Watinia [Fic snsd - Yulsic]

ตอนที่ 4 : บทที่ 3: พ่อแม่

  • เนื้อหานิยายตอนนี้เปิดให้อ่าน
  • View : 303
    จำนวนคนให้กำลังใจ : 1 ครั้ง
    27 ส.ค. 59

***** บทที่ 3 : พ่อแม่ *****

 

ถึงจะเคยได้ยินมาบ่อยๆ ว่าเมืองหลวงของประเทศไทยน้ำท่วมได้บ่อย ยูริก็ไม่นึกไม่ฝันเลยว่า ตัวเองจะได้มามีส่วนร่วมในเหตุการณ์แบบนี้

       น้ำล้อมรอบตึกรามบ้านช่องเต็มไปหมด ไม่มีผืนดินเผยให้เห็นแม้แต่ตารางนิ้วเดียวในคลองสายตาของเธอ เมื่อเพ่งมองดีๆ จะเห็นว่ารูปแบบสถาปัตยกรรมของตึกต่างๆ นั้น มันไม่คุ้นชินกับที่เธอเดินหลงทางมาตลอดทั้งวันเลยซักนิด

ซ้ำร้ายตอนนี้ยังมีคน.....น่าจะใช่คนแน่ๆ หากเธอมองไม่ผิด....กำลังลอยตัวออกมาจากหน้าต่างของตึกหลังคาโดมเบื้องหน้า ทีละคนสองคน

 

       “บ้าน่า......บ้าไปแล้ว.....ฝัน! ฉันต้องฝันอยู่แน่ๆ !

ยูริหยิกแขนตัวเองทันที

 

       “โอ๊ย!!!! เจ็บๆๆๆ..... ไม่ได้ฝันเหรอเนี่ย......โธ่! ตื่นซักทีสิยูริ”

ยูริยังพยายามตบหน้าตัวเองอีก เมื่อเห็นว่ามีคนอีกจำนวนมากลอยตัวออกมาจากหลายๆ ตึก คนตัวเป็นๆ ลอยอยู่เฉยๆ โดยไม่มีอุปกรณ์ใดๆ ช่วยเลยแม้แต่น้อย ไม่แม้แต่จะขี่พรมวิเศษอย่างอาละดิน หรือขี่ไม้กวาดอย่างแฮรี่พอตเตอร์ที่อยู่ในนิยายแปลชื่อดังที่เธอเคยอ่าน

       ก่อนที่ยูริจะตบหน้าตัวเองจนบวมช้ำ บานหน้าต่างก็ตีปิดเข้ามาดังปัง ทำเอาร่างสูงซึ่งไม่ได้ตั้งตัว ถอยหลังเซมานั่งลงที่ขอบเตียง

 

       “เข้าใจรึยัง.... ว่าเจ้าไม่ได้อยู่ในที่แห่งเดิมของเจ้าอีกต่อไปแล้ว”

จุงกิ เอ่ยขึ้นมาขณะกอดลูบหัวปลอบใจภรรยาที่ยังร้องไห้ไม่หยุด ได้แต่สะอื้นอยู่ในอ้อมอก



       “นี่มัน.... เรื่องอะไรกัน.....พะ....พวก.....คุณ....”

ยูริพูดติดขัด ตกใจกับสิ่งที่พึ่งได้รับรู้

 

       “เจ้าต้องตั้งสติ แล้วฟังข้าก่อน”

ชายวัยกลางคนสูดลมหายใจลึก พยายามตั้งสติตัวเองเช่นกัน

 

       “เจ้า....เป็นลูกของเรา”

คำว่า ลูกทำให้ยูริตวัดนัยน์ตาสีน้ำตาลเฉียบคมขึ้นมามองหน้าคนพูดอย่างเอาเรื่อง

 

       “คุณอย่าเอาเรื่องแบบนี้มาพูดพล่อยๆ นะ....เรื่องนี้มันไม่ควรจะเอามาล้อเล่นหรอก”

       “ข้าขอโทษ....ที่ต้องบอกว่าข้าไม่ได้ล้อเล่นกับเจ้า ควอน ยูริ.....ถ้าอย่างนั้น เจ้าลองบอกข้าสิว่าเจ้าเกิดที่ใดกัน”

       “ฉันก็เกิดที่.......”

ยูริชะงักไปเมื่อคิดจะตอบคำถามนั้น.....ใช่...คำถามที่เธอจะตอบจนจบไม่ได้....ตั้งแต่เล็กจนโต ไม่มีใครบอกเธอซักคนว่าเกิดมาจากไหน กระบอกไม้ไผ่ กระป๋องเบียร์ หรือลังกระดาษ เธอก็ยังไม่แน่ใจ

       เธอรู้แค่ว่าอยู่ในสถานเลี้ยงเด็กกำพร้าในโซลตั้งแต่จำความได้ แต่ก่อนหน้านั้นมันเป็นมาอย่างไร ก็ไม่เคยรู้เลย..

 

       “...ก็คงจะที่โรงพยาบาลไหนซักแห่งในโซลนั่นแหละ”

ยูริตัดสินใจตอบไปแบบนั้น

      

       “เจ้าแน่ใจอย่างนั้นรึ”

       “ถ้าไม่ใช่แบบนั้น แล้วมันจะยังไงกันเล่า ฉันคงไม่ได้ร่วงลงมาจากต้นมะเขือหรอกน่า”

แต่อีกคนกลับบอกเล่าในสิ่งที่เธอแทบอยากจะไปผูกคอตายใต้ต้นมะเขือเสียจริงๆ


       “งั้นข้าจะบอกให้เจ้าฟัง...พวกเราน่ะ ส่งเจ้าไปอยู่อีกมิติหนึ่งตั้งแต่วันที่เจ้าลืมตาดูโลกนี้ได้ 7 วัน”

ยูริขมวดคิ้วทั้งที่ไม่อยากเชื่อ แต่ปากเธอกลับถามออกไป

 

       “ทำไม”

       “มันจำเป็น”

       “จำเป็นยังไงล่ะ”

       “ก็.....”

จุงกิ ยังไม่ทันตอบ ยอมจี ที่อยู่ในอ้อมอกก็เอื้อมมือมาปิดปากเขาไว้พร้อมกับส่ายหน้า ส่วนยูริที่กลับตัวไปนั่งหันหลังให้สองสามีภรรยาจึงไม่ทันได้เห็นการกระทำนั้น

 

       “สำหรับในตอนนั้น....มันดีต่อทั้งตัวเจ้าและพวกข้า”

จุงกิพยายามตอบแบบกลางๆ

 

       “พวกท่านทำได้ยังไงกัน....”

ยูริถามเสียงแผ่ว

 

       “ข้าให้ท่านผู้เฒ่าประจำตระกูลเราส่งเจ้าไปยังมิติอื่นยังไงล่ะ”

ยูริหันขวับมาทันที เธอกระเด้งตัวขึ้นไปนั่งบนเตียง แล้วโผมาจ้องหน้าจุงกิเขม็ง

 

       “ข้าไม่ได้หมายความแบบนั้น.....แต่เอาเถอะ แล้วท่านผู้เฒ่าอยู่ไหนล่ะ พวกคุณเรียกเขามาสิ จะได้ส่งฉันกลับไปในที่ของฉัน...ในเมื่อพวกคุณก็ไม่ได้ต้องการฉันอยู่แล้วนี่”

       “เราไม่ได้ไม่ต้องการเจ้านะ....แต่มันจำเป็นจริงๆ ฮึกๆๆๆ”

ยอมจี หันไปบอกยูริทั้งที่ยังสะอื้นจนตัวโยน

 

       “จะยังไงก็ช่างเถอะ...ฉันว่าพวกคุณไปตามท่านผู้เฒ่ามาดีกว่านะ”

       “ไม่ได้หรอก”

       “ทำไมล่ะ”

       “ท่านผู้เฒ่าตายแล้ว... และไม่มีใครทำพิธีนั้นได้อีก ถึงมี...วัตถุดิบที่เราต้องการใช้มันก็ไม่มีวันมีอีกแล้ว”

จุงกิตอบด้วยใบหน้าเศร้าหมอง

 

       “ตาย! ตายๆๆๆๆ ตายแน่ ควอน ยูริ เอ๊ย....หลงมาอยู่ที่ไหนก็ไม่รู้ จะกิน จะอยู่ยังไงล่ะเนี่ย”

ยูริโวยวายโดยไม่สนใจบรรยากาศของคนรอบตัว ทั้งที่เธอบอกกับตัวเองว่าอย่าเชื่อเรื่องพวกนั้นแท้ๆ

       เมื่อไม่มีใครสนใจถามไถ่ท่าทางของเธอ ยูริจึงหลับตาและพยายามรวบรวมสติอีกครั้ง

 

       “นี่! พวกคุณแน่ใจได้ยังไงล่ะ ว่าฉันเป็นลูกของพวกคุณ เรายังไม่ได้ไปตรวจดีเอ็นเอกันเลยนะ”

       “ดีเอ็นเอ?”

สองสามีภรรยาทำหน้าฉงน

 

       “เอ่อ....ช่างดีเอ็นเอมันเถอะ....ฉันหมายถึงว่าคุณจะพิสูจน์ได้ยังไงว่าฉันมีสายเลือดเดียวกันกับพวกคุณ”

       “ข้าต้องรู้สิ.....ด้วยอำนาจของข้า แล้วก็........”

       “เจ้าหน้าเหมือนกันมาก.....กับยูลของเราน่ะ”

ยอมจีกลั้นสะอื้นแล้วต่อประโยคของสามีให้

 

       “ยูล....ใครอ่ะ”

ยูริสงสัย จริงๆ สงสัยมาตั้งแต่คนที่ชื่อซูยองอะไรนั่นเรียกเธอด้วยชื่อนั้นแล้ว

 

       “ยูล ก็คือน้องสาวฝาแฝดของเจ้าน่ะสิ”

       “น้องสาวฝาแฝด!

ยูริตาโต

 

       “ใช่....คนที่เกิดวันเวลาเดียวกับเจ้า มีหน้าตาเช่นเดียวกับเจ้า แล้วก็มีชื่อเดียวกับเจ้า”

       “เอ๋? ชื่อเดียวกันด้วยเหรอ”

       “เราตั้งชื่อของพวกเจ้าให้เหมือนกัน”

       “ทำไมล่ะ”

       “เรื่องนั้นมัน..... ฮึกๆๆ ตอนนี้เจ้ามาอยู่ต่อหน้าแล้วแบบนี้....ฮือๆๆ....ก็แสดงว่ายูลของเรา ฮือๆๆ ยูลของเราตายแล้วจริงๆ”

ยอมจีร้องไห้ขึ้นมาอีก

 

       “ยูลของเราตายแล้ว โฮๆๆๆๆ ยูลจากเราไปแล้ว ฮือๆๆๆๆๆ ยูลของแม่ โฮๆๆๆๆๆๆๆ”

ยอมจีหันไปร้องไห้หนักมาก จนยูริเหวอ

 

       “แล้วพวกคุณจะให้ฉันทำยังไงล่ะ ฉันไม่ได้อยากเอายูลของพวกคุณไปซะหน่อย แล้วไหนว่าตั้งชื่อเหมือนกันไง ฉันยูริต่างหาก ไม่ใช่ยูลซะหน่อย”

จุงกิเดินมาจับมือยูริให้เหยียดแขนมาหาเขา แล้วลูบท้องแขนเบาๆ มีแสงสีส้มเรืองขึ้นมา พร้อมกับมีตัวหนังสือที่ทอประกายสีแดงขึ้นมาว่า ควอน ยูริ

 

       “สัญลักษณ์นี้จะดลใจให้กับผู้ที่พบเห็นเจ้าครั้งแรกเมื่อยังเด็ก เรียกเจ้าด้วยชื่อนี้ ข้าทำมันไว้ก่อนจะส่งเจ้าไป.....เราเรียกชื่อเล่นของน้องสาวเจ้าว่า ยูล”

ยูริกะพริบตาปริบๆ กับเรื่องที่ได้ฟัง

 

       “คุณพาฉันกลับบ้านหน่อยสิ”

       “ไม่ได้....ข้าส่งเจ้าไปไม่ได้อีกแล้ว....แต่นี้ต่อไปเจ้าจะต้องเป็นยูล”

       “จะบ้าเหรอ!

ยูริโวยวาย เมื่อพ่อแม่หมาดๆ จะให้เธออยู่ที่นี่กลายเป็นลูกของพวกเขา เธอจะทำอย่างไร ในเมื่อพึ่งรู้ว่ามีพ่อแม่ที่หน้าตาดีอย่างสองคนตรงหน้านี้ แล้วยังมีน้องสาวฝาแฝดอีกหนึ่งคน ถึงตอนนี้จะจากไปแล้วก็ตาม

       ยูริแค่ไม่อยากอยู่อย่างเป็นตัวแทนใคร

 

       “ไม่บ้าหรอก....เจ้าจะต้องเป็นยูล...ลูกของเรา”

       “ฉันจะเป็นลูกของคุณได้ยังไงกันเล่า....เราไม่รู้จักกันซักหน่อย”

ยูริหลุบสายตาวูบไหวก้มไปมองมือตัวเองที่จุงกิปล่อยแล้วตกลงหน้าตัก แล้วตัวอักษรที่แขนของเธอก็หายไป

 

       “ถ้าเจ้าไม่เป็น.....เจ้าก็ต้องตาย”

       “ห๊ะ!!!

ยูริเงยหน้าสบตาสีเทาที่ดูไม่มีแววล้อเล่นแม้แต่น้อย

 

       “คะ...คุณ....พูดจริงเหรอ”

เรื่องแค่นี้ถึงกับต้องฆ่าแกงกันทีเดียว ยูริไม่อยากจะเชื่อเลย แต่มายากลที่คนตรงหน้าแสดงให้เธอเห็นเมื่อครู่ มันไม่ใช่พลังที่จะพบเจอได้ในโลกตลอดอายุ 25 ปีของเธอเลย

       พระเจ้าจ๋า ทำไมช่างโหดร้ายกับลูกเยี่ยงนี้ จะได้มีพ่อมีแม่กับเค้าทั้งที ดันโหดซะขนาดนี้ แล้วชีวิตน้อยๆ ของเธอจะเป็นยังไงล่ะทีนี้

 

       ชีวิตเหรอ

ยูริฉุกคิดขึ้นมาได้ว่า ล่าสุดที่ประเทศไทยนั้น เธอกำลังจมน้ำอยู่นี่นา....และชีวิตเธอก็กำลังจะดับสูญเช่นกัน.....หากว่าไม่มีใครช่วยเธอในตอนนั้นแล้วล่ะก็....หมายความว่า

.....เธอคงจะตายไปแล้ว

นั่นสินะ...

.....เธอตายไปแล้ว......หากตายอีกรอบจะแปลกมั้ยนะ

 

       “เจ้า.....ว่ายังไงล่ะ เจ้าจะเป็นยูลของพวกเรารึเปล่า”

จุงกิ เอ่ยขึ้น ฉุดให้ยูริออกจากภวังค์

 

       “ได้.....ฉันจะเป็นยูลให้คุณ”

 

       เอาวะ....อย่างน้อย ก่อนจะตายอีกรอบก็ขอดูหน่อยแล้วกัน ว่าโลกนี้มันเป็นยังไง

ถึงอย่างไร เธอก็ไม่มีที่ให้กลับไปอยู่แล้วนี่ ถ้าอยู่ที่นี่แล้วได้มีพ่อแม่ ก็คงไม่เลวล่ะมั้ง

 

 

*******************************************

 

 

       “องค์หญิง....จะเสด็จไหนเพคะ”

ไอรีนรีบเดินตามเจสสิก้าที่ออกมาจากห้องนอนแต่เช้า

 

       “เราจะไปหาน้องน่ะ เจ้าไม่ต้องตามเราไปก็ได้”

       “ไม่ได้เพคะ หน่วย Red Velvet จะทำหน้าที่ยี่สิบสี่ชั่วโมง แม้แต่ในเขตมหาปราสาทนี้ พวกเราจะผลัดกันมาดูแลองค์หญิงนะเพคะ”

       “เฮ้อ...ก็ตามใจพวกเจ้าแล้วกัน”

เจสสิก้าเดินลงบันไดหินไปเรื่อยๆ

 

       “เอ่อ....ห้องบรรทมขององค์หญิงน้อย ไปทางนู้นไม่ใช่เหรอเพคะ”

       “อืม...เราจะไปเก็บดอกไม้ในสวนก่อนนะ”

       “ทราบแล้วเพคะ”

สองสาวเดินลงมาถึงในสวนหลังปราสาท เยริน นางกำนัลคนสนิทขององค์หญิงถือตะกร้ารออยู่แล้ว

 

       “เชิญเสด็จเพคะองค์หญิง วันนี้ดอกวอเตสซี่* ขึ้นหลายช่อเลยล่ะเพคะ”

       “ดีจัง”

เจสสิก้ายิ้มอ่อนแล้วเดินตามนางกำนัลไป เธอเก็บดอกไม้สีสวยหลากสีจากเถาที่เลื้อยไปตามกำแพงปราสาท

ขณะกำลังเก็บดอกไม้ใส่ตะกร้าที่นางกำนัลถืออยู่เพลินๆ สายตาก็เหลือบไปเห็นหญิงสาวร่างเล็กคนหนึ่งเดินเข้ามายังประตูหลังปราสาท

 

“อ้าว! นั่นซันนี่ใช่รึเปล่า!

หญิงสาวผมลอนสีบลอนด์ทองได้ยินคนเรียกชื่อตัวเองก็หันมามอง

 

       “อ๊ะ! องค์หญิง!

ร่างเล็กเดินเข้ามาหาแล้วย่อกายทำความเคารพ

 

       “ซันนี่ถวายพระพรองค์หญิงเพคะ”

       “ตามสบายเถอะน่า เจ้าอย่าทำให้เราไม่เหลือเพื่อนได้มั้ยเนี่ย”

       “โธ่! ก็เราไม่ใช่เด็กๆ กันแล้วนี่เพคะองค์หญิง”

       “เราล่ะไม่อยากจะโตเลยสิให้ตายเถอะ แต่ดูเจ้าสิไม่ได้เจอกันตั้งนาน ตัวไม่โตขึ้นเลยนะ”

       “แหม ทรงหยอกหม่อมฉันแรงเชียวนะเพคะ”

ซันนี่ทำหน้ามุ่ย

 

       “คิกๆๆ ก็แกล้งเจ้าแล้วมันสนุกนี่”

จากที่ทำหน้างอ พอได้เห็นรอยยิ้มสวยที่น้อยคนนักในวอติเนียจะได้เห็น ซันนี่ก็ยิ้มตามออกมา

 

       “แหมแล้วเพื่อนนี่มีไว้แกล้งรึไงกันเล่า”

หญิงสาวบ่นอย่างไม่จริงจังนัก พลางหันไปเด็ดดอกวอเตสซี่ที่อยู่ใกล้มือส่งให้องค์หญิง

 

       “เจ้าเป็นเพื่อนเรา แต่ทำไมพักนี้ไม่มาหาเราเลยล่ะ”

       “ช่วงนี้หม่อมฉันกำลังเตรียมตัวคัดเลือกเป็นผู้ตรวจการแคว้นอยู่เพคะ เลยไม่ค่อยว่างนัก”

       “ลูกสาวเสนาธิการใหญ่อย่างเจ้า ยังจะต้องเตรียมตัวอะไรอีกล่ะ ถึงยังไงพ่อเจ้าก็ต้องสนับสนุนเจ้าอยู่แล้ว เราก็ด้วย”

       “ก็เรื่องนั้นแหละที่หม่อมฉันกังวล หม่อมฉันอยากให้คนยอมรับในความสามารถมากกว่าการเป็นลูกของท่านพ่อ หรือพระสหายขององค์หญิงนี่นา”

ซันนี่ทำแก้มป่องอย่างน่ารัก จนเจสสิก้าอดใช้นิ้วจิ้มแก้มนั้นไม่ได้

 

       “นี่ๆๆๆ ถ้าอย่างเจ้าไม่มีความสามารถ ทั้งแคว้นก็ไม่มีใครคู่ควรกับตำแหน่งนั้นแล้วล่ะ”

       “ว่าได้เหรอเพคะองค์หญิง เดี๋ยวนี้คนเก่งๆ มีเยอะออกจะตาย เราต้องพัฒนาตัวเองตลอดนะเพคะ ไม่อย่างนั้นอาจแพ้เอาได้”

เจสสิก้ามองสีหน้าจริงจังของเพื่อนตั้งแต่เด็กของเธออย่างซันนี่แล้วยิ้มขำ เธอรู้จักคนตรงหน้าที่มักจะตามพ่อผู้เป็นเสนาธิการคนสำคัญของแคว้นมายังปราสาทบ่อยๆ แล้วก็แอบแว่บมาเล่นกับเธอประจำเลย

       เด็กน้อยก็รักแต่เล่นสนุก ไม่สนใจหรอกว่าใครเจ้าหญิง ใครสามัญชน และใครๆ ก็ไม่กล้าต่อว่าลูกสาวท่านเสนาธิการใหญ่ ในเมื่อเจ้าหญิงก็ไม่ว่ากระไร นั่นเป็นช่วงเวลาที่เจสสิก้ามีความสุขมากทีเดียว

 

       “ข้าชักจะงอนแล้วนะ เดี๋ยวนี้เจ้าไม่มาเล่นกับข้าเหมือนแต่ก่อนเลย”

       “เอ่อ...เอาไว้การสอบผู้ตรวจการแคว้นเสร็จเมื่อไหร่ หม่อมฉันจะแวะไปหานะเพคะ”

       “ไม่จริงหรอก พอถึงตอนนั้น เจ้าก็จะบอกว่าเจ้ายุ่งอยู่กับงานผู้ตรวจการแคว้นอีกล่ะสิ”

       “แหม...เกลียดคนรู้ทันจริงๆ เลย คิกๆๆ”

ซันนี่กระซิบแล้วสองสาวก็หันมาหัวเราะพร้อมกัน

 

       “แล้ว...คริสดีขึ้นรึยังเพคะ”

แม้ทางมหาปราสาทจะปิดข่าวเรื่องการประชวรขององค์หญิงน้อยว่ามีเพียงเล็กน้อย แต่ลูกสาวเสนาธิการใหญ่อย่างซันนี่นั้นรู้เรื่องลึกเป็นอย่างดีทีเดียว

อีกทั้งยังเป็นข่าวขององค์หญิงน้อยซึ่งชอบวิ่งเล่นด้วยกันมาแต่เล็กแล้วด้วย เธอก็ยิ่งเป็นห่วง ติดตามข่าวอย่างใกล้ชิด

 

“ก็ยังไม่ดีขึ้นเลยนะ”

เจสสิก้าหน้าหมองลง

 

       “ไม่เป็นไรนะ น้องต้องดีขึ้นแน่ๆ”

ซันนี่เดินมากุมมือองค์หญิงใหญ่ตรงหน้า พลางเปลี่ยนคำพูดที่เจสสิก้าอนุญาตให้คนสนิทอย่างเธอพูดได้เสมอ และเจสสิก้าจะรู้สึกสบายใจทุกครั้งที่เพื่อนมาหา และพูดกันอย่างเดิมเหมือนตอนเด็ก

 

       “ขอบใจนะ ซันนี่”

       “อื้ม...จะไปเยี่ยมน้องใช่มั้ยล่ะ งั้นขอไปด้วยสิ”

       “ไปสิ....เจ้าไปดูคริสหน่อยก็ดีนะ เผื่อคริสจะได้ยินเสียงเจ้าบ้าง”

เจสสิก้ากระชับมือเพื่อนสาว แล้วพากันเดินเข้าไปในปราสาท โดยมีเยริน และไอรีนเดินตามหลังไปห่างๆ

      

 

*******************************************

 

 

       “ท่านพี่จะไม่บอกลูกเรื่องคำสาปนั่นเหรอ”

ยอมจี ถามสามีเมื่ออยู่ด้วยกันแค่สองคน

 

       “อย่าเลย...ถ้าเด็กคนนั้นไม่รู้เรื่องนี้เลยคงดีกว่า”

       “แต่ไม่น่าเชื่อเลยนะ ว่าลูกของเราจะเข้มแข็งได้ขนาดนี้”

       “อืม...โลกใบนั้น ทำให้ลูกของเราแกร่งขึ้น และข้าก็เชื่อว่าคำสาปนั้น มันจะต้องไม่เป็นจริง....ไม่มีวัน....ข้าไม่มีวันยอม”

       “ข้าก็หวังเช่นนั้น.....ข้าไม่อยากเสียลูกไปทั้งสองคน”

ยอมจีน้ำตารื้นขึ้นอีกครั้ง

 

       “เบาหน่อยเจ้า.... อย่าให้ใครรู้เชียวว่าเรามีลูกแฝดสองคนดั่งคำทำนาย....ไม่เช่นนั้น....”

       “ข้ารู้....ข้ารู้แล้วท่านพี่”

จุงกิดึงภรรยามากอด นัยน์ตาสีเทาหม่นเศร้า

 

......

............

......................

 

       “เอาล่ะ เช้าแล้ว เจ้าพร้อมจะฝึกรึยัง”

จุงกิบอกยูริที่นั่งตาลึกโหลมองมาอยู่บนโซฟากลางห้องโถงใหญ่ หญิงสาวยังไม่ได้หลับเลยซักงีบ เพราะพอตื่นมาเห็นว่าตัวเองต้องมาใช้ชีวิตในเมืองที่มีแต่น้ำรอบกายแบบนี้ ทำเอาเธอคิดหนัก หวั่นใจว่าตึกจะถล่ม แล้วจะไม่มีที่ให้เธอยืนจนหลับไม่ลง

 

       “อืม...ก็คงพร้อมมั้ง”

       “ก่อนอื่น...ข้าต้องทดสอบดูก่อนว่าการที่วิญญาณของเจ้ามาอยู่ในร่างนี้แล้ว จะยังใช้ความสามารถของยูลได้หรือไม่”

หลังจากคุยสรุปกันได้แล้วว่าวิญญาณของ ยูริ ได้ทะลุมิติมาในช่วงใกล้ตาย แล้วเข้าร่างของยูล ฝาแฝดผู้น้องซึ่งกำลังจะตายเช่นกันในอีกมิติ

       และจุงกิได้ใช้พลังลึกลับบางอย่างตรวจสอบเป็นที่แน่ชัดแล้วว่าร่างของ ควอน ยูริ ในมิติเดิมนั้นถูกพบเป็นศพลอยขึ้นอืดกลางแม่น้ำเจ้าพระยาไปแล้ว และดวงวิญญาณของยูลได้แตกดับจนจับพลังไม่ได้อีกต่อไป จึงตั้งใจให้ ยูริมาอยู่ในโลกนี้แทนที่ ยูลในโลกใบนี้

 

       “นี่...ฉันถามอะไรคุณหน่อยสิ... ทำไมต้องตั้งชื่อเราสองคนให้เหมือนกันด้วยล่ะ”

       “ก็หน้าเหมือนกันนี่.... เจ้าลุกขึ้นมายืนตรงหน้าข้าสิ เร็วเข้า”

จุงกิตอบส่งๆ แล้วรีบเปลี่ยนเรื่อง

 

       “งั้นแล้วเวลาใครถามชื่อฉัน... ต้องบอกว่าชื่อยูริหรือ ยูลดีล่ะ”

ยูริถามพลางลุกขึ้นไปยืนหน้าจุงกิ

 

       “เฮ้อ! ก็บอกไปว่า ยูริ นั่นแหละ...ชื่อ ยูล น่ะมีแค่ข้า เมียข้า แล้วก็ซูยอง กับคนสนิทไม่กี่คนเท่านั้นแหละ ที่เรียกเจ้าอย่างนั้น”

       “งั้นเหรอ”

       “อืม...เจ้ายกมือขึ้นมาสิ แล้วทำให้ช้อนในมือข้างอให้ได้”

ยูริยกมือขวาขึ้นมา ใช่แล้วนี่ล่ะมือข้างถนัดของเธอ

       แล้วเอื้อมไปหยิบช้อนในมือจุงกิมาถือไว้ จากนั้นก็ออกแรงดัดช้อนจนด้ามงอทันที

 

       โป้ก!!!!’

จุงกิเขกหัวยูริไปเต็มแรง

 

       “ทำด้วยจิตของเจ้าสิ! ไม่ใช่ใช้แรงแบบนั้น”

       “โอ๊ย! แล้วก็ไม่บอกก่อน .... ใครมันจะไปรู้เล่า ทำไม่เป็นซะหน่อย”

ยูริลูบหัวตัวเองป้อยๆ

 

       “แล้วจะให้ใช้จิตแบบไหนล่ะ อ๋อ.....เหมือนในหนังใช่มั้ย แป๊บนะ”

ยูริหยิบช้อนที่งอในมือขึ้นมาจ้องเขม็ง แล้วคิดในใจทันที

 

       ‘โอม...จงตรง จงตรง จงตรง ช้อนจงตรงขึ้นมา เพี้ยง!’

และทันใดนั้นเอง

 

       โป้ก!!!!’

กำปั้นพุ่งมาที่เดิมอย่างรวดเร็วจนยูริหลบไม่ทัน

 

       “ทำบ้าอะไรของเจ้าอยู่นั่น”

       “โอ๊ย!....ก็กำลังใช้จิตสั่งอยู่นี่ไง”

       “เฮ้อ.... มันไม่ได้ทำแบบนั้นซักหน่อย”

       “งั้นคุณก็บอกฉันมาสิว่ามันทำยังไง ทุบเอาๆ อยู่ได้ มันเจ็บนะเนี่ย”

ยูริลูบหัวตัวเองที่โดนตีอีกที

 

       “ก่อนที่ข้าจะบอก เจ้าต้องเปลี่ยนวิธีพูดของเจ้าก่อน ดูสิคำพูดคำจาของเจ้าแต่ละคำมันช่างแปลกนัก คุณอะไรกัน เจ้าต้องเรียกข้าว่า ท่านพ่อสิ”

       “พ่อเหรอ?”

       “ใช่แล้วแทนตัวเองว่า ข้า’  ซะด้วย เข้าใจรึเปล่า”

       “ฉันเข้าใจแล้วน่า”

       “หือ...”

จุงกิส่งสายตาพิฆาตไปทันที แล้วฟาดฝ่ามือลงบนโต๊ะทองคำกลางห้องขาดครึ่งทันที

      
อื้อหือ! เสียดายอ่ะ

ยูริมองโต๊ะทองคำตาละห้อย ก่อนจะสำนึกได้ถึงความแข็งแกร่งของพลังฝ่ามือนั้น

 

       “อะ...เอ่อ....ข้าเข้าใจแล้วง่า....”

       “เข้าใจก็ดี แล้วจำไว้ด้วยว่า เจ้าจะบอกใครว่าเจ้ามาจากมิติอื่นไม่ได้เด็ดขาด และอย่าให้ใครรู้ด้วยว่าเจ้าเป็นอะไรกับยูล เข้าใจนะ”

       “อื้อ....”

       จะตอบอย่างอื่นได้ด้วยรึไงแว้....น่ากลัวชะมัด

ยูริบ่นในใจเมื่อเห็นสายตาพิฆาตจ้องเขม็ง

 

       “เจ้าหลับตาสิ”

ยูริทำตามอย่างว่าง่ายทันที พร้อมกับความคิดที่ว่า หนูยังไม่อยากตายน้าอีกรอบ

 

       “ทีนี้เจ้าก็ลองจินตนาการว่าเจ้าสวมถุงมืออยู่... ถุงมือที่มีพลังมหาศาล เจ้าจับความรู้สึกนั้นไว้นะ”

ยูริคิดตามขณะจับด้ามช้อนที่งอนั้นไว้ในมือด้วยนิ้วชี้กับนิ้วหัวแม่มือ

 

       “เจ้าลองคิดซิ ว่าถุงมือนั้นบางจนแนบติดไปกับผิวหนังของเจ้า”

 

       “เอาล่ะ... ทีนี้เจ้าก็ลูบด้ามช้อนในมือเบาๆ”

คนกลัวขรี้หดตดหายทำตามคำสั่งอย่างเคร่งครัด และทันใดนั้น.....

ก้านช้อนที่เคยงอก็กลับมาตรงได้อย่างอัศจรรย์

 

       “ลืมตาของเจ้าได้”

ยูริไม่รู้ตัวว่าเกิดอะไรขึ้น มองช้อนในมือตัวเองอย่าง งงๆ

 

       “หืม...คุณเอาช้อนอันใหม่มาเปลี่ยนให้ตั้งแต่เมื่อไหร่เนี่ย”

       โป้ก!!!!’

แล้วยูริก็ได้แต่เอามือกุมหัวเองอีกครั้ง

 

       “โอ๊ย! ข้าเจ็บนะท่าน ฮือๆๆๆ พอใจแล้วใช่มั้ย”

ยูริทำหน้าหงอย แกล้งร้องไห้

 

       “ไม่ต้องมาทำสำออยหรอก ข้าออมแรงไว้แล้วตั้งมาก เจ้าจะเจ็บได้อย่างไรกัน”

       อุ๊บ๊ะ! นี่ออมแรงแล้วเหรอลุงงงงงง แบบนี่ตายแน่ยูริเอ๊ย”

ยูริโอดครวญอยู่ในใจ และยิ่งสลดมากขึ้นเมื่อเห็นซากโต๊ะทองคำที่ถูกกำปั้นทุบเสียจนขาดครึ่ง เกิดคนตรงหน้าอยากออกแรงอีกนิด มีหวังเธอซี้แหง ทั้งที่เธอยังไม่ได้เที่ยวที่ไหนในโลกใบนี้เลย

      

       “เอาล่ะ สรุปว่ายังมีพลังของยูลอยู่ในตัวเช่นเดิม เพียงแต่เจ้าคงต้องฝึกการใช้พลังนั้นซักหน่อย มันคงไม่ง่ายนัก เพราะพลังของยูลนั้นมากทีเดียว

จุงกิโยนผ้าคลุมสีแดงผืนใหญ่ให้ยูริ

 

       “เอามาทำไมอ่ะ หัดบินใช่มั้ย....ต้องใช่แน่ๆ ข้าเคยเห็นซุปเปอร์แมนใช้ออกบ่อยไป”

       “ซุปเปอร์แมน?”

       “ใช่ๆๆ ฮีโร่ที่ใส่กางเกงในไว้ข้างนอกไง บินได้ด้วยนะ”

       “เพ้ออะไรของเจ้าเนี่ย....เอาล่ะเอาผ้านี้ไปคลุมซะ เราจะออกไปข้างนอกกัน..... แดดมันแรง”

       “อ่า....แค่ใช้กันแดดหรอกเหรอเนี่ย....วัยรุ่นเซ็ง”

ยูริสะบัดผ้าคลุมไปด้านหลังแล้วผูกปมที่คอด้านหน้าไว้อย่างเซ็งจริงๆ

 

       “เจ้านี่ขี้บ่นจริง”

       “เปล่าบ่นซักหน่อย.... ว่าแต่เราจะไปไหนกันเหรอท่าน”

       “ท่านพ่อ”

จุงกิย้ำให้ยูริเรียกอย่างนั้น

 

       “อ่า.... ข้ายังไม่ชินนี่นา ให้เวลาข้าหน่อยสิ”

ยูริหลบตาแล้วพูด

 

       “อืม....ข้าเข้าใจแล้ว”

       “งั้นตกลง เราจะไปไหนกันเหรอ”

       “ก็ถ้าเจ้าไม่อยากตายในโลกใบนี้ เราก็ต้องไปหาอาจารย์ให้เจ้าใช้พลังของยูลให้ได้ไวที่สุดน่ะสิ”

       “อ้าว! แล้วทำไมท่านไม่สอนข้าเองล่ะ”

       “ข้าไม่ใช่สายจิต คงจะบอกอะไรเจ้าได้ไม่มากนัก ถ้าอยากเรียนรู้ได้เร็วก็ต้องให้ผู้เชี่ยวชาญมาสอนเจ้าสิ”

จุงกิเดินนำออกไปที่ประตู

 

       “จะไปไหนกันเหรอท่านลุง”

ซูยองที่กำลังจะเปิดประตูเข้าห้องมาชะงักถาม

 

       “ข้าจะพาเจ้ายูลไปเปิดหูเปิดตาซะหน่อยน่ะ นอนมาตั้งนาน”

       “แต่ว่า...วันนี้จะมีคนมาหาท่านนะ”

       “ใคร?”

       “ก็คนที่ช่วยชีวิตเจ้ายูลไว้น่ะสิ เห็นว่ามีเรื่องอยากถามท่านลุง ท่านป้า เกี่ยวกับบ่อน้ำศักดิ์สิทธิ์น่ะ”

       “งั้นก็ให้คุยกับป้าเจ้าไปคนเดียวแล้วกัน ทุกเรื่องเราก็รู้เท่ากันนั่นแหละ”

       “ได้ๆ แต่ข้าไปกับท่านได้มั้ย”

       “ไม่ได้!

       “เห?”

       “เจ้าต้องอยู่เป็นเพื่อนป้าเจ้าสิ เกิดคนที่เจ้าว่ามาถึง ยอมจีจะรู้ได้ยังไงกันว่าใครเป็นใคร”

       “เออ...จริงด้วยสิ ลืมไปเลยแฮะ”

ซูยองที่วันนี้รวบผมยาวไว้หลวมๆ ด้วยเชือกป่านไว้กลางหลังทำท่าเสียดาย

 

       “งั้นพวกข้าไปล่ะ”

จุงกิลากแขนยูริออกไปนอกห้อง แล้วขายูริก็ต้องสั่นพั่บๆ เมื่อออกมาถึงตรงหน้าตึกห้องเช่า แล้วเจอกับทางน้ำไหลกว้างอย่างกับคลองปานามา

 

 

 

* ดอกวอเตสซี่ เป็นดอกไม้ประเภทไม้เลื้อย ดอกมีถึงเก้าสี คือ สีชมพู, สีแดง, สีเหลือง, สีฟ้า, สีขาว, สีม่วง, สีน้ำเงิน, สีส้ม และสีเขียวอ่อน ถือเป็นดอกไม้ประจำแคว้นวอติเนีย

 

 

 

*** คุยกะไรท์เตอร์กันนิด ***

ยูริปรับตัวเร็วก็อย่าแปลกใจเลยนะคะ ธรรมดาของเด็กกำพร้าที่ถูกรับไปเลี้ยงแล้วเปลี่ยนบ้านบ่อยๆ เธอก็เลยรับอะไรได้เร็วกว่าคนปกติ มีแต่เรื่องพ่อแม่นี่แหละที่ยังเป็นปมด้อยของตัวเอง เลยไม่ค่อยอยากยอมรับเร็วนัก มันก็เท่านั้นแหละ ไปๆ มาๆ ยูริกับเจสสิก้าก็ยังไม่เจอกันอีกเลยเนอะ อีกแป๊บค่ะ เจอกันแน่ ฮ่าๆๆ

ให้กำลังใจนักเขียน
นักเขียนได้รับกำลังใจแล้ว!
นักเขียนได้รับกำลังใจแล้ว 1 ครั้ง

นิยายที่ผู้อ่านนิยมอ่านต่อ

loading
กำลังโหลด...

55 ความคิดเห็น

  1. #34 sadatoro (จากตอนที่ 4)
    วันที่ 14 สิงหาคม 2558 / 20:37
    ไรท์ค่ะ รออยู่นะคะ อย่าหายไปนานจิ่คะ
    #34
    0
  2. #32 hahaha (จากตอนที่ 4)
    วันที่ 12 กรกฎาคม 2558 / 00:18
    รออยู่นะ ไรท์เตอร์์
    #32
    0
  3. #31 MATAZUB (จากตอนที่ 4)
    วันที่ 4 กรกฎาคม 2558 / 14:18
    สนุกจุงเบยค้าบบบบบ
    #31
    0
  4. #30 mon (จากตอนที่ 4)
    วันที่ 2 กรกฎาคม 2558 / 15:17
    ติดตามค่ะ มาต่อเร็วๆนะคะ สู้ๆ
    #30
    0