ตำนานเพชรอำพัน TypeMoon

  • 0% Rating

  • 0 Vote(s)

  • 264 Views

  • 7 Comments

  • 3 Favorites

แชร์นิยายเรื่องนี้

จำนวนแชร์
0

  • Month Views
    6

    Overall
    264

ตอนที่ 5 : มุ่งสู่คิตตี้เฮ้าส์

  • เนื้อหานิยายตอนนี้เปิดให้อ่าน
  • View : 15
    จำนวนคนให้กำลังใจ : 0 ครั้ง
    13 พ.ย. 59

TypeMoon

ตำนานเพชรอำพัน

ตอนที่มุ่งสู่คิตตี้เฮ้าส์

…………………………………………………………..

                



               “ตัวของชั้นได้ล่องลอยไปอย่างไร้จุดหมาย ทิวทัศน์รอบตัวมีเพียงความมืดมิด ไม่มีทั้งเสียงหรือภาพใดๆ

                และในขณะนั้นเอง แสงสีเหลืองอำพันก็ปรากฏขึ้นมา ส่องสว่างอยู่เบื้องหน้าของชั้น

                แสงที่สวยงามนั้น ทำให้ชั้นนึกขึ้นได้ว่า ครั้งหนึ่งตอนสมัยยังเด็ก ชั้นเองก็เคยเห็นแสงแบบนี้มาก่อน

                หลังจากแสงสีเหลืองปรากฏขึ้นไม่นาน ก็มีแสงสีเขียวมรกตส่องสว่างขึ้นมาใกล้ๆ

                “แม้ดินแดนแห่งนี้จะไร้ซึ่งเสียง แต่ชั้นก็มั่นใจว่าแสงทั้งสองดวงกำลังสื่อสารกันอยู่

                “ตัวของชั้นพยายามที่จะเข้าไปใกล้ๆ เผื่อจะได้ยินเสียงอะไรบ้าง แต่ก็ไม่ทัน…”

                “แสงทั้งสองดวงมอดดับไป และทิวทัศน์ที่มืดมิดก็เริ่มที่จะแตกสลาย

                “ช่างเป็นความฝันที่แปลกประหลาดจริงๆ

                


                 ที่สำนักงานนักสืบอเลนและเพื่อน พิมพ์จันทร์ที่ตื่นสาย ก็เดินลงมาที่ชั้นหนึ่งเพื่อหาอะไรกิน แต่ก็ต้องผงะเมื่อมองไปที่นาฬิกาที่แขวนอยู่ที่ผนัง

                เที่ยงแล้วหรอเนี่ย!!.” พิมพ์จันทร์ไม่เคยนอนกินบ้านกินเมืองขนาดนี้มาก่อน แม้แต่ตัวเธอเองก็ยังตกใจในความขี้เซาของตัวเอง  แต่นั้นก็คงเป็นเพราะเมื่อวานมีเรื่องเกิดขึ้นมากมาย

                ไปหาของกินในตู้เย็นดีกว่า สาวน้อยรีบวิ่งตัวลอยหายเข้าไปหลังบ้าน แต่ก็ต้องผิดหวังเพราะในตู้เย็นขนาดกะทัดรัดที่อยู่ตรงหน้ามีเพียงน้ำเปล่าแช่อยู่

           

                ทันใดนั้นพิมพ์จันทร์ก็ได้ยินเสียงเปิดประตูจากหน้าบ้าน  สาวน้อยที่ยังอยู่ในชุดนอนแม้จะเป็นตอนเที่ยงรีบเดินไปดู

                พี่อเลนนี่เอง…”  พิมพ์จันทร์มองอเลนที่เดินเข้ามาพร้อมกับกระดาษหนึ่งแผ่น

                อเลนยื่นแผ่นกระดาษที่เค้าขโมยมาจากฟิโอเร่ ให้น้องสาวของเค้าที่กำลังยืนงง

                “เป็นยังไงบ้างพอจะอ่านออกไหม

                พิมพ์จันทร์มองข้ามแผ่นกระดาษไปที่ใบหน้าของพี่ชายตัวเอง ไปทานข้าวกันก่อนไหม หิวแล้วพิมพ์จันทร์อ้อน

                “อ่านก่อนแปปนึง เดียวพาไปเลี้ยงสเต็ก

                การเอาสเต็กเข้าล่อได้ผล พิมพ์จันทร์ทำตาเป็นประกายก่อนจะฉีกยิ้มกว้าง เย่ๆ งั้นตามนั้นค่ะ!!”

                พิมพ์จันทร์ยื่นมือไปรับแผ่นกระดาษ ก่อนจะเริ่มกวาดสายตาดูจดหมาย

                 

               นี่มัน..ภาษายูโทเซีย!!!”

                ท่าทางแจ่มใสเมื่อสักครู่ถูกกลืนหายไป โดยมีความจริงจังเข้ามาแทนที่ สาวน้อยเริ่มไล่อ่านข้อความบนกระดาษอย่างละเอียด

                “เขียนว่ายังไงบ้าง อเลนสังเกตเห็นบรรยากาศที่เปลี่ยนไปของน้องสาว             

                “แย่แล้วละค่ะ

                “!!!... เรื่องใหญ่ขนาดนั้นเชียว

                “คือหนูอ่านไม่ออกค่ะ…”

                “….”

              

                 หากจะบรรยายถึงใบหน้าของอเลนในตอนนี้ก็คือใบหน้าของพ่อแม่ ในตอนที่ลูกสาววิ่งมาหาอย่างผู้ชนะ ก่อนจะบอกว่า เทอมนี้ได้เกรดเฉลี่ยหนึ่งจุดห้า

                โธ่!!อย่าพึ่งทำหน้าแบบนั้นสิคะ!!” พิมพ์จันทร์โวยเมื่อเห็นสีหน้าของพี่ชาย

                ฟังหนูอธิบายก่อนสิ!”

                “ว่ามา

                “ภาษาบนกระดาษนี้เป็นภาษายูโทเซียก็จริงคะ แต่รูปแบบประโยคกับคำศัพท์มันค่อนข้างแปลก

                “แปลกยังไง

                “ก็เหมือนมันจะอารมณ์ประมาณคำราชาศัพท์ประมาณนั้นค่ะ

                “จดหมายที่ใช้ราชาศัพท์งั้นหรอ หรือจะเป็นจดหมายที่เกี่ยวข้องกับพวกราชวงศ์?”

                “เรื่องนั้นหนูก็ไม่ทราบค่ะ แต่ก็พอจะจับใจความได้คร่าวๆ เหมือนจะเขียนไว้ถึงเพชรประจำราชวงศ์ที่สูญหายไปพิมพ์จันทร์ใช้นิ้วมืออันเรียวเล็ก กวาดไล่ไปที่ละตัวอักษร

                แล้วก็มีการระบุชื่อคนตรงนี้...อ่ะ ไม่จริง!!” ถึงตรงนี้พิมพ์จันทร์เริ่มทำหน้าไม่สบายใจและน้ำเสียงดูตกใจ

                พิมพ์จันทร์วางกระดาษลงบนโต๊ะก่อนเงยหน้าขึ้นมามองพี่ชาย

                มันเขียนเอาไว้ว่า เป้าหมายก็คือ รามัน มิสเทียรี่ คุณพ่อของพวกเราค่ะ…”

………………………………………………….

            


              เคยมีนักท่องเที่ยวคนหนึ่ง มายัง เมืองนครบางนาคแห่งนี้ และทันทีที่ก้าวเท้าเข้ามาเหยียบยังเขตเมืองเก่า คำพูดแรกของเค้าก็คือ

                นี่มันกลิ่นของทะเล

                อันเนื่องมาจากพื้นที่ทางตอนใต้ของเมืองอยู่ติดกับทะเลเป็นแนวยาวตลอดฝั่ง ทำให้ชาวบ้านส่วนใหญ่เลือกที่จะเป็นชาวประมง และอุตสาหกรรมประมงเป็นเหมือนเส้นเลือดที่หล่อเลี้ยงเขตเมืองเก่าเอาไว้

            

                เมื่อวันเวลาผ่านไป ทุกอย่างดูเปลี่ยนแปลงไปจากสมัยก่อน

                ร้านค้าและตลาดปลาที่เคยคึกคักในอดีต มาตอนนี้กลับเงียบเหงาจนน่าประหลาดใจ แต่สิ่งที่ยังไม่เปลี่ยนแปลงก็ยังพอจะมีอยู่บ้าง

                นั้นก็คือ ตึกรามบ้านช่อง ที่ยังคงความคลาสสิกเอาไว้อยู่

                บ้านเมืองส่วนใหญ่เป็นบ้านไม้สองชั้น พื้นที่แถวนั้นค่อยข้างเงียบและวังเวง บางทีอาจจะเกิดมาจากการเปลี่ยนแปลงของยุคสมัย คนรุ่นใหม่ก็มักจะออกไปอาศัยในเขตเมืองใหม่ที่มีความสะดวกสบายมากกว่าหรือไม่ก็ย้ายไปต่างจังหวัด ทำให้แถวนี้มีเพียงพวกคนชราอยู่ โดนส่วนใหญ่เปิดร้านของชำเล็กๆ บ้างก็ขายผลิตภัณฑ์ทางทะเลเช่นข้าวเกรียบปลา นานๆครั้งก็จะเห็นคนหนุ่มสาวเข้ามาในเขตนี้ เพราะกลับมาเยี่ยมบ้าน

                และเมื่อเดินลึกเข้าไปจนเกือบจะถึงทะเล สิ่งที่สะดุดตาก็คือ บ้านไม้หลังใหญ่ ที่ตั้งอยู่บนพื้นที่รกร้างที่เต็มไปด้วยหญ้าที่ขึ้นมากมาย ซึ่งบ่งบอกได้ว่าที่นี่ไม่ได้รับการดูแลและไม่มีคนอยู่อาศัยมานานแล้ว เมื่อสังเกตดีๆตัวบ้านนั้นเต็มไปด้วยรอยไหม้ ราวกับว่าบ้านหลังนี้เคยถูกไฟไหม้อย่างรุนแรงมาก่อน

              

               บ้านหลังนี้มีชื่อว่า คิตตี้เฮ้าท์

                ที่หน้าบ้านจะมีป้ายไม้เก่าๆที่ระบุข้อความว่า ห้ามเข้า  

                 ประตูบ้านที่เปิดอ้าเอาไว้ทำให้สามารถมองเข้าไปในตัวบ้านได้

                ภายในบ้านนั้นมืดสนิท  คงเพราะไม่มีใครอยู่จึงโดนตัดไฟฟ้าและน้ำประปาไปแล้ว

                ที่โซฟาเก่าๆที่จะพังแหล่ไม่พังแหล่ มีชายคนหนึ่งกำลังนั่งอยู่ และหันซ้ายกันขวาเหมือนจะสำรวจบ้านหลังนี้

                ชายคนนั้นคือ บอย เบิร์นเนอร์

              

                 บนพื้นเบื้องหน้าของ บอย เบิร์นเนอร์ ก็มีวัยรุ่นขี้ยาสองคนที่มีสภาพสะบักสะบอมนอนกองอยู่กับพื้น

                หากจะกล่าวถึงสาเหตุก็ต้องย้อนกลับไปเมื่อไม่กี่ชั่วโมงก่อนหน้านี้

                วัยรุ่นทั้งสองคนนี้กำลังพี้ยากันอย่างเมามัน ภายในคิตตี้เฮ้าท์ซึ่งเป็นที่ประจำที่ทั้งสองจะมา เนื่องจากเป็นบ้านร้างที่อยู่ห่างไกลสายตาผู้คน

                ทุกๆวันจึงมีพวกขี้ยาที่จะเข้ามามัวสุมกัน เมื่อพี้ยากันเสร็จก็จะออกไปเที่ยวเตร่

                เพียงแต่วันนี้ไม่เหมือนกับทุกวัน

                ในระหว่างที่พี้ยากันอยู่ ทั้งสองคนก็เห็น บอย เบิร์นเนอร์เดินเข้ามาในคิตตี้เฮ้าท์

                ออกไปจากที่นี่ซะ และห้ามกลับมาอีกนับแต่นี้เป็นต้นไป ที่นี่ไม่ใช่ที่ที่พวกสวะจะมาเหยียบได้หรอกนะ

                นั้นเป็นคำพูดที่ออกมาจากปากของบอย เบิร์นเนอร์ที่เดินผ่านวัยรุ่นทั้งสอง แล้วนั่งลงบนโซฟาตัวเก่า โดยไม่แม้แต่เหลียวตามองขี้ยาทั้งสองคนเลยแม้แต่น้อย

                แน่นอนว่าวัยรุ่นทั้งสองคนแสดงออกถึงความไม่พอใจ

                การรบกวนการพี้ยาเป็นสิ่งที่ให้อภัยไม่ได้

                เฟอร์นิเจอร์ไม้และสิ่งของรอบๆถูกทำลายด้วยความเกรี้ยวกราด เหมือนจะบ่งบอกให้บอย เบิร์นเนอร์รู้ว่า อย่ามาทำซ่ากับพวกตน

                ขี้ยาคนหนึ่งพรวดเข้าไปหาบอย เบิร์นเนอร์ในมือนั้นกำมีดปลอกผลไม้อยู่ นี้คือถื่นพวกกู มึงตาย!!”

                “ฟุบ!!!”

                  ขี้ยาที่พุ่งไปหาบอย เบิร์นเนอร์ เงื้อมือที่กำมีดปลอกผลไม้ไว้แน่น เป้าหมายคือกลางอกของบอย เบิร์นเนอร์ พริบตาก่อนที่คมมีดจะเสียบเข้ากลางอก ก็เป็นวัยรุ่นที่บ้าคลั่งกระเด็นหงายท้องสลบกลางอากาศ ร่างที่ไร้สติของเค้าร่วงลงกระแทกกับพื้น

                มันเป็นเหตุการณ์ที่รวดเร็วจนไม่รู้ว่าเกิดอะไรขึ้นบ้าง

                บอย เบิร์นเนอร์ที่ตั้งหลักได้อย่างรวดเร็ว และก้มตัวพุ่งเข้าไปประชิดขี้ยาที่เหลือ ก่อนจะอัดด้วยฝ่ามือเข้าที่ใบหน้าและลำตัว อย่างรวดเร็วและรุนแรง จนขี้ยาเซถอยหลังไปชนกับผนังบ้าน

                ในระหว่างที่มัวแต่ตะลึง บอย เบิร์นเนอร์ก็เข้ามาประชิดตัวอีกครั้งแทบจะทันที

                ทั้งๆที่มืดขนาดนั้น แต่บอย เบิร์นเนอร์ กับพุ่งเข้ามาโดยไม่ชนกับสิ่งกีดขวางต่างๆแม้แต่น้อย และเมื่อขี้ยาได้มองใบหน้าของบอย เบิร์นเนอร์ชัดๆแล้ว เค้าก็ถึงกลับสั่นไปทั้งตัวจนถึงกระดูก

                ใบหน้าที่โกรธเกรี้ยวของบอย เบิร์นเนอร์ทำให้ขี้ยาคนสุดท้ายถึงกับตระหนักได้ว่า พวกเค้ากำลังอยู่ต่อหน้าตัวอันตรายที่สุด ไม่แน่ว่าบางทีอาจจะอันตรายมากที่สุดเท่าที่ในชีวิตพวกเค้าจะพบเจอได้

                และนั้นเป็นความทรงจำสุดท้ายก่อนที่สติของขี้ยาจะดับวูบไป

             

                ไม่รู้ว่าเวลาผ่านไปนานเท่าไร แต่ขี้ยาที่ถูกอัดจนน่วมคนแรกก็ได้สติขึ้นมาก่อน

                เมื่อตื่นขึ้นมาเห็นบอย เบิร์นเนอร์อยู่ตรงหน้า ขี้ยาก็รีบก้มกราบ ร้องขอชีวิต

                พวกผมกลัวแล้วพี่ พวกผมจะไม่มาเหยียบที่นี้อีกเป็นครั้งที่สอง ได้โปรดปล่อยพวกเราไปเถอะ

                บอย เบิร์นเนอร์เหลือบมามองด้วยหางตา เหมือนจะบ่งบอกให้ขี้ยาทั้งสองไสหัวไปให้พ้นจากสายตาของเค้า

                ขี้ยาคนนั้นออกแรงพยุงเพื่อนอีกคนที่ยังไม่ได้สติและลากออกไปจากคิตตี้เฮ้าท์อย่างทุลักทุเล และเมื่อบอย เบิร์นเนอร์เห็นว่าพวกขี้ยาทั้งสองออกไปแล้ว เค้าจึงยกโทรศัพท์มือถือขึ้นมาพูดคุยต่อ

                “คุณจะมาที่ประเทศไทยจริงหรอ?” บอย เบิร์นเนอร์ถามไปยังปลายสาย

                อืม..มีธุระด่วน เสียงที่แหบแห้งเหมือนคนเป็นโรคตอบกลับมา ว่าแต่เจ้าได้พบกับคนรักของเจ้าแล้วยัง

                “ยังแต่เป็นอย่างที่คุณบอกจริงๆ หมอนั้นอเลนเหมือนจะซ่อนความลับอะไรอยู่

                “อืมงั้นขอให้เจ้าโชคดีแล้วกัน บอย เบิร์นเนอร์ แต่จงจำไว้อย่างคำทำนายของข้าไม่ได้แม่นยำ100% มันสามารถเปลี่ยนแปลงได้ทุกเวลา

                “ผมเข้าใจ แต่ผมจะได้พบกับ ของขวัญ อีกครั้งจริงๆใช่ไหม

                “…ข้าคิดว่าแม้จะไม่หนึ่งร้อยเปอร์เซ็น แต่เจ้าจะได้พบกับคนรักของเจ้าแน่นอน

                “ขอบคุณมาก คุณอาคาทัน แค่นี้ก่อนนะครับ

                ตรู๊ดๆ

                บอย เบิร์นเนอร์วางมือถือลงข้างๆลำตัว ก่อนจะเหยียดตัว และสังเกตดูรอบๆภายในคิตตี้เฮ้าท์ที่เก่าและเสียหายหลายจุด จนไม่สามารถอยู่อาศัยได้ ก่อนจะพร่ำเพ้อเบาๆ เหมือนพูดกับตัวเอง

                เธอหายไปไหนกันแน่นะ ทำไมวันนั้นถึงไม่กลับมาที่นี่ ที่บ้านของพวกเรา…”

………………………………………………………………

               

                ไม่ใกล้ไม่ไกลจากคิตตี้เฮ้าท์ ที่โรงแรมเล็กๆแห่งหนึ่ง  ฟิโอเร่หัวหน้าหน่วยอวาลอน ไลออนฮาร์ท ผู้รับภารกิจในการตามหาเพชรอำพันไทป์มูนพึ่งจะจัดการห้องพักให้เป็นเหมือนฐานทัพเล็กๆสำหรับปฎิบัติภารกิจ

                เนื่องจากห้องพักเป็นห้องมุมของอาคาร จึงทำให้ห้องดูกว้างขวาง ภายในห้องประกอบด้วย เตียงขนาด ห้า ฟุต ตู้เสื้อผ้าขนาดใหญ่หนึ่งตู้ ที่มุมห้องมีโต๊ะพร้อมเก้าอี้ โทรทัศน์ก็เป็นแบบรุ่นใหม่ที่ติดฝาผนังเอาไว้ ความสะดวกสบายนี้สร้างความพึ่งพอใจให้กับฟิโอเร่เป็นอย่างมาก

                เมื่อจัดการจัดสัมภาระเรียบร้อยแล้ว ฟิโอเร่ก็ปรี่เข้าไปอาบน้ำเพื่อชำระล้างร่างกายจากคราบเหงื่อไคลจากอากาศที่ร้อนอบอ้าว   น้ำที่เย็นสบายเหมือนจะช่วยนำพาความเหนื่อยล้าที่ได้รับออกจากร่างกาย

               

            กริ๊งๆ

                เสียงโทรศัพท์ที่ฟังดูโบราณดังขึ้น และแน่นอนว่ามันคือเสียงโทรศัพท์ของฟิโอเร่

                โทรศัพท์เครื่องนี้ได้ถูกดัดแปลง สำหรับติดต่อเรื่องภารกิจกับทางหน่วยอวาลอน ไลออนฮาร์ทโดยเฉพาะ

                ฟิโอเร่รีบคว้าผ้าเช็ดตัวที่แขวนไว้มานุ่ง ก่อนจะเดินออกไปรับโทรศัพท์ที่วางอยู่บนโต๊ะเครื่องแป้ง

                ตามข้อบังคับทั้งสองฝ่ายจะต้องแจ้งโค๊ดเนมของตัวเองให้อีกฝ่ายรับรู้

                คานิส ลูฟ (Canis Lupus)เสียงของชายหนุ่มในโทรศัพท์ดังขึ้นมาก่อน จากนั้นฟิโอเร่จึงตอบกลับว่า

                เซาท์ซ่า ไชน์ (Sousa Chinensis)”

                นี่คือโค๊ดเนมซึ่งจะรู้กันเพียงในหน่วยงานเท่านั้น การให้อีกฝ่ายยืนยันโค๊ดเนมก่อนก็เพื่อป้องกันการสวมรอย และยังเป็นการยืนยันตัวตนที่ดีอีกวิธีหนึ่ง

                นี่ถือเป็นการติดต่อกับทางหน่วยครั้งแรกของฟิโอเร่ตั้งแต่มาถึงประเทศไทย

               

                เมื่อยืนยันตัวตนเรียบร้อย คานิส จึงเริ่มพูดก่อน  “เซาท์ซ่า ตอนนี้แฝงตัวเข้าไปราบรื่นดีไหม

                กะ..ก็ถือว่าดีนะ ฟิโอเร่พยายามที่จะไม่คิดถึงเรื่องที่เธอไปมีเรื่องกับแก๊งค้ายาประจำเมือง

                หลังจากนั้น เรื่องที่พูดคุยก็จะเป็นการถามถึงสภาพความเป็นอยู่ และเรื่องทั่วไป ซึ่งฟิโอเร่

ตอบกลับไปว่า ทุกอย่างราบรื่นดี ก่อนที่ทางปลายสายจะแจ้งเรื่องสำคัญอย่างสุดท้ายให้ฟิโอเร่ทราบ

                มีข่าวที่ค่อนข้างเชื่อถือได้ว่าตอนนี้ เจ้าอาคาทัน อาจจะไปที่ประเทศไทย ยังไงก็ระวังตัวด้วย

                “ขอบคุณที่แจ้งเตือนคานิส ชั้นจะระวังตัวให้มากที่สุด

                “และอย่างสุดท้ายอ่านภารกิจที่ได้รับมอบหมายให้เข้าใจละ เพราะมันเป็นสิ่งที่สำคัญมากๆ

                อืม แน่นอน ฟิโอเร่พูด พลางล้วงไปในกระเป๋าเสื้อที่แขวนอยู่ตรงลูกบิดของตู้เสื้อผ้าเพื่อหาจดหมาย

                แต่ในกระเป๋าเสื้อนั้นว่างเปล่า

                “….”

                “มีอะไรรึเปล่า เซาท์ซ่า

                “…..”

                “เซาท์ซ่า ยังอยู่ในสายรึเปล่า?”

                “คือว่า…. แค่นี้ก่อนนะ พอดีนึกขึ้นได้ว่ามีที่ที่ต้องไปตรวจสอบอยู่น่ะ

                “ดะ..เดียวสิ เซาท์…”

                ตรู๊ดๆๆๆ

                ฟิโอเร่รีบตัดสายไป  เหงื่อของเธอเริ่มผุดออกมา  แน่นอนว่าไม่ใช่เพราะอากาศที่ร้อนอบอ้าว แต่เพราะ จดหมายภารกิจที่แสนสำคัญที่ควรจะอยู่ในกระเป๋าเสื้อกลับหายไป

                ทำยังไงดีฟิโอเร่เริ่มเครียด แม้ว่าจะหายห่วงไปหนึ่งเปราะเพราะจดหมายเป็นภาษายูโทเซียซึ่งมีน้อยคนที่จะอ่านได้  แต่การหามันให้พบและเก็บไว้กับตัวคงจะเป็นเรื่องที่ดีกว่า

                ไม่สิค่อยๆคิด มีเหตุการณ์ไหนบ้างในวันนี้ที่ทำให้เกิดความเสี่ยงที่จะทำให้จดหมายภารกิจสูญหาย

                หลังจากที่สายลับสาวตั้งสติ แล้วค่อยๆคิด ทำให้เธอนึกออกในที่สุด

                ในตรอกมืดที่เธอซัดกับพวกค้ายา

                เมื่อเธอนึกได้ จึงรีบแต่งตัว และวิ่งออกไปจากห้องพัก มุ่งตรงไปที่ตรอกแห่งนั้นทันที

………………………………………………………….

 

                ณ สำนักงานนักสืบอเลนและเพื่อน

                บนโต๊ะทำงานนั้นเต็มไปด้วยพจนานุกรมหลายเล่ม

                สองพี่น้องตระกูล มิสเทอร์รี่กำลังช่วยกันอ่านจดหมายที่ขโมยมาจากสายลับสาว

                ทั้งสองช่วยกันจนลืมเวลา  เมื่อรู้สึกตัวอีกที ก็เป็นเวลา 18.30.

                พี่อเลนพอรู้แล้วยังคะว่าจดหมายนี้เขียนถึงอะไรบ้าง…” พิมพ์จันทร์ถามด้วยความสงสัย ก่อนหน้านี้พิมพ์จันทร์ก็แปลข้อความในจดหมายได้พอสมควร แม้จะไม่ครบถ้วนหนึ่งร้อยเปอร์เซ็น  แต่เนื้อหาหลักๆอย่างเรื่องที่ฟิโอเร่เป็นสายลับจากประเทศยูโทเซียที่ลอบเข้ามาตามหาเพชรไทป์มูนและเรื่องที่ รามันพ่อของพิมพ์จันทร์และอเลนเป็นเป้าหมายของภารกิจ

                อเลนยิ้มออกมาก่อนจะบอกว่า น่าสนใจมากเลยนะ หน่วยงานอวาลอน ไลอ้อนฮาร์ท งั้นรึ…”

       “คืออะไรหรอคะ?” พิมพ์จันทร์สงสัย

                จัดตั้งเพื่อคดีที่แรงงานคนไทยขโมยเพชรประจำราชวงศ์คาทินก้าแห่งยูโทเซีย แค่เพชรเม็ดเดียวถึงกับต้องทำขนาดนี้เลยงั้นหรอน่าสนใจจริงๆ

                อเลนทำหน้าเหมือนกับได้ของเล่นราคาแพง ที่มีตัวเดียวในโลกไว้ในกำมือ

                บางทีเค้าอาจจะสามารถรู้เรื่องของพ่อได้มากขึ้นจากฟิโอเร่ อเลนคิดแบบนั้น

                แต่ถึงอย่างนั้น อเลนก็เลือบไปมองดูนาฬิกา เหลืออีกยี่สิบนาที จะหนึ่งทุ่ม 

                ยังทัน...” อเลนก็ลุกขึ้นกำชับให้น้องสาวของเค้าให้เฝ้าบ้าน อย่าเปิดประตูให้คนแปลกหน้า ก่อนจะเดินออกจากบ้านไป

                อเลนมีเรื่องที่อยากจะคุยกับฟิโอเร่เป็นการส่วนตัว

               

               แต่เมื่อออกจากบ้านมาไม่ไกลนัก อเลนก็พบกับฟิโอเร่ที่แอบซุ่มอยู่หลังต้นไม้ใหญ่   

                 สายลับสาวเปิดเผยตัวออกมาจากหลังต้นไม้ที่ถูกย้อมด้วยสีดำจากความมืดยามค่ำคืน

                นี้เป็นครั้งที่สองแล้วที่ทั้งคู่เผชิญหน้ากัน แต่มันแตกต่างกันจากครั้งแรก

                ตอนนี้พวกเค้าเจอกันในฐานะ นักสืบและสายลับ

             

                อเลน..สิ่งที่อยู่ในมือของนายตอนนี้..ฟิโอเร่จ้องไปยังจดหมายภารกิจที่อยู่ในมืออเลน

                ฟลอเร่!?” อเลนตกใจเพราะไม่คิดว่า ฟิโอเร่จะมา

                อย่างที่คิดเลยอเลนจดหมายในมือนั้น นายอ่านไปแล้วยัง…” ฟิโอเร่เดินก้าวเท้าเข้ามาใกล้อเลน พลางจ้องตาชายหนุ่มแบบไม่กระพริบ

                ก่อนหน้าที่จะมาดักพบอเลน ฟิโอเร่ได้ลองกลับไปค้นหาที่ตรอกแห่งนั้นอยู่นานสองนาน เนื่องด้วยเป็นตรอกที่ไม่น่าจะมีใครผ่านไปผ่านมา ดังนั้นคนที่อยู่กับเธอในตอนท้ายซึ่งคืออเลนอาจจะหยิบติดมือไป

            นายเคยบอกว่าเป็นนักสืบนี่..ความอยากรู้อยากเห็นของนายคงจะทำให้นายชอบเอาของของคนอื่นไปดูสินะ ฟิโอเร่เดินเข้ามาใกล้ๆอเลนเรื่อยๆ ก่อนจะหยุดเท้า

               

               ฉีบ!!

                “รับไปสิ..ผมคืนให้ และขอโทษจริงๆที่แอบเอาของเธอมาอเลนยื่นจดหมายภารกิจคืนกลับไปให้ฟิโอเร่

                แต่ที่เธอถามเมื่อกี้ ก็ขอโทษด้วยละกันที่ผมแอบอ่านข้อความในจดหมายนั้นหมดแล้ว

                ว่าไงนะ!!?” ฟิโอเร่ตาค้าง

                “ไม่ต้องทำหน้าตกใจขนาดนั้นก็ได้ คุณสายลับแห่งอวาลอน ไลออนฮาร์ท  ถึงจะเป็นภาษายูโทเซียที่อ่านยากแต่พอดีผมมีคนที่พอจะอ่านได้อยู่ที่บ้านนะ อเลนพูดแบบไม่ทุกข์ร้อนอะไร ในขณะที่สายลับสาวทำตาดุราวกับจะกินเลือดกินเนื้อเค้า

                ไม่อยากจะเชื่อจริงๆ!! ว่ามีคนนอกมาล่วงรู้ภารกิจของชั้นฟิโอเร่กัดฟันพูด

                นี่..ฟลอเร่ตอนนี้ผมก็รู้แล้วว่า เธอเป็นใคร และมาทำอะไร เธอต้องฆ่าผมเพื่อปิดปากเหมือนในหนังรึเปล่าเนี่ยอเลนยิ้มเหมือนจะเห็นเรื่องนี้เป็นเรื่องสนุก

                เมื่อเห็นปฎิกิริยาของอเลนทำให้ฟิโอเร่รู้สึกประหลาดใจปนสนใจในตัวอเลนมากขึ้น

                 นายนี่สุดยอดจริงๆนะอเลน.. ทั้งๆที่รู้ว่าชั้นเป็นใครแล้วยังกล้ามาพูดแบบนี้

                สายลับสาวเลิกทำหน้าดุ และปันยิ้มให้นักสืบหนุ่ม  แม้จะเป็นตอนกลางคืนแต่แสงของพระจันทร์ก็ทำให้ฟิโอเร่เห็นอเลนได้ชัดเจน

                ไม่ทำอะไรนายหรอก..ชั้นไม่ใช่นักฆ่าเลือดเย็นที่จะฆ่าใครไม่เลือกหน้านะ แล้วชั้นคิดว่านายคงไว้ใจได้ เห็นแบบนี้แต่ชั้นก็ได้รับการฝึกในเรื่องการมองคนเหมือนกันนะ ฟิโอเร่เก็บจดหมายภารกิจใส่ไว้ในกระเป๋าเสื้อ

                “แล้วที่สำคัญ นายก็นับว่าเป็นเพื่อนของชั้นคนนึงเหมือนกัน

                เรื่องของเธอผมจะไม่บอกใครแน่นอน ฟรอเร่อเลนยืนยัน  แต่ก็มีเรื่องอยากจะขอร้องเธออยู่หนึ่งเรื่อง

                ขอร้อง? เรื่องอะไร?” ฟิโอเร่ เอียงคอสงสัย

                ให้ชั้นช่วยเธอทำภารกิจตามหาเพชรไทป์มูนด้วยคนนะ

                นักสืบหนุ่มทำให้สายลับสาวอึ้งอีกครั้ง ก่อนที่สายลมเย็นๆที่พัดผ่านเธอไปจะเรียกสติของเธอกลับมาอีกครั้ง

                วะ..ว่าไงนะ!!” ฟิโอเร่ตกใจเมื่อได้ยินคำขอร้องของอเลน ก็ไม่รู้สาเหตุหรอกนะ  แต่ชั้นคงต้องขอปฏิเสธ เพราะมันเป็นภารกิจที่อันตรายมาก และมีคนต้องสังเวยชีวิตมาหลายคนแล้ว

                แม้ฟิโอเร่จะไม่เห็นด้วย แต่เรื่องนี้อเลนตั้งใจอย่างแน่วแน่ว่าจะขอช่วยให้ได้

            ฟลอเร่ ยังไงก็ฟังเรื่องของผมก่อน ผมจะเล่าให้เธอฟังเอง  แล้วหลังจากนั้น เธอก็ตัดสินใจมาได้เลยว่าจะให้ผมเข้าร่วมภารกิจนี้ได้ไหม

                อเลนทำท่าทีที่จริงจังต่างจากก่อนหน้านี่โดนสิ้นเชิง ทำให้ฟิโอเร่ต้องยอมฟังเรื่องของอเลน

                ขะ..เข้าใจแล้ว ว่ามาได้เลยเหตุผลของนาย

........................................................................................

                19.00. ณ คิตตี้เฮ้าท์

                บอย เบิร์นเนอร์นั่งมองนาฬิกาที่แสดงเวลา หนึ่งทุ่มตรง แต่กลับไม่เห็นแม้แต่เงาของอเลน

                อเลนผิดนัดเค้า

                ทั้งๆที่ย้ำแล้ว และอเลนก็ตอบตกลงเป็นอย่างดี บอย เบิร์นเนอร์เพียงแค่อยากจะให้อเลนพาของขวัญมาพบกับเค้าอีกครั้ง แต่ตอนนี้ความโกรธที่ถูกหักหลัง ทำให้บอย เบิร์นเนอร์หน้ามืดตามัว เค้าพร้อมที่จะทำทุกวิธีเพื่อบีบ อเลน ไม่เว้นแม้แต่การใช้ความรุนแรงกับคนสำคัญของอเลน

                หยุดอยู่ตรงนั้นบอย เบิร์นเนอร์ การกระทำที่ไม่รู้จักควบคุมของเจ้าจะทำให้สิ่งที่ข้าทำนายนั้นสูญเปล่า

                เสียงของอาคาทัน ดังออกจากจากสักมุมหนึ่งของบ้านหลังนี้

                ‘อาคาทันงั้นรึ!! มาตั้งแต่เมื่อไรกัน

                การมาถึงของอาคาทันทำให้บอย เบิร์นเนอร์ตระหนักได้ถึงความร้ายกาจของชายคนนี้  เค้าสามารถเข้ามาในคิตตี้เฮ้าท์โดยที่ตนเองไม่รู้สึกตัว

                อาคาทัน!! ไม่ใช่ว่าคุณทำนายผิดพลาดงั้นเรอะ!! ที่บอกว่าอเลนจะทำให้ชั้นได้พบกับคนรักอีกครั้งที่บ้านหลังนี้

                ช่างโง่เขลานักที่แคลงใจในการทำนายของข้า สิ่งที่ข้าเห็นเจ้าจะได้พบกับคนรักของเจ้าที่นี่อย่างแน่นอนเสียงที่ดังก้องไปทั่วในบ้าน ทำให้บอย เบิร์นเนอร์ไม่สามารถจับตำแหน่งของอาคาทันได้

                และในพริบตานั้น ประตูก็ได้ถูกเปิดออก แสงของพระจันทร์และดวงดาวส่องลอดเข้ามา เบื้องหน้าบอย เบิร์นเนอร์ คือ อเลนเพื่อนของเค้าและหญิงสาวแปลกหน้าที่เค้าไม่รุ้จัก

                ฮ่าๆ!!! ดีมากอเลนนึกว่าว่าจะหักหลังชั้นเป็นครั้งที่สองซะแล้วบอย เบิร์นเนอร์หันซ้ายหันขวาเพื่อมองหาคนรักของเค้า แต่ก็ไม่พบ  เค้าเห็นเพียงหญิงแปลกหน้าที่อเลนพามาด้วยเท่านั้น

                อเลนที่เห็นสีหน้าของ บอย เบิร์นเนอร์ ที่แสดงความสงสัยและต้องการคำอธิบายเดียวนี้  เค้าจึงได้ให้สัญญาณ ฟิโอเร่ ที่ยืนอยู่ข้างๆ

                คุณคือ บอย เบิร์นเนอร์ เพื่อนของอเลนสินะ ชั้น ชื่อฟิโอเร่ เดอ แพนโดร่า เมื่อสักครู่ระหว่างที่มาที่นี้ ชั้นได้ฟังเรื่องราวของคุณจากอเลนมาหมดแล้ว

                สายตาของบอย เปลี่ยนไปจับจ้องยังฟิโอเร่แทน  สาวสวยผมสั้นจึงพูดด้วยรอยยิ้มแห่งนักบุญ

                ที่ชั้นมาที่นี่ด้วย ก็เพื่อจะมาทำให้คุณได้พบกับของขวัญคนรักของคุณค่ะ

______________________________________________________________________

0 ความคิดเห็น