีเข้าใจไหม”

“ถามนิดเดียว มาเป็นชุด”

ผมบ่นพึมพำ

“ว่าไงนะ?”

“ม...ไม่มีอะไรหรอกครับ แค่ตอบรับเบาๆ”

“หึ สำหรับแบล็คไนท์ลองลูบหัว เกาคางและเรียกชื่อสักสองสามครั้ง จากนั้นลองออกคำสั่งดู”

 

ผมทำตามที่เธอแนะนำแบบกล้าๆกลัวๆ ผมแตะคางมันเบาๆมันก็ดันครางออกมา ส่วนผมก็ดันตกใจดึงมือกลับ เพราะกลัวมันจะงับมือผมไปเคี้ยวเล่น มันเอียงคอหมองผม สายตาคาดหวังว่าผมจะลูบหัวหรือเกาคางให้ ผมกำมือเรียกความมั่นใจ และลองยื่นไปเกาคางให้มันดูสักตั้ง

“ทำได้ดีนี่ ทีนี้ลองออกคำสั่ง ย่อ”

เนนีร่าชม เมื่อเธอได้ยินเสียงครางเบาๆอย่างพึงพอใจของเจ้าแบล็คไนท์

“ครับ แบล็คไนท์ ย่อ”

มันย่อตัวลงในท่าคลานสี่ขาอย่างว่าง่าย

“จากนั้นก็ขึ้นไปนั่งบนหลังมันสิ”

“ม...มันจะดีเหรอครับ ผมกับเจ้าแบล็คไนท์ยังไม่สนิทกันขนาดนั้นมั้ง”

“มอนสเตอร์สำหรับไรเดอร์ได้รับการฝึกให้รู้จักคำสั่งต่างๆมาอย่างดีแล้ว ถ้าสั่งแล้วมันยอมทำตาม แปลว่ามันยอมรับเธอแล้ว และสามารถขึ้นไปขี่หลังมันได้ไม่มีปัญหา”

“อ๋อ เป็นอย่างนี้นี่เอง”

มือใหม่อย่างผมทำตาปริบๆ แม้ว่าเนนีร่าจะยืนยันมาอย่างเป็นมั่นเหมาะ แต่ยังไงผมก็ยังอดรู้สึกหวาดหวั่นไม่ได้อยู่ดี

“น...นี่ แบล็คไนท์ ผมจะขี่หลังนายละนะ”

ผมได้ยินเสียงหัวเราะพรืดของเนนีร่าเบาๆมาจากปลายสาย มันน่าขำมากเหรอที่ผมจะบอกมอนสเตอร์ก่อนขึ้นขี่หลังมัน มันจะได้ไม่ขยับตัวจนทำผมตกลงมาน่ะ

“อย่างมัวแต่โล่งใจ เธอยังต้องขี่มันเดินทางไปอีกไกล เปิดระบบนาวิก มีบังเหียนตรงปลอกคอ จับเอาไว้ซะอย่างให้หลุดมือ บังคับทิศทางโดยดึงบังเหียนเบาๆไปด้านตรงข้ามกับทิศทางที่ต้องการ ดึงรั้งไปด้านหลังเมื่อต้องการหยุด”

“แล้วถ้าจะให้มันออกเดินล่ะครับ?”

“ก็เตะที่สีข้าง...

“แว้กกก มันวิ่งฉิวเลยยยย”

ผมร้องโวยวาย เมื่อแบล็คไนท์ออกวิ่งไปข้างหน้าอย่างรวดเร็ว ขนาดที่ผมแทบจะปลิวตกลงมา

“เฮ้อ เตะแรงมันก็วิ่งสิ ฉันต้องไปแล้ว ดูแลตัวเองแล้วกันนะ”

พูดจบเนนีร่าก็ตัดการติดต่อไปเลย ทิ้งให้เผชิญลมหนาวบนหลังแบล็คไนท์ตามลำพัง






ให้กำลังใจนักเขียน
นักเขียนได้รับกำลังใจแล้ว!
นักเขียนได้รับกำลังใจแล้ว 13 ครั้ง

นิยายที่ผู้อ่านนิยมอ่านต่อ

loading
กำลังโหลด...

476 ความคิดเห็น

  1. #324 butterfly (จากตอนที่ 20)
    วันที่ 6 ตุลาคม 2558 / 22:30
    55555 เอาแล้วไง วิ่งไวซะด้วยสิ
    #324
    0
  2. #222 kimurakung (จากตอนที่ 20)
    วันที่ 8 พฤษภาคม 2558 / 13:48
    ศวินหนออออ แต่ก็เปิ่นๆ ดี
    #222
    0
  3. #218 fewmunte (จากตอนที่ 20)
    วันที่ 5 พฤษภาคม 2558 / 16:36
    สนุกมากครับ ผมสอยเล่ม1มาไว้ในคลังแล้วสู้ๆครับ
    #218
    0
  4. #205 นายตัวร้าย (จากตอนที่ 20)
    วันที่ 26 เมษายน 2558 / 15:41
    ได้สัตว์เอาไว้ขี่แล้ว
    #205
    0
  5. #200 my-kimberly (จากตอนที่ 20)
    วันที่ 25 เมษายน 2558 / 15:28
    555 สู้ๆ
    #200
    0
  6. #196 piwut (จากตอนที่ 20)
    วันที่ 25 เมษายน 2558 / 00:12
    ๕๕๕๕๕๕๕๕๕
    #196
    0