Watinia [Fic snsd - Yulsic]

ตอนที่ 3 : บทที่ 2: วอติเนียไง

  • เนื้อหานิยายตอนนี้เปิดให้อ่าน
  • View : 324
    จำนวนคนให้กำลังใจ : 1 ครั้ง
    31 ต.ค. 59

***** บทที่ 2 : วอติเนียไง *****

 

ยูริลืมตาตื่น รู้สึกหัวตัวเองหนักอึ้งจนต้องหลับตาอีกครั้ง แล้วร้องคราง

 

       “อื้ม....”

       “หืม....เจ้าตื่นแล้วเหรอ”

เสียงหญิงสาวที่ไม่คุ้นเคยทำให้ยูริต้องฝืนลืมตาขึ้นมา คนตรงหน้าที่ยูริเห็นสวมชุดเกราะเหล็กเต็มตัวกับร่างสูงนั้น ใบหน้าคมคาย ผมยาวสีดำขลับที่ปล่อยสยายยาวนั้น 

รับกับใบหน้าของเธอ ขัดกับท่าทางที่มองดูแล้วทำให้ตัดสินใจได้ยากยิ่งว่าเป็นชายหรือหญิง

       แต่จากเสียงเมื่อครู่ หากยูริฟังไม่ผิด เธอก็ตัดสินใจได้แล้ว เสียงผู้หญิงแน่น

 

       “ว่ายังไง เจ้ารู้สึกยังไงบ้างล่ะ”

ยูริขมวดคิ้ว คำพูดนั้นยูริคิดว่าเป็นภาษาที่เธอไม่เคยได้ยินมาก่อนแน่ แต่ทำไมนะ เธอถึงได้เข้าใจคำพูดเหล่านั้นได้เป็นอย่างดี

 

       “อืม...แค่กๆๆ”

ร่างสูงที่นอนอยู่พยายามจะพูด แต่ลำคอแห้งผาก

 

       “คอแห้งเหรอ งั้นเจ้ารอเดี๋ยวนะ”

ขณะรอ ยูริขยับตัวให้ลุกขึ้นนั่งพิงหัวเตียง และมองไปรอบตัว พบแต่สิ่งแวดล้อมที่ไม่ คุ้นเคย ตอนนี้เธออยู่ในห้องสี่เหลี่ยมที่มีผนังปูนปั้นโดยรอบเต็มไปด้วยสถาปัตยกรรมที่สวยงาม อย่างที่เธอไม่เคยได้เห็นที่ไหนมาก่อน

ภายในห้องสีขาว รอบด้านตกแต่งด้วยเฟอร์นิเจอร์สีทองดูหรูหรา ไม่ว่าจะเป็นเก้าอี้โซฟาสีทองอร่ามตรงมุมห้อง ตู้เสื้อผ้า ชั้นวางของสีทอง ภาพวาดกรอบรูปขลิบทองรอบด้าน อีกทั้งเหยือกทองคำที่คนตรงหน้าเธอพึ่งจะเทน้ำออกมาใส่แก้ว          ไม่สิ...ดูเหมือนจะเป็นจอกทองคำเสียมากกว่า

และจอกใบนั้นกำลังถูกยกส่งมาให้เธอ

 

“เอ้า ดื่มน้ำหน่อยสิ...”

ยูริมองอย่างชั่งใจ แต่สุดท้ายก็รับจอกนั้นขึ้นมาดื่มรวดเดียว หยดน้ำที่ได้รับทำให้เธอสดชื่นได้อย่างไม่น่าเชื่อ

 

       “ข...ขอ.....ขอบใจนะ”

ร่างสูงลองพูด น่าแปลกที่ยูริเอ่ยภาษาที่เธอไม่คุ้นเคยออกไปได้อย่างคล่องปาก

 

       “อื้ม...ไม่เป็นไร....รู้มั้ยข้าคิดว่าเจ้าจะไม่ตื่นขึ้นมาแล้วซะอีก”

ยูริพยักหน้า เธอต้องแปลกใจอีกครั้งที่ดูเหมือน...อีกคนในห้องจะเข้าใจที่เธอพูดไป เมื่อครู่ และเธอก็ค่อนข้างแน่ใจทีเดียวว่า ไม่ได้ยินและพูดภาษาเกาหลี อันเป็นภาษาที่เธอใช้มาตลอดชีวิตแน่นอน

 

       สงสัยเราจะใช้ภาษาไทยกันอยู่

ยูริสะบัดหัวอยู่บนเตียง

 

       “ข้าเป็นห่วงเจ้าแทบแย่เลยนะ”

ยูริแปลกใจขึ้นไปอีก คนตรงหน้านี้เธอรู้จักด้วยอย่างนั้นเหรอ.... คนหน้าคมที่ดูอ่อนแรงพยายามคิด ไม่ว่าคิดเท่าไหร่ เธอก็ไม่คุ้นซักนิดว่าคนตรงหน้าจะเป็นคนที่เธอเคยรู้จัก

 

       “นี่ยูล....เจ้าเป็นอะไรมั้ย ตอบข้าหน่อยสิ”

       ยูล....ใครกัน?......บ้าจริง!!!’

ยูริบ่นอยู่ในใจ ภาพสุดท้ายที่ติดอยู่ในความทรงจำของเธอก็คือ.....

       เรือนร่างอันสวยงามรับกับใบหน้าสวย ซึ่งกำลังส่งสายตาเป็นห่วงเป็นใยอย่างที่เธอไม่เคยได้รับจากใครมาก่อน มองตรงมาที่เธอ

       ยูริหันซ้าย หันขวา ไปรอบตัว โดยยังไม่ได้วางใจคนตรงหน้าซักนิด

 

       “เป็นอะไรไป.....ทำไมเจ้าไม่พูดอะไรบ้าง เจ็บตรงไหน เจ้าบอกข้าสิ”

       “ที่นี่ที่ไหน?”

       “หืม...ที่นี่เหรอ....ก็ห้องเช่าในเมืองวอติเนียน่ะสิ”

       “ห้องเช่า?..... โรงแรมน่ะเหรอ?”

ดูจากสภาพอันหรูหราแล้ว ยูริเดาว่าคงเป็นโรงแรมห้าดาวที่ไหนซักแห่งในเมืองไทย

 

       “ไม่ใช่โรงแรมนะ ห้องเช่าน่ะ”

คนตัวสูงตอบขณะวางจอกทองคำที่รับจากยูริมาไว้ข้างเตียง

 

       “มันก็เหมือนกันแหละน่า แต่เดี๋ยวนะ.... เมื่อกี้คุณว่าเราอยู่เมืองอะไรนะ”

       “ก็เมืองวอติเนียไง”

       เมืองวอติเนียไง......นี่มันเป็นจังหวัดหนึ่งของเมืองไทยรึเปล่านะ

ยูริยังฝังใจกับสถานที่สุดท้ายที่เธอได้เหยียบยืน

 

       “อื้ม เมืองวอติเนีย แคว้นหลวงของเราไง.....”

พอเห็นสีหน้างุนงงของยูริแล้ว คนตรงหน้าก็อธิบายต่อ

 

       “พวกเราพาเจ้ามาแข่งขันผู้กล้าแห่งอาณาจักรเมื่อสามเดือนก่อนไง เจ้าน่ะสู้อย่างบ้าระห่ำกับคู่แข่งตั้ง 99 คน ใน 7 วัน 7 คืน ไม่หยุดพักเลยนะ แล้วก็ชนะด้วย แต่โชคร้าย...แรงระเบิดครั้งสุดท้ายจากการปะทะมันรุนแรงเกินไป คู่แข่งคนสุดท้ายของเจ้าตายคาที่ ส่วนเจ้าก็บาดเจ็บหนัก เจ้าหมดสติไม่ยอมตื่นอีกเลยตั้งแต่วันนั้นน่ะ....ข้าดีใจจริงๆ ที่เจ้าตื่นได้เสียที รู้มั้ยท่านลุงท่านป้าห่วงเจ้าแค่ไหนกัน...”

ยูริขมวดคิ้วเป็นปมแน่นเมื่อได้ฟังเรื่องที่อีกคนบอก

 

       แข่งขัน? ผู้กล้า? ท่านลุง? ท่านป้า? นี่มันเรื่องบ้าอะไรกัน!’

ยูริหันซ้ายหันขวาไปรอบตัวอีกครั้ง

 

       “นี่คุณถ่ายรายการวาไรตี้ซ่อนกล้องกันอยู่ใช่มั้ย”

สมมติฐานเดียวที่เธอนึกขึ้นได้ตอนนี้

 

       “ไหนล่ะ ซ่อนกล้องไว้ที่ไหนกัน.....ฉันไม่ขำด้วยนะ....ทำเนียนนะเนี่ย....ออกมาเถอะ.....ฉันจับพวกคุณได้แล้วนะ”

ยูริสอดส่ายสายตาไปทั่วแต่ก็ไม่พบอุปกรณ์ถ่ายทำ หรือช่องว่างใดๆ ที่จะใช้ซ่อนกล้อง หรือสิ่งมีชีวิตที่เรียกว่าเป็นตากล้องอยู่ในห้องนี้เลยแม้แต่น้อย

 

       “เจ้าพูดอะไรของเจ้าน่ะ....ยูล”

ดูคนในชุดเกราะจะตกใจอยู่ไม่น้อย เมื่อได้ยินยูริพูดรัวเป็นชุดแบบนั้น เธอเข้ามาคว้าแขนทั้งสองข้างของยูริแล้วจับเขย่า

 

       “เจ้า....เป็นอะไรไป.....ตั้งสติหน่อยสิ....นี่ข้า ซูยองเพื่อนเจ้ายังไงล่ะ”

       “ซูยอง?”

       “ใช่! ไหนเจ้าลองบอกข้ามาสิ ว่าตัวเจ้าเป็นใคร”

คนตรงหน้ายังคงจับยูริเขย่าหัวสั่นหัวคลอน

 

       “อืม...อืม.....ฉะ....ฉัน ควอน ยูริ”

เมื่อได้ยินอย่างนั้น ซูยองก็หยุดชะงักแล้วยิ้มออกมา

 

       “ค่อยยังชั่ว....ดีที่เจ้ายังจำตัวเองได้.....เจ้าทำข้าตกใจนะรู้มั้ย”

ซูยองดันตัวยูริให้นอนลงอีกครั้ง

 

       “งั้นเจ้าพักผ่อนดีกว่านะ เดี๋ยวข้าจะไปบอกพวกท่านหญิงที่ช่วยเจ้าก่อน ว่าเจ้าดีขึ้นแล้ว”

ยูริหันไปมองร่างสูงที่กำลังจะเดินออกไปพลางคว้าแขนไว้

 

       “ไปด้วยสิ”

       “หืม...เจ้าจะออกไปกับข้ารึ....แต่ร่างกายเจ้ายังไม่แข็งแรงเลย ข้าว่าพักอีกหน่อยเถอะ”

       “ไม่....ไม่เป็นไร.....ขอฉันออกไปเถอะ....”

       “คำพูดคำจาเจ้าช่างแปลกยิ่งนัก แน่ใจนะว่าเจ้าไม่เป็นไร”

โธ่เว้ย! ที่แปลกน่ะมันเธอต่างหากเล่า

ยูริบ่นในใจ และพยายามลุกออกจากเตียงแต่ก็เซเล็กน้อย

 

       “ตามใจเจ้า แต่ให้ข้าช่วยเถอะ”

       “พวกเธออยู่ไหน”

       “พวกเธออะไรกัน พูดอะไรไม่เข้าท่าเลยซักนิด”

       “ฉันสบายดีน่า”

ยูริลูบคลำตัวเอง บิดตัวไปมาไร้ซึ่งความเจ็บปวด แล้วก็ออกเดินนำหน้าคนที่สวมชุดเกราะอยู่เล็กน้อย แต่ก็ชะงักปลายเท้า ก่อนจะหันกลับมาถาม

 

       “นี่...เมื่อกี้เธอว่า ....เธอเป็นใครนะ”

ซูยองจ้องมองคนตรงหน้าไม่วางตา ส่ายหน้าให้กลับไป ยูริคิดว่าอีกคนไม่อยากตอบ เลยหันกลับไปเดินต่อ

 

       “โธ่! แบบนี้ล่ะ มันมีปัญหาชัดๆ”

คนในชุดเกราะพึมพำ ก่อนที่ยูริจะเดินไปถึงประตู ซูยองก็ยกสันมือตามมาฟันเข้าที่ซอกคอ ร่างยูริล้มลงในวงแขนของซูยองทันที ร่างที่สวมเกราะประคองร่างที่ไร้สติลงบนเตียงอีกครั้ง ก่อนจะเปิดประตูสีทองอร่ามออกไป

 

       “เป็นยังไงบ้าง”

เสียงหวานใสถามขึ้นทันทีที่ซูยองออกมาจากห้อง

 

       “อืม...ฟื้นแล้วล่ะ พวกท่านไม่ต้องเป็นห่วง”

       “เฮ้อ....ค่อยโล่งใจหน่อย”

สาวสวยผมบลอนด์ยาวเหยียดตรง ยกมือเนียนที่โผล่พ้นชายแขนเสื้อลูกไม้สีขาวยาวจนติดข้อมือขึ้นทาบอก

       ซูยองมองกิริยาที่งดงามของหญิงสาว ในชุดที่ดูสูงค่าตรงหน้าอย่างพิจารณา

 

       คงจะเป็นท่านหญิงตระกูลใหญ่ซักแห่งแน่ๆ

 

       “งั้นเราก็กลับกันเถอะนะคะ ท่านหญิง”

หญิงสาวผมสีเขียวในชุดผ้าคลุมยาวเต็มหลังซึ่งมีฮู้ดคลุมศีรษะตกลงอยู่เอ่ยขึ้น

 

       “แต่ว่า...เรา...เอ่อ....ข้าอยากจะเข้าไปดูหน่อย”

       “เอ่อ...ตอนนี้เพื่อนข้าหลับไปอีกแล้วน่ะ เอาไว้วันหลังพวกท่านค่อยมาใหม่เถอะ... ข้าต้องขอบคุณพวกท่านอย่างมากที่ลำบากช่วยชีวิตเพื่อนของข้าไว้”

ซูยองก้มหัวให้เป็นเชิงขอบคุณ

 

       “อืม.... มันก็ไม่ได้ลำบากพวกข้านักหรอก”

เจสสิก้าพูดสบายๆ ขณะที่องครักษ์หญิงทั้งหมดหน้าแดงขึ้นมาแทน เมื่อนึกถึงสภาพการช่วยเหลือที่ผ่านไป

 

       “เจ้าเล่าให้ข้าฟังหน่อยสิ ทำไมเพื่อนเจ้าถึงได้ใกล้ตายเยี่ยงนั้น”
       “ถ้าเช่นนั้น เชิญนั่งก่อนเถอะท่านหญิง”

ซูยองผายมือเชิญให้หญิงสาวที่ดูจะเป็นคุณหนูผู้สูงศักดิ์ นั่งยังชุดรับแขกสีทองกลางห้องโถง เหล่าผู้ติดตามในชุดคลุมยาวทั้งสี่คนเดินตามไปยืนอยู่ด้านหลัง

 

       “คือ...เพื่อนข้าน่ะ ต่อสู้เมื่อสามเดือนที่แล้ว แต่ก็สลบไปหลังการต่อสู้นั้น”

       “ตั้งแต่นั้นมา เพื่อนของเจ้าไม่เคยตื่นเลยเหรอ”

เจสสิก้าถามอย่างสนใจ

 

       “ใช่...ท่านลุงกับท่านป้า....เอ่อ...ข้าหมายถึงพ่อกับแม่ของเพื่อนข้าน่ะ ร้อนใจมาก....พยายามหาทุกวิถีทางเพื่อรักษาเพื่อนข้า แต่ก็ไม่เคยได้ผล จนเมื่อได้ยินว่ากลางเกาะหยดน้ำ มีบ่อน้ำศักดิ์สิทธิ์ ที่เมื่อทำพิธีบูชาที่เหมาะสมแล้วล่ะก็ อาจจะพอมีหวังช่วยเพื่อนข้าได้

       พวกเราจึงพาร่างของเพื่อนข้าไปทำพิธีที่นั่น แต่ระหว่างทำพิธีกลับมีพายุลูกใหญ่จากไหนก็ไม่รู้พัดกระหน่ำเข้าใส่พวกเรา”

       “พายุนั่นพัดเพื่อนเจ้าตกน้ำอย่างนั้นรึ”

       “ข้าคิดว่าอย่างนั้นนะ เพราะใกล้ๆ กับที่ทำพิธีมีแม่น้ำอยู่นี่นา...ตอนที่ข้าคิดว่ากำลังจะปลิวไปกับลมพายุ ข้าก็มัดตัวเองกับต้นไม้ใหญ่ได้ทัน และพอลมสงบมากพอ  ที่ข้าจะออกตามหาร่างของเพื่อน เจ้าตัวเอเลเฟนี่* ก็วิ่งเข้ามาทั้งฝูง ข้าต้องเสียเวลาสู้กับพวกมันพักหนึ่งเชียว ไม่งั้นมีหวังข้าคงถูกพวกมันเหยียบตายเสียก่อน”

       “โห...ฟังดูโชคร้ายจัง แต่ยังดีนะที่เจ้ารอดจากเวทลมของมันมาได้ด้วยน่ะ”

หญิงสาวผมสีน้ำเงินที่ยืนฟังอยู่ด้านหลังพูดขึ้น

 

       “หืม...เอเลเฟนี่เหรอ เรา...เอ่อข้าไม่เคยเห็นมันตัวเป็นๆ มาก่อนเลย มันหน้าตาเป็นยังไงเหรอเวนดี้ ข้าอยากจะเจอมันซักครั้งจัง”

       “โห! อย่าเจอกับมันเป็นดีที่สุดค่ะท่านหญิง...เจ้าเอเลเฟนี่น่ะ ตัวใหญ่ยักษ์ ขาทั้งสี่ของมันน่ะพอๆ กับต้นไม้ใหญ่หลายคนโอบทีเดียว บางตัวสูงเท่ากับผาของน้ำตกด้วย น้ำหนักตัวมันก็อย่าให้พูดถึงเลย เท่ากับก้อนหินหนักหลายร้อยตันเห็นจะได้ แต่ถึงตัวมันใหญ่โตขนาดนั้น มันก็ยังมีเวทคอยเสริมการเคลื่อนไหว ไม่ได้ขยับช้าเลยซักนิดนะเจ้าคะ”

       “ใช่ เจ้าพูดถูก ข้านี่ยังแขยงกับเวทลมที่มันปล่อยออกมาจากจมูกยาวๆ ของมันเลย จมูกมันขนาดยาวเท่าแขนเราเชียวล่ะ ดีแต่ว่าตอนนั้นท่านลุงกับท่านป้ามาช่วยข้ายันไว้ได้ทัน”

ซูยองเสริมคำสาธยายยืดยาวของเวนดี้อีกแรง

 

       “มันร้ายกาจขนาดนั้นเลยเหรอ...”

เจสสิก้ายังไม่ค่อยเชื่อว่าจะมีตัวประหลาดแบบนั้นอยู่บนโลก

 

       “ใช่แล้วเจ้าค่ะ เวทลมของมันน่ะโจมตีได้ไม่ยั้ง ยิ่งใบหูขนาดใหญ่ของมันพัดเสริมด้วยแล้วล่ะก็ ยิ่งเพิ่มความรุนแรงของเวทไปอีกเท่าตัว ไม่มีใครกล้าเข้าใกล้มันหรอกค่ะ แม้จะเข้าไปใกล้มันได้ มันก็จะใช้เขี้ยวสีขาวอันแหลมคมพุ่งเข้าแทงทันที มีคนตายจากการอยากลองเข้าใกล้มันมานักต่อนักแล้วล่ะ”

       “เจ้ารู้ดีจริงนะ”

ซูยองเหลือบตามองหญิงสาวผมสีน้ำเงิน

 

       “ข้าก็ฟังใครๆ เค้าเล่ามาเยอะเหมือนกันน่ะ”

       “อืม...ข้ามาเที่ยวเล่นที่เกาะหยดน้ำบ่อยๆ แต่ไม่เคยเจอพวกมันเลยซักครั้งนะเนี่ย”

เจสสิก้าว่า

 

       “ปกติมันจะไม่ออกมาให้เราเห็นง่ายๆ หรอกท่านหญิง ยิ่งทั้งฝูงแบบนั้นแล้วด้วย อย่างมากมันก็จะมากันแค่ตัวสองตัว”

เวนดี้หันไปตอบผู้เป็นนาย

 

       “ใช่...ข้าว่าสงสัยพายุบ้านั่นคงจะไปพังรังของมันเข้าล่ะมั้ง มันเลยแตกกระเจิงออกมา”

       “ก็คงจะเป็นอย่างนั้น”

       “เอาเป็นว่า สุดท้ายข้าถึงได้ออกตามหาเพื่อนข้าหลังจากนั้นน่ะ แล้วก็มาเจอพวกท่านเนี่ยแหละ ต้องขอบใจพวกท่านมากจริงๆ ข้าไม่รู้จะตอบแทนพวกท่านอย่างไรดี”

       “ไม่ต้องตอบแทนเราหรอก.....แต่ช่วยบอกหน่อยสิว่า พิธีบูชาบ่อน้ำศักดิ์สิทธิ์น่ะมันทำยังไงเหรอ”

เจสสิก้านั่งเท้าคางถามอย่างสนใจ

 

       “เรื่องนั้น ข้าก็ไม่ได้ทำซะด้วยสิ ถ้าอยากรู้รายละเอียด คงต้องรอถามกับท่านลุง ท่านป้าน่ะ”

       “แล้วพวกท่านอยู่ที่ไหนล่ะ”

       “ก็ไปไล่พวกเจ้าเอเลเฟนี่กลับรังน่ะสิ พวกท่านว่า....ไม่อยากให้พวกมันกลับมาอาละวาดฆ่าใครได้”

       “แบบนั้นจะไหวแน่เหรอ....เจ้าน่าจะตามไปดูหน่อยนะ”

เวนดี้เตือนอย่างเป็นห่วง

 

       “ไม่เป็นไรหรอก ท่านลุง กับท่านป้าของข้าน่ะ เป็นนักสู้อันดับที่หนึ่งในแคว้นวีพอเน่เชียวนะ”

       “หืม...เมืองแห่งผู้กล้านั่นน่ะเหรอ”

       “ใช่”

       “แบบนั้นก็คงจะไม่เป็นไรล่ะนะ”

       “แต่ข้าว่าคงต้องใช้เวลาซักพักใหญ่ทีเดียว ก็เอเลเฟนี่ตั้งฝูงหนึ่งนี่นา”

       “งั้นเหรอ แต่ข้าอยากรู้เรื่องนี้เร็วๆ จัง”

เจสสิก้าท่าทางผิดหวัง

 

       “เอางี้สิ... พวกท่านค่อยมาใหม่วันพรุ่งนี้ก็ได้ ตอนนั้นพวกท่านลุงท่านป้าคงกลับมากันแล้วล่ะ”

       “นั่นสิคะท่านหญิง...นี่ก็ใกล้ค่ำแล้ว เรากลับกันก่อนเถอะเจ้าค่ะ”

จอยที่อยู่ด้านหลังปัดปอยผมสีเขียวแล้วก้มต่ำมาพูดข้างหูเจสสิก้า

 

       “อืม...งั้นก็ได้ แล้วข้าจะแวะมาใหม่นะ”

       “ยินดีเป็นอย่างยิ่งท่านหญิง.... ข้าชื่อซูยองนะ ท่านมาหาข้าได้ทุกเมื่อหากต้องการความช่วยเหลือ”

หญิงสาวลุกขึ้นยืน

 

       “ขอบใจนะ...ข้าชื่อ ซูยอน ส่วนคนของข้าคนนี้ชื่อซึลกิ นี่ไอรีน จอย แล้วก็เวนดี้”

เจสสิก้าเอ่ยแนะนำหญิงผู้ติดตามด้านหลังไล่เรียงตามสีผมส้ม ชมพู เขียว และน้ำเงินตามลำดับ

 

       “ยินดีที่ได้รู้จักกับท่านหญิงทุกท่านเป็นอย่างยิ่ง”

ซูยองลุกขึ้นค้อมศีระษะเล็กน้อยให้ทุกคน

 

       “งั้นเราขอตัวก่อนล่ะนะ”

เจสสิก้าเดินออกจากห้องไปพร้อมกับผู้ติดตามทั้งหมด

 



       “ไม่นึกเลยนะว่าเราจะได้มาเจอผู้กล้าแห่งอาณาจักรในสภาพนี้”

ซึลกิเอ่ยขึ้นเมื่อเดินมาไกลจากห้องเช่าที่จากมาเมื่อครู่

 

       “ใครเหรอ ผู้กล้าที่ว่าน่ะ”

ไอรีนกระซิบถามขณะเดินตามหลังเจสสิก้าที่มี เวนดี้และจอยเดินขนาบข้างซ้ายขวา

 

       “ก็คนที่องค์หญิงทรงช่วยไว้ไง”

       “แล้วเจ้ารู้ได้ยังไง”

       “ก็จากที่ฟังมา ผู้กล้าแห่งอาณาจักรปีนี้น่ะเป็นผู้หญิง ว่ากันว่าเป็นทายาทคนเดียวของอดีตผู้นำแคว้นวีพอเน่ด้วย เจ้ายังนึกไม่ออกเหรอ”

       “อา...เจ้าคิดว่า....ท่านลุง ท่านป้า ที่คนคนนั้นพูดถึงคืออดีตผู้นำแคว้นทั้งสองอย่างนั้นเหรอ”

       “แน่นอนสิ ถ้าไม่นับผู้กล้าแห่งอาณาจักรแล้ว จะมีใครกล้าบอกว่าตัวเองเป็นหนึ่งแห่งแคว้นวีพอเน่กัน”

       “แต่ไม่น่าแปลกไปหน่อยเหรอ...ที่ผู้กล้าแห่งอาณาจักรมาหมดเรี่ยวหมดแรงปางตายแบบนั้น”

       “นี่เพราะเจ้ามัวแต่ไปฝึกวิชาอยู่ในถ้ำน่ะสิ ถึงได้พลาดการแข่งขันของปีนี้ ข้าว่าเจ้าพลาดมากๆ เชียวล่ะ”

ซึลกิยิ้มกริ่มแล้วก็ไม่ว่าอะไรต่อ

 

       “นี่...เจ้าอย่ามาทำให้ข้าอยากรู้อยู่แบบนี้ มีอะไรก็เล่ามาเร็วเข้า”

       “อยากรู้จริงอ่ะ”

       “อื้ม”

       “งั้น....เจ้าต้องตามใจข้าอย่างหนึ่ง”

       “โอ๊ย...มันจะมากไปรึเปล่าฮะ เจ้าหมี!

       “ชู่ว์!! อย่าเสียงดังไปสิ ข้าไม่ได้จะขออะไรที่เจ้าให้ไม่ได้ซักหน่อย ขอชื่นใจนิดเดียวเองน่า”

หน้าไอรีนเริ่มระเรื่อด้วยสีชมพูจางๆ คล้ายสีผมตัวเอง

 

       “เอาเปรียบข้าอยู่ได้”

       “งั้นไม่ฟังสินะ”

       “แค่อย่างเดียวนะ....ข้าจะตามใจเจ้าแค่อย่างเดียว”

ซึลกิยิ้มแต้

 

       “แน่นอน....แค่อย่างเดียว”

       “ก็เล่ามาสิ ลีลามากจริง”

       “เจ้าก็รู้ว่าการแข่งขันนี้น่ะ จะหาผู้กล้าทั่วอาณาจักรมาประลองกัน ผู้ที่ชนะ จะต้องสู้ต่อไปเรื่อยๆ แต่ไม่มีปีไหนเลยที่ผู้กล้าไม่ขอหยุดพักระหว่างการแข่งนะ ปีนี้เป็นปีแรกที่ไม่มีการหยุดพัก....และใครจะคิดว่า เป็นผู้หญิงเสียด้วย การต่อสู้เจ็ดวันเจ็ดคืนติดต่อกันนั้น สามารถชนะคู่ต่อสู้ทุกรายได้เด็ดขาด ใสสะอาด หมดจดงดงามเลยก็ว่าได้ ไม่มีการใช้กลโกงใดๆ ทั้งสิ้น ท่วงท่าสง่างามจนข้าน่ะ ละสายตาไปไม่ได้เลยล่ะ”

 

       “อ๋อ...แล้วช่วงนั้นเจ้าก็มาบ่นกับข้าว่าเจ้าไม่ได้พักผ่อนอย่างเพียงพอนั่นน่ะนะ”

       “ก็ใช่แหละ...แหะ แหะ แต่มันไม่ใช่ข้าคนเดียวนะ คนทั่วทั้งแคว้นวอติเนียต่างมาดูกันทั้งนั้น พ่อค้าต่างเมืองที่แวะเวียนมาต่างก็ต้องหยุดชมการแข่งขันที่ทุกปีไม่มีใครอยากจะชมนั่นน่ะ”

       “จริงอ่ะ!

       “ใช่”

       “แล้วมันน่าดูตรงไหนล่ะ”

       “เจ้าเคยได้ยินว่าจับเป็นยากกว่าจับตายมั้ยล่ะ”

       “อื้ม...การจับศัตรูแบบให้มีชีวิต ยากกว่าฆ่าให้ตายอีกใช่มั้ยล่ะ”

       “เจ้าเชื่อมั้ย ผู้กล้าคนนั้นทำได้....ไม่มีใครตายจนมีแค่คนสุดท้ายเท่านั้นแหละ และผู้พ่ายแพ้ทั้งหมดยังยอมรับฝีมือผู้กล้าคนนี้อย่างหมดหัวใจอีกด้วย ข้าไม่เคยเห็นศัตรูที่แพ้คนใดยอมรับอย่างราบคาบแบบนี้มาก่อน ส่วนใหญ่มักจะผูกใจเจ็บ แต่นี่กลับกลายเป็นให้ความเคารพเสียได้ น่าเสียดายการแข่งขันรอบสุดท้ายนั่น มันรุนแรงเกินไป”

       “แล้วเจ้าว่า....คนคนนั้นจะกลับมาแกร่งเหมือนเดิมได้อีกรึเปล่า”

       “ไม่รู้สิ.....แต่ที่ข้ารู้ก็คือ.....ไม่มีใครในแคว้นวอติเนียแห่งนี้ ที่ไม่รู้จักผู้กล้าไร้พ่าย อย่าง ควอน ยูริ หรอก”

 

 

*******************************************

 

 

ณ ห้องเช่า กลางเมืองวอติเนีย

 

       ซูยองนั่งสัปหงกอยู่กลางห้องโถง ลมหอบใหญ่พัดมาในห้อง ซูยองสะดุ้งโหยงเมื่อรู้สึกถึงสายลมนั้น

 

       “โธ่! ท่านลุง ท่านป้า มาพร้อมกันกับพายุแบบนี้ข้าตกใจนะ ยิ่งพึ่งโดนพัดปลิวมาอยู่หยกๆ”

       “ยูลเป็นยังไงบ้าง เจ้าเจอยูลรึเปล่า”

หญิงวัยกลางคนใบหน้ารูปไข่ผมดำหยิกหยักศก เข้ากับดวงตาสีนิลที่ดูลึกลับ เอ่ยอย่างเร่งร้อน

 

       “เจอสิท่านป้า  เจ้ายูลนอนอยู่ในห้องน่ะ”

       “เฮ้อ!.... โล่งอกไปทีนะ ยอมจี”

ชายวัยกลางที่ยังดูหนุ่มฟ้อหล่อเฟี้ยวเข้ามาโอบไหล่ภรรยา

 

       “ดีที่เจ้าซูยองหาลูกเราเจอ ไม่งั้นมีหวังมันคงไหลตายไปซะก่อน ฮ่าๆๆๆ”

เขาพยายามทำอารมณ์ดี ให้หญิงสาวยิ้ม แต่อีกคนกลับไม่ขำตามไปด้วย

 

       “ข้าร้อนใจแทบแย่ พิธีล่มไปกลางคันแบบนั้น เราคงต้องหาโอกาสไปทำพิธีกันอีกรอบนะท่านพี่จุงกิ”

หญิงสาวยกนิ้วหัวแม่มือมากัดอย่างขบคิด

 

       “เอ่อ...ท่านป้าอย่ากังวลเลย พวกเราไม่ต้องไปเสี่ยงชีวิตกับเจ้าพวกเอเลเฟนี่ทั้งฝูงนั้นอีกหรอกน่า”

       “ทำไม!! เจ้าไม่อยากให้ยูลหายรึ”

       “ไม่ใช่อย่างนั้น แต่ข้าจะบอกว่า....ยูลน่ะ ฟื้นแล้ว”

       “จริงเหรอ!!!!

สองสามีภรรยาตาเป็นประกายเมื่อได้ยินสิ่งที่ซูยองบอก ทั้งสองคนรีบเปิดประตูไปยังห้องนอนที่มีร่างของลูกสาวอยู่ทันที

 

       “ไหนเจ้าว่าลูกเราฟื้นแล้วยังไงล่ะ”

ชายหนุ่มตีหน้าเข้ม ตวัดสายตาสีเทาทรงอำนาจไปหาซูยองที่เดินตามเข้ามา

 

       “ใจเย็นๆ ก่อนสิท่านลุงจุงกิ ข้าไม่ได้หลอกท่านนะ เพียงแต่ว่า...ตอนเจ้ายูลตื่นขึ้นมาน่ะ เอาแต่พูดเพ้ออะไรก็ไม่รู้ ดูพูดจาแปลกๆ แล้วดูเหมือนจะจำข้าไม่ได้ด้วย ดูเหมือนจิตจะมีปัญหาจากการระเบิดครั้งนั้นนะ ข้าว่า.... ข้าก็เลยทำให้นอนหลับไปก่อนน่ะ”

สองสามีภรรยามองหน้ากันเครียดขึ้ง

 

       “งั้นเหรอ...ซูยองเจ้าช่วยออกไปรอข้างนอกก่อนได้มั้ย”

ยอมจีบอก

 

       “แต่ว่า..ทำไม.....”

       “ไปก่อนเถอะน่า....เดี๋ยวพวกข้าจะดูลูกข้าเอง เจ้าไปเฝ้าข้างนอกไว้ อย่าให้ใครเข้ามารบกวนพวกเราก็แล้วกัน”

       “ค่ะ...ท่านลุง ท่านป้า”

ซูยองยอมจำนนเมื่อเห็นสายตาแข็งกร้าวของผู้เป็นลุง

 

       “ข้าสังหรณ์ใจไม่ดีเลยท่านพี่”

       “ใจเย็นก่อนเถอะน้องหญิง มันคงไม่เลวร้ายอย่างที่เราคิด”

จุงกิเดินมาข้างเตียง แบมือเหนือร่างของยูริ แสงสีฟ้าเปล่งประกายแวบหนึ่ง เมื่อหายไปก็มีวัตถุโปร่งใสรูปร่างคล้ายลูกบอลขนาดเท่าผลส้มอยู่บนฝ่ามือ

       ครู่หนึ่งมีแสงสีส้มจางๆ เรืองแสงออกมาแล้วแสงนั้นก็ค่อยๆ ขยายขนาดใหญ่ขึ้นเรื่อยๆ จนคลุมไปทั่วร่างที่อยู่บนเตียง

       เปลือกตาของยูริขยับขึ้นอีกครั้ง จุงกิกำวัตถุก้อนกลมนั้น แล้วแสงสีส้มก็สลายหายเข้าไปในฝ่ามือของเขา

 

       “ยูล.... ลูกเป็นยังไงบ้าง”

ยอมจี นั่งลงข้างเตียงพลางใช้สองมือลูบแก้มหญิงสาวบนเตียง มองลึกลงไปในดวงตาสีน้ำตาลที่กระพริบถี่

 

       “ลูก?”

ยูริแปลกใจเมื่อตื่นขึ้นมาอีกครั้ง แล้วยังคงพบกับเรื่องบ้าๆ ที่ไม่เคยเกิดขึ้นมาก่อนในชีวิตของเธอ เรื่องไหนจะเป็นยังไงก็ช่าง แต่ถ้ามาล้อเล่นเรื่องพ่อแม่ของเธอล่ะก็....  เธอยอมไม่ได้เป็นเด็ดขาด

 

       “นี่พวกคุณ! จะมากเกินไปแล้วนะ! อย่าเอาเรื่องแบบนี้มาล้อเล่นกับเด็กไม่มีพ่อไม่มีแม่อย่างฉันสิ!

ยอมจีชะงักกับท่าทีที่ตอบกลับมา

 

       “อะ...อะไรกัน นี่เจ้าพูดว่าอะไรนะ”

       “เลิกเล่นซักที จะถ่ายรายการอะไรก็ออกมาได้แล้ว! ....ใช่สิ ฉันมันก็แค่เด็กกำพร้า พวกคุณจะมาตอกย้ำฉันไปถึงไหน ให้ตายสิ!

ยูริตวาดขึ้นมาอย่างเหลืออด ทั้งยังพยุงตัวเองขึ้นมานั่ง และก็ได้เห็นความแปลกอีกอย่าง

 

       “เอ๋? นี่มันอะไรกัน”

เธอหยิบปอยผมที่ตกลงมาปรกหน้า มองอย่างพิจารณา

 

       “สีชมพู?”

นี่สีผมของเธอ....กลายเป็นสีชมพูตั้งแต่เมื่อไหร่ รายการทีวีบ้านี่ มาย้อมสีผมเธอตอนที่ไม่รู้สึกตัวด้วยเหรอเนี่ย หรือจะเป็นวิกผม ยูริลองดึงผมตัวเอง

 

       “โอ๊ย!!! ของจริงนี่นา”

 

สองสามีภรรยาขมวดคิ้วมองหน้ากัน เมื่อได้เห็นท่าทางของยูริ

       ยอมจี จับมือของยูริเอาไว้ หญิงสาวที่กำลังทึ้งหัวตัวเองจึงเลื่อนสายตาขึ้นมา

 

       “นี่พวกคุณ...จะทำอะไรกับฉันกันแน่”

       “ไหน....เจ้าลองบอกมาสิ ว่าเจ้าชื่ออะไร”

       “ชื่อเหรอ?”

       “ใช่.... ชื่อ – สกุล ของเจ้าน่ะ”

ยอมจีพูดอย่างอ่อนโยน

 

       “ฉันชื่อ ควอน ยูริ”

       แปลกจริง!’

ยูริคิดทั้งที่เธอคิดว่าภาษาที่เธอได้ยินและพูดนั้นช่างแปลกไปจากเดิม แต่เธอกลับรู้สึกว่ายังเข้าใจมันได้ดีทีเดียว

      

       “แล้วบ้านเกิดของเจ้าอยู่ที่ใด”

       “บ้านเกิดเหรอ...ก็โซลไง..... ประเทศเกาหลี เกาหลีใต้น่ะ คุณรู้จักมั้ย”

ยูริพยายามเน้นย้ำชื่อประเทศที่เธอจากมา เผื่อจะมีใครพาเธอไปที่สถานทูตได้บ้าง

       ยอมจี เบิกตาโพลงมองหน้ายูริ มือที่จับยูริไว้สั่นระริก

 

       “มะ...ไม่จริงน่า.....ไม่จริงใช่มั้ย.....ไม่มีทาง....ทำไมถึงเป็นแบบนี้!....เจ้า.....เจ้าไม่ควรมาอยู่ที่นี่สิ!

น้ำตาไหลมาจากสองนัยน์ตาสีนิล จุงกิรีบเดินเข้ามาโอบภรรยา

 

       “ใจเย็นๆ ก่อนยอมจี ขอพี่ทดสอบดูก่อนนะ”

จุงกิ ยกมือข้างที่เคยกำวัตถุประหลาดขึ้นมาจับศีรษะของยูริ แสงสีส้มเรืองแสงขึ้นมา ยูริซึ่งกำลังงงเลยนั่งนิ่งอยู่บนเตียง

       ภาพหลากหลายผุดขึ้นมาในจิตใต้สำนึกของจุงกิ เขาเห็นภาพชีวิตที่ผ่านมาของยูริไหลบ่ามาเต็มไปหมด เขาพลิกมือกลับกำหมัดแน่น พร้อมกับเหงื่อเม็ดเป้งไหลออกมาทั่วร่าง เขาหอบหายใจราวกับไปวิ่งมาราธอนมาซักสี่รอบ

 

       “นี่! พวกคุณจะทำอะไรฉันเนี่ย!

ยูริที่พึ่งรู้สึกตัว ปัดมือหนาของจุงกิที่นิ่งค้างอยู่บนหัวของเธออก ขณะที่ชายกลางคนได้แต่เหม่อลอย หอบเหนื่อย ปล่อยให้มือตกลงไปข้างกาย

 

       “เจ้า....เจ้า....เจ้าไม่น่ามาถึงนี่ได้เลยนะ”

ชายหนุ่มเอ่ยเสียงสั่น

 

       “แสดงว่าเขาเป็นเด็กคนนั้นจริงๆ ใช่มั้ยท่านพี่”

ยอมจีหันไปเขย่าแขนสามี

 

       “ท่านพี่จุงกิ บอกข้ามาสิ ใช่มั้ย! ใช่รึเปล่า”

คนถูกเขย่าแขนหันมาพยักหน้าตอบช้าๆ

 

       “งั้นก็หมายความว่า....โธ่! ยูล! ยูลลูกแม่ โฮๆๆๆๆๆ”

หญิงสาวร้องไห้โฮในอ้อมอกของสามี

 

       “นี่เจ้า....เจ้า.....เจ้า....เอายูลลูกข้าไปแล้วสินะ”

       “พวกคุณ...พะ....พูดเรื่องอะไรกัน ฉันไม่เข้าใจ”

ยูริเริ่มสั่นขึ้นบ้างเมื่อเห็นอารมณ์ของคนตรงหน้า

 

       “เจ้าคิดว่าเจ้าอยู่ที่ไหนกัน ....เจ้ารู้รึไม่”

ยูริทำหน้างง มองหน้าจุงกิ

 

       “ไม่รู้สิ เหมือนก่อนหน้านี้จะเป็นประเทศไทยนะ....นี่คุณคงจะไม่บอกฉันว่า ที่นี่เป็นเมืองวอติเนียไงอะไรนั่นอีกหรอกนะ ฮ่าๆๆๆ อย่ามาหลอกให้ขำเลย”

       “ใช่! เจ้าไม่ได้อยู่ในโลกของเจ้าอีกแล้วเด็กน้อย... ไม่มีอะไรเหมือนเดิมอีกต่อไปแล้ว”

จุงกิสะบัดมือ พลันบานหน้าต่างสีทองข้างเตียงก็เปิดออก แสงจากด้านนอกส่องสว่างสาดเข้ามา จ้าจนยูริต้องหรี่ตา พลางใช้มือบังป้องดวงตาตัวเอง มองออกไปด้านนอก

       ภาพที่เห็นทำเอายูริลมแทบจับ เมื่อมันมีแต่น้ำสุดลูกหูลูกตา ยูริค่อยๆ พยุงตัวเองลงจากเตียงไปยืนข้างหน้าต่าง ยื่นหน้าออกไปมองภาพนั้นให้ชัดๆ พลางได้แต่ตะโกนดังๆ อยู่ในหัว

 

       โอ้แม่เจ้า!!!! น้ำท่วมกรุงเทพฯ ซะแล้ว

 



 *  เอเลเฟนี่ เป็นสัตว์ที่มีรูปร่างเหมือนช้างแต่ตัวใหญ่กว่า 3 เท่า มีสีขาวทั้งตัว                            ใช้เวทลมพ่นออกมาจากงวง หรือจมูกได้ไม่จำกัด                                                และมักจะอาศัยอยู่กันเป็นฝูง



*** คุยกะไรท์เตอร์กันนิด ***

จะชวนกันมาผจญภัยในแคว้นวอติเนียแห่งนี้พร้อมพี่ยูลกันเลย ไปมั้ยคะ อิ อิ เรื่องมันยาวป้า วางไว้หลายภาคทีเดียว แต่ตอนนี้มาได้แค่นี้ล่ะค่า ฮ่าๆๆ

ให้กำลังใจนักเขียน
นักเขียนได้รับกำลังใจแล้ว!
นักเขียนได้รับกำลังใจแล้ว 1 ครั้ง

นิยายที่ผู้อ่านนิยมอ่านต่อ

loading
กำลังโหลด...

55 ความคิดเห็น

  1. #22 loveyouYuri (จากตอนที่ 3)
    วันที่ 11 มิถุนายน 2558 / 08:34
    สนุกอ่ะไรต์ ชอบมากกกกกกก ติดตามค่ะ
    #22
    0
  2. #21 pheempat (จากตอนที่ 3)
    วันที่ 10 มิถุนายน 2558 / 23:43
    โว้ววว พี่ยูลมีอีกคนในวอติเนีย  เก่งซะด้วยยย
    กรุงเทพน้ำท่วม 555 นี่ยังคิดว่าอยู่ไทย ><
     
     
    #21
    0
  3. #20 taetae (จากตอนที่ 3)
    วันที่ 10 มิถุนายน 2558 / 18:49
    สนุกมากค่ะไรต์ ฟินนนนและหนุกหนานมากกก ชื่นชม*-* และไรต์อย่าลืมมาอัพต่อนะคะ สู้ๆๆ><
    #20
    0