ROBBER BRIE (BriexScarlett)

ตอนที่ 1 : Episode 1 : Brianne Sidonie Desaulniers

  • เนื้อหานิยายตอนนี้เปิดให้อ่าน
  • View : 405
    จำนวนคนให้กำลังใจ : 26 ครั้ง
    19 พ.ค. 62






Episode 1  

Brianne Sidonie Desaulniers





Monterey, California

 


                ฟู่วววววว


                ฉันเป่าลมหายใจออกมาอย่างโล่งอกจนปรอยผมสีบลอนด์ที่ปรกหน้าพัดปลิวไปตามแรง ฉันไม่ลืมที่จะส่งยิ้มให้ตำรวจพวกนั้นอย่างเย้ยหยันเพราะฉันไม่ใช่ผู้ต้องหาและกลายเป็นแค่อดีตไปแล้วตั้งแต่วินาทีที่ถูกตัดสินว่าบริสุทธิ์และพ้นโทษ ฉันสามารถทำหน้าตากวนโอ๊ย ยักคิ้วหลิ่วตาใส่พวกเขาจนต่างพากันเบือนหน้าหนี พวกเขาคงเบื่อขี้หน้าฉันเพราะฉันเข้า-ออกที่นี่แทบนับไม่ถ้วน แต่ฉันกลับภูมิใจที่กลายเป็นความเบื่อหน่ายของตำรวจรัฐมอนเทอเรย์ แคลิฟอร์เนีย แห่งนี้

                ดวงตาของฉันเป็นประกายทุกครั้งเมื่อเห็นประตูทางออก เพราะนั่นหมายความว่าภารกิจของฉันกำลังจะสำเร็จ เมื่อได้กลิ่นอิสระอันหอมหวานด้านนอก ฉันวาดภาพไว้เป็นฉากๆ ว่าจะใช้ชีวิตอย่างไรต่อไป อย่างแรก ฉันอยากดื่มกาแฟสดสักแก้ว กินโดนัทรสชาติโปรดสักสองชิ้น ถ้าไม่ติดที่ต้องยืนแช่รอให้ประตูนั้นเปิดออกจนฉันต้องแสร้งทำเป็นหงุดหงิดใจ 

              “เฮ้ เปิดประตูให้ด้วยสิคุณตำรวจ”

               “คงไม่เกินความสามารถจอมโจรอย่างเธอหรอก”

 “ให้ตายเถอะ ฉันโดนล็อคมือไว้สองข้างแบบนี้จะเปิดยังไงล่ะ ใช้เท้าถีบออกไปเหรอ?”

 “เธอเปิดมันเองได้ และอีกอย่างฉันไม่ใช่ขี้ข้า”

 “จะให้ถีบออกไปจริงดิ! นี่คุณ เผื่อไม่มีใครสอนอ่ะนะ รู้ไหม ข้อแรกมันค่อนข้างเสียมารยาท ข้อสองถ้าประตูพังฉันต้องรับผิดชอบ ส่วนข้อสามมันเป็นหน้าที่ของคุณที่คุณต้องทำ และข้อสี่เมื่อกี้นี้คุณเรียกฉันว่าอะไรนะ? จอมโจรงั้นเหรอ? หยามกันมากเกินไปแล้ว เรียกฉันแบบนั้นได้ยังไง เห็นๆ กันอยู่ว่าฉันเป็นผู้บริสุทธ์ที่ยอมรับเคราะห์เป็นแพะรับบาปก็เท่านั้น ฉันฟ้องร้องคุณดีไหมนะ อยากขึ้นศาลตำรวจรึเปล่าผู้หมวด?”

 “พูดจบรึยัง?”

 “แน่นอน จบแล้วสิ”

 “ดี ฉันจะเปิดประตูให้”

 “ดี โอเค ดีเลย”

 “แต่ขออย่างเดียว”

  “ได้ ว่ามา””

  “ตั้งแต่ตรงนี้ จนถึงประตูทางออกสถานีตำรวจ ฉันอยากให้เธอหุบปากให้สนิท”

                “สบาย ดูก็รู้ว่าฉันไม่ใช่คนพูดมาก”

  เขาทำหน้าเอือมระอาหลังจากเปิดประตูให้ฉัน “เธอน่ะตัวดีเลยล่ะ บรี ลาร์สัน

                “ไม่ๆ ถ้าจะเรียกชื่อฉันให้ถูกคุณต้องเรียกว่า ไบรแอนน์ ซีโดนี เดโซเนียร์ ในประวัติก็เขียนไว้ชัดเจน แสดงว่าคุณไม่ได้อ่านสินะ? แต่ไม่เป็นไร ปกติแล้วไม่ค่อยมีใครเรียกชื่อจริงของฉันนักหรอก ฉันไม่ค่อยแนะนำชื่อจริงกับใครถ้าไม่จำเป็นเหมือนตอนต้องกรอกประวัติผู้ต้องหาน่ะ ฉันก็เลยตัดออกให้เหลือสั้นๆ เรียกง่ายๆ ว่า บรี ลาร์สัน แต่คุณต้องออกเสียงตรงคำว่าลาร์สันให้ถูกด้วยนะ ลาร์ ใช้ตัวแอล ไม่ใช่อาร์ ต้องออกเสียงว่า ลาร์-สัน แต่คุณเรียกฉันว่าบรีก็ได้ ถึงไม่สนิทกัน แต่ฉันไม่ถือสาหรอก”

                “ฉันบอกให้เลิกพูด...”

                “แค่อธิบาย”

                “ฉันไม่อยากฟัง”

                ฉันมองกุญแจมือทั้งสองข้างถูกไขออก และพยายามพูดต่อไปเพื่อดึงความสนใจ “ตอนที่ฉันยังอาศัยอยู่ที่บ้านเกิดเมืองแซคราเมนโตกับแม่ แม่จะเรียกฉันว่าไบรแอนน์ แม่บอกว่ามันเป็นชื่อที่เพราะมาก ฉันก็คิดแบบนั้นแหละ เพราะอะไรที่แม่เลือกให้มักจะเป็นสิ่งที่ดีเสมอ แต่ไม่นับตอนจับฉันส่งโรงเรียนประจำนะโห ตอนนั้นน่ะ ฉันจิตตกสุดๆ เลยล่ะผู้หมวด ไร้อิสระ เหมือนถูกกักขังพอๆ กับติดคุกที่นี่เลย นี่เดี๋ยวฉันเล่าให้ฟังไหมว่าชีวิตตอนนั้นเป็นยังไง”

                “โอเค”

                “ก็คือ ตอนนั้นน่ะ ฉัน

 “โอเค! ฉันยอมแพ้แล้ว”

                ฉันมองเจ้าหน้าที่เอามืออุดหูและรีบเดินหายเข้าไปในห้องพักและไม่มองกลับมาอีก ตลกเป็นบ้า แทบจะกลั้นขำไว้ไม่อยู่ “อ้าวเฮ้ ผู้หมวด ไม่อยากฟังต่อเหรอ? เดินหนีแบบนี้ได้ยังไง เสียมารยาทจัง”

                เพียงครู่เดียว เสียงทุ้มต่ำอันคุ้นเคยก็ดังขึ้น เสียงที่ฉันได้ยินทุกครั้งหลังจากกำลังจะก้าวออกไปจากการถูกจับกุม “คิดว่ามาพักร้อนเหรอ ลาร์สัน?”

                ฉันส่งยิ้มให้เขา ชายหนุ่มผิวสีวัยกลางคน เอกลักษณ์คือตาข้างซ้ายมีกรงเล็บสามแฉกเหมือนรอยแมวข่วน “ฮาย เจ้าหน้าที่ฟิวรี่”

                “ฉันชื่อซามูเอล!

                ฉันยอมรับก็ได้ว่ากำลังแกล้งกวนประสาทเขา ก็เขาดันหน้าตาเหมือนเจ้าหน้าที่ตาเดียวในหนังเรื่องหนึ่งที่ฉันเคยดู “ค่ะ เจ้าหน้าที่ซา มู เอล”

                “ผู้คุมรายงานมาว่าผู้ต้องขังห้องข้างเธอเกิดอาการเครียดจนไมเกรนขึ้น เพราะเธอพูดจ้อไม่หยุดแถมยังขอร้องให้รีบพาตัวเธอออกไปก่อนที่เขาจะประสาทเสีย”

                “ฉันขอค้านค่ะ” ฉันส่ายหน้า ปัดมือไปมาอย่างแนบเนียนและเป็นธรรมชาติ “เรื่องนี้มันไม่เกี่ยวกับฉันสักหน่อย เพราะคดีลักเล็กขโมยน้อยกำลังทำให้เขาเครียดมากต่างหาก ส่วนฉันก็แค่ต้องการปลอบใจ”

                “เขาบอกเอง ว่าเป็นเพราะเธอ”

                “โกหกน่า”

               “เธอมันร้ายนะ ลาร์สัน”

                “ฉันเนี่ยนะ?”

                “ฉันไม่สามารถหาหลักฐานมามัดตัวเธอได้ว่ามีส่วนเกี่ยวข้องกับคดีปล้นสร้อยเพชร นอกจากภาพกล้องวงจรปิด แต่ฉันไม่ประเมินโจรแบบเธอต่ำเกินไปหรอก ฉันเชื่อสุดใจว่าเธอเกี่ยวข้องกับเรื่องนี้ แถมยังทำเป็นขบวนการซะด้วย”

“หน้าตาน่ารักแถมยังนิสัยดี ชอบช่วยเหลือคนอื่นแบบฉันน่ะเหรอเป็นวายร้าย? คุณต้องลองคุยกับฉันดูก่อนแล้วล่ะ คุณจะได้รู้ว่าฉันเป็นคนดีมากแค่ไหน”

“คนดีๆ คงไม่เข้า-ออกสถานีตำรวจเป็นว่าเล่นเพราะคดีปล้นทรัพย์หรอก”

“นี่ไงล่ะ ฉันไม่เข้าใจเลย แค่เข้าไปดูสร้อยเพชรในร้านเผื่อว่าจะเก็บเงินซื้อไปฝากแม่ก็กลายเป็นโจรได้แล้วเหรอ? อีกอย่าง ฉันก็แค่ชอบของสวยๆ งามๆ คุณปรักปรำฉันใหญ่แล้วนะเจ้าหน้าที่ฟิวรี่”

“ซามูเอล”

“อ้อ ขอโทษค่ะ เจ้าหน้าที่ซามูเอล” ฉันส่งยิ้มกว้างให้หน้าตาเย็นชาของเขา “คุณต้องทำความรู้จักฉันใหม่แล้วล่ะ ฉันไม่เป็นพิษเป็นภัยกับใคร เชื่อสิ”

“ฉันไม่ชอบคุยกับโจร”

“โธ่ โจรอีกแล้ว” ฉันแสร้งตีเนียนเข้าไปจับมือของเขาขึ้นมา “คุยกันเป็นเพื่อนก็ได้นะเจ้าหน้าที่ซามูเอล เราเจอกันบ่อยแล้ว คงสนิทกันได้ไม่ยาก”

 เขาสะบัดมือของฉันออก “มีตำรวจเป็นเพื่อนคงเป็นเป้าหมายสำคัญสำหรับพวกโจรสินะ”

                “มองโลกในแง่ร้ายจังเลย”

                “ที่เธอรอดออกไปเพราะสร้อยเพชรถูกนำไปคืนที่เดิมเรียบร้อยแล้ว เธอแค่โชคดีที่ทำไม่พลาด และถ้าฉันเห็นเธอกลับมาที่นี่อีก ฉันจะไม่ปล่อยเธออกไปง่ายๆ แน่ ลาร์สัน”

 ฉันชูสามนิ้วทำท่าสาบานจอมปลอม “คุณไม่ได้เจอฉันอีกแน่นอนคุณซามูเอลฉันคิดไว้แล้วว่าถ้าได้ออกไป ฉันจะใช้ชีวิตอย่างเรียบง่าย กลับบ้านเกิดเมืองแซคราเมนโตไปอยู่กับแม่ หางานสุจริตทำและจะเลี้ยงหมาโกลเด้นสักตัว ไม่รู้สิคะ ฉันคิดว่า ฉันคงจะเริ่มต้นชีวิตใหม่ให้มันดีกว่าเดิมและไม่ให้ใครมากล่าวหาว่าฉันเป็นพวกโจรแค่เพราะเดินเฉียดเข้าไปในร้านสร้อยเพชรหรอกเฮ้อ...คนจนแบบฉันมักจะโดยเอาเปรียบและโดนกล่าวหาแบบนี้เสมอ แม่เคยบอกว่าอเมริกาคือประเทศแห่งอิสรเสรี แต่ไม่ใช่ประเทศแห่งความเท่าเทียม ฉันเชื่อในสิ่งที่แม่พูดก็วันนี้แหละ”

                ซามูเอลเงยหน้าขึ้นมาจากแฟ้มเอกสารและกล่าวด้วยน้ำเสียงราบเรียบ “เอาล่ะ เมื่อกี้ฉันไม่ได้ฟัง”

                “ฉันพูดใหม่อีกรอบได้ค่ะ”

 “ฉันไม่ต้องการให้เธอพูดอะไรอีกแล้ว” เขายื่นแฟ้มเอกสารส่งกลับให้เจ้าหน้าที่อีกคนที่กำลังเปิดประตูแห่งอิสระให้ฉัน “หวังว่าหนึ่งอาทิตย์ที่อยู่ในคุกจะทำให้เธอเรียนรู้อะไรได้บ้าง”

“ใช่ แน่นอน”

“อืม ดีใจที่ได้ยินแบบนี้”

“ฉันได้เรียนรู้ว่าระบบระเบียบในคุกนี้ค่อนข้างไร้ประสิทธิภาพ อย่างเช่นเรื่องอาหารการกินของผู้ต้องขังที่กำลังรอพิจารณาคดี เขาควรได้กินอะไรมากกว่าขนมปังหนึ่งก้อน ซุปข้าวโพดหนึ่งถ้วยและแครกเกอร์หนึ่งซองความไม่อิ่มทำให้พวกเขาหิว พอหิวก็ยิ่งเครียด คนที่กำลังเครียดมากๆ ควรมีอาหารดีๆ ลงท้อง ถ้าไม่เครียดก็จะให้การได้อย่างราบรื่น งานของพวกคุณก็จะไม่ติดขัด แม่ของฉันบอกเสมอว่าถึงชีวิตของเราจะเจอเรื่องแย่ๆ มามากแค่ไหนแต่ท้องต้องอิ่มไว้ก่อนเป็นอันดับแรกหลังจากนั้นทุกอย่างจะดีขึ้นเองซึ่งฉันพิสูจน์แล้วว่ามันได้ผล คำสอนของแม่มักเป็นความจริงเสมอ”

ซามูเอลกรอกตาไปมาและถอนหายใจ พลางปัดมือไล่ฉันเหมือนแมลงวันน่ารำคาญ “ลาร์สัน เธอไปได้แล้ว หวังว่าจะไม่เจอกันอีก”

“ฉันรู้ค่ะ คุณอยากให้ฉันเป็นคนดีของสังคม”

“เปล่า ฉันแค่ไม่อยากให้คนที่นี่ต้องปวดหัวไมเกรนเพราะการพูดมากของเธอ”

“เสียใจนะเนี่ย”

ซามูเอลมองฉันหัวจรดเท่ก่อนจะปัดมืออีกครั้ง “โอเค ไปเถอะ พาเสื้อลายสายรุ้งของเธอออกไปได้แล้ว”

ฉันโบกมือลาเขาพร้อมรอยยิ้มยียวน “แล้วพบกันใหม่นะเจ้าหน้าที่ฟิวรี่ ซามูเอล แอล. แจ็กสัน

“ไม่!” เขาเบือนหน้านีและหันไปออกคำสั่งกับเจ้าหน้าที่ “พาลาร์สันไปส่ง แล้วก็...ขอยาแก้ปวดหัวให้ฉันสองเม็ด”

 

 


ขั้นตอนแรกเมื่อออกจากคุกคือทำตัวให้เหมือนไม่เคยติดคุก

ฉันสามารถประดิดประดอยชีวิตตัวเองด้วยเครื่องแต่งกายและเครื่องประดับที่ใส่ออกมา โดยเฉพาะนาฬิกาแบรนด์ Swarovski ที่แสนสะดุดตา แม้มันเป็นสิ่งที่ฉันขโมยมาจากเศรษฐีนีไฮโซที่เคยนั่งดื่มไวน์ด้วยกันก็เถอะ แต่เอาน่าไม่มีใครรู้หรอกว่าฉันเป็นโจร เพราะฉันดูดีมีระดับไม่ใช่โจรกระจอกตามท้องถนน  โจรไม่ควรทำตัวเหมือนโจร การเป็นโจรที่ดีคือเลิกใส่หมวกไอ้โม่งหลบอยู่มุมตึกและเปิดเผยให้มากที่สุดเท่าที่จะเปิดเผยได้ เพราะมันจะทำให้ไม่มีใครสงสัยยังไงล่ะ

                การนอนคุกหนึ่งอาทิตย์ถือเป็นประสบการณ์ใหม่ที่ฉันค่อนข้างประทับใจและได้เรียนรู้อะไรหลายอย่าง โดยเฉพาะเรียนรู้ว่าฉันจะไม่ทำพลาดอีก เพราะการเสแสร้งแกล้งทำให้พวกตำรวจเอือมระอาฉันน่ะมันดึงดูดพลังงานมากซะจนหมดแรง ถือว่าโชคดีที่ฉันตีสองหน้าเก่งระดับปรมาจารย์เลยรอดมาได้

                ฉันเดินอยู่บนทางเท้าในเมืองแคลิฟอร์เนียที่ไม่เคยหลับใหล เปิดเพลงฟังในไอพอดเก่าๆ (ที่ขโมยมาจากเด็กอายุสิบห้าเมื่อนานมาแล้ว) ฉันอารมณ์ดีสุดๆ เมื่อมองทางเดินแห่งอิสระข้างหน้าและรู้ว่าเงินก้อนใหญ่กำลังรอฉันอยู่


            Hail (hail) What's the matter with your head, yeah

Hail (hail) What's the matter with your mind

And your sign an-a, oh-oh-oh


จังหวะเพลง Come and get your love ของวง Redbone กำลังทำให้ฉันผ่อนคลาย 

ฉันโยกตัวไปตามจังหวะเพลง พลางคิดถึงสิ่งที่เจ้าหน้าที่ซามูเอลพูดสร้อยเพชรเส้นนั้นถูกนำกลับไปคืนที่เดิมแล้วอย่างนั้นเหรอ? ฉันยิ้มแบบพวกเจ้าเล่ห์เขายิ้มกัน พลางผิวปากตามจังหวะเพลงอย่างอารมณ์ดี สร้อยเพชรเส้นนั้นที่ถูกส่งกลับไปที่เดิมมันไม่มีราคาอะไรกับฉันอีกแล้ว เพราะว่ามันเป็นของปลอมยังไงล่ะ!

                ส่วนของจริงอยู่ไหนน่ะเหรอ?

Come and get your love, Come and get your love.” ฉันฮัมเพลงและโยกย้ายจนคนที่เดินผ่านมองฉันเหมือนตัวประหลาดขณะกำลังนั่งดื่มกาแฟอยู่ในสตาร์บัคและกำลังกดต่อสายไปหาใครบางคน

 


                สวัสดีครับ ผม คริส เฮมส์เวิร์ธ ฝากข้อความไว้หลังเสียงสัญญาณติ๊ดๆๆ เพื่อที่ผมจะได้ติดต่อกลับไป เพราะตอนนี้ผมงานยุ่งสุดๆ เลย xoxo

                ฉันหัวเราะร่าให้กับความกากของเขาจนโต๊ะข้างๆ หันมามอง “มุกเดิมๆ ใช้ซ้ำไม่เบื่อรึไงพี่ชายอย่ามาเสแสร้งทำเสียงฝากข้อความแล้วก็อย่ากดวางสายเชียวนะ”

            “เฮ้ บรีเหรอ?”

 เผื่อเขาไม่เชื่อ ฉันเลยจะใช้ความสามารถพิเศษทางด้านภาษาศาสตร์ให้เขาได้รับรู้ “(ภาษาฝรั่งเศส) เออ ฉันเองไบรแอนน์ ซีโดนี เดโซเนียร์ สวัสดีตอนบ่ายนายนักต้มตุ๋นตัวพ่อ”

                “โอ้พระเจ้าจอร์จ! แกโทรมาได้ไง?”

                “ยังอุทานเป็นบาทหลวงเหมือนเดิมนะ”

                “พอดีมันติดปากน่ะ ทำงานเป็นบาทหลวงเรี่ยไรเงินชาวบ้านก็แบบนี้แหละ แต่ทำไงได้ การเล่นกับศรัทธาของคนมันได้ผลสุดๆ”

                “เออ ช่างมันเถอะเอาล่ะ ไอ้บาทหลวงเก๊ ฉันเพิ่งเอาตัวรอดออกจากมาคุกสดๆ ร้อนๆ เมื่อกี้นี้" 

               "เก่งมากเจ้าบรี แกนี่มันแมวเก้าชีวิตจริงๆ"

               "แน่นอน และตอนนี้ฉันต้องการส่วนแบ่งจากงานปล้นสร้อยเพชร”

                “พอดีว่า เงินถูกกระจายไปหมดแล้ว”

                “ใช่ มันก็ต้องเป็นแบบนั้น แล้วส่วนของฉันล่ะ?”

                “จริงๆ ก็อยู่ที่ฉัน”

                “โอเค งั้นโอนมาให้ฉันตอนนี้ได้เลย” ฉันเปิดรายชื่อเลขบัญชีที่มีเป็นสิบและหลับตาสุ่มจิ้มลงไป “โอนมาที่แบงค์ ออฟ อเมริกาสาขาชิคาโก เลขที่บัญชี

                “แต่ว่าฉันใช้ซื้อบิ๊กไบค์คันใหม่ไปแล้ว”

                “ห้ะ ว่าไงนะ?”

                “เงินของแกน่ะ ฉันใช้ซื้อบิ๊กไบค์คันใหม่ไปแล้ว”

 “ว็อทเดอะฟัค!

                “เอาน่า เงินทองมันของนอกกาย ฉันเชื่อว่าเก่งๆ แบบแกหาใหม่ได้เสมอ แกเพิ่งออกจากคุกไม่ใช่เหรอ? ระวังตัวไว้ก่อนน่าจะดีกว่าถ้าไม่อยากกลับไปกินขี้ไก่ในนั้นอีก”

                ฉันกำโทรศัพท์มือถือไว้แน่น  กัดฟันกรอดเมื่อรู้ชะตากรรมว่ากำลังโดนโกง “แก เอา เงิน ของ ฉัน มา เดี๋ยว นี้ นะ โว้ย! ไม่อย่างนั้นฉันจะไปตามล่าแกถึงโบสถ์จอมปลอมเลยคอยดู”

                “เสียใจด้วยน้อง เพราะฉันคงไม่ได้กลับไปที่โบสถ์จอมปลอมอีกนาน”

                “แกอยู่ไหน?”

                “เบอร์ลิน”

                “ไปทำบ้าอะไรที่นั่น?”

                “พักผ่อน จิบไวน์ ควงสาวไม่ซ้ำหน้าตามประสาคนรวยที่เพิ่งได้เงินจากการปล้นเพชร ทำนองนั้นมั้ง”

                “แล้วเทสซ่าล่ะ?”

                “รายนั้นน่าจะกำลังอาบแดดอยู่ที่ฮาวาย กับนายแบบหุ่นแซ่บ”

                “พวกแกเอาเงินของฉันคืนมาเดี๋ยวนี้เลยนะโว้ย!

                “แกก็รู้ว่าคนที่อยู่รอดเท่านั้นถึงจะได้รางวัลตอบแทน ซึ่งแกไม่รอดแถมยังเข้าคุกไปเป็นอาทิตย์ อันนี้แกซวยเอง ฉันช่วยไม่ได้ หางานใหม่ไปก่อนนะ รอฉันกลับจากเบอร์ลินค่อยว่ากัน”

                “อย่ามาตัดหางปล่อยเกาะกันแบบนี้นะ ไอ้พี่เวร”

                “อะแฮ่มๆ ผมคริส เฮมส์เวิร์ธ ฝากข้อความไว้หลังเสียงสัญญาณติ๊ดๆๆ เพื่อที่ผมจะได้ติดต่อกลับไป เพราะตอนนี้ผมงานยุ่งสุดๆ เลย xoxo—(ภาษาฝรั่งเศส) ขอให้โชคดี ไบรแอนน์ ซีโดนี เดโซเนียร์ น้องรัก”


            กวนตีนชิบหายในที่สุดไอ้พี่บ้าก็ตัดสายทิ้งไปอย่างไม่ไยดี คนพวกนี้มันร้าย ชอบตีหน้าตลบหลังและถ้าฉันไม่ซวยยอมเข้าคุกเพื่อให้งานราบรื่นไปซะก่อนก็คงตามพวกมันทันและอาจกำลังใช้เงินอย่างฟู่ฟ่า จิบแชมเปญอยู่ริมแม่น้ำอัมสเติล เมืองอัมสเตอร์ดัม ไปเดินดูงานศิลปะแบบชิลๆ ที่พิธภัณฑ์แวนโก๊ะตามที่หวังไว้ตั้งแต่แรก ไม่ใช่โดนปล่อยเกาะแคลิฟอร์เนียพร้อมกับเงินแค่ไม่กี่ดอลล่าร์แบบนี้

                ฉันรีบเลื่อนหาเบอร์โทรศัพท์ลึกลับของเทสซ่าเพื่อโทรไปทวงเงินของฉันคืน

 

            “ฮาย ฉัน เทสซ่า ทอมป์สัน โปรดฝากข้อความไว้หลังเสียงสัญญาณแล้วฉันจะโทรกลับไป"

                “อย่ามาทำเป็นเสียงอัตโนมัตินะยัยตัวร้าย ฉันต้องการเงินส่วนแบ่งของฉัน ตอนนี้!

                “และเผื่อมีคนโง่บางคนไม่เชื่อว่านี่เป็นเสียงอัตโนมัติ ฉันจะบอกว่านี่เป็นเสียงอัตโนมัติจริงๆ ไม่ได้ล้อเล่นฝากข้อความไว้และฉันจะติดต่อกลับไป อย่าทำตัวงี่เง่าเพราะฉันไม่อยากโมโห บ้ายบาย”

               ฉันเกลียดพวกแก

 ฉันโดนโกง แถมถูกตัดหางปล่อยเกาะให้เคว้งคว้างพร้อมกับเงินไม่กี่ดอลล่าร์ที่มีติดตัว คงเป็นเพราะความซวยที่กล้องวงจรปิดจับภาพฉันไว้ได้ แต่ไอ้สองหน่อนั้นกลับรอดและชวดเอาเงินส่วนแบ่งของฉันไปจนหมด โธ่ให้กลับบ้านเกิดไปทำงานสุจริตและเลี้ยงโกลเด้นสักตัวน่ะเหรอ? ให้ตายก็ไม่ทำแบบนั้นหรอก ฉันไม่จนตรอกขนาดนั้นและมาไกลเกินกว่าจะถอยหลังกลับ

 

ฉันวางสาย และกระดกกาแฟจนหมดแก้ว ยัดโดนัทรสชาติโปรดเข้าปากรวดเดียวเผื่อมันจะทำให้หัวใจของฉันดีดดิ้น ทำให้ท้องลดอาการหิว(อย่างที่แม่เคยบอก) และทำให้เกิดความคิดดีๆ ขึ้นมาบ้าง ในเมื่อการเอาตัวรอดคือหนึ่งในสิ่งที่ฉันถนัดและเก่งที่สุด และฉันไม่ใช่โจรกระจอกจนตรอกสุดแสนน่าเวทนา เชื่อเถอะว่า ฉันมีตัวช่วยโดยไม่ต้องง้อไอ้สองหน่อขี้โกงนั่นแม้แต่น้อย



ฉันกลับมาที่ห้องเช่าซอมซ่อที่ประตูลูกบิดยังฝืดเหมือนเดิมไม่เคยเปลี่ยน ราวกับยัยป้าเจ้าของห้องไม่เคยแยแสว่าจะเป็นปัญหากับผู้เข้าพัก ฉันรีบเปิดตู้เสื้อผ้าและหยิบเงินจำนวนหนึ่งออกมาจากตู้เซฟ ก่อนจะจัดแจงเปลี่ยนเสื้อผ้า จริงๆ แล้วไม่อยากใช้คำว่าอำพรางตัวหรอกนะ แต่การเป็นโจรและนักต้มตุ๋นที่ดีเราควรมีหลายคาแรคเตอร์เพื่อไม่ให้ผู้คนจดจำเราได้และเพื่อให้งานที่กำลังจะทำราบรื่นไร้อุปสรรค ผมบลอนด์สั้นประบ่าของฉันถูกแทนที่ด้วยวิกผมยาวรุงรังสีน้ำตาลเข้ม ใส่ชุดไร้แบรนด์ไร้ราคาเพื่อโชว์ว่าฉันโคตรจนและโคตรต้องการเงินมาประทังชีวิต และสิ่งที่ฉันลืมไม่ได้คือกีต้าร์ตัวโปรด บวกกับอีกสิ่งหนึ่งที่สำคัญไม่แพ้กัน


เมื่อเสียงเคาะประตูห้องดังขึ้น ฉันรู้ทันทีว่าสิ่งนั้นกำลังจะมา


 “เฮ้ กูสลูกรักกกก” ฉันแสร้งทำเป็นดีใจสุดๆ เมื่อได้เจอแมวขนฟูสีส้มตัวอ้วนหน้าไม่รับแขก แต่มันคงรักฉันแหละเพราะมันกำลังแสดงความรักด้วยการเลียใบหน้าของฉันไม่หยุด “เป็นไงบ้างเจ้าอ้วน กินอิ่มนอนหลับดีไหม?”

 “กลับมาแล้วเหรอยัยเด็กบ้า หายไปไหนมาเป็นอาทิตย์?” เสียงยัยป้าเจ้าของห้องเช่าเอ่ยถามและยืนเท้าสะเอวเหมือนกับจะเอาเรื่องที่ฉันฝากเจ้ากูสเอาไว้ให้นางเลี้ยง

 “บอกแล้วไงคะ ว่าไปพักร้อน”

 “รู้ไหมว่าเจ้ากูสกินจุมากจนฉันต้องเฉียดเงินตัวเองซื้ออาหารให้มัน”

               “ไม่รู้หรอกค่ะ ถ้าป้าไม่บอก” ฉันปัดมือไปมาและพยายามทำให้นางใจเย็นลง ขณะที่กำลังอุ้มเจ้ากูสไว้ในอ้อมอก “เอาน่า อย่าบ่นน่ะป้า ค่าอาหารกูสเท่าไหร่เดี๋ยวฉันจ่ายให้”

                 “หนึ่งร้อยดอลล่าร์”

                 ยอมรับว่าแอบอึ้ง แต่ต้องเสแสร้งแกล้งตีสองหน้าและควักแบงค์ยับๆ ออกมาจากกระเป๋ากางเกง “โอเค แค่นี้สบายมาก”

                “แล้วก็ค่ากระบะทราย ค่าขนมแมวเลีย ค่ารักษาพยายาลของหลานฉันเพราะโดนเจ้ากูสข่วนจนเป็นแผลทั้งหมดนั้นก็อีกหนึ่งร้อยดอลล่าร์”

                ฉันกรอกตาไปมา และอยากจะบอกแมวสุดที่รักว่าฉันเกลียดมัน “เฮ้อ รู้งี้ไม่กลับมาก็ดี มีแต่ค่าใช้จ่าย”

                “ถ้าไม่กลับมา ฉันจะเอาแมวของเธอไปปล่อย”

                “ใจร้ายป้าจะทำร้ายแมวอ้วนสุดแสนน่ารักของฉันได้ลงคอเหรอ?” ฉันปล่อยเจ้ากูสลงกับพื้น และแสร้งทำเป็นกดเบอร์โทรศัพท์ต่อสายหาใครก็ไม่รู้ ใช่ฉันแค่แสดง และฉันคิดว่ามันเนียนใช้ได้ “แบบนี้ฉันยอมไม่ได้แล้ว ฉันอาจจะต้องเอาเรื่องที่ป้าแอบตั้งวงป๊อกเด้งไปบอกตำรวจ เผื่อว่าป้าจะมีจิตใจที่ดีขึ้นมาบ้าง”

                “เอ๊ะ ไอ้เด็กนี่”

                “ฉันมีเพื่อนเป็นตำรวจชื่อเจ้าหน้าที่ซามูเอล แอล. แจ็กสัน ถ้าป้าไม่เชื่อก็ลองเซิ้ตกูเกิ้ลดูได้ ฉันจะโทรหาเขาตอนนี้เลย ป้าจะต้องถูกจับข้อหาเล่นการพนัน ทารุณกรรมสัตว์ และฉ้อโกงผู้พักอาศัยตาดำๆ อย่างฉัน เตรียมค่าปรับไว้เลยนะป้า ฉันกำลังจะโทรแล้ว เนี่ย กำลังจะโทรจริงๆ นะ”

                แล้วเรื่องก็จบลงที่ยัยป้าไม่เรียกร้องเงินของฉันสักบาท พร้อมกับบอกว่า 

               บรี ลาร์สัน แกมันไอ้เด็กเวร

               


                ฉันมองหน้าเจ้ากูสสลับกับกีต้าร์ตัวเก่ง 

 “แกกับฉันจะเอายังไงต่อ?” มันมองหน้าฉันราวกับว่าพร้อมรับคำสั่งของฉันเสมอ “อยากคืนวงการแมวขโมยใช่ไหมล่ะ?”

                “เมี๊ยวววว”

                “จะคิดว่านั่นเป็นการ Say yes ของแกแล้วกัน” ฉันลูบหัวมันอย่างพอใจ “เอาล่ะ ไหนทำหน้าน่าสงสารให้ดูหน่อยสิ”

                 แล้วกูสก็ทำให้เห็นอย่างว่าง่ายพร้อมกับเสียงครางในลำคอ เตรียมออดอ้อนพวกมนุษย์ที่มีเงินให้มันเอาไว้กินข้าว ราวกับฟังภาษามนุษย์ออก ราวกับเป็นแมวเอเลี่ยนที่แฝงตัวเข้ามาบนโลก

               

                 “เยี่ยม ไปหาเงินซื้อขนมกินกันเถอะเจ้ากูส”


                ถ้าเราไม่มีเงิน เราก็แค่ต้องหาไม่ว่าจะด้วยวิธีการใดก็ตามนี่คือคำขวัญประจำชีวิตของฉัน จนกว่าคริสและเทสซ่าจะกลับมา ฉันคงต้องตกอับไปอีกสักระยะ แต่ไม่เป็นไรเพราะฉันมีกูสแมวที่เทพที่สุดในเรื่องของการเป็นมิจฉาชีพอันเกิดจากการฝึกฝนมาเป็นเวลานานโดยเจ้าของผู้เก่งกาจอย่างฉันเอง

               

 

                ตอนนี้ฉันใช้ชีวิตอยู่ในเมืองใหญ่แคลิฟอร์เนีย ชีวิตของฉันเจอเรื่องไม่คาดฝันแทบทุกวินาทีที่หายใจ แต่เรื่องไม่คาดฝันที่กำลังจะเกิดขึ้นต่อจากนี้ถือเป็นสิ่งที่เปลี่ยนแปลงชีวิตของฉันไปตลอดกาล

 

                อยากรู้ไหมว่าเพราะอะไร

 ก็เพราะผู้หญิงคนนั้นที่ชื่อ สกาเล็ต  โจแฮนสัน ยังไงล่ะ

               



----------------------------------------





เครียดมาเยอะแล้ว อ่านอะไรไร้สาระบ้างดีกว่า

ฝากด้วยจ้า #RobberBrie


 

  

ให้กำลังใจนักเขียน
นักเขียนได้รับกำลังใจแล้ว!
นักเขียนได้รับกำลังใจแล้ว 26 ครั้ง

นิยายที่ผู้อ่านนิยมอ่านต่อ

loading
กำลังโหลด...

21 ความคิดเห็น

  1. #3 Nut @/\@ (จากตอนที่ 1)
    วันที่ 23 พฤษภาคม 2562 / 07:36

    บรรยายดีมากเลยค่ะ เหมือนกำลังดูหนังเลย

    #3
    0
  2. #1 thechii (จากตอนที่ 1)
    วันที่ 20 พฤษภาคม 2562 / 15:30

    จบได้ค้างคามากค่ะ ถึงเมนเราจะประกาศหมั้น แต่ก็ไม่อยากให้ไรท์ท้อนะคะ // กำไม้พายแน่นมาก

    #1
    1
    • #1-1 nongp_ss(จากตอนที่ 1)
      21 พฤษภาคม 2562 / 18:32
      แต่งตอนแรกเสร็จปุ๊บ เขาประกาศหมั้นเลยค่ะ เราโอเค.....
      #1-1