ปานฤทัย

ตอนที่ 27 : บทที่ ๙ ดอกหญ้า

  • เนื้อหานิยายตอนนี้เปิดให้อ่าน
  • View : 1,286
    จำนวนคนให้กำลังใจ : 29 ครั้ง
    30 ม.ค. 62








ดอกหญ้า



เสียงประตูปิดดังปึงปังทำให้คนที่กำลังนั่งอยู่ข้างเตียงนอนคลี่เสื้อตัวสวยออกจากถุงกระดาษพร้อมรอยยิ้มสุขใจต้องหันขวับไปตามเสียงนั้น 

“คุณเปรม…” อุทานด้วยความตกใจพร้อมกับรีบยัดเสื้อตัวเดิมลงถุงกระดาษ ทำให้ผู้ที่สาวเท้าก้าวเข้ามาเหลือบตามองอย่างเหยียดๆ เดินเฉียดคนที่นั่งอยู่บนพื้นห้องตรงไปหย่อนตัวนั่งลงบนเตียง ก่อนจะไขว้ขาขึ้นแล้ว กระดิกเบาๆ พลางหลุบตามองสิ่งที่อยู่ในถุงกระดาษนั้นด้วยความรู้สึกริษยา

“ซื้อของมาเยอะแยะเลยนี่ มีอะไรบ้างล่ะ ขอฉันดูหน่อยได้ไหม” 

ใบหน้ายิ้มแบบมีเลศนัยของเปรมปรีดิ์ทำให้ฤทัยรัตน์ลังเล 

“ทำไม หรือดูไม่ได้”

“เอ่อ ได้ค่ะ…” จำต้องส่งให้ เปรมปรีดิ์รับไปแล้วก็หยิบเอาเสื้อผ้าของหญิงสาวออกมาดู ริมฝีปากสวยบิดเบ้ด้วยความหมั่นไส้ ก่อนจะหลุบตาลงมองคนที่นั่งก้มหน้าอยู่บนพื้นห้องด้วยแววตาริษยา

“ก็สวยดีนี่ ไม่คิดว่าคนงานปานจะมีเงินซื้อเสื้อผ้าราคาแพงขนาดนี้…” ฤทัยรัตน์เงยหน้าขึ้นมองแล้วก็เห็นอีกฝ่ายดึงตราสัญลักษณ์ของเสื้อตัวนั้นออกมาดู หญิงสาวหลบสายตาที่ตวัดมองของอีกฝ่ายเสีย ไม่คิดบอกให้เกิดปัญหาว่าใครซื้อให้

“ถามจริง เธอคิดยังไงกับปาน” คำถามของเปรมปรีดิ์ทำให้คนที่นั่งก้มหน้าเงยขึ้นมองด้วยความรู้สึกอึดอัด 

“คุณปานเป็นนายจ้างที่ดีค่ะ เป็นคนที่มีน้ำใจ ลูกจ้างทุกคนรักคุณปานด้วยกันทั้งนั้นค่ะ”

“รวมทั้งเธอด้วยสินะที่รักปานน่ะ” คนตัวเล็กอึ้งไปอีกคำรบเมื่อถูกถามและจ้องมองอย่างคาดคั้น “ว่ายังไงล่ะ รักปานเขาหรือเปล่า”

ฤทัยรัตน์หลบตาอีกฝ่ายมองมือสองข้างที่ประสานกันอย่างใช้ความคิด จะตอบอย่างไรไม่ให้เปรมปรีดิ์โกรธ

“นุ่ม… รักและเคารพคุณปานในฐานะที่คุณปานเป็นนายจ้างค่ะ” คนฟังแสยะยิ้ม

“แค่นั้นเองหรือ แน่ใจรึ” ถามพลางส่งถุงกระดาษคืนให้กับคนบนพื้น หญิงสาวรีบรับไปวางไว้ข้างตัว

“ค่ะ แค่นั้น…” เปรมปรีดิ์หรี่ตามองคนที่นั่งก้มหน้าด้วยแววตาวาววับ ไม่มีทางที่หล่อนจะเชื่อฤทัยรัตน์เด็ดขาด แค่มองแวบเดียวก็รู้ว่าเด็กคนนี้มีใจให้กับปานกมล และปานกมลเองก็ดูคล้ายจะมีใจโอนเอียงมาทางเด็กนี่เสียด้วย แต่ไม่มีวันเสียล่ะ! หล่อนไม่มีวันยอมให้ใครได้เขาไปเด็ดขาด ในเมื่อหล่อนไม่ได้เขาคนอื่นก็อย่าหวังว่าจะได้!

“ก็ดี… คิดได้แบบนี้ก็ดี แล้วอย่าลืมที่เธอเคยพูดเอาไว้ล่ะ เจียมตัวเอาไว้ ทุกครั้งที่เธอคิดนอกลู่นอกทางกับปาน เจียมตัวเจียมใจไว้ ว่าเขาเป็นใคร แล้วเธอ… เป็นใคร” ว่าแล้วก็ลุกขึ้นเต็มความสูง ก่อนจะสะบัดตัวตรงไปยังตู้เสื้อผ้า คว้ากระเป๋าที่เตรียมไว้ออกมาวาง “ฉันจะกลับวันนี้ แต่จะอยู่ทานอาหารเย็นกับปานก่อน”

“ค่ะ…” รับคำพลางมองร่างปราดเปรียวอย่างนางแบบของอีกฝ่ายเดินผ่านหน้าไป จนกระทั่งประตูห้องถูกปิดลงหญิงสาวจึงได้แต่ถอนหายใจเฮือก…

ประตูห้องทำงานเปิดออกพอดีกับที่เปรมปรีดิ์เดินไปถึง หญิงสาวยิ้มหวานขณะที่ปานกมลถอนหายใจยาว

“ปาน…” เข้าประชิดตัวชายหนุ่มแล้วเกาะแขนทันที “เปรมจะกลับเย็นนี้แล้วนะคะ แต่จะอยู่ทานข้าวก่อน” เขาหลุบตาลงมองคนที่ออดอ้อนอยู่ข้างๆ ตัวแล้วพยักหน้ารับรู้

“ดีแล้วละ ความจริงคุณควรกลับตั้งแต่เช้าแล้ว เพราะป่านนี้คู่หมั้นของคุณคงจะคิดถึงคุณแล้วละ” เปรมปรีดิ์มองเขาแล้วยิ้มหวาน พลางเอียงศีรษะซบกับไหล่บึกบึนของชายหนุ่ม

“แหม… ปานพูดเหมือนหึงเปรมเลย” คนถูกทึกทักสูดลมหายใจเข้าปอดลึก ก่อนจะผ่อนลงอย่างระอาใจ

“เปล่า ไม่ใช่แบบนั้นแน่” ปฏิเสธพลางแกะมือที่เกาะอยู่ที่แขนและดันร่างบางให้ห่างจากตัวเขา “แล้วก็อย่าทำแบบนี้ อย่าลืม คุณไม่อยู่ในฐานะที่จะทำอะไรตามสบายได้อีกแล้ว และผมก็ไม่อยากยุ่งกับผู้หญิงของคนอื่น แค่แตะก็ไม่อยากแตะ”

มือเรียวสวยที่ถูกเขาแกะออกตกลงแนบลำตัวอย่างใจหาย แววตาคมกริบที่เคยมองหล่อนอย่างอ่อนหวาน รักใคร่ บัดนี้แลดูห่างเหินและว่างเปล่าเสียจนรู้สึกได้ถึงความเจ็บปวดที่แล่นปราดสู่กลางใจ

“คุณคงรังเกียจเปรมมากเลยใช่ไหมคะ” น้ำเสียงบ่งบอกถึงความเสียใจ ชายหนุ่มเหลือบตามองแวบหนึ่งพร้อมกับซุกมือทั้งสองข้างล้วงกระเป๋ากางเกงขณะพาตัวเองไปหยุดอยู่ริมหน้าต่างที่มีผ้าม่านปลิวเบาๆ เพราะแรงลม

“เลิกพูดถึงเรื่องนี้เถอะ เพราะไม่ว่าคุณจะถามสักกี่ครั้ง ผมก็ไม่มีคำตอบให้คุณ” เปรมปรีดิ์เม้มปากแน่นกับคำตอบที่ได้รับจากชายหนุ่ม

“คุณมันคนใจดำ!” คนถูกต่อว่าขมวดคิ้ว ก่อนจะหันกลับไปสบตาคนพูดด้วยแววตาเข้มจัด

“อย่ามากล่าวหากันเลยเปรมปรีดิ์ เพราะคุณรู้ดีว่าผมไม่เป็นแบบนั้น!” พูดจบเขาก็ผละห่าง

“หลงมันมากนักหรือไงนังเด็กเมื่อวานซืนนั่นน่ะ?! มันมีอะไรดีถามหน่อยเถอะ อย่าคิดนะว่าเปรมไม่รู้ ว่าวันนี้คุณซื้ออะไรให้กัน ฮึ! คิดจะหลอกล่อมันด้วยสิ่งของหรือไงอุ๊ย!!”

“อย่ามาพูดพล่อยๆ เด็ดขาดเปรมปรีดิ์!!” ถูกกระชากเข้าหาได้ไม่ถึงวินาทีก็ถูกผลักออกอีกครั้ง คนที่เซถอยหลังสบตาคมกร้าวที่มองมาอย่างเกรี้ยวกราดและหมิ่นแคลนนั้นอย่างเจ็บปวด

“ทำไม พูดนิดพูดหน่อยไม่ได้หรือไง กลัวใครเขาจะรู้หรือไงว่าคุณกำลังจะล่อเด็กให้ติดกับด้วยของไม่มีราคาพวกนั้นน่ะ!!” 

สันกรามแข็งแรงบดแน่นก่อนจะแสยะยิ้ม

“บังเอิญว่าคนอย่างผมไม่เหมือนกับพวกคุณก็ตรงนี้แหละ ผมไม่จำเป็นต้องอาศัยเงินทองมาล่อใครให้ติดกับ อย่าพยายามคิดไปเองเลยเปรม เพราะผมไม่มีวันเหมือนคนอื่นที่คุณเคยเจอมาแน่นอน”

“ปาน!!” ปานกมลไม่สนใจคนที่ยืนกำมือแน่นปากสั่นตัวสั่นเป็นเจ้าเข้า เขาหมุนตัวออกไปด้านนอกอย่างรวดเร็วด้วยความโกรธจนแทบจะบีบคออีกฝ่ายได้ เปรมปรีดิ์กระทืบเท้าเร่าๆ ระบายอารมณ์แค้น ไม่เคยคิดว่าเขาจะปากคอเราะรายขนาดนี้ 

“ฮึ! เข้าข้างกันไปเถอะ คอยดูเปรมปรีดิ์คนนี้บ้างก็แล้วกัน!”

ว่าแล้วก็หมุนตัวขึ้นข้างบนทำให้คนที่กำลังเก็บเสื้อผ้าลงตะกร้าต้องชะงักเมื่อประตูเปิดผลัวะเข้ามา ฤทัยรัตน์มองท่าทางโกรธขึ้งของเปรมปรีดิ์ด้วยความแปลกใจ ก่อนจะเลิกคิ้วขึ้นเมื่อพบว่าอีกฝ่ายเดินไปคว้ากระเป๋าเสื้อผ้าใบย่อมของตน

“เอ่อ คุณเปรมจะไปแล้วหรือคะ” อีกฝ่ายหันขวับ มองตาเขียววับจนคนถามต้องปิดปากเงียบ

“ฉันกลับมาอีกแน่! เธอเองก็ระวังตัวไว้ให้ดีก็แล้วกัน สักวันฉันจะกลับมาทวงปานคืน!” ฤทัยรัตน์มองตามร่างบางของเปรมปรีดิ์เดินเชิดหน้าออกจากห้องไปด้วยความไม่เข้าใจว่าเกิดเหตุใดขึ้น หญิงสาวเดินตามลงมาก็พบกับแม่บ้านที่ชะเง้อคอมองอยู่ก่อนแล้ว

“ไปแล้ว หน้าบูดไปเลยละนุ่มเอ๊ย…” สายใจหันมาปรารภกับฤทัยรัตน์ที่ออกมาหยุดยืนข้างๆ นางแล้วมองตามท้ายรถยนต์คันหรูที่ขับออกไปจนฝุ่นตลบนั่น “สงสัยจะทะเลาะกับคุณปาน”

คนฟังหันมองคนพูดแล้วขมวดคิ้วมุ่น ฝ่ายนั้นจึงหัวเราะขันเบาๆ พลางบอกอย่างออกตัว…

“ป้าไม่ได้ตั้งใจจะแอบฟังหรอก แต่มันบังเอิญเดินผ่านมาก็เลยได้ยินเข้า” พูดจบแล้วก็มองสาวน้อยตรงหน้าด้วยสายตาเพ่งพินิจจนอีกฝ่ายรู้สึกอึดอัด

ทำไมป้าใจมองนุ่มแบบนี้ล่ะคะ มีอะไรหรือเปล่า” ถูกถามเข้าจึงรู้สึกตัว รีบกลบเกลื่อนร่องรอยกังขาในแววตาด้วยรอยยิ้ม

“อ้อ! เปล่าหรอกจ้ะ ไม่มีอะไรหรอก” สาวน้อยเอียงคอมองคนปฏิเสธ “ป้าไปดีกว่า ยังเหลือทำกับข้าวค้างอีกอย่างหนึ่ง” 

ปลีกตัวออกมาได้ก็ถอนหายใจยาว พลางครุ่นคิดถึงสิ่งที่ได้ยินก่อนหน้าด้วยความรู้สึกบอกไม่ถูก นางไม่เคยรังเกียจฤทัยรัตน์แต่ก็ไม่คิดว่านายจ้างที่เห็นมาแต่เล็กแต่น้อยและเพียบพร้อมไปเสียทุกอย่างเช่นปานกมลจะสมควรคว้าเอาเด็กเมื่อวานซืนซึ่งเป็นเด็กในบ้านขึ้นมาเป็นนายหญิงของปานทิพย์ฟาร์ม เพราะลึกๆ ลงไปแล้วนางก็ยังหวังว่าสักวันปานกมลจะพาผู้หญิงที่เพียบพร้อมเหมาะสม ‘กว่า’ เข้ามาเป็นนายหญิงของปานทิพย์ 

“เฮ้อ… หวังว่าคงไม่เป็นอย่างที่คิดหรอกนะ” สั่นหน้าเบาๆ เมื่อกลับเข้ามาภายในครัวแล้ว… 

หลังจากที่เปรมปรีดิ์กลับไป ฤทัยรัตน์จึงใช้เวลาว่างเข้าห้องทำงาน ผ่านไปกว่าชั่วโมงจึงได้ยินเสียงเด็กชายปานชีวาหัวเราะสนุกสนานลอดเข้ามาภายใน

“สนุกจังคับ พรุ่งนี้ไปอีกนะคับ” เสียงเล็กๆ ของหลานชายเจ้าของบ้านดังแจ้วๆ บอกคุณลุง

“ได้ซี แล้วลุงปานจะพาไปอีกนะ” เสียงโต้ตอบค่อยๆ ห่างออกไป หญิงสาวจึงก้มหน้าก้มตาทำงานใหม่อีกครั้ง ถัดจากนั้นเพียงครู่เดียวประตูห้องทำงานก็ถูกเปิดเข้ามา

“เขากลับไปแล้วหรือ” ปานกมลรู้เพราะสังเกตเห็นว่ารถยนต์ของเปรมปรีดิ์หายไปจากที่จอดของหล่อน และหญิงสาวก็รับรู้ได้ในทันทีว่า ‘เขา’ ในที่นี้หมายถึงใคร… 

“ค่ะ เพิ่งไปได้สักชั่วโมงกว่าๆ นี่เองค่ะ” ตอบพลางมองร่างสูงที่เดินผ่านหน้าโต๊ะทำงานไปหยุดอยู่ริมหน้าต่าง ชายหนุ่มมองออกไปด้านนอกอยู่ครู่ก็หันกลับมายังคนตัวบาง สบตากลมโตคู่สวยของหญิงสาวอยู่ชั่วประเดี๋ยวจึงเอ่ยขึ้น

“ต้องขอโทษด้วยนะ ถ้าเปรมทำอะไรให้เธออึดอัด เขาเป็นคนแบบนี้ละ ชอบอยู่เหนือคนอื่น ชอบความสะดวกสบาย”

“ไม่เป็นไรหรอกค่ะ นุ่มไม่ได้คิดอะไรมาก” บอกปัด แม้คำพูดของเปรมปรีดิ์จะยังก้องอยู่ในหัวอย่างชัดเจนก็ตามที

“ถึงอย่างนั้นก็เถอะ…” ร่างสูงเดินมาหยุดอยู่ที่โต๊ะทำงานของหญิงสาว คนตัวเล็กหลังโต๊ะขยับตัวอย่างอึดอัด ขณะที่ชายหนุ่มยกมือขึ้นดูนาฬิกา “เลิกทำงานก่อนเถอะ ไปกินข้าวกันก่อน แล้วพรุ่งนี้ค่อยว่ากันต่อ” 

หญิงสาวลอบถอนหายใจแล้ววางงานในมือตามคำสั่งของอีกฝ่าย

“มีอะไรหรือคะ” เอ่ยถามร่างสูงที่ยืนรอจนหล่อนเดินเข้าไปถึงตัว แต่เขาก็ยังเขม้นตามองหล่อนไม่ยอมขยับ

“อยู่นิ่งๆ นะ …” ชั่ววินาทีที่เขาเอ่ย ร่างบางก็ถูกประชิดตัวด้วยร่างสูงใหญ่บังได้มิดของปานกมล หญิงสาวยืนแข็งทื่อเมื่อชายหนุ่มขยับตัวเข้าใกล้ แล้วโน้มตัวลงนิดๆ เพื่อหยิบเอาบางสิ่งบางอย่างออกจากเส้นผมของหล่อนอย่างเบามือ ทว่าเมื่อใบหน้าใกล้ใบหน้า ความรู้สึกโหยหาในบางสิ่งกลับทวีขึ้น เจ้าของไหล่กลมกลึงสะดุ้งเมื่อฝ่ามือทั้งสองข้างวางทับลงมาบนไหล่ บังคับให้หญิงสาวเผชิญหน้ากับเขาตรงๆ พาเอาหัวจิตหัวใจของคนตัวบางเต้นไม่เป็นจังหวะ ขณะที่ดวงตาคมกริบกวาดมองไปทั่วศีรษะได้รูปหอมกรุ่น “นุ่ม…”

ฤทัยรัตน์สาบานได้ว่าไม่อยากเงยหน้าขึ้นสบตาเขาเลยสักนิด แต่ไม่รู้ด้วยเหตุผลกลใดที่ทำให้หล่อนต้องเงยหน้าขึ้นสบตาเขา และเมื่อได้สบตาคมคู่ใหญ่หญิงสาวก็มีอันต้องนิ่งขึงอยู่เช่นนั้น คล้ายถูกสะกดด้วยเวทมนตร์…

“ปีนี้อายุเท่าไรแล้ว” คนถูกถามขมวดคิ้วด้วยความประหลาดใจ

“สิบแปดย่างสิบเก้าค่ะ” ตอบออกไปแล้วก็แปลกใจเพิ่มมากขึ้นเมื่อได้ยินเสียงถอนหายใจยาวราวกับผิดหวังของคนตรงหน้า

“อีกปีกว่าเลยสินะกว่าจะครบยี่สิบ…” 

“เอ่อ ค่ะ ปีกว่าๆ” ตอบไปทั้งที่ไม่รู้ว่าอีกฝ่ายถามเพื่ออะไร แต่เพียงครู่ก็ต้องแหงนคอตั้งบ่าเมื่อคางมนถูกเชยขึ้นสบตาคมกล้า หัวใจเต้นแรงเมื่อเขาไล้ปลายนิ้วโป้งลงบนกลีบปากล่างสีเรื่อเต็มอิ่มของหล่อนด้วยสัมผัสแผ่วเบา…

“นานไปนิด” หัวใจดวงน้อยเต้นระรัว ดวงหน้าร้อนผ่าว ไม่เข้าใจ คิดอะไรไม่ออก

“คะ? เอ่อ คุณปานหมายความว่ายังไงคะ นุ่มไม่เข้าใจ” 

สมองของหล่อนกำลังมีปัญหา มันไม่ทำงานเหมือนทุกวัน อื้ออึง สับสนเมื่อต้องชิดใกล้ร่างกำยำมีเสน่ห์เหนือชายเช่นนี้… 

ฤทัยรัตน์กะพริบตาสองสามครั้งบอกตนเองว่าหล่อนเห็นมุมปากของเขาขยับยิ้ม แต่แล้วก็ต้องลอบถอนหายใจ เมื่อชายหนุ่มปฏิเสธ

“ไม่มีอะไร เราออกไปข้างนอกกันดีกว่า ป่านนี้น้องเต้คงรอทานข้าวแล้ว” ร่างสูงเดินนำไปยังประตูโดยมีฤทัยรัตน์ตามออกไปติดๆ หญิงสาวแอบมองแผ่นหลังกว้างของชายหนุ่มแล้วแก้มร้อนซู่เมื่อคิดถึงความใกล้ชิดเมื่อครู่ แต่เมื่อมองไปยังโต๊ะอาหารใบหน้าอิ่มสุขก็จืดจางลง คิดถึงความเป็นจริงที่แม้แต่บนนั้นหล่อนก็ไม่คู่ควรที่จะชูคอนั่งร่วมโต๊ะกับเขา ไม่มีคุณสมบัติใดที่เทียบได้เท่าปานกมล เขาคือผู้ชายที่อยู่สูงเกินมือสั้นๆ ของหล่อนจะเอื้อมถึง… 














แจ้งความคืบหน้าเรื่องรูปเล่ม ปานฤทัยนะคะ ตอนนี้เล่มตัวอย่างมาแว้วววว ขอตรวจหนึ่งถึงสองวัน แล้วยืนยันพิมพ์เลยจร้า คาดว่าจะพิมพ์เสร็จภายในหนึ่งอาทิตย์หลังยืนยันพิมพ์แล้ว  ใครจองไว้โอนเงินได้เลยนะคะ ติดต่อที่แฟนเพจค่ะ หากหนังสือมาแล้วคนที่ลงชื่อจองหายตัวไปอย่างไร้ร่องรอย นิราอรขอจำหน่ายให้กับท่านที่ถามเข้ามานาจา จุ๊ฟๆๆ 













ให้กำลังใจนักเขียน
นักเขียนได้รับกำลังใจแล้ว!
นักเขียนได้รับกำลังใจแล้ว 29 ครั้ง

นิยายที่ผู้อ่านนิยมอ่านต่อ

loading
กำลังโหลด...

8 ความคิดเห็น

  1. #6 Npff (จากตอนที่ 27)
    วันที่ 30 มกราคม 2562 / 23:49
    อีกตั้งปีกว่าแน่ะ
    #6
    0