[Fic B.A.P] S A K U R A [LoUp ft. ChanBang]

ตอนที่ 5 : Chapter 4

  • เนื้อหานิยายตอนนี้เปิดให้อ่าน
  • View : 128
    จำนวนคนให้กำลังใจ : 0 ครั้ง
    19 ก.ค. 59

Chapter 4





 

          หลังวันงานแต่งงานของรุ่นพี่จูรินะ รุ่นพี่ยงกุกได้บินกลับไปที่ประเทศเกาหลี ส่วนผมก็เดินทางกลับบ้านที่มิยาซากิ บ้านของผมตั้งอยู่นอกตัวเมือง แม้จะไม่มีตึกใหญ่โตให้ได้เห็น แต่ที่นี่ก็เต็มไปด้วยความงดงามของธรรมชาติ


            ผมอาศัยอยู่ที่บ้านไม้ทรงญี่ปุ่นหลังเก่าๆคนเดียว พ่อและแม่ของผมทำงานอยู่ที่จังหวัดไซตามะพวกท่านอยากให้ผมย้ายไปอยู่ด้วยกันแต่ผมก็เลือกที่จะอยู่ที่นี่ เพราะที่แห่งนี้เต็มไปด้วยความทรงจำมากมาย...


            วันนี้ผมออกมาเดินเล่นนอกบ้านในวันที่อากาศร้อนสามสิบหกองศา ทุกคนคงคิดว่าผมต้องเป็นบ้าไปแล้วแน่ๆ ตามทางเดินบนถนนสายเล็กเส้นนี้มีเพียงความว่างเปล่า สองข้างทางเต็มไปด้วยสีเขียวสดของใบไม้ใบหญ้า  ผมจำได้ว่าเมื่อก่อนผมใช้ถนนสายนี้เดินทางไปโรงเรียนและกลับบ้านทุกวัน บ้านของผมตั้งอยู่ไม่ไกลจากโรงเรียนมัธยมปลายที่ผมเคยเรียนมากนัก


            ผมหยุดเดินและยืนมองต้นซากุระที่ผมได้พบกับจงออบครั้งแรก ในแววตาของผมยังคงปรากฎภาพของเด็กผู้ชายที่ยื่นมือออกไปรองรับกลีบของดอกซากุระที่ร่วงหล่นลงมา แต่ตอนนี้ซากุระต้นนี้มีเพียงใบสีเขียวสดที่ปรากฏให้เห็น


            สองเท้าของผมก้าวเดินออกไปข้างหน้า ผมเดินผ่านรั้วโรงเรียนเดิมที่เคยเรียน ตอนนั้นมันดีมากจริงๆนะ ทั้งผม จงออบ และพวกรุ่นพี่ แต่วันเหล่านั้นกลายเป็นเพียงแค่เศษเสี้ยวของความทรงจำ


            ที่แห่งนี้ไม่มีใครอยู่อีกแล้ว...’


            “พี่เซโล่!


            เสียงเรียกที่ผมรู้สึกคุ้นเคยดังขึ้นจากข้างหลัง ผมหมุนตัวหันกลับไปมองพบเด็กผู้ชายคนหนึ่งปั่นจักรยานมาทางผมก่อนจะใช้เท้าทั้งสองข้างเบรกให้ล้อรถหยุดหมุน


            “อ้าวยูยะ”


            ยูยะเป็นเด็กอายุสิบห้าที่ค่อนข้างรักการอ่านเป็นชีวิตจิตใจ เด็กคนนี้อาศัยอยู่บ้านหลังข้างๆผม ซึ่งผมมักจะเห็นเด็กคนนี้ปั่นจักรยานผ่านรั้วหน้าบ้านของผมเสมอ หนึ่งในงานเขียนที่ยูยะเลือกอ่านมีของผมปะปนอยู่ด้วย


            “พี่เซโล่ เมื่อไหร่หนังสือเล่มใหม่ของพี่จะออกอ่ะ”

            “อีกไม่นานหรอก”

            “จริงนะ พี่น่ะเป็นนักเขียนในดวงใจของผมเลย”


            ผมยิ้มให้กับเด็กผู้ชายตรงหน้า ไม่มีใครที่พูดกับผมแบบนี้หรอกนอกจากยูยะ ทุกคนมักจะบอกกับผมเสมอว่างานเขียนของผมมันขายไม่ออกหรอก


            “ผมชอบมันจริงๆนะ แม้ตอนจบโทโมยะจะไม่รู้ว่าสามีของเธอเสียชีวิตไปแล้วก็ตาม”

            “คงมีแต่ยูยะล่ะมั้งที่ชอบมัน”


            เพราะคนส่วนใหญ่มักจะไม่ชอบอ่านนิยายที่ฉากจบไม่สมหวังสักเท่าไหร่ อย่างน้อยความรักก็ควรสมหวังในนิยายที่ได้เปิดอ่าน


            “ไม่หรอกครับ ผมเชื่อว่ายังมีอีกหลายคนที่หยิบมันขึ้นมาเปิดอ่าน นิยายของ จุนฮงน่ะ”


            จุนฮงคือนามปากกาที่ผมใช้ในการเขียนนวนิยาย ชื่อนี้เป็นภาษาเกาหลี พอนึกถึงที่มาของมันผมอดที่จะยิ้มออกมาไม่ได้


            “ผมต้องไปแล้วนะ วันนี้พี่อย่าลืมขอพรจากดวงดาวล่ะ นิยายจะได้ขายดีๆ”


            แล้วยูยะก็ปั่นจักรยานผ่านหน้าผมไป ผมมองตามหลังเล็กๆนั่นแล้วยิ้มออกมา ยูยะเป็นเด็กที่สดใสและร่าเริงจริงๆ


            “วันนี้เป็นวัน ทานาบาตะสินะ”


            ‘วันที่ทุกคนต่างขอพรจากดวงดาวเพราะเชื่อในเรื่องของปาฏิหาริย์


            ผมเดินกลับบ้านตลอดทางผมเห็นมุนจงออบในที่ที่เขาเคยอยู่ เสียงเรียกชื่อและรอยยิ้มที่ถูกส่งมาให้กับผมยังคงชัดเจนเหมือนกำลังเกิดขึ้นอยู่ในตอนนี้...


          ‘เซโล่

 




          ช่วงปิดเทอมฤดูร้อนที่สิบเจ็ดเป็นช่วงเวลาที่ผมมีความสุขสุดๆเพราะได้ไปเที่ยวทะเลกับชมรมนิยาย นอกจากผมกับจงออบและพวกรุ่นพี่ยังมีรุ่นน้องปีหนึ่งที่อยู่ชมรมนิยายมาด้วยอีกหนึ่งคน เธอเป็นเด็กผู้หญิงที่น่ารักรุ่นพี่จูรินะเอาแต่พูดคุยแต่กับเธอเพราะวันๆรุ่นพี่เอาแต่อยู่กับพวกผู้ชายคงจะเบื่อน่าดู


          รุ่นพี่ฮิมชานเป็นคนขับรถพาพวกเรามาเที่ยวกัน รุ่นพี่จูรินะเคยเล่าให้พวกผมฟังว่าทางบ้านของรุ่นพี่ฮิมชานมีฐานะค่อนข้างดีพวกเขามีบ้านที่ใหญ่โตไม่แพ้พวกเศรษฐีอันดับต้นๆของญี่ปุ่นเลยทีเดียว แต่ผมว่านะ รุ่นพี่ฮิมชานก็จัดอยู่ในจำพวกลูกชายของเศรษฐีพวกนั้นเหมือนกันแหละ แค่รถที่มารับพวกเราไปเที่ยวกันมูลค่าของมันก็คงหลายสิบล้าน


          “ทะเล!


          เป็นรุ่นพี่จูรินะที่เปิดประตูรถลงคนแรกแล้ววิ่งลงไปที่ชายหาด พวกเราทุกคนที่เห็นภาพนั้นต่างพากันหัวเราะให้กับท่าทางที่ตื่นเต้นเหมือนเด็กของรุ่นพี่จูรินะ


          “รุ่นพี่จูรินะนี่ร่าเริงจังเลยนะคะ”

          “ยัยนั่นก็บ้าๆบอๆแบบนี้แหละ”


          รุ่นพี่ฮิมชานพูดขึ้นพร้อมช่วย มิซากิจังถือสัมภาระที่เตรียมมา รุ่นพี่ยงกุกเองก็แบกสัมภาระของรุ่นพี่จูรินะใส่หลังของตัวเอง ส่วนผมและจงออบต่างสะพายแต่สัมภาระของตัวเองเดินตามทุกคนไป


          “ว้าว!


          พวกเราใช้เวลาเดินสักพักก็มาถึงที่พักสุดหรูที่รุ่นพี่ฮิมชานเป็นคนจองให้ ราคาค่อนข้างแพงเลยทีเดียวลำพังพวกผมคงไม่มีปัญญาจ่ายค่าที่พักแน่ๆถ้าไม่ใช่เงินของรุ่นพี่ฮิมชานที่เป็นคนออกให้


          “ชิ! จะรวยไปถึงไหนวะ”

          “อย่าอิจฉากันเลยยงกุกคุง”

          “อย่าเรียกฉันแบบนั้นนะ!


          แต่เงินของรุ่นพี่ฮิมชานก็ไม่ได้ทำให้รุ่นพี่ยงกุกสมานฉันท์ได้ พวกผมเอาแต่มองพวกรุ่นพี่ที่แยกเขี้ยวใส่กันจ้องตากันจนเห็นประกายไฟผุดออกมา เลยลำบากรุ่นพี่จูรินะที่ต้องเป็นคนสงบศึกรุ่นพี่สองคนนี้


          “พวกนาย! ถ้ายังไม่เลิกทะเลาะกันฉันจะไม่คุยด้วยเลยตลอดทริป!


          พวกเราทั้งหกคนแบ่งห้องกันนอนสองคนต่อหนึ่งห้อง แน่นอนว่ารุ่นพี่สาวแสนสวยอย่างรุ่นพี่จูรินะได้นอนกับรุ่นน้องสาวสุดน่ารักอย่างมิซากิจัง พอเหลือสี่คนพวกเราเลยคิดกันหนัก ผมอยากนอนกับจงออบนะแต่รุ่นพี่ที่เหลืออีกสองคนนี่เขาจะฆ่ากันมั้ย?


          “เรามาตัดสินคู่นอนของเราด้วยไม้สั้นไม้ยาวกันดีกว่า”


          เป็นรุ่นพี่ฮิมชานที่พูดขึ้นมา มิซากิจังเลยไปหาไม้มาให้พวกผมจับไม้สั้นไม้ยาวกัน พวกเราพากันจับแท่งไม้เล็กๆที่อยู่ในมือของมิซากิจัง ผลปรากฎว่าผมและจงออบได้ไม้สั้นทั้งคู่เช่นเดียวกับรุ่นพี่ยงกุกและรุ่นพี่ฮิมชานที่ได้ไม้ยาวกัน


          รุ่นพี่ทั้งสองคนต่างพากันทำหน้าเหมือนคนตายซาก แต่พวกเขาก็ยอมรับผลของเกมส์ที่เล่นล่ะนะ ไม่แน่คืนนี้ทั้งสองคนอาจจะสนิทกันขึ้นก็ได้ล่ะมั้ง?


          พวกเราเอาของไปเก็บเสร็จก็พากันเปลี่ยนเสื้อผ้าออกไปเล่นน้ำทะเลยามเย็นกัน พอเห็นรุ่นพี่ยงกุกใส่กางเกงขาสั้นแล้วขาดูเรียวกว่าขาของผมและจงออบอีก


          “อากาศดีจัง”


          ร่างโปร่งของจงออบเดินมายืนอยู่ข้างๆผม สายลมต่างพัดพาให้เสื้อผ้าและเส้นผมของพวกเราปลิวไปตามแรงลม ผมกับจงออบจ้องมองไปที่ภาพเบื้องหน้า


          พระอาทิตย์กำลังจะตกดินล่ะ


          “เซโล่ฉันได้ยินมาว่าวันนี้เป็นวันทานาบาตะมันคืออะไรเหรอ?

          “มันก็เป็นวันที่หญิงทอผ้าได้ขึ้นไปพบกับคนรักที่เป็นหนุ่มเลี้ยงวัวบนดวงดาวไง”

          “....

          “ในหนึ่งปีพวกเขาจะได้เจอกันเพียงหนึ่งครั้ง”

          “น่าเศร้าจัง”

          “พวกเราเชื่อว่าวันนี้หากขอพรจากดวงดาวแล้วคำอธิษฐานจะเป็นจริง พวกเราจะเขียนคำอธิษฐานลงบนแผ่นกระดาษแล้วนำมันไปผูกติดกับกิ่งก้านของต้นไผ่ พอรุ่งเช้าพวกเราก็จะเอากระดาษคำอธิษฐานนั้นไปลอยในแม่น้ำ”

          “แล้วคำอธิษฐานของเซโล่เคยเป็นจริงมั้ย?

          “ไม่รู้สิ ฉันไม่ค่อยเชื่อเรื่องพวกนี้สักเท่าไหร่”

          “แต่ฉันเชื่อนะ...

          “........

          “ฉันเชื่อนะว่าท่ามกลางความศรัทธาของเหล่าผู้คนจำนวนมากในวันนี้จะต้องมีปาฏิหาริย์เกิดขึ้นที่ไหนสักที่”


          คืนนั้นพวกเราสองคนต่างเขียนคำอธิษฐานลงบนแผ่นกระดาษทรงสี่เหลี่ยมผืนผ้าแล้วนำมันไปผูกติดไว้กับกิ่งก้านของต้นไผ่ในที่พักซึ่งทางที่พักได้จัดเตรียมไว้ให้สำหรับเทศกาลนี้ ต้นไผ่ต้นนี้มีกระดาษหลากหลายสีผูกติดอยู่ ไม่ใช่แค่ของพวกผมแต่มีอีกหลายคนที่ต่างขอพรกับดวงดาวในค่ำคืนนี้


          “นายเขียนว่าไงอ่ะเซโล่”

          “ไม่บอกหรอก”

          “แต่ฉันจะบอกนายนะว่าฉันเขียนว่า ขอให้ทุกคนมีความสุข แหละ”


          จงออบพูดแล้วหันมายิ้มให้ผมจนดวงตาที่เรียวรีนั่นปิดเข้าหากันเหมือนคนที่กำลังหลับตา ในตอนนั้นผมคิดว่ารอยยิ้มของจงออบช่างเจิดจ้ากว่าแสงของพระอาทิตย์ที่ตกยามเย็นซะอีก


          วันนั้นผมได้เขียนคำอธิษฐานลงไปบนแผ่นกระดาษสีชมพูดว่า


          ขอ

          ให้

          ได้

          อยู่

          กับ

          มุน

          จงออบ

          ตลอด

          ไป

 




          ผมแวะมาหาจงออบในช่วงบ่ายพร้อมกับดอกกุหลาบสีชมพูในมือ ผมจัดการนำดอกกุหลาบนั่นจัดใส่แจกันแก้วสีใสเหมือนที่เคยทำ มือเรียวของผมกระชับผ้าม่านสีฟ้าอ่อนให้เข้าหากันเพื่อกันไม่ให้แสงแดดยามบ่ายสาดส่องลงมาโดนร่างโปร่งที่กำลังนอนหลับใหลอยู่บนเตียง


            ผมนั่งลงบนเก้าอี้ที่อยู่ข้างเตียงแล้วพูดคุยกับร่างที่หลับใหลเช่นทุกวัน วันนี้ก่อนออกจากบ้านผมได้หยิบแผ่นกระดาษสีฟ้าที่ถูกตัดเป็นทรงสี่เหลี่ยมผืนผ้าติดมือมาด้วย ผมว่าจะนำมันมาเขียนคำอธิษฐานที่โรงพยาบาลแหละ เขาว่ากันว่าสีฟ้าเป็นสีแห่ง ความสุข


            มุนจงออบใช้กระดาษสีนี้เขียนในวันนั้นที่เราไปเที่ยวด้วยกัน เขาไม่ได้ขอพรให้ตัวเองแต่เขาขอให้ความสุขเกิดขึ้นกับพวกเราทุกคน จงออบเป็นคนที่มีความคิดที่น่าทึ่งสำหรับผมเสมอ เขาชอบพูดเรื่องที่เหมือนเป็นไปไม่ได้ด้วยแววตาที่มุ่งมั่นและรอยยิ้มที่เจิดจ้า เขาทำให้ผมเชื่อในทุกสิ่งที่เขาได้พูดมันออกมา        


           ‘’ในวันนี้ท่ามกลางความศรัทธาของเหล่าผู้คนจำนวนมากต้องมีปาฏิหาริย์เกิดขึ้นที่ไหนสักที่”

            “นายคงคิดแบบนั้นใช่มั้ยจงออบ”


            มือเรียวของผมจรดปลายปากกาสีดำลงบนแผ่นกระดาษแล้วเขียนตัวอักษรลงไป


            ถ้าปาฏิหาริย์จะเกิดขึ้นที่ไหนสักที่ผมขอให้มันเกิดขึ้นที่นี่จะได้มั้ย...’


            ขอ

            ให้

            คำ

            สัญญา

            ของ

            เรา

            เป็น

            จริง

 








ขออนุญาตนำแฟนอาร์ตของคุณเมเปิ้ล @Maple13th มาลงนะคะ

 น่ารักมากๆเลยค่ะ ไปติดตามผลงานของคุณเมเปิ้ลได้นะคะ วาดแฟนอาร์ตบีเอพีสวยทุกรูปเลยค่ะ^^








จบไปอีกหนึ่งตอนค่ะ ไม่รู้จะถูกใจกันมั้ยกับนิยายก่อยๆของเลา.__.

มีอะไรคอมเม้นบอกเลาได้นะ หรือที่ #ซากุระโล่ออบ

หรือเมนชั่นมาคุยกับเราได้ที่ @Bangxx2 ค่ะ

ขอบคุณคนที่หลงเข้ามาอ่านนะคะ เยิ้บๆ~

เจอกันตอนต่อไปค่ะ








นิยายที่ผู้อ่านนิยมอ่านต่อ

loading
กำลังโหลด...

61 ความคิดเห็น

  1. #49 เจ้าชายเดือนสาม (จากตอนที่ 5)
    วันที่ 26 มกราคม 2560 / 09:00
    พี่ฮิมชานสายเปย์นี่นาาาาาาาาาาาาา สัมผัสได้ถึงฟามรวยของเขา ว่าแต่... นอนห้องเดียวกับยงกุกนี่ได้กันไหม... หมายถึงได้ปรับความเข้าใจกันไหมอะไรแบบนี้ เราเป็นคนใส ๆ >< นี่ว่าความรู้สึกของชานบังน่าจะเปลี่ยนตั้งแต่ตอนนี้ล่ะ มันต้องมีอัลไลเกิดขึ้นในห้องแน่ ๆ! คู่เน่ไลน์อย่ายอมแพ้นะ อุตส่าห์ได้นอนห้องเดียวกันแล้ว!

    ไม่รู้จะเมนต์อะไรอีกแล้ว 55555555 ยังยืนยันคำเดิมว่าไรต์แต่งดีขึ้นมากๆๆๆๆๆๆๆๆ เลย เรื่องนี้ละมุนเว่อร์ การบรรยาย ฉาก คำพูดอะไรมันเข้ากันหมด เป็นฟิคที่อ่านได้เรื่อย ๆ เลยอ่ะ ภาษาลื่นมาก บรรยายไม่งงด้วย แต่งฟิคออกมาเยอะ ๆ นะคะ ถึงเราจะมาอ่านช้า แต่อ่านแน่นอนค่ะ!

    สุดท้ายก็ขอให้คำอธิษฐานของโล่ออบเป็นจริงนะ
    #49
    0
  2. #14 ออกัส (จากตอนที่ 5)
    วันที่ 30 กรกฎาคม 2559 / 21:42
    เมื่อไหร่จะสมหวังกันนะ เศร้า ฮื่อๆ
    #14
    0
  3. #13 TAKAYUKI (จากตอนที่ 5)
    วันที่ 17 กรกฎาคม 2559 / 10:29
    ทำไมอ่านแล้วน้ำตาซึมนะ...............ไม่ซึมแล้ว มันไหลเลย



    เนื้อเรื่องก็ไม่ได้เศร้านะ แต่ทำไมรู้สึกเหงายังไงก็ไม่รู้ 



    อ่านแล้วมันรู้สึกถึงความเหงา การรอคอย ความหวัง



    คือไม่รู้จะอธิบายยังไง ไว้หยุดร้องไห้จะไปเล่นแท็กนะคะ
    #13
    0
  4. #12 cakecassss (จากตอนที่ 5)
    วันที่ 16 กรกฎาคม 2559 / 23:44
    ละมุนไปอีก ฮอล รู้สึกดี เขียนดีจริงๆ อธิบายดีมากๆ ได้บรรยากาศการ์ตูนญี่ปุ่นสุดๆ ชอบความสัมพันธ์ทุกอย่างดูไม่เร่งไม่รีบ แต่ทุกอย่างที่เกิดขึ้นดูมีความหมาย แม้กระทั่งกับคาแรคเตอร์ของออบเองที่ดูเป็นคนเพ้อฝันนิดๆมีความคิดด้านบวกแปลกๆ แล้วโล่ดูเป็นคนอ่อนโยน บวกกับความในใจที่เล่าเรื่องราว ถึงเรื่องนี้อ่านดูแล้วอาจจะต้องมีเสียน้ำตาก็ยอมอ่ะ จะติดตามอ่านต่อไปนะคะ แต่งให้จบนะ เป็นกำลังใจให้ค่ะ
    #12
    0