THE GALAXIA

ตอนที่ 21 : Secret Base

  • เนื้อหานิยายตอนนี้เปิดให้อ่าน
  • View : 1,081
    จำนวนคนให้กำลังใจ : 15 ครั้ง
    24 เม.ย. 58




 

 

การเดินทางยามค่ำคืนนั้นแสนจะเหน็บหนาว โชคยังดีที่นาโนเลเธอร์ป้องกัน และรักษาอุณหภูมิได้ดี จึงไม่ค่อยมีปัญหามากนัก กว่าผมจะทำให้แบล็คไนท์วิ่งช้าลงได้ ก็ทำให้ผมได้ผมทรงใหม่มาไว้ในครอบครอง กว่าจะลูบให้กลับเป็นเหมือนเดิมได้ เล่นเอาเหงื่อตกไปเหมือนกัน

แบล็คไนท์เป็นมอนสเตอร์คลาสซี แต้มสังหาร2290 แต้ม ชื่อจริงของมันคือ แบล็ค-ซอค ลีโอพาร์ด (Black-Soc Leopard) ที่ผมรู้เพราะเปิดดูข้อมูลในคอมเจ็น ไล่หาทีละรายชื่อที่มีอยู่ในบันทึกสิ่งมีชีวิตในระบบสุริยะกรีเธียน แบบนี้จะได้ป้องกันการถูกตรวจสอบข้อมูลการใช้คอมเจ็น และก็ไม่ถูกเนนีร่าด่าเอาด้วย

“อากาศดีจัง เพราะแกแท้ๆเลยแบล็คไนท์ การเดินทางถึงได้ราบรื่นขนาดนี้ ไม่มีมอนสเตอร์ตัวไหนกล้าเข้ามาท้าทายเลย”

ฮือออ

แบล็คไนท์ครางรับ มันพอใจที่ได้รับคำชม แต่ก็จริงที่ว่ามอนสเตอร์ส่วนใหญ่เกรงใจเจ้าแบล็คไนท์ แม้ว่าจะอยากกินผมสักแค่ไหนก็ตาม

ผมต้องงัดโปรตีนพิลขึ้นมากิน เพราะไม่สามารถหยุดพัก หรือล่าอะไรมากินได้ มอนสเตอร์ตอนกลางคืนส่วนใหญ่เป็นพวกนักล่า แต่พวกกินพืชก็ยังมีให้เห็นบ้าง ผมไม่ค่อยได้สนใจนัก เพราะมัวแต่อยากจะเดินทางให้ถึงจุดหมายไวๆ ด้วยฝีเท้าของแบล็คไนท์ ใช้เวลาอีกไม่เกินสองชั่วโมงก็คงถึง ตอนนี้เรามาได้เกือบครึ่งทางแล้ว เส้นทางคดเคี้ยวส่วนใหญ่จะลัดเลาะไปตามแนวต้นไม่ในป่า เจอเส้นทางที่ถูกสร้างขึ้นบ้าง แต่ผมไม่อยากเสี่ยง จึงให้คอมเจ็นหาเส้นทางไปยังพิกัดที่ต้องการ โดยหลีกเลี่ยงเส้นทางหลักของมนุษย์และชาวเผ่าต่างๆบนเซคันด์เอิร์ธ เพื่อป้องกันการถูกพบเจอ

 

ตอนนี้เรากำลังเดินตัดผ่านเนินเขาโล่งๆ น่าจะสูงจากระดับน้ำทะเลอยู่หลายร้อยฟุต แบล็คไนท์ค่อยๆเดินตัดเนิน ที่ทำให้มองเห็นท้องฟ้าในยามค่ำคืนชัดเจน ราวกับอยู่ใกล้แค่เอื้อม ดารดาษด้วยดวงดาวนับแสนล้านดวงบนนั้น มันสวยงานจมแทบจะลืมหายใจ ราวกับสรวงสวรรค์ ราวกับตกอยู่ห้วงความฝันอันแสนมหัศจรรย์ ผมปล่อยมือจากบังเหียนข้างหนึ่ง ทั้งที่ยังคงแหงนมองท้อฟ้าอยู่อย่างนั้น และเอื้อมมือขึ้นไป แตะผืนกำมะหยี่ประดับอัญมณีนั้น ไม่มีอะไรในชีวิตที่ผมเคยเห็นจะงดงาม และยิ่งใหญ่ได้เท่านี้มาก่อน หัวใจของผมเต้นระรัว รู้สึกตื่นเต้น อัศจรรย์ใจ มีความสุข ประหลาดใจ อารมณ์ทั้งหลายปนเปกันอยู่ข้างใน แต่ทำให้รู้สึกดีมากยามที่มองดูท้องฟ้าตอนนี้

 

“แบล็คไนท์นายเห็นไหม ท้องฟ้าน่ะมันสวยจังเลยนะ”

ผมถาม และมันก็ครางตอบเบาๆ ผมยิ้ม ละสายตาจากท้องฟ้า มองดูคู่หูคนใหม่ก่อนจะเกาที่ข้างหูมันเบาๆด้วยความเอ็นดู มันเชื่องอย่างไม่น่าเชื่อ ทั้งที่เพิ่งจะเจอกับผมเพียงไม่ถึงชั่วโมง ที่จริงมันทำราวกับรู้จักผม เหมือนกับเนนีร่าไม่มีผิด

 

“นี่เพื่อน ขอบใจที่นายยอมช่วยเหลือฉันวันนี้นะ รับรองว่าฉันจะต้องหาทางตอบแทนแกให้ได้เลย”

ผมพูดพลางลูบหลังของมันเบาๆ ขณะที่แบล็คไนท์ยังคงเดินอย่างมั่นคงลงเนินเขาไป

 

พอลงมาจากเนินเขาสูงนั้น เราก็กลับเข้าสู่แนวป่าทึบอีกครั้ง หนทางช่างลึกลับซับซ้อน เกินกว่าที่ใครจะหาทางไปยังพิกัดที่ผมกำลังจะไปได้ โดยไม่มีแผนที่ที่ระบุพิกัดอย่างชัดเจนไว้ ผมมั่นใจว่าผมต้องหลง และเสียเวลากับการค้นหาอยู่นานเป็นเดือนหรืออาจเป็นปี ถ้าหากไม่ได้พิกัดจากเนนีร่า แม้ว่าจะยังคงสงสัยอยู่ในใจ ว่าเธอมาช่วยเหลือผมทำไมก็ตาม

 

แม้ว่าจะเป็นป่ารกทึบยังไง ก็ไม่เป็นอุปสรรค์แก่แบล็คไนท์เลยสักนิด มันยังเคลื่อนที่ไปได้อย่างคล่องแคล่ว และความเร็วไม่ได้ตกลงเลยสักนิด

 

ไม่นานเราก็เข้าสู่เขตป่าใหม่ พืชพรรณแบบใหม่ ต้นไม้สีขาวที่แทบจะไร้ใบเกาะราวกับจะเรืองแสงอ่อนจางท้าแสงของดวงดาว ไม่ว่าจะเป็นต้นไม้ใหญ่ หรือเล็ก พุ่มไม้ดอกไม้ แม้แต่ต้นหญ้า พวกมันต่างพากันเรืองแสงอ่อนจาง เหมือนหลอดใสๆที่มีสีเรืองแสงอยู่ข้างใน มันดูสวยแต่ก็ดูน่าขนลุกอยู่ไม่น้อยเช่นกัน ผมไม่เห็นมอนสเตอร์สักตัวอยู่ในนี้ มันเงียบสงัดวังเวง แต่แบล็คไนท์กลับดูเครียดเขม็ง มันเดินอย่างระมัดระวังมากขึ้น หูของมันตั้งขึ้นเพื่อฟังเสียงแม้เพียงแผ่วเบา กล้ามเนื้อเครียดเกร็ง และเร่งฝีเท้าเร็วขึ้น จนผมรู้สึกเหมือนตัวเองกำลังเหาะอยู่จริงๆ

 

ดูเหมือนแนวป่านั้นจะกินพื้นที่ไม่มากนัก ถ้าผมคำนวณไม่ผิด ระยะทางตั้งแต่เราก้าวเข้าไปจนออกมาพ้น ก็ราวๆ 1.5 กิโลเมตร แต่แบล็คไนท์ก็ยังไม่ยอมลดความเร็วลง จนกระทั่งเข้าสู่กิโลเมตรที่สามจากป่าเรืองแสงนั้น มันจึงค่อนผ่อนฝีเท้าและความกังวลลง

 

“ป่านั่นมันอะไรกันแน่ ไม่เห็นมีอะไรที่น่าเป็นภัยได้เลย ทำไมแบล็คไนท์ถึงได้มีทีท่าเครียดขนาดนั้นกันนะ”

ผมได้แต่ถามออกมาลอยๆ โดยไม่มีใครมาตอบคำถามให้ แต่ผมคงต้องเก็บไว้ถามเนนีร่าทีหลังแน่ เธอรู้จักดาวดวงนี้ดี เพราะมันคือบ้างเกิดของเธอ ส่วนผมก็แค่ผู้อพยพ มาขอร่วมอาศัยอยู่บนดาวดวงเดียวกับเธอเท่านั้น

“ใกล้ถึงแล้ว เร็วกว่าที่คิดแฮะ”

ผมก้มมองดูแผนที่บนหน้าจอคอมเจ็น พิกัดที่ผมต้องการไป อยู่ใกล้อีกไม่เกินสองกิโลเมตร ตอนนี้ผมตื่นเต้นจนรู้สึกปวดมวนในท้องขึ้นมาแล้ว ผมจะเจออะไร จะได้เบาะแสแบบไหน จะรู้ไหมว่าพ่อกับแม่เป็นใคร มาทำอะไรบนเซคันด์เอิร์ธกันแน่ ที่สำคัญทำไมต้องทิ้งผมไว้บนโลกกับน้าเจดา

“การนำทางเสร็จสมบูรณ์”

คอมเจ็นแจ้ง เมื่อเรามาหยุดอยู่หน้ากระท่อมเก่า ดูเหมือนจะถูกทิ้งร้างมาเป็นเวลานานมากแล้ว มันเป็นกระท่อมเล็กๆขนาดไม่เกิน 1.5 ตารางเมตร ประตูเปิดแง้มอยู่ ข้างในไม่มีอะไรเลย น้องจากเก้าอี้ไม้ผุๆตัวหนึ่ง

“อะไรเนี่ย...”

ผมรู้สึกผิดหวัง จนอยากจะร้องไห้ออกมา เสี่ยงออกเดินทางตอนกลางคืน ต้องปิดบังความลับกับเพื่อน เพื่อออกมาเจอกระท่อมโทรมๆที่ว่างเปล่าอย่างนั้นเหรอ

 

ผมดึงบานประตูให้เปิดกว้างพอจะเข้าไปได้ สำรวจดูผนังทั้งสี่ด้าน แสงสว่างจากดวงจันทร์ที่ส่องลอดเข้ามา ทำให้ผมเห็นว่ามีรูปเก่าๆใส่กรอบแขวนอยู่หลายรูป เหมือนเป็นพวกนักวิทยาศาสตร์ หรือไม่ก็เรนเจอร์ เพราะมีตราของกาแลกซีลัส คอร์ปอเรชั่นบนชุดของพวกเขา ตราของผู้ชายผมยาวสีขาวสวมมงกุฎ พวกเขามีราวสิบคนในสามภาพที่แขวนอยู่บนผนัง กระจกร้าวจนมองใบหน้าของบางคนแทบไม่ออก แม่ของผมเป็นคนไทย ผมจึงพยามยามมองหาผู้หญิงหน้าตาเอเชียในภาพนั้นซึ่งมีถึงสามคน ผู้ชายเองยิ่งหนักเป็นชาวเอเชียถึงสี่ในเจ็ด ส่วนอีกสามคนผมแทบแยกไม่ออกว่ามาจากประเทศไหน

 

“เรามีเบาะแสแค่นี้เองเหรอ แม่ครับพ่อครับ บอผมทีต้องทำยังไงผมถึงจะได้เจอพ่อกับแม่ ได้รู้ถึงความจริงเกี่ยวกับตัวผม อย่างที่คนอื่นๆได้รู้ ได้รับจากพ่อแม่ของพวกเขา...”

 

ผมทรุดตัวลงนั่งบนเก้าอี้ที่มีอยู่เพียงตัวเดียวในห้อง โดยไม่สนใจว่ามันจะเลอะฝุ่น ผุพัง และอาจจะพังลงเมื่อผมทิ้งน้ำหนักตัวลงไป ผมก้มหน้าลงมองพื้นที่รกไปด้วยเศษใบไม้แห้ง กิ่งไม้ ฝุ่น แมลง และบางอย่างที่ดูคล้ายช่องแสกนลายนิ้วมือ

“มันยังไม่จบ!”

ผมขยับลงไปนั่งยองกับพื้นด้วยความตื่นเต้น เขี่ยเศษกิ่งไม้ใบไม้แห้งออกไป จากช่องวงกลมที่เป็นกระจก ขนาดใหญ่กว่าหัวแม่มือเล็กน้อย และโน้มหน้าลงไปเป่าฝุ่นออก มันไม่มีแสงกระพริบ เพราะไม่มีแหล่งพลังงานให้มัน ผมลุกขึ้นยืนแล้วออกเดินหาปุ่ม สวิตช์ อะไรก็ได้ที่ทำให้ไฟในช่องแสกนนิ้วมือติดได้

 

“ข้างหลังกรอบรูป!”

ผมขยับดูด้านหลังกรอบรูปทั้งหมด และเจอบางอย่างซ่อนอยู่ด้านหลัง มันเป็นเหรียญเงินกลมหนาราวสองหรือสามมิลลิเมตร ด้านหนึ่งเรียบเนียน อีกด้านหนึ่งมีสัญลักษณ์ของชายผมยาวสวมมงกุฎ มันดูไม่มีความพิเศษอะไรเลย เหมือนกับเข็มกลัดติดเสื้อ เพียงแต่มันออกจะหนาเกินไป และไม่มีเข็มอะไรให้กลัดเสื้อได้เลย

 

แต่แล้วผมก็ฉุกคิดขึ้นมาได้ แม้มันออกจะบ้าไปหน่อยแต่ก็พอเป็นไปได้ ผมเดินกลับไปยังช่องกระจกบนพื้น วางเหรียญนั่นลงไปด้านบน ชั่วอึดใจหนึ่งผมคิดว่าตัวเองเป็นบ้าไปแล้วจริงๆ ที่คิดเอาเหรียญนั่นไปวางไว้บนช่องแสกนนิ้วมือ แต่แล้วบางอย่างก็เกิดขึ้น ช่องกระจกนั้นเปิดออก และเหรียญก็ร่วงตกลงไปช้าๆ จากนั้นก็มีเสียงกลไกบางอย่างกำลังเริ่มทำงาน มีเสียงดังเหมือนบางอย่างเลื่อนหลุดออก เก้าอี้เพียงตัวเดียวในห้องเริ่มสั่นเบาๆ พื้นห้องด้านในกำลังเลื่อนลงด้านล่าง

 

“แบล็คไนท์!!”

ผมร้องเรียกเจ้าแบล็คไนท์ มันหูผึ่งและลุกขึ้นยืน พยายามจะเข้ามาในกระท่อม แต่ตัวของมันใหญ่เกินไป ผมเองก็ทำได้เพียงสบตากับมันไว้เพื่อให้ตัวเองไม่กลัว ก่อนที่ทุกอย่างจะมืดมิดลง

 

ผมยึดเก้าอี้ไว้แน่น เพราะมันเป็นสิ่งเดียวในความมืดที่ผมจับต้องได้ และรู้สึกอุ่นใจที่สุด ลิฟท์นี่ยังคงเลื่อนลงไปเรื่อยๆ โดยที่ผมไม่อาจมองเห็นหรือกะระยะทางได้เลย ผมรู้สึกเหมือนเวลาผ่านไปนานมาก จนในที่สุดลิฟท์ก็หยุดลง ทุกอย่างเงียบสงัด เบื้องหน้ามีแสงสีน้ำเงินสาดออกมาจากช่องเล็กๆ ราดรดตัวผมราวกับน้ำที่เย็นจัด จากนั้นก็มีแสงกระพริบ หลอดไฟเก่ากำลังติดขึ้นช้าๆ ให้ความสว่างกลับคืนมาอีกครั้ง ผมกำลังอยู่ในลิฟท์จริงๆ และเบื้อหน้าเป็นประตูสีขาวอะครีลิกบานใหญ่ มีปุ่มกดรหัส ช่องแสกนลายนิ้วมือ ม่านตา และตรวจดีเอ็นเอ

 

“โปรดยื่นมือเข้ามาในช่องด้านข้างประตู”

มีเสียงสังเคราะห์ดังขึ้น ผมมองซ้ายขวา ตรงนั้นไม่มีใครนอกจากผมเท่านั้น ผมจึงเดินไปด้านหน้า และยื่นมือเข้าไปในช่องนั้นอย่างหวาดๆ

“โอ้ย!”

ผมเผลอร้องออกมาเสียงดัง พร้อมกับดึงมือกลับออกมาอย่างรวดเร็ว เพราะรู้สึกถึงของแหลมคล้ายเข็มจิ้มเข้าที่ปลายนิ้วทั้งสิบ เมื่อหงายฝ่ามือดูก็พบว่าปลายนิ้วของผม มีจุดเลือดปรากฏขึ้น

“กำลังวิเคราะห์ดีเอ็นเอ”

เสียงสังเคราะห์ดังขึ้นอีกครั้ง

“ดีเอ็นเอถูกต้อง โปรดระวัง ประตูกำลังจะเปิด”

 

มีเสียงดังฟู่เบาๆ ก่อนที่ประตูบานหนาจะเลื่อนเปิดออกไปด้านข้างอย่างช้าๆ ข้างในนั้นมีเค้าท์เตอร์ เหมือนจะเป็นที่ของประชาสัมพันธ์ ทางเดินทอดยาวไปสู่ประตูอีกบานซึ่งเป็นกระจก แต่มีบางอย่างหยุดผมไว้ตรงเค้าท์เตอร์ประชาสัมพันธ์ ภาพโฮโลแกรมของหญิงสาว เทคโนโลยีเดียวกับเอไอในห้องพักของผมบนยานอูริเอล แต่เธอถูกปรับแต่งไว้แล้วโดยใครสักคนที่เคยอยู่ที่นี่

 

“ยินดีต้อนรับจ้ะ”

เอไอสาว ท่าทางจะเป็นชาวยุโรป คุ้นๆว่าเป็นหนึ่งในคนที่อยู่ในรูปบนผนังกระท่อมด้านบนด้วย

“ศวิล”

ผมอ้าปากค้าง ดวงตาที่มองเธอแทบจะถลนออกมา เธอเรียกชื่อผมชัดถ้อยชัดคำ โดยไม่มีการเพี้ยนเป็นเซวิลเลยแม้แต่น้อย

“คุณ... คุณรู้จักผม?”

ผมถาม ยังคงตะลึงอยู่

“แน่นอนจ้ะ ฉันรู้จักเธอดี ฉันคือผู้ให้กำเนิดเธอ”

“อะไรนะ คุณพูดอะไรของคุณ!?”

 

น้ำเสียงของผมเต็มไปด้วยความสับสน สิ่งที่เธอบอกมันไม่ใช่อย่างที่ผมรู้ มันไม่มีทางเป็นไปได้ แม่ผมเป็นคนไทย เป็นพี่สาวของน้าเจดา ส่วนพ่อของผมต่างหากที่เป็นชาวยุโรป เป็นคนเยอรมัน

 

“แม่เข้าใจจ้ะว่าลูกกำลังสับสน เพราะสิ่งที่ลูกได้รับรู้ก่อนหน้าทั้งหมดมันไม่ถูกต้อง มันถูกบิดเบือนเพื่อปกป้องลูกให้ปลอดภัย ศวิลพ่อของลูกเป็นลูกเสี้ยว ไทย-เยอรมัน เบนไคเซอร์จึงเป็นนามสกุลของพ่อลูก แต่แม่เป็นลูกครึ่งไทย-ออสเตรเลีย แม่เป็นลูกคนโต จึงได้เค้าส่วนใหญ่ของพ่อที่เป็นคนออสซี่มามากกว่าใคร ถ้าลูกเห็นแม่กับเจดายืนคู่กัน ลูกต้องไม่สงสัยในตัวแม่แน่”

“ผ...ผมจะเชื่อได้ยังไง คุณเป็นแค่ภาพจำลองของคนที่อ้างว่าเป็นแม่เท่านั้น ข้อมูลพวกนั้นอาจถูกป้อนไว้เพื่อคุณมาหลอกผมก็ได้!”

“ลูกรัก นี่เป็นส่วนหนึ่งของความทรงจำ ที่แม่บันทึกไว้ รอให้ลูกมาพบ เพื่อจะได้บอกกล่าวความจริงให้ลูกรู้ แต่หลายอย่างเปลี่ยนไป มันกะทันหัน เราต้องเปลี่ยนแผนเพื่อรับมือกับสถานการณ์ที่เกิดขึ้น ตามมาสิ แม่จะให้ลูกได้ดู”

 

เธอออกเดินนำไป ผมได้แต่เดินตามไปอย่างจนใจ คำว่าความจริง ดึงความสนใจคนเราได้เสมอ เธอพาผมเดินผ่านประตูกระจกเลื่อนไป ห้องนั้นเป็นห้องนั่งเล่น มันว่างเปล่าจนกระทั่ง ภาพความทรงจำจากเอไอข้างๆผมปรากฏขึ้น พวกเขาทุกคนที่อยู่ในกรอบรูปด้านบนกำลังนั่งพักผ่อน กินขนม จิบชา กาแฟ และพูดคุยสัพเพเหระ

“ได้ยินรึยัง โครงการนี้ไม่ได้รับการสนับสนุนจากรัฐบาลโลกแล้ว พวกเขาว่ามันไร้มนุษยธรรมเกินไป อีกไม่นานแลบนี้คงถูกสั่งปิด”

ผู้ชายชาวเอเชีย ฟังจากสำเนียงน่าจะเป็นชาวญี่ปุ่นพูดขึ้น

“อยู่ๆก็จะมาสั่งปิดเพราะโครงการนี้ไร้มนุษยธรรมเนี่ยนะ พวกเรายอมเสียเวลา เสียโอกาสที่จะได้อยู่กับคนที่รัก เพื่อมาทำเรื่องไร้มนุษยธรรมให้พวกเขาเป็นปีๆ อยู่ดีๆก็จะมาถีบหัวส่งกันซะงั้นเหรอ!!”

หญิงสาวชาวเอเชียที่น่าจะเป็นชาวญี่ปุ่นอีกคนพูดขึ้นด้วยความโมโห

 

“ตอนแรกเราทำการวิจัยแค่สัตว์กับพืชพรรณ แต่ตอนนี้เราลามมาถึงร่างของชนเผ่าต่างๆบนเซคันด์เอิร์ธด้วย มีเหตุผลที่เขาจะอ้างถึงมนุษยธรรม กว่าจะผูกมิตรกับแต่ละเผ่าได้ มันไม่ใช่เรื่องง่าย ถ้าพวกนั้นรู้ถึงสิ่งที่เราทำ ความสัมพันธ์ที่เปราะบางนั้นอาจขาดสะบั้น และก่อให้เกิดสงครามขึ้นก็ได้”

 

ผู้หญิงที่อ้างว่าเป็นแม่ของผมพูด หลายคนพยักหน้าเห็นด้วยกับสิ่งที่เธอพูด

“เราเป็นนักวิทยาศาสตร์ งานของเราคือวิเคราะห์ ทำความเข้าใจ หาจุดเด่นในระดับดีเอ็นเอมา เพื่อใช้ประโยชน์กับเผ่าพันธุ์มนุษย์ของเรานะ พวกคุณก็รู้ว่าบนเซคันธ์เอิร์ธนี่ มนุษย์แทบจะกลายเป็นสิ่งมีชีวิตที่อ่อนแอที่สุดในระบบห่วงโซ่เลยนะ ถ้าเราไม่ทำอะไรสักอย่าง มีหวังเผ่าพันธุ์ของเราได้สาบสูญไปจริงๆแน่”

 

ทุกคนเองก็เห็นด้วยกับคำพูดของชายชาวยุโรปไว้หนวดเคราเฟิ้มคนนั้น ไม่มีใครอยากให้เผ่าพันธุ์ของตัวเองต้องสาบสูญ ผมเองก็เหมือนกัน แต่สิ่งที่พวกเขากำลังทำกันอยู่คืออะไรกันแน่

“เราสังเคราะห์ยีนส์เด่นของแต่ละเผ่าพันธุ์ออกมาได้เกือบทั้งหมดแล้ว เหลือแค่ต้องทดลองความเข้ากันได้กับดีเอ็นเอของมนุษย์ มันใกล้จะเป็นรูปเป็นร่างขึ้นมาจริงๆแล้วรู้ไหม แล้วจะให้ระงับเนี่ยนะ มันบ้าบอสิ้นดี!!”

ชายคนเดิมกล่าวอย่างหัวเสีย

“ทุกท่าน”

 

ผมตกใจเมื่อได้ยินเสียงผู้ชายดังมาจากด้านหลัง แต่เขาเป็นเพียงภาพจำลอง เหตุการณ์ในความทรงจำที่ผ่านมานานมากแล้ว เจ้าของเสียงทุ้มลึกนั้นเป็นชายผิวขาวราวกับงาช้าง ผมยาวตรงสีขาว ลูกนัยน์ตาเองก็เป็นสีเทาซีดจนเกือบขาว สวมชุดสีน้ำเงินเข้มติดสัญลักษณ์ของกาแลกซีลัส คอร์ปอเรชั่น ด้านหลังมีการ์ดร่างใหญ่ในชุดเกราะพร้อมรบ ราวกับหุ่นยนต์ในหนังไซไฟ เขาเดินมาด้านหน้าทะลุตัวผมไป

“โครงการนี้จะไม่ถูกระงับแน่นอน แม้ว่ารัฐบาลโลกจะไม่สนับสนุนให้วิจัยต่อก็ตาม”

“คุณลาซาลัส!”

ทุกคนเอ่ยชื่อชายผมขาวแทบจะพร้อมเพรียงกัน

 

“ขอเถอะ เรียกผมว่าไกเซอร์ การวิจัยนี้จะยังมีต่อไป แต่ในทางลับมากขึ้น รัฐบาลโลกจะต้องไม่รับรู้ถึงการมีอยู่ของทีม และการวิจัยของพวกคุณอีกเด็ดขาด ฐานวิจัยนี้จะถูกซ่อนจากแผนที่ทางการทหารต่างๆ แต่จะปรากฏเฉพาะกับคนที่มีพิกัดในมือแล้วเท่านั้น ผมจะย้ายฐานวิจัยลงใต้ดิน ระหว่างนี้พวกคุณก็กลับเข้าเมือง ถือซะว่าพักร้อนก็แล้วกันนะ”

 

ภาพทั้งหมดหายไป ตรงที่ทุกคนถูกเชิญให้ออกไปอย่างกะทันหัน เอไอสาวปรากฏตัวข้างผมอีกครั้ง เธอหันมาส่งยิ้มให้อย่างเศร้าสร้อย

“แล้วยังไงครับ การวิจัยนั่นมันสำเร็จไหม?”

ผมถามขึ้นด้วยความอยากรู้

“แม่ยังเปิดเผยไม่ได้ ไม่ใช่ตอนนี้ ไม่ใช่ที่นี่ ศวิล ตามหานิมพ์ จีนอยด์ผู้ช่วยของแม่ เธอจะนำลูกไปหาความลับที่ยังถูกซ่อนอยู่ เธอจะยังไม่ถูกปลุกความทรงจำ จนกว่าจะได้ยินคีย์เวิร์ดจากปากลูก ตาม...เธอ จี...ชื่อ......”

 

เหมือนเธอรีบร้อน สัญญาณถูกรบกวนและขาดหายไปดื้อๆ ผมมองหาเธอในความว่างเปล่า แต่ไม่มีอะไรอีกแล้ว ความสับสนครอบงำผม แค่เวลาไม่ถึงชั่วโมง มีข้อมูลมากมายประดังเข้ามาในหัวเกินกว่าจะรับไหว ผมก้มดูเวลาในคอมเจ็น ตั้งแต่เชื่อมต่อเข้ามานี่ก็ผ่านไปห้าชั่วโมงแล้ว ผมต้องกลับไปเวิลด์แลนด์ซิตี้เสียที

 

ครืนนน

ลิฟท์เลื่อนขึ้นส่งเสียงเบาๆ จนมาหยุดนิ่งเป็นพื้นเดียวกับพื้นกระท่อม ผมก้มลงหยิบเหรียญที่ถูกดันกลับคืนมาให้ เก็บมันไว้ที่เดิมแล้วเดินออกมา แบล็คไนท์รีบลุกขึ้น เดินตรงปรี่เข้ามาหาผม ทำจมูกฟุดฟิดราวกับจะดมหากลิ่นแปลกปลอม ตอนนี้สมองของผมหนักอึ้ง อยากจะหาใครสักคนพูดคุยด้วย แต่ไม่มีใคร ผมคุยกับใครไม่ได้ ข้อมูลที่เพิ่งได้รับมาอันตรายเกินไป

 

“ย่อลงแบล็คไนท์”

ผมออกคำสั่ง และมันก็ทำตามโดยดี ผมขึ้นขี่หลังแบล็คไนท์ และออกเดินทางกลับเวิลด์แลนด์ซิตี้ ในหัวก็ยังคงมีเรื่องรบกวนจิตใจ ใช่เรื่องของการวิจัยอะไรนั่น แต่เป็นเรื่องของพ่อและแม่ที่ผมเข้าใจผิดมาตลอด กับจีนอยด์ที่ชื่อนิมพ์ ที่ผมต้องหาให้เจอ ...ผมคงต้องขอเข้าฝึกในโรงฝึกของทหารจริงๆเสียแล้ว...

 

 

 

 

 

 

 

ให้กำลังใจนักเขียน
นักเขียนได้รับกำลังใจแล้ว!
นักเขียนได้รับกำลังใจแล้ว 15 ครั้ง

นิยายที่ผู้อ่านนิยมอ่านต่อ

loading
กำลังโหลด...

476 ความคิดเห็น

  1. #339 RoZenKreuZ (จากตอนที่ 21)
    วันที่ 14 พฤศจิกายน 2558 / 01:39
    *ขึ้นไปตะโกนบนหลังคาบ้าน* Star Ocean ช้าดๆ~~~
    ต่างกันนิดหน่อย แต่โดยรวมค่อนข้างคล้ายเลยล่ะครับ 555 ยิ่งเป็นเรื่องเดินทางข้ามดวงดาว DNA ตัดต่อพันธุกรรมของชนเผ่าโบราณใส่ตัวลูกชายตัวเอง ทำให้มีพลังพิเศษ โดนองค์กรลึกลับจ้องจับตัวไปใช้งาน บลาๆ 
    มิน่าผมถึงชอบอารมณ์ในเรื่องนี้ มันคล้ายสตาร์โอเชี่ยนนี่เอง //ตบเข่าฉาด
    ผมชอบ SO ทุกภาคเลยยยย //สะบัดธงรัวๆ ฮี่ๆ
    ปล.ก็น่าจะแม่สาวจีนอยไร่ข้าวโพดนั่นแหละเนอะ
    #339
    0
  2. #325 butterfly (จากตอนที่ 21)
    วันที่ 6 ตุลาคม 2558 / 22:49
    นิมพ์ คือจีนอย ที่อยู่ไร่ข้าวโพดสินะ
    #325
    0
  3. #310 ฝนธารา (จากตอนที่ 21)
    วันที่ 24 กันยายน 2558 / 17:03
    ปริศนาๆๆๆ
    #310
    0
  4. #223 kimurakung (จากตอนที่ 21)
    วันที่ 8 พฤษภาคม 2558 / 14:01
    ให้เดานะ นายแหละศวิล คงผ่านการตัดแต่ง DNA ของหลากหลายเผ่าพันธุ์เข้ามาและผสานกันได้อย่างลงตัว (ชิมิ ชิมิ)
    #223
    0
  5. #219 fewmunte (จากตอนที่ 21)
    วันที่ 5 พฤษภาคม 2558 / 16:51
    มาอย่างไกลได้ข้อมูลมาแค่นี้ กำๆ น่าฉงฉานแบล๊ก
    #219
    0
  6. #206 นายตัวร้าย (จากตอนที่ 21)
    วันที่ 26 เมษายน 2558 / 15:55
    มีเงื่อนงำเยอะเลย
    #206
    0
  7. #201 my-kimberly (จากตอนที่ 21)
    วันที่ 25 เมษายน 2558 / 15:52
    จีนอยที่เป็นชาวนาป่ะ
    #201
    0
  8. #197 piwut (จากตอนที่ 21)
    วันที่ 25 เมษายน 2558 / 00:21
    อมตะปริศนาเริ่มแล้ว
    #197
    0