ปานฤทัย

ตอนที่ 17 : บทที่ ๖ หวั่นไหว

  • เนื้อหานิยายตอนนี้เปิดให้อ่าน
  • View : 1,549
    จำนวนคนให้กำลังใจ : 40 ครั้ง
    15 ม.ค. 62









หวั่นไหว



คนงานบอกลากันก่อนทยอยกลับบ้านด้วยสีหน้ายิ้มแย้ม ทว่าคนตัวสูงกลับมีใบหน้าที่เต็มไปด้วยความเข้มขรึม เพราะกว่าสองแม่ลูกจะถอยทัพกลับไปได้ปานกมลก็ปวดหัวน่าดูชม 

ชายหนุ่มถอนหายใจยาวเหยียด เหนื่อยใจเสียยิ่งกว่าเหนื่อยกาย แต่ยังมีอีกอุปสรรคที่ทำให้เขาต้องหนักใจไม่น้อยกว่านั่นคือเปรมปรีดิ์ หญิงสาวดื้อรั้นนอนค้างจนได้แม้กระทั่งยอมนอนห้องเดียวกับฤทัยรัตน์ สุดปัญญาจนใจที่เขาจะไล่หล่อนออกจากฟาร์ม …และเป็นวันแรกที่เขาไม่รู้สึกอยากเข้าบ้านเลยสักนิด 

“ลุงปาน…” เด็กชายปานชีวาวิ่งออกมารับหน้าคุณลุงทันทีที่อีกฝ่ายเดินเข้าไปใกล้

“ไง… ดูการ์ตูนเรื่องใหม่สิท่า…” ร่างสูงจูงหลานชายเข้าไปทรุดลงบนโซฟาหน้าทีวีโดยมีเจ้าตัวเล็กนั่งตัก

“คับ เรื่องใหม่ แต่เต้ชอบเรื่องเก่ากว่านี้อีก” เด็กชายบอก “เต้ทำการบ้านเสร็จแล้วด้วย ทำเองนะคับวันนี้ พี่นุ่มไม่ต้องสอนเลย” อวดคุณลุงด้วยสีหน้าภูมิใจสุดฤทธิ์

“หลานลุงปานเก่งจัง แบบนี้ก็สอบได้ที่หนึ่งเลยสิ” คนตัวเล็กพยักหน้ารัว

“แน่นอน เต้ต้องได้ที่หนึ่งแน่”

“พี่นุ่มล่ะ” ไม่รู้อะไรทำให้เขาคิดถึงฤทัยรัตน์เป็นคนแรก ทั้งที่เวลานี้ในบ้านไม่ได้มีเพียงหล่อนเท่านั้น แต่ยังมีใครอีกคนที่เคยมีผลต่อหัวใจของเขาพำนักอยู่ด้วย

“พี่นุ่มไปบนห้อง ลุงปานคับเต้เห็นป้าเปรมด้วย” เด็กชายฟ้อง ดวงตาใจแจ๋วมองเขาอย่างไร้เดียงสา

“ใช่ เห็นแล้วสวัสดีหรือเปล่า” ถามยิ้มๆ

“สวัสดีคับ แต่ป้าเปรมไม่คุย ขึ้นห้องไปเลย” ฟ้องอีกคราวนี้คิ้วเล็กๆ ขมวดพันกัน เรียกเสียงหัวเราะเบาๆ จากคุณลุงให้ดังขึ้นเหนือศีรษะเล็ก

“แล้วทำไมต้องทำหน้าเครียดด้วยล่ะ”

“ป้าเปรมทำเหมือนเมนี่เลย ไม่อยากคุยกับเต้” บอกเสียงเศร้า ชายหนุ่มยกมือขึ้นลูบศีรษะเบาๆ น้อยคนที่จะชอบเด็กช่างซักช่างถาม ปานชีวาอาจดูน่ารำคาญสำหรับคนไม่ชอบเด็กเป็นทุนเดิม สำหรับเปรมปรีดิ์เขารู้อยู่เช่นกันว่าหล่อนไม่ชอบเด็กสักเท่าไรนัก ทว่าก่อนนั้นเขากลับไม่คิดอะไรมากมายนอกจากยอมทำทุกอย่างที่หล่อนต้องการ มองข้ามความรู้สึกของหลานชายไปชั่วระยะ แต่เมื่อถึงเวลานี้ เขากลับเพิ่งคิดได้ ว่าหากหล่อนไม่บอกเลิกเขาจนแต่งงานกันไป ปานชีวาจะเป็นเช่นไร จะมีความสุขหรือไม่ ชายหนุ่มโคลงศีรษะอย่างไม่ชอบใจตนเองในเวลานั้นนัก ดีที่หลุดออกมาจากวังวนของหล่อนได้ ทำให้มองอะไรชัดเจนขึ้น

“อย่าคิดมากสิ พี่เมนี่ไม่พูดเพราะพี่เมนี่ยังไม่คุ้นกับน้องเต้ ส่วนป้าเปรมคงไม่สบายเลยขึ้นไปนอนไง”

“อ๋อ…” เด็กชายทำหน้าเข้าใจ “เข้าใจแล้วคับ ดูการ์ตูนดีกว่า” หันกลับไปใส่ใจกับการ์ตูนตอนใหม่ตรงหน้า ปล่อยให้คนเป็นลุงเริ่มหนักใจเรื่องเปรมปรีดิ์อีกหน…

เป็นเวลาสามทุ่มตรง ฤทัยรัตน์ลอบมองคนที่นั่งเช็กข้อความในเครื่องมือสื่อสารอิเล็กทรอนิกส์อยู่บนเตียงของหล่อนเงียบๆ ส่วนเปรมปรีดิ์เองก็ชำเลืองมองพี่เลี้ยงสาวด้วยหางตาก่อนจะเปรยออกมาลอยๆ

“ฉันชอบนอนคนเดียวนะนุ่ม ถ้าเธอไม่ว่าอะไร ฉันขอนอนบนเตียงคนเดียวแล้วกันนะจ๊ะ” ฤทัยรัตน์ลอบถอนหายใจ ความจริงหล่อนเองก็คิดอยู่เหมือนกันเรื่องนี้ และคงไม่กล้าจะขึ้นไปนอนร่วมเตียงเดียวกับอีกฝ่ายแน่นอน 

“ตามสบายเลยค่ะคุณเปรม นุ่มเตรียมที่นอนปิกนิกไว้แล้ว” 

เปรมปรีดิ์ยิ้มมุมปากอย่างพอใจ พลางลอบมองร่างบางในชุดเสื้อยืดกางเกงขาสั้นลากเอาที่นอนปิกนิกลงมาปูบนพื้น ห่างจากเตียงนอนพอประมาณ เพียงครู่ที่นอนชั่วคราวของหญิงสาวก็เสร็จเรียบร้อยพร้อมกับร่างเล็กที่นอนราบลงไปเงียบๆ 

“คุณเปรมมีอะไรจะใช้นุ่มอีกหรือเปล่าคะ” ชะงักถามเมื่อหันไปเจอสายตาที่มองมาแปลกๆ เข้า

“อ้อ! เปล่าจ้ะ เธอนอนเถอะ…” ฤทัยรัตน์แปลกใจ แต่ก็ไม่กล้าเอ่ยถามจึงล้มตัวนอนแล้วหลับตาลง แม้ความจริงยังไม่ใช่เวลานอนของเธอ ทว่าเมื่อมีแขกไม่ได้รับเชิญมาอยู่ด้วย หญิงสาวจึงจำต้องนอนเร็วกว่าปกติ เช่นเดียวกับเปรมปรีดิ์ เวลานี้หัวค่ำเกินกว่าจะหลับ หญิงสาวชะโงกหน้ามองฤทัยรัตน์ที่นอนเงียบแล้วยิ้มพอใจ ก่อนจะผลักผ้าห่มออกห่างแล้วก้าวลงจากเตียงมายืนนิ่งอยู่ครู่ ตรงไปยังหน้าโต๊ะเครื่องแป้งแล้วหยิบน้ำหอมขึ้นมาแตะลงที่ซอกคอเบาๆ สองสามครั้ง กวาดสายตาสำรวจชุดนอนบางเบาแบบกระโปรง เมื่อสำรวจจนเป็นที่พอใจจึงค่อยๆ ก้าวออกไปจากห้อง เสียงเปิดและปิดลงอย่างแผ่วเบา ทำให้คนที่แสร้งหลับตาลงต้องลืมตาขึ้นอีกครั้ง หญิงสาวลุกขึ้นนั่ง ใบหน้าหม่นหมอง อยากหลับแต่กลับลืมตาค้างเช่นนั้น…

เสียงก๊อกแก็กด้านนอกทำให้คนที่กำลังนั่งตรวจงานอยู่หลังโต๊ะทำงานตัวใหญ่เงยขึ้นมอง เพียงครู่ประตูบานสูงก็ถูกเปิดเข้ามาพร้อมกับร่างระหงในชุดนอนบางจัดของเปรมปรีดิ์

“ไม่คิดจะพักบ้างหรือคะปาน…” เดินอ้อมมากระแซะเบียดสะโพกกับพนักวางแขนของเก้าอี้ที่ชายหนุ่มนั่งอยู่อย่างจงใจ อีกมือก็โอบคล้องต้นคอของอีกฝ่ายอย่างเคยชิน ก่อนจะวางมือบางลงบนแผงอกกว้างกำยำแล้วไล้ไปมาเบาๆ

“เปรม…” ชายหนุ่มปรามหนักๆ ตะครุบมือของอีกฝ่ายเอาไว้ให้อยู่นิ่งๆ จริงอยู่เขาบอกกับตนเองว่าจะไม่ยุ่งกับหล่อนอีก ทว่าเขาก็แค่ผู้ชายคนหนึ่ง มีเลือดลมร้อนแรง หากถูกปลุกเร้าหนักเข้าอะไรๆ ก็ย่อมเกิดขึ้นได้ทั้งนั้น ที่สำคัญ วัวเคยขาม้าเคยขี่ มีหรือจะไม่รู้สึกอะไรๆ เลย

“ทำไมคะ ฉันรู้นะ ว่าคุณก็คิดถึงฉันเหมือนกัน…” กระซิบเสียงพร่าแล้วกดริมฝีปากบางลงกับซอกคอแข็งแรงจนอีกฝ่ายต้องบดกรามแน่น เก็บกลั้นความต้องการที่เต้นเร่าภายในกายให้นิ่งสงบ ก่อนผลักร่างบางออกห่างไปนิด

“ทำไมผมต้องคิดถึงคุณ” เอ่ยถามด้วยน้ำเสียงหนักๆ นัยน์ตาสีทึบสบตาวาวหวานของเปรมปรีดิ์อย่างค้นคว้า เขาอยากรู้นักว่าเจ้าสัวทรงชัยมัวทำอะไร ถึงปล่อยให้ว่าที่ภรรยาแล่นมาหาเขาได้จนถึงนี่…

หญิงสาวขยับเข้าหาอีกครั้ง ไม่ยอมให้ชายหนุ่มผลักไสหล่อนได้ง่ายๆ คนอย่างเปรมปรีดิ์ อยากได้อะไรต้องได้ โดยเฉพาะคนตรงหน้า ต่อให้เขาใจแข็งสักปานใด หล่อนก็จะละลายความแข็งนั้นให้อ่อนระทวยลงจนได้สิน่า…

“เพราะคุณยังรักฉันอยู่ฉันรู้” คนมั่นใจสูงเอ่ยปากยิ้มๆ  ปานกมลหรี่ตามองคนเคยรัก

“อย่ามั่นใจอะไรนักเลยเปรม ถึงผมไม่มีคุณก็ใช่ว่าผมจะไม่มีใคร…” ร่างสูงผุดลุกจากเก้าอี้ตัวใหญ่ แล้วเดินไปหยุดอยู่ริมหน้าต่างมองออกไปด้านนอกก่อนหันกลับมาสบตาคนที่มองตามเขาทุกระยะฝีก้าวแน่วนิ่ง 

“ฉันไม่เชื่อ…” พยายามตอกย้ำความคิดเดิมของตนให้เด่นชัด ไม่มีทางที่เขาจะมีคนอื่นได้รวดเร็วแน่นอนหล่อนมั่นใจ ผู้ชายทุกคนที่หล่อนคบหาต่างสยบนิ่งอยู่แทบเท้า อาลัยอาวรณ์ในรสสวาทของหล่อนด้วยกันทั้งนั้น ปานกมลก็ไม่พ้นกฎข้อนี้เช่นกัน แต่ชายหนุ่มกระตุกยิ้มมุมปาก เขากวาดตามองร่างบางในชุดนอนบางเบาที่เขาเคยเห็นและสัมผัสมานับครั้งไม่ถ้วนแล้วสั่นหน้า…

“เชื่อเถอะเปรม คุณต้องหัดเชื่อคนอื่นบ้าง อย่ายกตัวเองเป็นจุดศูนย์กลางความต้องการของผู้ชายมากนัก! กลับเข้าห้องไปเถอะ ผมต้องทำงานอีกมาก” เขาบอกพลางยกมือขึ้นกอดอก  เปรมปรีดิ์เม้มปากแน่น หล่อนกำลังถูกเขาด่าเอาตรงๆ เลยคราวนี้ ทว่าคนอย่างเปรมปรีดิ์หรือจะยอมแพ้ ไม่มีทาง!

“ฉันยังไม่ง่วง คุณเองก็น่าจะรู้ ว่าเราไม่นอนกันหัวค่ำขนาดนี้…” เสียงท้ายประโยคฟังดูพร่าติดจริตที่หล่อนปรุงแต่ง และเขาก็พยายามเช่นกันที่จะไม่ติดกับหล่อน

“นอนๆ ไปเดี๋ยวก็หลับ…” เปรมปรีดิ์ไม่พูดอีกหล่อนสาวเท้าเร็วๆ ตรงไปยังชายหนุ่มที่ยืนนิ่ง แล้วสอดแขนกอดเขาเอาไว้แนบแน่นซุกหน้ากับอกกว้าง กลิ่นกายชายกระตุ้นอารมณ์รักที่ไม่ถึงจุดหมายมาหลายครั้งหลายคราให้ลุกโชน 

“คุณกล่อมฉันสิคะ กล่อมเหมือนที่เคย ห้องนี้ก็ได้ ตื่นเต้นดี…” พูดจบ หญิงสาวก็ยื่นหน้าหวังประกบปากสีเข้มคู่เดิมที่เคยทำหล่อนเร่าร้อนมานักต่อนัก ทว่าคราวนี้ไม่ง่ายอย่างที่คิด เขาเบี่ยงหน้าหนีแต่เปรมปรีดิ์ไม่ละความพยายาม หล่อนยังคงเป็นฝ่ายรุกไล่เขาอย่างต่อเนื่อง ซุกไซ้ซอกคอของเขาอย่างคนกระหายในรสรัก เรียกเลือดร้อนๆ ในกายชายให้ผวาตื่นขึ้นอีกครา ยิ่งเนื้อตัวอวบอุ่นที่เบียดชิดเสนอ อะไรๆ ก็พลอยจะตื่นสนองไปด้วย กระทั่งริมฝีปากเต็มตึงของหญิงสาวเลื่อนไล้ขึ้นชิดเรียวปากได้รูปของปานกมล เมื่อนั้น ความอดทนอดกลั้นก็ถึงคราวขาดผึง เผยอรับลิ้นร้อนแรงของหญิงสาวอย่างง่ายดาย แล้วเป็นฝ่ายตวัดรัดรึงเร่งเร้าในห้วงอารมณ์ มือหนาที่ดันอยู่ที่ไหล่บางเปลี่ยนเป็นโอบรัดร่างระหงเข้าหา ก่อนจะเลื่อนลงไปยังบั้นท้ายงอนงาม ขยี้ขยำไม่เบามือ เขารู้หล่อนร้อนและจัดเจนจนไม่จำเป็นสำหรับคำว่าทะนุถนอม…

เปรมปรีดิ์รู้สึกตื่นเต้นจนแทบระงับไว้ไม่อยู่ เมื่อร่างทั้งร่างของหล่อนถูกผ่อนลงกับพื้นกระดานมันวับในห้องทำงาน โดยมีร่างใหญ่โตทาบทับลงไป ปากประกบปากเร่าร้อน มีเสียงครางฮือเล็ดลอดออกจากลำคอเป็นระยะ ทรวงงามผลิบานล่อใจถูกขยำกำแน่นด้วยฝ่ามือหยาบกร้าน มันไม่ทำให้หล่อนเจ็บ ตรงกันข้ามกลับเร้าความรู้สึกให้โลดแล่นขึ้นไปบนเส้นทางหฤหรรษ์ มือหนาอีกข้างผละห่างจากทรวงโต ไต่ลงต่ำมายังแนวสีข้าง ต่ำลงมาอีกยังแนวสะโพกผาย ก่อนตวัดชายกระโปรงขึ้นมากองอยู่เหนือหน้าท้องแบนราบ

เสียงหอบหายใจดังระรวยเหนือจากศีรษะ ปานกมลไต่ริมฝีปากต่ำซุกไซ้ที่ปทุมอวบงามสองข้าง ฟอนเฟ้นเร่าร้อนก่อนไล้ต่ำลงมายังหน้าท้องแบนเรียบขณะที่มือหนายังคงเลื่อนไล้สะกิดแนวขอบซับในเบาๆ 

“ปานขา…” เปรมปรีดิ์เกือบทนไม่ไหวเมื่อปานกมลเลื่อนใบหน้าขึ้นซุกไซ้ซอกคอของหล่อนอีกครั้ง อารมณ์ของเขาเกือบถึงขีดสุดเช่นกันหากไม่เงยหน้าขึ้นไปพบกับโต๊ะทำงานตัวเล็กอีกด้านหนึ่งของห้อง ตรงนั้นปรากฏเงาบางๆ เล็กๆ ของใครคนหนึ่งนั่งทำงานขะมักเขม้น ชายหนุ่มนิ่งอึ้งก่อนจะผละห่างออกมาจากร่างระหงที่นอนระทวยหายใจหอบพร่าอย่างรวดเร็ว ก่อนผลุนผลันลุกขึ้นแล้วหันหลังตรงไปยังประตูห้อง 

“ปาน! กลับมานะคะ ปาน!” ผุดนั่งพร้อมกับกรีดร้องด้วยอารมณ์ที่คั่งค้าง เสียงประตูปิดลงหนักๆ ทำให้เปรมปรีดิ์กรีดเสียงด้วยความเจ็บใจก่อนจะปัดชายกระโปรงลงมาปิดส่วนสงวนด้วยอารมณ์ฉุนเฉียว “บ้า! บ้า!”

ร่างสูงเดินลิ่วออกไปนอกบ้าน เดินเร็วๆ ไปเรื่อยๆ ตามแนวไฟที่ถูกตามไว้ตลอดทางเพื่อส่องสว่างสำหรับยามที่ทำหน้าที่ดูแลความเรียบร้อยในค่ำคืน เขาหยุดเมื่อเดินออกมาไกลพอที่เปรมปรีดิ์จะไม่ติดตามออกมาได้ทัน และยังไม่คิดกลับเข้าไปอีกเป็นอันขาดหากหล่อนไม่ยอมกลับเข้าห้อง ชายหนุ่มยกมือขึ้นลูบใบหน้าเสยผมพลางบดกรามเป็นระยะ ข่มจิตข่มใจกลั้นความรู้สึกกลัดมันที่พลุ่งพล่านให้สงบลงดุจเดิม เมื่อทุกอย่างจะทุเลาเบาบางลงชายหนุ่มจึงทอดถอนหายใจยาวเหยียด ถามตัวเองว่าหากเขาไม่เงยขึ้นมาเห็นโต๊ะทำงานตัวเล็กของฤทัยรัตน์ แล้วจะเกิดอะไรขึ้นระหว่างเขากับเปรมปรีดิ์ ห้องนั้น ไม่แปรสภาพเป็นสังเวียนเพื่อสนองกามารมณ์หรอกหรือ คิดมาถึงตรงนี้ก็ต้องสะบัดหน้าแรงๆ หันกลับไปมองยังเบื้องหลังก็เห็นแสงไฟจากตัวบ้านยังสว่างจ้า เหนือขึ้นไปด้านซ้ายคือห้องของฤทัยรัตน์มีแสงรำไรพอให้รู้ว่าเจ้าของห้องหรือผู้อาศัยคนใดคนหนึ่งยังไม่นอน เขาหันกลับมาที่เดิม มองฝ่าความมืดออกไป ตัดสินใจไม่เข้าบ้านและเดินตรงไปยังป้อมยามด้านหน้า เรื่อยเปื่อยไปกับความคิดฟุ้งซ่านหลากหลาย… 

“อ้าว! คุณปาน” ยามถอยหลังให้นายจ้างเมื่ออีกฝ่ายเดินมาหยุดหน้าป้อม “มีอะไรหรือเปล่าครับ”

ถามอย่างกังขา และคิดไปถึงเหตุการณ์ที่อาจไม่ปกติเหมือนทุกวัน ทว่าเจ้าของร่างสูงในชุดเตรียมเข้านอนกลับปฏิเสธ

“เปล่า ไม่มีอะไร แค่นอนไม่หลับ เลยเดินออกมาเรื่อยๆ” 

ไม่พูดเปล่า แต่เขายังเดินเข้าไปภายในป้อมเล็กๆ นั่น ก่อนจะถามหากาแฟเข้มๆ ยามกุลีกุจอหยิบให้ ชายหนุ่มรับไปแล้วก็บอกให้อีกฝ่ายตามสบาย ส่วนเขาก็จัดการชงกาแฟให้กับตนเองเสร็จสรรพ และนั่งนิ่งอยู่บนเก้าอี้เช่นนั้น สร้างความประหลาดใจให้กับยามคนเดิมเป็นทวีคูณ แต่ผู้น้อยหรือจะกล้ามีปัญหากับผู้ใหญ่กว่าได้ เขาจึงทำหน้าที่ของตนเองอย่างเต็มที่ ถือเสียว่าวันนี้นายจ้างให้เกียรติมาอยู่เป็นเพื่อน และปล่อยให้อีกฝ่ายนั่งเหม่อมองไปไกลนานเท่าที่ใจปรารถนา…










เข้าไปกดสั่งจองที่เพจ นิราอรบุ๊คส์ นะคะ พอครบตามจำนวนแล้ว นิราอรจะส่งเลข บช.ให้โอนเงินค่ะ ขอบคุณค่า









ให้กำลังใจนักเขียน
นักเขียนได้รับกำลังใจแล้ว!
นักเขียนได้รับกำลังใจแล้ว 40 ครั้ง

นิยายที่ผู้อ่านนิยมอ่านต่อ

loading
กำลังโหลด...

8 ความคิดเห็น