DON'T LOSE HOPE รักนี้ยังมีหวัง

ตอนที่ 5 : LOSE :: ACTION 4 [100%]

  • เนื้อหานิยายตอนนี้เปิดให้อ่าน
  • View : 2,234
    จำนวนคนให้กำลังใจ : 66 ครั้ง
    21 ก.ย. 63

Story : DON'T LOSE HOPE รักนี้ยังมีหวัง
Author : indy_swag | Rate : PG-13

แท็กทวิตเตอร์ #นายน้อยไข่หวาน

 
:คำเตือน:
นิยายเรื่องนี้พระ-นางค่อนข้างพูดน้อย (มาก!) ทำให้การบรรยายความรู้สึกนึกคิดจะค่อนข้างเยอะกว่าปกตินะคะ
ถ้าใครไม่ถูกจริตกับความเงียบสามารถผ่านได้ แต่ถ้าชอบพระเอกละมุน อบอุ่น เชิญมาตกบ่วงพี่นายน้อยได้เล้ยยย
ถึงจะเงียบ ๆ สื่อสารผ่านโทรจิต(?) แต่รับประกันความอบอุ่นของพี่นายน้อยค่ะ ดือที่สุดแน้วคนเน้! 


 ACTION 4 
 
 



ฉันนอนไม่หลับทั้งคืน

ตั้งแต่วินาทีที่ ผู้ชายคนนั้นมากระหน่ำเคาะประตูด้วยท่าทีคุกคาม ฉันก็ตาค้างด้วยอาการตื่นกลัวไม่หาย กลัวจนแทบเสียสติรอมร่อ ยิ่งในหัวมีเรื่องราวในอดีตหลั่งไหลเข้ามาเท่าไหร่ ฉันก็ยิ่งใกล้ประสาทเสียเข้าไปทุกที

ร้องไห้อย่างหนัก ตัวสั่นไม่หยุด เจ็บหน่วงในอกคล้ายกับจะหยุดหายใจได้ตลอดเวลา

ฉันมีอาการหวาดระแวงอย่างหนัก ไม่กล้านอนหลับ ไม่กล้าแม้แต่จะปิดเปลือกตา ได้แต่นั่งกอดตัวเองอยู่ที่มุมห้องมุมเดิมไม่ขยับไปไหน ด้วยกลัวว่าถ้าหลับตาเมื่อไหร่ คน ๆ นั้นจะบุกเข้ามาในห้องโดยที่ฉันไม่รู้ตัว

ให้ตายก็ไม่เคยลืมความรู้สึกแบบนี้...

ทว่าก็ไม่คิด ว่าจะต้องกลับมาเผชิญหน้ากับมันอีกครั้ง

ตั้งแต่คน ๆ นั้นก้าวเข้ามา ราวกับอากาศรอบตัวค่อย ๆ เหือดหายไป มันอึดอัด กดดัน พานให้เริ่มหายใจไม่ทั่วท้อง ดังนั้นพอฟ้าเริ่มสว่างก็ไม่ประวิงเวลา รีบอาบน้ำแต่งตัวออกจากบ้านทั้งที่วันนี้ไม่มีวิชาเรียน แถมยังทำตัวลับ ๆ ล่อ ๆ ประหนึ่งหัวขโมย 

แต่ฉันไม่ได้จะขโมยอะไร แค่อยากมั่นใจว่าจะไม่เจอใครที่ตัวเอง ไม่อยากเจอก็เท่านั้น

แต่ก็ไม่รู้ว่าจะหนีแบบนี้ไปได้อีกนานแค่ไหนเหมือนกัน

ทำยังไงดี...

คำถามนี้ลอยอยู่ในหัวฉันตั้งแต่เมื่อคืน เป็นคำถามที่ฉันเองก็ยังหาคำตอบและทางออกให้ตัวเองไม่ได้

“... หวาน”

“... เขากลับมา ผู้ชายคนนั้น...

“ไข่หวาน”

“... กลัว น่ากลัว... เขาน่ากลัว

“ไข่หวานลูก!

“เฮือก!!” ฉันสะดุ้งตัวโยนตอนถูกมือปริศนาจับที่ต้นแขน ได้ยินแว่ว ๆ ว่าถูกเรียกชื่อด้วยโทนเสียงดังกว่าปกติ ลอบถอนหายใจตอนหันไปแล้วพบว่าเป็นใครคนหนึ่งที่ฉันรู้จัก “คะ คุณแม่...

พอมองไปรอบตัวก็พบว่าตัวเองมายืนอยู่หน้าสถานที่คุ้นเคยแห่งหนึ่งตั้งแต่เมื่อไหร่ก็ไม่รู้ มาได้ยังไง... ก็ไม่แน่ใจ ที่รู้คือตอนนี้ คุณแม่ กำลังจับต้นแขนฉัน มองมาด้วยสายตาเป็นห่วงเหมือนทุกที

“แม่เอง ลูกมายืนอยู่ตรงนี้ตั้งแต่เมื่อไหร่ ทำไมตัวสั่นขนาดนี้ล่ะ”

หมับ...

ฉันไม่ตอบ พลันโผเข้ากอดท่านแน่น คุณแม่เองก็กอดตอบ ลูบหลังฉันเบา ๆ เป็นเชิงปลอบ ไม่มีใครพูดอะไรอยู่หลายนาที คิดว่าคุณแม่คงสงสัยอย่างที่ถามตอนแรกว่าทำไมฉันถึงมายืนอยู่ที่นี่ได้ ซึ่งฉันเองก็ยังแปลกใจ

อาจเป็นสัญชาตญาณและความเคยชิน

เวลาฉันรู้สึกถึงความไม่ปลอดภัย ฉันจะนึกถึงที่นี่เป็นที่แรกเสมอ

บ้านการุณย์

“เข้าบ้านเถอะ”

เมื่อเริ่มตั้งสติได้ เนื้อตัวหายสั่น คุณแม่จึงผละออกแล้วเดินจูงมือฉันเข้าไปด้านใน ตอนนี้ยังเช้ามาก รอบตัวเลยเงียบสงบเพราะน้อง ๆ ในบ้านการุณย์ยังไม่ตื่น เราเดินผ่านสนามเด็กเล่นและลานกิจกรรมกลางแจ้ง เข้ามาถึงด้านในส่วนของโรงอาหาร เห็นแม่ครัวประจำบ้านกำลังเตรียมมื้อเช้าสำหรับเด็ก ๆ อยู่พอดี

สงสัยใช่ไหมว่าที่นี่คือที่ไหน และคุณแม่ที่เดินจูงมือฉันเป็นใคร?

จริง ๆ แล้วที่นี่คือสถานรับเลี้ยงเด็กกำพร้า ไม่ได้ใหญ่โตเป็นองค์กรหรือมูลนิธิ

เจ้าของที่นี่คือ คุณแม่การุญท่านเปิดบ้านรับน้อง ๆ เด็กกำพร้ามาได้หลายสิบปีแล้ว ใช้เนื้อที่บ้านของท่านที่ค่อนข้างกว้างพอสมควร ท่านเป็นคนที่มีจิตใจเมตตามาก ๆ ฉันรู้จักที่นี่เพราะบังเอิญเจอคุณแม่การุญเมื่อหลายปีก่อน ในตอนที่ชีวิตฉันกำลังมืดแปดด้านและเจอทางตัน ท่านเปรียบเสมือนแสงสว่างเพียงหนึ่งเดียวของฉันในเวลานั้นเลย

“ไม่ได้มาที่นี่ซะนาน ไปยังไงมายังไงล่ะลูก”

“... ฉันเม้มปาก กำหมัดบนตักแน่น คุณแม่พาฉันมานั่งที่มุมหนึ่งของโรงอาหาร ถามไถ่พร้อมยกมือลูบผมเบา ๆ ด้วยความเป็นห่วง ส่งยิ้มอบอุ่นและใจดีมาให้เฉกเช่นทุกที เห็นฉันนั่งนิ่ง ท่านก็ยิ้มบาง

“วันนี้อยู่กับแม่นะลูก ทานข้าวด้วยกัน น้อง ๆ ก็คงอยากฟังไข่หวานร้องเพลงเหมือนกัน”

“ขอบคุณนะคะ... คุณแม่” ฉันสวมกอดท่านเบา ๆ

คุณแม่เป็นอย่างนี้เสมอ...

ฉันไม่จำเป็นต้องพูดอะไรมากมาย ไม่ต้องอธิบายถึงที่มาที่ไป หากยังไม่สะดวกใจจะเล่า... ท่านก็ไม่เคยกดดันให้ฉันต้องพูด คุณแม่ยิ้มรับอย่างเข้าใจและลูบหัวฉันอย่างอ่อนโยน ฝ่ามือของท่านยังอบอุ่นเหมือนเคย สายตาที่มองก็เช่นกัน ไม่มีครั้งไหนไม่เต็มไปด้วยความห่วงหา หลายอย่างทำให้ฉันรู้สึกปลอดภัย เหมือนได้อยู่กับแม่แท้ ๆ ของตัวเอง

รู้สึกว่าเป็นโชคดี... ที่ฉันได้รู้จักกับคุณแม่การุญคนนี้

ฉันรักและเคารพคุณแม่การุญมาก แม้เราจะรู้จักกันแค่ไม่กี่ปีก็ตาม

จากนั้นคุณแม่ก็ขอตัวไปปลุกเด็ก ๆ ตามเวลาเพื่ออาบน้ำและทานอาหารเช้า ฉันจึงย้ายตัวเองมาช่วยป้าแม่ครัวตักโจ๊กใส่ชามที่ถูกจัดเรียงไว้บนโต๊ะอาหารแถวยาวแทน เด็กที่นี่มีประมาณหกสิบกว่าคน มีตั้งแต่แรกเกิดที่ถูกทิ้งจนถึงอายุสิบแปดเลย ทุกคนได้เรียนหนังสือด้วยทุนส่วนตัวของคุณแม่ รวมถึงทุนการศึกษาที่คนใจบุญร่วมบริจาค

เมื่ออายุครบสิบแปดปีเด็ก ๆ ก็จะต้องออกจากสถานที่แห่งนี้เพื่อไปให้ชีวิตของตัวเอง แต่ถ้าเด็กคนไหนเรียนดีใฝ่เรียนคุณแม่การุญก็พร้อมจะส่งเสียให้ทุนจนเรียนจบมหาวิทยาลัย

รู้ไหมว่าคุณแม่การุญส่งเด็ก ๆ ของที่นี่เรียนจบปริญญาหลายคนแล้วด้วย

หลายครั้งเวลาฉันมาที่นี่ก็จะได้เจอกับคนที่เรียนจบจนได้ทำการทำงานดี ๆ และหาเลี้ยงตัวเองได้กลับมาเยี่ยมบ้านและช่วยเหลือคุณแม่บ่อย ๆ บอกตามตรง ที่นี่ทำให้ฉันรู้สึกมีความสุขและเต็มตื้นกับภาพที่ได้เห็นจริง ๆ เพราะที่นี่มีแต่ความอบอุ่น คอยช่วยเหลือเกื้อกูลกัน คอยให้กำลังใจ และคอยเป็นแรงผลักดันหลาย ๆ อย่าง

จนบางครั้งก็นึกอิจฉาเด็ก ๆ ที่นี่...

บางคนอาจจะขาดพ่อแม่แต่กำเนิด ถูกทิ้ง หรือพ่อแม่เสียชีวิตอย่างฉัน พวกเขากำพร้า แต่ก็โชคดีกว่ามาก เพราะพวกเขาได้รับความรักจากคุณแม่การุญ และจากทุกคนที่นี่อย่างไม่มีข้อกังขา

ซึ่งมันน่าอิจฉา... ฉันอิจฉาพวกเขาจริง ๆ

“พี่ไข่หวานนนน” เสียงเรียกเจื้อยแจ้วดังระงมตอนเดินเข้ามาในห้องทำกิจกรรมของเด็ก ๆ จากนั้นก็ถูกกองทัพมนุษย์ตัวกะเปี๊ยกวิ่งเข้ามารุมเกาะแข้งเกาะขา ส่งเสียงเรียกชื่อฉันด้วยสีหน้าดีใจ

พานให้มุมปากต้องยกยิ้มตามภาพที่เห็นอย่างเสียไม่ได้

“เด็ก ๆ สบายดีกันไหมคะ?”

“สบายดีค่า/สบายดีคร้าบบบ!

แปลกนะ มีแค่ที่นี่ ที่ฉันสามารถพูดคุยได้อย่างลื่นไหล อาจจะไม่ได้เสียงดังฟังชัด แต่ก็ไม่มีอึกอักหรือรู้สึกว่าช่างยากเย็นในการเปิดปากพูดแต่ละประโยค ไม่รู้สิ เหมือนกลไกของร่างกายมันเป็นไปเอง คงด้วยสิ่งที่ฉันเผชิญเป็นเด็กตัวเล็กน่ารักทั้งนั้นล่ะมั้ง เลยไม่รับรู้ถึงความกดดันมากจนเกินไป อยู่ด้วยแล้วสบายใจมากกว่าผู้ใหญ่หลาย ๆ คน

หมับ...

“หืม?” ระหว่างถูกน้อง ๆ ล้อมหน้าล้อมหลังก็มีแรงกระตุกที่ชายเสื้อไม่แรงมากสองสามที ก้มมองก็พบกับเด็กผู้หญิงตัวน้อยที่กอดตุ๊กตากระต่ายไว้ในอกกำลังเงยหน้ามองมา ฉันจึงย่อตัวลง “มีอะไรคะคนเก่ง”

“เพลง”

“ไม่ได้ยินเลย” เพราะน้องพูดงึมงำ จึงต้องเอียงหูแทบชิดริมฝีปากเล็ก

“ร้องเพลง... ไข่หวานร้องเพลง”

เสียงดังฟังชัดกว่าครั้งแรก เป็นผลให้เด็กคนอื่นก็ปรบมือเชียร์และส่งเสียงบอกให้ฉันร้องเพลง บางคนก็กระโดดดึ๋งไปด้วย ฉันหัวเราะน้อย ๆ กับเสียงเชียร์เล็ก ๆ รอบตัว จากนั้นก็หยัดตัวขึ้นพร้อมอุ้มน้องที่อุ้มตุ๊กตากระต่ายไว้อีกที เดินไปยังเก้าอี้ด้านหน้าห้อง ตรงนั้นมีเปียโนค่อนข้างเก่าหลังหนึ่งตั้งอยู่ เป็นของคุณแม่การุญเอง

“นั่งดี ๆ นะเด็ก ๆ”

เดินมานั่งเก้าอี้พร้อมวางเด็กตัวน้อยไว้ข้าง ๆ แล้วถึงหันไปมองเด็กคนอื่นอย่างนั้น ซึ่งผลตอบรับค่อนข้างดี เด็ก ๆ พากันมานั่งอออยู่ใกล้ ๆ อย่างเป็นระเบียบ มองฉันด้วยสายตาตื่นเต้นและใสซื่อมาก ๆ

เป็นเด็กนี่ดีจัง แค่เรื่องเล็กน้อยก็ทำให้ยิ้มออกมาอย่างมีความสุขได้แล้ว

น่าอิจฉา...

อยากยิ้มให้กับอะไรได้ง่าย ๆ แบบนี้เหมือนกันนะ... แต่คงยาก

ฉันหลับตาลง สูดลมหายใจเข้าปอด พ่นมันออกมาเชื่องช้า ขับไล่ความคิดวุ่นวายออกจากหัว วางปลายนิ้วบนคีย์บอร์ด พลันเสียงเด็ก ๆ ก็ค่อย ๆ เงียบลง ก่อนจะเริ่มขยับเรียวนิ้วไปตามโน้ตที่แล่นอยู่ในหัว

ริมฝีปากก็ขยับร้องเพลงไปตามจังหวะ...

 

You want me to show more interest[1]

To always keep a big bright smile

Be that pinky little perfect princess

But I'm not that type of child

คุณอยากให้ฉันสนใจมันมากกว่านี้

คอยให้ฉีกยิ้มสดใสอยู่โดยตลอด

ให้เป็นเจ้าหญิงน้อยที่สุดแสนจะสมบูรณ์แบบ

แต่ฉันนั้นไม่ใช่แบบนั้น

 

And the storm is rising inside of me

Don’t cha feel that our worlds collide?

It's getting harder to breathe…

It hurts deep inside

ตอนนี้พายุภายในใจกำลังถาโถมฉัน

คุณไม่รู้สึกเหรอว่าโลกของเรากำลังพังทลายลง?

มันยากเหลือเกินที่จะหายใจ

เพราะข้างในมันเจ็บจนเกินที่จะทนไหวอยู่แล้ว

 

Just let me be, who I am

It's what you really need to understand

And I hope so hard for the pain to go away

แค่ปล่อยฉัน ให้ฉันได้เป็นตัวของตัวเอง

นั่นเป็นสิ่งที่คุณควรจะเข้าใจ

ฉันหวังเหลือเกินว่าความเจ็บปวดนี้จะมลายหายไปเสียที

 

And it's torturing me

But I can't break free

So I cry and cry but just won't get it out

The silent scream

และมันกำลังทรมานฉันเหลือเกิน

แต่ฉันก็ไม่สามารถเป็นอิสระจากมันได้

เลยได้แต่กรีดร้องอยู่อย่างนั้น แต่มันกลับไม่เคยเล็ดลอดออกมาได้เลย

เสียงกรีดร้องอันเงียบงัน

 

I'll drown in an ocean of pain and emotion

If you don't save me right away…

ฉันต้องจมดิ่งอยู่ในห้วงอารมณ์และความเจ็บปวดมากมายมหาศาล

หากคุณยังไม่ยื่นมือเข้ามาช่วยฉันในตอนนี้...

 

... ...

 

แหมะ...

โน้ตตัวสุดท้ายสิ้นสุดลง พร้อมหยาดน้ำใสหนึ่งหยดหล่นกระทบหลังมือในจังหวะเดียวกัน พลันรีบยกหลังมือเช็ดออกลวก ๆ เมื่อเสียงปรบมือเปาะแปะจากผู้ฟังตัวน้อยดังขึ้น พร้อมกับแรงเขย่าจากหลายมือเล็กรอบตัว

แปะ ๆ ๆ ๆ

“เอาอีก ๆ พี่ไข่หวานเล่นอีกกกก”

“ไข่หวานร้องอีก ไข่หวานร้องเลยยยย”

“เย้ ๆ ๆ ๆ ร้องอีก ๆ ๆ”

“ได้สิ จะเล่นให้ฟังนะ กลับไปนั่งกันดี ๆ เร็ว พี่เล่นไม่ถนัด”

ฉันระบายยิ้มอ่อนเมื่อความอลหม่านก่อนหน้ามลายหายไปอย่างรวดเร็ว กวาดสายตามองเด็กตัวน้อย ก่อนจะเลื่อนสายตามาหยุดที่คนตัวเล็กข้างกาย น้องเงยหน้ามองฉันอยู่ ฉันยกมือลูบหัวเล็กของเธอเบา ๆ

ขณะเจ้าตัวยังมองฉันนิ่งด้วยสายตาชนิดหนึ่ง แล้วก็ยื่นตุ๊กตากระต่ายใส่อกฉัน

พลันว่า...คุณกระต่าย”

“หืม?”

“โอ๋” น้องพูดเบา ๆ ด้วยสีหน้านิ่งแบบเดิม

“... ฉันก้มมองคุณกระต่ายที สลับกับคนให้ที

“โอ๋ ๆ โอ๋นะ... ก่อนจะเข้าใจถึงความหมาย ยิ้มบางและรับคุณกระต่ายวางไว้บนตักอีกที

“ขอบคุณค่ะ” หอมแก้มนุ่มนิ่มเหมือนซาลาเปาไปหนึ่งที หันกลับมาเตรียมจะเล่นเพลงให้เด็ก ๆ ฟังต่อ หากทว่า ยังไม่ทันได้จรดปลายนิ้วบนคีย์บอร์ด เสียงเรียกของคุณแม่การุญก็ดังขึ้นเสียก่อน

“ไข่หวานลูก”

ฉันเบนสายตามองตามเสียงเรียก เห็นคุณแม่การุญยืนยิ้มอยู่หน้าประตูห้องตั้งแต่เมื่อไหร่ไม่ทราบ

ก่อนสายตาจะสะดุดกับใครอีกคนที่ยืนอยู่ด้านหลัง เพราะเขาตัวสูงกว่ามากเลยทำให้ฉันเห็นหน้าชัดเจน นัยน์ตาสวยคู่นั้นกำลังจ้องตรงมาที่ฉัน คุณแม่เดินเข้ามาในห้องโดยมีร่างสูงเดินตามหลังมาเงียบ ๆ

!!!” กรอบตาฉันเบิกกว้างอย่างตกใจระคนแปลกใจจัด

พี่นายน้อย...

ทะ ทำไมพี่เขาถึงอยู่ที่นี่ได้ล่ะ?

 



NAINOI TALKS

เดาว่าคนตรงหน้าก็คงแปลกใจไม่ต่างจากผม

สาบานได้ว่าเป็นความบังเอิญอีกครั้งที่เราเจอกันอย่างนี้...

หมายถึงผมกับไข่หวาน

รุ่นน้องที่มีบุคลิกเงียบมากคนนั้น ดูท่าทางไข้น่าจะลดลงแล้ว ท่าทางสงบลงกว่าตอนอยู่ที่ห้องพยาบาล เหมือนจะกลับมาอยู่ในบุคลิกเดิม ไม่สิ... มันแตกต่างจากปกติ ไข่หวานที่อยู่ในห้องกิจกรรมของสถานรับเลี้ยงเด็กกำพร้าตอนนี้ เหมือนเป็นใครอีกคนที่ผมเพิ่งจะได้เจอเป็น ครั้งแรก

ต้องบอกก่อนว่าผมมาที่นี่กับครอบครัว...

วันนี้เป็นวันเกิดพ่อผม พ่อกับแม่ใหญ่เลยเลือกมาทำบุญด้วยการบริจาคสิ่งของและเงินที่บ้านการุณย์ บ้านสงเคราะห์เด็กกำพร้าที่ไม่ได้ใหญ่โตและไม่ได้เป็นที่รู้จักมากนัก แต่พวกท่านก็เลือกมาที่นี่แทนที่จะไปมูลนิธิดัง ๆ ยิ่งมากันทั้งครอบครัววรโชติชูวิทย์ด้วย แน่นอนว่าย่อมมีนักข่าวตามมาทำข่าวและเก็บภาพบรรยากาศเป็นธรรมดา

ผมเพิ่งมาถึงได้สักพัก ปล่อยให้พวกผู้ใหญ่คุยกับคุณแม่การุญเจ้าของที่นี่ไป อยู่ให้นักข่าวเก็บภาพพร้อมสมาชิกครอบครัวไม่กี่ภาพ ผมก็ต้อง เฟดตัวเองออกมา เพราะแม่ใหญ่ดูจะอยากให้เฟรมภาพในหน้าหนังสือพิมพ์มีแต่รูปของนริศเสียมากกว่า พอปลีกตัวออกมาคนเดียวก็ได้ยินเสียงเปียโนกับเสียงร้องเพราะ ๆ ของใครสักคน

เสียงนั้นติดหูผม เดินเรื่อย ๆ ก็มาถึงห้องนี้นี่แหละครับ

ผมเลยได้เห็นว่าใครเป็นเจ้าของเสียงนั้น แปลกใจจนเผลอยืนจ้องอยู่นาน

ไข่หวานไม่รู้ตัว ราวกับสมาธิทั้งหมดของเธออยู่ที่เปียโนและเนื้อเพลง ผมยืนฟังอยู่ตรงหน้าประตูจนจบเพลง มองปลายนิ้วเรียวเล็กที่ไล่กดคีย์บอร์ดเปียโนไปตามโน้ตเพลงด้วยความรู้สึกหลากหลาย ไม่สามารถละสายตาจากเธอได้เลย มองจนโน้ตตัวสุดท้ายสิ้นสุด เห็นเด็ก ๆ กระโดดโลดเต้นพร้อมส่งเสียงเชียร์ให้เล่นอีกไปรอบ ๆ ตัวเธอก็ยิ่งแปลกตา

เหมือนผมจะเห็นริมฝีปากบางของไข่หวานยกขึ้น

เธอยิ้ม... รอยยิ้มบาง ๆ ที่เห็นไม่ถนัด แต่รู้สึกได้ถึงความอ่อนโยนเต็มเปี่ยม

ราวกับตัวตนของไข่หวานตอนคุยกับเด็ก ๆ ไม่ได้มีเกราะหรือกำแพงหนาทึบอย่างปกติ ยิ่งตอนเด็กตัวเล็กข้างกายยื่นตุ๊กตาให้แล้วเธอก้มลงหอมแก้มก็ยิ่งทำให้ผมละสายตาจากรุ่นน้องคนนี้ไม่ได้ กระทั่งคุณแม่การุญเดินมาแตะข้อศอก ส่งเสียงเรียกไข่หวานที่นั่งอยู่กับเด็กตัวเล็กออกไปเมื่อครู่นั่นแหละ

ไข่หวานเป็นคนร้องเพลงเพราะอย่างไม่น่าเชื่อ และไม่รู้ว่าร้องดีหรือเจ้าตัวถ่ายทอดอารมณ์ของเพลงได้ดีเกินไปกันแน่ หัวใจผมมันถึงรู้สึกเจ็บตามเพลงที่ไข่หวานร้องไปด้วยแบบนี้

หรือไม่... ก็คงทั้งสองอย่าง

“แม่ลืมบอก วันนี้ครอบครัวท่านรัฐมนตรีมาบริจาคสิ่งของกับเงินทุนการศึกษาให้เด็ก ๆ น่ะ” คุณแม่การุญพูดเมื่อเดินมาหยุดตรงหน้าไข่หวาน โดยมีผมเดินตามมายืนข้าง ๆ ก่อนจะหันมาแนะนำผมให้เธอได้รู้จัก “คุณคนนี้เป็นลูกชายคนโตของท่านรัฐมนตรีจ้ะ ชื่อพี่นายน้อย”

“...

จากลักษณะการพูดของคุณแม่การุญ ผมเริ่มสงสัยแล้วว่าทำไมไข่หวานถึงได้อยู่ที่นี่ ซ้ำยังดูสนิทสนมกับคุณแม่การุญคนนี้ไม่น้อย หลังจากถูกแนะนำ ไข่หวานก็ยกมือไหว้โดยไม่พูดอะไรสักคำ มองเผิน ๆ ก็เหมือนเราไม่เคยรู้จักกันด้วยซ้ำ ผมไม่เห็นว่าเธอทำสายตาหรือสีหน้าแบบไหน ทั้งที่ก่อนหน้านี้ยังพูดกับเด็ก ๆ อยู่เลย

กลับมาเป็นคนเดิมซะแล้ว

“ส่วนนี่ไข่หวานจ้ะ แต่ไม่ได้อยู่ที่นี่หรอกนะจ๊ะ”

“ครับ ผม... รู้จัก” คำพูดของผมเรียกสีหน้างุนงงให้คนมีอายุทันที เช่นเดียวกับเจ้าตัว เธอสะดุ้งตอนผมพูดแบบนั้นออกไป แต่เรื่องที่เรารู้จักกันก็ไม่ได้เป็นความลับอะไรอยู่แล้ว “รุ่นน้องที่มหาลัยน่ะครับ”

“จริงเหรอลูก?”

“... ไข่หวานพยักหน้าช้า ๆ

“งั้นออกไปข้างนอกด้วยกันดีกว่าลูก ใกล้เวลาของว่างแล้วด้วย” พูดกับผมและไข่หวาน ก่อนจะหันไปบอกเด็กตัวน้อยที่วิ่งเล่นรอบห้อง “เด็ก ๆ ออกไปโรงอาหารกันเถอะ วันนี้มีผู้ใหญ่ใจดีมาแจกขนมด้วยนะจ๊ะ”

จบคำพูดของคุณแม่การุญ เสียงแห่งความดีใจของเด็ก ๆ ก็ดังก้องไปหมด

แต่ละคนกระโดดโลดเต้นกันประหนึ่งลูกลิงเลยทีเดียว แต่พอได้ยินเสียงบอกให้เดินเรียงแถวเป็นระเบียบก็วิ่งมาเรียงแถวเดินตามคุณแม่การุญออกจากห้องไปทันที ผมมองไข่หวานที่เดินจับมือเด็กคนหนึ่งออกไป

พลันก้าวตามหลังเล็กไปเงียบ ๆ

เชื่อไหม... น้ำเสียงที่ผสานไปกับจังหวะเปียโนของไข่หวานยังติดอยู่ในหัวผม

ทำให้เผลอทิ้งสายตาไว้ที่แผ่นหลังตรงหน้าอยู่หลายนาที

แล้วริมฝีปากก็ดันขยับไวกว่าความคิด...

“ชอบ” เผลอพึมพำสิ่งที่อยู่ในหัวออกมาเฉยเลย เสียงค่อนข้างเบาเลยแหละ

หากทว่า

กึก...

“... มันกลับทำให้ไข่หวานชะงักฝีเท้าไปวินาทีหนึ่ง ก่อนจะเดินต่อเพราะถูกคนจูงมือรั้งให้เดิน

ให้ตาย

ผมเม้มปากเล็กน้อย ยกปลายนิ้วชี้เกาหางคิ้วตัวเองเบา ๆ ก็ไม่คิดว่าจะได้ยิน แค่รำพึงเท่านั้น แต่ดูจากท่าทางเมื่อครู่ของไข่หวานแล้ว เธอได้ยิน... ได้ยินไม่ผิดแน่ แถมยัง... เป็นคำที่สามารถทำให้คนฟังเข้าใจผิดได้อีก

ที่ว่าชอบนั่น หมายถึง...

“เพลงน่ะ” จริง ๆ

“... ไข่หวานก็ยังเป็นไข่หวาน ผมไม่ได้รับอะไรตอบกลับมาจากคำขยายความของตัวเอง อันที่จริงก็ไม่ได้คาดหวังถึงการตอบรับอยู่แล้ว แต่ก็มั่นใจว่าไข่หวานได้ยินสิ่งที่ผมพูด

แล้วจากนั้น พวกเราก็เดินกันอย่างเงียบ ๆ จนมาถึงโรงอาหาร

ผมเห็นพ่อกับแม่ใหญ่ยืนอยู่หน้าโต๊ะที่มีขนมและของเล่นมากมาย ของพวกนั้นเตรียมมาเพื่อแจกเด็ก ๆ และผมก็ดันลืมเรื่องสำคัญไปซะได้ มัวแต่สนใจเรื่องเสียงของไข่หวานก่อนหน้า เอาจริง ๆ ถ้าใครได้รู้จักบุคลิกของเธอมาก่อนอย่างผม ต้องแปลกใจเหมือนกันไม่ผิดแน่ ใครจะคิดว่าคนที่เงียบมากขนาดนั้นจะ... เสียงดีขนาดนี้

แต่นั่นไม่ใช่ประเด็นสำคัญในตอนนี้...

ผมลืมไปได้ยังไงว่านริศก็อยู่ที่นี่ ซ้ำมันเคย ก่อเรื่องกับไข่หวานมาก่อน!

ไม่ดีแล้ว

รวดเร็วเท่าความคิด สองเท้ารีบเดินตามหลังไข่หวานไป กะว่าจะดึงออกไปจากตรงนี้ ไม่รู้เหมือนกันว่าทำไม ในหัวมีแต่คำว่า ต้องพาออกไปดังซ้ำ ๆ รู้แค่ไม่ใช่เรื่องดีแน่ ถ้าไข่หวานเห็นหน้าน้องชายผม ไม่เวิร์กแน่

ทว่า ร่างกายผมก็ไม่ได้เร็วไปกว่าสายตาของไข่หวานเลย

เธอเห็นนริศก่อนผมจะถึงตัว...

!!!” ร่างเล็กสะดุ้งเฮือกในนาทีนั้น เผลอปล่อยมือจากเด็กน้อยแล้วกำชายเสื้อตัวเองแน่น เนื้อตัวสั่นเทาขึ้นอย่างเห็นได้ชัด แต่ไม่มีใครเห็นมัน... นอกจากผม คุณแม่การุญเดินเข้าไปคุยกับพ่อและแม่ใหญ่

ส่วนนริศ มันทิ้งสายตาไปด้านนอกเหมือนกำลังเบื่อหน่ายเต็มทน

ซึ่งนั่นดี... เพราะมันทำให้ผมเดินไปขวางหน้าไข่หวาน บังให้พ้นสายตาของนริศได้

เรายังยืนจ้องหน้ากัน ไม่สิ... ผมยืนจ้องเธอต่างหาก

“...

“...

มองคนตัวเล็กที่ยืนสั่นตรงหน้าด้วยความรู้สึกหลากหลาย พลางกวาดสายตามองรอบข้าง ไม่มีใครสนใจเรา พ่อกับแม่ใหญ่ยังคุยอยู่กับเจ้าของที่นี่ พี่เลี้ยงคนอื่นก็จัดระเบียบให้เด็ก ๆ นั่งที่ นริศมันก็ยังไม่เหลือบแลสายตามาทางนี้

นั่นทำให้ผมขมวดคิ้วเข้าหากันมุ่น ตอนเอื้อมมือไปคว้าแขนสั่น ๆ จนน่ากลัวของไข่หวาน

พลันออกไปดึงให้เดินออกไปจากตรงนี้ทันที

เดินจนออกมาถึงลานด้านนอก ตรงสนามเด็กเล่น เรายืนอยู่ใต้ต้นไม่ใหญ่ ไม่มีใคร เพราะทุกคนรวมตัวกับที่โรงอาหาร ผมปล่อยแขนเรียวเล็ก ยืนหลุบตามองคนที่ยืนก้มหน้านิ่งงัน ร่างเล็กยังสั่นอยู่

และสั่นมากยิ่งขึ้นจนเหมือน... เธอกำลังร้องไห้

ไม่ ไม่ใช่เหมือน... ไข่หวานกำลังร้องไห้หอยู่จริง ๆ ต่างหาก

หากทว่า กลับไร้ซึ่งเสียงใดเล็ดรอด ไร้เสียงสะอื้น ฝ่ามือเล็กกำชายเสื้อตัวแรงมาก

“... ผมเห็นแขนเธอสั่นเกร็ง พนันเลยว่าฝ่ามือไข่หวานต้องเจ็บเพราะเล็บตัวเองแน่ ๆ

และเป็นอีกครั้ง ที่ร่างกายผมขยับไปก่อนความนึกคิด

“ใจเย็น” เอื้อมไปแกะฝ่ามือเล็กให้คลายออกจากกัน รับรู้ได้ถึงความเกร็งเครียดและขืนตัวเล็กน้อย แต่แรงผมมากกว่า ทำให้สามารถคลายฝ่ามือเธอออกได้ไม่ยาก กลายเป็นว่าตอนนี้เธอบีบมือผมแทนชายเสื้อแล้ว

“... ผมขมวดคิ้วตอนเล็บสั้น ๆ จิกลงที่หลังมือตัวเอง

เจ็บ... แต่ทนได้

“ไข่หวาน” เรียกชื่อด้วยโทนเสียงเรียกสติ

“... ทว่า คนตรงหน้ากลับเหมือนกำลังจมอยู่ในห้วงความรู้สึกน่ากลัวบางอย่าง ราวกับเสียงในหัวเธอมันดังกว่าเสียงรอบข้างไปแล้ว เดาจากแรงบีบและจิกที่เพิ่มขึ้นเรื่อย ๆ ตามอาการเกร็งของกล้ามเนื้อ

ให้ตายสิ เธอดูเหมือนคนใกล้สติแตกเต็มที

เร็วกว่าคำพูดก็คือร่างกายนี่แหละ...

“ใจเย็น” วางมือบนศีรษะเล็ก พลางลูบเบา ๆ สมองนึกย้อนถึงภาพก่อนหน้านี้ ในห้องกิจกรรม ตอนโน้ตตัวสุดท้ายจบลง เด็กน้อยข้าง ๆ ส่งตุ๊กตากระต่ายให้เธอ ผมไม่ได้ยินว่าพูดอะไร แต่อ่านปากออก

“...

“โอ๋... ริมฝีปากพึมพำคำนั้นออกมา “ไม่ต้องกลัว”

“... ความเงียบ กลายเป็นเรื่องปกติระหว่างผมกับน้อง

ผมผ่อนลมหายใจช้า ๆ ปล่อยให้ความเงียบดำเนินของมันไปอย่างนั้น ไม่เร่งรีบ ไม่เร่งเร้า หรือกดดันเธอ มือข้างนั้นยังทำหน้าที่ของมันต่อไป ลูบหัวคนตรงหน้าเรื่อย ๆ ร่างที่สั่นจนน่ากังวลเริ่มสงบลงทีละนิด ทีละนิด...

ส่วนมืออีกข้างก็ยังถูกบีบไว้เหมือนเดิม

ไม่ค่อยเข้าใจสถานการณ์ตอนนี้เท่าไหร่ หมายถึงการกระทำของตัวเอง

การเข้ามาวุ่นวายเรื่องของคนอื่น ไม่ใช่วิสัยของผมด้วยซ้ำ

แต่ให้ตาย... ภาพเหตุการณ์ที่บ้านวันนั้น ผมก็จำได้ดี ก็ไม่ได้ผ่านมานานเท่าไหร่

วันนั้น ผมนัดคนในกลุ่มมาคุยงานกันที่บ้าน ไข่หวาน นาขวัญ และพายุ แล้วไข่หวานที่ปลีกตัวไปเข้าห้องน้ำคนเดียวก็ถูกนริศลวนลาม แต่เธอไม่แม้แต่ปริปากร้องขอความช่วยเหลือสักคำด้วยซ้ำ

ถ้าแม่บ้านไม่วิ่งมาบอก ถ้าผมออกไปไม่ทัน ไม่รู้เหมือนกันว่าจะเกิดอะไรขึ้น เพราะพวกเราที่นั่งอยู่ในห้องนั่งเล่นไม่มีใครรู้เลยว่าเกิดเรื่อง ไข่หวานพยายามขัดขืนเงียบ ๆ ในแบบของเธอ แต่นั่นไม่ได้ทำให้คนอื่นรับรู้ว่าตัวเธอตกอยู่ในอันตราย เพราะไม่มีใครได้ยินเสียงร้องขอความช่วยเหลือเลย

แล้วเชื่อเถอะ ถ้าผมไม่เข้าไปขวาง นริศก็ไม่มีทางหยุด

หมอนั่น... นริศน่ะ นิสัยมันเป็นแบบนี้ เด็กในบ้านหลายคนถูกข่มเหง และนิสัยเลวร้ายของนริศก็ไม่เคยได้ถูกสั่งสอน พอเกิดเรื่องครั้งหนึ่ง พ่อกับแม่ใหญ่ใช้แค่เงินกับอำนาจปิดปากผู้หญิงพวกนั้น ผมเห็นเรื่องพวกนี้หลายครั้งจนเอียน พวกเขาไม่คิดจะสอนหรือต่อว่ากับสิ่งที่นริศทำด้วยซ้ำ

ผมจะเรียกว่าอะไรดี...

พ่อแม่รังแกฉัน แบบนั้นล่ะมั้งครับ

รักลูกมากเกินไป เอาใจมากเกินไป สปอยล์จนนริศมันเสียคน นั่นแหละที่ผมจำกัดความครอบครัวนี้ ปล่อยให้ลูกรักของพวกเขาทำเรื่องเลวร้ายได้อย่างหน้าตาเฉย แต่จะโทษพ่อแม่อย่างเดียวคงไม่ได้

นริศเองก็ไม่ได้คิดเปลี่ยนแปลงตัวเองสักนิด

ผมไม่ชอบนิสัยมัน สิ่งที่มันทำ ทว่าก็ทำอะไรมากไม่ได้... แบ็กมันดี คุณก็รู้

ถ้าเห็นคาตา ผมจะเข้าไปขวางการกระทำเฮงซวยของน้องชายอยู่บ่อยครั้ง

วันนั้น จำได้ว่าผมโมโหนริศมาก ทั้งยังโกรธไข่หวานอีกด้วย

... โกรธกับความเงียบของเธอนั่นแหละ

ทั้งที่เจ็บปวดและหวาดกลัวขนาดนั้น เธอยังปิดปากเงียบอยู่ได้ยังไง

มันน่าหงุดหงิดที่ผมดัน... เข้าใจ

ความเงียบของเธออาจจะมีสาเหตุ เท่าที่รู้จักกันมา ถึงจะดูแปลก ๆ แต่ดูแล้วไม่น่าเป็นบุคลิกเย็นชา สุขุม หรือพูดน้อยโดยปกติ ไม่รู้สิ เดานะ ผมว่ามันมีอะไรมากกว่านั้น แม้จะยังเป็นแค่สมมติฐานตามความรู้สึกตัวเองก็ตาม

ไข่หวานน่ะ... เหมือนภาพสะท้อนตัวผมยังไงยังงั้น

พวกเราเหมือนกัน มีบางอย่างคล้ายกันมากเกินไป และผมโคตรจะไม่ชอบใจเลยจริง ๆ ความเงียบไม่ใช่คำตอบในการแก้ปัญหา ผมรู้ สำหรับบางเรื่อง บางคน ยิ่งเงียบ... คนที่ทำร้ายเราก็ยิ่งได้ใจ แต่ปัจจัยและความรู้สึกหลายอย่างก็สั่งร่างกายให้เก็บงำมันเอาไว้ กัดฟัน ข่มทุกความเจ็บปวดไว้กับตัวเองและปิดปากให้เงียบที่สุด

เพราะต่อให้ส่งเสียง... บางครั้งก็ไร้ประโยชน์สิ้นดี

นั่นไง ผมถึงไม่ชอบที่ไข่หวานเป็นแบบนี้

ทว่า ตัวผมเองก็ไม่ได้ต่างจากเธอนัก

ก่อนหน้าที่เราจะได้รู้จักกัน น้องอาจจะไม่เคยอยู่ในสายตาของผม หรือผมเองก็คงไม่เคยอยู่ในความสนใจของเธอมาก่อน แต่พอมารู้จักตัวตนแล้ว อะไรหลายอย่างที่บอกมันทำให้ผมนิ่งเฉยเวลาเห็นไข่หวานเป็นแบบนี้ไม่ได้

“ร้องเถอะ” เพราะงั้น ถึงได้เข้าใจ...

เข้าใจการแสดงท่าทางในบางครั้งของไข่หวานได้ดีทีเดียว อาจจะไม่ใช่ทั้งหมด แต่มั่นใจเลยว่าในเวลานี้ คงมีแค่ผมที่เข้าใจและสัมผัสได้ถึง ความเจ็บปวดอันเงียบเชียบในใจของเธอ

ผมรู้... มันน่ากลัว

“ฮึก... และความรู้สึกหวาดกลัวไม่ได้หายไปจากคน ๆ นี้เลย มันยังอยู่... และการได้เจอกับคนที่เคยทำร้ายตัวเองมาก่อน ก็เหมือนยากระตุ้นความหวาดหวั่นนั้นเป็นอย่างดี ทำให้มันกลับมากัดกินความรู้สึกของเราอีกครั้ง

“ไม่เป็นไร” บาดแผลที่มองไม่เห็นนั่น “ร้องไห้... กับพี่ก็ได้”

“ฮือออ”

เวลาผ่านไปเท่าไหร่นะ หนึ่งวิฯ สิบวิฯ หนึ่งนาที หรือสิบนาที...

ผมไม่ได้ใส่ใจนับมัน ใบหูยังได้ยินเสียงสะอื้นจากคนตรงหน้าดังอยู่ แต่ก็เบาลงกว่าตอนแรกมาก ผมทิ้งสายตาเลยผ่านศีรษะที่ก้มต่ำของไข่หวาน ทิ้งมันไว้ที่สนามเด็กเล่นว่างเปล่า สายลม เศษใบไม้ปลิวไหว มือทั้งสองข้างก็ทำหน้าที่ของมันต่อไป กระทั่งรู้สึกว่าแรงบีบฝ่ามือข้างนั้นคลายลง พร้อมกับเสียงสะอื้นที่กำลังจะเลือนหายไป

ทว่าก็เป็นวินาทีเดียวกับที่ใครบางคนโผล่เข้ามา

“พี่มาทำบ้าอะไรอยู่ตรงนี้วะ รู้ไหมว่าข้างในแม่งน่าเบื่อแค่ไหน”

“... !” ผมพลันชะงักฝ่ามือที่วางบนศีรษะไข่หวาน เช่นเดียวกับแรงบีบที่กลับมาอีกครั้ง เหลือบมองคนมาใหม่กำลังทำท่าทางหัวเสีย แม้ไม่สังเกตเห็นใครอีกคนที่ยืนอยู่ แต่จะให้หลบก็ไม่ทันอยู่ดี

“หืม นั่น?” นริศเห็นแล้ว เลิกคิ้วสูงอย่างสงสัยครู่เดียว ผมก็ได้เห็นรอยยิ้มเหยียดประดับใบหน้าของน้องชาย ดวงตาวาวไปด้วยประกายบางอย่างที่มองแล้วให้ความรู้สึกไม่ดี “ดูสิว่าใคร แล้วทำไมเธอถึงมาอยู่ที่นี่กันนะ”

ไม่ใช่แค่พูด นริศที่ยกยิ้มร้ายก็ก้าวเข้ามาใกล้

กึก...

“ถอยไป” ผมสั่งเสียงเรียบ มือที่เคยลูบหัวคนตัวเล็ก เปลี่ยนเป็นดันไหล่แกร่งของนริศไว้ ร่างสูงของมันชะงัก ตวัดสายตามองผมอย่างไม่สบอารมณ์ แต่ยังคงยิ้ม... ยิ้มในแบบที่ผมไม่ชอบ รอยยิ้มที่เหมือนมันกำลังคิดสนุก

เรื่องที่สนุกสำหรับมัน แต่ไม่ใช่สำหรับคนอื่น

“อะไร ตกลงนี่แฟนจริง ๆ ถูกมะ?” นริศหลุบสายตามองมืออีกข้างของผมอย่างเจ้าเล่ห์ มือข้างนั้น ไข่หวานบีบแน่นกว่าครั้งแรกซะอีก เดาว่าหลังมือต้องได้เลือดซึมออกมาบ้าง “ไง คุณพี่สะใภ้ จะไม่ทักทายกันหน่อยเหรอครับ?”

หมับ...

“...ไข่หวานไม่ตอบ มืออีกข้างคว้าชายเสื้อผมจากด้านหลังไว้

ถ้าผมเป็นไข่หวานก็ไม่อยากจะเสวนากับนริศนักหรอก ท่าทางมันตอนนี้เหมือนกำลังคุกคามเธอไม่มีผิด และพอนริศเห็นว่าไข่หวานไม่ตามเกม มันก็หันมาเผชิญหน้ากับผมแทน รอยยิ้มเวร ๆ นั่นยังอยู่ เราจ้องตากันร่วมนาที

ก่อนน้องตัวดีจะวัดระดับความอดทนของผมด้วยประโยคต่อมา

“แหม่ ถ้าวันนั้นพี่มาไม่ทัน ผมคงได้แฟนพี่เป็นเมียแน่ ๆ เลยว่ะ พี่นายน้อย หึ”

“นริศ!” และใช่ ครั้งนี้ผมใจเย็นไม่ได้ เพราะถ้อยคำเฮงซวยของนริศไม่ได้ให้เกียรติไข่หวานเลยสักนิด เส้นเสียงผมเจ็บตอนตะคอกชื่อคนตรงหน้า และสัมผัสได้ว่า... ไข่หวานสะดุ้งกับเสียงของผมเช่นกัน

“หวงเหรอ” มันว่า “ดีนี่ น่าสนุกดี”

“ฉันเตือนแกแล้ว” ผมกดเสียงต่ำ ทว่ายังราบเรียบกลับไป นึกย้อนไปถึงวันนั้น หลังจากเกิดเรื่อง ผมพาไข่หวานกลับบ้าน แล้วก็กลับมาต่อว่านริศ รวมถึง... ข่มขู่อะไรบางอย่างกับมันเอาไว้ “ถ้ายังจำได้...

ช่วงเวลานั้น เป็นแค่เวลาไม่กี่วินาทีที่ผมกับนริศจ้องตากันเขม็ง

หากเหมือนเวลาเดินผ่านไปเป็นชั่วโมง ราวกับเป็นการวัดใจ เพราะเมื่อพูดถึงการเตือนออกไป ดวงตาของนริศก็วาวโรจน์ด้วยความกรุ่นโกรธ ก่อนจะขยับยิ้มในแบบที่ตาของมันไม่ได้ยิ้มตามไปด้วย

“หึ คิดว่าคำขู่ของแกมันน่ากลัวแค่ไหนกันล่ะ?”

“แค่ไหน ก็น่าจะรู้”

“มันใช้ได้ไม่นานหรอก และใช้ไม่ได้ตลอด” นริศก็ยังเป็นนริศ ดื้อด้าน เอาแต่ใจ และต้องการเอาชนะ ทั้งที่ใจก็หวั่นเรื่องนั้น แต่ก็ยังปากเก่ง “เฝ้าคนของแกไว้ให้ดีแล้วกัน เพราะถ้าแกปากพล่อยเรื่องนั้นออกไป... และฉันได้เจอคนของแกเมื่อไหร่ ขอเตือนว่าจบไม่สวยแน่”

“จะแลก?” ผมเลิกคิ้วถามกลับเสียงนิ่ง

“...นริศกำหมัดแน่น เมื่อผมยังนิ่งเฉย ไม่ได้ดิ้นไปตามเกมยั่วยุเท่าที่ควร แต่ไม่ใช่ว่าไม่โกรธกับการข่มขู่กลับของหมอนี่นะ โกรธสิ ตอนนี้น่ะโคตรหงุดหงิดเลย ให้ตาย!

“มั่นใจว่าคุ้ม?” แต่ยังนิ่งได้ ผมควบคุมได้อยู่ “นั่น... เป็นวิธีที่ไม่ฉลาด”



[1] เพลง Silent Scream - Anna Blue


 

TO BE CONTINUED

พี่นายน้อย คนดีของนุ้ง T.T รักนะคะ

 
ไม่สะดวกเมนต์จะกดโหวตก็มิว่าาาา

ให้กำลังใจนักเขียน
นักเขียนได้รับกำลังใจแล้ว!
นักเขียนได้รับกำลังใจแล้ว 66 ครั้ง

นิยายที่ผู้อ่านนิยมอ่านต่อ

loading
กำลังโหลด...

878 ความคิดเห็น

  1. #874 @ Aphrodite @ (จากตอนที่ 5)
    วันที่ 30 กันยายน 2563 / 19:11

    โอ๋ๆนะไข่หวาน พี่นายน้อยมาอยู่เป็นเซฟโซนให้หนูแล้วนะ T_T

    #874
    0
  2. #869 NAME :: Aida (จากตอนที่ 5)
    วันที่ 16 กันยายน 2563 / 20:22

    ได้กลับมาอ่านอีกครั้งแล้ว ดีใจจัง

    #869
    2
    • #869-1 `•to be or not to be?(จากตอนที่ 5)
      16 กันยายน 2563 / 20:26
      ขอบคุณนะคะที่กลับมาเจอกันอีกครั้ง
      #869-1
  3. #806 พี่หมีshyshyshy (จากตอนที่ 5)
    วันที่ 22 มกราคม 2562 / 20:53

    ง่าาาาาาาาาา
    #806
    0
  4. #455 marshamallow (จากตอนที่ 5)
    วันที่ 29 เมษายน 2560 / 10:26
    สงสารร ฮือออออ
    #455
    0
  5. #454 dati (จากตอนที่ 5)
    วันที่ 29 เมษายน 2560 / 09:23
    เป็นนางเอกที่น่าสงสารอ่าา ฮืออออ
    #454
    0
  6. #453 tigersweet (จากตอนที่ 5)
    วันที่ 29 เมษายน 2560 / 07:18
    สงสารไข่หวาน ขอให้นางยังซิงด้วเถอะ
    #453
    0
  7. #452 littleearn (จากตอนที่ 5)
    วันที่ 29 เมษายน 2560 / 02:02
    ไข่หวานนฮือออ สงสานอะ
    #452
    0
  8. #451 chanonphorn (จากตอนที่ 5)
    วันที่ 29 เมษายน 2560 / 01:17
    มาอัพเร็วๆนะค้าาาา สงสารไข่หวานมากเลย ฮืออออ
    #451
    0
  9. #450 barara~ (จากตอนที่ 5)
    วันที่ 29 เมษายน 2560 / 00:51
    ไข่หวานนนน
    #450
    0
  10. #449 Witeera Madsen (จากตอนที่ 5)
    วันที่ 29 เมษายน 2560 / 00:46
    อยากให้พี่นายน้อยมาดูแลไข่หวานน ไข่หวานจะได้ปลอดภัยยย
    #449
    0
  11. #447 aey_nameay (จากตอนที่ 5)
    วันที่ 27 เมษายน 2560 / 17:52
    รัศมีความเลวมันพุ่งออกมา!!!!
    #447
    0
  12. #446 ผู้หญิงขึ้เบื่อ (จากตอนที่ 5)
    วันที่ 27 เมษายน 2560 / 12:55
    ไข่หวานจะปลอดภับมั้ยเนี่ย
    #446
    0
  13. #444 ผู้หญิงขึ้เบื่อ (จากตอนที่ 5)
    วันที่ 21 เมษายน 2560 / 07:44
    อาไข่หวานนี่พูดแปลกๆ นะ ไม่ใช่เรื่องดีแน่ๆ อ่ะ
    #444
    0
  14. #443 ผู้หญิงขึ้เบื่อ (จากตอนที่ 5)
    วันที่ 20 เมษายน 2560 / 07:53
    คนที่ปานพูดถึงนี่ เรารู้จักมั้ยนร้า อยากรู้จัง
    #443
    0
  15. #442 barara~ (จากตอนที่ 5)
    วันที่ 19 เมษายน 2560 / 17:49
    พาร์ทไข่หวานแลดูน่าอึดอัดสุด
    #442
    0
  16. #441 dati (จากตอนที่ 5)
    วันที่ 19 เมษายน 2560 / 17:47
    พี่นายน้อยยยย มาอัพบ่อยๆนะคะ รอค่าาา ><
    #441
    0
  17. #440 CHOMPOO_XM_MS (จากตอนที่ 5)
    วันที่ 19 เมษายน 2560 / 17:27
    ก็อึดอัดทั้งคู่รึเปล่าคะ ทั้งนายน้อยทั้งไข่หวาน 55
    #440
    0
  18. #439 aey_nameay (จากตอนที่ 5)
    วันที่ 19 เมษายน 2560 / 16:43
    เจิมมมมมสิค่ะ
    #439
    0
  19. #438 aey_nameay (จากตอนที่ 5)
    วันที่ 19 เมษายน 2560 / 16:43
    เจิมมมมมสิค่ะ
    #438
    0
  20. #437 nongnum1988 (จากตอนที่ 5)
    วันที่ 19 เมษายน 2560 / 11:57
    รอนะคะ
    #437
    0
  21. #436 CHOMPOO_XM_MS (จากตอนที่ 5)
    วันที่ 19 เมษายน 2560 / 09:48
    เจิมค่ะ อยากอ่านแล้วว
    #436
    0
  22. #435 ผู้หญิงขึ้เบื่อ (จากตอนที่ 5)
    วันที่ 19 เมษายน 2560 / 08:36
    เจิมมมมมมมมมมม
    #435
    0
  23. #434 ผู้หญิงขึ้เบื่อ (จากตอนที่ 5)
    วันที่ 19 เมษายน 2560 / 08:35
    เจิมมมมมมมมมมม
    #434
    0
  24. #433 mayyest (จากตอนที่ 5)
    วันที่ 19 เมษายน 2560 / 07:44
    เจิมมมม
    #433
    0
  25. #432 pptmk (จากตอนที่ 5)
    วันที่ 19 เมษายน 2560 / 06:06
    เจิมมมม
    #432
    0