ROBBER BRIE (BriexScarlett)

ตอนที่ 2 : Episode 2 : Trust in me when I say

  • เนื้อหานิยายตอนนี้เปิดให้อ่าน
  • View : 380
    จำนวนคนให้กำลังใจ : 26 ครั้ง
    23 พ.ค. 62






Episode 2 : Trust in me when I say






Can't Take My Eyes Off You  

(Frankie Valli and The 4 Seasons)


------------------------------------------------------------------------------





                “ว้าว น่ารักจังเลย”

                “ว้าว เจ้าแมวแสนรู้”


                 กูสทำหน้าที่ของมันได้ดีไม่ขาดตกบกพร่อง ถ้าเป็นลูกน้องฉันคงจะอัดโบนัสให้ล่วงหน้าสักสามเดือน แต่บางทีกูสก็ทำได้ดีเกินไปจนคนที่เดินผ่านไปผ่านมาไม่สนใจฟังเสียงร้องและเสียงกีต้าร์จากฉันเลยสักนิด ฉันมองแบงค์ดอลล่าร์และเศษเหรียญที่รู้สึกว่ามันไร้ค่า พลางถอนหายใจออกมาอย่างเหนื่อยหน่าย มองกูสเล่นกับผู้คนจนฉันเซ็งเป็นหมาหงอย เพราะถึงตัวจะอยู่ตรงนี้แต่ใจลอยไปอยู่เมืองอัมสเตอร์ดัมเมืองในฝันแล้วเรียบร้อย

                 ฉันเหมือนคนไร้วิญญาณ ในใจคิดถึงแค่เงินส่วนแบ่งที่จะต้องได้แต่ถูกโกงไปและคิดถึงแค่เงินที่ควรจะได้มาประทังชีวิตก่อนที่พวกขี้โกงจะกลับมา และมันน่าเบื่อมากที่ต้องเป็นแบบนี้ ฉันเบื่อเวลาชีวิตไม่เป็นไปอย่างที่คาดหวังไว้

                “เฮ้ๆๆ อย่าจับมันแรงนักสิ” ฉันเอ่ยห้ามวัยรุ่นสองคนที่อุ้มกูสขึ้นมา เล่นกับมันจนหนำใจแต่ไม่มีท่าทีว่าจะโยนเงินมาสักเหรียญ

                “มีปัญหาอะไรรึเปล่าพี่?”

                “มีสิ เธอจับแมวของฉันแรงเกินไป อยากโดนข้อหาทารุณกรรมสัตว์รึไง? ถ้าแมวของฉันบาดเจ็บขึ้นมาฉันเรียกร้องค่าเสียหายได้นะ” ฉันไม่ใช่คนเห็นแก่เงินถ้าไม่จำเป็น แต่ก็นั่นแหละ ชั่วโมงนี้อะไรๆ ก็ต้องเป็นเงินไว้ก่อน ชีวิตมิจฉาชีพมันโหดจะตายถ้าใช้ไม่เป็น

                “เอาแมวออกมาหากินแบบนี้ ใครกันแน่ทารุณกรรมสัตว์?”

                “ไปเหอะพวก อย่าเสียเวลากับขอทานเลย”

                “ว่าไงนะ?”

                ฉันสาบานกับตัวเองและแมวแสนรักว่าไอ้สองหน่อนั่นจะต้องกลับมารับผิดชอบ และฉันจะไม่ยอมตกอับเพราะชวดเงินส่วนแบ่งจากการปล้นอีกแล้ว



                ฉันปลีกตัวออกมานั่งนับเงินที่ได้โดยอีกมือกำลังถือขนมแมวเลียให้กูสกินอย่างเอร็ดอร่อยเป็นรางวัลที่วันนี้มันทำหน้าที่ได้ดีเยี่ยม แต่ฉันต้องยอมรับว่าเงินแค่นี้มันยังน้อยเกินไป ยังไม่พอจ่ายค่าน้ำค่าไฟให้ยัยป้าจอมเขี้ยวด้วยซ้ำ ไม่เหมือนกับการปล้นที่เผลอแป๊บเดียวฉันก็ได้เงินหลายแสนหลายล้าน

                แม้พยายามติดต่อหาผู้ร่วมขบวนการสองหน่อจอมทรยศ แต่ก็มีเพียงแค่เสียงรับฝากข้อความตอบกลับมาเท่านั้น

                “ไปเหอะกูส กลับบ้าน!” ฉันหงุดหงิดจนหน้ามืดตามัว อุ้มเจ้ากูสให้ลุกขึ้นและไม่ดูตาม้าตาเรือจนไปชนกับใครบางคนเข้า 

                “โอ๊ะ!

                “โอ๊ะ!

                ฉันล้มลงกับพื้น กระเป๋ากีต้าร์หลุดมือหล่นพื้นพร้อมกับเจ้ากูสที่กระโดดหนีไปอีกทางเพื่อตั้งหลัก ฉันทุบพื้นอย่างโมโหเมื่อนึกถึงใบหน้าของไอ้พี่ชายตัวดีกับยัยเพื่อนตัวร้ายที่ชวดเงินส่วนแบ่งของฉันไป พลางสาปแช่งพวกมันในใจที่ทำให้ฉันต้องตกระกำลำบากและเจอเรื่องบ้าบอแทนที่จะได้ไปเสวยสุขกับชีวิตพร้อมเงินก้อนโต คิดแล้วก็ยังแค้นใจไม่หาย

                “เป็นอะไรไหม?”

                ตอนนี้ฉันหัวเสียสุดขีด ไม่สนด้วยว่ายัยผู้หญิงผมสีแดงเหมือนไวน์ตรงหน้าคือใคร “พัง! พังหมด เดินยังไงของเธอฮะเนี่ย? พระเจ้าไม่ได้ประทานดวงตามาเพื่อให้เธอมองทางดีๆ รึไงถึงได้เดินชนคนอื่นจนล้มกลิ้งแบบนี้ ฮะ!”

                “ขอโทษนะ คือ...ฉันไม่ได้ตั้งใจจะชนเธอ”

                “แหงล่ะ ใครมันจะพูดว่าตั้งใจ จริงไหม?” ฉันจัดแจงตัวเอง ดึงวิกผมที่สวมอยู่กับเสื้อโค้ทออกมาถือไว้อย่างไม่แคร์ว่าใครจะสนใจ เพราะฉันต้องเป็นห่วงสวัสดิภาพของตัวเองก่อน อันดับแรกคือกีต้าร์ของฉันจะพังไหม? ของที่ใช้ทำมาหากินจะเสียหายชำรุดรึเปล่า อันดับที่สอง กูสต้องไม่ขาหักและยังสบายดีเหมือนเดิม แบบนั้นฉันถึงจะโล่งใจและถึงจะค่อยๆ พยุงตัวเองให้ลุกขึ้นมา “โว้ว แม่งเอ๊ย ซวยเป็นบ้า”

                “อ้าว นี่ใส่วิกเหรอ?”

                ฉันชะงักไปนิดหน่อย “ก็แค่พร็อพแต่งตัว อย่าสนใจเลย”

                “เอ่อ...นั่นแมวของเธอ?”

                “ใช่ นี่แมวของฉัน ลองขอโทษมันสิ มันฟังภาษาคนรู้เรื่องนะ” ฉันพูดประชดประชันกลับไป

                “ขอโทษนะเจ้าแมว” แต่ผิดคาด นอกจากเธอจะไม่ทำหน้าเหวี่ยงวีนแล้วยังส่งยิ้มหวานให้กูสซะอีก “ฝากขอโทษเจ้านายแกด้วยล่ะ ท่าทางเขาจะโกรธฉันมากเลย”

                ให้ตายเถอะ ทำไมเธอถึงอบอุ่นอ่อนโยนขนาดนี้ ดูผมสีแดงเหมือนไวน์ของเธอสิ ไหนจะมือเรียวสวยที่กำลังสัมผัสกูสอย่างแผ่วเบา ที่สำคัญที่สุดคือน้ำเสียงสุดเซ็กซี่นั่นด้วยเธอเป็นใครเนี่ย? นางฟ้าตกสวรรค์เหรอ?


You're just too good to be true  Can't take my eyes off of you

You'd be like heaven to touch I wanna hold you so much


     ทำไมถึงรู้สึกว่าอารมณ์บูดๆ กำลังถูกแทนที่ด้วยอะไรบางอย่าง  ทำไมจู่ๆ ในหัวของฉันก็มีแต่เพลง Can’t take my eyes off you ของ  Frankie Valli and The 4 Seasons ล่ะ?

                “เมี๊ยวววว” ขอบใจกูสที่ร้องเรียกสติของฉันให้คืนกลับมา ทำให้ฉันรู้ว่าความอบอุ่นใจดีและความสวยใจบุญของเธอนี่แหละ ที่จะทำให้เธอกลายเป็นเหยื่อชั้นดีของฉัน เธอเสร็จฉันแน่ยัยผมแดงสัญชาตญาณมิจฉาชีพของฉันกำลังเริ่มทำงานอีกครั้ง

                 “ฉันจะชดใช้ให้” เธอเอ่ยออกมาอย่างเข้าแผน

                 “เธอแน่ใจเหรอ?”

                 “ใช่ แน่ใจ”

                “ถ้างั้น ฉันจำเป็นต้องตรวจดูข้าวของของฉันก่อนว่าเสียหายรึเปล่า จริงๆ แล้วฉันไม่ใช่พวกเห็นแก่เงินหรอกนะ แต่นี่เป็นสมบัติไม่กี่ชิ้นในชีวิตของฉัน และเพราะเธอเดินมาชนฉันเองหวังว่าจะเข้าใจ”

                “ได้สิ สบายมาก”

                ฉันแสร้งก้มเปิดกระเป๋าออกดูสิ่งของด้านในเวรกรรม! กีต้าร์ของฉันยังอยู่ดี ไม่มีข้าวของอะไรเสียหายสักอย่างทั้งที่จริงฉันอยากให้มันพังให้หมดเพื่อจะได้เรียกค่าเสียหายจากเธอได้ตามใจชอบ แต่แล้วยังไงล่ะ ฉันจะปล่อยให้โอกาสสุดท้ายของวันนี้หลุดลอยไปไม่ได้ ในเมื่อเหยื่อหลงมาติดกับดักก็ต้องต้อนให้จนมุมและขย้ำมันให้จมเขี้ยวสินะ ฉันคิดเช่นนั้น เมื่อมองยัยผมแดงที่จ้องมองมา มองเสื้อผ้าเครื่องประดับที่เธอสวมใส่ สไตล์การแต่งตัวอันหรูหรา จากการแสกนของมีค่าผ่านสายตาในเวลาแค่ไม่กี่วินาที การประมวลผลของฉันบอกว่าเธอรวยเป็นบ้า ถ้าไม่ติดที่ต้องถือของเยอะแยะพะรุงพะรังและเพราะพาเจ้ากูสมาด้วย ฉันคงฉกกระเป๋าใบละหลักหมื่นของเธอ ก่อนจะวิ่งหนีไปตั้งนานแล้ว

                “มีอะไรเสียหายไหม?”

                “เรื่องของน่ะ ช่างมันแถอะ” ฉันเปลี่ยนโหมดหมาบ้ากลายเป็นโหมดหมาน่ารักด้วยการส่งยิ้มให้เธอ ส่วนเธอคงแปลกใจถึงได้ยิ้มกลับมาแบบเกร็งๆ  “บางทีฉันอาจจะฉุนเฉียวและอาจจะพูดรุนแรงกับเธอมากไปหน่อย พอดีว่าวันนี้ฉันเพิ่งเจอเรื่องร้ายๆ มา และการร้องเพลงหาเงินซึ่งเป็นอาชีพสุจริตแต่ได้เงินน้อยนิดมันทำให้ฉันเหนื่อยหน่ายและไม่รู้จะรับมือกับทุกอย่างยังไงดีฉันสาบานได้ว่าไม่ได้ตั้งใจ หวังว่าเธอจะไม่โกรธนะ”

                “ฉันไม่โกรธหรอก ว่าแต่...เธอโอเคไหม? ”

                ฉันปั้นหน้าเศร้าและสิ้นหวังกับชีวิต ตีบทแตกซะจนกูสเงยหน้ามามองเจ้าของที่เหมือนกำลังเป็นไบโพล่าร์ “คือ...ถ้าฉันร้องให้ก็อย่าถือสานะ”

                “ไม่ๆๆ เธอระบายออกมาได้เลย ฉันฟังได้”

                “คือ...ฉันเพิ่งรู้ว่า กูส แมวของฉันเป็นมะเร็งกระเพาะอาหารระยะสุดท้าย”

                “เมี๊ยว?” กูสเอียงคอสงสัยก่อนจะส่งเสียงร้องเบาๆ ถ้าเป็นภาษาคนก็คงแปลได้หลายคำซึ่งอย่าไปแปลมันเลยเพราะคงไม่ใช่คำที่ดีสักเท่าไหร่ และบางทีมันคงแอบด่าฉันอยู่

                “พระเจ้า...” ดูเหมือนได้ผลเพราะเธอเชื่อสนิทใจ “ทำไมเป็นแบบนั้นล่ะ?”

  เวรกรรม  เพราะอะไรกันล่ะ? “เอ่อ...คือ...”

 “คือ?”

 “คือ...หมอบอกว่ามันกินเยอะเกินไป แถมกินแต่ของไม่มีประโยชน์ มันน่าจะกินหนูกับแมลงสาปเข้าไปด้วยน่ะ ก็เพราะบางทีฉันไม่มีเงินซื้ออาหารดีๆ ให้มัน สกปรกแหละฉันรู้ แต่ทำไงได้ล่ะ จริงไหม?” กูสคงโกรธฉัน และฉันจะขอโทษมันเมื่อกลับถึงบ้านด้วยอาหารแมวสูตรพิเศษมื้อใหญ่ ทูน่าในน้ำแร่รอแกอยู่นะกูส หรือจะอาหารเม็ดราคาพรีเมี่ยมฉันก็ให้แกได้ แต่ตอนนี้แกต้องช่วยฉันเอาเงินของยัยผมแดงมาก่อนภารกิจวันนี้ถึงจะสำเร็จเอาล่ะ ได้เวลาตีหน้าเศร้าทั้งคนทั้งแมวอีกครั้ง “ชีวิตของฉันมีแค่กูส และชีวิตของกูสก็มีแค่ฉัน ฉันอยากรักษามันให้หายดีแต่ฉันรู้ว่าแทบไม่มีทางเป็นไปได้เพราะค่ารักษาแพงหูฉี่ ค่ายาฉันก็แทบไม่มีเงินซื้อ ฉันคิดมาทั้งวันว่าจะทำยังไงต่อ เพราะลำพังแค่เล่นดนตรีเลี้ยงตัวเองไปวันๆ ก็ยังไม่พอกินเลย ฉันไม่อยากให้คนอื่นหาว่าเอากูสมาทารุณหรือใช้เรียกเงินบริจาคหรอกนะ แต่ถ้าเธอรักมัน เธอก็จะเข้าใจว่าการยอมทำทุกอย่างเพื่อให้ได้อยู่กับมันต่อน่ะมีคุณค่าแค่ไหนเธอดูมันสิ มันน่าสงสารมากจนฉันไม่กล้าทอดทิ้งมัน น่าสงสารมาก ใช่ไหมกูส? แกมันน่าสงสารจริงๆ”

                “อื่ออออออ เมี๊ยววววว” เยี่ยมมากกูส ตีบทแมวป่วยใกล้ตายได้เก่งจริงๆ สมแล้วกับที่ฝึกฝนมาเป็นอย่างดี

                “ให้ฉันช่วยเธอไหม?” ฉันแอบยิ้มเมื่อเห็นเธอกำลังจะควักอะไรบางอย่างออกมาจากกระเป๋า เอาล่ะเรามาดูกันว่าเธอจะควักเงินออกมากี่บาท “คือว่า ฉันเคยเป็นนักร้องสมัยเรียนไฮสคูล ฉันอาจพอช่วยเธอกับกูสได้บ้าง อย่างเช่น ช่วยร้องเพลงหาเงินบริจาคค่ารักษาพยาบาล แล้วก็

                หมดกัน ฉันว่าฉันควรเลิกคุยกับสาวผมแดงสุดเดิ้นคนนี้และรีบพาแมวสุดที่รักกลับบ้านสักที ถ้ารู้ว่ามันจะเสียเวลาและจะไม่ได้เงินจากเธอสักบาท “เธอใจดีมาก แต่ฉันไม่รบกวนดีกว่า”

                “ฉันเต็มใจนะ หรือว่าเธอไม่เชื่อว่าฉันร้องเพลงได้”

                 “พอเถอะเรื่องร้องเพลง ฉันก็ร้องเพลงได้เหมือนกัน เพราะฉะนั้นไม่รบกวนเธอดีกว่า”

                 “แล้วมีอะไรที่ฉันพอจะช่วยเธอกับกูสได้บ้างไหม?”

                 “คิดดูแล้วคงไม่น่าจะมี กูสอาจจะตายเร็วๆ นี้ ฉันขอกลับบ้านไปเตรียมงานศพแมวเลยแล้วกัน”

   “ถ้างั้น ฉันจะช่วยค่ารักษาพยาบาล ดีไหม?”

                  เออ มันต้องอย่างนี้ฉันแสร้งไม่หันหลังเดินหนี และหันมามองหน้าเธออย่างพิจารณา “เธอแน่ใจเหรอว่าจะช่วยพวกเรา?”

                  “สบายมากเลย ค่ารักษาเท่าไหร่ล่ะ?” เธอหยิบกระเป๋าสตางค์ออกมา โอ้แม่เจ้าโว้ย! แบงค์ดอลล่าร์เป็นปึกในนั้นกำลังทำให้ฉันถูกความโลภเข้าครอบงำ จะฉกมันไปและวิ่งหนีสุดชีวิตดีไหมนะ? 

                   “ฉันไม่อยากถูกมองว่าเป็นพวกรีดไถหรอกนะ เธอจะให้เท่าไหร่ก็ให้เถอะ”

                  “โอเค ถ้างั้น...” ยัยผมแดงหยิบเงินปึกบางๆ ออกมาให้ฉัน คำนวณจากสายตาดูคร่าวๆ แล้วก็ไม่ใช่จำนวนที่น้อยจนน่าเกลียด ฉันพอใจกับเงินปึกบางจำนวนนี้ และฉันพอใจกับความใจบุญศุลทานของเธอ

                  “ขอบคุณมาก” ฉันรับมันมาใส่ไว้ในกระเป๋ากางเกง “ถ้าไม่มีอะไรแล้วฉันขอตัวก่อนนะ”

                “เดี๋ยวก่อน”

                 ฉันอุทานว่า x ออกมาเบาๆ เมื่อรู้สึกเหมือนกำลังจะรอดแต่กลับถูกสายตาจับผิดจ้องมอง เธอเดินเข้ามาใกล้ๆ พร้อมกับลูบหัวกูสหนึ่งทีเพื่อเป็นการล่ำลา จากนั้นเธอก็เดินจากไปราวกับเธอไม่เคยให้เงินฉันและเราไม่เคยพูดคุยกัน ฉันหวังว่าจะไม่ได้พบเธออีกตลอดกาล ใช่มันควรเป็นอย่างนั้น ถ้าไม่ติดตรงที่เธอก้าวเข้ามาใกล้ๆ จับมือของฉันไปกุมไว้และส่งยิ้มอบอุ่นแถมสวยเป็นบ้ากลับมา จังหวะนี้ฉันได้มองแววตาและใบหน้าของเธอแบบชัดเจน

  พระเจ้า... ขออุทาน(ในใจ)แบบพี่ชายจอมแสบของฉันสักหน่อยเถอะ ก็เธอสวยมากจริงๆ ดวงตาสีฟ้า รอยยิ้มมุมปากสุดแสนยั่วยวน และสัมผัสที่ฉันไม่เคยได้รับจากใครที่ไหน ฉันจำความไม่ได้ด้วยซ้ำว่าถูกกุมมือครั้งล่าสุดเมื่อไหร่และความรู้สึกตอนนั้นเป็นอย่างไร ก็เพิ่งมารู้เอาตอนนี้แหละว่ามันรู้สึกดีเป็นบ้า

                “จริงๆ แล้วฉันมองดูเธอร้องเพลงอยู่ตรงนั้นกับกูสมาสักพักใหญ่แล้ว เธอร้องเพลงเพราะมากและกูสก็แสนรู้จริงๆ ฉันชอบที่เธอร้องเพลงจังหวะสนุกๆ เพราะเธอดูเป็นตัวของตัวเองมากกว่าตอนร้องเพลงเศร้าประชดชีวิตซะอีกฉันคิดว่า ชีวิตก็คงเหมือนเพลงสักเพลง ขึ้นอยู่กับว่าระหว่างฟังเธอสนุกหรือทุกข์ไปกับมัน และฉันชอบที่เห็นเธอสนุก ฉันเอาใจช่วยเธอในทุกๆ เรื่องเลยนะ เงินที่ให้ไป ฉันเต็มใจ และฉันอยากให้เธอตั้งแต่ตอนเธอเล่นดนตรีอยู่ตรงนั้นแล้วล่ะ”

                ว้าวอะไรกันเนี่ย? เท่าที่รู้สึกได้ ไม่มีใครสนใจจะฟังเสียงร้องหรือท่วงทำนองของฉันเลยนอกจากความน่ารักของเจ้ากูส แต่เธอกลับไม่เหมือนคนพวกนั้น เธอตั้งใจฟัง แถมยังรู้ด้วยซ้ำว่าฉันตั้งใจร้องเพลงเศร้าประชดชีวิตเพื่อเรียกคะแนนสงสารจากคนที่เดินผ่านไปผ่านมา ถ้าไม่ใช่เพราะเธอชอบฟังเพลงก็คงเป็นเพราะเธอใส่ใจรายละเอียดคนอื่นเป็นอย่างมาก จริงไหม? เชื่อเถอะ ยัยผมแดงคนนี้ไม่ธรรมดาแน่นอน ฉันรู้สึกได้ผ่านแววตาและการสนทนาของเธอ

                  ฉันไม่ปฏิเสธหรอกนะ ว่าชอบเวลาที่มีคนใส่ใจและสนใจว่าฉันกำลังทำอะไรอยู่ เพราะมันทำให้ฉันประทับใจเป็นบ้า และตอนนี้ฉันแทบละสายตาไปจากยัยผมแดงคนนี้ไม่ได้เลย

                  “เธอ คิดแบบนั้นเหรอ?”

                “แน่นอน ฉันพูดจริงๆ ฉันชอบที่เธอร้องเพลงอยู่ตรงนั้น และชอบที่เธอเป็นเจ้าของที่แสนดีของกูส”

                 อยากจะรู้สึกผิดอยู่นะ แต่การหาเงินเลี้ยงปากท้องมันสำคัญกว่าจะสำนึกอะไรตอนนี้ ฉันแสร้งหัวเราะออกมากลบเกลื่อนอาการผิดปกติที่กำลังเกิดขึ้น “เหอะๆๆ ไม่เคยได้ยินใครพูดอะไรดีๆ แบบเธอมาก่อนเลย”

  “ถ้างั้นก็เชื่อในสิ่งที่ฉันพูดสิ

                เธอส่งยิ้มสุดท้ายและเดินจากไป เดี๋ยวก่อนนะเมื่อกี้เกิดบ้าอะไรขึ้น ฉันจะหลงเชื่อคำพูดหวานๆ แค่ไม่กี่คำของคนแปลกหน้าได้ยังไง? ชอบที่เห็นฉันสนุกเพราะเป็นตัวของตัวเองงั้นเหรอ? เราไม่รู้จักกันด้วยซ้ำทำไมเธอถึงรู้ดีนัก? กลายเป็นว่าฉันไม่อยากจะจบบทสนทนาไว้เท่านี้เพราะฉันคาใจกับอะไรบางอย่าง ฉันควรถามชื่อเธอสิ ถามว่าเธอมาจากที่ไหนและทำไมถึงยอมยืนดูฉันร้องเพลงโง่ๆ อยู่ตรงนั้นหรือไม่ ฉันก็ควรมีมารยาทด้วยการชวนเธอไปดื่มเบียร์สักขวด เพื่อตอบแทนสำหรับการถูกมิจฉาชีพหลอก เอาล่ะ ฉันคิดว่าฉันจะชวนเธอไปดื่ม!

                  “เอ่อ เดี๋ยว...” แต่สายไป เพราะเธอเดินหายลับตาไปแล้ว บทจะมาก็มาแบบไม่ให้ตั้งตัว บทจะไปก็ไปอย่างกับนินจาโรนิน ฉันยังอึ้งไม่หายกุมเงินปึกบางในกระเป๋ากางเกงสลับกับคิดถึงน้ำเสียงและสีหน้าของเธอก่อนลาจาก “กูส! ทำไมแกไม่ถามชื่อเธอฮะ?”

                “เมี๊ยววว”  ฉันไม่รู้หรอกว่ากูสพูดอะไร เพราะเอาแต่คิดถึงบทสนทนากับคนแปลกหน้าเมื่อครู่นี้ 


   จะไม่โกรธหรอกนะที่บอกว่าฉันเป็นมะเร็งกระเพาะอาหารเพราะกินของสกปรก 

    แต่กลับบ้านได้แล้วเจ้างั่ง หิวปลาทูน่าในน้ำแร่จะแย่แล้ว!




สามวันต่อมา

 

                    ชีวิตไม่สิ้นก็ต้องดิ้นกันต่อไปแม่สอนฉันเสมอว่าหากเลือกจะทำอะไรสักอย่างก็ต้องทำให้สำเร็จ อย่าทำแค่เพียงครึ่งๆ กลางๆ เพราะนอกจากจะไม่ได้ผลลัพธ์ที่ดีแล้วยังทำให้เรากลายเป็นพวกอ่อนหัด ไร้ประสบการณ์และการระทำที่ผ่านมาจะไม่มีค่าอะไรเลย

                     ฉันพยายามติดต่อหาพี่ชายตัวแสบกับยัยเพื่อนตัวร้ายอีกครั้ง แต่ก็ตามอีหรอบเดิมคือเสียงรับฝากข้อความ ซึ่งไม่รู้ว่าปลอมรึเปล่าแต่ฉันไม่อยากจะคิดมันแล้วล่ะ ฉันไม่ลืมว่าฉันเป็นมิจฉาชีพและงานของฉันคืออะไร ดังนั้น ตามที่แม่เคยสอน ฉันต้องทำทุกอย่างให้สำเร็จไม่ใช่ทำเพียงครึ่งๆ กลางๆ ถ้าจะเป็นโจรก็ต้องเป็นโจรที่เก่งที่สุดและเอาตัวรอดได้ในทุกสถานการณ์ ฉันเชื่อว่าแม่ต้องภูมิใจที่ฉันมีความพยายามไม่ย่อท้อ แม้จะไม่ภูมิใจที่ฉันเป็นโจรก็เถอะ

                    ฉันกัดโดนัทเค้กคำสุดท้าย ทิ้งเปลือกมันลงถังขยะ กรอกกาแฟสดเข้าปากเพื่อเพิ่มพลังงานชีวิต ก่อนจะมองหาเหยื่ออันโอชะเอาล่ะ สายตาเรด้าร์ของฉันเจอเธอแล้ว ผู้หญิงในเสื้อโค้ทราคาแพงถือกระเป๋าราคาหลักหมื่น สไตล์การแต่งตัวเหมือนหลุดมาจากหนังเรื่อง The devil wears prada

                    “ขอโทษนะคะคุณผู้หญิง ฉันทำกระเป๋าสตางค์ตกไว้แถวนี้ ไม่ทราบว่าคุณเห็นรึเปล่า?”

                     “กระเป๋าสตางค์...” เธอก้มลงมองใต้โต๊ะ และมองรอบๆ ตัวเพื่อช่วยฉันหากระเป๋าสตางค์ในจินตนาการ “ไม่เห็นเลยค่ะอ้าว เฮ้!

                     “เธอ...”

                    “จำฉันได้ไหม? ที่เจอกันเมื่อสามวันก่อน?” จำได้ขึ้นใจเลยล่ะยัยผมแดง ไม่คิดว่าจะได้เจออีกด้วยซ้ำและเพราะคิดว่าจะไม่เจอกันอีกฉันถึงโกหกและหลอกปล้นเงินของเธอไปตั้งหลายบาท ฉันควรรีบชิ่งไปจากตรงนี้สักทีแต่ไม่รู้ทำไมสองขาถึงไม่ยอมก้าวหนี “วันนี้ไม่ใส่วิกแล้วเหรอ?”

                     ช่างมันเถอะ ฉันคงไม่ถูกจับได้ “ไม่ล่ะ ฉันชอบผมบลอนด์มากกว่า”

                     “เมื่อกี้ว่าไงนะ กระเป๋าสตางค์หายเหรอ?”

                     “อ่าใช่ แต่ช่างมันเถอะ ฉันอาจจะลืมไว้ที่บ้านก็ได้”

                     “หาทั่วรึยัง?”

                     “แน่นอน บางทีมันคงหายไปแล้ว ช่างมันเถอะ”

                     “เธอจะพูดว่าช่างมันเถอะอีกกี่รอบเนี่ย?” ยัยผมแดงส่งยิ้มที่ฉันแพ้พ่ายมาอีกแล้ว “เงินในนั้นคงเป็นค่ายากับค่ารักษาเจ้ากูสใช่ไหม? เธอควรแจ้งความไว้นะ เผื่อว่ามีพลเมืองดีหาเจอแล้วติดต่อกลับมา”

                     “โอเค ไว้ฉันจะไปแจ้งแล้วกัน”

                    “แจ้งกับฉันก็ได้นะ”

                     “หืม?”

                     “คือ จริงๆ แล้วฉันเป็นตำรวจน่ะ”

                     “ตำรวจ?”

                     “ใช่แล้ว” เธอหยิบอะไรบางอย่างออกมาจากกระเป๋าสะพายราคาแพง มันคือบัตรประจำตัวของเจ้าหน้าที่ที่ฉันคุ้นเคยเป็นอย่างดีเมื่อตอนวิ่งเข้าวิ่งออกคุก “ฉัน สกาเล็ต โจแฮนสัน เจ้าหน้าที่สืบสวนสอบสวน NYPD นิวยอร์ก พอดีว่างจากสืบคดีก็เลยมาพักผ่อนแถวนี้น่ะ”

                      โอ้โห อึ้งนะเนี่ย

                    ฉันควรรับมืออย่างไรกับสถานการณ์นี้เหรอ? ในเมื่อคนที่ฉันเพิ่งหลอกเอาเงินมาแบบหน้าด้านๆ กลายเป็นตำรวจสืบสวนสอบสวนสุดแซ่บจากนิวยอร์ก โชคชะตาคงเล่นตลกกับฉันมากเกินไปแล้วมั้ง เพราะกฎเหล็กของการเป็นมิจฉาชีพของฉันและไอ้สองหน่อนั่นที่เราตั้งขึ้นมาแบบเฟคๆ แต่ควรทำได้จริงคือ หนึ่งอยู่ให้ห่างจากตำรวจมากที่สุด สองแม้แต่เดินเฉียดตำรวจก็ไม่ควรทำ และสามหากต้องสนทนากับตำรวจให้รีบวิ่งหนีเอาตัวรอดถ้าไม่อยากเข้าไปกินขี้ไก่ในคุก!

                “เยี่ยมเลย เธอเป็นตำรวจ รูปในบัตรประจำตัวเก๋ดีนะ”

                 “ใครๆ ก็ว่าอย่างนั้น ฉันเคยชนะรางวัลการประกวดเจ้าหน้าที่ที่มีเสียงเซ็กซี่ที่สุดในสถานีด้วยล่ะ” เธอยักไหล่และยิ้มอย่างภาคภูมิใจ “เอ่อ จริงสิ เธอชื่ออะไร เดี๋ยวฉันจะจดรายงานบันทึกประจำวันและติดต่อเจ้าหน้าที่ไว้ให้”

                “เอ่อ ฉัน” คงไม่บอกชื่อจริงให้โง่หรอก ฉันเคยเมคชื่อมาเป็นร้อยเป็นพันชื่อและชื่อต่อไปนี้ก็คืออีกหนึ่งชื่อที่ฉันจะเมคขึ้นมา “ฉันชื่อแครอลแครอล แดนเวอร์ส

                “แครอล แดนเวอร์ส” เธอจดลงไปและขมวดคิ้วครุ่นคิด “ชื่อคุ้นมากเลย”

                “เหรอ? ชื่อโหลมั้ง”

                “อ้อ คิดออกแล้วเธอชื่อเหมือนซุปเปอร์ฮีโร่ตัวหนึ่งในหนังฟอร์มยักษ์ที่เพิ่งทำรายได้ทะลุสองพันแปดร้อยล้านไปเมื่อไม่กี่วันนี้”

                “ซุปเปอร์ฮีโร่เหรอ?”

“คนที่มีลำแสงโฟตอน เหาะได้ แถมยังทำลายยานรบของตัวโกงที่ชื่อทานอสจนเละไม่เหลือซาก เก่งอย่าบอกใครแต่กลับโดนเนิร์ฟพลังให้สู้ตัวโกงไม่ได้ อะไรทำนองนั้นคือหลานสาวเล่าให้ฟังน่ะ ฉันไม่ได้ดูเองหรอก”

                ฉันอยากจะอ้าปากค้างให้กับรายละเอียดที่เธอพูด เข้าใจแล้วว่าทำไมถึงเก็บรายละเอียดเก่งนัก เพราะเธอเป็นตำรวจยังไงล่ะ! ฉันได้แต่ยิ้มแห้งๆ กลับไป แสร้งทำท่าปล่อยลำแสงโฟตอนบ้าบอนั่นกลบเกลื่อนและพยายามพูดคุยกับเธอให้เป็นธรรมชาติมากที่สุด “อ๋อ ฉันอาจจะเป็นซุปเปอร์ฮีโร่ตัวนั้นก็ได้ แบบว่า บู้มๆๆ ยิงลำแสงโฟตอน ตายซะเถอะไอ้ทานอส อะไรประมาณนี้”

                “ใช่เลย เธอเคยดูเหมือนกันเหรอ?”

                “เอ่อ แค่เห็นผ่านๆ ในยูทูปน่ะ”

                “จริงๆ แล้วหลานของฉันก็เคยทักว่าฉันหน้าเหมือนซุปเปอร์ฮีโร่ในหนังเรื่องนั้นเหมือนกันนาตาชา โรมานอฟ น่ะ ที่สวยๆ เก่งๆ แต่ต้องตายเพราะไปเอามณีวิญญาณที่ดาววอร์เมียร์”

                “น่าสงสารนะ”

                “ใช่ สวยๆ แบบนั้นต้องมาตายง่ายๆ ได้ยังไง จริงๆ แล้วควรจะอยู่ในฉากต่อสู้รวมฮีโร่เพื่อนหญิงพลังหญิงด้วยซ้ำ”

                “อืม เห็นด้วยๆ” ฉันพยักหน้าหงึกๆ แม้ไม่เคยดู และไม่รู้ว่าเรากำลังพูดถึงเรื่องบ้าอะไรอยู่

                “ฉันนี่นอกเรื่องใหญ่แล้ว เมื่อกี้ว่าไงนะ กระเป๋าสตางค์หายใช่ไหม?”

                แล้วจู่ๆ ฉันก็คิดถึงหน้าเจ้าหน้าที่ฟิวรี่ ซามูเอล แอล.แจ็กสันขึ้นมา คิดถึงทั้งหน้าเหี้ยมๆ และคำพูดบางคำที่ทำให้ฉันชักเอะใจว่าควรจะทำแบบนั้นจริงๆ

 

 การมีเพื่อนเป็นตำรวจคือเป้าหมายสำคัญของโจรอย่างเธอสินะ


                ฉันไม่อยากปฏิเสธแล้วว่าใช่ฉันต้องการตำรวจสักคนเป็นเพื่อน เพื่อให้การทำงานของฉันง่ายขึ้นและมีความเสี่ยงน้อยลง แต่ถ้าเป็น สกาเล็ตล่ะ? ตำรวจสาวแซ่บ ที่แลดูไม่ค่อยจะตามใครทันโดยเฉพาะมิจฉาชีพมือฉมังอย่างฉัน ไหนจะสายตาแปลกๆ ที่เธอชอบมองมาบ่อยๆฉันรู้สึกว่า ฉันอาจได้เธอมาเป็นมากกว่าเพื่อนซะด้วยซ้ำ

  เอาล่ะ เธอคือเป้าหมายของฉัน

 

               “บังเอิญจังเลย ที่ได้เจอกันอีก”

                “นั่นสิ”

                “ว่าแต่ กระเป๋าสตางค์ของเธอสีลักษณะเป็นยังไงเหรอ?”

                “ก็กระเป๋าสตางค์สีน้ำตาล ลักษณะทั่วไป แบบว่ามีรอยตำหนิตรงซิปด้วย”

                “โอเค” ฉันมองสกาเล็ตเขียนบันทึกลงไปในสมุด พลันความคิดก็แล่นเร็วราวกับถูกกำหนดไว้แล้วว่าเราถูกกำหนดมาให้เจอกันอีกครั้ง ตำรวจสาวผมสีแดง สวยแซ่บใจบุญที่โดนฉันหลอกลวงได้ง่ายยิ่งกว่าปลอกกล้วยให้ไม่เละ “ในนั้นมีเงินอยู่เท่าไหร่ พอจำได้ไหม?”

                เอาล่ะ ฉันจะเผด็จศึกเธอให้ได้

                ฉันจะขโมยหัวใจของสกาเล็ต และท่าทางมันคงจะสนุกน่าดู

                “ไปดื่มกับฉันไหม?” สกาเล็ตเงยหน้ามามองแบบสับสน “เผื่อว่าเราจะได้คุยกันเรื่องกระเป๋าสตางค์ที่หายไป”

  เธอยิ้ม ซึ่งมันเข้าแผนการ “ได้สิแครอลฉันจะชวนเธออยู่พอดี”

                “เยี่ยมเลย ถ้างั้นสองทุ่มเจอกันที่ร้าน

                “ขอไปบ้านเธอได้ไหม?”

                โอ้แม่เจ้า! ตอนแรกก็คิดว่ามันง่ายแต่ไม่คิดว่าจะง่ายขนาดนี้ กลายเป็นว่าฉันแทบไม่ต้องเปลืองแรงพยายามทำให้เธอตกหลุมพรางของฉันซะด้วยซ้ำ


                   เอาล่ะ เริ่มขั้นตอนขโมยหัวใจยัยผมแดงกันเถอะ

 


                ฉันไม่ใช่โจรกระจอกและระวังตัวเป็นอย่างดีเสมอ ถ้าไม่ติดที่โดนทรยศจากไอ้สองหน่อนั่นจนต้องนอนคุกเล่นๆ หนึ่งอาทิตย์ ฉันพาสกาเล็ตมายังห้องเช่าซอมซ่อ ลูกบิดประตูฝืดๆ อันเป็นเอกลักษณ์กำลังดึงความสนใจของเธอ

                “ขอโทษด้วยนะที่กูสออกมาต้อนรับไม่ได้ มันกำลังนอนซมเพราะอาการป่วยน่ะ” ฉันแสร้งตีหน้าเศร้าหลังจากสกาเล็ตเข้าไปในห้องและนั่งลงบนโซฟาหนังสีน้ำตาลเก่าๆ ที่ฉันโกงการประมูลมาเมื่อปีที่แล้ว “เมื่อวานมันก็ไม่ได้กินยา พอกินอะไรก็อ้วกออกมาตลอดเลย ฉันจนปัญญาจริงๆ ไม่รู้จะทำยังไงดีพรุ่งนี้ว่าจะพามันไปหาหมออีกครั้ง ถ้าเธออยากเล่นกับมันก็คงต้องงดไว้ก่อนนะ มันไม่แข็งแรงเท่าไหร่”

                “จริงเหรอ?”

                “ใช่น่ะสิ ฉันสงสารมันจนร้องไห้เลยล่ะ” ฉันละออกจากการเปิดเครื่องปรับอากาศและเปิดไฟในห้อง ก่อนจะหันมาเจอว่ากูสกำลังถูกสกาเล็ตอุ้มอยู่ แถมมันยังคลอเคลียราวกับสนิทกับเธอมานานแสนนาน ยิ่งตอนสกาเล็ตหยิบขนมแมวเลียมาป้อนมันยิ่งทำให้ฉันหน้าแตกหมอไม่รับเย็บ “ก็ยังกินขนมได้อยู่เลยนะ แสดงว่าแข็งแรงขึ้นแล้วใช่ไหม?”

                กูส ฉันจะฆ่าแก! แมวอ้วนของฉันก็เป็นแบบนี้ ถ้าเห็นของกินเมื่อไหร่แผนการทุกอย่างจะพังลงทันที “อ่า...นั่นสิ หรือไม่ มันก็คงจำเธอได้ ถึงอยากออกมาต้อนรับมั้ง”

                “น่ารักจริงๆ เลย” สกาเล็ตหันมายิ้มให้ฉัน บ้าน่าเธอชมแมวก็มองที่แมวสิ จะมามองหน้าฉันทำไม “คือ...ฉันแอบซื้อขนมพกมาน่ะ กะจะว่าเอามาให้กูสนี่แหละ”

                “เมี๊ยวววว (มีขนมอีกไหมยัยผมแดง?)”

                “เธอนี่ ใจดีจัง” ฉันควรทำตัวเป็นคนดีศรีสังคมสักหน่อยเผื่อเรียกคะแนนหัวใจจากสกาเล็ตได้ “จริงสิ คือเงินที่เธอให้ฉันมาคราวก่อน ฉันจะหามาคืนให้นะ”

                “ไม่เป็นไรหรอกแครอล ถือว่าช่วยๆ กัน”

                “ไม่เอาน่า ฉันไม่สบายใจเท่าไหร่ที่เอาเงินของเธอมาแบบนั้น”

                “เราค่อยคุยเรื่องนั้นกันทีหลังแล้วกัน” สกาเล็ตปล่อยกูสลงกับพื้น “เธอชวนฉันมาดื่มไม่ใช่เหรอ ไหนล่ะเครื่องดื่ม?”

                “โอเค รอแป๊บนะ”

                “จริงสิ ฉันชอบเพลงนั้นนะ”

                “เพลงไหน?”

                “เพลงที่เธอร้องวันนั้น Can’t take my eyes off you น่ะ”

                 ว้าวยัยผมแดงจำเก่งเป็นบ้า คงเป็นทักษะของพวกตำรวจสินะ “เดี๋ยวฉันเปิดให้ฟัง”

                “ฉันอยากฟังเธอเล่นแบบสดๆ มากกว่า”

                เธออยากได้อะไรฉันก็จะจัดให้สกาเล็ตฉันหยิบกีต้าร์ออกมาเล่น และร้องเพลงๆ นั้นให้เธอฟังโดยมีเจ้ากูสนั่งแกว่งหางอย่างอารมณ์ดีอยู่ข้างโซฟา ราวกับมันลืมไปแล้วว่าต้องรับบทบาทเป็นแมวป่วยใกล้ตายด้วยโรคมะเร็ง ฉันมองสกาเล็ตที่มองมา พลันรู้สึกประหม่าจนต้องหลบสายตา

I need you, baby, To warm a lonely night. I love you, baby. Trust in me when I say

Trust in me when I say สกาเล็ตก็ร้องมันออกมาเช่นกัน และฉันเชื่อแล้วว่าเธอร้องเพลงเพราะจริงๆ

 


เดี๋ยวก่อนนะ มาทำความเข้าใจกันใหม่


เหมือนจะมีอะไรบางอย่างผิดพลาด แถมผิดพลาดอย่างมหาศาลเชียวล่ะ เมื่อสกาเล็ตกำลังทำให้ฉันรู้สึกถึงอะไรบางอย่างที่ไม่เคยรู้สึกมาก่อน ในเมื่อฉันอยู่ตัวคนเดียวมาทั้งชีวิต ไม่เคยข้องเกี่ยวกับใคร ไม่เคยคิดว่าการมีคนเคียงข้าง นั่งจิบเบียร์และนั่งร้องเพลงไปด้วยกันจะเกิดขึ้นในชีวิตของฉัน เพราะฉันพอใจจะมีแค่ความสุขจากการได้เงินก้อนโตมาทำในสิ่งที่ใจปรารถนา โดยไม่สนใจว่าจะมีใครอยู่เคียงข้างหรือไม่ฉันต้องการให้สกาเล็ตตกหลุมรักฉัน ไม่ใช่ฉันตกหลุมรักสกาเล็ตแต่ฉันต้านทานแรงดึงดูดจากเธอไม่ได้เลย

กูส! ส่งเสียงเรียกสติฉันที ไม่ใช่นั่งนิ่งๆ ราวกับพอใจที่ทุกอย่างเป็นแบบนี้

เมื่อจบเพลง สกาเล็ตปรบมือให้และกระดกเบียร์ดื่มอย่างเป็นกันเองแผนการขโมยหัวใจเริ่มต้นขึ้นแล้ว และฉันต้องทำมันให้สำเร็จ อาจไม่ใช่เพื่อความสัมพันธ์ที่กำลังก่อตัว แต่เพื่อชีวิตของฉันที่มันต้องดำเนินต่อไปอย่างไร้อุปสรรค สกาเล็ตจะช่วยฉันในสิ่งนั้น เธอจะทำให้ฉันใช้ชีวิตได้ง่ายขึ้น

 “นี่ สกาเล็ต”

 “ว่าไงแครอล?”

                “ฉันขอเบอร์เธอไว้ได้ไหม?”

                “จะติดต่อมาตอนคืนเงินสินะ? ไม่เป็นไรหรอก จริงๆ มาเจอกันที่สถานีตำรวจก็ได้ หรือไม่ก็โอนมาคืน ฉันจะให้เลขบัญชีไว้ จะได้ไม่ต้องเสียเวลามาหาไง อีกอย่าง เรื่องแค่นี้มันเล็กน้อยจะตาย ฉันยินดีช่วยเธอกับกูสนะ”

                ฉันฟังสกาเล็ตพูดพร่ำไปเรื่อย ในขณะที่บทบาทนี้ควรเป็นของฉันฉันควรเป็นจอมโจรเจ้าเล่ห์ พูดมาก พูดไม่หยุด พูดจนเธอไมเกรนขึ้นและหนีกลับบ้านตีตัวออกห่างไปตั้งนานแล้ว ถ้าไม่ติดที่ฉันต้องการให้เธออยู่ต่อ และครั้งนี้วันนี้ค่ำคืนนี้ อาจเป็นครั้งแรกที่ฉันพูดน้อยที่สุด รวบรัดทุกอย่างให้กระชับและสั้นที่สุดเท่าที่จะทำได้

                เพื่อสนองความต้องการของฉัน

                “ฉันขอเบอร์เธอนะ สกาเล็ต”

                “บอกแล้วไง ว่าเรื่องคืนเงินน่ะไม่เป็นไร”

                “เปล่าฉันจะจีบเธอ”

                “หืม?”

                “ฉันจะจีบเธอ”

                “เดี๋ยวนะ...แครอล..”

                ฉันรู้สึกว่าสกาเล็ตกำลังเสียอาการกับการรุกอันรุนแรงของฉัน แน่นอนว่าเธอกำลังตกหลุมพรางและฉันกำลังจะทำทุกอย่างสำเร็จจะมีเพื่อนเป็นตำรวจไปทำไม ในเมื่อสามารถมีแฟนเป็นตำรวจได้ แถมบรรยากาศก็เป็นใจขนาดนี้ ท่ามกลางเสียงคลอของดนตรี ฉันรู้สึกเหมือนตกอยู่ในภวังค์

                ให้ตายเถอะ

                นี่เรากำลังจะจูบกันงั้นเหรอ? กูสแกปิดตาเดี๋ยวนี้ ฉันไม่อยากถูกแกล้อเลียนทีหลังว่ากำลังพ่ายแพ้ให้ยัยผมแดง เมื่อริมฝีปากค่อยๆ เคลื่อนหากันจนประกบลงไป ฉันรู้สึกเหมือนหลุดมาอีกโลกหนึ่งโลกสักใบที่ฉันไม่เคยรู้จัก ราวกับออกมาในจักรวาลอันไกลโพ้น ไร้แรงโน้มถ่วง เหมือนสองมือมีลำแสงโฟตอนอย่างที่เธอบอก และฉันกำลังกลายเป็นบุคคลพิเศษสำหรับเธอ


               มันกำลังจะดูดดื่ม 

             ถ้าพระเจ้าไม่เล่นตลกกับฉันซะก่อน



               “เซอร์ไพรซ์!!!!



                พี่ชายตัวแสบกับยัยเพื่อนตัวร้ายพุ่งเข้ามาในห้องพร้อมกับถุงของฝากต่างๆ และราวกับถูกกำหนดมาแล้วว่าให้เป็นมารผจญ เมื่อเห็นดังนั้นฉันกับสกาเล็ตรีบผละออกจากกัน ส่วนพวกมันก็รีบทำท่าปิดตาเสแสร้ง

                “โว้ว ตายแล้ว โทษทีนะน้อง” 

                “ซอรี่ ไม่ได้ตั้งใจจะขัดจังหวะแกนะ”

     

                สกาเล็ตทักทายพวกมันด้วยการโบกมือ

               ส่วนกูสก็เอาตัวรอดด้วยการวิ่งเข้าไปหลบในครัวเรียบร้อย


                ส่วนฉัน...อยากจะบ้าตาย






---------------------------------



ให้กำลังใจนักเขียน
นักเขียนได้รับกำลังใจแล้ว!
นักเขียนได้รับกำลังใจแล้ว 26 ครั้ง

นิยายที่ผู้อ่านนิยมอ่านต่อ

loading
กำลังโหลด...

21 ความคิดเห็น

  1. #11 Me68 (จากตอนที่ 2)
    วันที่ 2 สิงหาคม 2562 / 23:41
    ไอ่เจ้าพี่ท้อขัดจังหวะมากเลยยยยยย55555 เราชอบงานเขียนคุณมากเลยค่ะ เหมือนหลุดเข้าไปในหนังฝรั่งสักเรื่องนึง ภาษาก็ดี บรรยายก็ดี เรารอไรท์มาต่อตอนต่อไปอยู่นะคะ ติดตามเสมอนะฮับบบบ
    #11
    0
  2. #2 Ryojin29 (จากตอนที่ 2)
    วันที่ 22 พฤษภาคม 2562 / 22:43
    แงงงงงงง เอ็นดูเจ้าโจรบรีมากเลยค่ะ 555 เหมือนจะโดนแผนตัวเองตลบหลังเข้าแล้ว
    #2
    0