ปานฤทัย

ตอนที่ 22 : บทที่ ๗ ความรู้สึกเล็กๆ ที่เรียกว่ารัก

  • เนื้อหานิยายตอนนี้เปิดให้อ่าน
  • View : 1,633
    จำนวนคนให้กำลังใจ : 33 ครั้ง
    22 ม.ค. 62









“บางครั้งเธอทำให้ฉันรู้สึกเหมือนอยู่กับตุ๊กตานะ” หญิงสาวสบตาเขาอย่างไม่เข้าใจนัก เวลาต่อมาจึงได้ฟังคำเฉลย “ดูสดใส แต่บางครั้งก็ไร้ชีวิตชีวา จิ้มลิ้มน่ารัก แต่ก็พูดไม่ได้… อยากไปเที่ยวที่ไหนบ้างไหม ฉันจะพาไป…”

ฤทัยรัตน์หน้าแดงอยู่หยกๆ ก็ตามไม่ทันอีกตามเคย เขาทำเหมือนตบหัวแล้วลูบหลังหล่อนเลย ต่อว่าแล้วก็ค่อยหลอกล่อด้วยคำชม ด้วยการพาเที่ยว ไม่ล่ะ… หล่อนไม่หลงกลเขาหรอก พวกผู้ใหญ่มักชอบหลอกคนที่เด็กกว่าเสมอ

“ไม่ดีกว่าค่ะ” ปฏิเสธแล้วก็เงียบลงไปอีก ปานกมลสังเกตหญิงสาวอยู่นานจึงเอ่ยขึ้น

“ง่วงหรือยัง” แม้จะสบตาเขาด้วยความแปลกใจแต่ก็ยังตอบออกไปแต่โดยดี

“ยังค่ะ…” 

“งั้นไปเดินเล่นกัน…” หญิงสาวเงยหน้าขึ้นมองคนที่ลุกขึ้นยืนเต็มความสูงด้วยความแปลกใจ วันทั้งวันเขาไม่คิดชวน พอตกกลางคืนกลับนึกอยากเดินเล่น…

“เอ่อ แต่มันมืดนะคะ”

“คืนนี้เดือนหงาย…” ไม่ตอบเปล่า ทว่ามือหนายังยื่นออกมารอรับมือของคนตัวบางหน้าตาเฉย “เร็วสิ หรือว่าเธออยากนั่งมองตาฉันอยู่ในนี้”

เพียงเท่านั้นร่างบางก็ลุกผุดขึ้นทันที แต่ไม่ยอมจับมืออีกฝ่าย ชายหนุ่มไหวไหล่อย่างไม่ยี่หระ ตรงกันข้ามเขายิ้ม

“เธอไม่อยากสบตาฉันหรอกหรือ ลุกเสียเร็วเชียว…” เสียงกระเซ้าของอีกฝ่ายทำให้คนถูกถามต้องอึกอัก พลันหน้าหวานๆ ก็ร้อนวาบ หนำซ้ำยังรู้สึกว่านัยน์ตาคู่คมก็เหมือนจะแฝงเอาไว้ด้วยแววหวานราวจะแกล้งหล่อนกระนั้น

“เปล่านี่คะ เปล่าสักหน่อย…” ฤทัยรัตน์ไม่กล้าสบตาเขา 

“เปล่าแล้วทำไมต้องหลบตา” เหมือนเขาจงใจทำให้หล่อนอับอายซ้ำๆ เพราะถ้าไม่ใช่แล้วเหตุใดจึงต้องถาม…

“คุณปานแกล้งนุ่มนี่คะ…” เป็นครั้งแรกที่หญิงสาวกล้าตัดพ้อ ก็หล่อนอายจะแย่แล้วพักหลังมานี้เขาก็ขยันทำตัวประหลาดนักเชียว ชายหนุ่มจ้องมองดวงหน้าหวานที่แดงเรื่อแล้วก็หัวเราะเบาๆ 

“ฉันไม่ได้แกล้ง เธอต่างหากที่คิดไปเอง” ก็ในเมื่อเขาพูดออกมาเช่นนี้แล้วจะให้หล่อนโต้ตอบออกไปเช่นไร คนพูดน้อยคิดมากอย่างฤทัยรัตน์จึงได้แต่เงียบเท่านั้นเอง เสียงถอนหายใจดังขึ้นอีกครั้ง ก่อนที่เขาจะตัดบท “ไปกันเถอะ”

ข้อมือเล็กถูกฉวยตามไปอย่างรวดเร็ว หญิงสาวเผลอขืนตัวเมื่อถูกดึงให้เดินตาม ทว่าเมื่อเขาหันกลับมาสบตาด้วย      ฤทัยรัตน์ก็ชะงัก ก่อนจะยอมให้อีกฝ่ายจับจูงออกไปด้านนอก กระทั่งพากันไปหยุดอยู่กลางลานหน้าบ้านที่มีไฟส่องสว่างตามทางออกไปเป็นระยะ ห่างพอที่จะทำให้ดวงจันทร์อวดความงามได้เต็มที่ 

เจ้าของหน่วยตากว้างหลุบมองมือเล็กที่อยู่ในอุ้งมือของเขาเป็นครู่ ก่อนจะเงยหน้าขึ้นมองพระจันทร์ รู้สึกประหลาดเมื่อมีสาวน้อยเคียงข้าง เช่นเดียวกับคนตัวบางที่เงยหน้าขึ้นมองดวงจันทร์ด้วยแววตาชื่นชม รู้สึกอบอุ่นเหลือเกิน และค่ำคืนนี้จะเป็นคืนที่หล่อนจดจำไว้ชั่วชีวิต จดจำว่าครั้งหนึ่งเคยถูกเขากุมมือ จดจำว่าครั้งหนึ่งเคยมีเขายืนเคียงข้าง 

“พระจันทร์สวยจังนะคะ” สาวน้อยรำพันอย่างเผลอๆ แล้วมันก็ทำให้ปานกมลยิ้มออกมา

“ใช่ สวยมาก…” ดวงตาคมกริบหลุบมองเจ้าของแก้มใสๆ ที่หันข้างให้เขา ใบหน้าหล่อนหวาน เครื่องหน้าก็กระจุ๋มกระจิ๋ม ยิ่งพิศยิ่งเห็นความงาม คิดไปคิดมาคำพูดของคนงานที่เคยล้อเขาเล่นก็ผุดขึ้น 

‘ลองคิดดูนะครับ ไอ้หนูนุ่มมันน่ารักออก เลี้ยงดีๆ รอให้โตอีกสักหน่อยก็ได้ค่อยว่ากัน แต่ต้องคอยกันไอ้พวกหนุ่มๆ ไว้ให้ดีนะครับ ไอ้พวกนี้มันจ้องตาเป็นมัน อีกอย่างหนูนุ่มยิ่งโตก็ยิ่งสวย ถ้าปล่อยให้คนอื่นครอบครองก็น่าเสียดาย’

‘ผมไม่นิยมทำตัวเป็นสมภารแล้วหันมากินไก่วัดที่เลี้ยงไว้เสียเอง’

‘โธ่นาย คิดมากทำไม นายทำเป็นไม่สนใจ ระวังไก่วัดตัวงามจะถูกคนนอกลากไปกินนะครับ แถวนี้ไอ้พวกหนุ่มๆ มันยิ่งแย่งกันอยู่ เวลาหนูนุ่มเดินผ่านก็เป่าปากให้เจี๊ยวจ๊าว ลองหน่อยเถอะน่า ไก่สาวเนื้อนุ่มเคี้ยวง่ายกระดูกยังอ่อน ที่สำคัญ ไม่คาวจัดเหมือนไก่แก่แม่ปลาช่อนนะครับ…’

ปานกมลลอบถอนหายใจ ไม่รู้ว่าเขาเริ่มคิดออกนอกลู่นอกทางเสียตั้งแต่เมื่อไร แต่ที่แน่ๆ เขาเริ่มคล้อยตามคำของคนงานเข้าแล้ว 

หรือจริง… ที่ว่า ไก่สาวเนื้อนุ่มเคี้ยวง่ายกระดูกยังอ่อน ที่สำคัญ ไม่คาวจัดเหมือนไก่แก่แม่ปลาช่อน

นี่เขากำลังคิดจะเลี้ยงต้อยหรือไงกัน… 

บ้าสิ! คิดบ้าๆ ก็บอกแล้วไง ว่าเขาไม่ทำตัวเป็นสมภารที่จ้องจะกินไก่วัด!

‘หนูนุ่มยิ่งโตก็ยิ่งสวย ถ้าปล่อยให้คนอื่นครอบครองก็น่าเสียดาย

เสียงคนงานดังขึ้นในความคิดอีกครั้ง จิตสำนึกของเขาจึงต้องปรามหัวใจดังๆ ว่า...

ไม่!... 

พลันมือเล็กของฤทัยรัตน์ก็ถูกปล่อยกะทันหันจนเจ้าของมือต้องหันมามองคนตัวโตอย่างงงๆ และดูเหมือนเขาจะขยับตัวห่างหล่อนไปอีกนิดด้วยซ้ำ…

เกิดอะไรขึ้นกับปานกมลกันแน่

“เราเข้าบ้านกันเถอะ น้ำค้างเริ่มลงแล้ว…” หญิงสาวขึ้นสบตาคนตัวสูงที่บังหล่อนได้มิดแล้วให้นึกกังขาในท่าทีของอีกฝ่าย แต่ก็ไม่คิดไต่ถามแต่อย่างใด ก็หล่อนไม่ได้เป็นคนอยากจะออกมาสักหน่อยนี่…

“ค่ะ…” รับคำแล้วเดินตามร่างสูงที่เดินนำเข้าบ้านด้วยความคิดสับสน เมื่อครู่ตอนหล่อนเงยหน้าขึ้นแล้วใจหาย แววตาขี้เล่นก่อนหน้านี้หายไป แต่ถูกแทนที่ด้วยแววตาที่ดูจะขรึมขึ้นและบางครั้งก็คลายจะสับสนในที…

ก้าวขึ้นมาบนบันไดขั้นบนสุดก็หยุดยังทางเดินที่จะแยกตัวไปยังปีกซ้ายและปีกขวาของบ้าน 

“คุณปานคะ… พรุ่งนี้”

“เราจะไปซื้อของกันก่อน แล้วขากลับฉันจะพาเธอไปหาพ่อกับแม่ เราจะซื้อของไปฝากท่านด้วย ไปเถอะ ฉันจะเดินไปส่งเธอที่ห้อง” เขาไม่รอให้หญิงสาวปฏิเสธ แต่เดินนำหน้าตรงไปยังห้องนอนขณะที่หล่อนมัวลังเล หญิงสาวลอบถอนหายใจแล้วก้าวตามไป…

“ขอบคุณนะคะ” เอ่ยโดยไม่มองหน้าขณะหันไปเปิดประตู เพราะรู้สึกขัดเคืองเขาที่เอาแต่ใจตนเอง

“หลับฝันดีนะ…” มือบางที่จับลูกบิดชะงัก หัวใจดวงน้อยก็พลันกระตุกวูบเต้นถี่ ไม่กล้าหันกลับไปมองคนอวยพรในทันที รอจนกระทั่งเสียงฝ่าเท้าย่ำห่างออกไปจึงค่อยหันมอง ถึงตอนนั้นเจ้าของแผ่นหลังกว้างก็หายลับไปยังอีกปีกหนึ่งของตัวบ้าน ทว่าเสียงทุ้มกังวานเมื่อครู่คล้ายยังดังก้องอยู่ข้างหู หญิงสาวยิ้มให้กับตนเอง เกิดความสุขขึ้นเงียบๆ ภายใต้หัวใจที่ถูกจำกัดขีดคั่น ยังยืนรำลึกและดื่มด่ำความรู้สึกอุ่นวาบในห้วงหัวใจเป็นนาน ก่อนจะตัดสินใจดันประตูเข้าไปด้านในเพื่อพบกับความจริง… 

หญิงสาวปิดประตูลงอย่างเบามือ แล้วตรงไปยังที่นอนปิกนิกของตน จัดการปูเรียบร้อยก็นอนหันหลังให้คนบนเตียง หลับตาไปพร้อมกับความสุขที่ยังคงแผ่ซ่านในหัวใจ จึงหารู้ไม่ว่าด้านหลังนั้นมีแววตาวาววับจ้องมองด้วยความรู้สึกร้อนรุ่มที่อัดแน่นจนแทบระเบิด 

ไม่มีทาง ที่ฉันจะยอมให้ใครมาแทนที่ฉันได้แน่นอน…




















ให้กำลังใจนักเขียน
นักเขียนได้รับกำลังใจแล้ว!
นักเขียนได้รับกำลังใจแล้ว 33 ครั้ง

นิยายที่ผู้อ่านนิยมอ่านต่อ

loading
กำลังโหลด...

8 ความคิดเห็น