ตอนที่ 8 : Ethora (3)

  • เนื้อหานิยายตอนนี้เปิดให้อ่าน
  • View : 279
    จำนวนคนให้กำลังใจ : 28 ครั้ง
    15 พ.ค. 62

ตอนที่ 8 : Ethora (3)

 

            The All-inclusive Drug Store ร้านขายยาครอบจักรวาล”

            เสียงของเฟี๊ยตรำพึงออกมาเบาๆ หากมองผ่านๆ ร้านขายยานี่ก็แทบจะสังเกตไม่ออกเลยว่าเป็นร้านค้า เหมือนจะเป็นบ้านทั่วไปเสียมากกว่า เพราะป้ายชื่อของร้านตกมาอยู่ที่พื้น แถมบางส่วนของป้ายก็ยังถูกพุ่มไม้เล็กๆ บังไว้เสียด้วย เฟี๊ยตกวาดตามองอย่างรอบคอบและสนใจ เขาเอ่ยขอบคุณเบาๆ ก่อนจะจัดการเก็บไบเบิ้ลลงคอลลีก และเก็บคอลลีกลงเกมคอนโทรลเลอร์ให้เรียบร้อย มือของเขาเอื้อมไปที่บานประตู ก่อนจะหมุนลูกบิดเบาๆ และเปิดเข้าไปในตัวร้าน

            ร้านยาจัดได้ทึบ อึมครึม แทบจะกลายเป็นโทนมืด

            ชั้นวางของหนาทึบวางระเกะระกะอยู่เต็มร้านไปหมด วัตถุดิบปรุงยามากมายวางไว้ตามชั้นตามโต๊ะตามกล่อง เขาต้องเดินหลบไปตามทางเดินแสบแคบและขมุกขมัว กลิ่นยาสมุนไพรลอยฟุ้งอยู่ในอากาศ สารพัดกลิ่น สารพัดพืช สารพัดพันธุ์ ส่งรสทางฆานประสาทมาตีกันจนยากจะแยกให้ออกชัด ขาของเขามาหยุดอยู่ตรงหน้าเคานเตอร์ขนาดเล็กอยู่ในสุดของตัวร้าน

            ด้านหลังสุดของคลองจักษุเป็นชั้นขนาดสูงสุดเพดาน

            แต่ละช่องแต่ละฉากวางเครื่องที่ใช้ปรุงยาไว้เป็นจำนวนมาก ทั้งสมุนไพรสด สมุนไพรแห้ง ต้นไม้ที่ยังคงอยู่ในกระถาง สารพัดลูกหมากรากพันธุ์ที่อยู่ในถุงบ้าง ตะกร้าบ้าง กองทิ้งไว้บนชั้นบ้าง ไปจนถึงสิ่งมีชีวิตที่ยังคงเคลื่อนไหวอยู่ชั้น กล่องกระจกหนึ่งใส่คางคกตัวเบิ้มที่กำลังนอนหลับ ถัดออกไปอีกสองชั้นเป็นกรงชะมดเช็ดที่กำลังจ้องมองมาที่เขาอย่างสนใจ ไปจนถึงตู้กระจกที่ลิบไปทางฝั่งขวาที่เห็นลำตัวของงูชนิดหนึ่งที่เขาไม่รู้จักสายพันธุ์ ก้มต่ำลงมาหน่อยก็เป็นถังสัตว์น้ำอะไรสักอย่างที่เขาก็ไม่เห็นตัว

            ภายในร้านมีชายคนเดียวยืนอยู่ที่หลังเคานเตอร์

            ชายคนนั้นกำลังจัดการกับเครื่องยาง่วนอยู่บนชั้นของที่วางอยู่ด้านหลังเคานเตอร์ ทรงตัวอยู่บนบันไดไม้ลากเลื่อนขนาดเล็กที่น่าจะมีไว้เพื่อหยิบวัตถุดิบปรุงยาที่อยู่สูงเกินกว่าจะเอื้อมมือได้ เฟี๊ยตยืนรออย่างสงบแต่ก็ขยับตัวเล็กน้อยให้พอมีเสียงส่งให้อีกฝ่ายรู้ว่ามีลูกค้ากำลังเข้ามาในร้าน ผ่านไปครู่หนึ่ง คนที่อยู่บนบันไดนั่นก็เหมือนว่าจะรู้สึกได้ หรือไม่อีกทางหนึ่ง ก็คงจะจัดการธุระของตนเสร็จพอดี ชายวัยกลางคนคนนั้นเคลื่อนตัวลงมาจากบันไดไม้ ก่อนจะเดินก้าวมายืนหน้าเคานเตอร์ที่มีตัวเขาอยู่อีกด้านหนึ่ง

 

 

 

            “ยินดีต้อนรับสู่ร้านขายยา The All-inclusive Drug Store”

            ชายวัยกลางคนค่อนไปทางชราหันมาพูดด้วยน้ำเสียงที่แหบแห้ง ถึงแม้ว่าผมบนศีรษะของคนตรงหน้าจะกระจายเป็นสีดอกเลาอยู่ไม่น้อย แต่ท่าทางของชายคนนี้ก็ดูทะมัดทะแมงและน่าเกรงขาม ที่สำคัญที่สุด ใบหน้าของคนที่อยู่หลังเคานเตอร์นั้นไม่มีรอยยิ้มที่ส่งมาให้เขาแม้แต่นิดเดียว

            “สวัสดีครับ”

            เฟี๊ยตพูดตอบพลางกวาดสายตาไปตามเคานเตอร์ หวังว่าจะเห็นป้าย เครื่องหมาย หรือเบาะแสอะไรสักอย่างที่บอกใบ้ไปในสิ่งที่เขาต้องการได้ แต่จนแล้วจนรอด เขาก็ไม่ได้อะไรเพิ่มเติมแม้แต่อย่างเดียว

            “จะเอายาอะไร ที่นี่ไม่ขายยาสามัญ ถ้าอยากได้ยาพื้นฐานสำหรับใช้รักษาตัวเบื้องต้นตอนออกผจญภัยไปซื้อที่ร้านขายสินค้าสำหรับผจญภัยโน่น ที่นี่ไม่มี ข้าไม่ขาย”

            ชายวัยกลางคนตอบออกมาเสียงห้วน รัฐกิจเผลอกลืนน้ำลายลงคอน้อยๆ ดูเหมือนเจ้าของร้านนี่จะเอาแต่ใจใช้ได้เลยทีเดียว

            “ผมไม่ได้มาซื้อยาครับ”

            เขาลองเชิง มือที่มีรอยเหี่ยวย่นอยู่ไม่น้อยของอีกฝ่ายที่กำลังจะหยิบจับอะไรสักอย่างอยู่บนเคานเตอร์ชะงัก ก่อนจะหันมาส่งสายตาคมให้เขา

            “งั้นก็ออกไป ร้านขายยาไม่ใช่สวนสาธารณะ ไม่ได้มาซื้อยาก็ไม่ต้องมาเดิน”

            เสียงชัดห้วนสวนกลับมา พร้อมกับทำท่าจะหันกลับไปทำงานที่ทำค้างไว้อยู่อีก เฟี๊ยตตกใจไปนิดหนึ่ง แต่ก็ยังทำใจดีสู้เสือ

            “เอ่อ” เสียงเขาฝาดเฝื่อน

            “ออกไป” เสียงนั่นย้ำอีกครั้ง ห้วนแต่ชัดถ้วนกระบวนความ

 

 

 

            “ผมอยากเรียนปรุงยาครับ”

            ชายหนุ่มกลั้นใจพูดไปในที่สุด เฟี๊ยตพูดอย่างมั่นใจและแววตามุ่งมาด ดูเหมือนคำพูดของเขาจะสะกดให้มือของอีกฝ่ายชะงักไปอีกครั้ง

            “ว่าไงนะ” เจ้าของร้านหันมามองหน้า

            “ผมอยากเรียนปรุงยาครับ รับผมเป็นศิษย์ได้ไหมครับ” รัฐกิจย้ำ

            “ไม่ได้”

            เจ้าของร้านตอบสั้นๆ แบบแทบไม่ต้องใช้เวลาคิดแม้แต่นิดเดียว ถึงแม้ว่าจะเป็นคำตอบสั้นๆ แต่ก็ดูจริงจังจนเฟี๊ยตเริ่มหวั่นใจ

            “ทำไมหละครับอาจารย์ ผมอยากมีอาชีพก่อนจะออกเดินทางนี่ครับ”

            ถึงตอนนี้ ชายหนุ่มเองก็ไม่รู้ว่าเขาจะสมัครเรียนปรุงยากับคนตรงหน้าได้จริงหรือไม่ตามกฎของเกมนี้ เฟี๊ยตลองแย้บๆ ไปก่อน ด้วยความสัตย์จริง เขายังแยกไม่ออกเลยว่าคนตรงหน้ามีชีวิต หรือเป็นแค่ตัวละครภายในเกม

            “ข้าไม่ชอบคนโง่ ชัดเจนไหม” อีกฝ่ายยักไหล่

            “แต่ผมอาจจะไม่โง่ก็ได้นี่ครับ” เฟี๊ยตตอบแบบไม่ยอมแพ้

            “นั่นมันเรื่องของเอ็ง ไม่ใช่เรื่องที่ข้าจะใส่ใจ”

            ชายวัยกลางคนพูดยักไหล่ พร้อมกับจะหันตัวกลับไปเหมือนจะไม่สนใจเขาอีก ท่าทางร้านขายยานี่จะไม่สนใจรับลูกศิษย์เพิ่มแม้แต่นิดเดียว

 

 

 

            “แต่ผมอยากเป็นนักปรุงยาจริงๆ นะครับ ให้โอกาสผมเถอะครับ” เขาตื้อ

            “เอ๊ะ ก็บอกว่าไม่ชอบคนโง่ อย่าเซ้าซี้ ไปๆ ข้าจะทำงานของข้าต่อ” อีกฝ่ายพูดพร้อมโบกมือไล่

            “งั้นให้ผมทำแบบทดสอบสิครับ ถ้าผมพิสูจน์ตัวเองได้ว่าไม่โง่ค่อยรับผมเป็นลูกศิษย์ก็ได้นะครับ” เฟี๊ยตไม่ยอมแพ้

            “เอ็งพูดเองนะ”

            “ครับ”

            “ถ้าตัดสินใจจะเข้ารับการทดสอบ เอ็งยกเลิกไม่ได้นะ อย่ามาขี้ขลาดตาขาวกลางคัน มั่นใจไหมหละว่าทำได้ ไอ้หนุ่ม” ชายหลังเคานเตอร์ยักคิ้วให้เขาแบบท้าทาย

            “แน่นอนครับ”

            เฟี๊ยตตอบแบบมั่นใจ ถึงแม้ว่าเขาจะไม่ได้มีความมั่นใจว่าจะเอาชนะแบบทดสอบของคนตรงหน้าได้ แต่เขาก็ยังแทบไม่ได้เล่นเกมอะไรสักนิด ดังนั้น หากเขาแพ้ก็คงจะไม่ได้ส่งผลกระทบอะไรมากมาย แต่ส่วนลึกอีกด้านของเขาก็ไม่ค่อยเชื่อว่าแบบทดสอบจะยากอะไรมากมาย นี่มันแค่เมืองมกราคมแห่งการเริ่มต้นเท่านั้นนะ มันควรจะง่ายที่สุดในเกมสิ

            “ได้ งั้นถ้าเอ็งผ่านการทดสอบของข้าได้ ข้าจะรับเอ็งเป็นศิษย์”

            “ครับ”

            เขาพยักหน้ารับพร้อมใจเต้นน้อยๆ ชายเจ้าของร้านก้มตัวลงไปใต้เคานเตอร์ ค้นรื้อหาของอยู่ชั่วครู่หนึ่ง เสียงรื้อของก๊อกแก๊กสวบสาบนั่นทำเอาเขาตื่นเต้นอย่างบอกไม่ถูก สัญชาตญาณบอกเขาว่า คนตรงหน้าไม่ใช่ครูที่ค่อนไปทางโอบอารีเสียเท่าไหร่นัก เฟี๊ยตยืนรออยู่ชั่วอึดใจ อีกฝ่ายก็กลับลุกขึ้นมาพร้อมกับของในมือทั้งสองข้าง มือซ้ายอย่างหนึ่ง มือขวาอีกอย่างหนึ่ง

            “มีของสองอย่างให้เอ็งเลือกกิน”

            ชายอีกฝั่งของเคานเตอร์พูดพร้อมกับวางดอกไม้ 2 ดอกลงกับโต๊ะ ดอกไม้ดอกแรกทางซ้ายเป็นสีชมพูสวย กลีบดอกเชื่อมต่อกันจนมีลักษณะคล้ายถุง ตรงปลายถุงแยกออกจากกันเล็กน้อย ด้านในของผิวมีลายสีขาวสลับชมพูเข้มค่อนไปทางม่วง ส่วนดอกไม้อีกดอกทางขวาเป็นสีชมพูเช่นกัน โทนแทบจะเหมือนกันทุกอย่างทุกประการ กลีบดอกแยกขาดออกจากกัน แต่ก็เหมือนจะยังมีเชื่อมติดต่อกันในบางส่วน ตรงกลางดอกไม้นั่นมีเกสรสีเหลืองสวยตัดกับกลีบดอกโดยรอบ

            “ครับ”

            รัฐกิจตอบพร้อมมองดอกไม้ทั้งสองอย่างพิจารณา แสงในร้านขายยานี่มีไม่มาก แต่ก็ตรงเคานเตอร์นี่ก็ดูจะชัดที่สุดแล้ว แสงขมุกขมัวฉายให้เขาเห็นสีค่อนข้างจะพอแยกได้ องค์ประกอบของดอกชัดเจนพอสมควร

            “ถ้าเอ็งเลือกกินถูกดอก เอ็งมีชีวิตรอด ข้าจะรับเอ็งเป็นศิษย์” อีกฝ่ายเปรย

            “แต่ถ้าผิดดอก...” เขาเปรย

            “เอ็งก็จะลงไปชักดิ้นชักงอตายกับพื้น”

            มือเหี่ยวย่นผายออกไปยังดอกไม้สีชมพูสดทั้งสองที่วางไว้บนแผ่นหนังขนาดเล็กบนเคานเตอร์ของร้านขายยาครอบจักรวาลนั้น

 

 

 

            “ตาย”

            “จบเกม”

 

 

 

 

 

            นายพินต้า

            ฝากกดติดตามเฟส ทวีต และในแอปนี้ด้วยนะ ^ ^

            ถ้าได้เป็นผู้เล่นจะเลือกกินดอกไหนกัน ดอกซ้ายหรือดอกขวา มาลองทายกันเร็ว ดูซิว่าจะคิดเหมือนตัวเอกของเราไหม

ให้กำลังใจนักเขียน
นักเขียนได้รับกำลังใจแล้ว!
นักเขียนได้รับกำลังใจแล้ว 28 ครั้ง

100 ความคิดเห็น

  1. #24 Lilias (@manat34602) (จากตอนที่ 8)
    วันที่ 16 พฤษภาคม 2562 / 23:10
    ทำไมลุงโหดกว่าเดิมง่า~
    #24
    0