นิยายแห่ง..ชีวิต..ธรรม..คำเตี่ยสอน..ตามรอยพ่อหลวง

ตอนที่ 4 : "ภาคการเรียนที่ ๑. เตี่ยสอนก๊กเฮง" บทเรียนที่ ๔ รถบังคับ กับ การเพียรทำเหตุให้ได้มา

  • เนื้อหานิยายตอนนี้เปิดให้อ่าน
  • View : 20
    จำนวนคนให้กำลังใจ : 0 ครั้ง
    20 ก.พ. 60

๑. "ภาคการเรียนที่ ๑. เตี่ยสอนก๊กเฮง" 

บทเรียนที่ ๔ รถบังคับ กับ การเพียรทำเหตุให้ได้มา

    สมัยเด็กๆก่อนผมเข้าเรียนอนุบาล ผมไปเล่นที่โรงน้ำปลาทั่งโก๋วฮะ ซึ่งเป็นที่ทำงานเตี่ย เห็นพวกเจ้ๆอาฌอียและแม่ช่วยกันล้างขวดน้ำปลา แล้วผมก็ไปเล่นกันเพื่อนรุ่นพี่คนหนึ่งซึ่งเป็นลูกของหลงจู๊ที่โรงน้ำปลา พี่เขามีของเล่นราคาแพงๆเป็นหุ่นยนต์ตัวใหญ่ มีอาหารดีๆกิน และกำลังกินขนมปัง ขนมเค๊ก กับโอวัลติน แต่ผมมองดูตนเองผมถือแค่ขนมแป้งที่ทำเป็นรูปนกตัวเล็กๆประมาณขนมลูกชุบ ผมเห็นเขากินผมก็คิดแค่นั่นคือขนมอะไร จะมีรสชาติเป็นยังไง ธรรมดาของเด็กก็อยากกินอยากลองดู ผมก็คิดในใจแค่ว่า..

    "หุ่นยนต์โตใหญ่แท้ คันเฮาได้เล่นคือสิดีเนาะ"
    "ขนมเป็นตาแซบแท้"
    "ยามกินคือสิแซบคักเนาะ.."

..เมื่อคิดอย่างนั้นเสร็จ ตอนเด็กมันก็คิดแค่นั้นแต่ไม่สืบต่ออะไรมากกว่านั้น แล้วก็เฉยไป..ไม่ใส่ใจอะไรมากมาย แป๊บเดียวก็เลิกติดใจเลิกคิดกับขนมของเขาจนลืมไป..

..แล้วแม่ก็จูงแขนผมพาเดินออกมาเล่นอีกที่ เพราะเกรงใจเขา..พอมาถึงสระน้ำข้างหน้าออฟฟิซ ผมก็นั่งตักปลาเล่นต่อไปสนุกสนานมีความสุขตามปะสาเด็กอายุประมาณ 2 ขวบกว่าๆ





    พอเมื่อผมได้เรียนชั้นประถม ประมาณ ป.๒ คือตอนนั้นผมอายุได้ 6 ขวบ(ผมเข้าเรียนก่อนเกณฑ์ 2 ปี) ตอนนั้นเป็นช่วงวันตรุษจีน ผมได้เงินแต๊ะเอียครั้งแรกในชีวิต เป็นเงิน 15 บาท เป็นเงินเหรียญ ๑ บาท และเหรียญ ๕ บาท ที่เตี่ยเทจากถึงเงินให้ผม ผมดีใจมากได้ซื้อขนมและกินน้ำอัดลมตามประสาเด็ก เพราะที่บ้านจะมีน้ำอัดลมไหว้อาก๋งอาม่าอยู่ 2-3 ขวด
    แล้วตอน ป.๒ ผมก็มีเรื่องฝังใจมากในตอนเด็ก คือครูประจำชั้น ป.๒/๑ จับผมเรียนซ้ำชั้น เห็นว่าผมอายุน้อยเกินไป เพราะผมขึ้น ป๒ ตอนอายุอีก ๒ เดือน ครบ ๖ ขวบ ตอนนั้นเป็นวิชาคณิตศาสตร์ทั้งๆที่เพื่อผมมาลอกผมไปส่งกลับถูก พอผมไปส่งกลับผิด กี่รอบๆก็ผิด ทั้งๆที่ทำอะไรถูกหมดทุกอย่างแล้ว แค่เพียงครูเห็นผมอายุน้อยจึงจะให้ผมเรียนซ้ำชั้นแค่นั้นเองหรือ
    ซึ่งวิชานี้ผมชอบมาก เพราะเตี่ยเป็นเสมียนที่โรงน้ำปลา ทั่งโก๋วฮะ เตี่ยจะสอนวิชาคณิต ภาษาไทย และ ภาษอังกฤษให้ผมประจำ ผมจึงรู้วิชาคณิตดีกว่าเพื่อนบางคน แต่หลังจากวันนั้นผมก็เกลียดวิชาคณิตศาสตร์ และครูคนนี้มากๆ แต่ไม่นานก็ลืมไม่ใส่ใจ เพราะตอนเด็กจะมีใจอยู่กับสิ่งปัจจุบันมากกว่า ไม่เก็บมาคิดเล็กคิดน้อย ไม่ผูกจำผูกโกรธแค้นฝังแน่น ไม่พยาบาทอะไร





    จนเมื่อ ป.๓ ตอนนั้นผมอายุ 8 ขวบ ก็เป็นช่วงเทศกาลตรุษจีนตามปรกติ เพื่อนผมเป็นลูกคนจีนที่มีฐานดีร่ำรวยในตลาดบ้านไผ่ เขามีแต๊ะเอียได้เงินเป็นพัน มีของกินดีๆราคาแพงๆ มีของเล่นดีๆแพงๆตอนนั้นน่าจะเป็น โมเดลเซนต์เซย่า รถบังคับวิทยุไร้สายบ้าง ตอนนั้นก็ราคาหลายตังค์ เขาก็มาเล่นแล้วเอามาโชว์ให้ผมดูตามปกติ ผมก็อยากได้อยากมีแบบเขา ซึ่งตอนนั้นกลับบ้านก็ขอให้เตี่ยกับแม่ซื้อให้..

    ผมพูดกับเตี่ยและแม่ว่า..
    "แม่ๆก๊กเฮงอยากได้รถบังคับ ซื้อให้ก๊กเฮงแน่"

    แม่ผมก็ตอบว่า..
    "แม่บ่มีเงิน ไหนจะต้องเลี้ยงก๊กเฮง ไหนจะต้องส่งเรียนอีก"

    ผมก็กลั้นน้ำตาไว้วิ่งไปหาเตี่ย
    "เตี่ยซื้อรถบังคับให้ก๊กเฮงแน่ ก็เฮงอยากได้"

    เตี่ยก็พูดกับผมว่า..
    "ตอนนี้เตี่ยยังไม่มีตังค์ เอาไว้รอมีเงินก่อนแล้วเราค่อยไปดูกัน"

    แล้วผมก็ร้องไห้ลั่นบ้าน
    "เตี่ยแม่ซื้อให้ก๊กเฮงแน่" (จำได้เลยว่าตอนนั่นนั่งอยู่แล่้วชัดดิ้นชักงอร้องไห้)
    "ซื้อไห้ก๊กเฮงแน่ ฮือๆ" (มีไอสำลักน้ำตาด้วย)
    "ก๊กเฮงขอ..ก๊อเฮงขอ..ฮือฮือ.."

    แล้วผมก็กรีดร้องดังขึ้น นอนชักดิ้นชักงอ
    "อัมแม่..อัมแม่..ก๊กเฮงอยากได้"

    แล้วเตี่ยก็เข้ามากอดผมไว้ พร้อมโอ๋ผม ผมจึงพูดแบบหายใจสะอื้นน้ำตาว่า..
    "หมู่ก๊กเฮงมี ฮึกๆอึก เป็นหยังก๊กเฮงมึบ่ได้คือเขา"
    "พ่อแม่เขายังซื้อให้เขาได้เลย ฮือ..ฮึก.ฮือ(สะอื้น)"
    "ฮือๆ เป็นหยัง ฮือ.."
    "เตี่ยกับแม่คือบ่ซื้อให้ก๊กเฮงคือเขา"
    "เตี่ยกับแม่กะมีตังค์อยู่ คือบ่ซื้อให้ก๊กเฮง.."

    แม่ผมจึงพูดว่า..
    "กะเก็บตังค์ไว้ให้ก๊กเฮงไปเรียนเด๋"

    แล้วผมก็ร้องกรี๊ดขึ้น
    "ฮือ..ฮือ..อยากได้..แม่คือบ่ซื้อให้ผมคือเขา..ฮือๆ"
    "ก๊กเฮงคือบ่มีคือผู้อื่นเขา"
    "ก๊กเฮงอยากได้แบบเขา"
    "เป็นหยังเตี่ยกับแม่คือซื้อให้กํกเฮงบ่ได้"
    "ก๊กเฮงอยากได้คือเขาอะ..ฮือ..ฮือ..
    "พ่อแม่คนอื่นเขายังซื้อให้ลูกได้เลย ฮือๆๆๆ"

    แล้วเตี่ยผมก็เข้ามากอดผมแล้วพูดว่า..
    "ก๊กเฮง..เสี่ยงๆ..ก๊กเฮงเสี่ยงฮ่อ.." แล้วเตี่ยก็ลูบหัวผม
    "บ้านเพื่อนก๊กเฮงเขารวย ซึ่งเราไม่มีอย่างเขา"
    "เราแค่มีกินทุกวันได้ไม่ลำบาก ก๊กเฮงได้เรียนรู้เอาวิชา มันก็ดีหนักหนาแล้ว"
    "คนอื่นเขาลำบากกว่าเรามาก ขนาดข้าวยังแทบไม่มีจะกินเลย"

    แล้วผมจึงพูดกับเตี่ยว่า
    "ก๊กเฮงอยากได้อะ.ฮีก..ฮีกๆๆ" (สะอึกร้องไห้ แต่ไม่ร้องกรี๊ดแล้ว)

    แล้วเตี่ยก็พูดเสริมต่อว่า..
    "เมื่อรู้ว่าเราไม่มีเราก็ต้องอดใจไว้บ้าง.."
    "แล้วดูที่อะไรมันเหมาะสมกับเรา กับฐานะ ไม่เกินกำลังตน"
    "เอาที่ตนไม่ลำบาก"
    "อยู่บ้านเราของเล่นก๊กเฮงก๊มีเต็ม 2 กล่องใหญ่ๆใต้บันได้นั้น ทิ้งแล้วหรือเปล่า"
    "ไปซื้อแพงๆมาใหม่ก็เกินความจำเป้นที่จะใช้จะเล่น มันสนุกแป๊บๆก็เลิกเล่นแล้ว"

    ..ผมก็เลยสะอึกกระซิกๆส่ายหน้าทั้งน้ำตาตอบเตี่ยแทนคำว่า "ไม่" ไปแบบไม่ยอมรับ





    เตี่ยจับไหล่ทั้ง 2 ข้าง พร้อมนั่งลงตรงหน้าผม แล้วก็พูดกับผมว่า..
    "ก๊กเฮง  เสี่ยงฮ่อ ก๊กเฮงคนดี.."
    "ก๊กเฮงต้องยอมรับสิ่งที่ตนมี ที่เราเป็น ที่เราเป็นให้ได้ก่อน"
    "ถึงก๊กเฮงจะไม่ยอมรับสถานะภาพที่ตนเองเป็น"
    "แต่มันก็คือความจริงที่เป็นอยู่จริงๆ"
    "ก๊กเฮงไม่ยอมรับมัน ยอมรับไม่ได้ แล้วหนีมันไปได้มั้ย"
    "ก๊กเฮงไม่ยอมรับความจริง แล้วทำให้ก๊กเฮงได้รถบังคับมั้ยล่ะ"

    ..ผมก็เลยสะอึกๆ ส่ายๆหน้าตอบเตี่ยแทนคำว่า "ไม่" ไป

    เตี่ยก็พูดต่อว่า..
    "นั่นแหละคือความจริง"
    "ทีนี้ก๊กเฮงก็ต้องประมาณตนเอง"
    "เราจนถ้าซื้อรถบังคับวันนี้.. แล้วพรุ่งนี้ก๊กเฮงและทุกคนในบ้านต้องอดตาย"
    "ก๊กเฮงก็ต้องอดตาย ไม่ได้อยู่กีับเตี่ยกับแม่กับเจ้ๆและอาเฮียอีก"
    "ก๊กเฮงอยากให้เป็นอย่างนั้นหรือเปล่าลูก"

    ..ผมก็เลยสะอึกๆ ส่ายๆหน้าตอบเตี่ยแทนคำว่า "ไม่" ไป

    เตี่ยก็พูดต่อว่า..
    "ที่นี้เมื่อรู้อย่างนี้ ก๊กเฮงก็ต้องรู้จักหยุดร้องไห้เสียใจได้แล้วนะ"
    "เพราะร้องไห้ไปเตี่ยกับแม่ก็ไม่มีเงินซื้อให้อยู่ดี"
    "ก๊กเฮงอยากได้เพราะเห็นเพื่อนเขามีใช่ไหม"
    "พอเห็นเขาได้ ก็อยากได้ตามเขาใช่ไหม"
    "เพราะแค่อยากได้เล่นเหมือนกับเขาเท่านั้นใช่ไหม"

    ..ผมก็เลยสะอึกๆ พยักหน้าตอบเตี่ยแทนคำว่า "ใช่" ไป

    เตี่ยก็พูดต่อว่า..
    "อย่าเอาสิ่งที่เขามีเขาเป็นมาผูกมัดใจของเรา"
    "เพราะจะทำให้เราอิจฉาตาร้อนเขา.."
    "ยิ่งอิจฉามากเท่าไหร่ ก๊กเฮงก็ยิ่งทุรนทุรายมากเท่านั้น"
    "อยากจะได้แบบเขา"
    "ดิ้นรนจนจะตายเพื่อที่จะได้แบบเขามา"

    "ถูกใช่มั้ย.."

    "หน้าตาก๊กเฮงก็จะหมองคล้ำขึ้นๆ ห่อเหี่ยวบูดดบึ้ง
    "ไม่ร่าเริง ยิ้มไม่ได้ หัวเราะไมได้ อมทุกข์ตลอดเวลา หาความสุขไม่ได้ตลอดชีวิต"

    "เหมือนที่เป็นในตอนนี้เลย..ก๊กเฮงชอบที่จะเป็นแบบนี้หรือ"
    "ไม่ชอบใช่มั้ย"

    ..ผมก็เลยสะอึกๆ พยักหน้าตอบเตี่ยแทนคำว่า "ใช่" ไป

    เตี่ยก็พูดต่อว่า..
    "เมื่อรู้ดังนี้แล้ว..ก๊กเฮงยังจะไขว่คว้าแสวงหาเอาตามเขาอยู่อีกหรอ"
    "เพราะอยากได้เหมือนเขา ก๊กเฮงเลยต้องทุรนทุรายจะเป็นจะตายอยู่นี้"

    "ทีนี้ก๊กเฮงลองหลับตานะ.."

    ..ผมก็หลับตาตามที่เตี่ยบอก..





    แล้วเตี่ยก็บอกผมว่า..
    "ก๊กเฮงลองนึกตามที่เตี่ยพูดนะ"
    "เมื่อก่อนนี้..เวลาที่ก๊กเฮงไม่มีเหมือนเขา แต่ก๊กเฮงก็เฉยๆไม่ได้อยากได้เหมือนเขา"
    "หรือตอนก๊กเฮงเล็กๆที่เห็นคนอื่นมีอะไรที่ดีกว่าแต่ก๊กเฮงไม่ได้ใส่ใจอะไรกับมัน"

    ..ผมก็นึกย้อนไปตอนเจอเพื่อนคนนั้น เห็นเขาเล่นของเล่นใหม่ๆอยู่ แต่ก็ไม่ได้ใส่ใจอะไร จนนึกไปถึงเรื่องราวเมื่อตอนที่เป็นเด็กที่โรงน้ำปลา เวลาเห็นเขากินของดีๆเล่นของเล่นดีๆแต่เราก็ไม่ได้ใส่ใจอะไร..

    แล้วเตี่ยก็บอกผมว่า..
    "ก๊กเฮงต้องเคยมาดิ้นทุรนทุรายร้องไห้เอาให้ได้อย่างนี้ไหม"

    ..ผมก็ส่ายๆหน้าตอบเตี่ยแทนคำว่า "ไม่" ไป

    เตี่ยก็พูดต่อว่า..
    "เมื่อก๊กเฮงไม่ใส่ใจกับสิ่งนั้น เฉยๆไม่รู้สึกอะไรกับมัน"
    "ก๊กเฮงกลับมีความสุขไม่มาร้องไห้งอแง ได้เล่นอะไรเยอะแยะ มีความสุขกับสิ่งที่มีที่เป็นอยู่จริงมั้ย"

    ..ผมก็เลยสะอึกๆ พยักหน้าตอบเตี่ยแทนคำว่า "ใช่" ไป

    เตี่ยก็พูดต่อว่า..
    "อย่าเอาชีวิตลมหายใจของก๊กเฮงไปฝากขึ้นไว้กับสิ่งที่ไม่ใข่ของเรา ไม่มีในเรา"
    "เพราะสิ่งที่เขามีมันไม่ใช่ของเรา ไม่มีในเรา เราไม่อาจครอบครองมันได้" 
    "ต่อให้เราอยากได้อย่างเขา ชักดิ้นชักงอให้ตายให้ตายมันก็ไม่ได้หรอก"
    "พราะมันไม่ใช่ของเรา ไม่มีในเรา มันไม่ได้มีไว้เพื่อเรา"
    "..ยกเว้นเสียแต่ว่า.."

    ผมก็เลยถามเตี่ยว่า..
    "ยกเว้นอิหยังครับ ฮีก..ฮึก.." (พูดพร้อมเสียงสะอื้น เริ่มจะหายร้องไห้แล้ว)





    เตี่ยก็ตอบว่า..
    "ก็เว้นแต่ว่า..สิ่งนั้นเป็นสิ่งที่มีไว้เพื่อให้ก๊กเฮงครอบครองได้อยู่"
    "แต่..ต้องแลกกับความเพียรอย่างมากกับการสะสมเหตุในสิ่งนั้นเพื่อให้ได้มันมา"
    "ถ้าก๊กเฮงมีการเก็บสะสมเพิ่มพูนในสิ่งที่ตรงที่ถูกต้อง..กับเหตุที่จะทำให้ได้มาซึ่งสิ่งนั้นไปเรื่อยๆ"
    "ทำไม่หยุดหย่อน ไม่ท้อถอย ไม่ล้มเลิกไปกลางครัน ไม่เร่งรีบว่าต้องได้เดี๋ยวนี้ ตอนนี้"
    "ทำเหตุโดยรู้ว่าผลของเหตุนั้นมีอยู่ แม้ไม่รู้ว่าจะเต็มวันไหน ยังไม่ไม่เเห็นรูปร่าง ไม่อาจจับต้องลูบคลำยังไม่ได้ในตอนนี้ แต่เหตุนั้นมันก็เพิ่มขึ้นทุกครั้งที่เราหมั่นทำ"
    "ขยันหมั่นทำจนมันเติมเต็มเพียงพอที่จะแลกเปลี่ยนเอาสิ่งนั้นมาเป็นของเราได้.."
    "ก๊กเฮงก็จะได้สิ่งนั้นมาทันที ไม่ยาก ไม่ลำบาก ไม่ต้องร้องไห้อย่างนี้อีก"
    "นี่เรียกว่า..สิ่งไหนก็ตามที่ยังไม่ถึงเวลาให้เราได้ครอบครองเอามันมาเป็นของเรา"
    "เราก็ต้องทำสะสมเหตุที่จะให้ไเด้มันมาไปเรื่อยๆจนมันเต็ม เพียงพอที่จะแลกมันมา เราก็จึงจะได้มันมาครอง"

    "ก๊กเฮงเข้าใจที่เตี่ยบอกใช่มั้ย"

    ผมก็เลยถามเตี่ยว่า..
    "คันซ้่นก๊กเฮงต้องสะสมเหตุได๋จังได้รถบังคับมา.."

    เตี่ยก็ตอบว่า..
    "รถบังคับ ของเล่น มันต้องใช้เงินซื้อ สิ่งที่ก๊กเฮงจะต้องเก็บสะสมให้ได้รถบังคับมาก็คือ"
    "๑. ความตั้งใจจริงที่จะเก็บสะสมเหตุ.. ก๊กเฮงต้องตั้งใจมั่นไม่หวั่นไหวที่จะเก็บสะสมเหตุให้ได้รถบังคับ"
    "๒. เงิน.. ก๊กเฮงได้ตังค์ไปซื้อขนมถ้าอยากได้รถบังคับก็ต้องแย่งมาเก็บสะสมไว้"
    "๓. ขยัน.. ต้องขยันเก็บอดออมสะสมเงินให้เพียงพอกับซื้อรถบังคับ"
    "๔. ความอดทน.. ก๊กเฮงต้องอดทนไม่ย่อท้อที่จะเก็บเงิน ต่อให้มันยาก มันลำบากแค่ไหนก็ไม่ท้อใจ ตั้งใจทำต่อไป ไม่เร่งรีบที่จะเอาจนทุรนทุรายแล้วเลิกล้มความตั้งใจที่จะทำไป"
    "๕. ใฝ่รู้..ปลูกฝังปัญญา..เรียนรู้แนวทางวิธีทำเงิน แล้วก็คิดริเริ่มสร้างสรรค์มองหาแนวทางและความรู้ใหม่ๆ พร้อมทำในสิ่งที่จะได้เงินมาซื้อรถบังคับมาด้วยตัวเองตามแนวทางนั้นๆที่เรียนรู้คิดค้นริเริ่มสร้างสรรค์ได้..
...ไม่ใช่ไปขโมยเงินแม่นะ ๕๕๕  ๏[-ิ_•ิ]๏ ต้องหาวิธีสุจริตคือไม่คดโกงขโมย..."

    "ก๊กเฮงทำได้อยู่แล้วไม่ลำบากใช่มั้ย เพราะก๊กเฮงเก่ง ก๊กเฮงเสี่ยงฮ่อ"
(เตี่ยจะไม่พูดหรือถามในเชิงที่ว่าผมจะทำได้มั้ยหรือไม่ได้ แต่เตี่ยจะพูดเชิงให้กำลังใจและความมั่นใจว่าผมทำได้แน่นอน เพราะผมเก่ง โตมาผมจึงเข้าใจว่านั่นคือหลักจิตวิทยาอย่างหนึ่งที่จะให้อีกฝ่ายมีความมั่นใจที่จะทำแล้วตั้งใจที่จะทำให้ได้)

    แล้วเตี่ยก็ล้วงกระเป๋าหยิบเอาถุงเงินออกมา เทเงินให้ผม ประมาณ 7 บาท ให้ผมหยอดกระปุกออมสิน เป็นปูนปาสเตอร์รูปช้างสีน้ำตามแดง ผมนี้ดีใจยิ้มร่าหายร้องไห้เลย





    เมื่อผมหยุดร้องไห้แล้ว เตี่ยก็พูดกับผมว่า..
    "ก็เมื่อตอนนี้ก๊กเฮงยังเก็บสะสมเงินไม่พอซื้อรถบังคับ"
    "ก๊กเฮงก็เอาของเล่นเท่าที่มีมาเล่นไปพลางๆก่อน เอาพวกตัวการ์ตูนยางมาพากย์หนังการ์ตูนก็ได้"
    "หรือเอาการ์ตูนตัวต่อตัวเก่าๆมาเล่นมาประดิษฐ์เป็นอันใหม่่"
    "เตี่ยเห็นก๊กเฮงเคยเอาไม้ไอติมมามัดเป็นเรือแพบ้าง"
    "เห็นอาเฮียเคยพาก๊กเฮงไปเก็บเอาเอาลูกโพธิ์แห้งมาต่อเป็นรถล้อตะขาบบ้างล้อ ใหญ่บ้าง แล้วก็เข็ญให้วิ่งได้"
    "ก๊กเฮงลองนึกดูซิว่า..เวลาที่ก๊กเฮงประดิษฐ์ทำได้ด้วยตัวเอง ก๊กเฮงดีใจไหม"

    ผมก็พยักหน้าตอบว่า
    "ครับ"

    เตี่ยก็พูดต่อว่า..
    "เพราะอะไร เพราะเราทำเองใช้ไหม.."
    "เพราะเป็นความภูมิใจที่ตนทำได้ใช่ไหม"
    "มันรู้สึกมีคุณค่ามากๆใช่ไหมเพราะเราทำได้ด้วยตัวเอง"

    ..ผมก็พยักหน้าตอบว่า
    "ครับ"

    เตี่ยก็พูดต่อว่า..
    "นี่ล่ะอะไรที่เราสามารถทำได้ด้วยตัวเอง มันอิ่มใจภูมิใจเพราะฝีมือเรา"
    "ภาคภูมิใจกับความเก่งของเรา"
    "ถ้าก๊กเฮงเก็บเงินซื้อรถบังคับได้ ก๊กเฮงก็จะภูมิใจกับมันแบบนั้นแหละ"
    "หรืออาจจะสุขเดีใจกับมันยิ่งกว่านี้ด้วยซ้ำ"
    "โตมาอาจจะเป็นนักวิทยาศาสตร์ นักประดิษย์สิ่งของ หรือหุ่นยนต์ หรือรถยนต์เทห์ๆก็ได้นะ" 

    ..ผมก็พยักหน้าตอบรับยิ้มอย่างดีใจกับแนวคิดและทำพูดนั้น..




   
    เตี่ยก็พูดถามผมต่อว่า..
    "ก๊กเฮงคิดว่าอาเฮียเก่งไหมล่ะ สามารถประดิษย์แล้วสร้างของเล่นสวยๆดีๆเท่ห์ๆได้
    "อาเฮียน่ะไม่มีเงินซื้อของเล่นแบบก๊กเฮงรู้มั้ย.."
    "เลยต้องเรียนรู้ประดิษย์สร้างสิ่งของแบบที่อาเฮียพาก๊กเฮงทำนั้นแหละ"
    "ทั้งรถของเล่น ทั้งเรือไม้ไอติม ทั้งว่าว แล้วอีกหลายๆอย่าง"
    "แล้วก็ไปเล่นการละเล่นพื้นบ้านกับเพื่อนๆสนุกสนานไปทุกวัน
    "แล้วก็เก็บเงินเอามาให้เตี่ยกับแม่ใช้ด้วย รวมทั้งพวกเจ้ๆทุกคนเลย"

    "ถ้าก๊กเฮงเห็นอาเจ้กับอาเฮียแล้วชื่นชม..ดูว่าเก่งและดี"
    "ก๊กเฮงก็เอาอาเจ้กับอาเฮียเป็นตัวอย่าง"
    "ก๊กเฮงก็เป็นคนเก่ง เพียงแต่ยังเด็กอยู่จึงต้องฝึกหัดเรียนรู้กับผู้ใหญ่หรือคนที่เก่งกว่าเพิ่มอีกเท่านั้นเอง.." 
    "แล้วก็พยายามเรียนรู้ทำในสิ่งที่คิดว่าดีตามเขา"
    "เมื่อทำบ่อยๆ เราก็จะเก่ง ฉลาด จนรู้ชัดเจน"
    "ก๊กเฮงก็นำมาประยุกต์ใช้ประยุกต์ทำในแบบของก๊กเฮงเอง"
    "ทำได้มากเท่าไหร่ ก๊กเฮงก็จะเป็นคนเก่ง และ โตเป็นผู้ใหม่ขึ้นมากเท่านั้น"
    "จำไว้นะลูก"

    ผมก็พยักหน้ายิ้มหวาน(เพราะตอนนั้นได้เงินแล้ว) ตอบว่า
    "ครับ"




แต่เดชะบุญด้วยความเป็นเด็กไม่ค่อยใส่ใจอะไรของผม เมื่อเก็บเงินได้ไม่ถึงเดือน ผมก็ทุบคลังออกสินช้างสีน้ำตาลแดงนั้น แล้วเอาเงินมาซื้อขนมกินเล่นเสียแล้ว....^o^



ตอนเป็นเด็กผมก็ทำได้แค่นั้นแหละครับ อิอิ ก็พอเมื่อโตมาจึงเข้าใจคำเตี่ยสอนทั้ง ๕ ข้อว่าคืออะไร ที่จริงแล้วมันคือ พละ ๕ นี่เอง

๑. ศรัทธา (ความเชื่อ ด้วยรู้เห็นตามจริง โดยอาศัยความยินดีใน)
๒. วิริยะ (ความเพียร มีใจตั้งมั่นประครองในสิ่งที่ทำสะสมเหตุให้สัมฤทธิ์ผล)
๓. สติ (ความรู้เท่าทันอารมณ์ความรู้สึก ไม่เป็นผู้หลงลืมไม่รู้ตัว แยกแยะสิ่งที่ควรหรือไม่ควร)
๔. สมาธิ (จิตตั้งมั่น ไม่ฟุ้งซ่านกวัดแกว่งไปตามอารมณ์ความรู้สึก)
๕. ปัญญา (ใฝ่เรียนรู้ ความรู้เห็นตามจริงในสิ่งทั้งปวง ฉลาดในการปล่อยวาง จนถึงการตัดไม่หลงอีก ความเป็นผู้รู้ ผู้ตื่น ผู้เบิกบาน)

**ซึ่งสติและปัญญาจะเข้าคู่กับตัวอื่นทั้งหมด**



จบบทเรียนที่ ๔








3 ความคิดเห็น