ค่อยๆ รักกัน Gradually Love

ตอนที่ 4 : บท 1 โลกใบใหม่

  • เนื้อหานิยายตอนนี้เปิดให้อ่าน
  • View : 32
    จำนวนคนให้กำลังใจ : 2 ครั้ง
    4 ก.ค. 63

สวัสดีค่ะทุกคน 

จริงๆ เราไม่รู้ว่าควรจะพิมพ์อะไรเปิดหัวเหมือนคนอื่นเขา

แต่ก็เหมือนเดิมจ้า มีคำผิดบอกกันด้วยน้าาา

 

 

ต่อเลย

 

 

“ตื่นเต้น ๆ” แฝดพี่อย่างดีแลนพูดย้ำ ๆ ซ้ำ ๆ คำเดียวตั้งแต่ออกจากคอนโดจนเลี้ยวรถเข้ามหา’ลัย

“เย็นนี้อย่าลืมมารับด้วยนะ” แพทริเซียไม่ลืมกำชับน้องชายทั้งสอง ตอนนี้ยังต้องอาศัยเด็กพวกนี้ให้มารับมาส่งไปก่อน หลังจากเหตุการณ์ตกบันไดในวันนั้น ทำให้แผนที่จะไปสัมผัสหน้าฝนที่เชียงคานสองอาทิตย์ในช่วงปิดเทอมของเธอพลอยถูกยกเลิกไปด้วย แพทริเซียพักรักษาตัวในช่วงปิดเทอมที่ผ่านมา ที่จริงเธอแค่ขาแพลงเท่านั้น เพียงแต่ช่วงแรกต้องใส่เฝือกอ่อน และช่วงนี้เธออยู่ในช่วงบริหารข้อเท้าแล้ว ถึงจะรักษามานานแล้วแต่ก็ยังไม่หายสนิทดี แพทริเซียยังต้องใส่สายรัดพยุงข้อเท้ามาเรียนไปก่อน

“น้องแดนวนไปจอดหน้าตึกเลย โต๊ะใต้ต้นไม้สีแดงนั้นโต๊ะประจำเจี่ยเจีย” พี่สาวชี้บอกเหล่าน้องชาย เมื่อรถจอดสนิท แฝดพี่ที่นั่งอยู่ด้านหลังก็รีบเปิดประตูลงมาช่วยพยุงเธอลงจากรถ

“ให้น้องดีนเดินไปส่งที่โต๊ะไหม” ดีแลนถามพี่สาว สีหน้าเต็มไปด้วยความกังวล

“ไม่เป็นไร คนไม่เยอะไม่มีใครชนหรอก” แพทริเซียยิ้มตอบน้องชาย ดีแลนรับคำก่อนจะกลับขึ้นรถออกไป เขมิกาที่มองเห็นเพื่อนเดินกะเผลกรีบลุกมาช่วยประคองทันที 

“ปิดเทอมที่แกเงียบคือยังไม่หายเหรอ” ปรางทิพย์มองไล่สำรวจคนเจ็บหัวจรดเท้าอยู่หลายรอบ

“เออดิ อุตส่าห์จะไปหมกตัวที่เชียงคาน อดเลย” แพทริเซียเบ้ปากด้วยความขัดใจ

“แล้วใครมาส่ง” 

“นางคุณหนูแพท! ตะกี้ใครมาส่งหล่อนย่ะ” แพทริเซียยังไม่ทันอ้าปากตอบปรางทิพย์ อัครพลที่ยังคงคอนเซ็ปท์เสียงมาก่อนตัวก็ถามซ้ำทันทีที่เดินมาถึงโต๊ะ “ฉันมองเห็นถึงความงานดีตั้งแต่อยู่ฝั่งบริหารฯ โน่นเลยนะ”

“น้องฉันไง” 

“โอ๊ย น้องดีนน้องแดนไม่รอเจอพี่” อัครพลครวญครางก่อนจะมองเห็นขาเพื่อน “นี่ขาหล่อนยังไม่หายอีกเรอะ อับอายขายขี้หน้าเสียชื่อชาวคณะหมด” 

“เออสิ เป็นไงล่ะถ่ายรูปเป็นที่ระลึก คงจะระทึกตราตรึงกันเลยสิทีนี้” แพทริเซียตอกย้ำความจริงที่เกิดขึ้น

“ตรึงสิ ตั้งแต่ร้านเปิดมา แกเป็นคนแรกเลยนะที่ตกเวทีนั้น” หนุ่มสวยยังคงทับถมเพื่อนต่อก่อนจะชี้ไปอีกโต๊ะ “ฉันต้องไปหาเพื่อนแล้ว ดูมันโบกไม้โบกมืออย่างกับผีบ้า ไม่เจอกันไม่เท่าไรเอง” ว่าจบก็วิ่งไปหาเพื่อนพร้อมท่าทางที่ไม่ต่างกัน ไม่รู้มีใครปกติไหมในกลุ่มนั้น

“ดีนะที่อย่างน้อยวันนั้นแกยังได้เมา ฉันนี่ยกไปสองแก้วก็ต้องแบกแกไปหาหมอแล้ว” ปรางทิพย์หัวเราะออกมาหลังจากได้ฟังคำบ่นของเขมิกาพลางคิดในใจ ไอ้พวกสโมฯ มันมอมไอ้ขิมจนติดเหล้าแล้วแหง ๆ 

 

ตกเย็นหลังจากที่ดาเนียลวนรถมารับเธอกับดีแลนที่หน้าคณะ แพทริเซียขอให้พวกเขาพาไปซุปเปอร์ฯ ละแวกคอนโดเพื่อซื้อของสดมาตุน เพราะนอกจากน้ำดื่มหลากหลายชนิดแล้วก็ไม่มีอะไรที่พอประทังชีพได้เลย ยิ่งขาเธอเป็นแบบนี้ คงต้องพึ่งอาหารเดลิเวอรี่เท่านั้นแหละ หลังจากซื้อของเสร็จ ตอนนี้ชายหนุ่มทั้งสองที่หน้าเหมือนกันก็ลากรถเข็นตะกร้าแบบพับได้คนละคัน ยืนอยู่คนละมุมลิฟต์ของคอนโด คันหนึ่งเต็มไปด้วยวัตถุดิบเพื่อประกอบอาหาร อีกคันเต็มไปด้วยขนมที่เด็กสองคนนี้มองการณ์ไกลคาดว่าจะได้กินแน่นอนในอนาคต เพียงแต่ยังไม่ใช่เร็ว ๆ นี้ 

คอนโดชั้นนี้เป็นชั้นพิเศษที่รวมฟาซิลิตี้หลาย ๆ อย่างสำหรับลูกบ้านไว้ ออกแบบเป็นดับเบิลสเปซที่มีพื้นถึงฝ้าเกือบ ๆ ห้าเมตร ทำให้ห้องนอนในแต่ละห้องในชั้นนี้ถูกออกแบบมาเป็นห้องแบบลอฟท์สองชั้น และมีพื้นที่ทุกส่วนตัวครบทุกฟังก์ชันการใช้งานตามความต้องการของมาม่ะ แน่นอนว่าทุกห้องก็มีฟังก์ชันการใช้งานเหมือนกันทั้งหมด ต่างกันที่สไตล์การแต่งห้องเท่านั้น ถึงในห้องจะถูกจัดมาครบครันแบบไม่ต้องออกจากห้องก็ได้ แต่เธอก็รู้สึกชอบช่องแสงที่ส่องเข้ามาในส่วนลีฟวิ่งกลางด้านนอกมากกว่า 

“เอาของขึ้นมาวางไว้บนไอส์แลนด์เลยนะ เดี๋ยวเจี่ยเจียเก็บต่อเอง” แพทริเซียหันไปบอกน้องชาย ก่อนเดินเข้าไปเปลี่ยนเสื้อผ้าในห้องนอน หลังจากเปลี่ยนจากชุดนักศึกษามาเป็นเสื้อยืดกางเกงขาสั้นแล้ว เธอก็เดินกลับออกมาที่โถงกลางที่ตอนนี้ไม่มีใครอยู่แล้ว มีเพียงข้าวของที่กองเต็มไอส์แลนด์ คนเป็นพี่เริ่มเก็บของสดเข้าตู้เย็นก่อน จากนั้นหยิบพวกเครื่องปรุงมาเรียงใกล้ๆ เตาไฟฟ้า เก็บของแห้งเข้าตู้ ขนมของเด็ก ๆเธอก็วางเรียงบนชั้นเล็ก ๆ บนไอส์แลนด์ 

เมนูอาหารเย็นวันนี้คือริบอายสเต็กที่แฝดน้องร้องเรียกขอให้ทำ หลังจากที่บังเอิญไปเห็นเนื้อวางขายที่ซุปเปอร์ฯ แพทริเซียตัดถุงเอาเนื้อริบอายชิ้นโต ๆ ทั้งสามชิ้นออกมาพัก ก่อนจะคลุกด้วยน้ำมันมะกอกตามด้วยเกลือและพริกไทยพักทิ้งไว้ หันมาทำสลัดอโวคาโดปูอัดไข่กุ้ง เริ่มจากฉีกปูอัดให้เป็นเส้นหลังจากนั้นเตรียมอโวคาโดหั่นเป็นลูกเต๋า ผ่าครึ่งมะเขือเทศราชินี เตรียมน้ำสลัดแบบง่าย ๆ เทน้ำสลัดแบบโลว์แฟตใส่ถ้วยเล็ก ๆ บีบน้ำเลมอนตามด้วยเกลือพริกไทยลงไป คนให้เข้ากัน ก่อนจะเงยหน้ามองคนที่เพิ่งเปิดประตูออกมา

“ดูทีวีไปก่อนนะ เจี่ยเจียทำจะเสร็จแล้ว” แพทริเซียบอกดีแลน ก่อนจะเอาหน่อไม้ฝรั่งกับเห็ดออรินจิที่ล้างแล้วเตรียมต่อ ตั้งกระทะกริลขึ้นบนเตา เทน้ำมันมะกอกลงไป รอสักพักก็วางริบอายลงไปทั้งสามชิ้น ตามด้วยกระเทียม หน่อไม้ฝรั่งและเห็ดออรินจิ รอเกือบสองนาทีเธอก็กลับเนื้อทีละชิ้น ก่อนจะใส่เนยลงไปตามด้วยโรสแมรี หลังจากนั้นตัดน้ำมันในกระทะราดลงไปบนตัวเนื้อเพื่อเพิ่มกลิ่นหอม รออีกเกือบสองนาทีถึงคีบเนื้อสีน้ำตาลเข้มลงบนจานใบใหญ่สีขาวตามด้วยผักที่ถูกจัดลงที่ทีละจาน แพทริเซียเทน้ำเปล่าลงในกระทะใบเดิมทำน้ำสต็อก ใส่ผงบราวน์ซอสลงไปเคี้ยวเพิ่มความเข้มข้นเล็กน้อย เมื่อซอสได้ที่เธอก็ตักราดลงจานสเต็กของเธอกับดีแลน และใส่ซอสแยกลงถ้วยทรงกลมใบเล็กให้แฝดน้องต่างหาก  ก่อนจะเอาอโวคาโด มะเขือเทศลูกเล็ก ปูอัด จัดลงไปบนมุมที่เหลือของจาน ราดน้ำสลัด ก่อนจะตักไข่กุ้งโรยบนสลัดเล็กน้อยลงในทุกจาน จานของดาเนียลพิเศษหน่อยตรงที่มีเกลือหิมาลายันเม็ดสีชมพูหยาบ ๆ ให้เขากินคู่กับสเต็กด้วย

“ไลน์เรียกน้องหน่อยไป” แพทริเซียบอกให้แฝดพี่ไลน์ไปตามน้องชายยังอยู่ในห้อง ดีแลนพยักหน้าพิมพ์โทรศัพท์ ก่อนลุกขึ้นมาช่วยยกจานสเต็กไปที่ว่างบนโต๊ะอาหารขนาดหกที่นั่ง แพทริเซียที่เห็นมีคนทำหน้าที่แทนแล้วก็กลับมาเก็บครัว วัตถุดิบต่าง ๆ ที่เหลือโดนเก็บเข้าตู้เย็นไปหมดแล้ว ขวดเครื่องปรุงก็เก็บเข้าที่แล้ว ขยะก็หมัดปากถุงแล้ว เหลือแต่ถ้วยจานที่ใช้ในการประกอบอาหารเท่านั้นที่ยังคาอยู่ในซิงค์  

“หืม หอมมากเลยอ่ะเจี่ยเจี่ย” ดาเนียลพูดทันทีที่เปิดประตูออกมา “อู้หูว น่ากินโคตร เหมือนอยู่ในร้านอาหารเลย” ว่าแล้วก็ยกโทรศัพท์ขึ้นมาถ่าย แฝดพี่เห็นน้องทำก็ทำตามทันที 

“เออ ยังไม่ได้ถามเลยเป็นไงบ้างเรียนวันแรก” แพทริเซียถามทันทีที่ทิ้งตัวลงบนเก้าอี้

“ไม่ได้เรียนเลย อาจารย์แนะนำรายวิชาแป๊บเดียวก็ปล่อย” ดาเนียลว่าแล้วหั่นสเต็กเข้าปาก “อือหือ อร่อย” 

“อือ น่าจะเป็นแบบนี้ทั้งอาทิตย์เลย แล้วเรื่องรับน้องคณะล่ะ” พี่สาวถามต่อ หลังจากมีรับน้องรวมก่อนเปิดเทอมแล้ว ยังมีรับน้องแต่ละคณะอีกที

“ของน้องดีนพี่เขาขอเวลาหลังเลิกเรียนสามวัน เขาบอกเป็นกิจกรรมตามหาตัวพี่เทค” แฝดพี่บอก “เจี่ยเจีย พี่รหัสก็มีแล้ว ทำไมต้องมีพี่เทคอีก”

“พี่รหัสคือคนที่รหัสเหมือนกับเรา เพียงแต่แต่ละปีเขารับนักศึกษาไม่เท่ากัน ทำให้มีคนไม่มีพี่บ้าง ไม่มีน้องบ้าง ทำให้ต้องมีพี่เทคมาคอยดูแล ให้คำปรึกษาเรื่องเรียนเรื่องการใช้ชีวิต ให้น้องได้มีที่พึ่ง เด็กบ้างคนเขามาเรียนไกลบ้านนะ ไม่รู้จักใคร อีกอย่างพี่รหัสมันมีน้องได้คนเดียว แล้วคนที่ไม่มีล่ะ แต่พี่เทคน้องเทคมีกันได้หลายคน ช่วยดูแลกัน” 

“อือ สายเทคดีเนอะ ทำให้ทุกคนได้มีพี่มีน้องกันหมด” แพทริเซียยิ้มออกมาหลังจากได้ยินคำพูดแฝดพี่ เด็กคนนี้มีความอ่อนโยนพอ ๆ กับอารมณ์ที่อ่อนไหว

“ของน้องแดนเขาบอกขอเวลายี่สิบสี่ชั่วโมง เริ่มเช้าเสาร์นี้ จะให้ทำกิจกรรม ขอชุดใส่แล้วทิ้ง” ดาเนียลพูดต่อ 

“เออ ได้ยินว่ารับน้องนิเทศฯ กิจกรรมสนุกนะ” แพทริเซียพูดตามที่เคยได้ยินมา ด้วยมหา’ลัยเธอมีนโยบายรับน้องต้องสร้างสรรค์ กิจกรรมก็จัดกันพอเป็นพิธี ไม่ซีเรียส ไม่จริงจัง ไม่เข้าร่วมก็ยังได้! ถ้าเทียบกับที่อื่น หลาย ๆ คนจะพูดว่าที่นี่เด่นแค่ด้านวิชาการ กิจกรรมสนุกสู้ที่อื่นไม่ได้ แต่ถ้าเป็นสายกิจกรรมหนัก ๆ ก็มีหลายชมรมที่ขยันเปิดโครงการให้เข้าร่วมกิจกรรมกันได้ตลอดทั้งเทอม ไม่เว้นแม้แต่ช่วงสอบ!

“เออเจี่ยเจีย จำพี่น๊อตน้องพี่นุ่นลูกป้านาที่เราไปงานแต่งปีที่แล้วได้ป่ะ” แพทริเซียนึกตามคำแฝดน้อง ปีที่แล้วครอบครัวเธอถูกเชิญไปร่วมงานแต่งสองสามครั้งได้ แต่มีเพียงงานเดียวเท่านั้นที่พวกเธอไปร่วมงานทั้งครอบครัว คืองานแต่งลูกสาวป้านาที่เมื่อก่อนสองครอบครัวไปมาหาสู่กันบ่อย ๆ ก่อนพวกเธอจะห่างหายกันไป นรินทร์คนพี่ที่อายุมากกว่าแพทริเซียเกือบแปดปีในตอนนั้นเริ่มเข้าสู่ช่วงวัยรุ่น ติดเพื่อน มีความคิดเป็นของตัวเองและมีพฤติกรรมต่อต้านพ่อแม่หน่อย ๆ ส่วนนาวินคนน้องอายุมากกว่าเธอหนึ่งปี เธอรู้แค่ว่าเขาเรียนที่มหา’ลัยแห่งนี้เช่นกัน ครั้งหนึ่งเธอเคยเห็นเขาไกล ๆ แต่ก็ไม่ได้ทักทายอะไรกัน แปลกเหมือนกันที่แพทริเซียจำได้ว่าเคยสนิทกับผู้เป็นพี่สาวมาก แต่กลับจำอะไรเกี่ยวกับผู้เป็นน้องชายไม่ได้เลย งานแต่งปีที่แล้วพวกเธอก็แค่ยิ้มให้กัน จะเรียกว่าเป็นคนแปลกหน้าก็คงไม่ผิด

“อือ จำได้” 

“พี่น๊อตเรียนคณะเดียวกันกับน้องแดนแหละ เป็นประธานรุ่นปีสี่ด้วย เท่สุด ๆ”

“จริงอ่ะ” ดีแลนพูดกับแฝดตัวเองก่อนหันมาพูดกับพี่สาว “เดี๋ยววันหลังเราไปทักทายพี่น๊อตบ้างเนอะ จำได้ว่าตอนเด็ก ๆ น้องดีนกับไอ้แดนตัวติดกับพี่น๊อตตลอดเลย เสียดายวันงานแต่งพี่นุ่นไม่ได้ขอคอนแทคไว้คุยกัน”

“ความจริงแล้ว เจี่ยเจียไม่เคยเจอพี่น๊อตที่มอเลยนะ” คนเป็นพี่สาวสารภาพ คนไม่เคยคุยกันมันต้องเกร็งมากแน่ ๆ แต่เห็นแก่ดีแลนที่อยากเจอ และดาเนียลที่จะได้สนิทกับเขาอีกครั้ง เผื่อเขาจะนึกเอ็นดูน้องเธอมากขึ้น “หรือเราจะชวนพี่น๊อตไปกินข้าวด้วยกันดีไหม” แพทริเซียเสนอความคิด

“ดีสิ ดีมาก ๆ เลย วันไหนดี เดี๋ยวน้องแดนชวนพี่น๊อตเอง”

“เอาวันที่พี่น๊อตว่างละกัน เจี่ยเจียได้ทุกวัน” แพทริเซียตอบก่อนนนึกขึ้นได้ว่าพรุ่งนี้ไม่มีเรียน “เออ พรุ่งนี้ไม่ต้องรอนะ เจี่ยเจียไม่มีคลาส” 

“ดีจัง เรามีเรียนทุกวันเลย” แฝดพี่พูด

“ปีหนึ่งส่วนมากจะเรียนวิชาพื้นฐาน ที่เรียนรวมกันทุกคณะ มีเป็นร้อยเซค ดีนะวิชาพวกนี้ จะได้มีเพื่อนหลาย ๆคณะ” คนมีประสบการณ์ชี้ให้เด็ก ๆ เห็นข้อดี ทั้ง ๆที่ตอนปีหนึ่งเธอโคตรเกลียดเลย ทำโปรเจคทีตามตัวกันยากจะตาย

“เราสองคนได้อยู่เซคเดียกันแหละ” ดาเนียลชี้นิ้วไปที่ชายแล้วหันกลับมาชี้ตัว   

“โดนเรียกกันสนุกแน่ วิชาศอทอหนึ่ง อย่าให้อาจารย์จำรหัสได้ล่ะกัน” แพทริเซียแนะนำน้อง วิชาศอทอหนึ่ง คือ เป็นวิชาพัฒนามนุษย์ที่น่าเบื่อที่สุดในวิชาพื้นฐานศึกษาทั่วไป ด้วยความที่เป็นวิชาที่เซคใหญ่ที่สุดในบรรดาวิชาพื้นฐาน จะมีทีมอาจารย์เข้าสอนครั้งละสี่คน พลัดกันเดินดูแลรอบ ๆ ตลอดทั้งคลาส เห็นใครง่วงยื่นไมค์ให้ตอบคำถามตลอด แถมยังชอบสุ่มเรียกรหัสบ่อย ๆ มีคำพูดเล่น ๆ ไว้เรียกคนที่โดนจำรหัสได้ว่าเป็น ‘พวกบาปหนา’ คนเป็นร้อยนอกจากเลขรุ่นที่เหมือนกันแล้วก็ไม่มีอะไรที่เหมือน รหัสคณะก็ต่าง ไหนจะรหัสสามตัวท้ายตามลำดับด้วยแล้ว ยังโดนจำได้ ต้องเป็นพวก ‘ทำกรรมหนัก’ เท่านั้นแหละ และใช่ เธอก็เป็นหนึ่งในเหล่าคนบาปหนานั่น แพทริเซียโดนประจำแหละวิชานี้ คนเป็นร้อยเรียกแต่รหัสเดิมวุ้ย!

 

กิจวัตรประจำวันของแพทริเซียดำเนินไปตามปกติ ไปมอพร้อมน้องชายในวันที่มีเรียน ทั้งสองคนนั้นจะพลัดวันกันขับรถตามตารางเรียนของแต่คน อาหารเช้าสามพี่น้องก็จะกินกันง่าย ๆ สไตล์อเมริกันเบรคฟาสต์ อาหารเย็นแล้วแต่มีใครอยากกินอะไร สั่งได้สั่ง หากหาสั่งไม่ได้ก็ทำเอง ในหนึ่งสัปดาห์เธอจะได้ทำอาหารประมาณสองถึงสามครั้ง ซึ่งชีวิตก็วนลูปแบบนี้จนกระทั่งเมื่อวานคุณหมอบอกว่าข้อเท้าของเธอหายสนิทแล้ว สามารถใช้ชีวิตได้ตามปกติยกเว้นการเล่นกีฬาหนัก และก็ได้ฤกษ์นัดกินข้าวกับนาวินตามที่เจ้าตัวบอกว่ารอให้ขาเธอหายก่อน จะได้ไม่เดินลำบาก

“เท่านี้ก่อนค่ะ” แพทริเซียพูดกับพนักงานร้านอาหารไทยร้านดังของห้างฯ หลังจากที่พวกเธอสามพี่น้องและนาวินเสนอออกความคิดเห็นในเมนูที่ส่วนใหญ่เป็นเมนูแนะนำของทางร้าน

 “นี่น้องแพทยังไม่เลิกกลัวพี่อีกเหรอ” นาวินถามตัวท่าทีสบาย ๆ เอนหลังพิงเก้าอี้ หลังจากที่เห็นอีกฝ่ายไม่ยอมมองหน้าเขาเลยสักครั้ง 

“แพทนะเหรอกลัวพี่” แพทริเซียเลิกคิ้วถาม เธอแค่เกร็งน่ะ ไม่ได้กลัวอะไรเขาเลย

“ก็ ตอนเด็ก ๆ เราแทบไม่คุยกับพี่เลย ขนาดนั่งเล่นด้วยกันยังหันหลังให้พี่เลย” เขาพูดด้วยน้ำเสียงตัดพ้อหน่อย ๆ

“จริงอ่ะ แพทไม่เห็นจำได้” 

“ดีนจำได้ว่าตอนนั้น ถ้ามีพี่น๊อตเล่นด้วย เจี่ยเจียก็จะไม่เล่นกับเรา” อ้าว ทำไมเธอทำตัวแบบนั้นล่ะ

“อือ ตอนเด็ก ๆ เราเป็นแบบนั้น เวลาพี่เห็นเราที่มอพี่ก็ไม่กล้าเข้าไปทัก” 

“เป็นแดน แดนก็ไม่กล้าเข้าไปทักเหมือนกัน มีอยู่ช่วงหนึ่งที่เจี่ยเจียชอบกินไอติมมาก ขอให้ป้าป่ะพาไปกินทุกวัน พอป้านาจะพาไปบ้าง แค่เห็นพี่น๊อตไปด้วยเจี่ยเจียก็ไม่ยอมไป หลังจากนั้นเจี่ยเจียก็ไม่เคยอ้อนกินไอติมอีกเลย” อือ แพทริเซียจำได้ว่าเคยชอบกินไอติมมาก แล้วอยู่ ๆ ก็เลิกชอบ แต่ตอนนั้นไม่ใช่เพราะนาวินนะ ถ้าเป็นเพราะเขา เธอก็ต้องรู้สึกไม่ดีกับเขาจนจำได้สิ แต่นี้เธอไม่รู้สึกอะไรกับเขาเลยต่างหาก

“อือ ตอนนั้นที่เลิกกินไอติมเพราะพี่เหรอ” 

“ไม่นะ แพทจำได้แค่ว่าตอนนั้นที่ไม่กินไอติมแล้วเพราะได้ลองกินเจลลี่แล้วชอบมากกว่า” ใช่ เจลลี่ตอนนั้นก็อร่อยจริง ๆ แหละ ว่าแล้วก็ไม่ได้กินนานแล้วนะ

“เจลลี่” นาวินเลิกคิ้วถาม “เจลลี่รสผลไม้นะเหรอ” 

“ใช่พี่น๊อต เจลลี่รสผลไม้ เหมือนจะเป็นของฝากจากต่างประเทศ ตอนนั้นพอเจี่ยเจียกินหมดก็งอแงใหญ่เลย เพราะป้าป่ะหาซื้อในไทยไม่ได้” ดีแลนพูดถูก ใช่ ตอนนั้นเจลลี่ผลไม้มันหาซื้อในไทยไม่ได้  

“อ่อ” นาวินส่งเสียงออกไปแค่นั้น ก่อนจะส่ายหัวไปมา เมื่อนึกขึ้นได้ว่าเจลลี่แพ็คใหญ่อันนั้นก็เป็นครอบครัวเขานั้นแหละที่ซื้อมาฝากเจ้าหล่อนจากญี่ปุ่น

“เออ พี่น๊อตคงไม่รู้ว่าเจี่ยเจียเป็นพวกที่ถ้าได้ชอบอะไรก็ชอบมาก อย่างตอนนี้กำลังชอบอโวคาโดอยู่ นี่ก็กินทุกวันมาเป็นเดือนแล้ว” 

“และจะกินต่อไปด้วย” พี่สาวพูดย้ำแฝดน้อง

“พี่เข้าใจแล้ว” นาวินพยักหน้าช้า ๆ 

หลังจากนั้นอาหารก็ทยอยมาเสิร์ฟ เราสี่คนกินไปคุยกันไป นาวินถามเรื่องขาของเธอ ก่อนจะถามดีแลนว่าทำไมถึงเลือกเรียนบริหารฯ ถามดาเนียลว่าทำไมถึงเลือกนิเทศฯ ทั้งยังถามเธออีกว่าทำไมถึงเลือกเรียนศิลปศาสตร์ ว่ากันด้วยเหตุผลแล้วน้องของแพทริเซียทั้งสองต่างมีเหตุผลเป็นเรื่องธุรกิจครอบครัวมาเกี่ยวด้วยกันทั้งคู่ ยกเว้นเธอ ที่ตอบว่าไปว่าตัวเองน่าจะชอบและทำได้ดี หากมองผิวเผินก็เหมือนว่าที่บ้านตามใจเธอ แต่อีกแง่คือเพราะตัวเธอไม่ได้ถูกคาดหวังในเรื่องธุรกิจของครอบครัวตั้งแต่แรกต่างหากล่ะ ไม่รู้ว่าควรจะดีใจดีไหมที่มีอิสระเรื่องนี้ แต่มันก็อดไม่ได้ที่จะคิดว่าตัวเธอคงไม่มีความสามารถที่จะบริหารอะไรได้ หรือป้าป่ะมาม่ะไม่ไว้ใจเธอกันนะ คิดมาถึงตรงนี้แล้วอดรู้สึกไม่ดีไม่ได้เลย 

“พี่รู้นะว่าเราไม่ได้เลิกชอบไอติมเพราะพี่ แต่เราช่วยไปกินไอติมกับพี่ให้พี่สบายใจหน่อยได้ไหม เรื่องนี้มันคาใจพี่มาตลอดน่ะ” นาวินชวนหลังจากที่เรากินข้าวกันเสร็จ นี่เขาคงไม่ได้มีปมเพราะเธอหรอกนะ ใช่ไหม? 

 

 

เขาไม่ได้มีปมหรอกจ้ะแม่คุณ!!!!

 

ขอบคุณที่เข้ามาอ่านกันค่ะ

 

 

ให้กำลังใจนักเขียน
นักเขียนได้รับกำลังใจแล้ว!
นักเขียนได้รับกำลังใจแล้ว 2 ครั้ง

นิยายที่ผู้อ่านนิยมอ่านต่อ

loading
กำลังโหลด...

11 ความคิดเห็น