นิยายแห่ง..ชีวิต..ธรรม..คำเตี่ยสอน..ตามรอยพ่อหลวง

ตอนที่ 3 : "ภาคการเรียนที่ ๑. เตี่ยสอนก๊กเฮง" บทเรียนที่ ๓ ปล่อยปลา กับ ศีล

  • เนื้อหานิยายตอนนี้เปิดให้อ่าน
  • View : 16
    จำนวนคนให้กำลังใจ : 0 ครั้ง
    25 ธ.ค. 59

๑. "ภาคการเรียนที่ ๑. เตี่ยสอนก๊กเฮง" 

บทเรียนที่ ๓ ปล่อยปลา กับ ศีล

    ปกติเตี่ยและแม่ผมเป็นคนชอบทำบุญตักบาตรให้ทาน เท่าที่ผมจำความได้ก็ได้นั่งซ้อนท้ายจักรยานเตี่ยบ้าง หรือแม่บ้างไปวัด นั่งรถสามล้อเครื่องบ้างไปที่วัด สมัยนั้นชื่อ วัดป่าโกศลประชานิรมิตร (ปัจจุบันเปลี่ยนเป็นวัดป่าคุ้มจัดสรรค์) ซึ่งมีหลวงปู่นิล มหันตปัญโญ เป็นเจ้าอาวาส ท่านเป็นที่เคารพสักการะแก่คนในอำเภอบ้านไผ่มาก ท่านเป็นลูกศิษย์ทางสายหลวงปู่มั่น ภูริทัตตเถระ ซึ่งสมัยนั้นได้เดินกองทัพธรรมมาผ่านอำเภอบ้านไผ่ ชาวอำเภอบ้านไผ่ จังหวัดขอนแก่นจึงขอให้ทางหลวงปู่มั่น หลวงปู่เสาร์ หลวงปู่สิงห์ เป็นเจ้าอาวาสที่วัดป่าสุมนามัย ซึ่งพระอาจารย์ใหญ่และพ่อแม่ครูบาอาจารย์ทในกองทัพธรรมนั้นได้ให้หลวงปู่นิล มหันตปัญโญ อยู่ที่บ้านไผ่เพื่อเผยแพร่พระพุทธศาสนาสืบไป เมื่อหลวงปู่นิลได้บูรณะวัดป่าสุมนามัยเสร็จแล้ว จึงได้ย้ายมาที่วัดป่าโกศลประชานิรมิตร ซึ่งเป็นวัดในเครืออีกวัด จนสร้างโบสถ์ สร้างศาลา และ ก็เข้าพระนิพพานที่วัดนี้ ถ้าจำไม่ผิดรวมอายุพรรษาท่านได้ 95 พรรษา

    เตี่ยและแม่ผม เมื่อไปทำบุญ หลวงปู่นิลมักจะนั่งรอเตี่ยผมอยู่ที่ใต้ต้นไทรเสมอๆ เมื่อถวายภัตราหารรับพรเสร็จแล้ว แม้ผมก็จะไปจัดกับข้าวให้พระ ส่วนเตี่ยผมมักจะนั่งคุยกับหลวงปู่ และสอบถามกรรมฐานกับลหลวงปู่ จากนั้นก็จะกลับบ้านมาเจริญ ทาน ศีล ภาวนา นั่งสมาธิวันละประมาณ 2-3 ชม.ทุกคืน คือ ตั้งแต่ 19.00 น. ถึง 20.30 น. บางวันก็ 21.00 น. เป็นเวลาของท่านทุกวัน





    เวลาไปวัด เตี่ยกับแม่มักจะพาผมไปปล่อยนก ปล่อยปลา ให้อาหารปลาเป็นปกติ.. มีอยู่วันหนึ่งขณะแม่กับเตี่ยพาผมปล่อยปลา ที่ท่าน้ำในวัด 
เตี่ยผมท่านก็จะบอกว่า..

    "ก๊กเฮงเสี่ยงๆ ก๊กเฮงเสี่ยงฮ่อ" (พร้อมกับเอามือลูบหัวผม)

    "รู้มั้ย เราปล่อยนก ปล่อยปลา และไม่ผูกใจเจ็บโกรธแค้นเกลียดชังอาฆาตคนนี้ได้บุญมาก"

ผมจึงถามว่า..
    "ย้อนอิหยังเตี่ย"

เตี่ยก็ตอบว่า
    "การปล่อยนก ปล่อยปลา ปล่อยสัตว์ คือการช่วยชีวิตเขา ที่ถูกจับมากักขังแล้วจะตายเวลาไหนก็ไม่รู้"

    "ที่เรียกว่า..อภัยทาน..เพราะเราปล่อยนกปล่อยปลาเพื่อหวังให้อิสระสุขแก่เขา หวังให้เขาหลุดพ้นและปราศจากเวรภัยทั้งปวง ด้วยเรามีใจที่ไม่เป็นเวรภัยต่อเขา"

..ผมก็ผงกหัวเหมือนจะรับทราบตามประสาเด็ก..





แต่ผมก็ยังไม่เข้าใจ จึงถามเตี่ยเพิ่มเติมว่า
    "แล้วอภัยทานปล่อยนกปล่อยปลามันเกี่ยวอิหยังกับบ่เคียดผู้ได๋"

เตี่ยก็ตอบว่า..    
    "เวลาที่ก๊กเฮงนั่งอยู่แล้วถูกยุงกัด ก๊กเฮงไม่ชอบใจ โมโหมันที่มากัดก๊กเฮง ถ้าโมโหน้อยก็แค่ปัดๆมันออกไปหรือเปลี่ยนที่นั่ง ..แต่ถ้าผูกใจโกรธมันมากก๊กเฮงก็จะหาทางที่จะฆ่ามัน ตบมันให้ตายไปให้พ้น.."

    "อันนี้เรียก..ใจไม่เป็นอภัยทาน มีใจเป็นเวรเป็นภัยต่อยุง"

    "แล้วเวลาที่ก๊กเฮงโกรธใคร..ก๊กเฮงก็เกลียดคนนั้น ถ้าโกรธน้อยก็แค่งอน แค่ไม่อยากพบเจอคนนั้นในเวลานั้นแค่นั้น ..แต่ถ้าก๊กเฮงโกรธเขามากๆ ก๊กเฮงก็มีใจอยากให้เขาถูกทำร้ายบ้าง อยากให้เขาพบภัยอันตรายหรือสิ่งที่ไม่ดี ให้ตายไปให้พ้นๆบ้าง ใช่ไหม..แม่นบ่.."

ผมก็ตอบเตี่ยว่า
    "แม่นครับ.."

เตี่ยก็พูดว่า..
    "อันนี้เรียก ใจไม่เป็นอภัยทาน..เพราะผูกเวรภัยต่อเขาคือกัน"

    "ดังนั้นเวลาที่ก๊กเฮงคิดพูดทำด้วยใจเอื้อเฟื้อไม่เป็นเวรภัยต่อสัตว์หรือคน ใจก๊กเฮงก็เป็นอภัยทาน สิ่งที่ก๊กเฮงพูดและทำก็เป็นศีล"

    "ศีล คือ เจตนาที่ละเว้นจากความทำร้ายเบียดเบียนผู้อื่น..ด้วยใจที่เอื้อเฟื้อประโยชน์และอิสระสุขให้เกิดมีแก่เขา"

    "..ถ้าก๊กเฮงทำอภัยทานบ่อยๆ ก๊กเฮงก็ได้ศีล..มี ศีล เป็นผลบุญบารมีด้วย"

    "ทีนี้ที่ก๊กเฮงชอบซื้อปลามาเลี้ยง ซื้อมาแล้วก็ทิ้งมันไว้ ไม่ได้เลี้ยงดูให้อาหารมัน แล้วก็ทำมันตายก๊กเฮงก็เป็นบาปรู้มั้ย เพราะเอามันมาขังไม่เอื้อเฟื้อให้อาหารมัน เท่ากับเอามันมาทรมานจนมันตาย นี่บาปนะรู้มั้ย เพราะผิดศีล"

    "ผิดศีลนี้ต้องตกนรก ลงกระทะทองแดงนะ"
    "ถ้าก๊กเฮงไม่อยากตกกระทะทองแดง ที่มีน้ำมันร้อนๆลวกก็ต้องมีศีล"
    " แล้วเลิกเอาปลามาเลี้ยงทิ้งเลี้ยงช้างได้แล้วรู้มั้ย"

ผมก็ตอบเตี่ยด้วยความเข้าใจเรื่อง อภัยทาน กับศีล ขึ้นมาบ้างนิดๆตามที่เด็กจะพอเข้าใจได้.. แต่ก็เซ็งๆ(เพราะเตี่ยพูดไม่ให้ซื้อปลามาเลี้ยง) พูดด้วยความรู้สึกแบบปัดๆไปว่า..

    "ครับๆ ก๊กเฮงฮู้แล้ว ฮู้แล้วคร๊าาาบ.. เตี่ยแม่ก๊กเฮงหิวข้าว ป๊ะกลับบ้านป๊ะ"

แล้วผมก็ดึงแขนเตี่ยกับแม่ให้พากลับบ้าน...





     ตอนช่วงเด็กนั้นจำได้แต่คำพูดแต่ไม่ค่อยเข้าใจความหมายสักเท่าไหร่ จนเมื่อโตขึ้นผมได้บวชเรียนปฏิบัติกรรมฐาน ได้เจริญทาน ศีล ภาวนา จึงเข้าใจตามที่เตี่ยสอนว่า..
อภัยทาน คือ การให้ใดๆที่เป็นประโยชน์และอิสระสุขแก่ผู้อื่น ให้เขาได้หลุดพ้นจากเวรภัยทั้งปวง
กล่าวคือ..

๑. เราให้เขา ด้วยใจที่เอื้อเฟื้อประโยชน์สุขแก่เขา
๒. เราให้เขา ด้วยใจที่อยากให้เขาเป็นอิสระสุขหลุดพ้นจากทุกข์
๓. เราให้เขา ด้วยใจที่อยากให้เขาปราศจากจากเวรภัยอันตรายใดๆทั้งปวงมาเบียดเบียนเขา ทั้งจากเราเองหรือผู้อื่น

ครบ 3 ประการนี้จึงชื่อว่า อภัยทาน อันเป็นเหตุในศีล..ด้วยเหตุดังนี้ทำอภัยทานจึงชื่อว่าได้ศีล ทานจึงชื่อว่าหนุนให้ศีลบริบูรณ์ ครูบาอาจารย์ท่านจึงสอนให้ทำ ทาน -> ศีล -> ภาวนา ซึ่งแสดงไว้ตามลำดับที่สืบเนื่องเป็นลำดับกันไป แต่เวลาปฏิบัติต้องทำควบคู่สะสมเหตุกันไปไม่ขาด


จบบทเรียนที่ ๓





3 ความคิดเห็น