ตำนานเพชรอำพัน TypeMoon

  • 0% Rating

  • 0 Vote(s)

  • 264 Views

  • 7 Comments

  • 3 Favorites

แชร์นิยายเรื่องนี้

จำนวนแชร์
0

  • Month Views
    6

    Overall
    264

ตอนที่ 4 : Avalon Lionheart เคลื่อนไหว!!!

  • เนื้อหานิยายตอนนี้เปิดให้อ่าน
  • View : 19
    จำนวนคนให้กำลังใจ : 0 ครั้ง
    21 ธ.ค. 58

TypeMoon

ตำนานเพชรอำพัน

ตอนที่4  Avalon Lionheart เคลื่อนไหว!!

…………………………………………

                ทิวทัศน์ที่ไม่ว่าจะมองไปทางไหน ก็เห็นแต่ความขาวโพลนของหิมะที่ทับถมกันหนาหลาย เซนติเมตร ที่นี้คือทิวทัศน์ของประเทศยูโทเซีย ณ ขณะนี้

                ทั้งๆที่ตอนนี้เป็นช่วงฤดูร้อน แต่ด้วยสภาพอากาศที่แปรปรวนอย่างหนัก แทนที่แดดจะออกกลับมีพายุหิมะถล่มแทน สาเหตุของความแปรปรวนนี้ คือการสูญหายไปของ เพชรอำพันไทป์มูน เพชรประจำราชวงศ์คาทินก้า หรือถ้าจะพูดให้ถูกแล้ว สาเหตุจริงๆก็คือ ชีพจรพิภพที่ถูกดึงออกมาจากแผ่นดินเพื่อเป็นส่วนผสมในเพชรไทป์มูน

                เป็นเวลากว่ายี่สิบปีแล้ว ที่เพชรไทป์มูนถูกขโมยออกไปจากปรัเทศ  แต่ทางกษัตริย์มิคาเอลก็ไม่ได้นิ่งนอนใจ ตลอดยี่สิบปีที่ผ่านมา พระองค์ทรงทำทุกทางเพื่อตามเพชรไทป์มูนกลับคืนมาสู่ประเทศ และนั้นเป็นที่มาของ หน่วยงานอวาลอนไลอ้อนฮาร์ท หน่วยงานสายลับที่ได้ถูกฝึกฝนมาเป็นอย่างดี

                แต่ทุกครั้งที่เกือบจะคว้าเพชรกลับคืนมา ก็มักจะมีปัญหา และเรื่องราวมาทำให้เพชรหลุดมือไปนั้นทำให้ ยี่สิบปีที่ผ่านมา หน่วยงานอวาลอนไลอ้อนฮาร์ท ต้องสังเวยหัวหน้าหน่วยไปถึง2คน

                แต่ถึงอย่างนั้น ก็ไม่ได้ส่งผลต่อความพยายามของกษัตริย์มิคาเอล วันนี้ทวงคืนเพชรไทป์มูนกลับคืนมาได้เริ่มต้นขึ้นอีกครั้ง

                ในห้องลับที่อยู่ลึกลงไปใต้ดิน นี่คือห้องส่วนตัวของหัวหน้าหน่วยอวาลอนไลอ้อนฮาร์ท ซึ่งคนที่จะผ่านเข้าออกได้นั้นมีเพียง กษัตริย์มิคาเอลผู้สืบเชื้อสายคาทินก้า และ หัวหน้าหน่วยเท่านั้น   ประตูห้องที่ทำมาจากเหล็กกล้า มีเพียงหน้าจอLCDติดอยู่ที่ประตู

                เมื่อกษัตริย์มิคาเอล ยื่นมือออกไปประทับบนหน้าจอ แสงสีเขียวมรกตก็สว่างขึ้นมา นั้นหมายถึง เจ้าของฝ่ามือนั้นสามารถผ่านเข้าไปในห้องได้

              


               แอ๊ด.

                ประตูได้เปิดออก กษัตริย์มิคาเอลไม่รอช้า รีบเดินจ้ำเข้าไปในห้องลับทันที

                ภายในห้องที่กว้างขว้าง ข้าวของต่างๆถูกจัดอย่างมีระเบียบ ภายในเตาพิงที่กำลังมีไฟปะทุอย่างรุนแรง     ทำให้ภายในห้องอุ่นสบาย พรมขนสัตว์สีแดงที่อ่อนนุ่มสบายเท้าถูกปูไปทั่วทั้งห้อง  ตู้หนังสือและเอกสารจำนวนนับไม่ถ้วนถูกว่างเอาไว้อยู่เต็มห้อง ข้อมูลเหล่านั้นล้วนแต่เป็นข้อมูลความลับสุดยอด

                ภายในห้องนั้นว่างเปล่า ไร้ผู้คน แต่เสียงของน้ำที่กำลังไหล ทำให้กษัตริย์มิคาเอลทรงเดินต่อไปผ่านโต๊ะทำงานที่เต็มไปด้วยเอกสารภาษายูราเซีย  ก่อนจะไปหยุดอยู่หน้าประตูเลื่อนทรงญี่ปุ่น ที่ตรงประตูมีป้ายเขียนว่า ออนเซน

                “อ่าห์ น้ำร้อนสบายตัวจัง

                เสียงครางที่ดังออกมา บ่งบอกว่ามีคนกำลังอยู่ใน ออนเซนแห่งนี้

                ยัยนั้น….ในเวลาแบบนี้ยังจะทำตัวเฉื่อยชาแบบนี้อยู่อีก…’

                


               ‘คึ่กๆ

                เสียงประตูไม้ที่ค่อนข้างฝืดค่อยๆถูกเลื่อนออก และทันใดนั้นกลุ่มควันก็พวยพุ่งเข้ามาปะทะกับใบหน้าของกษัตริย์มิคาเอล

                แหม..นึกว่าใครที่ไหน ที่แท้ก็คิงมิคาเอลนี่เอง เสียงของผู้หญิงดังออกมาจากกลุ่มควัน เป็นถึงกษัตริย์แต่ถึงกับเข้ามาหาผู้หญิงตอนกำลังอาบน้ำนี่มันก็ไม่ดีไม่งามนะคะ

                “หึ! นี่มันอะไรกัน ในขณะที่ประเทศกำลังเจอภัยหนาว มีประชาชนหนาวตายนับไม่ถ้วน แต่เธอกับมานอนแช่ออนเซนเนี่ยนะ

                “ได้โปรดอย่าเข้าใจผิดแบบนั้นสิคะ นี่ไม่ใช่การอาบน้ำ แต่เป็นการฝึกค่ะ

                “การฝึก?”

                “ยังไงดิชั้นก็ต้องไปปฏิบัติหน้าที่ ที่ประเทศไทยอยู่แล้ว ว่ากันว่าประเทศไทยเป็นเมืองที่ร้อนมาก ดังนั้นดิชั้นจึงมานอนแช่ออนเซน เพื่อให้ร่างกายสามารถปรับตัวกับความร้อนของภูมิประเทศนั้นได้

                ที่พูดมาเรื่องจริงหรืออำกันเล่นเนี่ย

                “จริงแท้แน่นอนค่ะหัวหน้าหน่วยรุ่นก่อนๆก็ทำแบบนี้ในการปรับสภาพร่างกายให้เข้ากับความร้อน

                “อ่าถ้าเธอพูดถึงขนาดนั้นก็คงจะจริงละนะ กษัตริย์มิคาเอลเกาหัวแกร่กๆ แบบไม่ค่อยอยากจะเชื่อนัก

                ตอนนี้หมอกควัน และไอน้ำที่เกิดจากความร้อนก็ค่อยๆจางลงเรื่อยๆ ทำให้สามารถเห็นสภาพภายในห้องน้ำได้คราวๆ

                ภายในห้องน้ำถูกจัดและตกแต่งไม่ต่างกับออนเซนจริงๆที่ประเทศญี่ปุ่น ขอบของอ่างน้ำถูกจัดวางด้วยก้อนหินขนาดไม่เล็กไม่ใหญ่และส่วนด้านหลังสุดก็ตกแต่งเป็นน้ำตกขนาดย่อมๆ  และเงาตะคุ่มๆของผู้หญิงที่กำลังยืนอยู่ตรงกลางบ่อน้ำ

                เมื่อหมอกควันจากไอน้ำเริ่มจางลง ทำให้เริ่มเห็นรูปร่างของหญิงสาวได้ชัดเจนยิ่งขึ้น ระดับน้ำในอ่างนั้นสูงพอที่จะปกปิดพื้นที่ศักดิ์สิทธิ์ของหญิงสาวจากสายตาของกษัตริย์มิคาเอล แต่ถึงอย่างนั้นร่างที่เปลือยเปล่าตั้งแต่ส่วนสะโพกขึ้นไปที่อยู่เหนือน้ำ มีเพียงมือขวาที่กอดปกปิดหน้าอกเอาไว้ เส้นผมสีชมพูที่เปียกน้ำจับตัวกันยาวลงมาถึงประมาณท้ายทอย

                ท่านคิงมิคาเอล คือจะยืนอยู่ตรงนั้นอีกนานไหมคะ นัยน์ตาสีแดงจ้องมองไปยังกษัตริย์มิคาเอลที่ยืนจังก้าอยู่หน้าประตู ดิฉันจะขึ้นจากบ่อแล้วค่ะ

                “หึ..ร่างเปลื่อยของเจ้าข้าเห็นจนเบื่อแล้วละข้าจะออกไปรอข้างนอก รีบแต่งตัวให้เรียบร้อยแล้วออกมาพบกับข้า

                “รับทราบค่ะ นายเหนือหัวแห่งข้า หญิงสาวโค้งคำนับเล็กน้อย ในขณะที่มือยังกอดปกปิดหน้าอกอยู่

                                                                    ……………………………………………………..

                                


               เมื่อเวลาผ่านไปสิบนาที ในที่สุดหญิงสาวก็เดินออกมาจากห้องแต่งตัว  พร้อมชุดประจำตำแหน่งของหัวหน้าหน่วย

                เธอเดินตรงไปยังโต๊ะทำงานตัวใหญ่ ที่ฉากหลังเป็นตู้หนังสือขนาดใหญ่ที่ใส่หนังสือ เอกสารอ้างอิงต่างๆนับไม่ถ้วน

                หญิงสาวผู้มีใบหน้าที่งดงาม ดวงตาคมสีแดงนั้นคือจุดเด่นของเธอ เส้นผมสีชมพูแวววาวสะบัดไปตามการเคลื่อนไหว

                เสื้อผ้าสีขาวสะอาดตัดขอบสีแดง นี่คือชุดของหัวหน้าแห่งอวาลอนไลอ้อนฮาร์ท เนื้อผ้านั้นการออกแบบมาเพื่อให้สามารถใช้ได้กับทุกสภาพอากาศบนโลกใบนี้ และตอนนี้หญิงสาวก็ได้คุกเข่าลงต่อหน้ากษัตริย์แห่งยูโทเซีย

                “…ฟิโอเร่ จงรับสิ่งนี้ไป กษัตริย์มิคาเอล ยกดาบเล่มหนึ่งขึ้นมา

                ดาบนั้นมัน..ดาบอารอนไดท์ หญิงสาวรับดาบมาวิเคราะห์พิจารณา

                ทั้งปลอกดาบและใบดาบมีสีดำสนิท นี่คือดาบอารอนไดท์ไม่ผิดอย่างแน่นอน

                ถูกต้อง นี่คือดาบอารอนไดท์ หนึ่งในสมบัติล้ำค่าที่ ราชวงศ์คาทินก้าเก็บเอาไว้กษัตริย์มิคาเอลชี้ไปยัง กันดาบสีดำที่มีอัญมณีสีม่วงฝังอยู่ แต่สิ่งสำคัญจริงๆคืออัญมณีสีม่วงที่ฝังอยู่ตรงกันดาบ

                “อัญมณีเม็ดนี้คงจะมีปฏิกิริยาเมื่ออยู่ใกล้ๆ ชีพจรพิภพ สินะคะ

                “ถูกต้องด้วยสิ่งนี้จะทำให้เจ้าสามารถค้นหาเพชรไทป์มูนได้ง่ายขึ้น เอาละ!!นี่ก็คือสิ่งที่ข้าอยากจะบอกเจ้าเอาไว้ ก่อนจะไปทำภารกิจสำคัญ

                หญิงสาวคุกเข่าก้มหน้าเพื่อรับฟังสิ่งที่กษัตริย์แห่งยูโทเซียกำลังจะพูด


                จงใช้ดาบศักดิ์สิทธิ์อารอนไดท์และอัญมณี นำเพชร ไทป์ ออฟ มูน กลับคืนสู่ประเทศยูโทเซียของเรา

            

               “รับทราบค่ะ!! ข้าจะนำ ไทป์มูน กลับมาให้จงได้หญิงสาวเงยหน้าขึ้นพูด สีหน้าของเธอเต็มไปด้วยความมั่นใจ

                ข้าก็หวังอย่างนั้น ประเทศแห่งนี้ขาด ชีพจรพิภพนานเกินไปแล้ว อย่าให้ประวัติศาสตร์ซ้ำรอยเหมือนคราวของ วิเวียน และ มาเรีย ละ

                “โปรดอย่าห่วง คิงมิคาเอล ข้า ฟิโอเร่ เดอ แพนโดร่า หัวหน้ารุ่นที่สาม แห่ง หน่วย อวาลอนไลอ้อนฮาร์ทขอให้คำสัตย์ปฏิญาณต่อหน้าดาบอารอนไดท์เล่มนี้  ข้าจะทำทุกอย่างเพื่อนำ ไทป์มูน กลับมาให้เร็วที่สุด

                เมื่อได้ยินเช่นนั้น กษัตริย์มิคาเอลก็สบายใจ การเดินทางของฟิโอเร่กำหนดคืออีกหนึ่งชั่วโมงข้างหน้าด้วยเครื่องบินเจ็ทส่วนตัว

                 ทำให้ตามกำหนดการฟิโอเร่จะถึงประเทศไทยในเช้าตรู่ของวันพรุ่งนี้ และการเดินทางครั้งนี้จะเป็นประสบการณ์ชีวิตที่หญิงสาวแห่งยูโทเซียรายนี้จะไม่มีวันลืมไปตลอดชีวิต

                                 ……………………………………………………………………………………………………..

               

                ในเช้าวันรุ่งขึ้น หลังจากที่เมื่อวานบอย เบิร์นเนอร์บุกมาที่สำนักงานนักสืบ อเลนที่นั่งคิดแต่เรื่องของ บอย เบิร์นเนอร์อยู่ทั้งคืน สิ่งที่บอย เบิร์นเนอร์ต้องการคือ ความจริงเรื่องการหายตัวไปของหญิงคนรักของเค้า  และการที่บอย เบิร์นเนอร์ พุ่งเป้ามายังตนเองก็คงเป็นเพราะคงจะรู้แล้วว่า ในคืนนั้นก่อนที่ของขวัญจะหายตัวไป อเลนเป็นคนสุดท้ายที่ของขวัญมาเจอ

                อเลนมองไปยังน้องสาวของเค้า ที่กำลังนอนหลับปุ๋ยอยู่บนเตียง

                จะต้องรีบจบเรื่องนี้ ก่อนที่ บอย เบิร์นเนอร์จะทำอะไรร้ายแรงลงไป อเลนคิดแบบนั้น

                

               อเลนเดินออกจากห้องไปแบบเงียบๆ เพื่อไม่ให้รบกวนการนอนของน้องสาว และเดินลงมาที่โต๊ะทำงาน ซึ่งบนโต๊ะมีแหวนวางอยู่

                มันเป็นแหวนที่มีลักษณะเหมือนกันกับวงของบอย เบิร์นเนอร์ เพียงแต่วงนี้จะมีลวดลายสลักที่ต่างกันออกไป

                มันเป็นแหวนที่ของขวัญฝากเอาไว้ก่อนที่เธอจะหายตัวไป และจากเหตุการณ์ไฟไหม้เมื่อ2ปีทำให้อเลนไม่มีโอกาสที่จะมอบแหวนวงนี้คืนให้บอย เบิร์นเนอร์   เมื่อเวลาผ่านไปอเลนก็ลืมเรื่องแหวนซะสนิท จนกระทั้งพิมพ์จันทร์ทักเรื่องแหวนขึ้นมาเมื่อวาน

                ดังนั้นอเลนจึงคิดว่า สิ่งที่เค้าควรทำในตอนนี้คือ นำแหวนวงนี้ไปคืนให้บอย เบิร์นเนอร์และเคลียเรื่องราวทุกอย่างให้จบลง

…………………………………………………………………………………..

                หลังจากใช้เวลาทั้งคืนในการเดินทางด้วยเครื่องบินเจ็ทส่วนตัว ในที่สุดฟิโอเร่ก็ได้เดินทางมาถึงเมืองไทย โดยเมืองที่เธอย่างเท้าก้าวลงเหยียบก็คือ เมืองนครบางนาค

                ฟิโอเร่ในตอนนี้เปรียบเหมือนนกน้อยที่ได้มีโอกาสบินออกจากกรงเป็นครั้งแรก เพราะนี้คือการเดินทางมายังต่างแดนครั้งแรกของเธอ เพราะตั้งแต่เด็กๆ ทุกๆวันเธอก็จะต้องฝึกฝนอย่างหนัก ภายในหน่วยงาน       อวาลอนไลอ้อนฮาร์ท  ทำให้ความรู้สึกของฟิโอเร่ในตอนนี้การดูโลกภายนอกด้วยตาของเธอเองจึงมาก่อนภารกิจที่ได้รับมอบหมาย

                เรื่องอะไรจะรีบทำภารกิจให้เสร็จ แล้วต้องกลับยูโทเซียให้โง่ละ โอกาสที่จะได้ออกนอกประเทศไม่ใช่จะมีมาง่ายๆ ที่อุตส่าห์ทนฝึกหนักเพื่อเป็นหัวหน้าหน่วย ก็เพราะจะได้ออกมาทำภารกิจนอกประเทศนี่แหละฟิโอเร่เดินทอดน่องอย่างสบายใจ ด้วยใบหน้าเบิกบานรับแสงแดดที่แรงขึ้นเรื่อยๆ

                ฟิโอเร่ในตอนนี้ดูไม่เหมือนตัวเธอเองในตอนที่อยู่ในห้องกับกษัตริย์มิคาเอล จากชุดประจำตำแหน่งที่เต็มไปด้วยลวดลายต่างๆ ได้เปลี่ยนเป็นสาวน้อยธรรมดาที่สามารถพบเห็นได้ทั่วไป หากไม่นับดาบขนาดใหญ่ที่พาดอยู่กลางหลังของเธอ

                หมวกไหมพรมสีครีมที่อ่อนนุ่มครอบอยู่บนผมสีชมพูของเธอ  แว่นกลมอันใหญ่ซึ่งดูยังไงก็เป็นแค่แว่นแฟชั่นธรรมดาที่ใส่ซ่อนทับกับนัยน์ตาสีแดงสด ชุดเดรสบางๆที่ชายกระโปรงพลิ้วไปตามลมที่พัดมา ช่างเหมาะกับหน้าร้อนในตอนนี้

                ฟิโอเร่เดินไปตามทางโดยในมือก็ลากกนะเป๋าเดินทางขนาดใหญ่เกือบครึ่งของตัวเธอ โดยเป้าหมายแรกคือการหาที่พัก

                ตอนนี้หญิงสาวกำลังอยู่ในเขตเมืองเก่า ซึ่งนอกจากจะบอกได้ด้วยแผนที่แล้วยังสามารถรับรู้ได้จากสถาปัตยกรรมของอาคารแถวนี้ ซึ่งคงความโบราณเอาไว้

                แต่ก่อนที่จะไปถึงโรงแรม อัญมณีสีม่วงประกายที่ฝังอยู่ในดาบ อารอนไดท์กลับเปล่งแสงทำปฎิกิริยา อย่างที่ ฟิโอเร่ไม่ทันตั้งตัว

                อะ..อะไรกันเนี่ย!!!” ฟิโอเร่ ปล่อยมือจากกระเป๋าลาก และคว้าดาบออกมาดูให้แน่ใจ

              

                 แสงอัญมณียังคงส่องสว่าง

                หรือว่าเพชรไทป์มูนจะอยู่แถวนี้?”

                ฟิโอเร่เริ่มทำหน้าเครียด ภารกิจสำคัญที่ใช้เวลากว่า20ปียังไม่สำเร็จ จะมาสำเร็จเอาง่ายๆแบบนี้ซะงั้น และแผนท่องเที่ยวที่เธอวางเอาไว้หลายเดือนจะต้องจบลงภายในไม่กี่ชั่วโมงที่เธอมาถึงประเทศไทยอย่างนั้นหรือ

                  

                แต่ก็มีเสียงทักดังขึ้นมาจากข้างหลังเธอ

                มันคงไม่ดีแน่ ถ้าเธอจะเข้าไปในตรอกนั้นไอ้ง่าว ชายสติไม่สมประกอบที่เดินเข้ามาจากทางด้านหลัง  มีพวกน่าสงสัยอยู่ในตรอกนั้นนะ

                ในตรอกนั้นมีอะไร!!”ฟิโอเร่ ทำตาขวาง พลางคิดว่าหรือจะเกี่ยวข้องกับเพชรไทป์มูน  ไม่ทันได้ฟังไอ้ง่าวพูดต่อ ฟิโอเร่ก็พุ่งทะยานไปพร้อมดาบเล่มใหญ่เข้าไปในตรอกที่มืดมิด ทิ้งไอ้ง่าวกับกระเป๋าเดินทางใบใหญ่เอาไว้ตรงนั้น

                เมื่อเดินเข้ามาในตรอกที่มืดและชื้นแฉะ ปลายทางนั้น ฟิโอเร่สังเกตเห็นกลุ่มคนที่ไม่น่าไว้ใจกลุ่มหนึ่งกำลังทำอะไรบางอย่างอยู่  ฟิโอเร่แอบอยู่ที่มุมกำแพงคอนกรีตเพื่อสังเกตการณ์   แต่จากจุดที่ฟิโอเร่แอบอยู่          ไม่สามารถที่จะสอดแนมได้อย่างชัดเจน เธอจึงพยายามที่จะเข้าใกล้เป้าหมายให้มากขึ้นอีกนิด

                เคล้ง!!” ด้วยการที่ตรอกแห่งนั้นเป็นตรอกที่แคบทำให้ในขณะที่ฟิโอเร่ขยับตัว ฝักดาบอารอนไดท์ก็ไปกระแทกเข้ากับกำแพงจนเกิดเสียงดัง ทำให้กลุ่มผู้ต้องสงสัยหันมามองเธอเป็นสายตาเดียวกัน

             

               แย่แล้ว…”

                ฟิโอเร่ซึ่งซุ่มซ่ามทำเสียงดัง ทำให้ตัวเองตกเป็นเป้า และซ้ำร้ายเมื่อมองไปยังอัญมณีที่เมื่อสักครู่ได้ส่องแสงทำปฎิกิริยา  แต่บัดนี้อัญมณีกลับไม่ส่องแสงแล้ว  แม้ฟิโอเร่จะค่อนข้างประหลาดใจกับปฎิกิริยาของอัญมณีสีม่วงที่ฝังในกันดาบเม็ดนี้  แต่ตอนนี้เธอต้องเลิกคิดถึงเรื่องนั้นชั่วคราว เพราะเพียงไม่กี่วินาที เธอก็ถูกกลุ่มคนล้อมดักหน้าดักหลัง

                เห้ย!! นังนี้เป็นใครวะ ชายตัวใหญ่ที่เหมือนจะเป็นหัวหน้าเดินออกมา พลางใช้สายตามองฟิโอเร่ตั้งแต่หัวจรดเท้า

                ขอโทษพวกพี่ๆ ด้วยจ้า พอดีชั้นเป็นนักท่องเที่ยวนะ แล้วหลงทางเข้ามา พวกพี่ๆก็ทำธุระต่อเถอะนะ

                ว่าแล้ว ฟิโอเร่ก็รีบเตรียมชิ่งออกจากวงล้อม  ในเวลานี้เธอคิดว่าการมีเรื่อง หรือทำอะไรที่โจ่งแจ้งจนเกินไปจะทำให้เธอลำบากในอนาคต

                เดียวจับ นังนั้นไว้ก่อน!! มันอาจจะเป็นสายของตำรวจก็ได้นะ ชายตัวใหญ่ตะโกนสั่ง

                เจ็บนะ!!” แขนที่บอบบางของฟิโอเร่ ถูกจับกระชากด้วยแรงของผู้ชาย  แม้ว่าจริงๆแล้ว สำหรับฟิโอเร่จะไม่ได้รู้สึกอะไรเลย แต่ในตอนนี้เธออยู่ในบทนักท่องเที่ยวสาวผู้บอบบาง จึงต้องเล่นละครไปตามน้ำ พี่ปล่อยหนูไปเถอะ หนูไม่ใช่สายตำรวจนะ แล้วก็ไม่รู้ด้วยว่า พวกพี่กำลังอะไรอยู่ฟิโอเร่ทำสายตาอ้อนวอน

                ลูกพี่ใกล้ได้เวลาส่งยาให้ลูกค้าแล้วนะเอาไงดี!!” เสียงของลูกน้องที่ร้องถามความเห็นจากลูกพี่

                ส่งยางั้นหรอ…” ด้วยความโง่เง่าของพวกลูกกระจ๊อก ทำให้แม้ฟิโอเร่จะไม่อยากจะรู้แต่ก็ต้องโดนบังคับให้รู้ไปโดยประยาย

                “หึหึ..ในเมื่อเธอรู้เรื่องการค้ายาแล้ว ถึงไม่ใช่สายตำรวจก็ปล่อยไปไม่ได้ง่ายๆละนะชายร่างใหญ่พูด

                ฟิโอเร่ หลับตาถอนหายใจด้วยความหน่าย ถ้าถึงที่สุดจริงๆ เธออาจจะต้องลงมือจัดการ คนกลุ่มนี้ โดยที่ทิ้งหลักฐานที่จะสาวมาถึงตัวเธอให้น้อยที่สุด   

                หนึ่ง สอง สาม สิบคนสินะ ฟิโอเร่กวาดสายตามองรอบๆ  งั้นก็ สามนาทีละกัน

                เสียงคำพูดนั้น ชายที่จับแขนของฟิโอเร่เอาไว้ก็ถูกเหวี่ยงจนตัวลอยกลางอากาศก่อนจะหล่นลงมากระแทกพื้นเสียงดัง  สร้างความตกตะลึงให้กับอีก9คนที่เหลือ

                เหลืออีก เก้าคน…”

                มันเป็นสายให้ตำรวจจริงๆ!! เชือดมันเลย!!” หัวหน้าออกคำสั่ง เมื่อได้เห็นความแข็งแกร่งของฟิโอเร่ ทุกคนต่างควักอาวุธออกมาไม่ซ้ำแบบ ไล่ไปตั้งแต่ มีดสั้น สนับมือ ปืน9mm และขวาน

                สถานการณ์ที่ใกล้จะเกิดการตะลุมบอน แม้อยู่ต่อหน้าคนร้ายอาวุธครบมือที่น่ากลัว  ฟิโอเร่กลับไม่แสดงท่าทีหวั่นไหวแม้แต่น้อย

              

                 เพราะระดับที่แตกต่างกัน

               

               แต่สุดท้ายแล้ว การตะลุมบอนก็ไม่เกิดขึ้น เมื่อเสียงของชายคนหนึ่งดังขึ้นมาจากมุมอับของตรอก

                หยุดอยู่แค่นั้นแหละ บับเบิ้ล ชายหนุ่มที่โผล่ออกมาคลี่คลายสถานการณ์ก็คือ อเลน

                ยอมวางมือแต่โดยดีเถอะ แล้วเรื่องคราวนี้พวกตำรวจจะยอมเอาหูไปนาเอาตาไปไร่เอง

                “…!!”

                แค่แกปล่อยผู้หญิงไป  เพราะมันคงจะได้ไม่คุ้มเสียนะ ถ้าแกกับพวกชั้นจะต้องมาปะทะกันด้วยเรื่องเล็กๆที่ว่า มีนักท่องเที่ยวธรรมดาๆหลงเข้ามาเห็นแกทำเรื่องไม่ดีไม่งามอยู่ อเลนจ้องไปยัง บับเบิ้ล โดยแรงกดดัน จนทำให้แก๊งค้ายารู้สึกถึงความน่ากลัวได้ 

                ไปพวกเรา!! วันนี้แยกย้าย ไม่ขายแล้วบับเบิ้ลออกคำสั่งกับพวกลูกน้องให้กระจายตัวกันออกไป ก่อนที่พวกตำรวจจะมาสมทบ ทำให้ที่ตรอกนั้น เหลือเพียง อเลนและฟิโอเร่

                                       …………………………………………………………………………………

                บนถนนยางมะตอยที่ร้อนระอุ  อเลนช่วยลากกระเป๋านำหน้าฟิโอเร่ที่เดินอย่างเชื่องช้า หลังจากที่อเลนช่วย  ฟิโอเร่ให้รอดพ้นจากสถานการณ์อันตราย  ฟิโอเร่เดินอมยิ้มพลางนึกถึงเรื่องราวตอนที่พวกเค้าได้แนะนำตัวเองหลังจากพวกค้ายาแยกย้ายกันหลบหนีไป

                ชั้นชื่อฟิโอเร่ เป็นนักท่องเที่ยวค่ะ ฟิโอเร่ตอบด้วยภาษาไทยเพียงแค่นั้น ก่อนจะเสริมว่า  เรียกว่า ฟลอเร่ เฉยๆก็ได้ค่ะ

                ชั้น อเลน

                ดูเหมือน ฟลอเร่ จะเป็นชื่อเล่นของเธอ และเธอคงเป็นนักท่องเที่ยวที่ชอบการคอสเพลย์เป็นพิเศษ ดูจากการที่สะพายดาบขนาดใหญ่เอาไว้ตลอดเวลา อเลนคิดแบบนั้น

                เมื่อถามว่าทำไม ฟิโอเร่ถึงได้พูดภาษาไทยได้อย่างชัดเจน เธอก็ตอบกลับมาอย่างเรียบๆว่า เพราะเธออยากจะมาที่ประเทศไทย ดังนั้นเธอจึงเรียนภาษาไทยตั้งแต่ยังเด็ก

                เมื่อออกมาจากตรอกแล้ว อเลนจึงอาสาที่จะพาฟิโอเร่ไปส่งที่โรงแรม เค้าเดินไปยังกระเป๋าลากใบใหญ่ ซึ่งเมื่อลองได้ลากดูแล้ว ก็รู้สึกว่ามันหนักเกินกว่าเด็กผู้หญิงจะลากไปที่ไกลๆไหว

                ขอบคุณมากค่ะ แต่ชั้นลากเองได้ค่ะ

                “ไม่ต้องเกรงใจ อเลนไม่ฟังคำคัดค้านของหญิงสาว ก่อนจะลากกระเป๋าเดินนำหน้าไป ทิ้งให้ฟิโอเร่ยืนงงอยู่คนเดียว

                นี่เป็นครั้งแรกที่ฟิโอเร่ได้รับการช่วยเหลือ

                มันเป็นความรู้สึกที่แปลกประหลาด ตลอดมาที่หน่วยงานอวาลอนไลออนฮาร์ท เธอมักจะเป็นฝ่ายช่วย และจัดการในทุกๆเรื่อง ด้วยความที่เป็นคนเก่ง และสามารถที่จะทำทุกๆอย่างด้วยตัวคนเดียวได้  การที่มีคนมาเป็นห่วงและดูแล มันจึงเป็นความรู้สึกที่แปลกใหม่ แต่ฟิโอเร่เองก็คิดว่า มันก็ไม่ใช่ความรู้สึกที่เลวร้ายอะไร

…………………………………………….

                ในระหว่างที่กำลังเดินไปเรื่อยๆนั้น ฟิโอเร่ก็ถามขึ้นมาคำนึง

                ดูเหมือนเจ้าพวกคนไม่ดีนั้นจะเกรงๆคุณอเลนพอสมควรนะคะ เป็นเพราะอะไรงั้นหรอ

                “เรียกอเลนเฉยๆก็ได้ครับจริงๆคือผมทำงานเป็นนักสืบน่ะ  เลยรู้จักกับพวกตำรวจพอสมควร

                “งั้นทำไมถึงไม่จับพวกมันให้หมดล่ะคะ?

                “อืม พวกตำรวจเองก็คิดว่าเป็นแบบนี้ก็ดีแล้วนะสิ  เพราะถ้าใช้ไม้แข็งจะต้องเกิดการปะทะที่รุนแรงส่งผลต่อเมืองทั้งเมืองแน่นอน  ตำรวจเองก็เลยแค่จับตาเจ้าพวกนั้นไม่ให้ทำอะไรเกินเลย

                “เพราะใจอ่อนและไม่เด็ดขาดแบบนี้ยังไงค่ะ ถึงแก้ปัญหาไม่ได้สักที ที่บ้านเกิดของชั้นนะ ใครทำผิดกฎหมายก็อาจโดนประหารได้ง่ายๆ ฟิโอเร่พูดด้วยน้ำเสียงภูมิใจ

                


               ในที่สุดทั้งคู่ก็เดินมาถึงโรงแรมเก่าแก่แห่งหนึ่ง

                โรงแรมนั้นตั้งอยู่บนรอยต่อของเขตเมืองเก่าและเมืองใหม่  อเลนเป็นคนจัดการเรื่องเอกสารการเข้าพักทั้งหมดให้แก่ฟิโอเร่  ใช้เวลาไม่นาน ทุกอย่างเรียบร้อยแล้ว

                เพราะห้องพักอยู่ที่ชั้น2 และต้องขึ้นทางบันไดเพียงอย่างเดียว อเลนจึงใช้สองมือออกแรงอุ้มกระเป๋าขึ้นมา และค่อยๆก้าวเท้าขึ้นบันไดอย่างระมัดระวัง บันไดไม้ส่งเสียงเอี๊ยดๆ ไปตามจังหวะการลงเท้า โดยมีฟิโอเร่เดินตามหลัง

                ในที่สุดกระเป๋าก็ถูกขนมาตั้งไว้ที่หน้าประตูห้อง

                “’งั้นก็เที่ยวให้สนุกนะครับ ผมคงต้องขอตัวแค่นี้ อเลนยิ้ม

                อเลนขอบคุณมากคะที่ช่วยเหลือชั้น ฟิโอเร่โค้งตัวอำลาอย่างอ่อนน้อม

                


               หลังจากเดินลงมาถึงล๊อบบี้โรงแรมแล้ว อเลนก็ถอนหายใจ

                เฮ้อ…”

                “เจอเรื่องแปลกๆเข้าซะแล้ว  ตัวจริงของผู้หญิงคนนั้นคือใครกันแน่นะ อเลนเงยหน้าขึ้นมองไปยังชั้นสอง พร้อมในมือที่กำจดหมายฉบับหนึ่ง ซึ่งเก็บได้จากในตรอกตอนที่อเลนไปช่วยฟิโอเร่

                แผ่นกระดาษที่ถูกเขียนเอาไว้ด้วยภาษาที่แปลกประหลาด ซึ่งแม้แต่อเลนก็ยังอ่านไม่ออก แต่มีอยู่เพียงอักษรหนึ่งที่ทำให้อเลนรู้ว่ามันคือ ภาษาอะไร  ตัวอักษรนั้นเหมือนตัวอักษรที่อยู่บนหน้าปกหนังสือของพิมพ์จันทร์

                ตัวอักษรยูโทเซียที่อ่านว่า ไทป์มูน

                การที่คนจากยูโทเซียจะมาท่องเที่ยวในประเทศไทยนั้นเป็นไปไม่ได้ เพราะระดับความสัมพันธ์ที่ตกต่ำจนถึงขนาดมีกฏหมายห้ามชาวยูโทเซียเดินทางไปประเทศไทย ดังนั้นหากจดหมายฉบับนี้เป็นของฟิโอเร่จริงๆ มันก็หมายถึงฟิโอเร่ไม่ใช่นักท่องเที่ยวธรรมดาอย่างที่เธอบอก 

                 เธอน่าจะเก็บซ่อนความลับอะไรบางอย่างอยู่

                เบาะแสเพียงหนึ่งเดียวคือจดหมายที่เก็บได้

                คงจะต้องทิ้งเรื่อง บอย เบิร์นเนอร์ไว้ก่อน แล้วเอากระดาษนี้ไปให้พิมพ์จันทร์แปล อเลนไม่รอช้า เค้าพับจดหมายใส่กระเป๋ากางเกงก่อนจะเดินออกจากโรงแรมเพื่อไปหาน้องสาวของเค้า

________________________________________________________________________________________

0 ความคิดเห็น