ค่อยๆ รักกัน Gradually Love

ตอนที่ 3 : บทนำ 100%

  • เนื้อหานิยายตอนนี้เปิดให้อ่าน
  • View : 29
    จำนวนคนให้กำลังใจ : 3 ครั้ง
    3 ก.ค. 63

 

ช้าง กรินทร์

 

สวัสดีค่ะ วันนี้พาคุณคนมาดนิ่งมาฝากกัน

เหมือนเดิม เจอคำผิดแวะบอกกันด้วยนะคะ

 

 

ต่อกันเลยยย

 

 

 “มาม่ะ หาคนเอารถหนูไปเคลมให้ด้วยนะ” แพทริเซียพูดขณะคีบซาชิมิแซลมอนเข้าปาก

“ได้จ้ะ ระหว่างนี้เอารถป้าป่ะไปใช้ก่อนล่ะกัน เดี๋ยวพรุ่งนี้ป้าป่ะก็บินแล้ว” แม่เสนอ

“โหย เอารถมาม่ะดีกว่า ไม่อยากให้คนมองทั้งมอ” คนเป็นพ่อขำเสียงดังเมื่อเห็นลูกสาวทำหน้ายู่

“โหยป้าป่ะอ่า ทีพวกหนูขอลองขับไม่ให้นะ” ดีแลนเริ่มครวญคราง

“ใช่ๆ หนูแค่ขอเอาไปถ่ายคลิปเฉย ๆ เอง” คนน้องกล่าวต่อ

“มาม่ะต้องใช้รถนะสิ นัดกับป้าแอนไว้ว่าจะไปรับด้วย ให้ลุงสายขับรถไปรับส่งหนูดีไหม” คนแม่เริ่มเสนอทางเลือกให้ลูกสาว

“แต่หนูต้องออกจากบ้านเช้านะ ช่วงนี้ใกล้สอบแล้วด้วย บางวันอาจจะต้องอยู่เย็นทำโปรเจคกับเพื่อน เวลาไม่แน่นอนหนูไม่อยากให้ใครรอ อีกอย่างถ้าหนูให้ลุงสายไปรับไปส่ง น้องก็ไปไหนไม่ได้นะสิ” 

“ใช่ไหมล่ะ หนูก็เอารถป้าป่ะไปใช้ก่อนก็ถูกแล้วไงลูก” ผู้เป็นพ่อพูดด้วยสำเนียงแปร่ง ๆ กล่อมลูกสาวเต็มที่ ตัวเขาอยากจะให้ลูกสาวขับรถดี ๆ บ้าง คันที่ปัจจุบันที่ลูกสาวใช้มันก็แค่รถญี่ปุ่นธรรมดา ไม่สมฐานะ ความปลอดภัยก็สู้คันอื่นในบ้านไม่ได้เลย ลูกสาวคนนี้ก็แปลกคน ของแพง ๆ ไม่ชอบ กระเป๋าดี ๆ ไม่ใช้ ถือถุงผ้าไปเรียน ชอบทำตัวเหมือนที่บ้านขัดสนเรื่องเงินทอง ต่างจากลูกชายทั้งสองคน คู่นั้นต่อให้หลับตาเลือก ยังเลือกอันแพงที่สุด 

“ก็ได้ค่ะ แต่แค่ช่วงนี้เท่านั้นนะ” เธอพูดพร้อมจ้องตาผู้เป็นพ่อให้ตกลง แต่อีกฝ่ายกลับหลบสายตาก่อนจะพูดขึ้น

“ป้าป่ะว่าหนูเลือกคันใหม่เผื่อไว้เถอะ เวลาคนอื่นเขาเห็นรถที่หนูขับ เขาชอบคิดว่าที่บ้านเรามีปัญหาเรื่องเงิน เมื่อไรหนูจะยอมรับสักทีว่าคนอื่นเขาตัดสินเราจากของใช้ภายนอก เหมือนเวลาที่มาม่ะออกงานไง หนูก็เห็นว่ามาไม่เคยใส่ชุดซ้ำ อีกทั้งกระเป๋าที่ถือก็ต้องมีราคา” แพทริเซียพยักหน้าเข้าใจในสิ่งที่ผู้เป็นพ่อพูด ภาพลักษณ์มันสำคัญจริง ๆ นั้นแหละ เฮ้อ เธอถอนหายใจก่อนจะตอบออกไป

“ค่ะ งั้นป้าป่ะเลือกให้หนูเลย” แพทริเซียพูดตัดปัญหา ยังไงพ่อของเธอก็ไม่เห็นด้วยตั้งแต่แรกที่เธอตัดสินใจเลือกรถคันนี้อยู่แล้ว หาว่าเซฟตี้ไม่ดีบ้าง พลาสติกทั้งคันบ้าง เธอแค่อยากใช้ชีวิตเหมือนคนอื่นเขาบ้าง

“เออ เทอมหน้าเจ้าสองคนนั้นอยากอยู่หอ หนูก็ไปอยู่กับน้องนะ จะได้ไม่ต้องเทียวบ่อยแล้ว คิดว่าอยู่ดูน้องให้มานะลูก” หญิงสาวหันไปมองหน้าเจ้าสองแฝด เออ ก็หน้าห่วงอยู่แหละ 

“แล้วแต่มาเลยค่ะ หนูยังไงก็ได้” 

“มาม่ะดูคอนโดไว้แล้ว ไว้เราไปดูด้วยกันอีกที ถ้าพวกหนูชอบก็สั่งตกแต่งเลย” เธอพยักหน้าส่ง ๆ ไป ทำไมทุกคนชอบคิดแทนเธอไปหมดเลยนะ เธอจะเป็นแพทริเซียในแบบที่อยากเป็นได้บ้างไหมนะ 

 

แพทริเซียที่ปกติมาเรียนเช้าอยู่แล้วแต่วันนี้เธอมาเรียนเช้ายิ่งกว่าปกติ เธอไม่ชอบเป็นจุดสนใจ แต่เธอชอบช่วงเวลาที่คนเยอะ ๆ จนไม่มีใครสังเกตเห็นเธอ สำหรับวันนี้ต่อให้เธอทำตัวเรียบง่ายมากเท่าไรมันก็คงไม่มีผลเพราะรถของพ่อที่เธอขับมา ด้วยราคาของมันที่ทำให้เธอลำบากใจที่จะไปจอดข้างถนนริมสระน้ำเช่นทุกวัน วันนี้เธอเลือกที่จะจอดที่ลานจอดรถของคณะที่สามารถรองรับรถได้แค่ประมาณสามสิบกว่าคัน เช้า ๆ แบบนี้นักศึกษายังสามารถนำรถเข้ามาจอดได้ ถ้าสายหน่อยพี่ยามจะเลื่อนแผงกั้นให้เข้าได้เฉพาะรถอาจารย์ เอาเถอะ จอดที่นี่อย่างน้อยรถก็ปลอดภัย เกิดอะไรขึ้นก็มีกล้องวงจรปิด เธอล่ะไม่เข้าใจเลยทำไมคนถึงอยากมีรถแพง ๆ กัน ดูแลก็ยาก จอดที่ไหนก็ไม่สบายใจ

“ไอ้แพท!” ระหว่างที่แพทริเซียบ่นถึงข้อเสียของรถแพง ๆ ก็มีเสียงตะโกนเรียก เธอเงยหน้าเห็นคนสวยทุกมุมอย่างเขมิกานั่งที่โต๊ะประจำอยู่ก่อนแล้ว

“ทำไมวันนี้มาเช้าล่ะ” 

“โปรเจคที่อาจารย์พัดสั่งเมื่อวานไง เดดไลน์จันทร์หน้า มานั่ง ๆ เราจะเอาวรรณกรรมเรื่องไหนมาวิเคราะห์กัน”

“แกรีบเหรอ” แพทริเซียสงสัยในความกระตือรือร้นเกินปกติของเขมิกา

“ก็ไอ้เจตน์มันจะให้ฉันเข้าประชุมสโมฯ แผนรับน้องปีหน้าด้วย ตอนนี้รู้แค่ว่าประชุมทุกวันจนถึงวันศุกร์นี้ก่อน ไม่รู้ว่าจะมีเวลาทำโปรเจคแค่ไหน ทางเดียวตอนนี้คือรีบทำรีบเสร็จ รอทำแค่เสาร์อาทิตย์ยังไงก็ไม่ทัน”

“เออ รอไอ้ปรางมาก่อนละกัน” เธอตอบเพื่อน เขมิกาก็แบบนี้แหละ ปากบ่น ๆ สโมฯ แต่มือก็ช่วยเขาทำ

ทั้งคู่ต่างคนต่างเล่นโทรศัพท์ สักพักปรางทิพย์ก็มาถึง พวกเธอคุยกันเรื่องวรรณกรรมที่อยากได้ โปรเจคครั้งนี้อาจารย์ให้จับกลุ่มได้ไม่เกินห้าคน จำนวนคนมีผลต่อคะแนนการวิเคราะห์ มากคนมากความคิดต้องวิเคราะห์ได้ดีกว่า แต่เนื่องจากพวกเธอยังอยู่ปีสอง อาจารย์ยังไม่คาดหวังว่าพวกเธอจะทำออกมาได้เพอร์เฟค ดังนั้นเกณฑ์ให้คะแนนจะเริ่มต้นที่ทุกกลุ่มมีคะแนนเต็มแล้วหักทีละจุดตามที่วิเคราะห์พลาด พวกเธอตกลงจับกลุ่มอยู่กันแค่สามคน และเลือกวรรณกรรมที่ไม่ยากมาก เนื้อเรื่องค่อนข้างธรรมดา ป้องกันข้อผิดพลาดเพื่อรักษาคะแนนไว้น่าจะเป็นวิธีที่ฉลาดที่สุด   

 

“วันนี้ก็กลับไปทำงานตามที่แบ่งกันละกัน พรุ่งนี้เราค่อยมาคุยกันอีกที” ปรางทิพย์พูดขณะที่ทุกคนกำลังเดินออกจากลิฟต์หลังเลิกคลาส

“เออ ดีนะวันนี้เรียนแค่ช่วงเช้า เดี๋ยวฉันไปทำต่อในห้องสมุดคณะรอประชุมตอนเย็นเลยดีกว่า” 

“ดี ไม่เสียเวลา แพทตี้วันนี้ไปส่งหอหน่อยดิ ร้อน ไม่อยากเดิน” ปรางทิพย์มองแดดแล้วนึกถึงความรู้สึกที่ต้องข้ามสะพานลอยหน้ามอ ตากแดดเข้าซอย ทางที่ดีเธอควรติดรถเพื่อนที่ต้องผ่านทางนั้นอยู่แล้วกลับที่กว่า

“ได้ดิ วันนี้จอดรถที่ลานจอดคณะนี้เอง ไม่ต้องเดินไกลด้วย”

“เออ ดี ๆ” คนขอติดรถตอบ ถึงแม้จะแปลกใจที่เพื่อนจอดรถที่นี่ ไม่ใช่ที่ริมเลคเหมือนทุกครั้ง และเธอก็ปัดความคิดไร้สาระทิ้งในทันที

พวกเธอแยกย้ายกับเขมิกาที่ใต้ตึกคณะ แพทริเซียขอให้ปรางทิพย์สั่งน้ำปั่นแก้ร้อนให้ระหว่างที่เธอเข้าห้องน้ำเพื่อทำธุระส่วนตัวเพราะต้องขับรถต่ออีกนาน ทั้งคู่เดินตามโถงทางเดินทะลุด้านข้างตึกไปลานจอดรถ แพทริเซียเดินเข้าไปแตะเบา ๆ ที่หูจับประตู ไฟที่กระจกข้างกระพริบถี่ ๆ ไม่กี่ครั้งขณะก้างออกอัตโนมัติ

“คันนี้เหรอ” ปรางทิพย์ตาโตถามเพื่อน เมื่อเห็นเพื่อนเปิดประตูรถคันขาวยี่ห้อสุดหรูที่มีแค่สองประตู! เวอร์มาก!

“อืม รถพ่อน่ะ รถฉันเมื่อวานโดนเด็กบริหารซีลกระจกไปข้างหนึ่ง” 

“เฮ้ย! บ้านแกรวยเหรอ” ปรางทิพย์ถามขึ้นอย่างสงสัยหลังจากที่พาตัวเองเข้ามาอยู่รถเรียบร้อย คบเป็นเพื่อนกันมาจะสองปี ทำไมเธอไม่เคยเอะใจเลยนะ คงเป็นเพราะเพื่อนเธอกินอยู่ธรรมดา ขับรถญี่ปุ่นที่เห็นอยู่เกลื่อนถนน ถึงจะเห็นใช้ของมียี่ห้อบ้างแต่ก็ไม่ใช่ไฮเอนด์ ขนาดกระเป๋าตังค์เพื่อนเธอยังใช้เป็นกระเป๋าผ้าใบละไม่ถึงสองร้อยเลย ถึงจะรู้ว่าเพื่อนน่าจะเป็นคนมีฐานะระดับหนึ่ง แต่ก็ไม่คิดว่าที่บ้านจะขับรถราคาแปดหลักแบบนี้

“เอ่อ ก็พอมีแหละ” แพทริเซียปั้นหน้ายากตอบคำถาม

“แล้วรถแกเป็นไงบ้าง” เมื่อเห็นเพื่อนลำบากใจที่จะพูดปรางทิพย์ก็เปลี่ยนเรื่องทันที ที่บ้านเธอก็พอมีพอกินเหมือนกัน เพียงแต่มีไม่มากพอที่จะซื้อรถคันสิบกว่าล้านมาขับเล่น ได้แค่รถยุโรปราคาไม่แรงมากเท่านั้นล่ะ

“ไม่รู้เหมือนกัน ก็คู่กรณีเล่นทำหลุดมาทั้งยวง”

“ระหว่างนี้แกก็ใช้คันนี้เหรอ”

“อือ จะให้รถที่บ้านมารอเฝ้า น้องฉันก็จะไม่ได้ไปไหนกันพอดี” คนฟังพยักหน้าเชิงรับรู้ ระหว่างที่รถออกจากลาน รถคันนี้ก็เรียกสายตาจากนักศึกษาทั้งชายทั้งหญิงได้เป็นอย่างดี แน่ล่ะ รถแพงแบบนี้ถ้าออกมาจากลานจอดเด็กอินเตอร์คงไม่แปลก แต่นี้ดันออกจากลานจอดภาคปกติแบบนี้ ใคร ๆ ก็ต้องคิดว่าเป็นลูกเศรษฐีอยู่แล้วแหละ 

“พรุ่งนี้ชีวิตแกจะเปลี่ยนไป” ปรางทิพย์พูดประหนึ่งสามารถหยั่งถึงจิตใจคนอื่นได้

“เฮ้อ~” แพทริเซียถอนหายใจส่ายหน้า

“แพทชาบูหน้ามอกันไหม”

“ขิมมันจะไม่งอนเหรอไม่ชวนมันน่ะ” 

“โอ๊ย ไอ้ขิมมันไม่งอนหรอก ทีมันไปกินเหล้ามันยังไม่เห็นชวนเราเลย” 

“งั้นแกก็ไลน์ไปบอกมันหน่อยไป” เธอพูดจบพร้อมหักพวกมาลัยเข้าซอยหอของปราง

ตึ่งตึ้ง!  ตึ่งตึ้ง!

เสียงแจ้งข้อความเข้าจากโทรศัพท์ปรางเข้าดังขึ้นพร้อม ๆ กับแรงสั่นจากโทรศัพท์ของเธอ ขณะที่เธอเหยียบเบรคให้จอดนิ่งที่หน้าหอพักของปรางทิพย์พอดิบพอดี

“ไอ้ขิมมันจะมาด้วย ให้แกวนกลับไปรับมันหน่อยเดี๋ยวมันยืนรอตรงป้ายคณะ งั้นฉันขึ้นห้องไปเปลี่ยนชุดก่อนละกัน เจอกันร้านชาบูจ้ะ” 

“ได้ ๆ” เธอรับคำแล้วออกรถวนกลับไปรับเขมิกา แพทริเซียขับรถย้อนไปทางลัดที่สามารถทะลุสู่ถนนสายหลักอีกเส้นได้ ก่อนจะหักเข้าสามแยกไฟแดงที่สามารถตรงเข้าประตูมอได้เลย อ้อมไปทางด้านหลังมอเพื่อจะไม่ได้ไม่ต้องไปกลับรถ เธอเห็นเขมิกายืนเล่นโทรศัพท์รอตรงป้ายคณะ แพทริเซียชะลอรถ เปิดไฟกระพริบ ก่อนลดกระจกลงเรียก

“ไอ้ขิม” เขมิกาที่หันตามเสียงเรียก สีหน้าแฝงด้วยความงุนงงนิดหนึ่งก่อนจะเปิดประตูขึ้นมา

“ฉันจำได้ว่ารถแกไม่ใช่คันนี้” คำถามแรกออกจากปากเพื่อนสาวของเธอ ทำให้เธอต้องเล่าเรื่องราวที่เกิดขึ้นเมื่อวาน ราวกับกดรีเพลย์หนังซ้ำเหมือนเมื่อสิบนาทีก่อน “เออก็ว่าอยู่ ได้ยินเขาคุยกันว่ามีเด็กคณะเราเป็นลูกเศรษฐีขับสปอร์ตมาเรียน ที่แท้ก็แกนี่เอง”

“รถพ่อ ขับแค่ชั่วคราวเท่านั้นแหละ”

              

หลังจากที่สมาชิกอยู่กันพร้อมหน้า ณ ร้านชาบูที่ชาวมอนิยมกันมากที่สุดยามมีโอกาสพิเศษ ถึงของกินจะมีให้เลือกไม่เยอะแต่ถ้าเทียบกับราคาสบายกระเป๋าแล้ว อย่างไรก็คุ้ม! บนโต๊ะเต็มไปด้วยวัตถุดิบความอร่อยที่ทยอยออกมาเสิร์ฟ เหล่าเพื่อนของแพทริเซียเปิดประเด็นกันทันที หลังจากนั้นเธอเลยเล่าทุกคำทุกบนสนทนาเมื่อคืนให้เพื่อน ๆ ฟัง

“แกนี่หนีความเด่นดังไม่ได้จริง ๆ ไม่ชอบเป็นที่สนใจแต่ดันมีดาวมหา’ลัยอย่างไอ้ขิมเป็นเพื่อน” ปรางทิพย์พูด

“ใครจะไปรู้ล่ะว่าไอ้ขิมมันจะได้เป็นดาวมหา’ลัย” แพทริเซียนึกย้อนไปถึงวันรับน้องวันแรกของชีวิตนักศึกษา เธอไม่คิดจริง ๆ ว่าเพื่อนคนแรกที่นั่งข้าง ๆ กันในวันนั้นจะกลายมาเป็นคนดังของมหา’ลัยในวันนี้

“แกคงไม่รู้อีกตามเคยสินะว่าตัวเองก็เป็นที่รู้จัก” เขมิกาบอกความจริงแก่เพื่อน 

“ฉันเนี่ยนะ” คนเพิ่งรู้ตัวว่าตัวเองเป็นที่รู้จักเลิกคิ้วชี้นิ้วเข้าหาตัวเอง 

“เออจริง นี่แกไม่เคยสงสัยยอดผู้ติดตามในไอจีเหรอว่าทำไมมันเยอะกว่าคนอื่นเขา” ปรางทิพย์ชี้ให้เพื่อนสงสัยในสิ่งที่เป็นตัวเลขชัดเจน

“แต่ก็น้อยกว่าของขิมตั้งเยอะไม่ใช่เหรอ” แพทริเซียยังคงไม่เข้าใจในสิ่งที่เพื่อนสื่อ

“โอ๊ย! แกก็ไปเทียบกับมัน พอมันได้ตำแหน่งมันก็กลายเป็นเน็ตไอดอลไปแล้ว คนตามมันเป็นแสน ๆ ดูจากจำนวนสินค้าที่มาจ้างมันสิ” 

“แพทตี้ แกคิดดูนะว่าฉันชอบลงรูปกับพวกแกบ่อยแค่ไหน แกคิดว่าในแสนคนเนี่ย จะไม่มีถูกตาต้องใจแกจนกดตามแกเลยเหรอว่ะ อีกอย่างตอนปีหนึ่ง รุ่นพี่ก็ขอให้แกไปคัดตัวดาวคณะด้วยเหมือนกัน แต่แกไม่ไปไง จำไม่ได้เรอะ” เขมิกาพูดเสียงสูงท้ายประโยคถามเพื่อนแล้วพูดต่อ “ถ้าแกไป ไม่แน่ฉันอาจจะตกรอบ แพ้แกก็ได้”

“ตลกล่ะ” แพทริเซียพูดเพราะคิดว่าเพื่อนพูดเกินจริงไปมาก

“ฉันพูดจริงย่ะ ก็ใครใช้ให้แกขาวนีออนขนาดที่ยืนตรงไหนก็มองเห็นล่ะ ออร่า ของแกใครยืนข้างแกก็หมองทั้งนั้นแหละ มันคือมาตรฐานความสวยที่คนนิยม” เขมิกาคิดว่าความขาวออร่าของเพื่อนคืออาวุธชั้นดีของเวทีประกวด 

“พวกแกยังไม่เห็นหมองกันเลย”

“ก็ไอ้ปรางมันตัวเล็กปุ๊กปิ๊กทำอะไรก็ดูน่ารักน่าเอ็นดู ซึ่งแกทำไม่ได้และฉันก็ทำไม่ได้เช่นกัน ถือว่าไม่ทับไลน์กัน ส่วนฉันก็ขอมั่นหน่อยล่ะกัน ว่าความดังของฉันมันกลบความหมองได้ดีทีเดียว”  

“เอาเถอะ ฉันก็มีดีแค่ขาวนั้นแหละ”

“ต่อให้แกจะคิดว่าตัวเองหน้าตาธรรมดา แต่จริง ๆ หน้าตาแกมีเค้าความสวยนะเว้ย” ฉับพลันร่างกายแพทริเซียเกิดปฏิกิริยาต่อต้านทันที ซู่~ เจ้าตัวทำหน้าเหลอหลา รีบยกแขนขึ้นให้เพื่อนดู เพื่อนทั้งสองคนระเบิดเสียงขำลั่นร้านเลย

“แกอย่าพูดแบบนี้อีกนะ ขนลุกไปหมดแล้ว” คนขนลุกยกมือขึ้นมาลูบแขนเบา ๆ บอกเพื่อน

“อ่ะ ๆ ไม่พูดแล้ว ๆ” เขมิกาพูดไปขำไป

“ไอ้ปราง แกไม่ขนลุกบ้างเหรอที่ขิมมันชมแกน่ารักน่าเอ็นดูเลยนะเว้ย”

“ไม่อ่ะ ฉันรู้ตัวอยู่แล้วว่าทำอะไรก็น่ารัก” ปรางทิพย์ตอบออกมาหน้าตาเฉย แพทริเซียกันไปเลิกคิ้วใส่เขมิกา ก่อนที่อีกคนจะขยิบตากลับมา ทั้งยังพูดเสริมความมั่นใจให้เพื่อนมีมากขึ้นอีก

“ดีแล้ว ผู้หญิงเราต้องมีความมั่นใจ เพราะความมั่นใจจะทำให้เราดูดีขึ้น” 

 

วันเวลาหมุนเวียนไปเรื่อย ๆ เช่นเดียวกับตัวเลขบนปฏิทิน ตอนนี้เข้าสู่เทศกาลสอบปลายภาคแล้ว ช่วงก่อนก็แพทริเซียหัวหมุนกับโปรเจคหลาย ๆ วิชา ช่วงนี้ก็หัวฟูกับการอ่านหนังสือสอบต่อ และวันสอบตัวสุดท้ายก็มาถึง คืนนี้เพื่อน ๆ ในคลาสก็นัดกันฉลองส่งท้ายปีสอง เช่นเดียวกับพวกเธอที่ตกลงจะไปร่วมสนุกกับอัครพลและผองเพื่อนขาปาร์ตี้ของเขา

พวกเธอตกลงกันว่าคืนนี้จะไปแต่งตัวและค้างที่ห้องของเขมิกา แพทริเซียเลือกให้ลุงสายมาส่งในตอนเช้าและนัดให้มารับอีกทีวันพรุ่งนี้ตอนบ่ายหลังจากที่จะเลือกใช้บริการแท็กซี่ในคืนนี้ ไม่มีวาระใดจะน่ายินดีเท่าการปิดภาคเรียนของนักศึกษาอีกแล้ว ทุกคนลงมติว่าจะไปทำตัวสวย ๆ รวยๆ ที่ร้านดับบลิวแทนร้านเพื่อนแถวมอ โดยอัครพลที่การันตีความผู้งานดีระดับพรีเมี่ยมที่ร้านนี้ถ้ามีปัญญาลากออกไปได้

“ดัดลอนไหมแพท” เขมิกาถามที่ทำตัวเป็นช่างทำผมหลังจากที่จัดการหัวตัวเองและปรางทิพย์เสร็จ

“ไม่อ่ะ ถักเปียสองข้างให้หน่อย เอาริบบิ้นสีม่วงนี้ถักด้วย” หลังจากนั้นเขมิกาก็เรียกให้แพทริเซียนั่งหน้ากระจก ก่อนเริ่มถักเปียหลวม ๆ ถึงแค่ทายทอย แล้วยังผมให้เปียหลวมมากขึ้น ก่อนจะทำให้มันเป็นม้วนผมที่หลุดให้เป็นลอนคลอเคลียไปตามกรอบหน้า ปลายผมก็ทำลอนคลาย ๆ ชุดที่แพทริเซียเลือกวันนี้คือใส่เสื้อยืดโอเวอร์ไซส์สีม่วงอ่อนที่ชายเสื้อถูกมัดไว้เหนือขอบสกินนี่ยีนส์สีเทาซีด ๆ ขึ้นมาหน่อย 

“แพทถักเปียแบบนี้แล้วดูเด็ก” ปรางทิพย์ที่วันนี้ปล่อยผมที่ถูกดัดลอนคลาย ๆ ไว้ ใส่เสื้อเปิดไหล่แขนยาวสีม่วงทับด้วยกางเกงขาสั้นสีม่วงอ่อน พร้อมทั้งเอาผ้าเช็ดหน้าสีครามผืนใหญ่มาพับทบ ๆ คาดผมไว้ ปกติที่ดูน่ารักอยู่แล้ว แต่วันนี้กลับน่ารักยิ่งกว่า

“วันนี้ปรางสดใสมาก” เขมิกาที่เดินออกมาจากห้องน้ำหลังเข้าไปเปลี่ยนชุดเป็นกางเกงวอร์มสีม่วงอ่อนกับเสื้อครอปสีขาวรัดรูป ผมลอนถูกมัดรวบไว้สูง ๆ ปากเคลือบด้วยสีแดง ดูแล้วแซ่บกว่าปกติมาก พวกเธอสำรวจความเรียบร้อยกันอีกรอบให้พร้อมสำหรับออกเดินทาง ความคิดว่าพวกเธอจะไปถึงร้านก่อนใครไม่เป็นจริง พวกเธอถึงร้านทีหลังอัครพลด้วยซ้ำ ดูเหมือนว่าวันนี้โต๊ะของร้านจะถูกจับจองด้วยเพื่อนร่วมคณะของแพทริเซียอยู่หลายโต๊ะ อัครพลตะโกนแซวเธอตั้งแต่ยังเดินไม่ถึงโต๊ะ

“นางลูกคุณ หล่อนใส่เสื้อยืดกางเกงยีนส์ธรรมดา แต่แอลวีใบเล็ก ๆที่หล่อนสะพายอยู่ราคาไม่ธรรมดาเลยนะย่ะ” สรรพนามนั้นเธอก็ได้มาโดยชอบธรรมหลังจากที่คนลือกันทั่วว่าเธอคือลูกสาวเศรษฐี ที่เพื่อน ๆ บอกว่าเธอเป็นที่สนใจเป็นความจริง ทำให้เธอได้กลายเป็นคุณหนูแพทตี้สำหรับใครหลาย ๆ คนโดยปริยาย

“ฉันจุบแม่มา หล่อนก็อย่ากระโตกกระตากไป” สาวลูกเศรษฐีรีบกระซิบบอกเพื่อน

นั่งสักพักแพทริเซียก็รู้สึกเหมือนมึนหลังจากที่ใครต่อใครต่างก็มาชนแก้วกับเธอเต็มไปหมด ด้วยคำพูดที่ว่าจะหาโอกาสมาชนแก้วกับเธอได้ไม่ง่ายเลย ไม่รู้คิดไปเองหรือเปล่า ตั้งแต่มีข่าวลือเป็นลูกเศรษฐีก็รู้สึกเหมือนเธอจะมีเพื่อนต่างกลุ่มเยอะขึ้นด้วย แพทริเซียถูกเชียร์ให้หมดแก้วไปไม่ต่ำกว่าสิบครั้งตอนนี้มีอาการเสียการทรงตัว และน่าแปลกที่บรรยากาศรอบข้างกลับสนุกขึ้น เพลงเพราะขึ้น เพื่อนน่ารักขึ้น ว่าแต่แสงตางนี้มันแรงขึ้นไหมนะ

“พวกแกไปถ่ายรูปตรงโน่นกัน นาน ๆ ได้มาพร้อมหน้าพร้อมตากัน” เขมิกาเอ่ยชวน

“ได้ แต่ฉันว่าฉันต้องเดินเซแน่เลย จูงหน่อยได้ไหม” แพทริเซียกระซิบบอกปรางทิพย์ ก่อนเดินคล้องแขนกันออกไปโซนที่ร้านจัดไว้ให้ถ่ายรูป พื้นถูกยกสเต็ปเป็นบันไดเตี้ย ๆ ขึ้นไปประมาณสามขั้นบันไดเหมือนเวทีขนาดย่อม พร้อมติดสปอตไลท์ 

“พี่ถ่ายให้ไหมครับ” เขมิการีบส่งโทรศัพท์ให้พี่พนักงานร้านทันทีที่ได้ยิน

“รัวๆ เลยนะค่ะพี่”

“เอาเลยนะครับ หนึ่ง สอง ซั่ม ซั่ม ซั่ม ซั่ม ซั่ม” พี่พนักงานกดรัวตามคำขอ เขมิกาผละออกไปรับโทรศัพท์คืน ปรางทิพย์ก้าวขาตามไปเช็ครูปที่เพิ่งถ่ายเสร็จ แพทริเซียหันหน้าหนีสปอตไลท์หลังจากรู้สึกว่าแสงมันส่องหน้าเธอแรงเกินไปจนเริ่มร้อนผิว อยู่ ๆ เธอก็รู้สึกอยากเข้าห้องน้ำขึ้นมาคงเป็นเพราะยกไปหลายแก้วแล้วแน่ ๆ ยิ่งรู้สึกกรึ่ม ๆ ยิ่งต้องมีสติมากกว่าปกติ เธอจำได้ว่าต้องก้าวลงสเต็ปลงไปก่อนสามขั้น ถึงจะเป็นพื้นเรียบ ๆ แพทริเซียเดินไปหาเพื่อน กระซิบบอกปรางทิพย์ก่อนหมุนตัวเตรียมก้าวลงบันได

หวืด!

ทำไม! ทำไมขั้นบันไดมันสูงกว่าตอนขึ้น แวบหนึ่งเธอเห็นขั้นสเต็ปขั้นบันไดอยู่ห่างจากเธอออกไปประมาณสามก้าว หือ เธอก้าวพลาด! 

“ว๊าย! แพทตี้” 

 

 

 

ขอบคุณที่เข้ามาอ่านกันค่ะ

 

ให้กำลังใจนักเขียน
นักเขียนได้รับกำลังใจแล้ว!
นักเขียนได้รับกำลังใจแล้ว 3 ครั้ง

นิยายที่ผู้อ่านนิยมอ่านต่อ

loading
กำลังโหลด...

11 ความคิดเห็น