ตอนที่ 9 : Ethora (4)

  • เนื้อหานิยายตอนนี้เปิดให้อ่าน
  • View : 283
    จำนวนคนให้กำลังใจ : 26 ครั้ง
    15 พ.ค. 62

ตอนที่ 9 : Ethora (4)

 

            “โอ๊ย”

            เสียงของเฟี๊ยตร้องดังขึ้นหลังจากตัดสินใจหยิบดอกไม้สีชมพูที่มีเกสรสีเหลืองตรงกลางเข้ามาเคี้ยวและกลืนลงคอ เขาเอามือกุมหน้าอก ก่อนจะร้องออกมาเสียงดัง

            “ใช้ได้นี่” อีกฝ่ายพึมพำเบาๆ

            “ไม่ตายครับ แฮ่”

            เฟี๊ยตพูดขำๆ พร้อมกับยกมือสองข้างชูขึ้นเป็นการแสดงว่า เขายังมีชีวิตรอดและน่าจะผ่านการทดสอบของอีกฝ่ายแล้ว ชายที่ยืนอยู่หลังเคานเตอร์พยักหน้าเบาๆ

            “เอ็งรู้ได้ยังไงว่าต้องกินดอกไหน อย่าบอกนะว่าเดา” ชายคนนั้นพูดเชิงจับผิด

            “ผมก็บอกว่าผมไม่โง่ไงครับ อาจารย์” รัฐกิจยิ้ม

            “อย่าเพิ่งมาเรียกข้าว่าอาจารย์ ตอบเหตุผลมาก่อน”

            “ดอกซ้าย คือ ดอกถุงมือจิ้งจอกครับ มีพิษ กินแล้วหัวใจจะเต้นผิดจังหวะ ถึงตายได้ ส่วนดอกขวานี่คือดอกพวงชมพูครับ ปลอดภัย จิ้มน้ำพริกกินก็อร่อยดี” เฟี๊ยตอธิบายด้วยท่าทีมั่นใจ

            “เอาวะ เอ็งนี่ก็ใช้ได้เหมือนกัน ตั้งแต่มาอยู่ในเกมนี่ ข้าก็ไม่เจอคนที่ฉลาดพอจะรับเป็นศิษย์ได้สักคน อย่างนี้ค่อยน่าสนุกหน่อย มา เดินตามข้ามาเลย”

            ชายคนนั้นพูดพร้อมหัวเราะลั่นอย่างกับเปลี่ยนไปเป็นคนละคน ว่าที่อาจารย์ของเขาเดินไปที่ชั้นวางของสูงหลังเคานเตอร์ ก่อนจะเลื่อนกรงชะมดเช็ดไปทางด้านขวาเล็กน้อย เจ้าตัวที่อยู่ในกรงนั่นขู่เขาฟ่อเมื่อเห็นเขาเดินไปใกล้ ด้านหลังของกรงนั่นเป็นสลักอะไรสักอย่าง เจ้าของร้านเอื้อมไปจับไว้มั่นก่อนจะหมุนไปเสียครึ่งวงกลม ชั่วอึดใจเดียว เขาก็ได้ยินเสียงชั้นนั่นลั่น ก่อนจะค่อยๆ ขยับแยกออกจากประมาณสองเมตร เจ้าชะมดร้องดังอย่างตกใจ สารพัดสัตว์ครึ่งบกครึ่งน้ำกับสัตว์เลื้อยคลานที่อยู่ในกรงก็พากันร้องและเคลื่อนไหวตัวกันจ้าละหวั่น ด้านหลังชั้นวางของสูงนั่นเป็นประตูบานหนา ชายตรงหน้าหันมามองหน้าเขานิดหนึ่งอย่างเป็นสัญญาณ ก่อนจะเอื้อมมือไปเปิดประตูนั่นออกกว้างและเดินเข้าไปก่อน เฟี๊ยตมองซ้ายมองขวาอยู่เล็กน้อยแล้วจึงตัดสินใจเดินตามเข้าไป

 

 

 

            “เชี่ย”

            เขาเผลออุทานออกมากับตัวเองเบาๆ อย่างคาดไม่ถึง ตอนแรกเขาเดาว่าหลังร้านนั่นก็คงจะเป็นห้องขนาดเล็กสำหรับเรียนหนังสือ เพราะดูจากตัวร้านภายนอกที่เขาเข้ามานั้นมันเล็กนิดเดียว แต่ความจริงกลับเป็นตรงกันข้าม หลังร้านขายยานี่กว้างใหญ่จนต้องแหงนหน้ามองเพดาน ข้างในนี้เป็นเหมือนสวนกึ่งป่าที่เต็มไปด้วยพืชนานาพันธุ์ ตรงปลายทางของสายตาเป็นน้ำตกขนาดใหญ่ไหลลงมาสู่แอ่งน้ำด้านล่างอย่างต่อเนื่อง เสียงกระแสน้ำกระทบหินดังสะท้อนไปมาในห้องกว้าง พื้นที่โดยรอบพื้นหิน ถัดเข้ามาเป็นต้นไม้สูงรกทึบ แล้วจึงเข้ามาเป็นสวนขนาดเตี้ยที่เรียงรายอยู่เต็มไปหมด ตรงกลางของห้องเป็นศาลาขนาดเล็ก ชายวัยกลางคนเดินนำเขาเข้าไปยังศาลาหลังนั้น ในพื้นที่สิ่งปลูกสร้างขนาดเล็กมีโต๊ะกับเก้าอี้ตั้งอยู่ชุดหนึ่ง เฟี๊ยตทรงตัวนั่งลงฝั่งหนึ่งของโต๊ะ เมื่ออีกฝ่ายชี้นิ้วมาเป็นเชิงคำสั่ง

            “ข้าชื่อย้ง เรียกว่าลุงย้งก็ได้”

            ชายเจ้าของร้านขายยาเริ่มต้นพูดอย่างเป็นทางการจากอีกด้านหนึ่งของโต๊ะ ลุงย้งพูดพร้อมกับล้วงไปในเสื้อ พร้อมหยิบแผ่นหนังขนาดใหญ่แบบที่ไม่น่าจะเก็บไว้ในเสื้อได้ออกมาปูบนโต๊ะ พร้อมจัดแจงวางถุงเครื่องยาอีกสองสามถุงตรงด้านหนึ่งด้วย ร่างนั่นยืนอย่างภูมิฐานสมวัยแต่ก็ดูทะมัดทะแมงอย่างบอกไม่ถูก

            “ครับลุงย้ง ผมชื่อเฟี๊ยตนะครับ” เขาพูดพร้อมยกมือไหว้

            “วิชาชีพที่ข้าสอน คือ นักปรุงยาขั้นต้น เรียนทั้งหมด 4 วัน สอบวันที่ 5 ถ้าเอ็งสอบผ่านก็ได้บลีกพรสวรรค์ของอาชีพนักปรุงยาขั้นต้นไป เอ็งก็จะมีอาชีพติดตัว พร้อมกับได้ค่าอาชีพอีกทุกวันวันละ 500 เรกเซด้วย แต่ถ้าสอบไม่ผ่านก็จบ ไม่ได้อะไร แยกย้าย ข้าไม่สอนซ้ำแล้วก็ไม่ให้สอบซ้ำด้วย ถ้าเอ็งสอบไม่ผ่านก็เตรียมหาอาชีพใหม่ได้เลย” เสียงอาจารย์ของเขาเต็มไปด้วยความหนักแน่น

            “ครับอาจารย์ เข้าใจแล้วครับ” รัฐกิจพยักหน้า

            “บทเรียนเริ่มตั้งแต่พรุ่งนี้เป็นต้นไป เอ็งมาเจอข้าที่นี่เวลาบ่ายโมงตรงทุกวัน”

            “ได้ครับ”

            “ว่าแต่นี่เอ็งได้ลองไปที่ป่าทิวสนมาบ้างหรือยัง” ลุงย้งถาม

            “ยังเลยครับลุง ผมเพิ่งเข้าเกมวันนี้วันแรก ยังแค่เดินๆ วนอยู่ในเมืองแค่นั้นครับ”

            เฟี๊ยตตอบไปตามความจริง นี่เขายังเล่นเกมมาไม่ถึง 6 ชั่วโมงในเกมเลยมั้ง อย่าว่าแต่ลองไปป่าทิวสนเลย แค่บลีกที่เขามีเขายังไม่เคยลองเอามาใช้ต่อสู้เลย เคยแค่ลองเรียกออกมาตามที่ไบเบิ้ลแนะนำแค่อย่างละครั้งเอง ยกเว้นก็แต่บลีกเวทมนตร์ที่เขาก็ยังไม่เคยแตะต้อง

            “ห๊ะ นี่เอ็งเพิ่งเข้าเกมมาวันแรกแค่นั้นเรอะ” อีกฝ่ายพูดอย่างตกใจ

            “ครับลุง ยังไม่เคยต่อสู้เลยครับ อันที่จริง ยังเล่นเกมนี่แทบไม่เป็นเลยด้วยซ้ำครับ” เขาสารภาพ

            “นี่อย่าบอกนะว่าเอ็งยังไม่รู้อะไรเกี่ยวกับเกมนี้เลย” อีกฝ่ายขมวดคิ้ว

            “ครับ พูดอย่างนั้นก็ได้ครับ” เขาพูดพร้อมหัวเราะแห้งๆ

            “ได้ลูกศิษย์คนแรกก็วุ่นวายกว่าคาดเสียแล้ว แต่ช่างเถอะ ไหนๆ วันนี้ข้าก็ว่าง เดี๋ยวข้าจะสอนพื้นฐานเรื่องพลังของโลกอีธอร่าให้เจ้าฟังละกัน” อีกฝ่ายพูดพร้อมหัวเราะเบาๆ

 

 

 

            “พลังที่ใช้ในการควบคุมบลีกรวมไปถึงต่อสู้ในโลกอีธอร่ามีด้วยกัน 3 ระดับ ได้แก่ ชี่ จิต และจักระ”

            ลุงย้งพูดเริ่มต้นบทเรียนของวันนี้ขึ้นง่ายๆ มือของชายวัยกลางคนแง้มถุงใส่ของที่วางไว้บนโต๊ะเพื่อดูของข้างในเล็กน้อย ก่อนจะเอื้อมมือเข้าไปจนสุด แขนที่ลึกเกินกว่าความยาวถุงคว้านหาของไปมา ก่อนจะหยิบโหลแก้วออกมา 3 ใบ ด้านในโหลแก้วแต่ละใบมีปลากัดอยู่อย่างละ 1 ตัว

            “พลังชนิดแรกเรียกว่า ชี่ พลังชี่คือพลังที่เป็นพื้นฐานของชีวิต สิ่งที่มีชี่หมายถึงสิ่งที่มีชีวิต ในโลกนี้ ถ้าเอ็งเห็นสิ่งไหนมีชี่ นั่นแปลว่าสิ่งนั้นเป็นตัวละครที่มีชีวิต แปลอีกนัยหนึ่งว่ามีความคิดของตนเอง มีตัวตนอยู่ในโลกความเป็นจริงด้วย แต่ถ้าไม่มีชี่ นั่นแปลว่าไม่มีชีวิต เป็นแค่เพียงตัวละครที่ถูกสร้างขึ้น ไม่มีความคิดอะไรเป็นของตนเอง”

            “ครับ”

            “พลังชนิดต่อมาเรียกว่า จิต พลังจิตคือพลังที่เป็นการสะสมพลังเหนือกายของสิ่งมีชีวิต การรวบรวมจิตจะใช้กับการเพิ่มสมรรถนะให้กับอวัยวะในร่างกาย หรือไม่ก็ใช้เพื่อปลดปล่อยบลีกออกมา ลักษณะสำคัญของจิตคือต้องฝึก ฝึกมากรวมจิตได้มาก ฝึกน้อยรวมจิตได้น้อย ไม่เหมือนชี่ที่เป็นพลังพื้นฐาน ไม่จำเป็นต้องฝึก แต่คอยหล่อเลี้ยงร่างกายอยู่เป็นธรรมชาติ”

            “ครับ”

            “พลังชนิดสุดท้ายเรียกว่า จักระ พลังจักระคือพลังที่เป็นการปลดปล่อยพลังเหนือกายของสิ่งมีชีวิตออกมา การปลดปล่อยจักระใช้ในกรณีที่สิ่งอื่นสิ่งใดที่อยู่นอกร่างกายออกไป เช่น การควบคุมพลังหรือบลีกที่มีความคิดเป็นของตัวเอง จำให้ดีว่าจิตแบ่งออกจากกายไม่ได้ แต่จักระแบ่งออกจากกายได้ จักระเหมือนจิตในข้อที่ต้องฝึกฝน ยิ่งฝึกมากจักระยิ่งแข็งแรงมาก พลังในการต่อสู้หรือใช้บลีกก็จะมากขึ้นเป็นเงาตามตัว”

            “เข้าใจแล้วครับ” เฟี๊ยตพูดพลางพยักหน้า

            “ต่อไปเอ็งลองรวบรวมสมาธิไปที่ดวงตาทั้งสองข้างดู” ลุงย้งพูดต่อ

            “ยังไงนะครับ” เขาถามอย่างไม่เข้าใจ

            “เพ่งสมาธิและความรู้สึกไปที่ดวงตาทั้งสองข้าง รวบรวมความรู้สึกไว้ตรงนั้น เอ็งจะรู้สึกเหมือนกล้ามเนื้อกำลังหดเกร็ง แต่นี่เป็นจิต เขม่นประสาทและการรับรู้ไปที่นั่น สร้างความรับรู้ที่นั่นเป็นพิเศษ”

            “...” เขาเงียบลงอย่างใช้สมาธิ

            “นั่นแหละ เริ่มดีขึ้นแล้ว เพ่งสมาธิไปที่ดวงตาทั้งสองข้างให้มากขึ้นอีก ลดการรับรู้จากร่างกายส่วนอื่นลง ทำเหมือนร่างกายเอ็งไม่มีอวัยวะอื่น มีแค่ดวงตาเพียงสองดวง”

            “...” เขาเพ่งมากขึ้นไปอีก พยายามทำตามที่อีกฝ่ายบอกให้ได้

            “เพ่งไปอีก จ้องไปอีก หดเกร็งประสาทไว้เหมือนกับร่างกายหดเกร็งกล้ามเนื้อ แต่ลดความรู้สึกจากร่างกายลง เพิ่มความรู้สึกจากทางจิตให้มากขึ้น รวบรวมสมาธิ คิดเหมือนดวงตาเราจะมองทะลุผ่านวัตถุตรงหน้าได้ จ้องมองให้ตึงไปด้วยสมาธิมากที่สุด”

            “...”

            “เห็นหรือยัง เอ็งเห็นสีที่กระจายอยู่คล้ายออร่าที่ปลากัดในขวดโหลทั้งสามตัวนี่หรือยัง”

            “เห็นแล้วครับ”

            “เห็นเป็นสีอะไรบ้าง”

            “เหลือง ส้ม แดง เรียงจากซ้ายไปขวาครับ”

            “ถูกต้อง เหลืองหมายถึงชี่ ส้มหมายถึงจิต แดงหมายถึงจักระ นี่คือวัตถุที่ข้าสร้างเอาไว้สอนวิชานี้ เอ็งทำได้ดีมาก เก่งสมปากแฮะ นานๆ ข้าจะเจอคนที่สามารถรวบรวมจิตได้ตั้งแต่ครั้งแรกตั้งแต่ฝึกแบบเอ็ง” ลุงย้งเอ่ยปากชมเปาะ เฟี๊ยตได้ยินจึงหันตามไปเสียงพูด ทั้งที่ดวงตาทั้งสองก็ยังรวบรวมจิตตามคำสั่งไว้

 

 

 

            “ลุงย้งมีออร่าสีเหลือง แปลว่าลุงย้งก็มีตัวตนอยู่ที่โลกแห่งความเป็นจริงใช่ไหมครับ?”

           

 

 

 

 

            นายพินต้า

            ฝากกดติดตามเฟส ทวีต และในแอปนี้ด้วยนะ ^ ^

            อย่าอ่านเพลินจนลืมเมนต์หละ คอมเมนต์เป็นแรงใจที่ดีของนักเขียนมากเลยนะครับผม

ให้กำลังใจนักเขียน
นักเขียนได้รับกำลังใจแล้ว!
นักเขียนได้รับกำลังใจแล้ว 26 ครั้ง

101 ความคิดเห็น

  1. #25 Lilias (@manat34602) (จากตอนที่ 9)
    วันที่ 16 พฤษภาคม 2562 / 23:14
    ลุงย้งงงง
    #25
    0