DON'T LOSE HOPE รักนี้ยังมีหวัง

ตอนที่ 4 : LOSE :: ACTION 3 [100%]

  • เนื้อหานิยายตอนนี้เปิดให้อ่าน
  • View : 2,882
    จำนวนคนให้กำลังใจ : 61 ครั้ง
    16 ก.ย. 63

Story : DON'T LOSE HOPE รักนี้ยังมีหวัง

Author : indy_swag | Rate : PG-13

 
:คำเตือน:
นิยายเรื่องนี้พระ-นางค่อนข้างพูดน้อย (มาก!) ทำให้การบรรยายความรู้สึกนึกคิดจะค่อนข้างเยอะกว่าปกตินะคะ
ถ้าใครไม่ถูกจริตกับความเงียบสามารถผ่านได้ แต่ถ้าชอบพระเอกละมุน อบอุ่น เชิญมาตกบ่วงพี่นายน้อยได้เล้ยยย
ถึงจะเงียบ ๆ สื่อสารผ่านโทรจิต(?) แต่รับประกันความอบอุ่นของพี่นายน้อยค่ะ ดือที่สุดแน้วคนเน้! 



 ACTION 3 
 
 

NAINOI TALKS

ไข่หวานออกจากห้องพยาบาลไปแล้ว

ดูเหมือน เธอจะไม่เป็นอะไรแล้ว... มั้งครับ

ไม่รู้สิ ตอนผมเดินเข้ามาหลังจากอุ้มเธอมาห้องพยาบาลของคณะเสร็จ ผมก็ออกไปเรียนตามปกติ เพิ่งจะเดินเข้าดูก็ตอนเที่ยงนี่เอง ตอนผมเข้ามาเห็นเจ้าหน้าที่ประจำห้องพยาบาลวัดไข้เสร็จพอดี บอกว่าไข้ลดลงแล้ว แต่ถ้ายังไม่ไหวก็ให้นอนพักไปก่อน พอพูดเสร็จก็ออกจากห้องไป ทิ้งผมอยู่ในห้องพยาบาลกับไข่หวานสองคน

แน่นอนที่สุด ความเงียบต้องเกิดขึ้นระหว่างเรา

ผมไม่รู้จะพูดอะไร ก็เลยทำแค่ยืนมองคนป่วยบนเตียงนิ่ง ๆ อยู่เป็นนาที ไม่ได้ตั้งใจจะเข้ามาชวนคุยอยู่แล้วแค่แวะมาดูว่าเป็นยังไงก็เท่านั้น แต่รู้ไหม... ตอนเดินเข้ามาในห้องก็แอบชะงักไปนิดเหมือนกัน

ทำไมน่ะเหรอ?

คงเพราะเป็นครั้งแรกที่ผมได้เห็นดวงหน้าหวานของไข่หวานเต็ม ๆ ตาล่ะมั้งครับ

คราวก่อนแค่เห็นแวบ ๆ ก็ยังแอบตกใจเลย

เอาจริง ๆ เลยนะ ในสายตาผม... ไข่หวานจัดกว่าเป็นผู้หญิงที่สวย สวยมากเลยแหละ สวยแบบหวาน ๆ ใสซื่อ น่ารักน่าเอ็นดูด้วยซ้ำ แต่เธอก็มักจะปกปิดด้วยเส้นผมตลอดเวลาเลยไม่ค่อยมีใครได้เห็นเท่าไหร่

ผมก็เลยรู้สึก... ทำตัวไม่ถูกขึ้นมาอย่างไม่ทราบสาเหตุ

แต่ก็เงียบได้ไม่กี่นาที พอรู้ว่าใครเป็นคนพาเธอมาส่งห้องพยาบาลตอนเป็นลม น้องก็เป็นฝ่ายเริ่มทำลายความเงียบลงด้วยเสียงเล็กหวาน ทว่ากลับเบาหวิวจนแทบไม่ได้ยินด้วยการเอ่ยขอบคุณขึ้นมาแทน

แล้วเราก็เงียบ ราวกับต่างคนต่างอยู่ในภวังค์ของตัวเอง

ผมเผลอยืนมองดวงหน้าหวานนานไปหน่อย ไข่หวานเองก็ดูกระสับกระส่าย ตาหลุกหลิก ก้มหน้าคางชิดคอ จนเหมือนไม่ไหว เธอเลยหันหน้าหนี ตอนนั้นเองที่ผมสังเกตเห็นอาการสั่นเกร็งของร่างเล็ก ไม่รู้เหมือนกันว่าไข่หวานเป็นอะไร เธอรีบปัดผมปิดหน้าปิดตาเหมือนคนมีความกลัวอะไรสักอย่าง แล้วก็ลุกพรวดวิ่งชนไหล่ผมออกไป

ไหล่ผมยังรู้สึกเจ็บนิด ๆ อยู่เลย

แต่ช่างเถอะ ไข่หวานดูน่าเป็นห่วงกว่าไหล่ผมเยอะ

ไข้เพิ่งลด แล้ววิ่งแบบนั้นจะไม่เป็นไรแน่เหรอ?

น่าเป็นห่วง...

ขมวดคิ้วพลางคิดในใจคนเดียว เดินมาดูตามทางเดินหน้าห้องแล้วไม่เห็นใครล้มอยู่ เลยคิดว่าน่าจะโอเคขึ้นแล้ว แต่ผมติดใจอยู่นิด... สีหน้าไข้หวานดูแย่มากจริง ๆ แววตาเธอมีทั้งความสับสน หวาดกลัว หวาดระแวง

หรือแม้กระทั่ง... ความเจ็บปวดบางอย่าง

ทั้งหมดเกิดขึ้นในดวงตาคู่สวยแสนโศกคู่นั้น

“นายน้อย หนีมาอยู่นี่เอง เราก็หานายทั่วโรงอาหารเลย” ผมหลุดจากภวังค์ความคิด ตอนจาวเดินเข้ามา เธอเลิกคิ้วเงยหน้ามองป้าย แล้วก็มองผมด้วยความสงสัย “มาห้องพยาบาลทำไม นายป่วยเหรอ?”

“... ผมส่ายหน้าแทนคำตอบ เลื่อนสายตามองไปทางที่ไข่หวานเดินเลี้ยวหายไป ก่อนจะเริ่มเดินออกจากหน้าห้องพยาบาลเพื่อไปทานข้าวที่โรงอาหารในวินาทีต่อมา ตอนแรกบอกจาวแค่ว่าจะมาเข้าห้องน้ำเฉย ๆ

“เอ้า! รอด้วยดินาย! นึกจะไปก็ไป นึกจะมาก็มาเว้ยไอ้นี่”

ก็หวังว่าไข่หวานจะไม่เป็นไรมาก

 



หลายวันต่อมา

ช่วงนี้... ผมมีเรื่องให้ต้องใช้ความคิดค่อนข้างหนัก

นาขวัญผมเคยเอ่ยถึงชื่อของรุ่นน้องคนนี้ไปแล้วสินะครับ

แน่นอน... เรื่องหลัก ๆ ที่ทำให้ผมคิดหนักก็หนีไม่พ้นรุ่นน้องคนนี้ นักศึกษาที่สอบชิงทุนเข้ามาเรียนที่มหาลัยเอกชนแห่งนี้ด้วยผลการเรียนดีเยี่ยม ผมเห็นหน้าเธอครั้งแรกผ่านเว็บบอร์ดของมหาลัยในช่วงที่นาขวัญมีข่าว

และหลังจากนั้น... เราก็ได้เจอหน้ากันด้วยความตั้งใจของผมเอง

ส่วนเรื่อง เหตุผลที่ทำให้ผมอยากเข้าใกล้ อยากทำความรู้จัก และพูดคุยกับนาขวัญนั้น... ตัดเรื่องเชิงชู้สาวออกไปได้เลย แม้ท่าทางและคำพูดของผมในบางครั้งจะทำให้หลายคนเข้าใจผิดคิดว่าผมกำลัง จีบ เธอก็ตาม

ผมยังยืนยันนะครับว่าไม่ได้จีบ ไม่มีทางเป็นแบบนั้นแน่

นาขวัญมีแฟนอย่างพายุอยู่ทั้งคน แถมตอนนี้... มีข่าวการหมั้นของทั้งคู่กระจายทั่วแล้วด้วย

ผมไม่รู้ว่าเรื่องนี้จริง เท็จ แค่ไหน และไม่ใช่ประเด็นที่ทำให้ผมเป็นกังวลเท่าไหร่ เพราะเรื่องที่ผมหนักใจมันเป็นเรื่องที่ใหญ่กว่านั้น เป็นเหตุผลหลักที่ทำให้ผมอยากเข้าใกล้นาขวัญ เป็นเรื่องที่ผมเองก็เพิ่งได้รับรู้ ความจริงบางอย่างเมื่อไม่กี่เดือนก่อนหน้า จนทำให้ผมเริ่มเข้ามาวนเวียนอยู่ในชีวิตของรุ่นน้องคนนี้

ตอนนี้... ผมคิดว่าผมพร้อมจะบอก ความจริงกับเธอซะที

“นาขวัญ” เพราะงั้นผมถึงได้มายืนอยู่ที่หน้าห้องเรียนของเธอ เรียกชื่อคนที่กำลังเดินออกจากห้องหลังสัญญาณเลิกคลาสดังไปเมื่อไม่กี่นาทีก่อน เจ้าของชื่อชะงักไปนิดตอนหันมาเห็นผม

“อ้าว สวัสดีค่ะพี่นายน้อย ทำไมมาอยู่นี่ล่ะคะ?”

“วันอาทิตย์ ว่างไหม?” ผมเลือกเปิดประเด็นแทนการตอบคำถาม

“เอ่อ... นาขวัญขมวดคิ้วไม่เข้าใจ หยุดคิดไปวินาทีหนึ่ง ก่อนจะตอบออกมาทั้งที่ยังทำหน้างงระคนสงสัยไม่เลิก “ก็ว่างช่วงเช้าก่อนไปทำงานที่ร้านไออุ่นนะคะ ทำไมเหรอ?”

“มีเรื่องอยากคุย”

“มีเรื่องอะไรหรือเปล่าคะ ทำไมทำหน้าซีเรียสจัง”

มีสิ... เรื่องสำคัญมากด้วย

“ได้ไหม?” ผมย้ำถามอย่างต้องการคำตอบ เดาว่าสีหน้าผมค่อนข้างเครียด นาขวัญถึงได้ดูเป็นกังวล แต่ทำไงได้ ผมซีเรียสจริง ๆ กับเรื่องนี้ ยังไม่รู้จะเริ่มพูดยังไง ยังไม่รู้ว่า ผลลัพธ์จะออกมารูปแบบไหน

นาขวัญจะรับได้ไหม จะยอมรับผมหรือเปล่า...

มันทำให้ผมกลัว

“กะ ก็ได้ค่ะ” และสุดท้ายนาขวัญก็ตอบตกลง

“สิบโมง ร้านไออุ่น” พูดจบ ผมก็หมุนตัวเดินออกมาจากบริเวณนั้น หางตาเห็นว่าพายุยืนอยู่แถวหัวบันไดไม่ใกล้ไม่ไกล เราได้สบตากันในเสี้ยววินาทีหนึ่งเท่านั้น น่าแปลกที่ผมไม่เห็นร่องรอยขุ่นเคืองอะไรในดวงตาของหมอนั่น

ถ้าปกติต้องเข้ามาขวางตั้งแต่เห็นผมคุยกับนาขวัญแล้ว

แต่ช่างเถอะ ตอนนี้ผมมีเรื่องให้คิดมากกว่าท่าทีนิ่งเฉยผิดแปลกของแฟนนาขวัญเยอะ

Rrrr…

เสียงโทรศัพท์ทำให้ผมหลุดจากภวังค์ พลันขมวดคิ้วเมื่อเห็นชื่อบนหน้าจอ...

แม่ใหญ่

ซึ่ง... ถ้าไม่มีธุระสำคัญก็จะไม่ได้เห็นสายเรียกเข้าแบบนี้เลย

“ครับ” กดรับและกรอกเสียงลงไปสั้น ๆ

“คืนนี้แกต้องไปงานกับฉัน... กระแสเสียงจากปลายสายยังเต็มไปด้วยความแข็งกระด้างเมื่อพูดกับผม และจะอ่อนลงเมื่อพูดถึงลูกชายอีกคน “ตานริศก็ต้องไปด้วย ฉันสั่งตัดสูทของนริศไว้ที่ร้านประจำ ไปเอามาก่อนบ่ายสอง”

“ผมมีเรียนครับ” ผมบอก “เลิกบ่ายสาม”

“ฉันไม่สน! แกต้องไปเอาชุดตานริศกลับมาให้ถึงบ้านก่อนสามโมง”

น้ำคำประกาศิตของแม่ใหญ่ทำให้ผมถอนหายใจ วันนี้ผมมีตารางเรียนถึงสามโมง แต่ถ้าจำไม่ผิด... วันนี้นริศไม่มีเรียน หรือต่อให้มี... ก็ยังมีคนที่บ้านอีกเยอะที่สามารถส่งไปรับสูทสั่งตัดนั่นได้สบาย ๆ

“ครับ” แต่ผมจะทำอะไรได้ล่ะ “ผมจะไปรับให้”

แค่นั้น พลันสายก็ตัดไปแบบไม่มีคำลาใด ๆ ทั้งสิ้น

 



น่าเบื่อ...

นั่นคือภาพรวมงานเลี้ยงสังสรรค์ของบรรดาคุณหญิงคุณนายที่ผมกำลังรู้สึกตั้งแต่ก้าวเข้างานมา อยากออกไปจากที่นี่แทบแย่ ผมไม่ชอบบรรยากาศการสังสรรค์ของพวกผู้ใหญ่เท่าไหร่ ยิ่งแต่ละท่านมีหน้ามีตาทางสังคมมากก็ยิ่งทำให้การวางตัวยากขึ้นตามไปด้วย ลำพังบรรยากาศของงานก็ทำให้ผมอึดอัดจนหายใจแทบไม่ออก ยังต้องมารู้สึกกระอักกระอ่วนทุกครั้งที่บรรดาคุณหญิงแวะเวียนมาทักทายแม่ใหญ่ พร้อมทั้งแนะนำลูกสาวตัวเองให้ผมรู้จัก

ผมไม่อยากมา ทว่าก็ปฏิเสธคำสั่งของแม่ใหญ่ไม่ได้ ทั้งที่ความจริงท่านก็ไม่ได้อยากให้ผมมาออกงานด้วยอย่างนี้หรอก แต่ด้วยอะไรหลายอย่างทำให้ผมต้องกลับมายืนอยู่ในจุดนี้... ซ้ำแล้วซ้ำเล่า

จะเรียกว่า หน้าที่คงไม่ผิดนัก

มันเป็นหน้าที่ที่ผมต้องรับผิดชอบตั้งแต่เป็นที่รู้จักในฐานะ ลูกชายคนโตของตระกูลนี้

อย่างที่บอก งานเลี้ยงก็ไม่มีอะไร ส่วนมากพวกคุณหญิงจะคุยกับเรื่องสมาคมหรืองานการกุศล ไม่ก็หน้าที่งานการของสามี พร้อมทั้งแนะนำลูกตัวเองที่พามาออกงานกับตระกูลอื่น ผมเจอแบบนี้ทุกครั้งที่ต้องออกงานกับพ่อหรือแม่ใหญ่ ด้วยพวกท่านค่อนข้างมีหน้ามีตาพอสมควร ซึ่งดูก็รู้มันเป็นการ จับคู่กราย ๆ ของพวกผู้ใหญ่นั่นแหละ

หลายตระกูลที่พาลูกสาวมาแนะนำให้รู้จัก ส่วนมากแม่ใหญ่จะเชียร์ลูกชายคนเล็กอย่างนริศซะมากกว่า ซึ่งผมถือว่าเป็นเรื่องที่ดีสำหรับตัวเอง แต่ก็มีไม่น้อยที่พยายามแนะนำลูกสาวให้กับผมอย่างโจ่งแจ้ง

อย่างเช่นตอนนี้...

“นายน้อย น้าฝากน้องสักครู่นะคะ พอดีจะชวนคุณพี่รวิภาไปทางนั้นสักหน่อย”

คุณหญิง ปริศนาหันมาพูด พร้อมดันร่างลูกสาวให้มายืนข้างผมไปด้วย รอยยิ้มและสายตาที่คุณหญิงปริศนามองมา เธอไม่ได้คาดหวังคำปฏิเสธจากผมเป็นแน่ และต่อให้อยากปฏิเสธแค่ไหนก็คงเป็นไปไม่ได้

การวางตัวและมารยาททางสังคมเป็นเรื่องสำคัญ...

สำคัญต่อหน้าตาของครอบครัวรัฐมนตรีว่าการกระทรวงนี่ไง

ไหนจะสายตากดดันของแม่ใหญ่อีก ท่านก็ไมได้ดูเต็มใจจะยืนกับผมสักเท่าไหร่ แต่ก็เลี่ยงไม่ได้ตั้งแต่คุณหญิงปริศนาตรงเข้ามาหา พร้อมทั้งแนะนำลูกสาวของเธอให้ผมรู้จัก

ถึงไม่อยากอยู่ตรงนี้ แต่ผมจะทำอะไรได้

“ครับ” ก็ทำได้แค่ตอบรับสั้น ๆ

“ดีเลยจ้ะ งั้นเราไปทางนั้นกันเถอะค่ะคุณพี่ ปล่อยเด็ก ๆ คุยกันไปดีกว่า” คุณหญิงปริศนายิ้มแก้มปริ ผายมือเชิญแม่ใหญ่เดินแยกตัวออกไปอีกทาง ทิ้งให้ผมยืนอยู่กับลูกสาวของเธอที่ชื่อ ปพิชญา  หรือ ปาน ตามลำพัง

เมื่อผู้ใหญ่สองคนเดินห่างออกไป...

พลัน ความเงียบก็เข้าปกคลุมพื้นที่ในทันที

“... ผมยังยืนนิ่ง ไม่คิดจะเดินหรือชวนสาวสวยหน้าหวานข้าง ๆ คุยแต่อย่างใด

นี่เป็นการจับคู่ของพวกผู้ใหญ่ที่อยากให้ลูก ๆ มีปฏิสัมพันธ์จนพัฒนาเป็นความสัมพันธ์อย่างอื่น

ผมรู้และตอบตกลงไปตามมารยาท แต่ไมได้แปลว่าต้องสร้างความสัมพันธ์กับใคร นริศเองก็ตกอยู่ในสถานการณ์แบบเดียวกัน ตอนที่มาถึงก็ทำหน้าเบื่อหน่ายชนิดไม่มีเก็บอาการ ยิ่งถูกจับคู่ก็ยิ่งหงุดหงิด แต่พอผู้หญิงที่ถูกแนะนำให้ถูกใจตัวเอง หมอนั่นก็พาเดินออกไปคุยกันสองต่อสอง ชนิดที่ผู้ใหญ่ไม่ต้องเสียเวลาเชียร์เลยด้วยซ้ำ

แต่ผมว่า... นริศคงอยากสร้างความสัมพันธ์แบบ คืนเดียวเสียมากกว่า

“เงียบจังนะคะ”

“... ผมหันมองเจ้าของประโยคเมื่อครู่เล็กน้อย หลังปล่อยให้ความเงียบปกคลุมไปหลายนาที เธอคงทนไม่ไหว ถึงได้ทำลายความเงียบลงเป็นคนแรก กระนั้น ผมก็ยังไม่ได้พูดอะไรนอกจากมองนิ่ง ๆ

“ดูท่าทางแล้ว พี่นายน้อยคงพูดไม่ค่อยเก่งสินะคะ”

“...ไร้คำตอบจากผมเช่นเดิม ทำคนพูดถึงกับหัวเราะเบา ๆ

“ถ้าพี่กำลังคิดมากเรื่องที่แม่ปานทำเหมือนกำลังจับคู่ให้เรา พี่ไม่ต้องกังวลนะคะ” ปานพูดพลางอมยิ้ม รอยยิ้มที่ผมไม่รับรู้ถึงความกดดันหรืออึดอัดเวลามองเลยสักนิด “ปานมีแฟนแล้ว รักแฟนมากด้วย สบายใจได้ค่ะ”

โอเค... เธอก็ดูเป็นคนตรงไปตรงมาดี

“อืม”

ปพิชญาเป็นผู้หญิงสวย หน้าตาจิ้มลิ้มน่ารัก ปากนิดจมูกหน่อย ให้ความรู้สึกอ่อนโยนอบอุ่นมากกว่าอ่อนหวาน ดูเป็นคนง่าย ๆ สบาย ๆ และตรงไปตรงมาไม่น้อย บรรยากาศรอบตัวเธอให้ความรู้สึกคล้าย ๆ จาวจรัส ไม่ทำให้ผมอึดอัด และไม่ได้รับการกดดันหรือคาดหวังอย่างผู้หญิงคนอื่นที่ถูกผู้ใหญ่แนะนำกึ่งยัดเยียดให้ทำความรู้จัก

อย่างที่บอก ผมออกงานพวกนี้มานับครั้งไม่ถ้วน เจอผู้หญิงของตระกูลดัง ๆ มาหลากหลายรูปแบบ

ส่วนมากจะเจอแต่คนที่พยายามสร้างคอนเน็กชั่นในแบบที่ผมไม่ชอบ แถมยังวุ่นวายจนน่ารำคาญ พวกเธอทำให้ผมรู้สึกอึดอัดทุกครั้งที่อยู่ด้วย แม้สุดท้ายจะถอยห่างออกไปเพราะนิสัยเงียบขรึมไม่สนโลกของผมก็ตาม

ทว่า ปพิชญาไม่ได้ให้ความรู้สึกแบบนั้น

เธอค่อนข้างทำให้ผมสบายใจระดับหนึ่ง ตั้งแต่เปิดประเด็นก่อนหน้าขึ้นมา

“พี่นายน้อยรู้ตัวไหมคะ พี่ดูเป็นคนมีเกราะป้องกันตัวเองค่อนข้างหนาเลย” เจ้าของคำพูดยิ้มขำ เธอมองผมตั้งแต่ศีรษะจรดปลายเท้าด้วยสายตาชนิดหนึ่งซึ่งไม่ใช่การดูถูก “คล้าย ๆ กับใครคนหนึ่งที่ปานรู้จัก”

“... ผมขมวดคิ้วมองอย่างไม่เข้าใจ

“... ปานเงียบไป เหมือนกำลังจมอยู่ในความคิดของตัวเอง

“...

“เงียบ ๆ เก็บตัว ไม่ค่อยสุงสิงกับใคร เปิดใจรับใครสักคนก็ยาก... ปพิชญาระบายยิ้มอ่อน หากแววตากลับดูหม่นแสงลงเล็กน้อย ราวกับมีเรื่องหนักใจบางอย่าง เดาว่าอาจจะเกี่ยวกับคนที่เธอกำลังพูดถึงกระมัง

“...ส่วนผมก็ได้แต่รับฟังเงียบ ๆ ไม่ได้ออกความเห็น

“ขอโทษนะคะ ปานเผลอคิดอะไรนิดหน่อย” คราวนี้เงยหน้าขึ้นมาส่งยิ้มพร้อมพูดกับผมด้วยน้ำเสียงสบาย ๆ แทน “ปานหิวแล้วล่ะ ไปตักอาหารกันเถอะค่ะ ยังไงคืนนี้เราคงต้องอยู่ด้วยกันจนเลิก เดี๋ยวปานเป็นไม้กันหมาให้พี่เองก็ได้ เผื่อคุณหญิงบ้านอื่นจะมาแนะนำลูกสาวให้รู้จัก ปานเดาว่าพี่คงไม่อยากรู้จักใครเหมือนปานหรอก ใช่ไหมคะ?”

เพราะไม่รู้สึกถึงการแอบแฝงใด ๆ ในคำพูดและรอยยิ้มนั่น

ผมเลยพยักหน้าตอบรับง่าย ๆ “ไปสิ”

END NAINOI TALKS

 



เกลียด...

น่าเกลียด!’

แกมันน่ารังเกียจ!!’

 

ฮะ... เฮือก!!

ทั้งร่างกระตุกเฮือกอย่างรุนแรง เมื่อฝันร้ายปลุกฉันให้ตื่นจากนิทรา

เรือนกายและกรอบหน้าชื้นไปด้วยเหงื่อกาฬ หายใจหอบหนักเพราะรู้สึกถึงอัตราการเต้นของหัวใจที่ผิดปกติ มันเต้นแรง รัวเร็วและหนักหน่วงจนเจ็บไปทั้งร่องอก ฝ่ามือเผลอกำเข้าหากันแน่นจนท่อนแขนสั่นเกร็งตั้งแต่เมื่อไหร่ไม่ทราบ ขบกัดริมฝีปากกลั้นเสียงไว้แน่นจนได้รสสนิมจาง ๆ

จู่ ๆ ก็ฝัน... ถึงเหตุการณ์ที่อยากลืม

เรื่องราวที่ไม่น่าจดจำ ไม่ได้อยากจำ ทว่ากลับ... ลืมไม่ลงซะที

ฉันนั่งนิ่งกลางเตียงขนาดสามฟุตครึ่ง กระบอกตาร้อนผ่าว ม่านน้ำใสเคลือบหน่วยตาแทบล้น จนต้องกลอกตาขึ้นฟ้าเพื่อไล่มัน พยายามปรับอัตราการหายใจที่หอบสั่นของตัวเองอยู่นานจนเริ่มสงบลง ถึงได้เห็นว่าตอนนี้เป็นเวลาสองทุ่มครึ่งแล้ว ฉันยังอยู่ในชุดนักศึกษาตัวเดิม หลังกลับจากมหาลัยมาก็หลับไปเพราะความเพลียและพิษไข้อ่อน ๆ

คิดมาถึงตรงนี้ พานนึกถึงสีหน้าของใครบางคนเมื่อกลางวัน...

พี่นายน้อย

กึด...

เท่านั้น ฉันก็ขบฟันกับริมฝีปากล่างด้วยรู้สึกอึดอัดบอกไม่ถูก

สมองยังจำได้ดี จำสีหน้าแปลก ๆ ของพี่นายน้อยได้ติดตา เขาเห็นหน้าของฉัน... ใบหน้าและดวงตาที่มักถูกซ่อนไว้หลังเรือนผมเสมอ แต่วันนี้เขากลับได้เห็นอย่างเต็มตา ซ้ำร้ายยังมีสีหน้านิ่งค้างไปด้วย

เขาคง... คิดว่ามันน่าเกลียด ต้องรังเกียจแน่ ๆ

มะ ไม่ชอบ ไม่อยากให้ใครเห็น ไม่อยากให้เห็นเลย

เป็นอีกครั้งที่ฉันเริ่มตัวสั่น สั่นหนักขึ้นจนต้องยกมือกอดตัวเองไว้ ซบหน้าลงกับเข่าทั้งสองข้างที่ชันขึ้น ขดตัวเป็นก้อนกลม ๆ พิงหัวเตียงอยู่อย่างนั้น ในหัวมีบางอย่างตีรวนเข้ามามากขึ้นเรื่อย ๆ จนน้ำตาเริ่มไหล

แหมะ!

หนึ่งหยด สองหยด สามหยด กระทั่งกลายเป็นสายอาบแก้ม

“ฮึก...ไม่ได้อยากร้อง มันน่าสมเพช ฉันรู้... แต่ห้ามไม่ได้ ในหัวมีแต่เหตุการณ์ในอดีตฉายเข้ามาซ้ำ ๆ ราวกับเทปม้วนเดิม พานให้ความรู้สึกเก่า ๆ ประดังประเดเข้ามาไม่ขาด

ไอ้ความรู้สึกแย่ ๆ ที่ฉันพยายามจะลืมไป...

มันกลับมาอีกแล้ว

ไม่รู้เหมือนกันว่าตั้งแต่เมื่อไหร่ที่ฉันเริ่มไม่อยากสบตาใคร การมองเห็นเริ่มแคบลง เหลือแต่ปลายเท้าตัวเองเวลาต้องเผชิญหน้าคนอื่น มันอึดอัดจนต้องก้มหน้าอยู่อย่างนั้น เริ่มซ่อนสายตาและใบหน้าเอาไว้หลังเรือนผมของตัวเอง ราวกับอยากให้มันเป็นเกราะป้องกันฉันจากสายตาของคนอื่นที่มองมา

สายตาพวกนั้นทำให้ฉันรู้สึก... กลัวและหวาดระแวง

ก๊อก ๆ ๆ

เสียงเคาะประตูห้องดึงให้ฉันหลุดจากฝันร้ายในหัวตัวเอง เงยหน้ามองบานประตูพร้อมทั้งปาดน้ำตาออกจากแก้มลวก ๆ ลุกขึ้นจากเตียงเดินไปหยุดหน้าประตูห้องและยืนนิ่งอยู่อย่างนั้นเกือบนาที

“ใคร... คะ?” ส่งเสียงถาม ไม่ได้เบามาก คิดว่าน่าจะได้ยิน

ก่อนเสียงทุ้มต่ำที่ดังลอดกลับมาจะทำให้มือไม้ฉันเย็นเฉียบฉับพลัน

“ไข่หวาน อาเอง... เปิดประตูให้อาหน่อยสิ เด็กดี

!!!คะ ใครนะ!

ฉันเบิกตาโพลงในวินาทีนั้น

เผลอกัดริมฝีปากแรง ๆ จนได้กลิ่นคาวและรสเค็มปร่าในโพรงปากชัดเจน ร่างกายสั่นเทิ้มอย่างควบคุมไม่ได้ ก้อนเนื้อในอกเต้นระรัวกว่าเดิม เหมือนมันจะหลุดออกมานอกอก เหมือนจะหยุดเต้นให้ได้ เมื่อสมองประมวลผลอย่างรวดเร็วกับเส้นเสียงและสรรพนามของคนที่ยืนอยู่หลังบานประตูห้องนอนของฉันตอนนี้

ไม่... ไม่จริง

“ไข่หวาน”

“อึก” ยกมือปิดปากแน่น ส่ายหน้าไปมาอย่างตื่นตระหนก เสียงเรียกชื่อทุ้มต่ำกำลังสั่นประสาทฉันอย่างหนัก สองเท้ารีบถอยหลังเข้ามุมห้อง เบียดตัวแนบชิดแทบหลอมรวมกับผนังห้อง

มา... มาได้ยังไง กลับมาตั้งแต่เมื่อไหร่ กลับมาทำไม!

“เด็กดี อย่าดื้อกับอาสิ เปิดเถอะ ไม่คิดถึงอาเหรอ หืม?”

ไม่ ไม่... ไม่!

“... ฉันส่ายหน้าแรงกว่าเดิม

ตายังเบิกโพลงจนน่ากลัว จิกเล็บลงแก้มตัวเองอย่างแรงทั้งที่ยังปิดปากตัวเองไว้ไม่ให้ส่งเสียงอะไรออกไป ตัวฉันสั่นจนยืนไม่ไหว สุดท้ายก็เข่าอ่อนทิ้งตัวนั่งอยู่ตรงมุมห้อง สายตาพร่าเลือนเพราะน้ำตาที่ไหลไม่ยอมหยุด

และยิ่งไหลหนักขึ้นด้วยอารามตื่นกลัวสุดขีด เมื่อคนด้านนอกเคาะประตูเร่งเร้าอีกครั้ง

ก๊อก ๆ ๆ

“ไข่หวาน เด็กดีของอา” เสียงนั้นราบเรียบขึ้นคล้ายจะเย็นยะเยือก เชือดเฉือนเข้ามาถึงก้อนเนื้อในอกของฉัน ไรขนอ่อนตั้งชันทั้งร่าง มือไม้ยังเย็นเฉียบด้วยความพรั่นพรึง “เปิดเถอะ อากลับมาหาแล้ว เปิดสิ...

“ฮึก... ทะ ทำไงดี ทำยังไงดี

กลอกตาไปมาอย่างหวาดระแวง ในหัวมีแต่ภาพเหตุการณ์เลวร้ายหลั่งไหลเข้ามาไม่ขาดสาย

ฉันควบคุมความรู้สึกของตัวเองไม่ได้ ความกลัวกำลังหลอกหลอนฉัน กัดกินจิตใจจนแทบจะไม่เป็นผู้เป็นคนอยู่แล้ว ทั้งที่ริมฝีปากเจ็บเพราะตัวเองกัดเอาไว้ ทั้งที่ได้กลิ่นคาวเลือดมากมาย หากฉันก็ยังไม่ยอมคลายมันออก

ทำยังไงดี ฉันกลัว... กลัวเขา ฮึก...

ปัง!!

เฮือก!!

“บอกให้เปิดประตู!” สะดุ้งสุดตัวตอนเขาตะคอกและทุบประตูเสียงดังลั่น

หัวใจหล่นไปอยู่ตาตุ่มในวินาทีนั้น คนข้างนอกจับลูกปิดเขย่าแรง ๆ ไม่ยอมหยุด ฉันกลัวว่าประตูห้องจะพัง กลัวว่าเขาจะเข้ามาได้ กลัวมากจนเริ่มสะอื้นตัวโยน ยกมือปิดหูทั้งสองข้าง ก้มหน้าชิดเข่าที่ชันขึ้น ขดตัวชิดผนังตัวสั่นอย่างน่าสมเพช

“ไม่ อึก... ไม่ ไปให้พ้น ไปให้พ้น” ริมฝีปากพึมพำเป็นประโยคเดิมซ้ำ ๆ และเริ่มเหมือนคนครองสติไม่อยู่เข้าไปทุกที ฉันส่ายหน้ากับเข่าตัวเอง ปฏิเสธทุกการรับรู้ “ไป ออกไป... ไม่ ไปให้พ้น ไม่เอา ฮือ... กลัวแล้ว ไม่...

ปัง! ปัง! ปัง!!

“ไม่เจอกันนาน ดื้อด้านขึ้นเยอะนะ”

“...

“แล้วจะได้เห็นดีกัน!

 

 

TO BE CONTINUED



 
ไม่สะดวกเมนต์จะกดโหวตก็มิว่าาาา

ให้กำลังใจนักเขียน
นักเขียนได้รับกำลังใจแล้ว!
นักเขียนได้รับกำลังใจแล้ว 61 ครั้ง

นิยายที่ผู้อ่านนิยมอ่านต่อ

loading
กำลังโหลด...

878 ความคิดเห็น

  1. #805 พี่หมีshyshyshy (จากตอนที่ 4)
    วันที่ 22 มกราคม 2562 / 20:46
    งื้อออออออ
    #805
    0
  2. #430 mykimhyonjung (จากตอนที่ 4)
    วันที่ 18 เมษายน 2560 / 19:34
    สงสารพี่นายน้อยยยยยTT
    #430
    0
  3. #429 ผู้หญิงขึ้เบื่อ (จากตอนที่ 4)
    วันที่ 18 เมษายน 2560 / 12:40
    ชีวิตพี่ชายน้อยนี่น่าสงสารกว่านาขวัญอีกนะ ว่ามั้ย
    #429
    0
  4. #428 ลิงแคระ (จากตอนที่ 4)
    วันที่ 18 เมษายน 2560 / 09:46
    พี่นายน้อยเผาชุดทิ้ง-!!!
    #428
    0
  5. #427 @ Aphrodite @ (จากตอนที่ 4)
    วันที่ 14 เมษายน 2560 / 02:38
    รอติดตามนะคะ ชอบคู่นี้ อึนๆดีค่ะ???? 5555
    #427
    0
  6. #424 chanonphorn (จากตอนที่ 4)
    วันที่ 8 เมษายน 2560 / 17:14
    มาต่อเยอะๆนะคะ เนื้อเรื่องน่าติดตามมากค่ะ
    #424
    0
  7. #423 ผู้หญิงขึ้เบื่อ (จากตอนที่ 4)
    วันที่ 8 เมษายน 2560 / 13:30
    อย่าเพิ่งหลงไข่หวานล่ะนายน้อย 
    แค่เห็นหน้าไข่หวานชัดๆ ครั้งเดียวเองนะ คึคึ
    #423
    0
  8. #422 KFahsai (จากตอนที่ 4)
    วันที่ 8 เมษายน 2560 / 09:51
    อยากรู้ปมไข่หวาน อยากให้พี่นายน้อยช่วยน้อง
    #422
    0
  9. #421 dati (จากตอนที่ 4)
    วันที่ 8 เมษายน 2560 / 07:19
    รอค่าาา มาต่อเร็วน๊าาาาา
    #421
    0
  10. #420 Mee I'ya (จากตอนที่ 4)
    วันที่ 8 เมษายน 2560 / 05:54
    รอค่ะะ
    #420
    0
  11. #419 deernong (จากตอนที่ 4)
    วันที่ 6 เมษายน 2560 / 23:16
    รอค่า มาเร็วๆๆๆนะ
    #419
    0
  12. #418 BabyRMxxxx (จากตอนที่ 4)
    วันที่ 5 เมษายน 2560 / 21:20
    ติดมากเลย งื้ออออออออ!!!
    #418
    0
  13. #416 worldser (จากตอนที่ 4)
    วันที่ 4 เมษายน 2560 / 02:37
    มายังหนออ
    #416
    0
  14. #414 TheBlack_Cat (จากตอนที่ 4)
    วันที่ 3 เมษายน 2560 / 11:49
    รอๆๆๆๆๆน่ะๆๆๆๆๆๆๆๆๆ
    #414
    0
  15. #413 ผู้หญิงขึ้เบื่อ (จากตอนที่ 4)
    วันที่ 3 เมษายน 2560 / 07:51
    รอพี่นายน้อยกะไข่หวานนร้าาา
    #413
    0
  16. #412 ผู้หญิงขึ้เบื่อ (จากตอนที่ 4)
    วันที่ 3 เมษายน 2560 / 07:51
    รอพี่นายน้อยกะไข่หวานนร้าาา
    #412
    0
  17. #411 ผู้หญิงขึ้เบื่อ (จากตอนที่ 4)
    วันที่ 3 เมษายน 2560 / 07:51
    รอพี่นายน้อยกะไข่หวานนร้าาา
    #411
    0
  18. #410 ผู้หญิงขึ้เบื่อ (จากตอนที่ 4)
    วันที่ 3 เมษายน 2560 / 07:50
    รอพี่นายน้อยกะไข่หวานนร้าาา
    #410
    0
  19. #409 nongnum1988 (จากตอนที่ 4)
    วันที่ 2 เมษายน 2560 / 10:48
    รอน๊าๆๆๆๆๆๆๆๆๆๆๆๆๆๆๆๆๆๆๆ
    #409
    0
  20. #405 isyarashmi (จากตอนที่ 4)
    วันที่ 31 มีนาคม 2560 / 15:00
    รออีก50%
    #405
    0
  21. #404 isyarashmi (จากตอนที่ 4)
    วันที่ 31 มีนาคม 2560 / 15:00
    รอเรื่องนี้อัพ-.,-
    #404
    0
  22. #402 Surisa Inthasin (จากตอนที่ 4)
    วันที่ 30 มีนาคม 2560 / 18:38
    พี่นายน้อยไม่เกลียดไข่หวานหรอก
    #402
    0
  23. #401 worldser (จากตอนที่ 4)
    วันที่ 30 มีนาคม 2560 / 02:21
    นายน้อยยย เจ้รอหนูอยู่นะลูก
    #401
    0
  24. #400 เจนนี่ (จากตอนที่ 4)
    วันที่ 28 มีนาคม 2560 / 18:24
    อัพเรื่องนี้บ้างน้าา T.T
    #400
    0
  25. #390 chanonphorn (จากตอนที่ 4)
    วันที่ 26 มีนาคม 2560 / 02:05
    มาต่อไวๆนะคะ ไรท์ นี่รออ่านอยู่นะ เนื้อเรื่องดูซับซ้อนดีค่ะ ลุ้นตลอดการอ่านเลย มาต่อไวๆนะคะ plz
    #390
    0