มนตรามุกจันทรา by ริญจน์ธร (สนพ.อรุณ)

ตอนที่ 4 : บทที่ 2/1 น้องสาวตัวใหม่

  • เนื้อหานิยายตอนนี้เปิดให้อ่าน
  • View : 171
    จำนวนคนให้กำลังใจ : 1 ครั้ง
    15 ส.ค. 55

บทที่ 2 น้องสาวตัวใหม่
เรื่องเมื่อคืนเป็นเพียงฝัน?...คำถามมากมายผุดขึ้นในสมองของเธอทันทีเมื่อลืมตาตื่น แสงอาทิตย์ส่องลอดผ่านม่านสีโอลด์โรสเข้ามา บ่งบอกเวลายามเช้าของวันใหม่
“พี่สาวตื่นแล้ว”
ในขณะกำลังชันตัวลุกขึ้นจากเตียง เสียงใสๆก็เอ่ยปากทักเธอ ร่างบางชะงักไปทันที หันขวับไปยังต้นเสียงแล้วก็เกือบจะร้องครางออกมา

เมื่อคืนไม่ใช่ฝันหรอกรึ...มุกดามองใบหน้ารูปหัวใจที่ส่งยิ้มมาให้ด้วยความรู้สึกหลากหลาย หนึ่งในนั้นคือความกลัวเพราะอีกฝ่ายก็ยังขึ้นชื่อว่าเป็นผี ไม่ใช่มนุษย์ แต่ผีเด็กตัวนี้ดูจะมีอะไรหลายๆอย่างผิดไปจากจินตนาการเกี่ยวกับวิญญาณที่เธอเคยคิดไว้ เด็กหญิงผู้นี้ไม่ได้น่ากลัว อันที่จริงมุกดาต้องยอมรับว่าผีเด็กออกจะน่ารักเสียด้วยซ้ำไป

แต่นั่นแหละ ผีก็คือผี ยังไงเธอก็ยังไม่คิดอยู่ร่วมบ้านกับผี

“ทำไมยังอยู่” เสียงของหญิงสาวค่อนข้างนิ่งและแข็ง เป็นผลให้ดวงหน้าแป้นแล้นสลดลงทันที
“ก็...พี่สาวอนุญาตให้หนูอยู่ที่นี่แล้วไงคะ” สิตางศุ์เอ่ย มีร่องรอยความไม่แน่ใจและคาดหวังอยู่เต็มเปี่ยม
“พี่ยังไม่ได้อนุญาต หนูเล่นมาเข้าฝันแบบนั้นพี่ไม่ได้มีสติ รู้สึกตัวเต็มร้อยเสียหน่อย”
มุกดาตัดสินใจลุกลงจากเตียง อาศัยด้านว่างทางซ้ายของเตียงนอนก้าวลงพื้น พยายามหลีกเลี่ยงปลายเตียงซึ่งมีร่างโปร่งแสงทรุดกายนั่งอยู่
“แต่หนูอยากอยู่ที่นี่ หนูไม่มีที่ไป” เสียงเล็กๆเศร้าลงอีกแล้ว

มุกดาพยายามจะไม่หันหลังกลับไป หัวใจของเธอเริ่มอ่อนลงอีกครั้ง ความลังเลเกาะกินอยู่เต็มจนร่างบางตั้งท่าจะเอ่ยปากอนุญาต หากอะไรบางอย่างก็ยังคงยั้งเธอไว้ เธอยืนมองเงาตัวเองในกระจก หางตายังเห็นร่างโปร่งแสงของเด็กหญิงสะท้อนกลับมาอยู่บริเวณมุมหนึ่งของปลายเตียง หญิงสาวถอนหายใจ ตัดสินใจพักเรื่องตรงหน้าไว้เตรียมตัวเดินเข้าห้องน้ำเพื่ออาบน้ำ ขณะกำลังจะก้าวเดินออกไป มุกดาไม่ลืมถอดแหวนเงินซึ่งเธอยังคงใส่ติดนิ้วออก ตั้งใจจะวางไว้บนโต๊ะเครื่องแป้งก่อนเข้าห้องน้ำ
“พี่สาวอย่าถอด!” เสียงของวิญญาณเด็กหญิงร้องบอกตอนเธอรูดแหวนออกมาจากนิ้ว

หญิงสาวหันหลังกลับไปมองอีกฝ่ายด้วยท่าทีแปลกใจ เธอเห็นร่างโปร่งแสงค่อยๆเลือนหายไปในทันทีที่แหวนเงินเลื่อนหลุดออกจากนิ้ว คิ้วสีน้ำตาลโก่งขมวดเข้าหากัน

หรือการที่เธอมองเห็นผีจะเกี่ยวกับแหวนของคุณย่า...นัยน์ตาหวานก้มลงมองแหวนเงินในมืออย่างชั่งใจ

มุกดานึกอยากจะทดสอบสมมุติฐานของตัวเองอยู่เหมือนกัน แต่จนแล้วจนรอดเธอก็ยังไม่คิดใส่แหวนกลับลงไป
ไม่เอาดีกว่า คนก็อยู่ส่วนคน ผีก็อยู่ส่วนผี แล้วเธอจะทำบุญอุทิศส่วนกุศลไปให้แล้วกัน...คิดได้ดังนั้นหญิงสาวจึงวางแหวนลงบนโต๊ะเครื่องแป้ง เดินเข้าไปยังห้องน้ำเพื่อเริ่มต้นชีวิตวันใหม่

ฝ่ายสิตางศุ์กลับรู้สึกขัดใจไม่น้อย แหงล่ะ ก็พี่สาวคนสวยเป็นมนุษย์คนเดียวที่คุยกับเธอรู้เรื่องนี่นา แต่พี่สาวกลับกลัวจนไม่ยอมคุยกับเธอ ตลอดทั้งวันนี้เด็กหญิงล่องลอยไปทั่วห้องพัก โดยเจ้าของห้องพักไม่รับรู้ถึงตัวตนของเธอเลยแม้แต่น้อย
ช่วยไม่ได้นี่นา ก็เธอเหงา กี่วันกี่คืนผ่านมาแล้ว สิตางศุ์ต้องทนอยู่แต่เพียงลำพังในความเปลี่ยว เศร้าสร้อย ไม่ว่าจะหันหน้าไปทางไหนก็ไม่เคยมีมนุษย์คนไหนยอมพูดคุยกับเธอสักคน อันที่จริงเด็กหญิงก็ไม่ถึงขนาดไม่มีเพื่อนคุย บางครั้งเมื่อเธอล่องลอยผ่านไปยังสถานที่หลายแห่ง โดยเฉพาะโรงพยาบาลและวัด เธอพบดวงวิญญาณดวงอื่นเอ่ยปากทักบ้าง แต่กลับเป็นตัวของสิตางศุ์เองไม่อยากเสวนากับพวกเขาเหล่านั้น
เธอผิดไหม เป็นผีแต่ดันกลัวผีเสียเอง!

วิญญาณของเด็กหญิงลอยตามมุกดาออกมาจากห้องนอน ไม่ว่าเธอจะพยายามร้องเรียกอีกฝ่ายอย่างไร มุกดาก็ดูจะไม่รับรู้ถึงเธอ สร้างความขัดใจให้กับสิตางศุ์ไม่น้อยจนเธอเริ่มโมโห เผลอเอื้อมมือไปปัดกรอบรูปบนโต๊ะรับแขก
ตุบ! เสียงกรอบรูปหล่นลงกระทบพรม แม้จะไม่ดังนัก แต่ก็ทำเอาคนขี้ระแวงอย่างมุกดาสะดุ้งสุดตัว
หญิงสาวหันมามองกรอบรูปบนพื้นพรมแล้วอดผวาในอกไม่ได้ ถึงจะไม่ได้มองเห็นด้วยตาเปล่า แต่มุกดาก็ยังรู้สึกได้ว่าทั้งกรอบรูปและแจกันแตกเมื่อวานเป็นฝีมือของใคร
“อย่าทำแบบนี้อีก พี่ไม่ชอบ” เสียงของมุกดาตะโกนบอกไปในความว่างเปล่า

“ใจร้าย...”
คล้ายอุปาทาน เธอเหมือนได้ยินเสียงแว่วผ่านเข้ามา หญิงสาวถอนหายใจออกมาอีกครั้ง ตั้งใจจะจดจ่ออยู่กับงานตรงหน้าเพื่อจะได้ไม่ต้องว้าวุ่นใจ
หลังจากเปิดโน้ตบุ๊ก เช็กกล่องรับข้อความซึ่งมีอีเมลเข้ามาหลายสิบฉบับ ไม่นานความคิดของมุกดาก็กลับมาจดจ่อเรื่องงาน หญิงสาวนั่งจมอยู่กับคำถามของลูกค้าทั้งหลาย บางฉบับก็ต้องมีการโทรศัพท์ไปตอบคำถาม รวมถึงการนัดแนะและคอนเฟิร์มวันเวลา
ตุบ! กรอบรูปที่เพิ่งหยิบมันขึ้นไปตั้งบนโต๊ะร่วงหล่นลงมาอีกครา คราวนี้มันทำให้หญิงสาวชักเริ่มฉุน มุกดาคว่ำกรอบรูปของตัวเองลงบนโต๊ะอย่างแรง ไม่พูดไม่จาอะไรอีก ตั้งใจเร่งเสียงเพลงในโน้ตบุ๊กของตนเองขึ้นก่อนก้มหน้าก้มตาทำงาน

ประมาณเกือบเที่ยงเสียงโทรศัพท์ข้างกายของหญิงสาวเป็นฝ่ายดังขึ้น
“ว่าไงยายตา วันนี้แกต้องออกไปคุมเด็กจัดงานไม่ใช่เหรอ” มุกดากรอกเสียงถามไปตามสาย
“บ่ายนี้แกว่างรึเปล่ามูน ถ้าฉันจะให้แกออกไปคุมเด็กแทนได้ไหม”
“มีอะไรรึเปล่า” หญิงสาวถามเมื่อจับได้ถึงน้ำเสียงแปร่งๆจากคนปลายสาย
“ยายขวัญหายตัวไปจากบ้าน แม่เพิ่งโทร.มาบอกเมื่อกี้ ฉันว่าฉันจะขับรถไปดูแม่หน่อย”
“อะไรนะ น้องขวัญหายไป เกิดอะไรขึ้น” สุ่มเสียงของหญิงสาวเต็มไปด้วยความเป็นห่วง
หากกลับได้ยินน้ำเสียงทอดถอนใจดังมาจากเพื่อนรัก

“จริงๆคงไม่ได้หายไปไหนหรอก น่าจะแค่ยังไม่กลับบ้านเท่านั้น แต่แม่ดูเป็นห่วงยายขวัญมาก คุณดรงค์ก็ไม่อยู่บ้าน ฉันเลยว่าจะเข้าไปอยู่เป็นเพื่อนแม่หน่อย” คณิตาบอกแล้วถอนหายใจออกมาอีกครั้ง
มุกดาพอจะรู้ถึงปัญหาและความวุ่นวายในครอบครัวของคณิตาดี ครอบครัวของเพื่อนสาวเป็นเหมือนครอบครัวสมัยใหม่อีกหลายครอบครัวในสังคมปัจจุบัน แม้ว่าฐานะทางบ้านของคณิตาจะมั่นคงหรือแทบจะเรียกได้ว่าเป็นผู้มีอันจะกิน แต่ความสุขสงบในครอบครัวก็ใช่ว่าจะหาซื้อได้จากเงินทอง ตั้งแต่วัยเด็กจนย่างเข้าสู่มัธยม คณิตาเติบโตมาท่ามกลางเสียงทะเลาะเบาะแว้งของผู้เป็นบิดามารดา จนกระทั่งความอดทนของทั้งสองสิ้นสุด มารดาของคณิตาตัดสินใจหย่าขาดจากบิดาในช่วงที่คณิตากำลังจะเริ่มก้าวเข้าสู่ชีวิตในรั้วมหาวิทยาลัย ช่วงนั้นคณิตาตัดสินใจทุ่มเวลาทั้งหมดในชีวิตให้กับการเรียนและกิจกรรมในมหาวิทยาลัย เพื่อนรักของเธอออกจากบ้านมาอยู่หอพัก ทำตัวราวตัดขาดจากครอบครัว ทิ้งน้องสาวในวัยประถมไว้กับมารดาตามลำพัง จนกระทั่งเรียนจบและมารดาแต่งงานใหม่ หญิงสาวก็ไม่คิดจะกลับไปอยู่บ้านของพ่อเลี้ยง

คณิตาไม่ได้มีปัญหากับดรงค์ผู้เป็นพ่อเลี้ยง แต่หญิงสาวก็คิดว่าตัวเองโตเกินกว่าจะมาเริ่มต้นสร้างความสัมพันธ์ในครอบครัว เลยตัดสินใจแยกออกมาอยู่ห้องเช่าและเริ่มเก็บเงินเพื่อดาวน์ทาวน์เฮาส์สักหลัง ตั้งใจจะสร้างมันเป็นบ้านและครอบครัวที่ตัวเองไม่เคยมี แต่กระนั้นหญิงสาวก็ไม่เคยโทษบุพการี ยังให้ความรักและเคารพท่านทั้งสองเสมอ โดยเฉพาะมารดาซึ่งคณิตาก็มักจะแวะเวียนไปหาท่านและบิดาใหม่เสมอ
แต่สำหรับครองขวัญ คณิตาเพิ่งมารับรู้ถึงปัญหาของคนเป็นน้องไม่นานมานี้ เมื่อมารดาเริ่มเล่าถึงน้องสาวว่าขาดเรียนบ่อยครั้ง จนอาจารย์ประจำชั้นที่โรงเรียนโทรศัพท์มาหา ในตอนแรกคณิตาก็ฟังบ้างไม่ฟังบ้าง จนหลังๆถึงเริ่มมารู้สึกว่ามีบางอย่างผิดปรกติไปจากครองขวัญคนเดิมที่เคยรู้จัก

“ไปเถอะตา เดี๋ยวงานวันนี้ฉันไปคุมเอง”
“ขอบคุณ ว่าแต่แกรู้ใช่ไหมว่าต้องไปที่ไหน ยังไง”
“บ้ารึเปล่า ฉันเป็นคนดิวงานนี้มาให้แกนะ จะจำไม่ได้ได้ยังไง” มุกดาบอกด้วยน้ำเสียงติดตลก ขำกับอาการวิตกจนเกินเหตุของเพื่อน” ว่าแต่แกสั่งเด็กเรื่องขนของรึยัง หรือจะให้ฉันแวะไปที่บ้านแกด้วย”
“ไม่ต้อง แกขับรถไปโรงแรมเลย เดี๋ยวฉันให้คนขนของไปเอง เช็กของไว้หมดแล้ว”
มุกดาตอบรับคำอีกฝ่าย ทั้งสองคุยกันอีกเพียงไม่กี่ประโยค คณิตาก็วางสายไป ทิ้งให้หญิงสาวนั่งทำงานต่อจนถึงบ่ายโมง มุกดาจึงปิดโน้ตบุ๊ก ตั้งใจจะเดินกลับเข้าห้องนอนเพื่อไปเปลี่ยนเสื้อผ้าเตรียมตัวไปโรงแรม

“พี่สาวใจร้าย...”
ภายใต้ความเงียบของห้องทำงาน ไม่ได้มีเสียงเพลงจากโน้ตบุ๊กเหมือนตลอดช่วงเช้า เสียงใสๆก็แว่วผ่านเข้ามาใส่หูของเธออีกครั้ง หญิงสาวถอนหายใจ กลอกตาขึ้นมองเพดาน แล้วความใจอ่อนก็เป็นผลให้เธอหยิบแหวนเงินบนโต๊ะเครื่องแป้งขึ้นมาสวมนิ้วอีกครั้ง
ราวปาฏิหาริย์ ภาพเตียงนอนเบื้องหน้าถูกคั่นด้วยร่างโปร่งแสงของเด็กหญิงคนหนึ่ง
“หนูรู้ว่าพี่สาวต้องได้ยินหนู จริงๆพี่สาวไม่ได้เป็นคนใจร้ายหรอก พี่สาวใจดีมากๆต่างหาก” ดวงหน้าแป้นแล้นรูปหัวใจเผยรอยยิ้มสดใสมาให้เธอเป็นอย่างแรก

มุกดาเหลือบมองนาฬิกาบนฝาผนังห้อง คำนวณในใจได้ว่าเธอยังพอมีเวลาเหลืออีกกว่าหนึ่งชั่วโมง
“เอาละ เรามาตกลงกัน พี่จะให้หนูอยู่ที่นี่ก็ได้” เธอบอกออกไปด้วยน้ำเสียงกึ่งยอมแพ้กึ่งหน่ายใจ
ความรู้สึกในหัวใจยามนี้แทบไม่มีความกลัวหลงเหลืออยู่ มุกดารู้สึกเหมือนตัวเองกำลังมีน้องสาวแสนซนคนหนึ่งเข้ามาในชีวิตเสียมากกว่า
“จริงๆนะคะ พี่ให้หนูอยู่กับพี่แล้วจริงๆนะ” สิตางศุ์ถามด้วยความดีใจ แล้วก็ยิ่งยิ้มกว้างเมื่อเห็นอาการพยักหน้าของคนตรงหน้า

“แต่พี่มีข้อแม้นะ”
“อะไรคะ” เด็กหญิงถามกลับมาด้วยท่าทีกระตือรือร้น
“พี่กลัวผี”
“หนูก็กลัวเหมือนกัน” อีกฝ่ายตอบกลับทันที
“จะกลัวทำไม ก็เป็นผีแล้วไม่ใช่เหรอ” คราวนี้คนถามเริ่มเกิดอาการมึนงง
“อ้าว ก็ก่อนเป็นผี หนูเป็นคนมาก่อนนี่” เด็กหญิงตอบกลับมาหน้าตาย แถมยังอธิบายต่ออีก “ผีบางตัวน่ากลัวจะตาย แถมบางตัวก็ดุร้ายจนหนูไม่กล้าเข้าใกล้” เธอบอกด้วยน้ำเสียงสยดสยอง เล่นเอาคนเพิ่งหลุดปากไปว่ากลัวผีชักหวั่นๆ

“แล้วแถวนี้มีผีตัวอื่นรึเปล่า” หญิงสาวเริ่มเกิดอาการจิตตก มองไปรอบกายแล้วรู้สึกหนาวขึ้นมาอย่างไรชอบกล
“ไม่มีหรอกค่ะ พี่อยู่กับหนูแค่สองคนเท่านั้น” ผีที่ไม่ค่อยอยากจะเป็นผีเอ่ยคำแทนตัวเองไม่ต่างจากคนคนหนึ่ง
“นั่นแหละ พี่กลัวผี เพราะฉะนั้นถ้าคิดจะอยู่ด้วยกัน อย่าผลุบๆโผล่ๆหรือทำอะไรให้พี่ตกใจ รู้ไหม” มุกดาเริ่มต้นวางกฎข้อที่หนึ่ง
“สัญญาเลยค่ะ หนูจะไม่แกล้ง ไม่ทำอะไรให้พี่ตกใจแน่นอน” นิ้วน้อยๆสามนิ้วถูกชูขึ้นราวปฏิญาณ
“ถ้าเกิดหนูไปเจอผีตัวไหนอีก ไม่ต้องพาเข้ามาในห้องพี่นะ” กฎข้อที่สองถูกตั้งขึ้นด้วยน้ำเสียงเข้มงวด
“รับรองค่ะ”

“แล้วก็อย่าปัดข้าวของพี่โดยพลการ หนูใช่ไหมทำแจกันพี่แตก”
“ก็ใช่” คราวนี้เสียงใสๆเริ่มอ่อยลงคล้ายคนสำนึกผิด
“ทำได้ไงกัน นึกว่าเป็นผีแล้วจับต้องอะไรไม่ได้ซะอีก” มุกดาถามด้วยความแคลงใจ
“ตอนโกรธๆหรือโมโห บางทีก็จับได้ค่ะ แต่หนูจับตัวคนไม่ได้ ยังไงก็จับไม่ถูก” หางเสียงของสิตางศุ์มีแววเศร้าลงทันที
หญิงสาวเลยได้แต่พยักหน้า ก่อนจะนึกได้ถึงเรื่องสำคัญ
“จะว่าไปลืมถามไปเลย หนูชื่ออะไร พี่ชื่อมุกดาหรือจะเรียกมูนก็ได้”
หลังคำแนะนำตัวของหญิงสาว ร่างโปร่งแสงชะงักไปเล็กน้อยด้วยสีหน้าครุ่นคิด พร้อมกับความทรงจำเริ่มไหลย้อนกลับมา
“สิตางศุ์ค่ะ เคยมีคนเรียกหนูว่าตางศุ์”

หลังจากทำความเข้าใจรวมถึงกึ่งยอมรับในชะตากรรมที่ต้องมีชีวิตอยู่ร่วมกับวิญญาณเด็กเป็นที่เรียบร้อย มุกดาก็เดินเข้าไปอาบน้ำแต่งตัวพร้อมกับไล่สิตางศุ์ออกไปนั่งเล่นนอกห้องนอน
“หนูดูทีวีได้ไหม” เสียงใสๆต่อรอง
ไม่รู้ว่าเป็นเพราะสายตาออดอ้อนหรือความขี้ใจอ่อนของเธอเอง มุกดาเลยต้องเดินออกมาเปิดโทรทัศน์ให้อีกฝ่าย หญิงสาวยืนมองอยู่ครู่หนึ่ง แน่ใจว่าเด็กหญิงจะไม่ลอยกลับตามเธอมายังห้องนอน เธอถึงได้เดินกลับมารื้อชุดสูทออกจากตู้เสื้อผ้าเพื่อเตรียมตัวไปทำงาน
ประมาณครึ่งชั่วโมงถัดมา มุกดาก็แต่งตัวเสร็จ เตรียมพร้อมจะออกจากบ้าน หญิงสาวลังเลเล็กน้อย ชั่งใจอยู่ว่าจะถอนแหวนมูนสโตนเก็บไว้ยังห้องนอน

“พี่สาวอย่าถอดแหวนนะ” จู่ๆเสียงเล็กๆก็ร้องบอกเธอ พร้อมกับร่างโปร่งแสงโผล่พรวดทะลุกำแพงห้องนอนมา เล่นเอาคนขี้ตกใจแทบจะหัวใจวาย
“สิตางศุ์! บอกแล้วใช่ไหมว่าอย่าโผล่พรวดเข้ามาแบบนี้”
“แหะๆหนูลืมไป” อีกฝ่ายยกมือขอโทษพร้อมกับส่งสายตาอ้อนมาหา
คนตั้งท่าจะโกรธก็เลยโกรธไม่ลง

“พี่จะออกไปทำงาน เดี๋ยวกลับมาค่อยใส่ต่อก็ได้” บอกความคิดของตัวเองไปแล้วก็เริ่มแคลงใจ “ตางศุ์รู้จักแหวนวงนี้มาก่อนรึเปล่า ทำไมถึงรู้ว่าแหวนวงนี้จะทำให้พี่มองเห็นหนู”
 “ไม่รู้จักหรอกค่ะ” สิตางศุ์ส่ายหน้าทันควันกับคำถามของเธอ “พูดยังไงดี มันเหมือนเป็นความรู้สึกมั้งคะ หนูแค่รู้ว่าแหวนวงนี้จะทำให้พี่มองเห็นหนู”
อันที่จริงเด็กหญิงเองก็ไม่รู้จะอธิบายอย่างไร ความรู้สึกของเธอหรืออาจจะเรียกได้ว่าเป็นสัญชาตญาณของผีกระมัง บอกว่ามูนสโตนเม็ดนี้มีบางอย่าง ‘พิเศษ’ กว่ามูนสโตนเม็ดอื่นโดยทั่วไป
“แหวนนี้เป็นของย่าพี่ ท่านให้ไว้ก่อนเสียชีวิต” มุกดาเล่าให้เด็กหญิงฟัง เริ่มรู้สึกได้ถึงพลังอำนาจบางอย่างแฝงอยู่ในหัวแหวน

ความจริงเธอพอรู้อยู่ว่าย่าอมินตามีพลัง ‘พิเศษ’ ในตัว พลังที่เธอเองก็ไม่ค่อยมั่นใจว่ามันคืออะไร แต่เธอก็พอรู้อยู่ว่าผู้เป็นย่าหาใช่คนธรรมดาสามัญ แล้วจะแปลกอะไรถ้ามรดกสิ่งสุดท้ายที่ผู้เป็นย่ามอบให้จะมีความพิเศษเหนืออัญมณีทั่วไป
มุกดาตั้งท่าจะเอ่ยปากถามความแคลงใจบางอย่างต่อ แต่สายตาเหลือบไปเห็นเข็มนาฬิกาบนฝาผนังห้องก่อนเลยเปลี่ยนใจ
“พี่ต้องไปแล้ว”
“หนูไปด้วย” วิญญาณเด็กหญิงลอยตามเธอออกมาจากห้อง

“จะไปทำไม พี่ไปทำงานนะ” เธอหันมาบ่น
“ก็มันเบื่อนี่นา พี่สาวให้หนูไปด้วยเถอะนะ สัญญาเลยว่าจะทำตัวดีๆ” นิ้วน้อยๆสามนิ้วถูกชูขึ้นอีกครั้ง
“แต่นี่มันงานแต่งงาน ผีอย่างตางศุ์จะไปทำอะไรในงานแต่งงาน” มุกดาบ่นพร้อมกับส่ายหน้า
หากคำว่า ‘งานแต่งงาน’ กลับยิ่งกระตุ้นความอยากรู้ของวิญญาณตัวน้อย
“หนูอยากไป! หนูยังไม่เคยไปงานแต่งงานเลย พี่สาวพาหนูไปนะ...นะคะ”

โอ๊ย! จะบ้าตาย ผีอยากไปงานแต่งงานเนี่ยนะ ชีวิตเธอจะมีอะไรตกต่ำมากกว่านี้อีกไหม...

แม้จะทั้งตั้งกฎ ทั้งกำชับทุกอย่างมาเป็นอย่างดีแล้ว แต่มุกดาก็ยังคงอดผวาไม่ได้ยามเดินขึ้นบันไดจากล็อบบีขึ้นมายังห้องจัดเลี้ยงที่นัดหมาย
“ห้ามซน ดูได้อย่างเดียว อย่าก่อเรื่อง แล้วก็อย่าไปปัดข้าวของในงานตกล่ะ” หญิงสาวยังไม่วายกระซิบบอกสิตางศุ์ก่อนจะเดินขึ้นมาถึงบันไดชั้นบนสุด
“สัญญาด้วยเกียรติของเนตรนารีเลย” เสียงหวานเล็กบอกอย่างที่มุกดาไม่ใคร่เชื่อใจเท่าไร
แต่ตลอดระยะเวลาที่เธอคุยงานติดตั้งแบ็กดรอปและฉากถ่ายภาพให้กับงานแต่งงานในเย็นวันนี้ หญิงสาวเห็นสิตางศุ์ลอยล่องไปมาทั่วบริเวณหน้าห้องจัดเลี้ยง ใบหน้ารูปหัวใจล้อมกรอบด้วยไรผมยุ่งๆเต็มไปด้วยรอยยิ้มและแววตื่นตาตื่นใจ ผิดไปจากดวงหน้าเศร้าสร้อยเมื่อตอนแรกพบ

ปล่อยไปก่อนแล้วกัน ท่าทางจะสนุก...มุกดาตัดสินใจจับตาดูอีกฝ่ายอย่างเงียบๆ หันมาสนใจงานตรงหน้าของตนเอง
ประมาณก่อนห้าโมงเย็น งานติดตั้งฉากหลังทั้งหมดของมูนอายก็เสร็จสิ้นลง หากหญิงสาวก็ยังคงไม่ไปไหน คอยยืนดูแลความเรียบร้อยอยู่อีกพักใหญ่ จนกระทั่งคู่บ่าวสาวผู้เป็นลูกค้าของเธอเดินลงมาถึงห้องจัดเลี้ยง

“คุณมูน” เสียงของเจ้าสาวร้องเรียกเธอไว้ ขณะมุกดากำลังจะก้าวขาออกจากงาน
“สวัสดีค่ะคุณทิพย์ มูนดูงานทุกอย่างให้เรียบร้อยแล้วนะคะ”
“นึกว่าวันนี้จะไม่เจอคุณมูนแล้วซะอีก”
“พอดีคุณตาติดธุระน่ะค่ะ มูนก็เลยมาดูแลให้แทน”
“อ้อ ค่ะ ฉากสวยมากเลย ตอนแรกก็ยังห่วงอยู่ ไม่มีดอกไม้เลย กลัวงานจะออกมาแล้วดูโล้นๆแต่คุณมูนก็ทำออกมาได้สวย ไม่ผิดจากที่เพื่อนๆในเว็บชมกันเลย” เจ้าสาวคนสวยบอกพร้อมรอยยิ้ม กวาดตามองภาพโดยรวมของงานแล้วรู้สึกเบาใจ
“ขอบคุณค่ะ” มุกดาเริ่มหน้าบานไปกับคำชมของลูกค้า “คุณทิพย์เข้าไปถ่ายรูปก่อนดีกว่า เจ้าบ่าวกวักมือเรียกแล้วค่ะ” หญิงสาวเตือนอีกฝ่าย ก่อนจะช่วยยกชายกระโปรงยาวมาส่งถึงบริเวณด้านหน้าของงาน
“คุณมูนมาถ่ายรูปกับทิพย์ด้วยสิคะ”

มุกดาชะงักไปเล็กน้อยกับคำขอร้องของอีกฝ่าย แต่เธอไม่มีเวลาคิดมากนักเมื่อมือเรียวสวยคว้าหมับเข้าที่ข้อมือเธอ จัดแจงจูงหญิงสาวมายืนขนาบข้างกาย
“จะดีเหรอคะ” เธอถามด้วยความลังเล
“ดีสิคะ แล้วทิพย์จะได้เอาไปอวดเพื่อนๆว่าคนนี้ไง ที่ปรึกษามือหนึ่งของทิพย์” เจ้าสาวบอกด้วยน้ำเสียงชื่นชมอย่างเห็นได้ชัด
เนื่องจากตลอดระยะเวลาเกือบสามเดือนที่ผ่านมา แม้เธอจะว่าจ้างมุกดาแค่เพียงเรื่องเช่าอุปกรณ์ตกแต่งสถานที่จัดงาน แต่อีกฝ่ายก็ยังให้คำปรึกษาว่าที่เจ้าสาวมือใหม่อย่างจริงใจ ตั้งแต่ช่างแต่งหน้าไปจนถึงวงดนตรีที่ถูกว่าจ้างมาในงาน แสงทิพย์เลยออกจะประทับใจกับเจ้าของมูนอายคนนี้มากเป็นพิเศษ
หลังจากยืนฉีกยิ้มอยู่หน้าแบ็กดรอปของตัวเองได้ไม่ถึงหนึ่งนาที มุกดาก็ตัดสินใจก้าวถอยหลังออกมา ปล่อยให้เจ้าบ่าวเจ้าสาวได้มีโอกาสต้อนรับแขกที่กำลังทยอยเข้ามาในงาน

“ไงยายมูน ว่าแล้วว่าต้องเจอหล่อนที่นี่” น้ำเสียงต่ำๆแต่พยายามดัดให้สูงส่งเสียงทักมา ก่อนเจ้าของร่างสูงใหญ่แต่ใจหญิงจะเดินมาสมทบยังบริเวณมุมอับที่มุกดายืนอยู่
“อ้าว พี่จุ่มมาแต่งหน้างานนี้เหรอคะ” หญิงสาวยกมือไหว้จุมพลหรือจุ่ม ช่างแต่งหน้าเจ้าสาวผู้เป็นทั้งคู่ค้าและเพื่อนอยู่ในเว็บไซต์ซึ่งมุกดาลงโฆษณาและเป็นสปอนเซอร์ด้วยกัน
“ก็หล่อนเป็นคนแนะลูกค้ารายนี้ให้ไม่ใช่เหรอ แหม ทำลืม”
“คุณทิพย์ไม่ได้บอกมูนหรอกค่ะว่าเลือกช่างแต่งหน้ารายไหน” หญิงสาวบอก เนื่องจากความจริงตอนแสงทิพย์โทรศัพท์มาขอคำปรึกษาเรื่องช่างแต่งงาน หญิงสาวเองก็ให้ตัวเลือกอีกฝ่ายไปหลายรายเช่นกัน
“อืม แต่ยังไงก็ขอบคุณที่แนะนำพี่ให้”

“ไม่เป็นไรค่ะ พี่จุ่มฝีมือดี แนะนำไปไม่มีเจ้าสาวคนไหนมาต่อว่าทีหลังแน่” มุกดาบอกพร้อมรอยยิ้ม
“งั้นถ้าถึงคิวหล่อน ห้ามจ้างช่างคนอื่นล่ะ พี่แต่งให้ฟรีเลยด้วย” จุมพลสัพยอก
“สาธุ ถ้ามีวันนั้นจริง มูนจะมาทวงของฟรีนะคะ”
“อาไร้ หล่อนก็ออกจะสวยปานนี้ ไม่มีคนมาจีบหรือเลือกเยอะกันแน่ยะ” เสียงที่พยายามดัดให้สูงถามขณะกวาดตามองหญิงสาวตรงหน้า

คำพูดของจุมพลไม่ได้เยินยอฝ่ายตรงข้ามเลยแม้แต่น้อย เพราะดวงหน้ารูปไข่สมบูรณ์แบบของมุกดาไม่ได้หมวยหรือออกไทยแท้เหมือนอย่างหญิงสาวทั่วไป เธอดูสวยและแปลกตากว่าสาวไทยคนอื่นๆ แต่กระนั้นความงามของหญิงสาวก็ยังคงสะดุดตาผู้พบเห็นได้ตั้งแต่ครั้งแรกเจอ โดยเฉพาะอย่างยิ่งลักยิ้มบริเวณสองข้างแก้มและนัยน์ตาสีน้ำตาลเข้มล้อมกรอบด้วยแพขนตาหนา ส่งให้ดวงหน้ารูปไข่หวานคมจนใครหลายคนต้องอิจฉา
“ไม่มีทั้งมาจีบแล้วก็เข้ามาให้เลือกค่ะ” มุกดาปฏิเสธทุกข้อกล่าวหาของฝ่ายตรงข้าม
จุมพลเลยได้แต่ส่ายหน้า “ก็มัวทำแต่งาน เจอแต่พวกผู้ชายมีเจ้าของก็งี้แหละ อย่างหล่อนน่ะออกไปเปิดหูเปิดตาเสียหน่อย ขี้คร้านจะมีผู้ชายไล่ตามเป็นทิวแถว” ชายใจหญิงค่อนให้
“โอ๊ย ไม่เอาหรอกค่ะ มูนอยู่ของมูนเงียบๆแบบนี้สบายใจกว่า...”

คำบ่นของหญิงสาวชะงักงันไปทันทีเมื่อนัยน์ตาหวานเหลือบไปเห็นร่างสูงสะดุดตาก้าวเดินตรงมาหาคู่บ่าวสาว เพียงแค่มองปราดไปพบ มุกดาก็จำได้ทันทีว่าชายร่างสูงเบื้องหน้าคือคนที่เธอเผลอแอบมองตรงศาลาริมน้ำเมื่อไม่กี่วันก่อน คราวนั้นเธอว่าผู้ชายคนนี้หน้าตาดีแล้ว แต่มาวันนี้ ร่างสูงในชุดสูททันสมัยสีดำสนิท ตัดกับเชิ้ตขาวและเนกไทสีเงิน ยิ่งส่งให้รูปร่างของเขาดูผึ่งผาย ชวนมอง ชวนเคลิ้มฝันยิ่งขึ้น
“มองตาปรอยเลยนะหล่อน เดี๋ยวเขาก็สึกหมดหรอก” เสียงกระเซ้าของจุมพลดึงสติให้กลับคืนมา
แก้มทั้งสองข้างแดงระเรื่อขึ้นเล็กน้อยกับคำเปรียบเปรยของอีกฝ่าย

อ๊าย-ย-ย เธอไม่ได้บ้าผู้ชายนะ แต่ขอแค่แอบฝัน แอบได้มองผู้ชายหน้าตาดี รูปร่างดีๆบ้างก็เท่านั้น...

“พี่จุ่มอย่าเสียงดังสิ” มุกดาบ่น ก้มหน้าหลบวูบหันมาขึงตาใส่
“แหม ก็ดูตาหล่อนสิ ทำอย่างกับไม่เคยเห็นผู้ชาย” ปากจุมพลต่อว่า หากสายตาของกะเทยหนุ่มก็ยังอดมองตามไม่ได้
“เห็นอยู่ทุกวันนั่นแหละ แต่หน้าคมแบบนี้ หุ่นแบบนี้สเปกมูนเลย” เพราะเห็นอีกฝ่ายเป็นทั้งเพื่อนและพี่ มุกดาเลยพลั้งปากบอกไป
เล่นเอาจุมพลยิ้มน้อยยิ้มใหญ่กับคำสารภาพของหญิงสาว

“ถ้างั้นอาจจะใจตรงกันเสียแล้วละมั้ง โน่น หนุ่มหล่อของหล่อนมองมาทางนี้ตาไม่กะพริบแล้ว”
เพราะคำพูดของจุมพล หญิงสาวจึงหันขวับกลับไปมองอีกฝ่ายทันที สายตาของเธอเลยปะทะเข้ากับนัยน์ตาคมซึ่งจ้องมองมาอยู่ก่อน หัวใจของมุกดาเต้นระรัวจนแทบจะหลุดออกมาจากอก และเพียงแค่ไม่กี่วินาทีถัดมา เธอก็เสหลบตาก้มหน้าก้มตาพึมพำบอกคนข้างกาย
“มูนขอตัวก่อนดีกว่า”
แล้วร่างบางก็หันหลังเดินลงบันไดไปในทันที
“อ้าว อะไรกันยายนี่ แค่นี้ก็เขินซะแล้ว” จุมพลเลยได้แต่ส่ายหน้า หันไปส่งยิ้มตอบให้กับหนุ่มหล่อแทน

ให้กำลังใจนักเขียน
นักเขียนได้รับกำลังใจแล้ว!
นักเขียนได้รับกำลังใจแล้ว 1 ครั้ง

นิยายที่ผู้อ่านนิยมอ่านต่อ

loading
กำลังโหลด...

15 ความคิดเห็น