ปานฤทัย

ตอนที่ 23 : บทที่ ๗ ความรู้สึกเล็กๆ ที่เรียกว่ารัก

  • เนื้อหานิยายตอนนี้เปิดให้อ่าน
  • View : 1,448
    จำนวนคนให้กำลังใจ : 30 ครั้ง
    26 ม.ค. 62










สายของวันรุ่งขึ้น ปานกมลต้องปวดหัวอีกครั้ง เมื่อรถที่ถูกเตรียมเพื่อออกไปข้างนอกพร้อมกับฤทัยรัตน์และปานชีวามีแขกไม่ได้รับเชิญนั่งชูคอบนตอนหน้าคู่คนขับ ชายหนุ่มถอนใจเฮือก เขาหันมองลูกจ้างสาวและหลานชายก่อนจะพยักหน้าให้ทั้งสองขึ้นรถ โดยเปิดประตูรอจนทั้งคู่เข้าประจำที่เรียบร้อยชายหนุ่มจึงอ้อมไปยังที่นั่งคนขับ เขาปิดประตูแล้วหันไปถามคนที่นั่งข้างอย่างกังขา 

“คุณจะไปไหน” 

“ไปกับคุณ…” ตอบพลางเหลือบตามองคนด้านหลังแวบหนึ่ง ฤทัยรัตน์หลบตาไปอีกทางอย่างไม่สบายใจ ส่วนเด็กชาย ปานชีวาไม่สนใจใครนอกจากวาดภาพเล่นในแท็บเล็ต 

“ไหนว่าจะกลับวันนี้ไง” ชายหนุ่มไม่ยอมสตาร์ตรถ 

“ค่ะ กลับวันนี้ แต่ตอนนี้อยากไปกับคุณก่อน”

“แล้วรู้หรือไงว่าผมจะไปไหน ผมว่าคุณกลับไปเถอะนะ ไปกับผมจะเบื่อเสียเปล่าๆ”

“รู้สึกว่าคุณจะไล่ฉันบ่อยเหลือเกินนะคะ หรือว่าจะไปทำอะไรกับใครที่ไหนไม่ทราบ…”

“หมายความว่ายังไง” 

เปรมปรีดิ์สบตาเข้มจัดของปานกมลแล้วไหวไหล่

“ก็หมายความตามที่พูด สตาร์ตรถสิคะ สายแล้วนะ…” 

“ลงไป…” เขาออกปากไล่โดยไม่สบตาอีกฝ่ายแม้แต่แวบเดียว และมันก็ทำให้เปรมปรีดิ์หน้าแดงจัดขึ้นด้วยความโกรธ 

“ไม่! ฉันจะไปกับคุณ คุณไปไหนฉันไปนั่น คอยกันนังแมวขโมยแถวๆ นี้ไง!” ฤทัยรัตน์หน้าเผือด ขณะที่ปานกมลเปิดประตูรถแล้วลงไปยังอีกด้านกระชากประตูออกพร้อมกับดึงร่างของ เปรมปรีดิ์ลงไปอย่างไม่ปรานีปราศรัย ทำให้อีกฝ่ายกรีดร้องด้วยความโกรธและตกใจไม่น้อย

“โอ๊ยปาน! นี่คุณบ้าหรือไงปล่อยนะปล่อยฉันปล่อย!” 

น้ำเสียงกราดเกรี้ยวเมื่อถูกร่างสูงเหวี่ยงออกจากตัวรถยนต์จนเกือบจะลงไปคลุกฝุ่นเสียให้ได้ ชายหนุ่มมองคนที่ทรงตัวได้อย่างปกติแล้วถอนหายใจ เขาไม่เคยคิดจะทำอะไรแบบนี้เลยให้ตาย แต่ในเมื่อเปรมปรีดิ์ยังดื้อรั้นเขาก็จำเป็นต้องตัดสินใจขั้นเด็ดขาด

“โทษที… แต่ผมไม่ชอบพูดมาก” ว่าแล้วร่างสูงก็หมุนตัวกลับไปอีกด้านหนึ่งของรถ เปรมปรีดิ์กำมือแน่นหายใจหอบสะท้าน กระทั่งเสียงประตูปิดหนักๆ ด้วยมือของปานกมล หญิงสาวจึงได้สบถออกมาด้วยความเจ็บใจ

“อ๊าย! ไอ้บ้า! ไอ้โง่ นังเด็กบ้า! แกท้าทายฉัน!” 

สายใจที่ได้ยินเสียงแว่วๆ ว่าใครด่าใครก็ออกมาดู กะว่าจะตะเพิดไปให้ไกลไม่ให้มาปากพล่อยแถวนี้ แต่เมื่อพบว่าต้นเหตุแห่งเสียงที่แท้จริงนั้นหาใช่คนงานไร้การศึกษาก็ยกมือขึ้นทาบอกด้วยความตกใจไม่น้อย

“อุ๊ย! ไม่อยากจะเชื่อหู ผู้ดีอะไร้… ปากคอเราะรายจริงๆ น่าเกลียดที่สุด!” สายใจสั่นหน้าอย่างไม่พอใจเลยสักนิด นายจ้างถูกดูหมิ่นจากบุคคลอื่นใครเลยจะรับได้ ส่วนเปรมปรีดิ์ยืนมองจนปานกมลออกรถไปจากบริเวณนั้นหญิงสาวก็วิ่งตรงไปยังรถยนต์ของตนเอง แล้วขับตามออกไปอย่างรวดเร็วไม่สนใจว่าจะมีใครมองตามด้วยสายตาแบบไหน รู้เพียงอย่างเดียวคือต้องตาม    ปานกมลไปให้ได้ ไม่ว่าอีกฝ่ายจะกีดกันหรือว่าออกปากไล่อย่างไรก็จะตาม…

“อย่าคิดนะ ว่าทำแบบนี้แล้วจะปัดเปรมออกจากชีวิตคุณได้ คุณรู้จักคนอย่างเปรมปรีดิ์น้อยไปแล้วล่ะ…” ดวงตาคมสวยวาววับขึ้นขณะจ้องมองท้ายรถยนต์ไกลลิบเบื้องหน้า…

ขับรถออกมาได้สักระยะ ปานกมลก็หยุดรถลงท่ามกลางความแปลกใจของฤทัยรัตน์

“มานั่งข้างหน้า…” หญิงสาวสบตาคมกริบในกระจกส่องหลังแล้วจึงขยับตัวเปิดประตูย้ายตัวเองไปนั่งด้านหน้าคู่กับเขาตามคำสั่ง ใช้เวลาเพียงไม่กี่นาทีเขาก็เคลื่อนรถยนต์ออกไปอีกครั้งและนิ่งขรึมจนหญิงสาวไม่กล้าเอ่ยถามใดๆ 

ตลอดระยะทางที่ขับรถอยู่นั้นปานกมลสังเกตตลอดเวลาว่ามีรถยนต์ขับตามมา และรถคันนั้นก็ไม่ใช่รถของใครที่ไหน ทว่าเป็นรถยนต์ของเปรมปรีดิ์ เขาไม่เข้าใจเลยสักนิด ว่าอีกฝ่ายจะย้อนกลับมาตื๊อเขาอีกทำไม ในเมื่อคนที่ตัดสินใจยุติความสัมพันธ์ฉันคนรักก็คือหล่อนเอง…

ฤทัยรัตน์เองก็สังเกตเห็นและไม่สบายใจเลยสักนิด ที่สำคัญเวลานี้หล่อนอยากกลับบ้านมากกว่าไปเดินซื้อของกับปานกมล แต่ไม่อาจขัดคำสั่งของเขาได้เช่นกัน 

“คนบางคนก็ทำทุกอย่างเพื่อเอาชนะ…” ฤทัยรัตน์หันมองคนที่เปรยขึ้นและได้สบตาคมๆ ที่มองมายังหล่อนแวบหนึ่งก่อนจะหันกลับไปยังท้องถนนเบื้องหน้า “และคนบางคนก็ต้องได้รับการสั่งสอนเสียบ้าง ว่าคนเราต้องหัดแพ้ให้เป็น ต้องยอมรับในสิ่งที่ตัวเองเป็นคนเลือกเสียด้วย จำไว้นะนุ่ม ไม่ว่าอนาคตจะตัดสินใจทำอะไรลงไปสักอย่าง เธอจะต้องยอมรับผลที่สะท้อนกลับมาด้วยเช่นกัน”

ไม่รู้ว่าเขาต้องการสื่ออะไรมากกว่านี้หรือไม่ ทว่าหล่อนก็ยังเข้าใจได้ว่าส่วนหนึ่งมาจากคนที่กำลังขับรถตามมาจากด้านหลัง

“ค่ะ นุ่มจะจำไว้ ถ้าวันใดนุ่มตัดสินใจทำอะไรลงไป แม้ว่าจะไม่เป็นอย่างที่นุ่มคิดหรือหวังไว้ นุ่มก็จะยอมรับผลลัพธ์นั้นโดยดีค่ะ”

เจ้าของนัยน์ตาคมที่มีอิทธิพลต่อใครหลายๆ คนเหลือบมองคนที่ตอบออกมาอย่างเข้าใจความหมายลึกๆ ขณะเดียวกันเขาก็กำลังครุ่นคิดที่จะสั่งสอนใครบางคนที่ไม่ยอมรับความจริงอยู่เงียบๆ 

เปรมปรีดิ์ไม่เคยยอมแพ้อะไรเขารู้ แต่กรณีนี้… เขาจะเป็นผู้กำหนดเอง ว่าหล่อนจะได้อยู่หรือจะต้องไป เขาจะทำให้หล่อนรู้ว่าคนอย่างเขาไม่เคยคิดเป็นตัวสำรองของใคร กับเปรมปรีดิ์… แม้แต่การได้รับให้อยู่ในฐานะตัวจริง เวลานี้เขาก็ไม่คิดจะสนใจ เขายอมออกมาจากชีวิตหล่อนได้ง่ายๆ ก็ใช่ว่าจะยอมรับหล่อนกลับมาในชีวิตอีกครั้งเสียเมื่อไร…


รถยนต์แล่นเข้ามายังลานจอดรถของห้างสรรพสินค้า วันหยุดมีผู้ใช้บริการเนืองแน่นจนต้องวนรถถึงสองรอบจึงพบช่องว่างให้ได้เข้าจอด เปรมปรีดิ์เกือบคลาดกับชายหนุ่มและอารมณ์เสียไม่น้อยเมื่อต้องแย่งที่จอดรถกับผู้ใช้บริการอื่น

“ถึงแล้วครับน้องเต้…” ปานกมลหันไปบอกกับหลานชายตัวน้อย คนตัวเล็กเงยหน้าขึ้นก็เก็บของเล่นลงกระเป๋า แล้วเปิดประตูลงจากรถด้วยอาการกระตือรือร้น

“ลุงปานคับ เต้อยากได้กระดาษวาดรูป อยากได้ดินสอสี อยากได้สีน้ำด้วยนะคับ…” รีบบอกขณะจับมือคุณลุงเอาไว้เมื่ออีกฝ่ายและฤทัยรัตน์ลงจากรถแล้ว “แล้วก็พู่กันด้วย เต้จะหัดวาดสีน้ำ เมื่อวานเต้ดูโทรทัศน์ เต้อยากทำได้มั่ง”

ปานกมลวางมือลงบนศีรษะเล็ก มองเห็นแววตาที่มุ่งมั่นของเด็กชายแล้วก็ต้องยิ้มด้วยความเอ็นดู

“ได้สิ ทำไมจะไม่ได้ล่ะ เดี๋ยวเราไปดูกันหลังจากซื้อเสื้อผ้าแล้วนะครับ”

“คับ ตกลง…” ลุงกับหลานคุยกันเบาๆ โดยมีร่างบางของฤทัยรัตน์เดินตามไปไม่ห่าง ลืมไปชั่วขณะว่ากำลังถูกตามจากเปรมปรีดิ์ ทว่าช่างบังเอิญนักเพราะนอกจากเปรมปรีดิ์แล้ว ยังมีอีกคนที่กำลังจับตามองพวกเขาอยู่…

“เฮ้ย! มองอะไรวะ” เสียงห้าวจากคนที่มาด้วยกันเอ่ยถาม ทำให้คนที่กำลังเดินเข้าไปซื้อของภายในห้างสรรพสินค้าแห่งนั้นหันมามองแวบหนึ่ง

“คนรู้จัก…” เสียงนั้นไม่บ่งบอกเลยว่าดีใจ ตรงกันข้าม ทั้งน้ำเสียงและแววตาที่จ้องมองคนทั้งสามไปมีบางอย่างทำให้คนข้างๆ ฉุกคิด…

“มีอะไรหรือเปล่าวะ เอ็งมองเหมือนอย่างกับคนอยากจะมีเรื่อง” คนถูกถามไม่ตอบ ได้แต่เดินตามคนที่เขาเฝ้ามองไปห่างๆ เป็นเหตุให้คนถามต้องสาวเท้าเดินตามไปด้วยความมึนงง

“เฮ้ย! จะไปไหน” 

“เออน่า… เงียบๆ หน่อยเหอะ ข้ามีเรื่องที่ต้องจัดการนิดหน่อย” นายชายตัดบท จับจ้องมองอดีตนายจ้างและฤทัยรัตน์ด้วยสายตาอาฆาต และขณะที่ทั้งสามผ่านประตูเลื่อนเข้าไปภายใน ร่างโปร่งระหงของสาวงามคนหนึ่งก็ชนโครมเข้ากับนายชายและเพื่อนอีกคนเพราะความรีบร้อนจะตามปานกมลเข้าไปให้ทัน

“ว้าย! นี่แก!... เดินไม่ดูตาม้าตาเรือ ฉันยิ่งรีบๆ อยู่!” 

เปรมปรีดิ์แหวใส่ชายสองคนที่ไม่เคยเห็นหน้าด้วยความโกรธกรุ่น ทว่านายชายกลับจำหล่อนได้แม่นยำ เปรมปรีดิ์สวยโดดเด่นเช่นนี้ใครเลยจะจำไม่ได้ เมื่อครั้งยังอยู่ฟาร์ม ปานกมลพาหล่อนไปก็หลายครั้ง และขณะที่หญิงสาวกำลังจะก้าวผ่านเข้าไปด้านใน นายชายก็เรียกไว้

“เดี๋ยวครับคุณ!” เปรมปรีดิ์หันมองอีกฝ่ายด้วยแววตาดูถูกและรังเกียจกับการแต่งกายที่ดูจะไร้รสนิยมอย่างชัดเจน เป็นเหตุให้อีกฝ่ายต้องข่มอารมณ์เอาไว้สุดความสามารถ 

“อะไร! อย่าบอกนะว่าจะเรียกร้องค่าเสียหาย เพราะคนที่ควรจะเรียกร้องต้องเป็นฉันมากกว่า แต่ดูสภาพพวกแกแล้ว คงจะไม่มีให้ฉันเรียกหรอกมั้ง!”

“อ้าวคุณ! พูดงี้ก็สวยดิ!” อีกคนที่มาด้วยกันชักยั๊วะ ทว่านายชายกลับปรามเอาไว้ 

“ไม่เป็นไรน่าเอก คุณคนนี้เขาไม่ตั้งใจหรอก” ปรามเพื่อนก่อนจะหันไปยิ้มให้เปรมปรีดิ์อย่างใจเย็น “คุณเข้าใจผิดแล้วล่ะครับ ที่ผมเรียกคุณไว้ก็เพราะว่าผมจำคุณได้…” 

ชายสูงสันทัด รูปร่างหน้าตาบ่งบอกยี่ห้อว่าบ้านนอกคอกนา ทำให้เปรมปรีดิ์ต้องมองอยางระมัดระวัง 

ผู้ชายคนนี้รู้จักหล่อนได้อย่างไร หรือว่าเป็นคนของเจ้าสัว แต่ไม่น่าใช่เพราะคนเหล่านั้นที่ใกล้ชิดเจ้าสัว ต่างดูดีกว่ามากมายหลายเท่าตัวนัก! 

“แล้วแกเป็นใคร มารู้จักฉันได้ยังไง” เอ่ยถามอย่างไม่ไว้ใจนัก สายตากวาดมองด้วยความครุ่นคิด พยายามนึกแต่ก็นึกไม่ออก

“ผมเป็นลูกน้องของคุณปานครับ” เพียงเท่านั้นเปรมปรีดิ์ก็แทบถอนหายใจด้วยความโล่งอก ก่อนจะตวัดมองด้วยหางตาอย่างเหยียดๆ

“แล้วแกมาเรียกฉันไว้ทำไม ฉันไม่มีเวลากับแกหรอก หลีกไป ฉันจะรีบ!”

“จะรีบตามคุณปานกับน้องนุ่มหรือครับ…” เท้าบอบบางในรองเท้าคู่สวยชะงัก ก่อนจะหันหน้ามามองคนพูดที่ยิ้มยียวนด้วยสายตาเข้มจัด

“สะเออะ!” คิ้วหนาของนายชายกระตุก เช่นเดียวกับกับเอกที่อยากสั่งสอนผู้หญิงตรงหน้าให้รู้สำนึก 

“เอ… คุณพูดแมวๆ แบบนี้งั้นผมไปดีกว่า ว่าจะบอกเรื่องเด็ดเกี่ยวกับคุณปานกับน้องนุ่มให้รู้เชียว ไอ้เอกเราไปกันเถอะว่ะ…” ทั้งสองเดินผ่านหน้าเปรมปรีดิ์ตรงไปยังประตูเลื่อน ทำให้หญิงสาวฉุกคิดเมื่อได้ยิน ‘เรื่องเด็ด’ ของนายชาย

“เดี๋ยว! อย่าเพิ่งไป” นายชายชะงักเท้า ริมฝีปากสีเข้มยิ้มกริ่ม ทุกอย่างเป็นไปตามความคาดหมาย…

“มีอะไรหรือครับ” หันกลับมามองคนสวยตรงหน้ายิ้มๆ ขณะที่เพื่อนอีกคนถอยไปยืนสังเกตการณ์ด้านหลังเงียบๆ ด้วยสายตาไม่พอใจ แต่ในเวลาเดียวกันก็ใช้สายตาไม่พอใจเมื่อครู่เลื่อนไล้ไปตามร่างกายโสภาของอีกฝ่าย และเกิดความรู้สึกหื่นกระหายในเรือนร่างงดงามของเปรมปรีดิ์ขึ้น…

“แกมีอะไรจะบอกฉัน” นายชายเลิกคิ้วขึ้นนิดๆ เหลือบหางตามองเพื่อนก่อนจะหันกลับมายังเปรมปรีดิ์

“คุยตรงนี้ไม่สะดวกสักเท่าไรหรอกนะครับ ผมว่าไปด้านโน้นดีกว่า เงียบดี…” คิ้วเรียวสวยขมวดมุ่น มองตามอีกฝ่ายบุ้ยปากบอก 

“ก็ได้…” นายชายยิ้มมุมปากด้วยความพอใจ เมื่อหญิงสาวรับคำอย่างง่ายดาย

“ถ้าอย่างนั้นเชิญตามผมมาทางนี้เลยครับ”

เปรมปรีดิ์เดินตามนายชายและเพื่อนไปอย่างไม่ไว้ใจนัก แต่ความอยากรู้ทำให้หล่อนยอมเสี่ยง เช่นเดียวกันกับนายชาย เล่ห์เหลี่ยมทั้งหลายถูกปกปิดด้วยใบหน้าซื่อๆ คิดเสมอว่าความแค้นเคืองใจที่สะสมมานานแรมเดือนจะต้องถูกสะสาง และเวลานั้นกำลังจะมาถึงในไม่ช้า เพราะคนที่ตามมาจะเป็นสะพานทอดให้เขาก้าวผ่านไปไปยังจุดมุ่งหมายได้อีกครั้งอย่างง่ายดาย คราวนี้เขาจะสั่งสอนให้ปานกมลรู้ซึ้งว่าคนอย่างเขาไม่ยอมเสียเหลี่ยมและอับอายนานนัก เช่นเดียวกับแม่สาวน้อยนั่น คราวนี้หล่อนไม่มีวันพ้นมือเขาแน่นอน… 








วันนี้จะส่งรายละเอียดการโอนเงินให้ทุกท่านที่ลงชื่อจองนะคะ 










ให้กำลังใจนักเขียน
นักเขียนได้รับกำลังใจแล้ว!
นักเขียนได้รับกำลังใจแล้ว 30 ครั้ง

นิยายที่ผู้อ่านนิยมอ่านต่อ

loading
กำลังโหลด...

8 ความคิดเห็น