ปานฤทัย

ตอนที่ 26 : บทที่ ๘ คิดหนัก

  • เนื้อหานิยายตอนนี้เปิดให้อ่าน
  • View : 1,280
    จำนวนคนให้กำลังใจ : 25 ครั้ง
    29 ม.ค. 62











กลับจากเยี่ยมบิดามารดาและน้องๆ ฤทัยรัตน์ก็นั่งเงียบ แต่ก็อดไม่ได้ที่จะลอบมองเสี้ยวหน้าด้านข้างของปานกมลเป็นระยะ ก่อนหันไปมองเด็กชายปานชีวาที่นอนยาวหลับปุ๋ยอยู่ที่เบาะหลัง หันกลับมาอีกทีเสียงโทรศัพท์ของชายหนุ่มก็ดังขึ้น เขาจัดการกับเครื่องมือเสริมอยู่ครู่ก็กรอกเสียงลงไป

“ว่าไงรุตม์” ฤทัยรัตน์เมินหน้าออกไปยังนอกรถ ไม่กล้าทำตัวสอดรู้สอดเห็น 

“ไม่ไงหรอก เซ็งว่ะ!” ปานกมลเลิกคิ้วเมื่อได้ยินคำสบถจากเพื่อน

“เซ็งอะไร อย่างนายนี่นะเซ็ง” ปานกมลกำลังนึกถึงชายหนุ่มบุคลิกเยี่ยม สูงพอๆ กับเขา ผิวขาวแบบลูกผู้ดี ใบหน้าคมคายกระเดียดไปทางสวยเสียด้วยซ้ำ คารมเป็นต่อ รูปหล่อชนิดผู้หญิงเหลียวหลัง เรียกว่าเป็นผู้ชายที่ผู้หญิงทั้งหลายต้องการ แล้วยังมีอะไรที่ทำให้อีกฝ่ายเบื่อได้… 

“ก็เซ็งน่ะสิ” ปานกมลชักแปลกใจมากขึ้นเมื่อได้ยินเสียงถอนหายใจมาจากที่ไกล…

“ตกลงนายโทร.มาเพื่อจะถอนหายใจเฮือกๆ หรือไงเนี่ย ถ้าไม่มีอะไรวางก่อนนะฉันขับรถอยู่” คนต้นสายถอนหายใจอีก

“เออก็ได้ แต่ถึงบ้านแล้วโทร.หาด้วยนะ” คนฟังขมวดคิ้วอีกครั้ง

“อะไรของนายวะ”

“เออน่า มีเรื่องอยากปรึกษา” ร้อยวันพันปีรุตม์ไม่เคยมีอะไรให้ปรึกษา ยกเว้นเรื่องของชุลี ดวงตาคมราวเหยี่ยวหรี่ลงนิดอย่างครุ่นคิด 

“ก็ได้ ถึงบ้านแล้วจะโทร.หา แค่นี้ก่อนนะ” เสียงขอบอกขอบใจดังแว่วๆ ชายหนุ่มจึงกดปิด ดึงเอาเครื่องมือเสริมออกแล้วเหลือบมองฤทัยรัตน์แวบหนึ่ง

“ขอโทษทีนะ ที่วันนี้ไม่ได้ให้อยู่ค้างกับพ่อแม่และน้องๆ” 

เอ่ยอย่างขอลุแก่โทษเมื่อนึกขึ้นได้ อีกอย่างเขาได้ยินว่าน้องของหญิงสาวเอ่ยชวนค้างที่บ้าน ทว่าช่วงนี้ที่ฟาร์มค่อนข้างยุ่ง กว่าจะกลับบ้านก็มืดค่ำ เขาจึงต้องพึ่งฤทัยรัตน์ให้คอยดูแลปานชีวาระหว่างที่เขายังไม่กลับเข้าบ้าน

“ไม่เป็นไรค่ะ ทุกคนเข้าใจดี อีกอย่างนุ่มก็โทร.กลับบ้านเกือบทุกวันอยู่แล้ว…” หญิงสาวตอบยิ้มๆ พลางหลุบตามองกระเป๋ากระดาษบรรจุเสื้อผ้าที่ชายหนุ่มมีน้ำใจซื้อให้ เจ้าของนัยน์ตาคมมองตามก่อนจะหันไปยังถนนเบื้องหน้า มุมปากได้รูปหักโค้งขึ้นนิดๆ แล้วก็จางหาย ทว่าบนใบหน้าคมคายยังประดับประดาไว้ซึ่งร่องรอยแห่งความพอใจ…

“ขอบใจนะ ที่เข้าใจ…” คนถูกขอบใจหันมองเขาแล้วก็ยิ้มเขินเมื่อคราวนี้เขาไม่ได้สบตาหล่อนเฉยๆ แต่ชายหนุ่มยิ้มกลับมาเช่นกัน รถยนต์แล่นต่อไปยังปานทิพย์ฟาร์ม เหลือบตามองขึ้นไปบนท้องฟ้าก็ต้องขมวดคิ้ว เมฆฝนตั้งเค้าหนาแน่น บอกว่าอีกไม่นานคงเทลงมา

“เหมือนฝนจะตกเลยนะคะ” เปรยเบาๆ ขณะมองไปรอบๆ 

“อืม อีกเดี๋ยวก็คงตก…” เขาตอบพลางเร่งความเร็วรถยนต์ขึ้นอีกนิด พ้นโค้งนี้ก็ถึงอาณาเขตของปานทิพย์ฟาร์ม แต่พอนึกถึงบทสนทนากับรุตม์ก็ต้องขมวดคิ้ว อยากรู้นักว่าอีกฝ่ายมีปัญหาอะไรกันแน่ 

ชุลี ผู้หญิงที่ดูสวยเรียบๆ คนนั้น คงเป็นปัญหาสำคัญของเพื่อนรักของเขาแน่ๆ ไม่อยากคิดก็ต้องคิด เพราะนอกจากชุลีแล้ว ไม่มีใครที่จะทำให้ รุตม์ รัสมาต้องขุ่นข้องหมองใจและเก็บเอามาระบายกับเขาเลยสักคน…

ฤทัยรัตน์ได้ยินเสียงเขาถอนหายใจแล้วให้กังขา พลันก็ไขว้นึกไปถึงเปรมปรีดิ์…

จริงสิ! คุณเปรมตามเรากับคุณปานออกไปนี่นา แล้วทำไมไม่เจอกันเลยล่ะ…

เมื่อเกิดคำถามขึ้นในห้วงความนึกคิดเลยหันไปมองทางด้านหลัง เขม้นตามองก็ไม่พบว่ามีรถยนต์ของเปรมปรีดิ์ขับตามมาแต่อย่างใด คิ้วเรียวสวยขมวดมุ่นขณะหันกลับมายังที่เก่า

ไปไหนของเขานะ หรือว่าเปลี่ยนใจกลับบ้านไปแล้ว…

ไม่นานนักทั้งหมดก็กลับมาถึงบ้าน ชายหนุ่มดับเครื่องยนต์แล้วหันไปปลุกคนตัวเล็กที่นอนหลับยาวมาตลอดทาง

“น้องเต้ น้องเต้ครับถึงบ้านแล้ว” คนตัวเล็กขยุกขยิกก่อนจะยกมือขึ้นขยี้ตามองไปรอบๆ 

“ถึงแล้วเหรอคับ” ถามงัวเงียขณะลุกขึ้นนั่ง

“ถึงแล้ว ลงได้…” เสียงประตูปิดปึงปัง เด็กชายปานชีวาก็กระโดดลงจากรถแล้วเซไปสองก้าว พอตั้งหลักได้ก็เดินแกมวิ่งเข้าไปในบ้านเป็นคนแรก ปล่อยให้คุณลุงและพี่เลี้ยงถือของเดินตามไป

“อ้าวกลับมาแล้ว…” แม่บ้านได้ยินเสียงรถยนต์ก็ออกมาดู พบนายจ้างและฤทัยรัตน์เดินตามคนตัวเล็กที่วิ่งจู๊ดเข้าไปด้านใน

“สงสัยจะรีบเข้าห้องน้ำกระมังคะนั่น” สายใจเปรยกลั้วหัวเราะ    ปานกมลมองตามยิ้มๆ แล้วหันมายังคนตัวบางที่ยืนอยู่ข้างๆ 

“นุ่มขอตัวเอาของขึ้นไปเก็บก่อนนะคะ” 

“ตามสบาย…” พอเขาอนุญาตหญิงสาวก็หันหลังให้ แต่พอนึกขึ้นได้จึงหันกลับมาอีกครั้ง

“เอ่อ คุณปานคะ”

“หืม” คิ้วหนาเลิกขึ้นเป็นคำถาม 

“เอ่อ… ขอบคุณนะคะ สำหรับของที่คุณปานซื้อให้วันนี้” 

แล้วหญิงสาวก็ยกมือไหว้เขาตามธรรมเนียมที่หล่อนมักทำเป็นประจำ ชายหนุ่มรับไหว้ทั้งที่ในมือยังถือถุงเสื้อผ้าและอุปกรณ์วาดภาพของปานชีวาอยู่

“ไม่เป็นไร เรื่องแค่นี้ไม่ได้หนักหนาสาหัสอะไร” หญิงสาวยิ้มบางๆ แล้วมองไปยังข้าวของในมืออีกฝ่าย

“ให้นุ่มเอาไปเก็บให้ก็ได้นะคะ เบาๆ ไม่หนัก” ชายหนุ่มหลุบมองของในมือแล้วจึงส่งให้หญิงสาว

“ขอบใจนะ…”

“ไม่เป็นไรค่ะ นุ่มต้องขึ้นข้างบนอยู่แล้ว” ร่างบางเดินห่างออกไปแต่ชายหนุ่มยังยืนมองหล่อนจนลับตา ก่อนจะหมุนตัวตรงไปยังห้องทำงาน ปิดประตูมิดชิดแล้วหยิบโทรศัพท์ขึ้นมาโทร.หารุตม์ตามที่ฝ่ายนั้นกำชับเอาไว้ก่อนหน้า

“ฮัลโหล ว่าไง ให้โทร.กลับมีอะไรหรือ” กรอกเสียงถามลงไปทันทีเมื่อฝ่ายโน้นกดรับ

“ตอนนี้กลุ้มจนไม่รู้จะทำไงแล้วว่ะปาน…” เสียงของรุตม์ฟังดูเนือยๆ ชอบกล ไม่กระตือรือร้นกระปรี้กระเปร่าเหมือนเคย

“มีอะไรก็ว่ามา ถ้าช่วยได้จะช่วย…” นั่นแหละคือปานกมล รุตม์ถึงกับถอนหายใจเฮือก กี่ปีกี่ชาติปานกมลก็เป็นปานกมลไม่เปลี่ยน เขาไม่เคยต้องเสียเวลาในการฟังใครชักแม่น้ำทั้งห้า 

“คือ เกี่ยวกับชุน่ะ…” คิ้วหนาของเจ้าของฟาร์มใหญ่ขมวดมุ่นทันที

“คุณชุทำไม” เสียงฝ่ายโน้นถอนหายใจครั้งที่สิบเห็นจะได้ 

“เล่ามารุตม์ เพราะถ้านายถอนหายใจอีกครั้งเดียวฉันจะวางสาย” 

นั่นเองรุตม์จึงได้เปิดปากพูดออกมา 

“จะไม่ให้กลุ้มได้ยังไงวะ ก็ตอนนี้ฉันไม่รู้ว่าชุอยู่ไหนน่ะสิ…” 

สุ้มเสียงเดือดร้อนทำให้ปานกมลต้องเลิกคิ้วหนาๆ ขึ้นนิด

“แล้วไง ก็นายกับเธอเลิกกันแล้วนี่ ตอนนี้เธออาจจะไปเที่ยวที่ไหนสักแห่งเพื่อลืมนายอยู่ก็ได้” พูดแล้วก็เงียบไปพักก่อนนึกขึ้นได้ “อย่าบอกนะ ว่าเกิดเสียดายคุณชุขึ้นมาน่ะ”

เขาเดาถูกเผง แต่คนปากแข็งอย่างรุตม์หรือจะยอมรับ ไม่มีทาง…

“เปล๊า…” เสียงสูงจนปานกมลแอบยิ้ม “ฉันไม่ได้คิดแบบนั้น แต่ที่หาไม่เจอเนี่ยก็เพราะว่าเอ่อ… เพราะว่า”

“คิดถึงเขาก็โทร.หาสิวะ จะยากอะไรกับยุคสื่อสารไร้สาย อินสตาแกรม เฟซบุ๊ก หรือไม่ก็ทวิตเตอร์ ว่าแต่คุณชุเธอเล่นอันไหนเป็นประจำล่ะ” คนปลายสายเม้มปากทันทีที่ได้ยินเสียงหัวเราะเบาๆ จากคนเสนอทางเลือก นึกหมั่นไส้พวกรู้ดี รอให้เจอกับตัวมั่งเถอะแล้วจะรู้สึก!

“ทำเป็นพูดดีไปเถอะ! ที่นายพูดมาน่ะฉันลองหมดแล้ว แต่ชุไม่ตอบกลับมาเลย โทรศัพท์ไปก็ไม่ยอมรับสาย หนักเข้าก็ปิดเครื่องหนี…”

“แล้วนายจะกลุ้มทำไม ก่อนนี้อยากหย่ากับเขาจนเนื้อเต้นไม่ใช่หรือไง พอเขาหย่าให้ทำไมมาอยากเจออีกล่ะ ฉันว่านายนี่มันพวกใกล้เกลือกินด่างจริงๆ หรือไม่ก็พวกไก่ได้พลอยอะไรเทือกเนี่ย…” ถูกด่าหนักๆ เข้าก็ชักมีอารมณ์

“ตกลงนายเป็นเพื่อนหรือเป็นพ่อวะ คนยิ่งกลุ้มๆ อยู่ไม่ช่วยแล้วยังมาด่าอีก” ปานกมลหัวเราะเบาๆ แล้วก็ถอนหายใจเฮือก ไอ้เห็นใจนั้นก็เห็นใจอยู่ แต่เขาจะช่วยอะไรได้ในเมื่อทั้งคู่ตัดสินใจเลิกรากันไปแล้ว ส่วนเขาเป็นเพียงคนนอกเท่านั้น

“แล้วนายจะให้ฉันช่วยอะไรได้ล่ะ งานนี้นายเรียนผูกก็ต้องเรียนแก้เองนะรุตม์ ก่อนหน้านี้นายปฏิเสธคุณชุมาโดยตลอด มาตอนนี้พอคุณชุยอมถอยห่าง นายกลับมางอแง”

“ฉันไม่ได้งอแงนะโว้ย” คนฟังชักกรุ่นๆ แต่คนพูดกลับยิ้มมุมปาก ขณะเดินไปยืนอิงยังริมหน้าต่าง ซึ่งก็พอดีกับที่รถยนต์ของเปรมปรีดิ์ขับเคลื่อนผ่านเข้ามาในสายตาของเขา และจอดนิ่งอยู่บริเวณหน้าบ้าน…

นี่ก็อีก… ใช่ว่าจะมีเพียงรุตม์เสียเมื่อไรที่มีเรื่องให้ต้องคิดหนัก เขาเองก็เช่นกัน เมื่อเรียนผูกก็ต้องเรียนแก้ สลัดแล้วก็ต้องให้หลุดให้ได้

“ฉันแนะนำนายได้อย่างเดียวนะตอนนี้”

“อะไร” คนปลายสายขมวดคิ้วตั้งใจฟัง

“เลิกตามคุณชุ ปล่อยให้เธอเป็นอิสระสักพัก ให้ทั้งนายและก็ตัวเธอสบายใจ แล้วคราวนี้จะเอายังไงก็ค่อยว่ากัน จะกลับไปง้อขอคืนดีก็ยังไม่สาย…”

คนฟังทำหน้าพิกล ไม่อยากยอมรับสักนิดว่านึกเสียดายคนที่ไม่เคยคิดยอมรับว่าเป็นเมียเข้าให้แล้ว แต่พอคนที่เคยอยู่ร่วมบ้านเดียวกัน เห็นหน้ากันทุกวันจากไป เขาก็รู้สึกโหวงๆ หวั่นไหวแปลกๆ จากที่เคยมองข้ามความสำคัญ ไม่สนใจความรู้สึก เวลานี้เขากลับร้อนรุ่มในหัวอกจนพล่านเหมือนสุนัขถูกน้ำร้อน หวั่นเกรงว่าอดีตภรรยาจะหันไปมองใครที่ไหนอื่น ยิ่งมีข่าวเข้าหูว่าลูกชายคนดังกำลังเกี้ยวพาราสีก็ให้ร้อนใจนัก แต่เมื่อได้ฟังคำแนะนำของเพื่อนก็ให้ฉุกคิด บางทีเขาก็ควรจะให้เวลาทั้งตัวเองและชุลีสักระยะ เพราะบางครั้งการที่เขาร้อนรนอยู่ในเวลานี้อาจเป็นเพียงความรู้สึกผูกพันตามประสาคนที่เคยอยู่ด้วยกันมานานก็เท่านั้น ปล่อยให้ห่างกันสักพัก อะไรๆ อาจจะดีขึ้น ดีไม่ดีเขาอาจจะลืมหล่อนได้สนิทใจก็คราวนี้…

“ว่าไง เงียบเชียว…” เสียงทุ้มๆ ของปานกมลทำให้รุตม์ต้องถอนหายใจส่งท้ายอีกเฮือก

“ไม่ว่าไงว่ะ แต่กำลังคิดว่าที่นายพูดมามันก็จริง เอาเป็นว่าฉันควรให้เวลาทั้งเขาและตัวฉันเองด้วย บางทีอะไรๆ อาจจะดีขึ้น”

“ใช่ นายคิดถูกแล้วละ” เขาบอกเบาๆ 

“ขอบใจนายมากนะปาน” ปานกมลยิ้มให้กับโทรศัพท์

“เป็นไรไป เราเพื่อนกันนี่” รุตม์ฟังเสียงอีกฝ่ายแล้วให้นึกถึงจิรดาขึ้นมา

“เออ ว่าแต่จีด้ามาบ้างหรือเปล่าล่ะ” พอได้ยินชื่อของคนในอดีตชายหนุ่มก็ถอนหายใจ

“เปล่า ไม่เห็นมาวันสองวันแล้ว นายคิดถึงหรือไง ถ้าคิดถึงจะบอกให้ถ้าเจอ…”

“ไอ้บ้า! เรื่องเก่ายังเอาตัวไม่รอด” ด่าแล้วก็ได้ยินเสียงคนต้นสายหัวเราะขลุกขลักจึงสั่นหน้าเบาๆ 

“ก็เห็นถามถึง” 

“ที่ถามน่ะ เพราะเป็นห่วงนายนั่นแหละ ไม่อยากให้พลาดท่าเสียทีไก่แก่แม่ปลาช่อน…” รุตม์ว่าเข้านั่น

“นายคิดมาก…” ถึงจะเคยมีสัมพันธ์ลึกซึ้งกับจิรดามาก่อน ทว่าเขาก็ไม่คิดว่าฝ่ายนั้นจะใช้วิธีสกปรกจับเขาหรอก แต่ถ้าหากคิดใช้ เขาก็ไม่คิดว่าตนจะหลงกลง่ายๆ เช่นกัน

“ไม่อยากให้ประมาทนะ นายเองก็น่าจะรู้ว่าจีด้าน่ะไม่ธรรมดา” คราวนี้เป็นปานกมลที่ถอนหายใจซ้ำซาก เรื่องจิรดานั่นเขาเห็นว่าจิ๊บจ๊อยไปเลยเมื่อมีเปรมปรีดิ์เข้ามาคั่นกลาง

“ขอบใจนะที่เป็นห่วง ฉันจะระวังตัวเอาไว้ก็แล้วกัน” 

“อืม ถ้างั้นก็แค่นี้แล้วกัน ขอบใจมากที่รับฟังปัญหา ไว้วันหน้าจะไปเยี่ยม อ้อ! บอกคุณนุ่มด้วยว่าฉันคิดถึง” จากยิ้มๆ อยู่ก็ถึงกับหมดอารมณ์ยิ้ม นึกหมั่นไส้ไอ้เพื่อนตัวดีที่ปัญหาใจยังคาราคาซัง แต่ยังทำเจ้าชู้ไก่แจ้ไม่เลิก

“ขืนนายทำตัวแบบนี้ชาติหน้าคุณชุก็ไม่หันมาดีกับนายหรอก” คนฟังหุบยิ้มฉับ ไม่ยอมรับว่าอยากให้อีกฝ่ายมาคืนดี

“แล้วใครอยากจะให้คืนดีวะ ไอ้ที่อยากเจอนั่นมันเรื่องอื่น” 

เถียงข้างๆ คูๆ ทว่าใบหน้าสวยหวานแบบเรียบร้อยของชุลีกลับลอยเด่นในห้วงคำนึงชนิดไม่เหลือที่ว่างให้ใบหน้าของผู้หญิงคนไหนแทรกแซงเข้ามาได้สักคน

“หึหึ ให้มันจริงเถอะ” ปานกมลทำเสียงเยาะ

“ฮึ!” รุตม์ทำเสียงขึ้นจมูก ก่อนจะตัดบทเลิกสนทนาเสีย “แค่นี้แล้วกัน อย่าลืมบอกคุณนุ่มล่ะ ว่าฉันคิดถึง”

สั่งเสียจบก็ตัดสายลงดื้อๆ ไม่รอให้คนรูปหล่อที่ชอบทำหน้าเรียบเฉยไร้ความรู้สึกโต้กลับ ได้แต่ฮึดฮัดแล้วก็เม้มปากมองโทรศัพท์อย่างทำอะไรไม่ได้อยู่ครู่ ก่อนจะพ่นลมหายใจออกมาแรงๆ บอกได้คำเดียวว่าหงุดหงิดเป็นกำลังกับการกระทำเหมือนหมาหยอกไก่ของเพื่อน ชายหนุ่มสั่นหน้า ไม่คิดจะบอกตามที่อีกฝ่ายสั่งเอาไว้สักนิด…








แจ้งความคืบหน้าเรื่องรูปเล่ม ปานฤทัยนะคะ ตอนนี้พิสูจน์อักษร จัดหน้าต้นฉบับเสร็จแล้ว วันจันทร์นิราอรจะส่งพิมพ์ค่ะ ใครจองไว้โอนเงินได้เลยนะคะ ติดต่อที่แฟนเพจค่ะ












ให้กำลังใจนักเขียน
นักเขียนได้รับกำลังใจแล้ว!
นักเขียนได้รับกำลังใจแล้ว 25 ครั้ง

นิยายที่ผู้อ่านนิยมอ่านต่อ

loading
กำลังโหลด...

8 ความคิดเห็น