มนตรามุกจันทรา by ริญจน์ธร (สนพ.อรุณ)

ตอนที่ 5 : บทที่ 2/2 น้องสาวตัวใหม่

  • เนื้อหานิยายตอนนี้เปิดให้อ่าน
  • View : 161
    จำนวนคนให้กำลังใจ : 0 ครั้ง
    20 ส.ค. 55

สิตางศุ์หายไปไหน...นั่นคือคำถามแรกหลังจากหญิงสาวเริ่มดึงสติตัวเองกลับมา หลังจากเลิกเพ้อถึงแววตาคมชวนฝัน มุกดาก็นึกขึ้นมาได้ว่าเย็นวันนี้เธอไม่ได้มาคุมงานแต่เพียงลำพัง เพราะยังพ่วงเอาวิญญาณเด็กหญิงติดมาด้วย
“หวังว่าคงไม่ได้ไปเล่นซนที่ไหนนะ” มุกดาพึมพำกับตัวเอง ชักเริ่มเป็นห่วงสถานการณ์ข้างบนขึ้นมารำไร
ดังนั้นหญิงสาวจึงนั่งเล่นอยู่ในร้านกาแฟได้อีกเพียงครู่เดียว ร่างบางก็ตัดสินใจเดินกลับขึ้นไปยังบริเวณห้องจัดเลี้ยง เวลานี้บริเวณด้านหน้าห้องจัดเลี้ยงเกือบจะร้างผู้คน มีชายหญิงยืนจับกลุ่มห่างๆกันอยู่ประปราย มุกดากวาดตามองไปรอบๆภาวนาเหลือเกินว่าจะพบสิตางศุ์ลอยอยู่บริเวณนั้น แต่จนแล้วจนรอด เธอก็ยังมองไม่เห็นร่างโปร่งแสงของวิญญาณเด็กหญิง

“หรือจะเข้าไปซนในงาน” หญิงสาวเริ่มหวั่นใจ ยกนาฬิกาข้อมือขึ้นดู พอจะเดาได้ว่าเบื้องหลังบานประตูห้องน่าจะยังคงไม่เสร็จสิ้นพิธีการ
เธอก้มลงมองสภาพของตัวเองอีกครั้ง ชุดเดรสกึ่งสูทสีเรียบน่าจะพอช่วยให้เธอไม่เป็นจุดเด่นของงานในค่ำคืนนี้ เมื่อคิดได้ดังนั้น มุกดาจึงตัดสินใจเปิดประตูด้านหลังสุดของห้องจัดเลี้ยงเข้าไป โชคยังดีที่งานเลี้ยงในค่ำคืนนี้ถูกจัดขึ้นในแบบค็อกเทล การเข้ามาในงานของมุกดาเลยไม่เป็นจุดเด่นเท่าไรนัก
แต่ในทันทีที่ก้าวเข้ามาสู่งานเลี้ยง หญิงสาวก็มองเห็นความวุ่นวายตรงหน้า เค้กก้อนโตประดับประดาไปด้วยดอกไม้สีสันสดใสตั้งเด่นอยู่กลางงานเลี้ยง มีร่างโปร่งแสงของสิตางศุ์ลอยสูงอยู่ไม่ห่างจากชั้นบนสุดของตัวเค้กซึ่งถูกประดับไว้ด้วยตุ๊กตาคู่บ่าวสาว

“ตางศุ์! ทำอะไร” เสียงหวานติดดุกระซิบถามทันทีเมื่อสาวเท้าตรงไปถึงกลางโถงจัดเลี้ยง หัวใจเกือบจะหล่นลงไปกองกับพื้น เมื่อเห็นมือน้อยๆทำท่าจะเอื้อมไปจับตุ๊กตาบ่าวสาวบนยอดเค้ก
“พี่สาว เค้กสวยจังเลย เห็นแล้วหนูอยากกลับมามีชีวิตกินเค้กแบบพี่คนอื่นๆบ้างจัง” เด็กหญิงบอกด้วยน้ำเสียงตื่นเต้นและแววตาสุกใส
“พี่บอกแล้วไงว่าอย่าซน ถ้าเกิดไปปัดข้าวของในงานหล่นลงมาจะทำยังไง ลงมานี่เลย”
สิตางศุ์เลยได้แต่ทำหน้ามุ่ย ลอยต่ำลงมาหามุกดา
“หนูไม่ใช่เด็กสักหน่อย ไม่ทำข้าวของเสียหายหรอก แถมในนี้ก็ไม่มีใครเห็นหนูสักคน” เด็กหญิงบ่น แต่ก็ยอมละมือจากตุ๊กตาคู่บ่าวสาวกลับลงมาหาหญิงสาว

“ถึงไม่มีใครเห็นก็ห้ามซน” มุกดาอดเอ็ดอีกฝ่ายไม่ได้ “ออกไปข้างนอกกันดีกว่า ถ้ารู้ว่าซนแบบนี้พี่ไม่พามาด้วยแล้ว” หญิงสาวพึมพำพร้อมหมุนตัวกลับ ตั้งใจจะรีบเดินออกจากงานอย่างเร็วที่สุด
เพราะมัวแต่มองสิตางศุ์ ร่างบางเลยไม่ทันได้สังเกตว่าเบื้องหลังของเธอมีใครคนหนึ่งยืนซ้อนอยู่ ดังนั้นเมื่อร่างโปร่งระหงหมุนตัวกลับมาเพื่อจะก้าวเดิน ใบหน้าของเธอก็ปะทะเข้าเต็มๆกับแผงอกของคนด้านหลัง
“อุ๊ย!” เสียงหวานอุทาน เกือบจะเสียหลักล้มลงไป ถ้ามือหนาของคนตรงหน้าไม่ได้เอื้อมมาจับต้นแขนเธอเพื่อช่วยพยุงไว้

“เป็นอะไรรึเปล่า” น้ำเสียงทุ้มต่ำดังอยู่เหนือศีรษะมุกดา
หญิงสาวเลยเพิ่งรู้สึกตัวว่าตัวเองยืนอยู่ใกล้แสนใกล้ชายแปลกหน้า ขนาดได้กลิ่นน้ำหอมอ่อนๆ
“ไม่เป็นไรค่ะ” ร่างบางเขยิบตัวออกห่าง พร้อมกับฝ่ามือหนาถูกปล่อยออกจากต้นแขนเธอ
มุกดาเลยเพิ่งมีโอกาสสำรวจคนตรงหน้า เลยสูงขึ้นไปจากอกเสื้อสูทและเนกไทสีเงิน คือใบหน้าคมคายของชายหนุ่มที่เธอเผลอแอบมองถึงสองครั้งสองครา หญิงสาวเลยเกิดอาการอึ้งไป นัยน์ตาหวานเบิกกว้างขึ้นเล็กน้อยอย่างคนคาดไม่ถึง
“มีอะไรรึเปล่าครับ” วาริทถาม คิ้วเข้มเลิกสูงขึ้นอย่างแปลกใจกับแววตาคู่สวย จ้องมองเขาคล้ายคนตกตะลึง
เขาจำแววตาคู่นี้ได้ จำได้ตั้งแต่ครั้งแรกที่พบกับตรงศาลาริมน้ำในวัด แววตาของหญิงสาวตรงหน้านอกจากจะกระจ่างใส ไร้เดียงสาแล้ว เขายังสัมผัสได้ถึงความรู้สึกบางอย่างซุกซ่อนอยู่ภายใน
“ปะ...เปล่าค่ะ” มุกดาแทบอยากจะยกมือเขกศีรษะตัวเอง

ก็เธอมันบ้า ไปเผลอจ้องหน้าผู้ชายแบบนั้นได้ยังไง...หญิงสาวแทบจะอยากเอาหน้าแทรกแผ่นดินหนีเสียเดี๋ยวนั้น เธอพึมพำขอตัว พยายามจะรีบสาวเท้าออกจากงานให้เร็วที่สุด ไม่ทันได้สนใจด้วยซ้ำว่าพิธีการบนเวทีกำลังอยู่ในช่วงไหนจนกระทั่งได้ยินเสียงเล็กๆของเจ้าสาวประกาศผ่านไมค์มา
“ขอเชิญน้องแต้ม น้องดาว เพื่อนๆที่ทำงานทั้งหมด ใครรู้ตัวว่ายังโสดให้รีบออกมาเลยค่ะ อ้อ คุณมูนคะ อย่าเพิ่งไปค่ะ มารับดอกไม้ของทิพย์ก่อน” แสงทิพย์เจาะจงชื่อมุกดาอย่างชัดถ้อยชัดคำทันที เมื่อสายตาเหลือบมาเห็นร่างโปร่งระหงในชุดสูทกระโปรงสีเรียบ

สำหรับแสงทิพย์ เธอรู้สึกว่ามุกดาไม่ได้เป็นแค่เพียงคนจัดงาน เพราะโทรศัพท์ที่โทร.หากันอาทิตย์ละหลายครั้งโดยเฉพาะอย่างยิ่งช่วงใกล้วันงาน ทำให้แสงทิพย์มองมุกดาไม่ต่างจากเพื่อนคนหนึ่ง
ปลายเท้าของหญิงสาวชะงักทันที หางตาของเธอเห็นหนุ่มหล่อกำลังหันมาทางเธอ แถมคราวนี้เขายังจ้องมองเธอเสียเต็มตาเสียด้วย มุกดายืนลังเลใจอยู่อึดหนึ่ง แต่สุดท้ายก็จำต้องยอมทำตามความต้องการของเจ้าสาว
เอาเถอะ ไปยืนออให้คนแน่นๆเป็นเกียรติให้เจ้าสาวหน่อยแล้วกัน...หญิงสาวคิดขณะสาวเท้าตรงไปยังเวที มุกดาพยายามยืนอยู่ให้ห่างจากเวทีมากที่สุด ประสบการณ์ผ่านงานแต่งงานมาหลายครั้งสอนเธอให้รู้ว่า ช่อดอกไม้ส่วนใหญ่มักหล่นไม่ไกลจากขอบเวทีมากนัก

“พร้อมนะครับ เตรียมตัว...หนึ่ง สอง สาม!” เสียงพิธีกรประกาศอยู่กลางเวที
มุกดาแทบไม่ทันตั้งตัว เห็นดอกไม้ช่อใหญ่ลอยละลิ่วหลุดจากมือเจ้าสาวมา เธอเห็นสาวชุดชมพูด้านหน้าเวทีเกือบจะคว้าช่อดอกไม้ได้อยู่แล้ว ถ้าไม่เพราะความมือบอนของสิตางศุ์แกล้งปัดช่อดอกไม้ไม่ให้ตกลงในมือของสาวชุดชมพู กระเด็นลอยมาไกลถึงหน้ามุกดา
มือบางยื่นมือออกไปรับโดยอัตโนมัติท่ามกลางเสียงกรี๊ดกร๊าดและเสียงเชียร์ของคนโดยรอบ
“ขอเชิญว่าที่เจ้าสาวคนต่อไปบนเวทีเลยครับ”
หญิงสาวแทบอยากจะมุดตัวแทรกแผ่นดินหนี แต่หลักฐานในมือก็ทำให้เธอไม่อาจเลี่ยงได้ จำต้องเดินขึ้นบนเวทีไปตามคำเชิญของพิธีกร

“ไม่นึกว่าคุณมูนจะได้ดอกไม้ของทิพย์ ยินดีด้วยนะคะ” เสียงเจ้าสาวหันมากระซิบบอกด้วยความดีใจ
“เอ่อ...ค่ะ ขอบคุณค่ะ” มุกดาเลยได้แต่พยักหน้ารับคำ แม้ในใจจะไม่ได้รู้สึกยินดีกับของในมือเลยแม้แต่น้อย สายตาหวานส่งแววอาฆาตตรงไปยังสิตางศุ์ ซึ่งกำลังยิ้มน้อยยิ้มใหญ่อยู่หน้าเวที
“มาถามผู้โชคดีของงานวันนี้กันดีกว่า ไม่ทราบว่ามีโครงการจะแต่งงานรึยังครับ” เสียงพิธีกรชายถามขึ้นพร้อมกับยื่นไมโครโฟนมาให้
“ยังค่ะ” มุกดาได้แต่ตอบออกไปอย่างถนอมเสียง
สายตาอดไพล่มองไปยังด้านล่างของเวทีไม่ได้ อุปาทานรึเปล่าก็สุดรู้ แต่นัยน์ตาคมของคนด้านล่างเวทียังคงมองตรงดิ่งขึ้นมา

“แหม คุณโชติถามแบบนั้นไม่ถูกนะคะ ถามใหม่ดีกว่า คำถามนี้อาจจะเป็นคำถามที่หนุ่มๆหลายคนในห้องนี้อยากรู้” พิธีกรฝ่ายหญิงเขยิบกายเข้ามาใกล้ มุกดาชักเริ่มใจคอไม่ดีกับแววตาซุกซนของพิธีกรสาว “คุณยังโสดรึเปล่าคะ”

นั่นไง ซวยแล้ว!...มุกดาเกือบจะกลอกตาขึ้นฟ้าอยู่แล้ว ถ้าไม่สำนึกได้ว่าตัวเองกำลังเป็นเป้าสายตาของคนทั้งงาน หญิงสาวไม่นึกอยากตอบคำถามนี้เท่าไรนัก แต่ไมโครโฟนซึ่งจ่ออยู่เกือบชิดริมฝีปากทำให้จำต้องตอบกลับไป
“ค่ะ”

คำตอบสั้นกระชับ หากเรียกเสียงเชียร์จากผู้คนเบื้องล่างได้ไม่น้อย
“ท่าทางคำตอบนี้คงจะถูกใจหนุ่มโสดหลายคนในงานนี้นะคะ ขอบคุณมากค่ะ”
มุกดาแทบถอนหายใจออกมาด้วยความโล่งอก เมื่อถูกปล่อยตัว หญิงสาวก็ก้มหน้าก้มตาเดินลงจากเวทีเดินออกจากห้องจัดเลี้ยง
“พี่สาว รอหนูด้วย” เสียงของสิตางศุ์เรียกไล่หลังมา
“วันหลังอย่าทำแบบนี้อีกรู้ไหม พี่ไม่ชอบ” เธอหันมาต่อว่าเด็กหญิงทันทีเมื่อออกมาอยู่ตามลำพัง
“พี่สาวโกรธหนูเหรอ” ใบหน้ารูปหัวใจมุ่ยลงทันที

โกรธยายผีจอมซนรึเปล่า มุกดาเองก็ชักไม่แน่ใจ เธอแค่รู้สึกอับอายกับการตกเป็นเป้าสายตาให้กับผู้ชายที่เธอเผลอแอบมองเสียมากกว่า แต่กระนั้นหญิงสาวก็ไม่วายต่อว่าสิตางศุ์
“พี่มาทำงานนะตางศุ์ ดีนะงานนี้เจ้าสาวเป็นคุณทิพย์ ไม่งั้นพี่เสียลูกค้าแน่”
“หนูขอโทษค่ะ”
เสียงอ่อยๆและท่าที ‘จ๋อยสนิท’ ของสิตางศุ์ช่วยลดทอนความโกรธได้เป็นอย่างดี
“ช่างเถอะ แต่คราวหลังตางศุ์ต้องเชื่อฟังพี่บ้างรู้ไหม”
“สัญญาด้วยเกียรติของเนตรนารีเลยค่ะ”

คราวนี้มุกดาเลยได้กลอกตาขึ้นฟ้าจริงๆ
ตกลงเธอคิดถูกหรือคิดผิดกันแน่ รับปากให้ยายผีเด็กมาอยู่กับเธอด้วย...

หลังจากอยู่ดูแลการรื้อถอนอุปกรณ์ทั้งหมดจนเสร็จสิ้น รวมถึงรอรับเงินงวดสุดท้ายจากเจ้าของงานเป็นที่เรียบร้อย มุกดาก็เตรียมตัวกลับบ้าน ในขณะกำลังเดินลงบันไดมายังล็อบบีด้านหน้าของโรงแรม วิญญาณเด็กหญิงซึ่งปิดปากเงียบสนิทมาตั้งแต่ตอนเดินออกมาจากห้องจัดเลี้ยงก็เริ่มเกิดอาการร้อนรน
“พี่สาวจะกลับบ้านแล้วเหรอ” สิตางศุ์ถาม น้ำเสียงเต็มไปด้วยความเกรงใจ
“ใช่สิ ดึกมากแล้ว” เธอหันไปบอกสิตางศุ์
โชคดีบริเวณแถวนั้นไม่มีผู้คน เลยไม่มีใครทันสังเกตว่า ขณะนี้มุกดาไม่ต่างจากการยืนพูดอยู่คนเดียวตามลำพัง เนื่องจากไม่มีใครมองเห็นสิตางศุ์

 “พี่สาวอย่าเพิ่งกลับได้ไหม”
“มีอะไรเหรอตางศุ์” มุกดาขมวดคิ้วถามเมื่อเห็นสีหน้าไม่ดีของอีกฝ่าย
“หนูไม่รู้ ไม่แน่ใจ...” ท่าทีของสิตางศุ์เต็มไปด้วยความลังเลขณะเอ่ยปากพูด “พี่สาวจำผู้ชายที่พี่เดินชนเมื่อกี้ได้ไหม”
“ได้สิ ทำไมเหรอ”
“หนูรู้สึกว่ากำลังจะมีเรื่องไม่ดีเกิดขึ้นกับเขา” วิญญาณดวงน้อยบอกลางสังหรณ์ตัวเองให้อีกฝ่ายฟัง
“เรื่องไม่ดี? หมายถึงอันตราย อุบัติเหตุเหรอ ตางศุ์รู้ได้ยังไง” มุกดาถาม รู้สึกร้อนใจขึ้นมาอย่างไม่มีเหตุผล
“หนูก็แค่รู้สึกขึ้นมาเฉยๆ” สิตางศุ์ตอบอย่างไม่เข้าใจในลางสังหรณ์ของตัวเองนัก “พี่สาวไปช่วยเขาหน่อยได้ไหม”

“แล้วจะให้พี่ช่วยยังไง เขาเป็นอะไร เกิดอะไรขึ้น”
มีคำถามมากมายผุดขึ้นในใจหญิงสาว หากสิตางศุ์ก็ไม่อาจตอบคำถามเธอได้ วิญญาณเด็กหญิงลอยนำเธอผ่านประตูด้านหน้าของโรงแรมออกมาเกือบสองร้อยเมตร เลยออกมายังบริเวณริมฟุตปาธข้างถนนใหญ่ ภายในซอกหลืบเล็กๆในซอยเปลี่ยว มุกดามองเห็นร่างสูงสองร่างกำลังยืนเผชิญหน้ากันอยู่ โดยฝ่ายหนึ่ง มุกดาจำได้แม่นว่าคือชายหนุ่มที่เธอพบในงานเลี้ยง หากในตอนนี้เขาถูกมีดปลายแหลมจ่ออยู่แถวบริเวณลำคอ ขณะกำลังส่งทรัพย์สินของตัวเองให้คนร้าย

“ทำไงดีล่ะตางศุ์” มุกดาหันมาถามวิญญาณข้างกายด้วยสีหน้าหวาดหวั่น
“ร้องสิคะ ร้องเสียงดังๆเผื่อจะมีใครช่วย” สิตางศุ์แนะวิธีการเดียวที่คิดออก
“ช่วยด้วย มีคนร้ายจี้ชิงทรัพย์” เสียงหวานตะโกนก้องอย่างไม่คิดถนอมเสียง เป็นผลให้คนร้ายหันมามองเธอทันควัน

วูบหนึ่ง หญิงสาวหนาวยะเยือกขึ้นมากับการตะโกนร้องออกไปโดยไม่คิดหน้าคิดหลัง เนื่องจากตัวเองก็ไม่ได้มีอาวุธอะไรไปต่อกรกับคนร้าย แถมบริเวณนี้ยังเปลี่ยว มองไม่เห็นใครผ่านไปมาสักคน เท้าบางก้าวถอยหลังโดยอัตโนมัติ ตั้งท่าเตรียมพร้อมจะวิ่งหนีทันทีเมื่อเกิดเหตุฉุกเฉิน หากเสียงตะโกนร้องของหญิงสาวก็สร้างความตกใจให้คนร้ายไม่น้อย จังหวะที่มันหันมามองเธอเลยเป็นการเปิดช่องว่างให้คนโดนปองร้ายได้โอกาสชิงมีดในมือของอีกฝ่าย ชายหนุ่มตัดสินใจปัดมีดของคนร้ายกระเด็นออกไปไกล ก่อนสองร่างจะเริ่มตะลุมบอน

“กรี๊ด! ช่วยด้วย ใครก็ได้ช่วยที” เสียงหวานแหลมกรีดร้องขึ้นอีกครั้ง
คราวนี้คนร้ายเริ่มลนลาน ตัดสินใจผละออกจากวาริท วิ่งตรงดิ่งหายลับเข้าไปในซอยเปลี่ยว ทิ้งให้มุกดารีบตรงเข้าไปหาชายหนุ่มตรงหน้าทันที
“คุณเป็นอะไรรึเปล่า” น้ำเสียงหวานเต็มไปด้วยวี่แววความห่วงใย
อาการชาบนใบหน้าจากหมัดที่ถูกคนร้ายสวนกลับมาดูจะเลือนหายไปในทันทีเมื่อสบเข้ากับนัยน์ตาสีน้ำตาลคู่สวย
“ไม่เป็นมากครับ ขอบคุณที่ช่วยผมไว้”
“ยังไม่ได้ทำอะไรเลยค่ะ” เธอบอกด้วยน้ำเสียงเขินเล็กๆแล้วกวาดตามองสภาพโดยรวมของคนตรงหน้า ค่อยเบาใจเมื่อเห็นว่าไม่ได้มีร่องรอยบาดเจ็บสาหัส “แล้วคนร้ายขโมยอะไรไปเยอะไหมคะ”
“ก็หมดตัวเลยล่ะครับ ทั้งกระเป๋าเงิน มือถือ แถมนาฬิกาผม มันก็เอาไปด้วย” วาริทบอกด้วยน้ำเสียงหงุดหงิดเต็มที่

“ตายจริง ถ้างั้นรีบไปแจ้งความดีกว่าค่ะ” มุกดาบอกด้วยน้ำเสียงร้อนรน
แต่คนเคราะห์ร้ายกลับไม่คิดเช่นนั้น
“ดึกป่านนี้แล้ว ผมว่าไว้พรุ่งนี้เช้าดีกว่า อีกอย่างคืนนี้ผมไม่ได้ขับรถมาด้วย” วาริทบอกอย่างไม่เห็นเป็นเรื่องสำคัญมากนัก เพราะอย่างไรเสียจะช้าหรือเร็ว เขาก็ไม่คิดว่าตัวเองจะได้ของหายคืน มากสุดเขาก็คงไปแจ้งความเพื่อทำบัตรประชาชนกับใบขับขี่ใหม่
“แล้วคุณจะกลับบ้านยังไงคะเนี่ย คุณเอามือถือฉันโทรศัพท์หาใครดีไหมคะ เผื่อเพื่อนคุณจะยังอยู่แถวนี้” มือบางรีบคว้าโทรศัพท์จากกระเป๋าสะพายยื่นให้ทันที
หากอีกฝ่ายกลับไม่ยอมรับ

“ป่านนี้คงไม่มีใครอยู่แล้วละคุณ เหลือก็แค่เจ้าบ่าวเจ้าสาว วันนี้วันสำคัญ ผมไม่อยากไปกวนใจสองคนนั้น”
“แต่คุณไม่มีเงินเลยนี่คะ จะกลับบ้านยังไง บ้านคุณอยู่ไหนคะ”
เป็นครั้งแรกที่หญิงสาวอาจหาญเอ่ยปากถามถึงบ้านของชายแปลกหน้า แถมเขายังเป็นคนที่เธอแอบปลื้มอยู่อีกต่างหาก พอพูดออกไปแล้ว เธอก็รู้สึกกระดากไม่น้อย
แต่อีกฝ่ายกลับทำเพียงแค่ส่งยิ้มมา บอกชื่อถนนสายหนึ่งในกรุงเทพให้มุกดาฟัง

“ผมคงกลับแท็กซี่แหละครับ แล้วเดี๋ยวค่อยไปหยิบเงินที่บ้าน” ชายหนุ่มบอกอย่างไม่ทุกข์ร้อนนัก
หากมุกดากลับเป็นฝ่ายไม่เห็นด้วย มือบางเปิดกระเป๋าหยิบธนบัตรสีแดงสองใบอย่างคนประมาณการณ์ว่าน่าจะพอค่ารถยื่นให้ “ฉันว่ายังไงคุณก็น่าจะมีเงินติดตัว รับไว้เถอะค่ะ อย่างน้อยก็น่าจะเป็นค่ารถกลับบ้านได้”
“ผมคงไม่รบกวนคุณขนาดนั้น แค่ช่วยผมไว้เมื่อกี้ก็ขอบคุณมากแล้ว” ชายหนุ่มยังคงไม่ยอมยื่นมือออกไปรับ
“ฉันยังไม่ได้ช่วยอะไรเลย” เธอบอกเมื่อรอบกายเธอยังปราศจากผู้คน ซอยแห่งนี้ค่อนข้างเปลี่ยวมาก จนเธอมองไม่เห็นใครผ่านไปมา “จริงๆเมื่อกี้ถ้าฉันไม่ตะโกนร้องให้คนช่วย เจ้าโจรมันอาจจะผละจากคุณไปโดยไม่ต้องเจ็บตัวก็ได้” มุกดายังไม่รู้สึกว่าการมาเยือนของตนเองเป็นผลดีกับชายตรงหน้าสักนิด เพราะท้ายสุดเจ้าโจรก็ยังขโมยทรัพย์สินของชายหนุ่มไป โดยเธอไม่อาจช่วยอะไรได้

“หรือไม่มันอาจจะเอามีดปาดคอผมก็ได้”
“คงไม่มีใครบ้าทำอย่างนั้นมั้งคะ เงินก็ได้ไปหมดแล้ว”
“ไม่แน่หรอกคุณ โจรยังเป็นได้เลย ถ้าฆ่าคนด้วยก็ไม่แปลก สังคมทุกวันนี้มีแต่อันตราย” วาริทบอกทัศนคติความคิดของตัวเองให้หญิงสาวฟัง แถมเขายังยืนยันไม่ยอมรับเงินจากเธอ จนมุกดาต้องถือวิสาสะคว้ามือหนาขึ้นมาพร้อมกับวางธนบัตรลงบนมืออีกฝ่าย
“รับไว้เถอะค่ะ อย่างน้อยเพื่อความสบายใจของฉันก็ได้ว่าคุณจะกลับถึงบ้าน ไม่มีทั้งเงินทั้งมือถือ มันลำบากนะคะ”
พอเห็นสีหน้าและแววตาตั้งอกตั้งใจของหญิงสาวเบื้องหน้า สุดท้ายวาริทก็ไม่อาจปฏิเสธน้ำใจของเธอได้ พับธนบัตรสองใบใส่ลงกระเป๋ากางเกง พลางนึกขำในใจ เพราะไม่คิดว่าประธานบริษัทอย่างเขาจำต้องมารับเงินจากคนแปลกหน้าเพราะไม่มีค่าเดินทางกลับบ้าน
“ขอบคุณมากครับ”

“ไม่เป็นไรค่ะ แล้วคุณอย่าลืมโทร.ไปแจ้งความและระงับบัตรเครดิตด้วยนะคะ” เสียงหวานไม่วายสำทับ แล้วจึงเอ่ยปากขอตัว “กลับบ้านดีๆนะคะ ฉันเองก็ต้องกลับบ้านแล้วเหมือนกัน”
ร่างบางตั้งท่าจะเดินกลับเข้าโรงแรมไป ถ้าวาริทไม่เป็นฝ่ายรั้งไว้เสียก่อน
“เดี๋ยวครับ คุณขับรถมาใช่ไหม รถคุณจอดอยู่ที่ไหน”
“ก็ในโรงแรมไงคะ”
“ที่ลานจอดรถของโรงแรมรึเปล่า”
“เปล่าค่ะ ลานจอดรถโรงแรมเต็ม ฉันเลยต้องไปจอดที่ลานจอดรถข้างๆแทน”
คำตอบของมุกดาเป็นอย่างที่ชายหนุ่มคาดการณ์ไว้ เนื่องจากสถานที่จอดรถของโรงแรมค่อนข้างคับแคบจนต้องไปเช่าลานจอดรถของอาคารอื่นให้บริการลูกค้า นั่นเลยเป็นสาเหตุหนึ่งที่วาริทไม่นึกอยากขับรถมาในคืนวันนี้

“ลานจอดรถตึกนั้นเปลี่ยวอยู่ ผมเดินไปส่งคุณดีกว่า”
“แต่ว่าคุณจะเดินอ้อม ลำบากเปล่าๆค่ะ” มุกดาบ่น
“ไม่ได้ลำบากมากไปกว่าที่คุณช่วยผมไว้เมื่อกี้นี้หรอก เชิญครับ” ชายหนุ่มผายมือให้ก่อนสาวเท้าขึ้นมายืนขนาบข้างมุกดา
“ให้พี่ชายไปส่งเถอะพี่สาว ดึกแล้วหนูกลัวผี” สิตางศุ์ซึ่งสงบปากสงบคำมานานได้โอกาสเอ่ยแทรกขึ้น
“เป็นผีจะกลัวผีทำไม” มุกดาหันไปเอ็ดร่างโปร่งแสงข้างกาย
“เมื่อกี้คุณว่าอะไรนะครับ” คนคิดว่าเป็นเพื่อนสนทนาเพียงคนเดียวของเธอขมวดคิ้วถามด้วยความสงสัย
“เปล่าค่ะ ไม่มีอะไรนี่คะ รีบเดินดีกว่าเดี๋ยวคุณจะยิ่งกลับบ้านดึก” มุกดาเป็นฝ่ายเฉไฉ เร่งฝีเท้าให้เร็วขึ้น
ประมาณสิบนาทีให้หลังสองหนุ่มสาวก็เดินมาถึงลานจอดรถด้านข้างของโรงแรม วาริทมองรถสีชมพูตัดขาวด้วยสีหน้ายิ้มๆ

“ชอบสีชมพูเหรอ ผมสะดุดตารถคุณตั้งแต่ที่วัดแล้ว”
มือบางซึ่งกำลังเปิดประตูรถชะงักไปเล็กน้อย ความทรงจำครั้งแรกเมื่อพบกันลอยแวบขึ้นมาในหัวทันที
เขาจะรู้ไหมเนี่ยว่าวันนั้นเธอแอบมอง...
“คุณจำฉันได้ด้วยเหรอคะ”
ถามออกไปแล้วเธอก็แทบอยากกัดลิ้นตัวเอง เมื่อได้เห็นแววตาคมไหวระริกคล้ายรอยขำขัน แล้วเธอก็ได้ยินประโยคตอบกลับมา
“จำได้สิครับ คุณเองก็จำผมได้ไม่ใช่เหรอ ตอนอยู่ในงานยังแอบมองผมอยู่เลย”

ไม่รู้ว่าอีกฝ่ายแกล้งหยอกเล่น หรือหมายความตามนั้นจริง แต่มุกดาก็อายเกินกว่าจะเอ่ยปากโต้กลับ หญิงสาวเลยได้แต่ก้มหน้างุดๆขณะแทรกตัวเข้ามานั่งบนเบาะคนขับ
“ขอบคุณนะคะที่มาส่ง” เธอจงใจเปลี่ยนเรื่อง เกือบจะปิดประตูรถอยู่แล้ว ถ้าไม่เพราะมือหนาเป็นฝ่ายรั้งประตูไว้ก่อน

ชายหนุ่มไม่ได้ชะโงกหน้ามาใกล้เธอ แต่อาการก้มศีรษะลงมามองเต็มตาก็ทำเอาคนเคยแต่ลอบมองอีกฝ่ายหายใจสะดุดขึ้นมาได้ทันที
ใช่ว่ามุกดาจะไม่เคยสบตาผู้ชายคนไหนตรงๆมาก่อน แต่ให้ตายสิ ดวงตาสีดำของชายคนนี้ก่อกวนหัวใจเธออย่างไรชอบกล

“คุณจะว่าอะไรไหม ถ้าผมจะขอเบอร์คุณไว้ เผื่อครั้งหน้าจะได้มีโอกาสขอบคุณ”
น้ำเสียงทุ้มมีร่องรอยเว้าวอนปนคาดหวังนิดๆติดมาตรงหางเสียง ทำเอาเธอคิดอะไรไม่ออก จนกระทั่งขับรถกลับมาถึงบ้าน หญิงสาวก็ยังแทบไม่เชื่อว่าสิ่งที่เกิดขึ้นคือความจริง นามบัตรใบหนึ่งของเธอถูกยื่นไปนอนสงบนิ่งอยู่ในกระเป๋าอกเสื้อของอีกฝ่าย

อ๊าย-ย-ย ไม่ได้ฝันไปจริงๆใช่ไหม หนุ่มในฝันมาขอเบอร์โทรศัพท์เธอจริงๆ...

นิยายที่ผู้อ่านนิยมอ่านต่อ

loading
กำลังโหลด...

15 ความคิดเห็น