[Fic B.A.P] S A K U R A [LoUp ft. ChanBang]

ตอนที่ 4 : Chapter 3

  • เนื้อหานิยายตอนนี้เปิดให้อ่าน
  • View : 124
    จำนวนคนให้กำลังใจ : 0 ครั้ง
    8 ก.ค. 59

Chapter 3





 

            ผมเดินทางมาถึงโตเกียวก่อนที่จะถึงวันแต่งงานของรุ่นพี่จูรินะสองวัน รุ่นพี่ฮิมชานมารับผมที่สนามบินไปพักที่บ้านของเขา ซึ่งผมก็เพิ่งรู้ตอนมาถึงบ้านของรุ่นพี่ฮิมชานแล้วว่ารุ่นพี่ยงกุกได้เดินทางมาถึงก่อนหน้าผมสองชั่วโมง


          พวกเราสามคนนั่งทานอาหารมื้อเย็นและพูดคุยกันบนโต๊ะอาหารขนาดกลางที่ทำจากไม้ รุ่นพี่ทั้งสองคนนั่งหันหน้าเข้าหากันโดยมีผมนั่งอยู่ที่ปลายโต๊ะ รุ่นพี่ฮิมชานทำงานเป็นพนักงานบริษัทขนาดใหญ่แห่งหนึ่งรายได้ค่อนข้างดีเลยทีเดียว ส่วนรุ่นพี่ยงกุกได้เปิดร้านขายราเมนที่เกาหลีลูกค้าต่างพากันมาอุดหนุนไม่ขาดสาย


            “แล้วเซโล่ตอนนี้นายทำอะไรอยู่ล่ะ”


            เป็นคำถามของรุ่นพี่ฮิมชานที่ถามผมขึ้น ชีวิตของผมไม่ค่อยเหมือนกับพวกรุ่นพี่สักเท่าไหร่ จะว่าประสบความสำเร็จในอาชีพการงานก็ไม่ใช่เลยซะทีเดียว


            “เป็นนักเขียนครับ”


            นักเขียนที่ไร้ชื่อเสียง แต่ในสักวันจะเปล่งประกายให้เหล่าผู้คนที่ชื่นชอบการอ่านทั้งหลายต่างจับจ้องมาที่ผลงานของผม...


            “นั่นมันเยี่ยมไปเลยไม่ใช่เหรอ”


            เป็นรุ่นพี่ยงกุกที่พูดขึ้นมา


            “ไม่หรอกครับ ผลงานของผมยอดขายน้อยจะตายไป กลัวว่าถ้าต้นฉบับเรื่องใหม่ไม่โดนใจบก. ผมคงได้ตกงาน”

            “ว่าแต่ฉันเคยซื้อผลงานของนายมาอ่านบ้างรึเปล่าเนี่ย?

          

              รุ่นพี่ฮิมชานพูดพร้อมกับทำท่าทางครุ่นคิด


             จะว่าไปตั้งแต่ผมมาถึงที่นี่รุ่นพี่ฮิมชานกับรุ่นพี่ยงกุกยังไม่ได้คุยกันเลยสักคำ ทั้งที่เมื่อก่อนเจอหน้ากันต้องมีเถียงมีทะเลาะและโวยวายใส่กันบ้าง แต่ตอนนี้พวกเขาเอาแต่พูดคุยอยู่กับผมคนเดียว


            พวกเราหยุดพักจากการพูดคุยแล้วลงมือทานอาหารตรงหน้าต่อ มื้อนี้พี่ฮิมชานเป็นคนทำ เป็นสตูเนื้อรสชาติอร่อย


            กึก


            เสียงตะเกียบชนกันทำให้ผมเงยหน้าขึ้นมามอง ตะเกียบของรุ่นพี่ทั้งสองคนจิ้มอยู่บนเนื้อชิ้นเดียวกัน เป็นรุ่นพี่ยงกุกที่ถอยตะเกียบออกไป จากนั้นรุ่นพี่ฮิมชานก็คีบชิ้นเนื้อเมื่อครู่ใส่จานของคนที่นั่งอยู่ตรงกันข้าม ไม่มีแม้แต่เสียงพูดออกจากปากของคนทั้งสอง


            มีเรื่องอะไรเกิดขึ้นระหว่างรุ่นพี่ทั้งสองคนกันนะ

 




            ที่บ้านของรุ่นพี่ฮิมชานมีสองห้องนอน ผมได้นอนกับรุ่นพี่ยงกุกส่วนรุ่นพี่ฮิมชานนอนอยู่อีกห้องหนึ่ง ผมเห็นรุ่นพี่ยงกุกยืนรับลมอยู่ที่ระเบียงห้องเลยเดินเข้าไปหา สายตาของคนตรงหน้าผมกำลังเหม่อมองขึ้นไปบนท้องฟ้าอันมืดมิด


            “ยังไม่ง่วงเหรอครับ”

            “อืม”


            ผมเข้าไปยืนอยู่ข้างๆรุ่นพี่ยงกุก สายตาของผมมองไปที่ภาพเบื้องหน้า แม้ท้องฟ้าจะมืดมิดสักเพียงใดแต่โตเกียวยามค่ำคืนก็เต็มไปด้วยแสงไฟ


            “ทำไมไม่คุยกันเลยล่ะครับ กับรุ่นพี่ฮิมชาน”

            “ก็แค่ไม่รู้ว่าจะต้องเริ่มพูดอะไร จากตรงไหนดี...


            ความเงียบเริ่มเข้าปกคลุมเราทั้งสอง ผมรู้มาว่าตั้งแต่รุ่นพี่ทั้งสองคนเรียนจบมอปลายไปก็ไม่เคยได้เจอกันอีกเลย ทั้งๆที่วันนี้มีโอกาสได้มาพบกันอีกแล้วแท้ๆกลับไม่พูดคุยกันเลยสักคำ...


            “แล้วจงออบล่ะเป็นไงบ้าง”

            “ยังนอนไม่ตื่นเลยล่ะครับ...

            “งั้นเหรอ...


            ผมมองขึ้นไปบนท้องฟ้าเหมือนกับรุ่นพี่ยงกุก ลมเย็นๆพัดมาปะทะเข้าที่ใบหน้าของเราทั้งสอง เส้นผมของพวกเราต่างปลิวไสวไปตามแรงลม


            “จะว่าไปผมก็ไม่ได้มาโตเกียวนานแล้วเหมือนกัน จำได้ว่าครั้งสุดท้ายนี่น่าจะตอนเรียนอยู่มอปลายปีสอง”


            ตอนนั้นเป็นช่วงเวลาที่ดีสุดๆเลยล่ะ...’

 




            รถบัสแล่นออกจากมิยาซากิในเวลาเช้าตรู่ ชั้นเรียนของพวกเราได้ไปทัศนศึกษาที่โตเกียว เส้นทางจากภูมิภาคคิวชูที่พวกเราอยู่มุ่งสู่ภูมิภาคคันโตระยะทางค่อนข้างไกล กว่าจะถึงโตเกียวเมืองหลวงของญี่ปุ่นก็คงประมาณเย็นๆ การได้ไปเที่ยวที่ไกลๆพร้อมกับเพื่อนร่วมชั้นดูทุกคนในรถบัสคันนี้อดที่จะตื่นเต้นกันไม่ได้


          “ครั้งแรกเลยนะที่ฉันจะได้ไปโตเกียว”


          ร่างโปร่งที่นั่งข้างๆผมพูดขึ้นมา ดวงตาเรียวรีของจงออบทอดมองไปข้างนอกหน้าต่าง วิวข้างทางนั้นช่างดูงดงาม รสบัสคันนี้แล่นผ่านทั้งต้นไม้ ทะเล และภูเขา


          “แล้วเซโล่ล่ะเคยไปโตเกียวมั้ย?

          “เคยสิ แต่นานมากแล้ว ตอนนั้นหกขวบเองมั้ง”


          ตอนเด็กๆครอบครัวเคยพาผมไปที่โตเกียว เมืองหลวงนั้นช่างกว้างใหญ่มีตึกสูงใหญ่ตั้งตระง่านอยู่เต็มไปหมด มีผู้คนหนาแน่นเดินกันขวักไขว่อยู่เต็มท้องถนน


          รถบัสยังคงแล่นไปเรื่อยๆ เสียงเจี๊ยวจ๊าวรอบข้างดูเบาลง ดูเหมือนทุกคนคงเริ่มจะง่วงนอนกันแล้ว ศีรษะของคนที่นั่งอยู่ข้างๆโน้มลงมาพิงกับไหล่ของผม เสียงลมหายใจเข้าออกบ่งบอกว่าจงออบหลับไปแล้ว


          ผมมองใบหน้ายามหลับของคนที่นอนพิงไหล่ มือเรียวของผมค่อยๆเกลี่ยเส้นผมสีดำสนิทให้ออกจากหน้าผากของคนตรงหน้า


          ไม่รู้ว่าตั้งแต่เมื่อไหร่... ที่หัวใจของผมไม่ได้เต้นในจังหวะเดิม

 




          เกือบหนึ่งทุ่มพวกเราเดินทางมาถึงที่พัก ทุกคนต่างแยกย้ายเอาสัมภาระเข้าไปเก็บในห้องที่ตัวเองได้พัก พวกเราถูกจัดให้นอนสิบคนต่อหนึ่งห้องแยกชายและหญิง จงออบกับผมจองที่นอนไว้ข้างๆกัน


           ‘เป็นครั้งแรกที่ผมได้นอนข้างจงออบ

 

          ยามสายของเช้าวันใหม่พวกเราถูกพามาที่ ศาลเจ้ายาสุคุนิ ที่นี่ถูกสร้างขึ้นเพื่อเป็นอนุสรณ์สถานเชิดชูเกียรติเหล่าทหารที่สละชีวิตในสงคราม มีต้นซากุระจำนวนมากอยู่ที่นี่แต่ดอกของมันร่วงโรยจนใกล้จะหมดต้นแล้ว ฤดูใบไม้ผลิที่สิบเจ็ดของผมใกล้จะผ่านพ้นไปแล้วสินะ


          “น่าเสียดายจังที่ไม่มีโอกาสได้เห็นมันบานเต็มต้น คงสวยน่าดูในทีที่มีต้นซากุระเยอะขนาดนี้”

          “นายชอบมันเหรอจงออบ”


          ผมถามร่างโปร่งที่ยืนมองกลีบดอกซากุระที่ร่วงหล่นลงมา


          “ชอบสิ กลิ่นของมันหอม สีของมันก็สวยดูแล้วสบายตาดี”


          ผมเงยหน้ามองดูต้นซากุระที่แทบจะไม่เหลือดอกให้เห็น ถ้าจงออบชอบมันผมจะชอบด้วย


          “นายมีความฝันรึเปล่าเซโล่”

          “ฝันเหรอ?

          “ใช่”

          “ฉันเคยฝันว่าอยากจะเป็นนักเขียนชื่อดังก้องโลก”

          “ถ้าเป็นอย่างนั้นฉันจะอุดหนุนนายทุกเล่มเลย”


          เราสองคนต่างพูดคุยเล่าถึงความฝันในวันข้างหน้า ผมที่จะเป็นนักเขียนนิยายกับจงออบที่อยากเป็นดีไซเนอร์ ความฝันที่เดินคนละเส้นทาง...ท้ายสุดแล้วมันจะเดินมาบรรจบกันได้มั้ยนะ...


          “เซโล่นายต้องเป็นต้นซากุระนะ”

          “ต้นซากุระเหรอ”

          “ใช่ ต้นซากุระ ต่อให้ดอกของมันจะร่วงโรยจนหมด มันก็จะบานขึ้นมาใหม่อีกครั้งและอีกครั้งเมื่อถึงฤดูใบไม้ผลิ เป็นดอกไม้ที่งดงามจนผู้คนต้องหลงใหล”

          “.....

          “ไม่ว่านายจะล้มสักกี่ครั้ง นายจะต้องผลิบานให้ได้เหมือนกับดอกซากุระ”

         

 




          ผมไม่เคยลืมเรื่องราวในวันนั้นเลย ในตอนนั้นผมได้แต่คิดว่าตัวผมจะต้องเป็นต้นซากุระที่งดงามกว่าต้นไหนๆ จงออบจะได้มองมาที่ผม


            “นายดูมีความสุขนะ”


            รุ่นพี่ยงกุกทักขึ้นทำให้ความคิดของผมกลับเข้าสู่โลกปัจจุบัน ไม่รู้เหมือนกันว่าตัวเองเผลอยิ้มออกมาตั้งแต่เมื่อไหร่ ผมมีความสุขเสมอเมื่อนึกถึงมุนจงออบ

 




            งานแต่งงานของรุ่นพี่จูรินะถูกจัดขึ้นที่โบสถ์แห่งหนึ่ง ร่างบางในชุดเจ้าสาวสีขาวดูสวยกว่าใครๆในที่นี้  บาทหลวงกำลังทำพิธีตามประเพณีของศาสนาคริสต์ เขาทั้งสองกำลังแลกแหวนกัน ผมยิ้มแสดงความยินดีให้กับภาพตรงหน้า


            “นี่ฉันปล่อยยัยนี่ให้หลุดมือมาได้ไงเนี่ย”


            รุ่นพี่ฮิมชานพูดขึ้น ทุกคนต่างมองไปยังภาพเบื้องหน้าด้วยรอยยิ้ม พวกเราทุกคนต่างมีเรื่องราวในความทรงจำร่วมกัน รอยยิ้มและเสียงหัวเราะของภาพในวันวานยังคงตราตรึงอยู่ในหัวสมองของผม


            จงออบ รุ่นพี่จูรินะสวยมากเลยนะ ถ้านายได้เห็นจะต้องอึ้งแน่ๆ...’

            ‘รุ่นพี่ยงกุกกับรุ่นพี่ฮิมชานพวกเขาดูโตเป็นผู้ใหญ่ขึ้นมาก ไม่ทะเลาะกันเหมือนเมื่อก่อนแล้วด้วยนะ

            ‘ทุกคนคิดถึงนายมากเลยรู้มั้ย...











เนื้อเรื้องอาจจะดูยืดเยื้อแต่อย่าพึ่งเบื่อกันน้าาาา ฮือออออ

สนุกไม่สนุกก็คอมเม้นบอกกันได้ หรือที่ @Bangxx2

#ซากุระโล่ออบ

ขอบคุณทุกคนที่หลงเข้ามาอ่านค่ะ





นิยายที่ผู้อ่านนิยมอ่านต่อ

loading
กำลังโหลด...

61 ความคิดเห็น

  1. #47 เจ้าชายเดือนสาม (จากตอนที่ 4)
    วันที่ 23 มกราคม 2560 / 09:04
    อ่านแล้วรู้สึกหน่วง ๆ แต่ก็รู้สึกว่ามันละมุน ๆ หวาน ๆ ตอนฉากที่โล่กับออบคุยกัน ไม่รู้สิ อธิบายไม่ถูก รู้แต่ว่าน้องมุนนั้ลลัค(?) 555555555555555

    แล้วฉากคีบเนื้อของกุกกับชานคือไร ทำไมมันซีรี่ย์แบบนี้ ได้กัน เอ้ย! รักกันก่อนเรียนจบใช่ไหมบอกมา! ไม่ต้องมาทำซึนใส่กัน ถ่อวววว

    ไม่รู้จะเมนต์อะไรง่ะ 555555555 อ่านแล้วมันให้ความรู้สึกสบาย ๆ อ่านได้เรื่อย ๆ เป็นฟิคฟีลกู๊ดงี้ ซึ่งเราหวังว่าตอนจบจะฟีลกู๊ด.... /จ้อง

    พอละ ไปอ่านตอนต่อไปดีกว่า อยากรู้ว่าทำไมนุ้งออบถึงหลับ
    #47
    0
  2. #11 ออกัส (จากตอนที่ 4)
    วันที่ 14 กรกฎาคม 2559 / 23:25
    อยากไปหาจงออบที่ญี่ปุ่น รอตอนต่อไปจร้า
    #11
    0
  3. #9 cakecassss (จากตอนที่ 4)
    วันที่ 8 กรกฎาคม 2559 / 12:16
    ดีงามอีกแล้ว ไม่เร่งไม่รีบค่ะยังไงก็เชื่อว่ามันจะดี อินหนักมาก บิ้วตัวเองสุดประหนึ่งไปยืนดูโล่ออบคุยกันใต้ต้นซากุระ ฮืออชอบจัง เขียนดีมากเลยค่ะเราชอบแบบนี้ ติดตามนะคะ
    #9
    0
  4. #8 TAKAYUKI (จากตอนที่ 4)
    วันที่ 8 กรกฎาคม 2559 / 10:27
    //ทำไมดูเศร้าจัง//
    //แบนไรต์ต่อ จงออบตื่นเมื่อไหร่จะปลดแบนให้ค่ะ//

    ทำไมบรรยายดีจัง ไม่สิ ออกแนวพรรณนาเลยนะเนี่ย

    อยากแต่งภาษาสวยๆแบบนี้ได้มั่งจัง

    คือพออ่านแล้วจินตนาการภาพตามแล้วแบบ เห็นแต่ความสวยงามอ่า 

    ทำไมแต่งได้ดีแบบนี้นะ อิจ!!!

    รู้สึกว่าตัวเองเป็นโล่รอออบตื่นยังไงก็ไม่รู้ ฮืออออเศร้า แต่ก็มีความสุข

    ชานกะบังนี่ยังไง แอบคบกันลับๆใช่มั๊ยอ่า?

    หรือว่ามีอะไรเกิดขึ้นตอนเรียน? ต้องมีแน่ๆ

    แบบทะเลาะกันอยู่ดีๆ คนนึงตี คนนึงรับแล้วก็กลิ้งลงไปบนเตียง

    จากนั้นก็.....................-//////-

    สองคนนี้เลยเลิกทะเลาะกันไปเลย เคี๊ยกๆๆๆๆ
    #8
    0