นิยายแห่ง..ชีวิต..ธรรม..คำเตี่ยสอน..ตามรอยพ่อหลวง

ตอนที่ 5 : ๑. "ภาคการเรียนที่ ๑. เตี่ยสอนก๊กเฮง" บทเรียนที่ ๕ คนดี..เพียรทำดีเพื่อความดี

  • เนื้อหานิยายตอนนี้เปิดให้อ่าน
  • View : 16
    จำนวนคนให้กำลังใจ : 0 ครั้ง
    20 ก.พ. 60

๑. "ภาคการเรียนที่ ๑. เตี่ยสอนก๊กเฮง" 

บทเรียนที่ ๕ คนดี..เพียรทำดีเพื่อความดี

ตอนนั้นผมอายุได้ ๘ ขวบ ผมก็ขึ้น ป. ๓
    ได้เห็นพี่สาวคนที่ 5 และ 6 มักจะหาเงินเองโดยเอาขนมไปขายที่สหกรณ์โรงเรียนบ้านไผ่ และพี่ทั้ง 2 คนก็เรียนเก่ง ทั้งช่วยแม่ขายส้มตำ หาเงินเรียนเองช่วยเตี่ยกับแม่ ทุกๆคนในระแวกบ้านจะชมเจ้ๆว่าเก่ง เป้นคนดี อิจฉาเตี่ยกับแม่ที่มีลูกสาวทั้งเก่งทั้งดีแบบนี้

    ส่วนอาเฮียก็เลี้ยงปลากัด และ ปลาหางนกยูง ปลาทอง ปลาสิงห์ ปลาซัลฟิลล์ ปลาตู้อื่นๆ กระต่าย นก พร้อมปลูกต้นไม้ขายหาเงินเลี้ยงตนเองและช่วยเตี่ยกับแม่อีกทีหนึ่ง ทุกๆคนก็ชมว่าอาเฮียนี่เก่งมากๆ ทำได้ทุกอย่าง ช่วยเหลือเตี่ยกับแม่เป็นคนดีมากๆ

    เมื่อผมเห็นเช่นนั้นมาตั้งแต่เด็ก ทุกครั้งที่ผมไปหิ้วตระกร้าซื้อของมาทำขายช่วยแม่ ผมก็มักจะให้แม่ซื้อสลากและของเล่นเป็นแผงๆละ ๑๐ บาท มาขาย.. สมัยนั้นเตี่ยกับแม่กับเจ้ๆก็มักจะมาลูบหัวผมบอก ก๊กเฮงฉลาดหาเงินเก่งๆ แล้วก็หอมแก้มผม ผมก็รู้สึกเป็นปลื้มใจ ใจนี้ฟูพองขึ้นเหมือนลูกโป่งเลยล่ะ ซึ่งตามประสาเด็กยิ่งมีคนชมมากเราก็ยิ่งดีใจ ใจนี้พองโตตื้นตันมาก ก็จะทำบ่อยๆเพื่อให้คนชมเราว่าเป็นคนดี คนเก่ง
    ซึ่งเมื่อซื้อสลากหรือของเล่นมาขายโดยผมก็เก็บเงินที่เขามาซื้อไปไว้ใช้เอง (แต่ตอนนั้นไม่มีเงินทุนพอเขาจับสลากได้เงินผมก็ไปเอาเงินกับแม่มาให้เขา หากเขาจับไม่ได้ผมก็เอาไปซื้อขนมกินเอง ตอนนั้นไม่เข้าใจการเงินมากนักรู้แค่นี้จริงๆ เหมือนจับเสือมือเปล่าเลยครับ 555)

    ตามธรรมชาติของเด็กเมื่อมีคนชมว่าดีว่าเก่งก็ยิ่งทำยิ่งมีกำลังใจ หากโดนดุก็จะกลัวไม่กล้าทำ ด้วยเหตุนี้จึงเป็นที่มาของเรื่องราวที่จะเกิดขึ้นต่อไปนี้ครับ
    
    เมื่อผมขายของได้เงิน กำไรแผงละ ๒ บาท เพราะหนึ่งแผงมี 12 ซอง ขายซองละ ๑ บาท ทุกๆเช้าก็จะไปตลาดจุดหมายก็เปลี่ยนไม่ใช่แค่ไปหิวตะกร้าช่วยแม่เท่านั้น จุดหมายก็คือซื้อของมาขาย ได้เงินก็ยังไม่เคยคืนให้แม่ เวลาขายก็ขายได้วันละ 3 ซองบ้าง 6 ซองบ้างแล้วแต่เด็กๆแถวบ้านจะมาซื้อ ..แต่ความเข้าใจของผม ณ ตอนนั้นคิดว่า..ตนหาเงินใช้ได้เองไม่ต้องขอแม่ เป็นการหาเงินใช้เอง.. เมื่อทำติดๆกันประมาณ 1 อาทิตย์ แต่ไม่ได้เอาเงินทุนคืนแม่ แม่ผมก็ถามว่า..
ม. "อยู่ไสน้อเงินต้นทุนซื้อของมาขาย บ่เห็นก๊กเฮงคืนให้แม่จักเทื่อเลยเด้"

ผมก็ตอบแม่ว่า
ก. "ต้องให้แม่นำบ่.."

ม. "กะต้องให้คืนตั๊วะเนาะ กํกเฮงให้แม่ออกให้ก่อนบบ่แม่นบ่ แล้วขายได้กํกเฮงกะเอาเงินค่าแผงมาคืนแม่"
ก. "โฮ้ยยย(ถอนหายใจแบบอิดออด).." (´-﹏-`;)
ก. "บ่แม่นเด้ล่ะ แม่ซื้อให้เฮงเด้ล่ะ ค่าไปหิ้วตระกร้าซ้อยแม่เด๋" ( 。ŏ﹏ŏ ) 
ม. "กะก๊กเฮงกะกินโอวัลตินกับปลาท่องโก๋เป็นค่าข้างแล้วเด๋"

ผมก็เลยทำหน้าหงอยๆ แล้วแม่ก็ยิ้มหัวเราะ แม่ก็เลยบอกผมว่า
ม. "คนดี คนเก่ง เขาหาเงินได้ ต้องเลี้ยงดูตัวเองได้ ดูแลพ่อแม่ได้เด้ มาแม่นมาเอาแต่เงินพ่อแม่เด้ 555
..เฮ้อ..ดาวไถน้อยเอ๊ย !!  ლ(´ڡ`ლ) .." (แม่กับเตี่ยมักจะเรียกผมว่าดาวไถตลอด เพราะชอบมาไถเงินแม่นั่นเอง)

แม่ก็ยิ้มหัวเราะแล้วจูงแขนผมไปที่ร้านขายสลาก แล้วก็ซื้อสลาก ๑๐ บาท ให้ผมเอาไปขายอีก พร้อมบอกว่า..
ม. "คันอยากเป็นคนดีคนเก่งต้องหาเงินเองได้บ่มาขอแม่อีก แล้วกะต้องหาเงินเก็บซื้อของมาขายเอง"

ผมก็เลยพยักหน้าตอบรับ ในใจตอนนั้นแค่ให้ผ่านๆไปก็พอแระ อิอิ  เมื่อมาถึงบ้าน ผมก็เอาสลากมาขาย ซึ่งเป็นสลากแบบใหม่ ก็ขาย ๒ บาท พอได้เงินอันแรก ผมก็วิ่งเอาเงินไปซื้อขนมกิน สมัยนั้นมีจอลลี่แบร์ และ ขนมโดเรมี ห่อละ ๑ บาท ผมจะชอบกินมาก กับหมากฝรั่งนกแก้ว แล้วก็เอากระดาษหอมันมาใส่ยาหม่องตราลิงแล้วก็ถูกๆให้รูปในกระดาษห่อหมากฝรั่งติดแขนเล่นเอาไปโชว์เพื่อว่า นี่ลายสักนะ 555

แล้วสุดท้าย..เงินก็ไม่เหลือให้แม่เหมือนเดิม แม่ก็ดุผม

ม. "จังซี่มันบ่อแม่นคนเก่งแล้วเด้นี่..บักซีโบ๋น้อย !!" (︶^︶)

ม. "เงินทุนกะบ่คืนให้แม่ มีแต่มาไถเงินคุมื่อ" (;・`д・´)
ก. "กะนี่ก๊กเฮงหาเงินเองได้แล้วเด๋แม่ แม่คือยังมาวด่าก๊กเฮงอีก.." ( ಥ﹏ಥ )
ก. "บัดทีเจ้กับอาเฮีย กะเฮ็ดคือกันกับก๊กเฮง แม่กะมีแต่ *(ห)ย้องเอาๆ (เริ่มกระซิกๆ)" 
     (*>﹏<*) (。ฺฺฺ>﹏<ฺฺฺ。) 
ก. "แม่มาด่าให้แต่ก๊กเฮง อีหยังกะด่า อิหยังด่า" ฮือ..ฮือ..แง.. ..≧▂≦。..

พวกเจ้ๆกับอาเฮียก็เหล่มองผมใหญ่   ( →_→ )   แล้วเจ้โมกับเจ้นิดก็พูดว่า..
จ.ม. "พวกเจ้พากันไปรับจ้างแล้วกะเอาบางส่วนไว้ใช้จ่าย และเก็บเงินค่าจ้างบางส่วนไว้ แล้วก็เอาเงินที่เก็บไว้นั้นเป็นทุนมาหมุนซื้อของขาย"
จ.น. "ส่วนก๊กเฮงขออย่างเดียวขายได้กะเอาเงินไปซื้อขนมเมิด จนบ่เหลือทุน บ่เหลือเงินสำร้องไว้ซื้อใหม่ แล้วก็ฮ้องไห้ขอแม่ใหม่ มันบ่พวกเจ้เฮ็ดเด้" 

ก. "ก๊กเฮงแค่อยากเฮ็ดคือเจ้กับอาเฮีย อยากเป็นดีให้แม่ฮักให้เตี่ยฮัก"
ก. "ก๊กเฮงแค่อยากให้(ห)ย้อง ให้ชมคือกัน อิหยังกะผิดเมิด" ฮือ..ฮือ..ฮือ  ༼ ಢ_ಢ༽  ) 
(ร้องบ่อยแฮะเหมือนทำชาติผมเป็นเด็กขึ้แยเลย 555)

ก. "เฮ็ดดีแล้วบ่ดีก๊กเฮงสิเฮ็ดมันเฮ็ดหยัง" ฮือ..ฮือ..ฮือ  .。ฺฺฺ≧▂≦。ฺฺฺ.
ก. "ไสแม่กับเตี่ยบอกให้ก๊กเฮงเฮ็ดดี ก๊กเฮงเฮ็ดดีแล้วก็ด่า" ฮือ..ฮือ..ฮือ ༼ ಢಢ༽  )
ก. "แล้วสิบอกให้ก๊กเฮงเฮ๊ดดีหัดหาเงินเองเฮ็ดหยัง" ฮือ..ฮือ ༼ ಢ_ಢ༽  )
ก. "เป็นหยังก๊กเฮงทำดีเป็นคนดีแล้วไม่เห็นมีคนสนใจเลย มีแต่ด่าก๊กเฮง ทำดีแล้วบ่เห็นได้อิหยังเลย" 
     ฮือ..แงๆๆ 。ฺฺฺ*≧▂≦*。ฺฺฺ

พวกเจ้ๆกับแม่เลยมากอดมาลูบหัวผมปลอบใจ โอ๋ผมใหญ่
ก็พอดีเตี่ยปั่นจักรยานจากเลิกงานกลับมาถึงบ้าน เตี่ยจอดรถ แล้วก็มองๆดู แล้วก็ยิ้มหัวเราะเดินเข้ามาลูบหัวผม

แล้วเตี่ยก็พูดว่า..
ต. "ก๊กเฮงเสี่ยงๆ ก๊กเฮงเสี่ยงฮ่อ งอแงอะไรหนอ.." ◕‿◕ )
ต. "เป็นลูกผู้ชายต้องไม่งอแงรู้มั้ย.." (*´∀`) 
ก. "แม่ด่าก๊กเฮง..ฮือๆ ฮึก ฮึก..เจ้กะด่าก๊กเฮง ฮีก ฮีก.." ༼ ಢಢ༽  )
ก. "กะก๊กเฮงหาตังค์ซื้อขนมกินเองได้แล้ว ทำดีอะ..ฮึกฮีก..ยังมาด่ก๊กเฮงอีก..ฮืฮๆ ฮือๆ.." ༼ ಢಢ༽  )
ต. ( •̀.̫•́✧) "แล้วก๊กเฮงหาเงินเองยังไงล่ะ ใช้วิธีไหน.." 
(เวลาเตี่ยเจอผมร้องไห้โดยไม่ที่ไม่รู้สาเหตุ ไม่ได้อยู่ในเหตุการณ์ด้วย เตี่ยมักจะถามความเป็นไปก่อน ท้าวรู้ความก่อน แล้วจึงบอกสอนด้วยเหตุและผล ผมมารู้ภายหลังที่ได้ศึกษาปฏิบัติธรรมว่า..นี่คือความไม่เอน เอียงลำเอียง เลือกเข้าข้าง มีอคติเพราะรัก เพราะชัง เพราะกลัว เพราะไม่รู้ความจริง)
ต. ( ͡o ͜ʖ ͡o)

ก. .。ฺฺฺ≧▂≦。ฺฺฺ.  
ก. "กะก๊กเฮงให้แม่ซื้อสลากกับของเล่นเป็นแผงให้ ฮึก..ฮึก.."
ก. "แล้วก๊กเฮงกะเอามาขาย ฮึก..ฮึก.."
ก. "พอได้เงินมาแล้ว ก๊กเฮงเอาเงินจากของที่ขายไปซื้อขนมกิน มันผิดตรงได๋ ฮือ ฮือ.."
ก. "ก๊กเฮงแค่อยากเฮ็ดคือเจ้ๆ กับอาเฮีย ฮือ..ฮือ"
ก. "บัดทีเจ้กับอาเฮียเฮ็ดคือ(ห)ย้องว่าดี ว่าเก่ง ฮึก..ฮืออ "
ก. "แม่บ่เข้าใจอิหยังก๊กเฮงเลย ฮือ..ฮืออออออออ"
ก. "แค่อยากให้แม่เห็นว่าเฮงเก่ง สิได้(ห)ย้อง ได้ฮักก๊กเฮง แง...."

เตี่ยก็ยิ้มหัวเราะ "๕๕๕"
แล้วก็เดินมาลูบหัวผมแล้วก็เตี่ยผมสอนว่า..

"ก๊กเฮงเสี่ยงๆ ก๊กเฮงเสี่ยงฮ่อ" 
.คนเก่งเขาไม่ร้องไห้นะ..ดาวไถน้อย"


"หากเราอยากเป็นคนดี..เราก็ต้องทำดี, ไม่ใช่ทำเพื่อให้ใครเห็นว่าเราดี..แต่ทำเพื่อให้เรา
ถึงซึ่งความดี"
"ทำดีเพื่อให้ก๊กเฮงได้เป็นคนดีจริงๆ ไม่ใช่ดีเพราะใครชม"
"อย่าทำดีเพราะหลงในคำชม แต่เป็นคนดีด้วยกายใจก๊กเฮงเอง"


"ถ้าก๊กเฮงทำดีแค่ต้องการให้คนชม ก๊กเฮงก็ต้องทำดีด้วยระแวงว่า คนนั้นเห็นว่าเราดีมั้ย คนนี้เห็นว่าเราดีมั้ย ใครจะชมเรามั้ย ต้องคอยทำเฉพาะหน้าให้เขาเห็น ลับหลังก๊กเฮงก็ทิ้งไม่ทำแล้ว อย่างนี้ไม่ใช่คนดี อย่างนี้เขาเรียกขี้โกงแสร้งทำดี"
"ทำดีเราอย่าไปหวังว่าต้องมีคนเห็น คนรับรู้ คนชม แต่ให้เพียรทำดี เพื่อความดี จึงเรียกว่าไม่หลงความดี"

แล้วผมก็พยัคหน้ารับแต่ในใจนี้ งงเป็นไก่ตากแตกเลยครับ

 ( ゚д゚)        (;´༎ຶД༎ຶ`)    ( ;´༎ຶ Д ༎ຶ `)    (ノಠ益ಠ)        ¯\(°_o)/¯

ตอนนั้นผมก็คิดในใจว่า
.. "อะไรหว่าทำความดีเพื่อความดี อะไรหว่าหลงความดี ผมงง..??"

เตี่ยก็พูดต่อว่า..

ต. "ถึงมีแต่คนด่าว่ากล่าว แม้ไม่มีคนชมคนรู้เห็นแต่ใจเราเห็นเรารู้ด้วยตัวเราว่าเราทำดีอยู่ พอใจอิ่มใจ ปลื้มใจ ตื้นตันใจที่ได้ทำดีนั้น" 

ต. "คนดีอยู่ที่ไหนก็เย็นใจสบายใจไม่ต้องหวาดกลัวหวาดระแวงสิ่งใดหรือความผิดใด"...(คำนี้ผมเข้าใจนะ)

ต. "คนดีย่อมไม่หวั่นไหวกับคำนินทาสรรเสริญ ลาภ ยศ สักการะ ดังนี้แล้วไม่ว่าจะเจออะไรจะดีกรือร้ายก็ย่อมไม่หวั่นไหว ยังมุ่งมั่นทำความดีต่อไป ทำดีเพื่อให้ใจเราดีพร้อมถึงพร้อมซึ่งความดี สะสมบารมีความดีไว้"

ผมก็งงไปใหญ่ บางครั้งเตี่ยก็พูดภาษทางธรรมแบบผู้ใหญ่ที่เตี่ยไปเรียนปฏิบัติมากับพระอรหันต์สายพระป่า ศัพท์บางศัพท์ผมก็ไม่เข้า จนหยุดร้องไห้ไปเลยครับ 555...  (;´༎ຶД༎ຶ`)      (°_o)

ต. (เมื่อเห็นลูกงง ก็หัวเราะ) "ให้ก๊กเฮงมีความสุขในการทำดี ต่อให้คนไม่เห็นเทวดาก็เห็น เทวดาจะดูแลรักษาคนดี"

ต. "ความดีทำยากเห็นผลช้า แต่ยั่งยืนนาน และ เย็นกายสบายใจเป็นสุขทุกครั้งที่นึกถึง
ความชั่วทำง่ายเห็นผลเร็ว แต่หมดเร็วแล้วก็เต็มไปด้วยทุกข์ และทุกข์ร้อนกายใจทุกครั้งที่นึกถึง"

พอฟังคำนี้ตอนนั้นผมคิดว่า.."มันไม่เห็นแล้วจะสอนให้ทำดีทำไม..??..เพื่อ..!?!?"

ต. "ความดีมันเป็นผลช้า แต่ทำไมเราต้องทำ.. ก็เพื่อให้คนรอบข้างเรามีความสุขกายสบายใจจากการกระทำของเรา.. เมื่อเขามีความสุขจากสิ่งที่เราทำเขาก็จะชอบที่จะอยู่ใกล้เรา แล้วก็จะรักและเอ็นดูเรา เราก็จะมีคนรักเราเยอะ เพื่อนเยอะ มีคนที่รู้สึกดีๆด้วยเยอะ ก็จะไม่มีคนแกล้งเรา ทำร้ายเรา เพราะเขารู้สึกอย่างนี้กับเรา"

เริ่มเก๊ทแระผม..เฮ้อ.. (๑´ڡ`๑)
(คงเพราะเตี่ยพูดให้เด็กเห็นภาพได้ เด็กมักจะดูภาพที่ตนมีคนรัก มีคนชอบ มีคนอยู่ใกล้ เข้าใจตน)

ต. "ความดีคือเราคิด พูด ทำในสิ่งที่เอื้อเฟื้อเป็นประโยชน์สุขต่อผู้อื่นโดยไม่เบียดเบียนใคร ไม่ได้ทำเพื่อหวังสิ่งใดตอบแทน เขาจะเห็นค่าหรือไม่ช่างเขา แค่เรายินดีมีสุขใจที่ได้ทำดีเอื้อเฟื้อเกืื้อกูลคนอื่นเป็นพอ"

ต. "เห็นแม่บอกก๊กเฮงขอเงินไปซื้อของทุกวันได้เงินเท่าไหร่ก็เอาไปซื้อขนมกิินหมด เงินหมดไม่มีซื้อมาทำเงินใหม่ ไม่มีคืนแม้ แล้วก็ขอไม่หยุด เป็นดาวไถแบบนี้..ทำแล้วมาเบียดเบียนไภเงินแม่ทุกวันๆ มันคือความดีมั้ยล่ะ"

ผมก็ส่ายหน้า พร้อมยอมรับในข้อนี้ (เหมือนเดินมีดแทงฉึก)..  (-̩̩-̩̩͡_-̩̩-̩̩͡)

ต. "ทีนี้ถ้าก๊กเฮงอยากให้คนรักก๊กเฮงเยอะๆมั้ย
ก. "อยาก.." ( 。ŏ﹏ŏ ) 
ต. "ถ้าอยาก ก๊กเฮงก็ต้องเป็นคนดี"
ต. "เมื่อจะทำดี..ก๊กเฮงก็ต้องเริ่มทำด้วยตัวเอง"
ก.  ( 。ŏ﹏ŏ ) ___(ครับ..แบบอ้อนๆ)

ต. "ก๊กเฮงเป็นคนเก่งอยู่แล้ว ต้องทำได้แน่นอน" (คำพูดนี้เป็นคำไม่ดูถูกผู้ฟัง เติมกำลังใจให้ผู้ฟังคือผมยิ่งนัก) 
ก.  (๑˃̵ᴗ˂̵)ﻭ  ___(ครับ ด้วยใจมุ่งมั่นมากกกกกกก...555)
ต. "ขอแค่ตั้งใจทำ" (คำนี้คือส่วนที่ทำให้มุ่งมั่นแก่ผม)
ก.  (๑˃̵ᴗ˂̵)ﻭ  ___(ครับ ด้วยใจมุ่งมั่นมากกกกกกก...555 คูณ 2)

ต. "ที่นี้ก๊กเฮงก็ต้องไม่เบียดเบียนใคร แล้วทำให้ครอบครัวคนรอบข้างก๊กเฮงเป็นสุข สุขทุกครั้งที่อยู่ใกล้ๆก๊กเฮง"
ก.  (๑˃̵ᴗ˂̵)ﻭ  ___(ครับ)
ต. "เข้าใจใช่มั้ย..ดาวไถน้อย"
ก.  (๑˃̵ᴗ˂̵)ﻭ  ___(ครับ แบบเข้าใจถ่องแท้)



......

      แล้วหลังจากวันนั้น ผมก็ขายแล้วก็แบ่งเงินให้แม่ครึ่งหนึ่งทุกครั้งที่ขายได้(เพราะถ้าให้ทุนหมดผมจะไม่มีเงินซื้อขนมโดเรมีและจอลลี่แบร์ครับ..อิอิ..)

      และแล้วไม่นานเท่าไหร่ ผมก็เลิกขายแระ เพราะมันยากลำบากแสนสำหรับผมในตอนนั้น 555 ผมก็จึงกลับมาเป็นดาวไถตามเคยครับ อิอิอิ สบายใจกว่า ไม่ลำบากด้วย 5555







ตอนที่ผมเป็นเด็ก ผมเข้าใจคำว่า ทำความดีเพื่อความดี แค่เพื่อให้มีคนรักใครเอ็นดู อยากเป็นเพื่อน อยากอยู่ใกล้ เตี่ย แม่ เจ้ๆ เฮียๆ เพื่อนๆ คนรู้จักรักใคร่เท่านั้น แล้วผมก็ทำดีเพื่อสิ่งนี้เท่านั้นครับตามประสาเด็ก..อิอิ ( ◕‿◕ )

......

เมื่อโตขึ้นได้ศึดกษาปฏิบัติธรรมมันจึงเข้าใจความหมายแท้จริงของคำพูดที่ว่า ทำความดีเพื่อความดี คือ..

- เราทำความดีนี้ก็ให้กายใจเราถึงซึ่งความดี มีใจเอื้อเหื้อแบ่งปันผู้อื่น ไม่เบียดเบียนทำร้ายใคร ไม่อยากได้ของใคร ไม่ทำดีเพื่อหวังประโยชน์สุชของตนบนความเบียดเบียนทำร้ายผู้อื่น ไม่ทำดีเพราะโลภหรือชังหวังเอาประโยชน์จากใคร

- การทำดีนี้ทำยาก เห็นผลช้าแต่ยั่งยืน และติดตามเราไปทุกภพชาติ เพราะจิตเรานี้ท่องเที่ยวเวียนไปไม่สิ้นสุดไปสวรรค์บ้าง นรกบ้าง เกิดเป็นสัตว์เดรัจฉานบ้าง เกิดเป็นสัตว์นรกบ้าง จนกว่าจะบรรลุธรรมเป็นพระอรหันต์ได้ ร่างกายจิตใจ ขันธ์ ๕ ของเราจะปรุงแต่งให้เกิดในแต่ละภพละชาติก็ด้วยวิบากกรรมนำไปปฏิสนธิเกิดมที่ไหน ภพไหน อย่างไร ยาก ดี มี จน เจริญ ฉิบหาย ลำบาก สบาย ครบ ๓๒ ประการ พิกาล สวยสดงดงาม ขี้เหร่ ด้วยเหตุดังนี้พระพุทธเจ้าได้ตรัสรู้ธรรมจึงสอนเรื่องกรรม ให้เราทำใน ทาน ศีล พรหมวิหาร ๔ เพราะสิ่งนี้คือเจตนา คือกรรม คือกุศลธรรม สอนให้เราภาวนาอบรมจิตใจให้ผ่องใสเป็นกุศล เพื่อนำพาให้เราได้เกิดในภพที่ดี มี อายุ วรรณะ สุขะ พละ สติ สัมปะชัญญะ สมาธิ ปัญญาที่ดีงาม..

- การทำดีนี้ทำยาก ต้องใช้ความมุ่งมั่นอดทนอย่างมาก เห็นผลช้าแต่อิ่มใจ แต่เมื่อลงใจแล้วมันจะเป็นไปได้ง่ายเองสำหรับเรา ซึ่งแรกเริ่มนี้เราอาจจะยังไม่สามารถลูบคลำจับต้องสัมผัสความดีที่ทำได้ เพราะการทำดีนี้มันก็เหมือนการหยอดเงินลงกระปุกออมสินสะสมไปเรื่อยๆ เราไม่สามารถมองเห็นเงินในกระปุกออมสินได้ว่ามีมากหรือน้อยเท่าไหร่ แต่ทุกครั้งที่หยอดที่จับกระปุกออมสินเราจะอิ่มใจทุกครั้งที่ได้ทำสะสมเงิน และอิ่มใจทุกครั้งที่รู้สึกว่าน้ำหนักนี้มันมากขึ้นเรื่อยๆ ดังนี้แล้วเวลาที่เราทำความดี ตั้งมั่นเพียรทำดีก็เพื่อให้เราถึงซึ่งความดี ความดีแม้มันจะมองไม่เห็น ไม่มีรูปร่าง แต่ทุกๆครั้งที่เราเราก็รู้ได้ว่าเราทำความดีเราชื่นบานใจ ไม่ติดใจข้องแวะ ไม่เร่าร้อน ไม่ร้อนรุ่ม ไม่หวาดกลัว ไม่หวาดระแวงความผิดใด มีความเย็นกายสบายใจ ไปที่ใดก็สบาย กินง่ายอยู่ง่ายเป็นสุข สงบ ผ่องใส สติสัมทปะชัญญะดี จิตตั้งมั่นดี ไม่ฟุ้งซ่าน ฉลาดใจการปล่อยวาง ผลของความดีมีอย่างนีทุกๆครั้งที่เราทำเราก็จะรับรู้ได้ ความดีเต็มก็เมื่อความดีนี้กลายเป็นปรกติของกายและใจเราอยู่ทุกๆขณะ เมื่อมันอิ่มเต็มกำลังใจของเราแล้วมันจะสงผลให้เราไม่ทำเจตนาหรือกรรมใดในสิ่งที่ชั่ว ทาน ศีล พรหมวิหาร ๔ ภาวนา มีในใจอยู่เสมอโดยไม่ต้องไปตั่งจำจดจำจ้องทำเลย ด้วยเหตุดังนี้ จึงชื่อว่า
- ความเพียร คือ ความขยันตั้งใจทำ เราทำด้วยยินดีในสิ่งนั้นยินดีผลของสิ่งนั้น เพื่อให้ความชั่วที่ยังไม่เกิดมีแก่เรานั้นไม่เกิดขึ้น เพื่อทำความชั่วที่กำลังเกิดมีกับเราอยู่นั้นสิ้นไป เพื่อให้ความดีงามเป็นกุศลทีเรายังไม่มีนั้นเกิดมีขึ้น เพื่อให้สิ่งดีงามเป็นกุศลที่เราอยู่นั้นได้คงไว้ รักษาไว้ไม่ให้เสื่อม แต่ตั้งใจทำด้วยความไม่กระสันอยากได้ผลโดยให้เพียรทำดีด้วยใจว่าสะสมเหตุความดีไปเรื่อยๆ ทำให้มากเข้าไว้ คือ บ่อยๆ เนืองๆ เป็นประจำไม่ขาด แต่ไม่ตรึงเกินไป ไม่ละเลยหย่อนยานเกิดไป ทำให้เป็นที่สบายกายใจไม่สุดโต่ง เป็นการทำอิทธิบาท ๔ ทำสัมมัปปธาน ๔







(ห)ย้อง แปลว่า ชม, พูดชม
*เวลาพูดจะเป็นการออกเสียงจำเพาะในคำของภาษาอีสาน ซึ่งจะออกเสียงขึ้นจมูก ซึ่งจะออกเสียงเหมือน ห. นำขึ้นจมูก ถ้าเปรียบก็คงเหมือนภาษาเกาหลีที่ออกเสียจำเพาะว่า ฮยอง เป็นต้น






จบบทเรียนที่ ๕

3 ความคิดเห็น