มนตรามุกจันทรา by ริญจน์ธร (สนพ.อรุณ)

ตอนที่ 6 : บทที่ 3 พบกันอีกครั้ง

  • เนื้อหานิยายตอนนี้เปิดให้อ่าน
  • View : 192
    จำนวนคนให้กำลังใจ : 0 ครั้ง
    25 ส.ค. 55

บทที่ 3 พบกันอีกครั้ง

“เดี๋ยวสิบอย ฟังขวัญก่อน” เสียงตะโกนเรียกอันสั่นเครือของเด็กสาวฉุดสายตาหลายคู่ของคนยืนรอรถประจำทางบริเวณป้ายรถเมล์ได้เป็นอย่างดี
แต่กระนั้นก็กลับไม่สามารถเรียกความสนใจจากเด็กหนุ่มร่างสูงที่กำลังจะก้าวข้ามไปยังถนนฝั่งตรงข้าม
ครองขวัญมองร่างของคนกำลังจะก้าวห่างออกไปด้วยความน้อยใจแกมโมโห และเพราะความรู้สึกอัดอั้นในหัวใจทำให้เธอตัดสินใจทำในสิ่งไม่คิดหน้าคิดหลัง ร่างบางโผเข้าหาแผ่นหลังของคนตัวโตกว่า สองแขนบางกอดรัดอีกฝ่ายไว้แน่น ไม่ยอมให้คนเบื้องหน้าก้าวเดินต่อไป

“ปล่อยนะขวัญ บอกแล้วไม่ใช่เหรอว่าเรื่องของเราจบลงแล้ว” คนถูกกอดรัดไว้แน่นพยายามสะบัดตัวเองให้หลุดออกจากพันธนาการมีชีวิต
“ไม่นะ! บอยบอกว่ารักขวัญไม่ใช่เหรอ ทำไมถึงทำกับขวัญแบบนี้ เราสองคนรักกัน จะแต่งงานกันไม่ใช่เหรอ” เสียงเล็กๆเต็มไปด้วยความเจ็บปวดเจียนขาดใจ
หากเสียงร่ำไห้และคำอ้อนวอนของเด็กสาวหาได้ส่งไปถึงจิตใจของคนเคยขึ้นชื่อว่าเป็นคนรักเลยแม้แต่น้อย ฝ่ามือหนาซึ่งใหญ่และมีพละกำลังมากกว่าค่อยๆแกะมือบางทั้งสองข้างออก

“นั่นมันเมื่อก่อน แต่ไม่ใช่ตอนที่ขวัญไปหาเรื่องตบตีมินนี่เขา” เด็กหนุ่มบอกด้วยน้ำเสียงโมโห
“ก็ยายนั่นมันมาแย่งบอยไปจากขวัญนี่นา ขวัญก็ต้องสั่งสอนมันสิ” ครองขวัญบอกด้วยน้ำเสียงโกรธเกรี้ยว รอยแสบเป็นทางยาวบนแก้มซีกซ้ายยังระบมไม่หาย
ใช่ เธอเป็นฝ่ายเริ่มต้นไปหาเรื่องอีกฝ่ายก่อน แต่ยายนั่นเองก็ร้ายใช่ย่อย ปลายเล็บแหลมจงใจทายาหม่องตบลงมาเต็มแรงบนแก้มซีกซ้าย สร้างความปวดแสบจนแทบน้ำตาเล็ดให้เธอเช่นกัน
“ไม่มีใครแย่งบอยไปจากขวัญทั้งนั้นแหละ แต่เพราะขวัญทำตัวแบบนี้ต่างหาก บอยถึงไม่อยากอยู่ด้วย” เสียงของคนพูดแข็งขึ้นอย่างเห็นได้ชัด แตกต่างจากตอนสมัยรักกันใหม่ๆโดยสิ้นเชิง

ครองขวัญแทบหัวใจสลายยามร่างสูงใหญ่กว่าเธอก้าวถอยห่างออกไป หญิงสาวพยายามจะรวบรวมแรงกายตัวเองขึ้นไขว่คว้าคนตรงหน้าอีกครั้ง หากสองขายาวกลับก้าวออกห่างจากเธอไปราวรังเกียจ ท้ายสุดบริเวณฟุตปาธก็เหลือเพียงเธอนั่งร่ำไห้อยู่ท่ามกลางสายตาของผู้คนบริเวณป้ายรถเมล์

 “พี่สาว เหม่ออีกแล้ว พี่ชายยังไม่โทร.มาหาพี่สาวหรอกน่า” เสียงของสิตางศุ์ช่างขัดความสุขของคนกำลังฝันหวานได้อย่างชะงักงัน
“ไม่ได้เหม่อสักหน่อย ไม่ได้รอโทรศัพท์ใครด้วย อย่าเดามั่วสิ” มุกดาหันมาดุผีที่ดันรู้ดี
“ไม่ได้รอ แต่เล่นมองโทรศัพท์ทุกสิบนาทีเนี่ยนะ เด็กอย่างหนูยังรู้เลยว่าพี่สาวรอพี่ชายโทร.มา” สิตางศุ์เอ่ยพร้อมทำสีหน้าทะเล้น

ร่างโปร่งแสงหายวับไปในทันทีก่อนเสียงหวานแหลมจะร้องขึ้น
“ยายตางศุ์! พรุ่งนี้ออกจากห้องพี่ไปเลยนะ ไม่ให้อยู่ด้วยแล้ว” มุกดาตะโกนบอกเสียงดัง ไล่หลังร่างโปร่งแสงซึ่งเลือนหายไป
“ไม่มีทาง พี่สาวเอ่ยปากอนุญาตให้หนูอยู่ด้วยแล้ว หนูไม่ไปไหนหรอก”
แม้จะมองไม่เห็นตัว แต่เสียงเล็กๆก็ยังคงดังอยู่ข้างหู หนำซ้ำยังตามติดมาด้วยเสียงหัวเราะคิกคักอย่างชอบอกชอบใจ

ช่วงหนึ่งอาทิตย์ที่ผ่านมา ความสงบสุขในชีวิตตลอดหนึ่งเดือนราวติดปีกโบยบินไปอย่างไม่หวนกลับ นับตั้งแต่สิตางศุ์อาศัยห้องพักของเธอเป็นที่สิงสถิต มุกดาก็ต้องหัวปั่นกับความซนของวิญญาณดวงน้อย ภาพเด็กหญิงเรียบร้อยผู้น่าสงสาร ถูกแทนที่ด้วยวิญญาณเด็กแสนซนดวงหนึ่ง จนเธออดหลงคิดไม่ได้ภาพดวงหน้าเศร้าสร้อยในฝันคือเรื่องจริง หรือเป็นแค่ละครฉากหนึ่งที่ยายตัวแสบสร้างสถานการณ์ให้เธอนึกสงสาร  จนหลุดปากอนุญาตให้มาอยู่ด้วยกัน

นอกเหนือจากความวุ่นวายทั้งเล็กและใหญ่ในแต่ละวันแล้ว มุกดายอมรับอยู่ลึกๆว่าการมาของสิตางศุ์ช่วยพัดพาความเศร้าและเหงาของเธอไปได้จนแทบไม่หลงเหลือ แต่นั่นก็มาพร้อมกับความปวดหัวในทุกวัน หญิงสาวถอนหายใจออกมาด้วยความเหนื่อยใจ เลือกก้มหน้าทำงานต่อโดยไม่สนใจเสียงหัวเราะคิกคักซึ่งยังดังมาเป็นระยะๆจนกระทั่งเสียงโทรศัพท์มือถือของเธอดังขึ้น หมายเลขปลายทางสิบหลักไม่คุ้นเคยเด่นชัดอยู่บนหน้าจอ ไม่ได้ทำให้มุกดาลังเลในการกดรับสาย เนื่องจากเป็นเรื่องปรกติของคนทำงานอย่างเธอ มักจำต้องรับโทรศัพท์จากคนแปลกหน้าเสมอ

“สวัสดีค่ะ” เสียงหวานกรอกไปตามสายอย่างสุภาพ นึกเดาว่าคนปลายสายน่าจะเป็นหนึ่งในว่าที่เจ้าสาวหรือลูกค้าซึ่งอาจจะกำลังสนใจในบริการของมูนอาย
สัญญาณจากปลายสายเงียบอยู่ครู่ใหญ่คล้ายคนไม่แน่ใจ ตามติดมาด้วยเสียงทุ้มต่ำๆของผู้ชาย ผิดไปจากความคาดการณ์ของหญิงสาว

“คุณมุกดา?” หางเสียงมีวี่แววความไม่แน่ใจ
“ค่ะ ฉันพูดสายอยู่ค่ะ ไม่ทราบว่าติดต่อเรื่องอะไรคะ” หญิงสาวถามกลับไป ไม่แน่ใจว่าอีกฝ่ายจะใช่ว่าที่ลูกค้าของเธอรึเปล่า เพราะลูกค้าส่วนใหญ่ที่โทรศัพท์มาสอบถามมักเป็นฝ่ายหญิงเสียมากกว่า
“ผมวาริท”
“คะ?” หญิงสาวขมวดคิ้ว นึกไม่ออกว่าเคยรู้จักคนชื่อนี้ตั้งแต่เมื่อไร
“คุณช่วยผมไว้จากโจรเมื่ออาทิตย์ก่อนไง ลืมแล้วเหรอ”
หัวใจของหญิงสาวเต้นถี่ขึ้นมาทันทีหลังได้ยินคำอธิบายจากคนปลายสาย แต่เธอก็ยังพยายามสงวนท่าทีไว้
“จำได้ค่ะ แต่ตอนนั้นจำได้ว่าคุณไม่เคยบอกนี่คะว่าชื่ออะไร” เสียงหวานต่อว่าต่อขานออกไปอย่างไม่จริงจังนัก
แหงล่ะ ถ้าเขาบอกชื่อมา มีหรือเธอจะจำเขาไม่ได้...

“เหรอครับ ถ้างั้นก็ต้องขอโทษด้วย”
“ไม่เป็นไรค่ะ ว่าแต่คุณไปแจ้งความรึยัง จับคนร้ายได้ไหม แล้วบัตรเครดิตล่ะ โทร.ไปอายัดรึยังคะ”
“คำถามเยอะขนาดนี้ ผมควรตอบข้อไหนก่อนดี” เสียงทุ้มนุ่มถามกลับ พร้อมเสียงหัวเราะเบาๆดังแว่วมาตามสาย เล่นเอาคนตั้งคำถามหน้าเห่อร้อนขึ้นมาทันที
“ขอโทษค่ะ” มุกดางึมงำตอบกลับ เมื่อรู้ว่าตัวเองก้าวก่ายเรื่องส่วนตัวของอีกฝ่ายมากเกินไป
“ไม่เป็นไรครับ เอาเป็นว่าผมจัดการทุกอย่างที่คุณถามมาหมดแล้ว แต่ทางตำรวจยังหาคนร้ายไม่ได้ ผมคิดว่าคงไม่ได้ของคืนหรอก” วาริทบอกอย่างคงปลงตก

“น่าเสียดายนะคะ ของที่ถูกขโมยไปมีอะไรสำคัญรึเปล่า”
น้ำเสียงหวานถามกลับมาด้วยความห่วงใย คนฟังเลยได้แต่ยิ้มให้กับตัวเอง วูบหนึ่งชายหนุ่มคิดว่า ระหว่างของที่เสียไปกับสิ่งที่กำลังได้มานั้น...ช่างคุ้มแสนคุ้ม
“ไม่สำคัญหรอก”
“ดีแล้วค่ะ ถือว่าฟาดเคราะห์แล้วกัน” มุกดาตอบกลับไป แล้วทั้งสองก็ต่างนิ่งเงียบไปราวต่างหมดเรื่องสนทนา
ขณะหญิงสาวกำลังลังเลว่าเธอสมควรจบบทสนทนาครั้งนี้ลงดีหรือไม่ จู่ๆคนเงียบเสียงไปก็เอ่ยปากถามในสิ่งไม่คาดฝัน

“คุณแสงทิพย์บอกผมว่าคุณเป็นคนตกแต่งหน้างานให้เธอวันนั้นเหรอครับ”
“ค่ะ พร็อพหน้างานวันนั้นเป็นของร้านฉันเอง”
“มูนอาย...” ชายหนุ่มอ่านชื่อร้านค้าของมุกดาซึ่งติดมากับนามบัตรของเธอ “ผมเองก็กำลังมองหาแบ็กดรอปมาตกแต่งหน้างานอยู่เหมือนกัน”
หัวใจของมุกดาแทบสลายขณะถามออกไป “งานแต่งงานรึเปล่าคะ”
“ครับ”

หญิงสาวได้แต่ครางอยู่ในใจอย่างคนสิ้นหวัง ว่าแล้ว ผู้ชายหล่อ เพอร์เฟกต์ขนาดนี้ไม่มีหลุดรอดมาถึงมือเธอหรอก...

“แล้วคุณสนใจแบบเป็นเซตหรือจะเช่าเป็นชิ้นๆคะ ทางเราให้บริการพร้อมติดตั้งถึงที่เลยนะคะ”
“ถ้าผมจะให้ทางคุณช่วยออกแบบใหม่ทั้งหมดล่ะ ผมไม่อยากได้งานซ้ำ”
“ได้ค่ะ สามารถออกแบบให้เฉพาะงานเลยก็ได้เช่นกัน แต่ว่าค่าใช้จ่ายจะสูงกว่าให้เช่าโดยปรกตินะคะ เพราะว่าต้องพิมพ์งานใหม่”
“เรื่องค่าใช้จ่ายผมไม่เกี่ยง แต่ผมอยากดูผลงานอื่นๆของคุณก่อน”
“ฉันมีเว็บไซต์นะคะ” หญิงสาวตั้งท่าจะบอกลิงก์หน้าร้านค้าของตัวเองออกไป แต่อีกฝ่ายกลับยั้งไว้ก่อน

“ผมอยากเห็นของจริงมากกว่า อาทิตย์ก่อนก็ไม่ได้ดูละเอียดนัก ร้านของคุณอยู่ที่ไหน”
“ฉันไม่มีหน้าร้านหรอกค่ะ” ตอบกลับไปแล้วอดรู้สึกไม่ได้ว่าวาริทเงียบเสียงไปนานเกิน จนเธอจำต้องเอ่ยปากต่อ “แต่ถ้าคุณอยากจะเข้ามาชมผลงานก่อนๆดิฉันอาจต้องรบกวนคุณมาที่บ้าน...”
“ก็ได้ แล้วบ้านคุณอยู่ไหนล่ะ ผมจะได้ขับรถไปหา”
ทั้งคำตอบ ทั้งน้ำเสียงนุ่มๆชวนเคลิ้มฝันยิ่งทำให้หญิงสาวอดจินตนาการบรรเจิดขึ้นมาไม่ได้ ก่อนเธอจะต้องส่ายหัวให้กับความคิดเพ้อเจ้อของตัวเอง

บ้าแล้วยายมูน ผู้ชายคนนี้มีเจ้าของแล้วนะ...ย้ำเตือนตัวเองในใจอีกครั้ง ก่อนเอ่ยปากบอกทางไปบ้านของคณิตาให้อีกฝ่าย

มุกดารู้สึกเหมือนหัวใจตัวเองยังไม่กลับมาเต้นเป็นปรกตินัก แม้วาริทจะวางสายไปนานถึงเกือบสิบนาที หญิงสาวก็ยังคงนั่งนิ่งอยู่ตรงนั้น ก่อนจะมานึกขึ้นได้ว่าเธอควรโทร.ไปบอกคณิตาเรื่องจะมีลูกค้าไปดูของที่บ้าน
เสียงสัญญาณโทรศัพท์ของเพื่อนรักดังอยู่พักใหญ่ อีกฝ่ายจึงรับสายเธอ
“ว่าไงแก มีอะไรสำคัญรึเปล่า” คำถามของคณิตาบ่งชัดว่าเธอคงกำลังยุ่งวุ่นวายอยู่กับอะไรสักอย่าง
“มีคนอยากเข้าไปดูของที่บ้าน”

“ฉันไม่ได้อยู่บ้านนะแก” เสียงปลายสายต่อว่าต่อขานมา
“อือ รู้ เดี๋ยวฉันเข้าไปเปิดเอง แค่จะโทร.มาบอกก่อนเท่านั้น” มุกดาบอก รู้ดีว่าคณิตาไม่ได้กลับบ้านมาเป็นระยะเวลาเกือบอาทิตย์แล้ว
“งั้นก็ตามสบาย ฝากด้วยแล้วกัน หมดเรื่องวุ่นๆทางนี้แล้วฉันจะรีบกลับไปช่วย”
“ไม่เป็นไร จัดการเรื่องที่บ้านให้เรียบร้อยเถอะ ว่าแต่ยายขวัญเป็นยังไงบ้าง” เธออดห่วงน้องสาวของเพื่อนไม่ได้

“เหมือนเดิม ตั้งแต่กลับมาก็ขลุกตัวเองอยู่แต่ในห้อง ข้าวปลาไม่ยอมกิน นี่ฉันกำลังสงสัยว่ายายน้องสาวตัวดีอาจจะกำลังอกหัก หรือไม่ก็โดนทิ้ง ถึงได้ทำตัวน่ากวนประสาท ร้องไห้ได้วันละหกเวลาก่อนและหลังอาหารแบบนี้ แถมถามอะไรไปก็ไม่ยอมตอบ” คณิตาได้ทีเอ่ยปากบ่นกลับมาเป็นชุด
“เอาน่า คนกำลังเสียใจ แกก็อย่าปากเสียใส่น้องให้มันมากนัก เห็นใจยายขวัญหน่อย”

“โอ๊ย! จะมาเห็นใจกันทำไม แค่โดนผู้ชายทิ้งไม่ตายหรอกน่า” คราวนี้คณิตาเลยยิ่งบ่นใหญ่ เนื่องจากหงุดหงิดใจกับท่าทางจะเป็นจะตายของน้องสาว แล้วความห่วงใยจนเข้าขั้น ‘โอ๋’ ของมารดา
มุกดาเลยได้แต่ให้อีกฝ่ายบ่นจนพอใจแล้ววางสายไป จากนั้นเธอจึงเร่งรุดมายังห้องนอนของตัวเองเพื่อเปลี่ยนเสื้อผ้า หลังบานประตูตู้เสื้อผ้าคือชุดมากมายแขวนเรียงรายกันอยู่ หญิงสาวยืนลังเลอยู่หน้าประตูตู้เป็นนาน หยิบทั้งเดรสสีโอลด์โรสอ่อนตัวเก่ง สูทกระโปรงสีขาวเรียบ และเชิ้ตคอบัวสีชมพูอ่อนมาทาบตัว แล้วยังรู้สึกว่าไม่มีชุดไหนถูกใจเธอสักนิด

“บ้าอีกแล้วยายมูน ไปพบลูกค้านะ ไม่ได้นัดเดต” มุกดาพึมพำบ่นกับตัวเอง ตัดสินใจเก็บเสื้อผ้าทั้งหมดเข้าตู้ เหลือแต่เชิ้ตสีชมพูอ่อนกับกางเกงสแล็กดำ
“พี่สาวจะออกไปหาพี่ชายใช่ไหม หนูไปด้วยคนสิ”
ขณะกำลังจะเดินเข้าห้องน้ำ เสียงเล็กๆของสิตางศุ์ก็ดังขึ้นพร้อมกับการปรากฏกายของร่างโปร่งแสง
“ไม่ได้ พี่ไปทำงาน ตางศุ์เฝ้าบ้านน่ะดีแล้ว”

คราวนี้มุกดาตั้งใจว่าจะไม่ยอมใจอ่อนให้ยายจอมซนอีกแล้ว
“ก็หนูเบื่อ”
“เดี๋ยวพี่เปิดทีวีทิ้งไว้ให้” เธอพยายามหาของล่อ
“หนูดูการ์ตูนนะ”
“ตามใจสิ” มุกดาบอกขณะแขวนเสื้อผ้าทั้งหมดไว้บนราวแขวนในห้องน้ำ หยิบแปรงฟันกับน้ำยาบ้วนปากออกมาจากชั้นข้างกระจก
“งั้นหนูอยู่เฝ้าห้องก็ได้ หนูเล่นกับเพื่อนในห้องนะ”

เพราะมัวแต่กำลังแปรงฟัน ไม่ทันได้สนใจคำพูดอีกฝ่าย มุกดาเพียงแต่ส่งเสียงในลำคอรับคำออกมา มือบางชี้ไปทางประตูห้องน้ำ บอกชัดว่าเธอกำลังจะเตรียมตัวเปลี่ยนเสื้อผ้า
“ไปก็ได้ พี่สาวอย่าลืมมาเปิดทีวีให้หนูด้วยล่ะ” เสียงใสๆบอกอีกครั้งก่อนหายตัวไป
 
หลังจากแต่งตัวเสร็จเรียบร้อย หญิงสาวก็ออกจากห้องพักมาโดยไม่ลืมเปิดโทรทัศน์ช่องที่มีการ์ตูนฉายทิ้งไว้ให้สิตางศุ์ เธอตั้งใจขับรถไปยังบ้านของคณิตาก่อนเวลานัดเล็กน้อยเพื่อเตรียมบรรดาอุปกรณ์ต่างๆออกมาให้วาริทชม แต่ความตั้งใจทั้งหมดกลับมีอันต้องพับไปเมื่อเสียงโทรศัพท์มือถือดังขึ้นตอนกำลังเลี้ยวรถเข้าสู่หมู่บ้าน

“ผมอยู่หน้าบ้านคุณแล้ว”
“ฉันกำลังเข้าไปค่ะ รอสักครู่นะคะ” มุกดาบอกพร้อมกับเหยียบคันเร่ง ขับตรงมายังทาวน์เฮาส์ของเพื่อน
บริเวณหน้าประตูรั้วสีขาว รถยนต์บีเอ็มดับเบิลยูสีเทาจอดเด่นอยู่ท่ามกลางแสงแดดในเวลาเที่ยงวัน หญิงสาวแอบลอบมองบุรุษหนุ่มร่างสูงกำลังยืนรอเธออยู่หน้าบ้าน แล้วจำต้องย้ำเตือนตัวเองอีกครั้ง
“เขามีเจ้าของแล้วยายมูน เลิกเพ้อฝันสักที แถมยังหล่อรวยเสียขนาดนี้ ไม่มีผู้หญิงคนไหนปล่อยให้หลุดรอดมาหรอก” มุกดาบอกกับตัวเอง

หลังจากจอดรถต่อท้ายรถยนต์ของชายหนุ่ม หญิงสาวก็กระวีกระวาดลงจากรถ พร้อมกับหอบหิ้วแฟ้มงานทั้งหมดลงมา
“รอเดี๋ยวนะคะคุณวาริท ขอฉันไขกุญแจบ้านก่อน” แม้จะบอกด้วยความเกรงใจ แต่เธอก็ยังต้องใช้เวลานานไม่น้อยกว่าจะหากุญแจบ้านของคณิตาจากกระเป๋าสะพายได้
“บ้านคุณไม่มีคนอยู่เหรอ” วาริทถามขณะก้าวเท้าผ่านประตูรั้วเข้ามายังบริเวณโรงรถด้านใน
“ไม่ใช่บ้านฉันหรอกค่ะ นี่บ้านเพื่อน แต่พอดีเธอไม่อยู่ ฉันก็เลยเข้ามาดูแลคุณแทน” หญิงสาวรีบแก้ความเข้าใจผิดให้อีกฝ่ายฟัง

“แล้วปรกติคุณพาลูกค้ามาดูของที่บ้านแบบนี้เสมอเหรอ”
มุกดาไม่แน่ใจว่ารู้สึกไปเองรึเปล่า แต่น้ำเสียงของชายหนุ่มราวกับเข้มขึ้นกว่าในโทรศัพท์
“ก็ถ้าลูกค้าต้องการก็เข้ามาดูได้ค่ะ จะได้เห็นของจริงเพื่อช่วยประกอบการตัดสินใจ” เธอตอบกลับไปอย่างไม่ใคร่เข้าใจนัก ยิ่งไม่เข้าใจใหญ่เมื่อนัยน์ตาคมดูจะกร้าวกระด้างขึ้น

วาริทเหมือนตั้งท่าจะเอ่ยอะไรบางอย่างออกมา แต่ท้ายสุดเขาก็กลับปิดปากเงียบ เดินตามมุกดามายังบริเวณด้านหลังของบ้าน ซึ่งมีบรรดาฉากหลังและอุปกรณ์ตกแต่งงานทั้งหมดวางเรียงไว้อย่างไม่ค่อยเป็นระเบียบนัก
“งานฉากหลังทั้งหมดของเราจะพิมพ์ลงบนสติ๊กเกอร์พีวีซีไม่สะท้อนแสงค่ะ”
“งานพวกนี้คุณออกแบบเองหมดเลยเหรอ” วาริทหันมาถามคนข้างหลังขณะกวาดตามองดูความเรียบร้อยของเนื้องานตรงหน้า และแฟ้มรูปภาพที่มุกดายื่นให้

“เปล่าค่ะ คนออกแบบคือเพื่อนฉัน คนที่เป็นเจ้าของบ้านหลังนี้ต่างหาก”
“แล้วคุณล่ะ” หางเสียงของชายหนุ่มมีวี่แววความสนใจชัดเจน
“ฉันเป็นฝ่ายประสานงานมากกว่า แต่ถ้าคุณอยากจะคุยงานกับคนออกแบบโดยตรง เดี๋ยวฉันจะบอกเพื่อนให้ค่ะ” มุกดาบอกด้วยน้ำเสียงเอาใจ คิดว่าชายหนุ่มอาจไม่อยากคุยงานผ่านทางเธอเท่าไรนัก
“ไม่จำเป็น ผมแค่ถามดูเฉยๆเท่านั้น ถ้าคุยรายละเอียดของงานกับคุณได้ก็ดี บ่ายนี้คุณว่างรึเปล่าล่ะ เราจะได้คุยธีมงานกันเลย”

คำถามของวาริททำให้นัยน์ตาหวานเบิกกว้างออกมาด้วยความตกใจ
“เอ่อ...คุณตัดสินใจแล้วเหรอคะ ไม่ลองไปปรึกษากับว่าที่เจ้าสาวก่อนเหรอ”
“ไม่ต้องหรอก ความจริงงานแต่งนี้มีออร์แกไนเซอร์เจ้าหนึ่งรับงานไปแล้ว แต่เจ้านั้นเขาออกแบบงานมาไม่ถูกใจบ่าวสาวเท่าไร ก็เลยกำลังตัดสินใจว่าจะหาเจ้าใหม่มาทำแทน”
มุกดารู้สึกแปร่งๆกับคำพูดของคนตรงหน้า แต่อารามดีใจว่ากำลังจะได้งานทำให้เธอไม่ทันได้ฉุกคิด

 “เดี๋ยวฉันขอเช็กตารางก่อนนะคะ ไม่ทราบว่าจะจัดงานวันไหน”
วาริทบอกทั้งวันเวลาและสถานที่จัดงานให้หญิงสาวฟัง นับเป็นความโชคดีหรืออะไรก็ตามแต่ ตารางงานของเธอและคณิตายังว่างเปล่าสำหรับวันนั้น
“ผมว่าเราออกไปหาร้านกาแฟสักร้านนั่งคุยงานกันดีกว่า” วาริทเสนอขณะยื่นแฟ้มงานคืนให้มุกดา
เมื่อเห็นหญิงสาวพยักหน้า เขาจึงผายมือเชิญเธอเดินนำออกไป แผ่นหลังบางและเส้นผมเป็นลอนสีดำถูกมัดรวบเป็นหางม้า เผยให้เห็นต้นคอขาวทำให้เขาอดโคลงศีรษะ อ่อนใจกับความคิดไม่เป็นตัวของตัวเองมาตลอดสัปดาห์

วาริทจำหญิงสาวได้นับตั้งแต่วันแรกเมื่อสบตากันแถวศาลาริมน้ำ นัยน์ตาสีน้ำตาลสวยหวานทั้งแปลกและโดดเด่นจนเขายากจะลืมเลือน แม้การมาพบกันโดยบังเอิญในงานแต่งงานของแสงทิพย์ เพื่อนรุ่นน้องในมหาวิทยาลัยสมัยเรียนปริญญาโท เขาก็จดจำใบหน้ารูปไข่ได้ในทันทีเมื่อก้าวเข้าสู่งานเลี้ยงในค่ำคืนนั้น หนำซ้ำยังเผลอก้าวเท้าตามไปยืนซ้อนอยู่เบื้องหลังเธอ ตอนเห็นร่างบางยืนเหม่ออยู่หน้าโต๊ะเค้ก

นั่นยังไม่นับความประทับใจครั้งใหญ่กับเสียงร้องลั่น แม้จะหวาดกลัวแต่ก็ยังใจกล้าเข้ามาช่วยเขาไว้ หลังจากแยกย้ายกันเมื่ออาทิตย์ก่อน ชายหนุ่มหยิบนามบัตรของมุกดามาเมียงมองอยู่หลายครั้ง สะดุดใจกับตัวอักษรเล็กๆในนามบัตรของหญิงสาว เลยโทร.ไปถามแสงทิพย์ได้ความมาว่าคนที่ช่วยจัดงานแต่งงานให้เธอก็คือมุกดา และกว่ารู้ตัวอีกทีหนึ่ง วาริทก็ตัดสินใจออกมาหาเธอเสียแล้ว แถมครั้งนี้เขายังติดต่อและทำทุกอย่างด้วยตัวเอง ทั้งๆที่คนระดับชายหนุ่ม เพียงแค่เอ่ยปากสั่งเลขานุการ ไม่ว่าจะเรื่องงานหรือเรื่องส่วนตัว เขาก็ไม่จำเป็นต้องลงมือทำเองด้วยซ้ำ

ไม่ถึงครึ่งชั่วโมงต่อมา สองหนุ่มสาวก็ขับรถออกจากหมู่บ้านมายังร้านกาแฟติดกระจกใสตั้งเด่นอยู่ริมฟุตปาธ วาริทเล่าลักษณะธีมงานทั้งหมดให้หญิงสาวฟัง โดยอีกฝ่ายคอยก้มหน้าก้มตาจดตามคำบอกเล่าของชายหนุ่ม
“งานนี้อยากให้เป็นธีมสีน้ำเงิน เจ้าสาวเขาอยากได้อารมณ์ของท้องฟ้ากับก้อนเมฆ”
“เพราะเป็นชื่อของเจ้าบ่าวรึเปล่าคะ”
มุกดาไพล่นึกไปถึงความหมายของชื่อวาริท แล้วอดนึกแสลงใจไม่ได้ว่าคนที่เธอนึกปลื้มตรงหน้ามีเจ้าของเสียแล้ว งานนี้แม้แต่การแอบปลื้มอยู่ในใจจะถือเป็นความผิดไหมนะ...
“ครับ แล้วยายอรชอบสีน้ำเงินด้วย ก็เลยอยากได้สีนี้”

“น้ำเงิน? หมายถึงน้ำเงินเข้มเลยรึเปล่าคะ ไม่ใช่ฟ้าใส” มุกดาแปลกใจเล็กน้อย เพราะว่าที่บ่าวสาวส่วนใหญ่ไม่ค่อยมีใครใช้สีนี้เป็นธีมงานแต่งเท่าไร
“น้ำเงินเข้มนั่นแหละ เจ้าตัวเขาระบุชัดมา ผมเองก็ยังสงสัยอยู่ว่าสีแบบนี้มีคนเอามาจัดงานรึเปล่า ยังนึกภาพไม่ออกเหมือนกัน เข้าใจว่าสีของมันไม่ค่อยสดใสเท่าไร ออร์แกไนเซอร์ที่รับงานไปเลยออกแบบมาไม่ค่อยถูกใจนัก”
“เดี๋ยวฉันจะลองหารูปงานที่ใช้สีน้ำเงินเป็นธีมมาให้ดูแล้วกันค่ะ ลองติชมดูจะได้พอทราบไอเดียและลักษณะงานที่อยากได้ จะได้ออกแบบมาถูกใจทั้งคุณแล้วก็เจ้าสาว”

“ผมหรือ?” วาริทเลิกคิ้วสูงขึ้นเล็กน้อยด้วยความแปลกใจ ก่อนจะเข้าใจถึงความคิดของอีกฝ่าย “ผมไม่ใช่เจ้าบ่าวนะครับ”
“อ้าว...” คราวนี้คนถามถึงกับอึ้งไป ยิ้มแหยๆออกมาเมื่อสำนึกได้ว่าตัวเองได้ปล่อยไก่ตัวเบ้อเร่อออกไป
“น้องสาวผมต่างหากเป็นเจ้าสาว แต่ตอนนี้ทั้งเจ้าตัวและแฟนเขาอยู่อเมริกา เลยวานให้ผมช่วยเป็นธุระให้ เพราะกว่าสองคนนั้นจะกลับมา เกรงจะเตรียมงานไม่ทัน”

คำพูดของวาริทไม่ได้เกินจริงไปเท่าไรนัก แต่ลึกๆแล้วชายหนุ่มก็สงสัยตัวเองอยู่เช่นกันว่ากำลังทำอะไร มันเริ่มต้นตั้งแต่วันที่อรสุมแช็ตมาบ่นเรื่องออร์แกไนเซอร์ซึ่งรับจัดงานแต่งงานให้เธอและปโยชนม์ แม้สองหนุ่มสาวจะไม่ชอบใจกับรูปแบบของงานที่ทางออร์แกไนเซอร์ส่งแบบให้ดูเท่าไรนัก แต่ทั้งคู่ก็ไม่ได้คิดเรื่องเปลี่ยนออร์แกไนเซอร์เลยแม้แต่น้อย
“ฉันนึกว่าคุณเป็นเจ้าบ่าวเสียเอง” มุกดาบอกด้วยอาการถนอมเสียง
“ผมยังหาแม้แต่คนรู้ใจไม่ได้เลย”

คำตอบของวาริทกระตุกหัวใจคนฟังอย่างแรงอีกครั้ง เธอเสยกแก้วกาแฟในมือขึ้นดื่ม หวั่นไม่น้อยว่าอีกฝ่ายจะจับสังเกตท่าทีของตัวเองได้ ก็แหม เธอบังคับให้หัวใจตัวเองเต้นช้าลงกว่านี้ไม่ได้นี่นา...

“เดี๋ยวก็เจอค่ะ” เสียงหวานอ้อมแอ้มตอบ ไม่กล้าแม้แต่จะเงยขึ้นสบตาอีกฝ่าย
เธอเลยไม่ทันได้เห็นแววตาคมคู่นั้นพราวแสงขึ้นเล็กน้อย ก่อนกลับมาล้ำลึกดังเดิมเมื่อวาริทวกกลับมาคุยเรื่องงานต่อ

“ตางศุ์ พี่กลับมาแล้ว” เสียงของมุกดาดังนำมาก่อนจะทันเปิดประตูห้องเข้ามาด้วยซ้ำ
หญิงสาวจัดแจงกดล็อกประตูห้องพัก วางข้าวของทั้งหมดลงบนชั้นวางของข้างทางเดิน นัยน์ตาหวานกวาดตรงมายังโซฟากลางห้อง จอโทรทัศน์ที่เธอเปิดทิ้งไว้ให้สิตางศุ์ยังคงฉายภาพการ์ตูนเรื่องดังอยู่ หากมุกดากลับมองไม่เห็นร่างโปร่งแสงของวิญญาณเด็กหญิง

“อ้าว หายไปไหน สิตางศุ์...” เธอตะโกนเรียกเด็กหญิงอีกครั้ง แต่ก็ยังไร้วี่แววของวิญญาณดวงน้อย
สุดท้ายหญิงสาวเลยเดินตรงเข้าห้องนอนเพื่ออาบน้ำ แล้วกลับออกมานั่งดูโทรทัศน์พร้อมกับอาหารเย็นซึ่งถือติดมือมาจากร้านข้าวแกงด้านล่าง มุกดานั่งดูละครไปจนจบก็ยังไม่เห็นวี่แววของสิตางศุ์ ท้ายสุดเธอจึงเดินไปปิดโทรทัศน์ ตัดสินใจเข้านอนโดยไม่เห็นวี่แววของยายจอมซน
ประมาณเกือบเที่ยงคืน มุกดาเริ่มรู้สึกตัวตื่นขึ้นมาอีกครั้ง หูของเธอแว่วได้ยินเสียงหัวเราะคิกคักดังลอดเข้ามา พอจะเดาได้ว่าเสียงเล็กๆสนุกสนานนั้นน่าจะเป็นของสิตางศุ์

กลับมาจนได้...มุกดางึมงำอยู่ในใจ มือบางควานหาไปรอบกาย คว้าผ้าห่มขึ้นมาคลุมโปง ขณะเสียงหัวเราะยังไม่จางหาย

“ยา หย่า ย่า คุณแม่ซักผ้า คุณย่าสระผม...” เสียงร้องเพลงยังคงดังแว่วผ่านบานประตูเข้ามา ตามติดมาด้วยเสียงหัวเราะคิกคักเต็มไปด้วยความสนุกสนาน
มุกดาเริ่มขมวดคิ้วเข้าหากัน นึกสงสัยที่มาของเสียงหัวเราะว่ามีแค่เพียงสิตางศุ์จริงหรือ แต่สุดท้ายเธอก็ปล่อยทุกอย่างผ่านไปท่ามกลางความง่วงงุนโถมเข้าหา

เลยออกมาจากบานประตูห้องนอนที่ปิดสนิทอยู่ ท่ามกลางความมืดมีเพียงเงาสลัวของแสงไฟจากภายนอกห้องสาดส่องมา หากใครสักคนจะมีตาทิพย์หรือญาณวิเศษคงสามารถมองเห็นร่างโปร่งแสงวิ่งเล่นกันอยู่รอบห้อง เสียงเจี๊ยวจ๊าวสอดแทรกมาด้วยเสียงหัวเราะคิกคักดังก้องไปทั่วห้องโดยมีมนุษย์น้อยคนนักจะรับรู้การมีอยู่ของพวกเขาและเธอ

“ลูกอมโบตัน ยาสีฟันคอลเกต สบู่วิเศษ-ษ-ษ...ยันยีเยา ปักเป้ายิ้งฉุบ” เสียงร้องเพลงดังลั่นไปทั่วห้อง
“แพ้แล้วๆตางศุ์แพ้แล้ว” เสียงของวิญญาณเด็กดวงหนึ่งบอกพร้อมกับมือชี้หน้ามายังฝ่ายตรงข้าม
“อะไร ออกช้านี่นา ขี้โกง” สิตางศุ์หน้ามุ่ย มือน้อยๆยังคงทำเป็นรูปกรรไกร
“ไม่ได้โกงซะหน่อย แพ้แล้วต้องทำตามสัญญาสิ” วิญญาณเด็กที่แลดูรูปร่างเล็กกว่า หากแต่อาศัยอยู่บนโลกใบนี้มานานกว่าออกคำสั่งกับเด็กหญิง
“ยังไม่ได้สัญญาสักหน่อย เธอขี้โกง ไม่เล่นแล้ว” สิตางศุ์ตั้งท่าจะแวบหายไป แต่อีกฝ่ายกลับไวกว่า คว้าแขนทั้งสองข้างของเธอไว้

“ห้ามหนีนะ ไม่งั้นคราวหน้าเราไม่มาเล่นกับเธอแล้ว”
หน้าที่มุ่ยอยู่แล้วเลยยิ่งมู่ทู่หนักขึ้น ก่อนจะยอมทำตามสัญญาอย่างไม่เต็มใจนัก

“ตางศุ์ หลายคืนมานี้พี่เหมือนได้ยินเสียงโทรทัศน์เปิดอยู่นอกห้อง ฝีมือเรารึเปล่า”
คำถามของมุกดาทำเอาผีซึ่งกำลังกึ่งนอนกึ่งนั่งอยู่บนโซฟาสะดุ้งทันที
“เปล่าซะหน่อย ตอนกลางคืนหนูก็นอนเหมือนพี่สาวนั่นแหละ”
“จริงเหรอ” แววตาสีน้ำตาลกลมโตหันมาจ้องมองเด็กหญิงเต็มๆตา พาเอาผีมีชนักติดหลังเริ่มร้อนตัว
“จริงสิ ถึงจะเป็นผีหนูก็ต้องพักผ่อน ออมแรงเหมือนกันนะ พี่สาวถามอะไรแปลกๆไปดีกว่า” พูดจบร่างโปร่งแสงก็หายวับไปกับตา

ทิ้งให้คนอยู่เบื้องหลังได้แต่ส่ายหน้าด้วยความอ่อนใจ
“เด็กจริง ถามแค่นี้ก็รู้แล้วว่าโกหก” มุกดาบ่น หากก็ไม่ได้ติดใจเอาความอะไรกับวิญญาณดวงน้อย หันกลับมาจดจ่อกับงานตรงหน้าต่อ

หลังจากนั่งทำงานไปจนบ่ายแก่ๆมุกดาก็จำต้องแต่งตัวออกจากบ้าน เนื่องจากวันนี้เธอกับคณิตามีนัดกับลูกค้าไปดูสถานที่จัดงานจริง คณิตาเพิ่งกลับมาอยู่บ้านของตัวเองได้ไม่กี่วัน หลังจากครองขวัญเริ่มมีอาการดีขึ้น แต่ก็ยังขลุกตัวอยู่แต่ในห้อง สร้างความหงุดหงิดแกมเหนื่อยใจให้พี่สาวเป็นอย่างมาก ดังนั้นเมื่อพ่อเลี้ยงของเธอกลับมาจากต่างประเทศ คณิตาจึงตัดสินใจกลับบ้าน ปล่อยให้ดรงค์คอยทำหน้าที่ปลอบใจมารดาของเธอแทน
ประมาณเกือบบ่ายสาม มุกดาก็เดินขึ้นมาถึงบริเวณห้องจัดเลี้ยงภายในโรงแรมแห่งหนึ่ง ลูกค้าของเธอได้มารออยู่ก่อนหน้านี้แล้วโดยมีคณิตาคอยคุยอยู่ไม่ห่าง หญิงสาวจึงทำหน้าที่เดินสำรวจไปรอบบริเวณ รวมถึงถ่ายรูปเก็บกลับไปให้คณิตาไว้ใช้อ้างอิง

“คุณพ่อเจ้าบ่าวเขาเจาะจงโรงแรมนี้มาค่ะ ก็เลยขัดไม่ได้ แต่จริงๆแล้วแนนกับแฟนไม่ค่อยชอบใจรูปแบบการตกแต่งของโรงแรมเลย มันดูเก่าๆโบราณยังไงไม่รู้ ก็เลยอยากให้ทางคุณมูนกับคุณตาช่วย” ว่าที่เจ้าสาวบอกด้วยสีหน้าค่อนข้างหนักใจ
“ที่ดูเก่าเพราะห้องจัดเลี้ยงนี้ใช้โทนสีน้ำตาลเข้มแต่งห้องมั้งคะ ความจริงก็ไม่ได้ดูเก่าเลย มูนว่าลองแต่งเป็นโทนหลากสีดูไหมคะ ใช้โทนพาสเทลมาตัดสลับกับสีน้ำตาลเข้ม น่าจะออกมาสดใสขึ้น” คณิตาออกความเห็น
“พาสเทลเหรอคะ” ว่าที่เจ้าสาวดูจะยังไม่เข้าใจคำพูดของเธอเท่าไรนัก มุกดาเลยต้องรีบเป็นฝ่ายเสริม
“เป็นสีออกนมๆหน่อยน่ะค่ะ นึกถึงชาเย็นใส่นมก็ได้ค่ะ คือทุกสีจะถูกเบรกด้วยขาว ทำให้งานออกมาดูหวานเย็น ไม่ร้อนแรง”

ว่าที่เจ้าสาวพยักหน้าเห็นด้วยกับคำพูดของเธอในทันที
“แบบนั้นก็ได้ค่ะ ออกเป็นแนวคัลเลอร์ฟูลไปเลยก็ดี เพราะว่าแนนอยากได้งานออกแนวสนุกสนานมากกว่างานเป็นทางการ”
“ใช้โทนพาสเทล งานน่าจะออกมาเป็นแนวหวาน สนุกสนานได้ค่ะ จริงๆงานแบ็กดรอปให้เช่าของเราก็มีงานโทนนี้อยู่เยอะนะคะ คุณแนนจะลองดูก่อนก็ได้ ถ้ายังไม่ถูกใจ เราค่อยคุยกันเรื่องออกแบบแบ็กดรอปใหม่”
จากนั้นสามสาวเลยมองหาโซฟานั่งลงคุยงานอยู่หน้าห้องจัดเลี้ยง โดยมีว่าที่เจ้าบ่าวร่วมออกความเห็นบ้างเป็นครั้งคราว เกือบหนึ่งชั่วโมงถัดมาสองหนุ่มสาวก็เอ่ยปากลาเธอและคณิตา ท่ามกลางสีหน้าแจ่มใสของว่าที่เจ้าสาว

“ขอบคุณนะคะ คุณมูน คุณตา คุณสองคนน่ารักอย่างที่พี่ๆในเว็บชมไว้จริงๆ” ว่าที่เจ้าสาวบอกก่อนเดินจากไป
เหลือเพียงสองสาวยังคงนั่งคุยกันต่อ
“แกเนี่ยนะ แทนที่จะยุให้เขาจ้างเราออกแบบงานใหม่ ดันบอกให้เลือกเช่าจากของที่มี”
“แหม ก็เขาดูไม่จำเป็นต้องทำใหม่หมดนี่ ทำเยอะก็เปลืองงบนะ”
“แต่เราก็ได้กำไร” คณิตาบ่น
“มันก็ใช่ แต่จะทำอะไรเราก็ต้องจริงใจกับเขาไม่ใช่เหรอ ถึงจะกำไรจากรายนี้แต่ถ้าไม่ได้ความประทับใจ ก็ไม่มีคนพูดถึงร้านเราสิ อย่าลืมนะ เดี๋ยวนี้คำบอกเล่าปากต่อปากเนี่ย หาเงินให้เราได้เยอะที่สุด” มุกดาบอกด้วยน้ำเสียงไม่เห็นด้วยนัก

“จ้า เชื่อก็เชื่อ แม่พีอาร์คนเก่ง แต่จะว่าไปก็ดีเหมือนกัน ฉันจะได้มีเวลาออกแบบธีมให้คุณวาริทของแก”
มือบางซึ่งกำลังเก็บแฟ้มข้อมูลชะงักค้างไปทันที
“เขาไม่ใช่ของฉันสักหน่อย” มุกดางึมงำบ่น
“ไม่ใช่จริงเหรอ ได้ข่าวว่าโทร.มาถาม มาคุยเรื่องงานสองสามครั้งแล้วนี่ โลกนี้จะมีพี่ชายคนไหนใจดี มานั่งดูแลงานแต่งงานให้น้องซะละเอียดถี่ถ้วนขนาดนี้เหรอ” คณิตาหรี่ตาถาม อดพูดถึงสิ่งที่เพิ่งรู้มาไม่ได้ “อีกเรื่องนะ แกรู้รึเปล่าว่าคุณวาริทของแกน่ะ นามสกุลอะไร”

มุกดาส่ายหน้า “ไม่รู้สิ ตอนเขาโอนเงินค่ามัดจำ ฉันก็แค่อีเมลไปยืนยันกับเขา ไม่ได้ออกใบเสร็จด้วยซ้ำ”
เพราะธุรกิจของพวกเธอยังเล็ก การทำงานทั้งหมดจึงค่อนข้างเป็นกันเองและไม่ได้มีรูปแบบเป็นทางการนัก หลายครั้งมุกดาไม่ได้ออกใบเสร็จไปให้ลูกค้าด้วยซ้ำ ทั้งหมดล้วนแต่ตั้งอยู่บนพื้นฐานของความเชื่อใจ
“ว่าแล้วว่าแกต้องไม่รู้ ทั้งคุณวาริท และว่าที่เจ้าสาว คุณอรสุมน่ะ นามสกุลวราธารักษ์”

“นามสกุลคุ้นๆแฮะ” มุกดายังคงไม่เข้าใจคำพูดของอีกฝ่าย จนคณิตาแทบอยากจะยกมือเขกศีรษะทุยๆของเพื่อน
“ไม่คุ้นได้ไง ก็ทั้งหมู่บ้าน ทั้งคอนโดมิเนียมแพงๆอย่างที่แกกับฉันไม่มีปัญญาไปอยู่ก็เป็นของวราธากรุ๊ปทั้งนั้น พ่อสุดหล่อ พระเอกในฝันของแกเป็นประธานของวราธากรุ๊ป เจ้าของอสังหาริมทรัพย์รายใหญ่ของเมืองไทยย่ะ”

มุกดาอึ้งไปทันทีกับคำบอกเล่าของเพื่อนรัก หญิงสาวนึกถึงตอนเธอกำลังมองหาคอนโดมิเนียมในเมือง ตอนนั้นเธอเคยชักชวนคณิตาไปดูคอนโดมิเนียมของโครงการวราธากรุ๊ป โครงการนั้นสร้างติดอยู่กับรถไฟฟ้าขนาดสามารถเดินไปกลับจากสถานีและห้องพักได้เลย แต่หลังจากชมห้องตัวอย่างและพูดคุยกับคนขายแล้ว สองสาวก็แทบถอยทัพกลับไม่ทันเมื่อราคาห้องพักของโครงการสูงกว่าที่เธอประเมินไว้ลิบลิ่ว สุดท้ายมุกดาเลยมาได้ห้องพักในคอนโดมิเนียมอีกแห่งที่ราคาย่อมเยาแต่ห่างไกลจากรถไฟฟ้ามากกว่าแทน

“รวยซะขนาดนั้นแต่ทำไมถึงมาจ้างพวกเราล่ะ”
“นั่นสิ” คณิตาบ่น หรี่ตามองเพื่อนสาวตรงหน้าอย่างไม่ไว้ใจนัก “แกแน่ใจนะว่าแกกับเขาไม่ได้เกิดปิ๊งปั๊งกันขึ้นมา”
เพราะคำพูดของเพื่อนสาว แก้มของมุกดาเลยเห่อร้อนขึ้นมาทันควัน
“บ้าดิ เพอร์เฟกต์ซะขนาดนั้นจะมาสนใจฉันได้ยังไง ฉันก็แค่เพ้อ แอบปลื้มเขาอยู่คนเดียวก็เท่านั้น เจ้าตัวไม่รู้หรอก”

“เฮ้อ ก็จริงนะ ผู้ชายทั้งหล่อทั้งรวยขนาดนี้คงมีไว้แค่แอบมอง” คณิตาพยักหน้าเห็นด้วย แต่ก็อดบอกกล่าวข้อมูลที่ได้มาให้อีกฝ่ายฟังไม่ได้ “แต่ฉันรู้ว่ามาว่าที่เจ้าบ่าวของคุณอรสุมก็ไม่ใช่หนุ่มไฮโซด้วยนะ แว่วมาว่าเป็นเพื่อนร่วมมหาวิทยาลัยด้วยกันมาเท่านั้น ท่าทางคู่นี้คงไม่ได้แต่งงานการเมือง” เจ้าแม่กรมข่าวลือบอก
“แกนี่สืบรายละเอียดของลูกค้าทุกรายเลยรึเปล่า”
“ก็แค่รายที่ฉันสนใจย่ะ ก็คุณวาริทของแกยังโสด น่าคว้ามาเป็นแฟนจะตาย”
“ย่ะ ถ้าฉันได้เป็นคุณนายของวราธารักษ์เมื่อไร รับรองฉันไม่ลืมเพื่อนรักอย่างแกแน่” มุกดาแกล้งประชดอีกฝ่าย ส่ายหน้าให้กับคำพูดเพ้อเจ้อของเพื่อนรัก ไม่อยากต่อความกับคนตรงหน้าต่อ เธอเลยรีบเก็บของ ชักชวนคณิตาให้เดินกลับลงมายังชั้นล็อบบีของโรงแรม

หากทันทีที่ก้าวขาออกจากลิฟต์ ร่างบางก็ถูกเพื่อนสาวกระตุกมือทันที
“ท่าทางแกอาจได้เป็นคุณนายของวราธารักษ์จริงๆก็ได้นะ โน่น! ลูกค้าสุดเพอร์เฟกต์ของแกอยู่โน่นแล้ว”
คณิตาบุ้ยใบ้ไปยังร่างสูงกำยำในชุดสูท ยืนห่างออกไปจากสองสาวค่อนข้างไกล

มุกดารู้สึกว่าลมหายใจตัวเองสะดุดลง หัวใจเต้นผิดจังหวะไปทันทีเมื่อเห็นร่างสูงกำยำหมุนตัวหันกลับมา วินาทีหนึ่งบรรยากาศรอบกายราวเงียบสงบลง นัยน์ตาคมซึ่งเธอกำลังนึกสงสัยอยู่ว่าจะมองเลยผ่านไปไหมตวัดมองมาทางเธอ วูบหนึ่งในความเงียบงัน มุกดาหลงนึกว่าตัวเองกำลังถูกดึงดูดด้วยแววตาสีดำขลับของฝ่ายตรงข้าม

พลันเสียงของคณิตาก็ปลุกเธอให้ตื่นมาสู่ความเป็นจริง
“ถ้าแกได้เป็นคุณนายละก็ ห้ามลืมเพื่อนคนนี้ล่ะ”
หูของหญิงสาวได้ยินเสียงของคณิตากระซิบแซวอยู่ไม่ห่าง ขณะร่างสูงดิ่งตรงมายังเธอ

นิยายที่ผู้อ่านนิยมอ่านต่อ

loading
กำลังโหลด...

15 ความคิดเห็น

  1. #11 มนตราอัญมณี (จากตอนที่ 6)
    วันที่ 25 สิงหาคม 2555 / 03:13
    ขอบคุณคุณ brigitte-pat สำหรับกำลังใจค่า
    #11
    0
  2. #10 brigitte-pat (จากตอนที่ 6)
    วันที่ 22 สิงหาคม 2555 / 19:21
    ยิ่งอ่านยิ่งชอบ 
    #10
    0