-จบ-◈Jurassic Foster◈ กลายพันธุ์รัก ใต้ธารา

ตอนที่ 9 : ◈ธาราที่8◈

  • เนื้อหานิยายตอนนี้เปิดให้อ่าน
  • View : 5,688
    จำนวนคนให้กำลังใจ : 319 ครั้ง
    23 ก.พ. 61

◈ธาราที่8◈




อากาศเย็นๆจากเครื่องปรับอากาศทำให้เจ้าของห้องอย่างผมค่อยๆขดตัวเข้าไปใต้ผ้านวมมากขึ้น แต่นั่นก็ไม่ได้ช่วยให้ความหนาวเย็นลดลงไปเท่าไหร่ผมเลยคิดจะลุกไปปิดแอร์ที่ทำงานมากว่า8ชั่วโมงตั้งแต่เมื่อคืนทว่ากลับถูกมือของใครบางคนโอบรัดพร้อมดึงให้ลงไปนอนตามเดิม


ไม่จำเป็นต้องหันไปมองก็รู้ทันทีว่าเป็นใคร


มีเพียงคนเดียวเท่านั้นแหละ


“ตื่นเช้านะลูก้า”ผมพึมพำหลังจากเงยหน้าขึ้นไปมองนาฬิกาข้างเตียง ถึงจะไม่สว่างมากก็ยังพอจะเห็นเลขรางๆได้


“ไม่ได้ตื่นเช้าสักหน่อย...สัมผัสเวลาสามขยับมันทำให้ผมรู้สึกตัว”อีกฝ่ายตอบเสียงอู้อีเพราะซุกหน้าเข้ากับหลังผม


“ผมถึงบอกให้ไปนอนอีกห้องไง เวลาผมขยับลูก้าจะได้ไม่ตื่น”


“ไม่ไป”ลูก้าตอบกลับพร้อมกับผมที่พยายามจะลุกขึ้นอีกรอบแต่อีกฝ่ายกลับกอดแน่นขึ้นจนผมได้แต่ถอนหายใจยาวออกมา


“ผมจะไปปิดแอร์”ผมบอกเสียงเบา


“อีกแป๊บไม่ได้เหรอ”


“ไม่ได้...วันนี้ผมต้องไปทำการทดลองที่ห้อง...โอ๊ะ...”อยู่ๆแขนที่กอดเอวอยู่ก็รัดแน่นขึ้น


“ผมพึ่งมาถึงเอง...อยู่ด้วยกันก่อนสิ”


“พูดเหมือนไม่รู้ทางงั้นแหละ...ห้องอาหารก็ชั้น1ไง”ผมไม่คิดว่าลูก้าจะจำเรื่องเมื่อปีก่อนไม่ได้หรอกนะ


“ก็รู้...ขอไปห้องวิจัยด้วยได้ไหม”


“...มันน่าเบื่อนะ”ความจริงก็อยากบอกว่าไม่ให้ไปแต่ถ้าทำแบบนั้นก็เหมือนตอนที่ลูก้ายังเป็นเด็กน่ะสิ


ตอนนี้ลูก้าโตพอแล้วที่จะให้เข้าไปยังสถานที่ต่างๆ แม้ว่าในห้องทดลองจะให้เฉพาะผู้เกี่ยวข้องเข้าผมก็คิดว่าสามารถพาลูก้าเข้าไปได้


ได้ชื่อว่าห้องทดลองคงจะเป็นสวรรค์ของนักวิทยาศาสตร์ทุกคนแต่สำหรับคนธรรมดาที่ไม่ได้สนใจด้านนี้ก็เหมือนกับของน่าเบื่อ 
ดูแล้วลูก้าคงไม่ใช่สายวิทยาศาสตร์หรอก


ขืนไปก็มีแต่นั่งเบื่อเปล่าๆ


“ไม่เป็นไร...ผมอยู่ได้”


“ข้างนอกมีอะไรให้ดูเยอะกว่านะ ทั้งชายทะเลหรือสัตว์ในบ่อต่างๆ”ผมเสนอทางเลือกให้


“พวกนั้นไว้ค่อยไปกับสามทีหลังก็ได้”


“ติดผมเกินไปรึเปล่าลูก้า”ตั้งแต่เมื่อวานที่มาก็เรียกว่าตัวติดกับผมตลอด


“...ก็คิดถึงนี่”คำพูดเบาๆราวกับเสียงกระซิบกลับดังก้องอยู่ในหัวพร้อมหัวใจที่เต้นแรงขึ้น


“ปากหวาน”ถ้าผู้หญิงได้ยินคงหลงกันเป็นแถว


“เคยชิมเหรอ”


“พอเลย...ปล่อยแขนเดี๋ยวนี้ผมจะไปอาบน้ำแล้ว”พูดจบผมก็เริ่มดิ้นให้แขนที่กอดอยู่นั่นคลายออก


“ให้ผมไปด้วยก่อนสิ”ไม่ใช่แค่เสียงที่เข้ามากระซิบแต่ทั้งร่างของลูก้าขยับเข้ามาแนบสนิทจนสัมผัสได้ถึงความอุ่นที่ทำเอาอากาศเย็นๆเมื่อครู่หายไปในพริบตา


“ขะ...เข้าใจแล้ว รีบปล่อยสักที”


“ครับๆ”


ทันทีที่วงแขนคลายผมก็เด้งตัวลุกขึ้นจากเตียงตรงไปปิดแอร์ด้วยความสูง ขืนยังอยู่แถวนั้นด้วยประสาทสัมผัสของลูก้าต้องได้ยินเสียงหัวใจที่เต้นแรงขึ้นของผมได้แน่


แค่ถูกกอดนิดกระซิบหน่อยทำให้ใจเต้นได้เลยเหรอ


อะไรกันเนี่ย


หลังจากนั้นผมก็เข้าไปอาบน้ำก่อนจะตามด้วยลูก้า เสื้อผ้าของลูก้าถูกส่งมาให้ตั้งแต่ช่วงเย็นของเมื่อวานหลังมื้ออาหาร ดูจากเสื้อผ้ามากมายนั่นก็ทำให้รู้ว่าบนเกาะคงจะดูแลลูก้าดีมากกว่าที่ผมคิดไว้อีก


“บนเกาะเป็นยังไงบ้าง”ผมถามระหว่างที่เราส่งลิฟต์ลงไปยังห้องอาหารชั้น1


“ก็ดี มีต้นไม้และภูเขาเต็มไปหมด...ลึกเข้าไปในป่าก็จะมีแม่น้ำไหลผ่าน ทะเลสาบก็มีนะ บนเกาะถึงจะมีถนนหรือตึกแต่ก็สร้างโดยให้มีธรรมชาติเหลืออยู่มากที่สุด เหมือนเป็นดินแดนสำหรับไดโนเสาร์อย่างพวกเรา”


“เห็นว่าไดโนเสาร์บนเกาะไม่ได้อยู่ในกรงจริงรึเปล่า”เรื่องนี้เคยได้ข่าวมาแต่ยังไม่เคยได้ไปเห็นเองสักครั้ง


“ใช่...ส่วนมากจะอาศัยอยู่ตามป่า”


“คงมีแต่พวกกินพืชสินะ”


“ใครบอก...พวกกินเนื้อก็เยอะไม่แพ้กันหรอก”


“จริงเหรอ? แล้วแบบนั้นจะคุมพวกนั้นได้ยังไงล่ะ”ถ้าปล่อยพวกกินเนื้อให้รวมกันต้องเกิดการต่อสู้อย่างเลี่ยงไม่ได้


“มีคน...ไม่สิ...ต้องพูดว่ามีไดโนเสาร์คอยคุมอยู่น่ะ”


“ไดโนเสาร์คอยคุม?”หมายถึงยังไง


“เหมือนจะเป็นไดโนเสาร์ที่หัวหน้าหน่วยปฏิบัติการพิเศษพามาเองเลยมีความสามารถในการควบคุมไม่ให้เกิดการทะเลาะกันของไดโนเสาร์”


“สมแล้วที่เป็นเซโคร”เป็นคนที่เก่งจริงๆ


พวกเราคุยกันเรื่อยจนเดินเข้ามายังห้องอาหาร มื้อเช้าง่ายๆของผมเป็นข้าวผัดพร้อมต้มจืดไข่น้ำถ้วยเล็กแต่ของลูก้าเป็นของค่อนข้างหนักอย่างราเม็ง


“ไปรู้ชื่อราเม็งมาจากไหน”พอนั่งลงที่โต๊ะริมหนาต่างเสร็จผมก็ถามสิ่งที่คาใจ


จริงอยู่ที่บนเกาะมีคนหลากหลายเชื้อชาติแต่ถ้าไม่เคยเห็นหรือได้ยินชื่อก็ไม่สามารถสั่งอาหารต่างชาติอย่างราเม็งได้หรอก


“บนเกาะมีคนสั่ง...ผมเห็นว่าน่าลองเลยสั่งบ้าง...สามไม่เคยกิน?”ลูก้าถามกลับมา


“เคยสิ...ผมชอบที่เป็นน้ำข้นสีขาว”ผมบอกพลางตักข้าวผัดที่พึ่งถูกยกมาเสิร์ฟเข้ามา


“ไม่เคยเห็น”ราเม็งในชามของลูก้าเป็นราเม็งน้ำสีน้ำตาลธรรมดาซึ่งผมก็ว่าดีแค่ไหนแล้วที่คุณป้าแม่ครั้วไม่ถามกลับมาว่าราเม็งคืออะไร


“ไว้จะพาไปกิน”


“ห้ามลืมล่ะ”


“ผมไม่ใช่คนขี้ลืมสัก...”


“หัวหน้าคะ”เสียงหวานของดาวดังขึ้นก่อนที่จะเดินมายังโต๊ะโดยมีเพื่อนสาวอีกสองคนซึ่งก็คือโบกับเมย์ ทั้งสามคนเป็นเจ้าหน้าที่ดูแลสัตว์น้ำทั้งสิ้น


“มาเช้าดีนี่”ปกติจะเริ่มเข้างานประมาณ8โมงดังนั้นส่วนมากจะลงมากินมื้อเช้าตอน7โมงครึ่งแต่นี่พึ่ง7โมงก็ลงมากันแล้ว


“พอดีเราเป็นห่วงเต่าทะเลที่วางไข่ไปเมื่ออาทิตย์ก่อนเลยว่าจะรีบไปดูค่ะ”เมย์สาวผมยาวสีน้ำตาลเป็นคนตอบ


“ดีแล้ว...อย่าลืมดูอุณหภูมิของรังด้วยล่ะ”


“ได้ค่าหัวหน้า...ว่าแต่..หนุ่มคนนี้...”สายตาของเมย์หันไปมองยังลูก้าที่ก้มหน้าก้มตากินโดยไม่พูดอะไร


“ลูก้าคุงใช่ไหมคะ”ดาวตะโกนแทรกเพื่อนสาวด้วยความตื่นเต้น


“ใช่”ผมตอบพร้อมรอยยิ้ม


“สุดยอด...ลูก้าคุงจำพี่ได้ไหม”ดาวเดินเข้าไปหาลูก้าที่นั่งอยู่ฝั่งตรงข้ามผม


“...พี่ดาว”


“ว้าย...หล่อที่สุดเลย”น้ำเสียงของลูก้าดูเหมือนจะทำให้สาวๆหน้าแดงกันเป็นแถว


แหม...น่าอิจฉาจริงๆ


ถ้าเป็นผมไม่มีทางที่พวกเธอจะออกอาการขนาดนี้แน่นอน


“ขอบคุณครับ”


“ยังนิ่งเหมือนเดิมเลยนะ...หัวหน้าลูก้าคุงจะมาอยู่ที่นี่เหรอคะ”ดาวหันมาถามผม


“ตอนนี้ก็ใช่”


“แล้วต้องให้ใครดูไหมคะ”


“ไม่ต้องหรอก...ผมจะพาลูก้าไปห้องวิจัยด้วย”ผมบอกตามตรง


“ห้องวิจัย?...ลูก้าคุงที่นั่นน่าเบื่อจะตายไป พี่พาไปดูพวกสัตว์ทะเลดีกว่าไหม”


“ไม่เป็นไร...ไว้จะไปดูกับสาม”ลูก้าปฏิเสธทันที


“แหม...ติดหัวหน้าจริงๆด้วย งั้นไม่กวนดีกว่า พวกเราขอตัวนะคะหัวหน้า”พอเอ่ยล่าเสร็จสามสาวก็เดินไปนั่งยังโต๊ะถัดไปอีกสองสามโต๊ะ


“เป็นอะไรลูก้า”ผมเอ่ยถามเมื่อเห็นท่าทางของอีกฝ่ายแปลก


“กลิ่นน้ำหอมของพวกเธอทำผมรู้สึกไม่ดี”ลูก้าตอบพลางย่นจมูก


“จมูกดีก็แย่แบบนี้แหละ...แต่พวกเธอก็ใส่น้ำหอมเยอะไปหน่อยผมเองยังได้กลิ่นเลย”ที่ผมพูดถึงไม่ใช่ดาวแต่เป็นผู้หญิงที่ชื่อโบ เจ้าหน้าที่ดูแลสัตว์ทะเลไม่ได้มีกฎว่าห้ามใส่น้ำหอมก็จริงแต่สัตว์บางชนิดก็มีประสาทรับกลิ่นที่ดีมากจึงอาจเป็นปัญหาได้


“อืม...”


“ไหวไหม...ขึ้นไปนอนพักบนห้องดีกว่ามั้ง”


“ไม่เป็นไร...อยากไปกับสาม”


“ดูจะสนใจห้องวิจัยน่าดูนะ ชอบพวกการทดลองเหรอ”ผมลองถามดู


“ก็ไม่ได้ไม่ชอบ...”


“เฉยๆสินะ”ผมพูดประโยคนั้นด้วยรอยยิ้ม


“อืม...เฉยๆ”


“คิก...”


“ขำอะไร?”


“แค่คิดว่าไม่ได้ยินมานานเลยน่ะ คำว่าเฉยๆของลูก้า”รู้สึกคิดถึงนิดหน่อยแฮะ


“...แปลกคน”


“เหรอออ”ผมทำเสียงยาวๆล้ออีกฝ่ายเล่น


“สนุกไหม”ดูท่าลูก้าคงกำลังคิดว่าผมเล่นอะไรอยู่


“สนุกกว่าที่คิดละกัน”ผมยกยิ้มขึ้นก่อนจะตอบกลับไป


“เอาที่สามสบายใจละกัน”คำพูดพร้อมใบหน้านิ่งนั่นๆทำให้ผมหัวเราะเราะออกมาดังลั่น


“คิก...ฮะฮะฮะ”และก็ไม่ใช่แค่ผมเพราะลูก้าเองเองก็หลุดขำออกมาเหมือนกัน


พวกเรากินมื้อเช้ากันอย่างไม่รีบร้อนก่อนที่ผมจะพาเข้าไปยังห้องวิจับหรือเรียกสั้นว่าแล็บ การจะเข้าไปได้อย่างที่เคยบอกไปว่าต้องมีบัตรผ่าน สำหรับลูก้าผมพาเดินเข้ามาง่ายๆโดยใช้บัตรผ่านของผม


ภายในห้องวิจัยแรกเป็นส่วนที่มีแสงมากที่สุด เป็นห้องสำหรับมานั่งประชุมหรือทำงานเกี่ยวกับเอกสารหรือคอมพิวเตอร์ ด้านในลึกเข้าไปจะเป็นห้องทดลองย่อยจำนวน5ห้องแต่ละห้องก็มีเครื่องมือที่แตกต่างกันตามการทดลองนั้นๆ


“นั่นใคร?”คำถามแรกของพายุรองหัวหน้าฝ่ายวิจัยและดูแลสัตว์น้ำดังขึ้นทันทีที่หันมาเห็นคนหน้าไม่คุ้นเดินตามหลังผมเข้ามา ยุตอนนี้อยู่ในสภาพหัวฟูจากการใช้มือขยี้ ถ้าถามถึงเหตุผลว่าทำไมต้องขยี้คงเป็นเพราะเอกสารในมือนั่นแน่นอน


“ยังไม่เคยเจอกันสินะ ผมขอแนะนำนะ...ยุนี่ลูก้า ไดโนเสาร์กลายพันธุ์ที่ผมเคยดูแลเมื่อปีก่อน ลูก้านี่พายุเรียกพี่ยุก็ได้เขาเป็นรองหัวหน้าของผมเอง”ผมแนะนำทั้งคู่ให้รู้จักกัน


“อ้อ...เด็กที่ทำให้นายซึมหนักไปตั้งหลายเดือนสินะ”


“ไม่ได้ซึมสักหน่อย”ผมรีบเดินเข้าไปประชิดพร้อมพูดด้วยน้ำเสียงแข็งๆ


อย่าทำให้ผมอายต่อหน้าลูก้าเชียวนะ


“ก็ซึมเห็นๆ”


“ยุ”


“...สวัสดี...ผมยุ”ยุเลิกสนใจผมแล้วเดินไปทักทายลูก้า


“ลูกก้า...ครับ”


“สามอยู่กับนายแล้วคงเหมือนเด็กแน่”


“หยุดล้อเลยนะ...แล้วงานไปถึงไหนแล้ว”ผมรีบเปลี่ยนเรื่องก่อนที่จะโดนล้อเรื่องส่วนสูง


ผมรู้ดีตั้งแต่ที่เจอกันแล้วว่าลูก้าสูงเลยผมไปมา อาจจะร่วม10เซนได้


น่าโมโหก็จริงแต่ก็ต้องยอมรับความจริงให้ได้


“งาน?...อ้อ กะจะบอกอยู่ว่าข้อมูลที่ได้เหมือนจะไม่พอเลยกำลังให้พวกวุธไปรวบรวมเพิ่มอยู่”


“งั้นวันนี้ก็ทำอะไรไม่ได้น่ะสิ”ถ้าข้อมูลยังไม่เสร็จจะทำอะไรต่อก็คงไม่ได้


“ใช่...กำลังจะโทรไปบอกเลย”


“งั้นวันนี้เราก็กลับไปนอนต่อละกัน”ผมพูดติดตลก


“ดีๆ...ผมง่วงมากเลย แต่เหมือนยังไม่ได้บอกพี่พลนะ...โทรบอกดีไหม”ยุถามความเห็น


“ยุว่าไงล่ะ”ผมไม่ตอบแต่ถามกลับด้วยรอยยิ้มเจ้าเล่ห์


“เขียนโน้ตแปะไว้หน้าห้องดีกว่า”


“จัดไปเลยยุ...ให้ช่วยไหม”


“ไม่ต้องๆ...ไหนๆก็ว่างลองพาเขาไปพิพิธภัณฑ์ดูสิ”ยุเสนอ


“พิพิธภัณฑ์?...ก็ดีนะ ขอบคุณสำหรับคำแนะนำ”


“อืม...เจอกันพรุ่งนี้”พดจบก็ยกมือขึ้นส่ายไปมาเป็นการลา


“แน่ใจว่าไม่ให้ไปส่งห้องนะ”สภาพแบบนี้อาจล้มระหว่างทางกลับก็ได้


ผมนึกถึงตัวเองตอนหักโหมทำการวิจัยได้เลย


แทบคลานกลับห้อง ถ้าไม่ไหวจริงผมก็จะนอนพักที่นี่ไปก่อน ถึงจะเป็นห้องวิจัยแต่ก็มีห้องนอนให้อยู่สองห้องสำหรับคนที่จะอยู่ค้างซึ่งผมว่ามันดีมากเลยล่ะ


“อืม...ไหวน่า”


“งั้นแล้วเจอกัน”ในเมื่อบอกว่าไหวผมก็จะเชื่อตามนั้น


จากนั้นผมก็พาลูก้าเดินไปยังตึกด้านหน้าซึ่งเป็นส่วนพื้นที่จัดแสดงสัตว์น้ำหรือพิพิธภัณฑ์สัตว์น้ำนั่นเอง พิพิธภัณฑ์สัตว์น้ำที่นี่มีขนาดใหญ่เป็นอันดับหนึ่งของประเทศไม่ว่าจะเป็นสัตว์น้ำนานาพันธุ์ที่อยู่ตามตู้โชว์ขนาดเล็กไปจนถึงขนาดกลาง


เมื่อเดินเข้าไปลึกขึ้นก็จะเจอกับอุโมงค์น้ำขนาดใหญ่ยักษ์ที่สัตว์น้ำลึกว่ายอยู่รอบๆ ถัดออกไปอีกก็จะเป็นส่วนของการแสดงปลาโลมากับแมวน้ำ


เรียกว่ามาที่เดียวได้เห็นสัตว์น้ำแทบทุกชนิดก็ว่าได้


“สาม...ที่นี่...”เสียงของลูก้าดังถึงเมื่อเรามาหยุดยู่หน้าประตูทางเข้าพิพิธภัณฑ์ ใบหน้าของลูก้าดูเหมือนคนกำลังพยายามอดทนกับเสียงรอบตัวที่ดังอยู่


ปกติจะมีคนมาพิพิธภัณฑ์มากอยู่แล้วแต่เสียงที่ทำให้ลูก้าถึงกลับขมวดคิ้วไม่ใช่เสียงคนนักท่องเที่ยวปกติ


“เด็กๆ เงียบหน่อยนะ จัดแถวเรียงตามความสูงเร็ว”


“ครับ”


“ค่า”


ทันทีที่อาจารย์ตะโกนด้วยไมค์ขนาดพกพานักเรียนเกือบร้อยชีวิตก็พากับขานรับก่อนจะวิ่งจัดแถวกันวุ่นไปหมด


อย่าว่าแต่ลูก้าเลยผมเองก็รู้สึกปวดหูกับเสียงเล็กๆที่ดังไม่หยุดนี่เหมือนกัน


“กลับกันก่อนดีไหม”เหมือนเราจะมาผิดเวลา


ไม่คิดว่าวันนี้จะมีโรงเรียนพาเด็กมาทัศนศึกษา แบบนี้เดินเข้าไปคงมีแต่เสียงเจี๊ยวจ๊าวตลอดทางเป็นแน่


“อยากไปดู...กลิ่นสัตว์เต็มไปหมด”ลูก้าหันมาบอก


“แน่ใจนะว่าไม่เป็นไร...เสียงมันดังอยู่นะ”ถึงไม่ได้มาวันนี้ผมก็พาลูก้ามาวันอื่นได้อีก


“ไม่เป็นไร...ไปกันเถอะ”


“ถ้าว่าแบบนั้นก็ได้ ไปกัน”พูดจบผมก็เดินนำลูก้าไปด้านใน ด่านแรกที่ต้องผ่านคือพนักงานตรวจบัตร


สำหรับคนที่มาเที่ยวต้องแสดงบัตรก่อนจะได้รับอนุญาตให้เข้าไปแต่สำหรับพนักงานในศูนย์วิจัยนี่สามารถเข้าชมได้ฟรี
แน่นอนว่าลูก้าไม่มีสิทธิ์นั้นจึงต้องให้อำนาจจากผมเล็กน้อย


ดูเหมือนเส้นผมสีฟ้าแซมแดงของลูก้าจะเป็นที่สนใจของเด็กและผู้ใหญ่อีกหลายคนมาก ขนาดเข้ามาด้านในแล้วเด็กกลุ่มอื่นที่เข้ามาก่อนยังหันมามองเป็นตาเดียว


เด็กขนาดนั้นคงไม่รู้จักไดโนเสาร์กลายพันธุ์หรอก


“สาม...ที่นี่มีไดโนเสาร์ไหม”ลูก้าเข้ามากระซิบถามระหว่างเดินชมส่วนแรก พิพิธภัณฑ์นี้จะไล่ตั้งแต่สัตว์น้ำตื้นไปจนถึงสัตว์น้ำลึกอย่างฉลาม ส่วนจัดการแสดงจะอยู่ถัดออกไปอีกหน่อย


“จะว่ามีก็มีนะ แต่ต้องไปอยู่ตรงโซนน้ำลึก...ตอนนี้ก็ดูพวกน้ำตื้นก่อนละกัน ลูก้ารู้จักปลานั่นรึเปล่า”ผมถามพลางเดินเข้ายังตู้ขนาดใหญ่ที่มีปลาตัวเล็กๆว่ายอยู่เต็มไปหมด


“ปลาการ์ตูน”


“รู้จักด้วยสินะ”


“เคยเห็นตอนว่ายในทะเลแถวเกาะ...น่าสนใจเลยลองไปหาข้อมูลดู”


“โห...งั้นรู้ไหมว่าตัวนี้เป็นปลาการ์ตูนพันธ์อะไร”แบบนี้ต้องทดสอบความรู้กันสักหน่อย


ตู้กระจกนี่มีปลากระตูหลายสายพันธ์ว่ายรวมกันอยู่ ส่วนปลาการ์ตูนที่ผมชี้ให้ลูก้าทายเป็นปลาที่มีสีแดงใสทั่วทั้งร่างโดยมีจุดเด่นอยู่ตรงลายสีขาวที่ลากยาวตั้งแต่ส่วนหัวไปยังหางเป็นเส้นเดียว


“...ปลาการ์ตูนอินเดีย”


“สุดยอดไม่คิดว่าจะทายถูกนะเนี่ย”ชื่อที่ลูก้าพูดเป็นคำตอบที่ถูกต้อง ปลาการ์ตูนอินเดียเป็นปลาที่จะเจอเฉพาะแถบอันดามันเท่านั้น


“ผมอ่านป้ายข้างบนเอา”คำตอบจากลูก้าทำเอาผมขมวดคิ้วก่อนจะมองขึ้นไปตามที่บอกจนเจอเข้ากับป้ายสีสันสดใสอธิบายถึงลักษณะและสายพันธ์ของสัตว์ที่ว่ายอยู่ภายในอย่างละเอียด


“อ่านแบบนี้ขี้โกงนี่”ผมก็นึกว่ารู้เอง


“สามไม่ได้บอกว่าห้ามอ่านนี่”


“...ทำแบบนั้นก็ไม่มีประโยชน์ที่จะถามน่ะสิ”


“ใครจะรู้จักสัตว์น้ำทุกชนิดกัน...สามทำได้เหรอ”


“แน่นอน ถ้าเป็นสัตว์น้ำผมรู้จักหมดแหละ”พอได้โอกาสผมก็ยืดอกด้วยความภาคภูมิใจ


นี่เป็นครั้งแรกที่ผมจะได้อวดว่าตัวเองมีความรู้เหมือนกัน


ตอนไปสวนสัตว์ครั้งก่อนค่อนข้างทำผมขายหน้าเหมือนกันที่ไม่รู้จักไดโนเสาร์หรือสัตว์บางชนิดที่อยู่นั่นแต่ถ้าเป็นสัตว์น้ำหรือไดโนเสาร์น้ำ ไม่สิ แม้แต่สัตว์ครึ่งบกครึ่งน้ำผมก็สามารถจำชื่อของพวกมันได้หมด


“สามอาจแอบดูป้ายก็ได้ใครจะรู้”คำดูถูกนั่นทำเอาผมคิ้วกระตุก


“ไม่ทำหรอก ผมสามารถบอกได้มากกว่าป้ายแน่นอน”ในป้ายส่วนมากมักจะสรุปสั้นๆเพื่อให้คนอ่านเข้าใจง่าย


“แปลว่าถ้าผมชี้ไปตัวไหนสามก็จะตอบได้ทันทีสินะ”


“แน่นอน ลองชี้มาสักตัวสิ”ผมท้าด้วยใบหน้าอันเปี่ยมไปด้วยความมั่นใจ


“ตรงนี้อาจง่ายไป เดินไปก่อนแล้วผมจะถาม”ลูกบอกก่อนจะเดินเข้าไปยังโซนต่อไป


พวกเราเดินมาเรื่อยๆจนถึงส่วนของแมงกะพรุน ภายในนี้มีแมงกะพรุนเกือบทุกสายพันธ์ที่ถูกรวบรวมมากจากทั่วโลก โซนนี้ยังมีการให้สัมผัสเนื้อแมงกะพรุนที่ตายแล้วด้วย...


ถ้ามาถูกเวลานะ


“จับได้สินะ”ลูก้าเดินเข้าใกล้พนักงานในชุดสีขาวด้วยความสนใจ บนโต๊ะด้านหน้ามีแมงกะพรุนประมาณ3ชนิดให้จับได้


“จับได้ครับ เราเอาพิษออกเรียบร้อยแล้ว...โอ๊ะ ด๊อกเตอร์นทีธารใช่ไหมครับ”พนักงานในชุดขาวหันมาถามผมด้วยใบหน้าตกใจเล็กน้อย ดูจากเสื้อผ้าด้านในคงเป็นนักศึกษาที่มาฝึกงานสินะ


“ครับ”


“อยากเจอตัวจริงมานานแล้ว เห็นว่าคุณสามารถแยกสัตว์น้ำที่ป่วยได้เพียงแค่การมองเท่านั้นจริงเหรอครับ”น้ำเสียงตื่นเต้นที่ได้ยินนั่นทำให้ผมหลุดยิ้มออกมา


“ก็จริงอยู่นะ แต่มันไม่ได้ยากอย่างที่คิดหรอก ถ้าเราคลุกคลีกับพวกมันมากๆเราจะรู้ถึงลักษณะนิสัยของแต่ละสายพันธ์ พอเรารู้ก็จะสามารถแยกแยะได้ว่าพวกมันต่างจากปกติยังไง”ผมอธิบาย


“จะบอกว่าคุณสามารถจำลักษณะของสัตว์น้ำทุกตัวได้หมดเหรอครับ”


“ไม่หรอก จำได้แค่ส่วนมากน่ะ”


“งั้นถ้าไปเจอสัตว์ที่จำลักษณะไม่ได้จะทำยังไงครับ”เด็กคนนี้มีคำถามเยอะดีแฮะ


“ก็ต้องดูเป็นเคสๆไป...”


“สาม”ลูก้าเรียกพร้อมกับดวงตาสีเงินหันมาสบ 


สายตานั่นเหมือนเด็กที่กำลังเรียกร้องความสนใจเลย


“ครับลูก้า...อยากจับไม่ใช่เหรอ จับได้นะ”คิดถึงตอนลูก้าเป็นเด็กเลย


“อย่าทำเหมือนผมเป็นเด็กสิ ผมโตแล้วนะ”


“โตแค่ตัวเท่านั้นแหละลูก้า”ผมบอกพลางส่งยิ้มไปให้


ถ้าโตจริงคงไม่แสดงสีหน้าแบบนั้นออกมาหรอก


“โตกว่าสามละกัน”


“อย่าพูดเรื่องส่วนสูงนะ”แค่เดินด้วยกันก็เป็นปมแล้ว


“สามดูเด็กกว่าผมอีก”


“ลูก้า”


“สาม”


“เอ่อ...ผมว่าอย่าทะเลาะกันดีกว่านะครับ พวกเด็กกำลังมองมาอยู่นะ”เสียงเรียกจากนักศึกษาฝึกงานทำให้ผมหันไปมองด้านข้างที่มีเด็กประถมหลายสิบคนกำลังมองมา


เพียงแค่เห็นสายตาของพวกเด็กๆผมก็รีบคว้าแขนลูก้าเดินไปยังโซนต่อไปทันที


เล่นทำตัวเด็กๆต่อหน้าเด็กซะได้


น่าอายจริงๆ


“เพราะลูก้านั่นแหละ”ผมบ่นเสียงเคือง


“สามเริ่มก่อนนะ”


“จะโทษกันเหรอ”


“สามแหละโทษผมก่อน”


“เฮ้อ...”เถียงกันต่อสักพักผมก็ถอนหายใจยาวออกมา


“เป็นอะไร...เหนื่อยเหรอ”ลูก้าที่ก่อนหน้านี้ยังยืนเถียงกลับเดินเข้ามาใกล้อย่างห่วงๆราวกับลืมไปแล้วว่ากำลังทะเลาะกันอยู่
เห็นแบบนั้นผมก็ยิ้มออกมาบางๆ


ถึงจะทะเลาะหรือเถียงกันบ่อยแต่ก็ไม่เคยทำให้รู้สึกแย่จนไม่อยากคุยกันสักนิด


“เปล่า...แค่คิดว่าเป็นอย่างที่ยุว่าเลย”


“อะไร”


“ก็ที่ยุบอกว่าเวลาผมอยู่กับลูก้าจะเหมือนเด็กไง”ที่พูดคงไม่ใช่แค่ความสูงแต่เป็นท่าทางตอนอยู่ด้วยกัน


ผมไม่ใช่คนที่ชอบยืนเถียงกับใครแต่พอเป็นลูก้ากลับรู้สึกว่าคุมตัวเองไม่ได้


“ก็เหมือนเด็กจริงๆ”


“ลูก้า”ผมเรียกอีกฝ่ายเสียงเคือง


“ครับ”


“ไม่ต้องมายิ้มเลย...กวนกันเห็นๆ”


“ใครเห็นเหรอ?”


“...อ่ะ...”เล่นเอาพูดไม่ออกเลยเนี่ย


“สามนั่นปลาอะไร”ลูก้าถามพลางชี้นิ้วไปยังตู้กระจกขนาดใหญ่ยักษ์ เพราะเดินเถียงกันตลอดทางตอนนี้เราเลยมาถึงยังโซนสัตว์น้ำลึกแล้ว ตู้กระจกนี้ยาวหลายร้อยเมตรและมีที่นั่งสำหรับดูโชว์ดำน้ำให้อาหารปลา


ด้านข้างของตู้กระจกนี่เชื่อมกับอุโมงค์ยาวจนออกไปถึงส่วนของการแสดงโลมาด้านนอกเลย


สัตว์ที่ลูกาชี้ไปยังปลาตัวแบนสีออกน้ำตาลเทากลืนกับพื้นด้านล่าง เรียกว่าถ้าไม่สังเกตดีๆก็คงจะมองไม่เห็นแน่


“ตาดีจังนะ”ปกติไม่มีใครมองไปยังด้านล่างที่มีแต่เศษหินพวกนั้นหรอก


“สามไม่รู้เหรอ”ลูก้าหันมามองเมื่อผมไม่ยอมบอกว่าปลาตัวนั้นคืออะไร


“รู้สิ...นั่นปลาฉลามนางฟ้า เป็นปลาฉลามที่มีลำตัวแบนราบเหมือนปลากระเบนโดยมีความยาวประมาณ2เมตร พวกมันอาศัยอยู่ในน้ำลึกประมาณ1300เมตร”ผมบอกไป


“ที่พูดมาเหมือนกับที่เขียนติดไว้เลย”พูดจบลูก้าก็เบนสายตาไปยังผนังด้านข้างที่มีป้างของฉลามนางฟ้าติดไว้ ตัวอักษรบนป้ายเหมือนกับผมที่พึ่งพูดไปเลย


แบบนี้ยอมไม่ได้


“ยังไม่จบสักหน่อย ปลาฉลามนางฟ้าเป็นปลาฉลามที่ออกลูกเป็นไข่ซึ่งไข่ที่ว่าจะไม่ได้คลอดออกมาเหมือนเต่าแต่จะอยู่ในท้องของตัวเมียค่อยๆเติบโตจนคลอดออกมาเป็นตัวครั้งประมาณละ13ตัวได้ การล่าเยื่อของปลาฉลามนางฟ้านั้นจะซุ่มรอเหยื่ออยู่เงียบๆโดยกลืนกับพื้นทะเล...บางครั้งก็จะอยู่กับที่นานเป็นวันเลย”ทุกอย่างที่ผมรู้เกี่ยวกับปลาฉลามนางฟ้าถูกพูดออกมาหมด


พูดขนาดนี้คงจะไม่มีติดอยู่ที่ป้ายไหนอีกหรอกนะ


“สุดยอด”


“แน่นอน”ผมมั่นใจเรื่องข้อมูลพวกนี้มากเลยล่ะ


กว่าจะจำได้ขนาดนี้มันไม่ใช่เรื่องง่ายเลย ต้องค่อยๆใช้เวลาในการจดจำรวมถึงไปศึกษากับตัวจริงด้วย


“ว้าว ใหญ่จังเลย”


“ปลาตัวใหญ่มาก”


ไม่นานเหล่าเด็กประถมก็มาถึงยังตู้ปลาใหญ่นี้ มีเด็กหลายคนที่วิ่งเข้าไปเกาะกระจกเพื่อให้ดูปลาขนาดใหญ่ใกล้ขึ้นแต่ก็มีอีกหลายคนที่มองดูจากที่ห่างๆ ไม่แน่อาจกลัวก็อยู่ก็ได้


“เด็กๆ...ดูเสร็จแล้วไปนั่งตรงนั้นเลยนะ เดี๋ยวจะมีการให้อาหารปลาด้วย”


“ได้ค่า/ครับ”เสียงของเด็กหลายสิบคนดังประสานกันจนลูก้าต้องนิ่วหน้า


“ลูก้า...ปิดหูไว้สิ”ถึงจะช่วยไม่ได้มาแต่ผมก็เอื้อมมือไปปิดหูทั้งสองข้างให้แต่ด้วยความสูงที่ค่อยข้างต่างกันผมเลยต้องเขย่งจนใบหน้าของเราอยู่ใกล้กันมากขึ้น


ลูก้าเองแทนที่จะขยับหน้าออกกลับขยับเข้ามาใกล้ขึ้น นั่นทำให้ผมถอยหลังไปจนติดกับตู้กระจกด้านหลัง ในตอนนี้เสียงเด็กมากมายไม่ได้อยู่ในหัวผมเลยสักนิด


สิ่งที่สะกดให้ผมสนใจคือดวงตาคมสีเงินที่จ้องประสานมาด้วยความรู้สึกที่บอกไม่ถูก


“...สามใจดี”ลูก้าโน้มตัวมากระซิบให้ผมได้ยินเบาๆ


“ขะ...ขยับออกไปได้แล้ว”ผมบอกเสียงสั่น สภาพในตอนนี้ไม่ได้น่าดูสักนิด


“อีกแป๊บได้ไหม”


“อย่ามาต่อรองเหมือนตอนนอนนะ”


“แปลว่าไม่ได้”


“ก็ไม่ได้น่ะสิ”ผมพูดเข้าใจอยากตรงไหน


“ผู้หญิงคนนั้นบอกว่าจะมีให้อาหารปลา”อยู่ๆลูก้าก็เปลี่ยนเรื่องก่อนจะขยับตัวออกไป


“ใช่...เป็นรอบๆ...แต่วันนี้คงมีรอบพิเศษสำหรับเด็กๆที่มา”ผมบอกพร้อมหันไปมองเหล่าเด็กที่นั่งกันจนเต็มพื้นที่ไปหมด 


ประมาณห้าร้อยกว่าคนได้มั้ง


“เราอยู่ดูได้ไหม”


“ได้สิ...ตรงนี้มองไม่ค่อยชัดไปแถวนั้นเถอะ”ผมพาลูก้ามายืนบริเวณที่เหมาะกับการดู แน่นอนว่าต้องอยู่ใกล้เหล่าเด็กน้อยที่ส่งเสียงดังแทบตลอดเวลา


ผ่านไปสักพักใหญ่ก็ยังไม่มีการแสดงเกิดขึ้น ไม่เพียงแค่เด็กที่หันไปถามว่าเมื่อไหร่จะเริ่มแต่เหล่าอาจารย์เองก็หันซ้ายหันขวาเหมือนไม่รู้จะทำยังไงกับสถานการณ์นี้


“เกิดอะไรขึ้นเหรอครับ”ผมเดินเข้าไปหาหนึ่งในอาจารย์เพื่อสอบถาม


“คือทางพิพิธภัณฑ์บอกเราว่าจะจัดการแสดงตอนเที่ยงให้แต่เลยเวลามาเยอะแล้วไม่เห็นเลยค่ะ เราก็ไม่รู้จะติดต่อกับใครได้”อาจารย์สาวตอบกลับมา


“เดี๋ยวผมไปสอบถามให้นะครับ”


“คุณเป็นพนักงานที่นี่เหรอคะ?”


“ก็ใกล้เคียงครับ...ขอตัว”ผมเดินแยกออกไปหาลูก้าที่ยืนรออยู่


“เกิดอะไรขึ้นสาม”


“ผมก็อยากจะรู้เหมือนกัน เราต้องไปถามดู”


“จะไปถามที่ไหน”ลูก้าถามกลับ


“ถามกับเจ้าหน้าที่ไง”


“ยังไง”


“นั่น”ผมชี้ไปยังประตูที่เขียนว่าเฉพาะเจ้าหน้าที่เท่านั้นก่อนจะเดินนำลูก้าเข้าไป


บันไดทางขึ้นยาวไปจนถึงด้านบนของตึก สิ่งแรกที่เห็นคือสระขนาดใหญ่ที่มีเครื่องควบคุมแรงดันน้ำติดตั้งไว้รอบด้านโดยมีกลุ่มคนยืนคุยกันอยู่ด้านข้างด้วยใบหน้าเครียดๆ


“เกิดอะไรขึ้นครับ...ตอนนี้น่าจะมีคนลงไปให้อาหารปลานี่”ผมไม่มีเวลาแม้แต่จะทักทายเหล่าพนักงานที่หันมามองอย่างงงๆว่าผมเป็นใคร


“สาม?...ทำไมมานี่ได้ล่ะ”ชายผมดำซอยส้นอายุประมาณ40กว่าหันมาถาม


“พอดีพาลูก้ามาเดินเล่นครับ...สรุปเกิดอะไรขึ้น”ชายที่ผมคุยอยู่นี่เป็นหัวหน้าคอยดูแลพิพิธภัณฑ์แห่งนี้ชื่อคุณไก่


“ลูก้า?...อ้อ...ใช่เด็กที่มีข่าวลือว่าเป็นลูกเธอสินะ”


“เขาไม่ใช่ลูกผมครับ”ผ่านมาตั้งนานข่าวลือยังไม่หายไปอีกเหรอเนี่ย


“มาก็ดีเลย...ฉันมีเรื่องอยากให้ช่วยหน่อย”


“ใครครับ?”จะให้ใครช่วย


“จะใครล่ะถ้าไม่ใช่เธอน่ะสาม”


“ครับ?”


“ช่วยลงไปให้อาหารปลาหน่อย”


“ห๊ะ?”ผมถึงกับหน้าเหว๋อเมื่อได้ยิน


“พอดีคนที่จะลงวันนี้เกิดท้องเสียกะทันหัน”


“แล้วตัวสำรองล่ะครับ”ปกติน่าจะมีคนแสดงไม่ต่ำกว่า6คน ถ้าคนหนึ่งป่วยก็น่าจะให้ที่เหลือลงไปแทน


“ก็ทั้งกลุ่มนั่นไปกินส้มตำด้วยกันเลยท้องเสียพร้อมกันน่ะ”


“...”สถานการณ์แบบนี้อยากขำแต่ขำไม่ออกสักนิด


ก่อนวันงานใครให้ไปกินส้มตำเล่า


“ช่วยหน่อยนะสาม...เธอดำได้อยู่แล้วนี่”เขายังคงพูดต่อ


“มันก็ได้อยู่หรอกแต่ผมไม่รู้ต้องทำยังไงให้คนดูนี่”ถ้าแค่ดำเฉยๆก็คงไม่อยากแต่นี่เป็นการแสดงให้พวกเด็กๆดู


“ง่ายๆ...ก็แค่ให้อาหารปลา นานๆทีก็เกาะปลาว่ายเล่นเข้าไปถ่ายรูปกับเด็กบ้างเท่านั้นเอง”คุณไก่อธิบายรวบๆ


“สรุปคือผมต้องทำใช่ไหมครับ”


“ใช่”อีกฝ่ายพยักหน้า


“ก็ได้ครับแต่ผมไม่ลงคนเดียวนะ”


“ถ้าจะหาใครลงเป็นเพื่อนบอกเลยว่าที่นี่ไม่มีหรอกนะ...ฉันเองก็ดำไม่เก่งแถมอายุมากขนาดนี้แล้วด้วย”คุณไก่พูดต่อ


“ไม่ใช่คนที่นี่หรอกครับแต่เขาอยู่ที่นี่ด้วย...ลูก้าไง”ผมหันไปมองลูก้าที่กำลังสนใจกับสระน้ำขนาดใหญ่จนไม่เดินตามผมมา


“เขาเหรอ...ว่ายน้ำเป็นรึเปล่า”หน้าของคุณไก่บ่งบอกถึงความหนักใจที่จะให้ใครก็ไม่รู้ลงไปดำน้ำ


“เขาว่ายน้ำเป็นก่อนพูดด้วยซ้ำครับ”หมายถึงในร่างไดโนเสาร์อ่ะนะ


“เธอพูดเองแบบนี้ก็เบาใจหน่อย...เอาสิ...ไปเปลี่ยนชุดซะ ถังออกซิเจนก็อยู่ตรงนั้น”


“อ้อ...ผมลืมบอกไปว่าพวกเราจะไม่ใช้ถังพวกนั้นครับ ขอแค่ชุดกับหน้ากากก็พอ”ผมรีบหันไปบอกเมื่อเห็นพนักงานทำท่าจะไปเตรียมอุปกรณ์ให้


“การให้อาหารต้องใช้เวลาเป็นสิบนาทีเลยนะ คิดว่าจะกลั้นหายใจได้นานขนาดนั้นรึไง”


“ไม่ต้องห่วงครับ...ผมทำได้”นี่อาจเป็นโอกาสดีที่จะได้ฝึกเผื่อต้องเกิดการต่อสู้ในน้ำ


ผมไม่คิดว่าถ้าเกิดการต่อสู้ขึ้นแล้วจะสามารถหอบถังออกซิเจนไปไหนมาไหนด้วยหรอกนะ


“เธอทำได้แต่อีกคนล่ะ”


“ลูก้า...นายดำน้ำได้นานสุดกี่นาที”ผมตะโกนถามไป


จะว่าไปก็ยังไม่เคยถามเลยนี่นะ


“นาที?...ผมกลั้นได้เป็นชั่วโมงนะ”


“...”คำตอบที่ได้รับทำเอาผมยกยิ้มขึ้นผิดกับคนอื่นที่ทำตาโตกันเป็นแถว


สมแล้วที่มีอีกครึ่งเป็นไดโนเสาร์น้ำ


“เราจะไปดำน้ำกัน”ผมเดินไปบอก


“ที่ไหน?”


“ในนี้ไง”ผมชี้ลงไปยังสระตรงหน้า


“น่าสนุกดี...งั้นไปเลย...”


“เดี๋ยวก่อน...หยุด ห้ามแม้แต่ก้าวขาเชียว”ผมรีบดึงเสื้ออีกฝ่ายไว้เมื่อลูก้าคิดจะกระโดดลงไป


“ทำไมล่ะ”


“เราจะลงไปให้อาหารปลา...นายต้องเตรียมของแล้วก็เปลี่ยนชุดด้วย”ผมอธิบายต่อ


“เปลี่ยนชุดทำไม”


“ชุดนี่เวลาอยู่ในน้ำจะทำให้ตัวหนักและเคลื่อนไหวลำบาก...เราต้องเปลี่ยนเป็นชุดที่ง่ายต่อการเคลื่อนไหว”


“ปกติผมก็ใส่ชุดแบบนี้...”


“กรณีของนายน้ำหนักของเสื้อผ้าคงไม่มีความหมายเท่าไหร่สินะ...แต่ยังไงครั้งนี้ก็ต้องเปลี่ยน”ลองคิดสภาพผมกับลูก้าลงไปด้านล่างโดยที่ผมใส่ชุดดำน้ำแต่ลูก้าเป็นเสื้อเชิ้ตกับกางเกงขายาวสิ


น่าขำจะตายไป


“...ก็ได้”นิ่งไปสักพักลูก้าก็ยอม


“ดีมาก...ไปเปลี่ยนชุดกัน”


ไม่ถึง5นาทีผมกับลูก้าก็กลับมายังริมขอบสระขนาดใหญ่ในชุดสีดำของนักดำน้ำ กรณีของผมค่อนข้างชินกันการใส่ชุดแนบเนื้อที่ค่อนข้างอึดอัดนี่แต่ลูก้าเหมือนจะไม่ชอบสุดๆ ดูจากใบหน้าตึงๆนั่นก็เดาได้แล้ว


“ถอดได้ไหม”นี่เป็นคำถามครั้งที่เท่าไหร่แล้วก็ไม่รู้


“ไม่ได้”และผมก็ตอบกลับไปเป็นครั้งที่เท่าไหร่ก็ไม่รู้แล้วเช่นกัน


“อึดอัด”


“เดี๋ยวลงไปก็จะชินเอง”ผมบอกพลางรับหน้ากากมาจากเจ้าหน้าที่ด้านข้าง


“ไม่เอา”ลูก้าหันไปส่ายหัวบอกเจ้าหน้าที่ที่ยื่นหน้ากากสำหรับดำน้ำไปให้


“แต่ว่า...”


“ไม่เป็นไรครับ เขาไม่จำเป็นต้องใช้หรอก”ผมเป็นฝ่ายตอบแทน ถ้ายังบังคับให้ใส่หน้ากากอีกคงอารมณ์บ่อจอยกันพอดี


ความจริงผมเองจะไม่ใส่ก็ได้แต่แรงดันน้ำขนาดนั้นอาจทำให้ตาผมเป็นอันตรายได้ ครั้งก่อนที่กระโดดลงไปหาลูก้าถึงจะมีระดับน้ำลึกแต่ก็ไม่ได้ลึกไปลึกขนาดทำให้ดวงตาเป็นอันตราย อีกอย่างครั้งก่อนผมใส่คอนแทคเลนส์ที่สร้างขึ้นมาช่วยป้องกันสายตาได้แต่ครั้งนี้ผมไม่ได้เอาคอนแทคเลนส์มาด้วย


ต่อจากนี้ผมคงต้องพกคอนแทคเลนส์ติดตัวไปตลอด


“เป็นอะไรสาม”ลูก้าเดินมาสะกินเมื่อเห็นผมนิ่งไป


“เปล่า...ลงไปกันเถอะ”


“อืม...”


“เดี๋ยว...ฉันอยากให้พวกเธอระวังสเตน็อปเทอรีเจียสไว้หน่อย”หัวหน้าอย่างคุณไก่รั้งพวกเราไว้ก่อนจะเอ่ยเตือน


“สะเต...อะไร?”ลูก้าถึงกับงงเมื่อได้ยินชื่อยาวๆจากปากของคุณไก่


“สเตน็อปเทอรีเจียส...เป็นสัตว์เลื้อยคลานทะเลคล้ายโลมาที่มีความยาวได้ถึง4เมตร พวกมันมีส่วนปากเรียวยาวค่อนข้างแหลมกับฟันซี่เล็กๆภายในสำหรับกินสัตว์ทะเลอย่างปลาหรือปลาหมึก...ตัวนี้ไงที่ผมบอกว่ามีไดโนเสาร์อยู่น่ะ ถึงมันจะไม่ใช่ไดโนเสาร์ก็เถอะนะสเตน็อปเทอรีเจียสเป็นสัตว์ดึกดำบรรพ์ยุคเดียวกับไดโนเสาร์”ผมหันไปอธิบายให้ลูก้าฟัง


“อันตรายไหม”ลูก้าถามอีก


“อืม...คิดว่าอันตรายอยู่แต่ไม่มาก...ถ้าเข้าหาอย่างถูกวิธีก็ไม่เป็นอันตรายหรอก”สเตน็อปเทอรีเจียสของพิพิธภัณฑ์มีขนาดอยู่ที่2เมตรกว่า ใหญ่กว่าผมเท่าตัวได้ สัตว์ต่อให้ตัวใหญ่แค่ไหนถ้าเข้าหาอย่างถูกวิธีก็จะไม่เป็นอันตราย


“อืม”


“นี่ลูก้า...ห้ามกลับร่างไดโนเสาร์เชียวนะ”ผมดึงอีกฝ่ายมากระซิบเสียงเบา


“ทำไมล่ะ”


“ผมไม่อยากให้เด็กๆแตกตื่นกัน”ขืนเห็นคนกลายร่างเป็นไดโนเสาร์ใบบ่อโชว์ให้อาหารคงกลายเป็นเรื่องดังข้ามคืนเป็นแน่


“ก็ได้”น้ำเสียงอ่อยๆนั่นแปลว่าคิดจะกลับร่างงั้นสิ


“ไปกันเถอะ”ปล่อยให้รอนานกว่านี้คงไม่ดี


พอลงไปในสระแล้วลูก้าก็ดำลงไปพร้อมกับถังใส่อาหารที่เจ้าหน้าที่พึ่งส่งให้ทันที ผมเองก็ตั้งสมาธิก่อนจะสูดหายใจเข้าจนเต็มปอดจึงจะมุดลงไปใต้น้ำบ้าง


ความเย็นของน้ำแทรกเข้าในชุดดำน้ำจนต้องเม้มปากแน่น นานแค่ไหนแล้วนะที่ไม่ได้รู้สึกแบบนี้


ด้วยความที่จำลองเป็นทะเลในระดับน้ำค่อนข้างลึกเลยจำเป็นต้องมีการควบคุมทั้งแรงดันและอุณหภูมิให้เหมาะสมอยู่เสมอ

 บรรยายด้านใต้เหมือนลงมาอยู่ใต้ทะเลจริงๆถ้าไม่ติดว่าด้านนอกกระจกนั่นเต็มไปด้วยเด็กๆที่วิ่งว่าเกาะกระจกกันด้วยความสนใจ
ลูก้าในชุดดำน้ำแหวกว่ายไปมาโดยมีฝูงปลากะมงยักษ์ว่ายตามอยู่ทั้งฝูง ปลากะมงยักษ์นี่เป็นปลาที่มีลำตัวสีเงินแวววาวและมีความยาวสูงสุดอยู่เกือบ2เมตร อย่างตัวที่ว่ายมาขนาบข้างลูก้าก็เป็นตัวที่ยาวสุดของที่นี่


ปลากะมงยักษ์ตัวนั้นดูจะสนใจลูก้าเพราะว่ายมาคลอเคลียตลอด แน่นอนว่าไม่ได้ต้องการอาหารเพราะถังใส่อาหารถูกวางตกไว้บริเวณก้นบ่อแล้ว


ว่ายน้ำเล่นสบายเลยนะ


ลืมไปรึเปล่าว่าเราต้องมาโชว์ให้อาหารน่ะ


ผมได้แต่บ่นในใจระหว่างที่พาตัวเองลงไปยังพื้นด้านล่าง เหล่าปลากะมงและกระเบนนับสิบพุ่งเข้ามาขออาหารกันพร้อมหน้า เรียกว่าผมนี่แทบขยับตัวไม่ได้เลย ไม่ใช่แค่ปลากระเบนแต่ปลาฉลามเสือดาวก็ว่ายมาฉกแย่งอาหารจากมือผมไปเช่นกัน


เมื่อถูกสัตว์น้ำหลายตัวเบียดผมก็ตัดสินใจทิ้งที่ใส่อาหารแล้วว่ายหนีออกมาก่อน การที่พวกมันมารุมแบบนี้แปลว่าการถูกมนุษย์ให้อาหารทุกวันทำให้เกิดความคุ้นเคย 


กรรร


ระหว่างที่ว่ายออกมาเสียงเหมือนคำรามก็ดังขึ้นพร้อมกับกระแสน้ำที่เปลี่ยนไป พอหันไปมองก็พบกับสเตน็อปเทอรีเจียสสามตัวว่ายตรงมา แน่นอนว่าไม่ได้ว่ายมาหาผมแต่เป็นลูก้าที่ว่ายเล่นอยู่กับฝูงปลากะมงยักษ์


ลูก้าเหมือนจะรู้สึกได้เลยหยุดว่ายและหันไปเผชิญหน้ากับสเตน็อปเทอรีเจียสตรงๆ สเตน็อปเทอรีเจียสตัวที่ใหญ่สุดว่ายมาตรงหน้าลูก้า...ดวงตาขนาดใหญ่ที่ช่วยให้มองเห็นในทะเลชัดขึ้นนั่นกำลังจ้องไปยังดวงตาสีเงินอย่างหาเรื่อง


ลูก้ากำลังโดนหาเรื่อง


ถึงผมไม่รู้ภาษาของพวกมันแต่ถ้าเป็นพฤติกรรมผมรู้ดี อย่างท่าทางที่เผชิญหน้ากันตรงนี้เป็นการหยั่งเชิงว่าอีกฝ่ายจะทำยังไง เป็นไปได้ว่าเพราะพวกมันสัมผัสได้ว่าลูก้าเป็นอะไรจึงมีส่วนหนึ่งที่ยอมจำนนโดยดีอย่างฝูงปลากะมงกับพวกปลากระเบน ส่วนสเตน็อปเทอรีเจียสที่ไม่ยอมจำนนอาจมีสาเหตุมาจากพวกมันเป็นเจ้าถิ่นของที่นี่


การที่มีใครมาทำตัวเหนือกว่าถือเป็นเรื่องที่ยอมไม่ได้


ลูก้า


ผมว่ายเข้าไปใกล้ลูก้าพร้อมสะกิดเบาๆ พอดวงตาสีเงินหันมาสบผมก็พยายามอย่างมาที่จะสื่ออกไปว่าห้ามมีเรื่อง การต่อสู้ในร่างนี้เสียเปรียบมาก ยิ่งอีกฝ่ายมีสามตัวยิ่งแล้วใหญ่


ไม่รู้ว่าลูก้าจะเข้าใจสิ่งที่ผมต้องการสื่อไหม เขาทำเพียงพยักหน้าเล็กน้อยก่อนจะหันไปสบกับดวงตากลมโตสีดำของสเตน็อปเทอรีเจียสอีกครั้งหนึ่ง


ครั้งนี้ลูก้าและสเตน็อปเทอรีเจียสจ้องกันนิ่งๆอยู่สักพักก่อนที่สเตน็อปเทอรีเจียสจะเป็นฝ่ายหมุนตัวกลับ ท่าทางแบบนั้นทำให้ผมอยากถอนหายใจออกมาถ้าไม่ติดว่าอยู่ใต้น้ำ


ท่าทางแบบนั้นแปลว่าพวกสเตน็อปเทอรีเจียสยอมลูก้าแล้ว


ลูก้าหันมาสบตากับผมพร้อมรอยยิ้มบางๆก่อนจะมองลงไปด้านล่างที่มีที่ใส่อาหารวางอยู่ แม้ไม่ได้ยินเสียงผมก็รู้ว่าอีกฝ่ายต้องการให้ลงไปให้อาหารปลาต่อ


นี่เองเหรอที่เรียกว่าการสื่อสารโดยไม่ใช้คำพูด


ไม่ใช่แค่ผมที่เข้าใจดูเหมือนลูก้าเองก็เข้าใจสิ่งที่ผมอยากพูดด้วย


การโชว์ให้อาหารปลาจบลงท่ามกลางความชื่นชมของหัวหน้าอย่างคุณไก่และเหล่าเด็กๆที่วิ่งมาถ่ายรูปฝ่ายตู้กระจกจนผมแทบจะกลั้นหายใจไม่ไหว


ลูก้าเองก็ดูจะสนุกมากที่ได้ว่ายเล่นกับปลานานาพันธ์ ช่วงก่อนขึ้นก็มีพวกสเตน็อปเทอรีเจียสว่ายมาเล่นด้วย


ภาพของลูก้าแหวกว่ายอยู่ท่ามกลางฝูงปลาในร่างมนุษย์ไม่ได้ดูขัดเลยสักนิด รอยยิ้มมุมปากที่ปรากฏขึ้นแทบจะตลอดเวลานั่นทำให้ผมยิ้มตาม


รู้สึกว่าพิพิธภัณฑ์นี่จะกลายเป็นสระว่ายน้ำของลูก้าไปแล้วล่ะ
................................................................................

สวัสดีค่ะ

มาอัพตอนต่อไปแล้วนะคะ

สำหรับตอนนี้เราแต่งขึ้นด้วยความรู้สึกส่วนตัวล้วนๆ ตอนที่ไปพิพิธภัณฑ์สัตว์น้ำแล้วเห็นคนมาโชว์ให้อาหารปลาเรารู้สึกว่าถ้าตัวเองได้ลงไปอยู่ตรงนั้นบ้างจะเป็นยังไงนะ คงจะรู้สึกดีมากๆเลย เราชอบพวกสัตว์และธรรมชาติมากเลยเอาสิ่งที่อยากทำมาแต่งจนได้ตอนนี้ 555

พูดตรงๆ ว่ารู้สึกตลกเวลาสามและลูก้าเถียงกันไปมา

ให้ความรู้สึกไร้สาระแต่อบอวนไปด้วยความละมุนแปลกๆ ซึ่งเราชอบมาก

ใครที่รอฉากบู๊อดใจไม่นานได้อ่านแน่นอนค่ะ

ขอบคุณทุกคนที่คอยให้กำลังใจกันมาเสมอนะคะ

ไว้เจอกันใหม่ในตอนหน้า

บ๊ายบาย


---มุมให้ความรู้เรื่องไดโนเสาร์---

วันนี้ขอนำเสนอสเตน็อปเทอรีเจียส



สเตน็อปเทอรีเจียส อาศัยอยู่ในมหาสมุทรแถบยุโรปซึ่งเป็นสัตว์ที่มีลักษณะคล้ายโลมา ขนาดตัวจะอยู่ประมาณ 2-4 เมตร คาดว่ามันกินปลาหมึกเป็นอาหารและมีดวงตาขนาดใหญ่ไว้สำหรับการมองเห็นใต้น้ำ

เครดิต : Dinosaur Planet


nicedog

♫ ♪ ♪ ღ♫ ♪ ♪ ღ♫ ♪ ♪ ღ♫ ♪ ♪ ღ♫ ♪ ♪ ღ♫ ♪ ♪
ให้กำลังใจนักเขียน
นักเขียนได้รับกำลังใจแล้ว!
นักเขียนได้รับกำลังใจแล้ว 319 ครั้ง

นิยายที่ผู้อ่านนิยมอ่านต่อ

loading
กำลังโหลด...

699 ความคิดเห็น

  1. #675 Danwtlese (จากตอนที่ 9)
    วันที่ 23 ตุลาคม 2562 / 03:04
    น่ารักกกกกกกกดก
    #675
    0
  2. #640 แม่ม๑น้oe (จากตอนที่ 9)
    วันที่ 2 กรกฎาคม 2562 / 09:07
    อยากเห็นลูก้าสู้ในร่างไดโนเสาร์มาก
    #640
    0
  3. #626 pppppppppiim (จากตอนที่ 9)
    วันที่ 9 พฤษภาคม 2562 / 18:09
    ความรู้แน่นเหมือนเดิมเลยย
    #626
    0
  4. #564 mingdaya (จากตอนที่ 9)
    วันที่ 9 พฤศจิกายน 2561 / 07:12
    อ่านแล้วต้องเปิด google ตามตลอดเลย
    #564
    0
  5. #305 Dia dava (จากตอนที่ 9)
    วันที่ 9 เมษายน 2561 / 22:17
    อ่านแล้วอยากลงไปว่ายน้ำด้วยเลยค่ะ
    #305
    0
  6. #250 44784 (จากตอนที่ 9)
    วันที่ 11 มีนาคม 2561 / 12:01
    เวลาเถียงกันมันให้ครสอบอุ่นคุ้นเคยมากๆเลยอ่าา
    #250
    0
  7. #216 Lalaland332221 (จากตอนที่ 9)
    วันที่ 3 มีนาคม 2561 / 15:56
    รอออออออออ อ่านมารวดเดียวเลย
    #216
    0
  8. #215 tasuyu (จากตอนที่ 9)
    วันที่ 1 มีนาคม 2561 / 21:04
    อยากอ่านต่อแบ้วววว รู้สึกลงแดง.ดิ้นไปดิ้นมา
    สู้ๆนะคะไรท์รอค่ะ
    #215
    0
  9. #213 กษิดิศ ปักษี (จากตอนที่ 9)
    วันที่ 25 กุมภาพันธ์ 2561 / 12:37
    ทั้งคู่มีความมุ้งมิ้ง~~~น่ารักกก~
    #213
    0
  10. #212 velaz (จากตอนที่ 9)
    วันที่ 25 กุมภาพันธ์ 2561 / 09:11
    เอ็นดูววววความดื้อของลูก้า เป็นเด็กตัวโตจริงๆนั้นแหละค่ะ 55555 เราชอบเวลาสามกับลูก้านอนกอดกันมากๆ มันทั้งอบอุ่นน ทั้งเขิน งือ
    #212
    0
  11. #211 .pop (จากตอนที่ 9)
    วันที่ 25 กุมภาพันธ์ 2561 / 03:49
    บรรยากาศระหว่างสามกับลูก้าน่ารักมาก แอบเขินเบาๆ
    #211
    0
  12. #210 heyboong (จากตอนที่ 9)
    วันที่ 24 กุมภาพันธ์ 2561 / 21:43
    อ่านรวดเดียวเลยยยย~ ลูก้ากับสามน่ารักกก เถียงกันได้มุ้งมิ้ง ฮ่าาาา อยากให้ลูกก้าสามเจอกับเชสอานโน่ด้วยย คิดถึงงงงง
    #210
    0
  13. #209 Smuffy (จากตอนที่ 9)
    วันที่ 24 กุมภาพันธ์ 2561 / 17:07
    ลูก้าน่ารักกก เขาให้ลงมาให้อาหารปลา ก็มีความลงมาว่ายน้ำเล่นเฉยเลย 555
    #209
    0
  14. #208 sci-ch (จากตอนที่ 9)
    วันที่ 24 กุมภาพันธ์ 2561 / 10:43
    ละมุน มุ้งมิ้งมากกก อยากอ่านตอนต่อไปแล้วค่ะ
    #208
    0
  15. #207 itipza (จากตอนที่ 9)
    วันที่ 24 กุมภาพันธ์ 2561 / 09:41
    ขอบคุณคร่า
    #207
    0
  16. #206 0933683985 (จากตอนที่ 9)
    วันที่ 24 กุมภาพันธ์ 2561 / 07:09
    เหมือเด็กอย่างที่เขาว่า โตแต่ตัวสินะลูก้า5555
    #206
    0
  17. #203 pcard (จากตอนที่ 9)
    วันที่ 24 กุมภาพันธ์ 2561 / 00:47
    ชอบตอนเถียงกัน 555++
    #203
    0
  18. #202 Atk. S. (จากตอนที่ 9)
    วันที่ 23 กุมภาพันธ์ 2561 / 23:13
    รอกว่าฉากบู๊ ก็โคอ่อนกินหญ้าแก่555
    #202
    0
  19. #201 PPP (จากตอนที่ 9)
    วันที่ 23 กุมภาพันธ์ 2561 / 23:12
    น่าเอ็นดูววว ทั้งสามทั้งลูก้าและพวกเหล่าสัตว์น้ำเลย
    #201
    0
  20. #200 Incamisang (จากตอนที่ 9)
    วันที่ 23 กุมภาพันธ์ 2561 / 22:57
    รอ 1 เดือนข้างหร้า สามรับมือน้องลูก้าให้ดีล่ะ หุหุหุ
    #200
    0
  21. #199 aom051 (จากตอนที่ 9)
    วันที่ 23 กุมภาพันธ์ 2561 / 22:45
    อยากอ่านฉากสามบู้อ่าาา
    #199
    0
  22. #198 Monbebe_P (จากตอนที่ 9)
    วันที่ 23 กุมภาพันธ์ 2561 / 22:39
    ลูก้าาาาา
    #198
    0
  23. #197 preesia (จากตอนที่ 9)
    วันที่ 23 กุมภาพันธ์ 2561 / 22:34
    ลูก้ารุกแบบเนียนๆ. เนียนจนสามไม่รู้ตัว🤣🤣🤣
    #197
    0
  24. #196 Kon--Kon (จากตอนที่ 9)
    วันที่ 23 กุมภาพันธ์ 2561 / 22:14
    รอวันที่เด็กน้อยจะกินผู้ใหญ่ 555
    #196
    0