Watinia [Fic snsd - Yulsic]

ตอนที่ 2 : บทที่ 1: ปฐมบท

  • เนื้อหานิยายตอนนี้เปิดให้อ่าน
  • View : 529
    จำนวนคนให้กำลังใจ : 0 ครั้ง
    1 พ.ย. 59

***** บทที่ 1 : ปฐมบท *****

 

       “กรี๊ดดดดดดดดดดดดดดดดดดดดดด!!!!!!!!!!!!

เสียงกรีดร้องของหญิงสาวดังขึ้นมาในคืนดึกสงัด จากห้องบนสุดของมหาปราสาท

 

       ตุบๆๆๆๆๆๆๆๆๆๆๆๆๆๆ

เสียงฝีเท้าของผู้คนมากมายต่างเร่งร้อนรุดไปยังเป้าหมาย

 

       “เร็วเข้า! รีบไปอารักขาองค์หญิง!

เสียงสั่งการจากองค์รักษ์ชายวัยกลางคนดังก้องตามทางเดิน เร่งให้เหล่าทหารทุกนายต่างกระจายกำลังไปทั่วปราสาท ขนาดที่ว่ามดซักตัวก็อย่าหวังว่าจะเล็ดลอดไปได้

หัวหน้าองค์รักษ์หนวดครึ้มนำกำลังทหารส่วนหนึ่งขึ้นมาถึงหน้าประตูบานใหญ่ แต่ประตูปิดแน่น เขามีท่าทีลังเลเล็กน้อย

 

“ม่ายยยยยยยยยย!!!!!!!!!

เสียงร้องของหญิงสาวจากหลังบานประตูช่วยให้เขาตัดสินใจได้ง่ายขึ้น

 

“องค์หญิง!!!! บ้าจริง...พวกเจ้าถอยไปให้หมด”

เขา็ดทาบมือหนาไปบนบานประตู แสงสีแดงสว่างวาบ แล้วบานประตูก็เปิดออกให้เห็นภาพด้านใน ซึ่งเป็นภาพที่ทำให้ใครหลายๆ คนก้าวขาแทบไม่ออก แต่เขาก็ต้องรีบเข้าไป ขณะที่ทหารคนอื่นต่างชะงักไม่กล้าเข้าไป

 

       “องค์หญิงๆ เกิดอะไรขึ้นพะย่ะค่ะ”

       “ไม่นะ....ไม่จริง......ม่ายยยยยยย......กรี๊ดดดดดดดดดดดด”

หญิงสาวกรีดร้องขึ้นมาอีกครั้ง สองแขนของเธอกอดร่างใครอีกคนที่ทุกคนในที่นี่ต่างรู้จักดี ว่าเป็นน้องสาวร่วมสายเลือดของเธอ

แต่บัดนี้ร่างนั้นกลับชุ่มโชกไปด้วยเลือด หยดเลือดไหลซึมออกมาจากช่วงท้องไหลนองไปเต็มพื้นห้อง แต่หญิงสาวที่ร้องไห้ฟูมฟายยังคงไม่ใส่ใจกับกลิ่นคาวเลือดนั้น ยังคงตระกองกอดร่างนั้นไว้แน่น เธอร้องไห้ปานจะขาดใจ

 

“องค์หญิงทรงพระทัยเย็นๆ ก่อนเถอะพะย่ะค่ะ....แล้วคนร้ายอยู่ที่ใดแล้วพะย่ะค่ะ”

“ไม่มี......แต่เรา.....เรา.......ฮือๆๆๆๆๆๆๆๆ”

หญิงสาวสะอึกสะอื้น ขณะที่ยกแขนที่ชุ่มโชกด้วยเลือดของตัวเองขึ้นมา หัวหน้าองครักษ์เหลียวมองรอบบริเวณที่ไม่มีร่องรอยการต่อสู้ แล้วเหลียวกลับมามองสิ่งที่เกิดขึ้นตรงหน้าก็พอจะคาดการบางอย่างได้  


       “พวกเจ้า! ไปตามหมอหลวงมาดูอาการองค์หญิงน้อยเดี๋ยวนี้ แล้วปิดทางเข้าออกให้หมดทุกทางด้วย อย่าให้มีใครอื่นเข้าออกปราสาทได้เป็นอันขาด!

       “ขอรับ!!!!

เหล่าทหารกล้าหน้าประตูรีบแยกย้ายกันไปปฏิบัติตามคำสั่งอย่างแข็งขัน

เหล่านางกำนัลที่พึ่งวิ่งมาถึงหน้าประตูต่างเบือนหน้าหนีกับภาพที่เห็น ภาพซึ่งชวนสยดสยองและหดหู่ในเวลาเดียวกันแบบนั้น

ภายในห้องนอนที่โอ่โถงหญิงสาวยังคงทรุดนั่งอยู่ข้างหน้าต่าง พลางร้องไห้ไม่หยุด เธอมองแขนที่เต็มไปด้วยคราบสีแดงอย่างเกลียดชัง เมื่อเลือดเหล่านั้นกำลังค่อยๆ ซึมเข้าไปในรอยอักขระมากมายที่อยู่บนแขนข้างซ้ายของเธอ

ชายคนเดียวที่เข้ามาอยู่ในห้องกับเธอมองภาพนั้นอย่างตกตะลึงเช่นกัน เขาเองเคยได้ยินเรื่องเล่าเช่นนี้มาแล้ว แต่นี่เป็นครั้งแรกที่ได้เห็นอะไรแบบนี้กับตาตัวเอง

 

“องค์หญิง...”

เขาเอ่ยเสียงแผ่ว

 

       “เรา....เรา......ทำให้น้องต้องเป็นแบบนี้”

       “มะ....ไม่เป็นไรพ่ะย่ะค่ะ......กระหม่อมเข้าใจ...พระองค์ทรงไม่ได้ตั้งพระทัยจะให้มันเป็นเช่นนี้ ใช่หรือไม่พะย่ะค่ะ”

       “ฮือ....ถ้าเราไม่ขาดสติ......หากเพียงแต่เราควบคุมมันได้....คริสตัลก็ไม่ต้องมาเป็นแบบนี้ ฮือๆๆๆๆ ไอ้แขนบ้านี่น่ะ! หายไปซะ!

รวดเร็วปานสายฟ้าที่องค์หญิงหยิบเอาดาบประจำกายขององครักษ์มาฟันแขนตัวเองจนเลือดพุ่งกระฉูด.....

       แต่หาได้เป็นเลือดของหญิงสาวไม่ กลับเป็นแขนของราชองครักษ์ที่ยื่นออกมากันคมดามเอาไว้ก่อนจะถึงผิวกายขององค์หญิง จนได้แผลแทน

 

       “นี่ท่าน!!!! ทำไม...”

หญิงสาวตกใจชะงัก

 

       “กระหม่อมไม่เป็นไรพะย่ะค่ะ...พระองค์ทรงอย่าทำแบบนี้เลย”

       “แต่คริสต้องตาย...”

       “ไม่พะย่ะค่ะ.... องค์หญิงน้อยยังทรงมีพระชนม์ชีพอยู่ หม่อมฉันรู้สึกได้ถึงเสียงพระหทัยของพระองค์ แม้จะเบาบางแล้วก็ตาม...”

       “จริงเหรอท่านอิลกุก”

หญิงสาวรีบจับชีพจรที่ต้นคอของน้องสาวอย่างมีความหวัง แล้วก็ยิ้มขึ้นมาได้ หญิงสาวเช็ดน้ำตาอย่างลวกๆ ก่อนจะประคองร่างบางในอ้อมแขนให้ลุกขึ้น ด้วยความช่วยเหลือของราชองครักษ์ที่เกร็งแขนไว้ตอนที่ถูกฟัน จึงมีแผลเพียงเล็กน้อย เขาออกแรงอุ้มองค์หญิงน้อยขึ้นไปนอนบนเตียง

 

       “พวกเจ้ารีบไปหาผ้าสะอาดมาให้ข้า! เร็วเข้า!

นางกำนัลหน้าห้องรีบกุลีกุจอหาผ้ามาให้นายทหาร เขาส่งผ้าให้องค์หญิงคนสวย เธอใช้ผ้ากดปากแผลฉกรรจ์ที่ท้องและหลังของน้องสาวอย่างรวดเร็ว

 

       “น้องต้องไม่เป็นนะคริส....พี่ขอโทษนะ”

หญิงสาวในชุดสูงศักดิ์ที่เปรอะเปื้อนไปด้วยคราบเลือดไม่ได้สนใจตัวเอง เอาแต่นั่งนิ่งกดบาดแผลบนร่างหญิงสาวอีกคนไว้อย่างนั้น


เธอหวนนึกถึงเรื่องเมื่อไม่กี่นาทีก่อน


หญิงสาวนั่งอ่านหนังสืออยู่บนโต๊ะในห้องนอน ซึ่งหันหลังให้หน้าต่าง เธอมักจะเพลิดเพลินกับการอ่านอยู่เสมอ มีบ่อยครั้งที่เธอจมดิ่งเข้าไปในโลกของตัวหนังสือ จนไม่ได้รับรู้สิ่งรอบกาย และครั้งนี้ก็เช่นกัน..


       หนังสือที่พึ่งได้มาจากพ่อค้าต่างเมือง สนุกจนเธอวางไม่ลง จึงไม่ทันได้สังเกตว่ามีลมหอบใหญ่กว่าปกติพัดพามายังด้านหลังของเธอ

       เมื่อเธอออกจากภวังค์ก็เห็นภาพที่เจ็บปวดที่สุดแล้ว.....

 

แขนของเธอเสียบทะลุร่างของหญิงสาวที่ย่องมาด้านหลังเธออย่างรุนแรงและรวดเร็ว

 

       “พะ...พี่.....เจส.......สิก้า.....”

เสียงขาดห้วงของน้องสาวที่มือข้างหนึ่งกำดอกไม้สีสวยเอาไว้ทำเอาหยดน้ำตาเธอร่วงเผาะ

 

       เธอรู้ดีว่าน้องสาวเป็นคนขี้เล่น และช่างแกล้งเป็นที่สุด มีหลายครั้งที่แอบเข้าห้องนอนของเธอ ด้วยการเหาะมาจากหน้าต่างห้องตัวเองที่อยู่อีกฟากหนึ่งของมหาปราสาท แล้วบินตรงดิ่งด้วยเวทเหินหาวมายังหน้าต่างห้องของเธอ

       มันคงจะไม่เป็นไรเหมือนทุกครั้ง หากวันนี้ไม่ใช่คืนเดือนมืด วันที่เธอจะควบคุมเจ้าแขนกระหายเลือดข้างนี้ได้น้อยที่สุด แขนที่เธอเกลียดแสนเกลียด แต่กลับมีมันมาตั้งแต่เกิด แขนข้างที่จะให้พละกำลัง และอำนาจแก่เจ้าของ มันจะมีปฏิกิริยาอัตโนมัติเมื่อมีสิ่งแปลกปลอมเข้ามาใกล้เธอโดยที่เธอไม่รู้ตัว

       ตั้งแต่เด็กเธอมักจะทำร้ายผู้อื่นโดยไม่ได้ตั้งใจอยู่เสมอ ในยามปกติเธอจะควบคุมมันได้ดี แต่มีเพียงคืนเดือนมืดเท่านั้น ที่เจ้าแขนข้างนี้มันไม่ฟังเธอเลย เอาแต่จะหาเรื่องดื่มเลือด...เธอยังจำภาพกระต่ายทั้งคอกถูกแขนข้างซ้ายของเธอจ้วงแทงเมื่อมันกระโดดเข้ามาหาเธอตอนวันเกิดครบรอบอายุหกขวบได้ติดตา...พระราชา พระราชินี และเธอไม่เคยบอกใครเรื่องนี้ เธอเลือกที่จะขังตัวเองอยู่ในห้องเมื่อวันนั้น วันคืนเดือนดับที่มาถึงตลอดสิบแปดปีเต็ม

       แต่ทำไม...วันนี้ถึง......เกิดเรื่องแบบนี้ขึ้นมาได้......

 

เธอกรีดร้องแทบสิ้นสติ ทรุดลงพร้อมกับร่างน้องสาวในอ้อมแขน

 

 

       *****************************************

 

 

อากาศร้อน แดดเปรี้ยงในกรุงเทพมหานครฯ เมืองฟ้าอมร ทำเอาหญิงสาวผิวเข้มแทบล้มทั้งยืน เธอยกแขนปาดเหงื่อ แขนอีกข้างก็ยันเสาป้ายรถเมล์เพื่อพยุงตัวเอง

       นี่เธอคิดถูกหรือคิดผิดเนี่ย ที่ถ่อมาไกลถึงนี่ หญิงสาวคิดพลางขยับปกเสื้อเชิ้ตสีเรียบขึ้นลงเพื่อบรรเทาความร้อน

 

       “ให้ตายเหอะ เมืองไทยนี่ร้อนกว่าที่คิดไว้เยอะเลยนะเนี่ย”

หญิงสาวหันซ้ายหันขวาก็เห็นเก้าอี้ในที่นั่งรอรถเมล์ว่างพอดี จึงรีบสาวรองเท้าผ้าใบคู่เก่งเข้าไปนั่ง แล้วก็.....

       ตุบ!

 

เสียงก้นเธอกระแทกพื้นแข็งๆ ข้างที่นั่งแทน เมื่อมีก้นอวบอิ่มของป้าร่างอ้วนที่ไหนไม่รู้มาเบียดเธอจนตกเก้าอี้เสียก่อน แถมยังทำหน้าไม่รู้ไม่ชี้อีกต่างหาก

 

       “เฮ้อ.....อีกแล้วเหรอ”

ร่างสูงตวัดดวงตาสีน้ำตาลจ้องมอง แต่ร่างอ้วนนั้นไม่สะทกสะท้านซักนิด จมูกโด่งเป็นสันนั้นจึงได้แต่ถอนใจออกมา และเธอก็หมดเรี่ยวแรงที่จะลุกขึ้นยืนแล้ว จึงนั่งแปะมันอยู่ตรงนั้นเสียเลย

       เธอชักจะปลงกับความซวยที่มักจะเข้ามาในชีวิตของเธอโดยไม่ได้รับเชิญแล้ว แต่ก็นั่นแหละเจอทีไรเธอก็ไม่เคยจะชินกับมันซักที ปลงกับชิน มันไม่เหมือนกันนะ

       ใช่สิ เธอมันซวยซ้ำ ซวยซ้อน ซวยมาตลอดชีวิต นี่คิดว่ามันจะดีขึ้น แต่ก็ไม่เลยซักนิด

 

       ‘ชีวิตแกมันช่างบัดซบจริงๆ เลย ควอน ยูริ!’

 

       “แล้วแบบนี้จะทำไงดีล่ะเนี่ย”

เธอล้วงกระเป๋ากางเกงยีนส์สีเข้มขาดๆ หยิบเอาโทรศัพท์มือถือขึ้นมาพลางกดไล่หาเบอร์คนรู้จักที่มีไม่กี่คนในเครื่องนั้น

เบอร์ครอบครัวเหรอ...เธอไม่มีหรอก......

เบอร์ที่บ้าน.....แล้วหลังไหนดีล่ะ เธอเป็นเด็กหลายบ้านซะด้วย ก็เธอโตมาด้วยระบบบ้านอุปถัมภ์นี่นา และแน่นอนว่าทุกบ้านที่เธอไปอยู่ ความซวยมันก็ตามติดชนิดหายใจรดต้นคอเธอมาเลยด้วย บ้านแต่ละหลังที่รับเธอไปอยู่ ถ้าไม่บ้านแตก ล้มละลาย บ้านไฟไหม้ ก็เจ้าของตาย เธอย้ายบ้านบ่อยมาก จนไม่มีใครกล้ารับเธอไปอยู่ด้วยแล้ว คิดถึงเรื่องนี้แล้วมันก็หดหู่


       เรื่องดีๆ เรื่องเดียวที่เกิดในชีวิตเธอก็คือ คุณย่ายงยี .....ยูริคิดถึงใบหน้าไร้อารมณ์ของผู้มีพระคุณที่อยู่เลี้ยงดูเธอนานที่สุดขึ้นมาแล้วระบายยิ้ม ในสถานการณ์แบบนี้คุณย่าคงจะบอกให้เธอยิ้มสินะ...

       คุณย่ายงยีเป็นคนแก่ฐานะดีที่นั่งรถเข็น เธอขอยูริไปอยู่เป็นเพื่อนแล้วคอยสอนการใช้ชีวิตหลายๆ อย่างให้ยูริ ไม่ว่าจะเป็นตักน้ำ ผ่าฟืน การทำงานบ้าน ทำกับข้าว และการใช้ชีวิตรอดแบบอื่นๆ ใครๆ ก็บอกว่าคุณย่าใจร้าย...แต่สำหรับยูริ....เธอว่า....คุณย่าก็มีวิธีสอนในแบบของคุณย่า

       แม้จะจิกใช้งานเธอสารพัด แต่ตลอดสามปีที่ยูริอยู่ดูแลคนแก่แทนลูกหลานแท้ๆ คุณย่าไม่เคยด่าทอเธอแรงๆ เลยซักครั้ง ซ้ำยังมอบมรดกที่มีค่ามากที่สุดไว้ให้เธอ นั่นก็คือ....ความรู้...

คุณย่าเขียนพินัยกรรมไว้ให้ลูกหลานว่า..ต้องเลี้ยงดูยูริ และส่งเสียเธอให้เรียนจนจบปริญญาตรี จึงจะมีสิทธิรับมรดกทั้งหมด นั่นจึงเป็นเรื่องช่วยไม่ได้ที่พวกเขาจำใจต้องรับเด็กกำพร้าอย่างยูริเข้าไปในชีวิต

แต่ก็นั่นแหละ ตัวซวยอย่างเธอได้แต่อาศัยอยู่ในบ้านเก่าๆ ผุๆ เฝ้าหลังสวนองุ่นมูลค่าหลายพันล้านวอน ซึ่งเธอไม่ได้มีส่วนได้ส่วนเสียใด ลูกหลานคุณย่าไม่ให้เธอเข้าไปยุ่งเกี่ยวกับพวกเขาไม่ว่ากรณีใดๆ ทำแค่เจียดเศษเงินโอนมาในบัญชีธนาคารไว้ให้เธอใช้จ่ายประจำปีเท่านั้น

ใช่...คุณฟังไม่ผิดหรอก เธอได้เงินประจำปีอันน้อยนิด ที่ต้องบริหารจัดการให้พอทั้งปี แต่เพราะเศษเงินเหล่านั้น เธอจึงมีชีวิตอยู่ได้ นั่นทำให้เธอคิดว่าความซวยที่เกาะเธอมาคงจะเบาบางลงบ้าง

แต่สุดท้ายแล้วพอเธอเรียนจบมหาวิทยาลัย เธอก็รู้ว่า ความซวยนั้น มันไม่เคยห่างหายไปจากชีวิตเธอเลยแม้ซักมิลลิเมตรเดียว


ยูริถูกไล่ให้ออกจากที่ดินผืนเล็กที่เธอเคยอยู่ จึงต้องระเห็จไปหางานทำด้วยวุฒิการศึกษาที่มี ซึ่งโชคดีนิดหน่อยที่สายงานของเธอยังคงเป็นที่ต้องการของตลาด จึงหางานได้ไม่ยากนัก ทำให้มีเงินพอเช่าห้องเล็กๆ ไว้ซุกหัวนอน แต่เธอก็ยังประสบปัญหาต้องเปลี่ยนงานบ่อยเหมือนเปลี่ยนบ้านไม่มีผิด

บริษัทล่าสุดที่เธออยู่ด้วยก็พึ่งจะปิดกิจการ เธอได้รับเงินชดเชยมาก้อนหนึ่ง นั่นทำให้เธอตัดสินใจอยากจะหนีออกมาจากบ้านเกิดเมืองนอน เผื่ออะไรๆ ในชีวิตมันจะดีขึ้น เธอต้องไปจากที่นี่ ไปในที่ที่มีผู้คนใจดี และใช้เงินไม่มาก และตัวเลือกที่เธอหาได้จากอินเตอร์เนตก็คือ ...ประเทศไทย

และทั้งหมดนั้น ทำให้เธอมานั่งแปะอยู่หน้าป้ายรถเมล์อยู่ในตอนนี้ 


เธอพลัดหลงกับทัวร์ และคนที่นี่ก็ไม่ได้พูดภาษาเกาหลีอันเป็นภาษาบ้านเกิดของเธอ และเธอเองก็ไม่ได้กระดิกภาษาไทยหรืออังกฤษเลยแม้แต่น้อย สงสัยเธอคงมาจบชีวิตลงที่นี่แล้วล่ะมั้ง

ขณะกำลังคิดอะไรเพลินๆ มือถือเครื่องน้อยในมือก็อันตรธานหายไปพร้อมกับชายคนหนึ่งซึ่งวิ่งมาจากทิศทางใดก็ไม่ทราบได้ แต่ที่แน่ๆ คือวิ่งตรงมาโฉบโทรศัพท์เธอติดมือเขาไปด้วยแน่นอน

 

“เฮ้ย!!!

ยูริอ้าปากค้าง แต่ขาเธอมันก็ไม่มีแรงจะวิ่งตามคนชำนาญทางที่ตอนนี้หายไปกับฝูงชนทางไหนก็ไม่รู้แล้ว

 

“บ้าเอ๊ย! ดีนะเนี่ย กระเป๋าตังค์ยังอยู่”

เธอพลิกเป้สะพายหลังมาเปิดซิบเพื่อหยิบกระเป๋าตังค์ แล้วก็ต้องใจหายอีก เมื่อมัน ไม่มี

 

       “บ้าน่า...”

ยูริพลิกซ้าย พลิกขวา ควานมือไปทั่ว สิ่งที่พบก็คือ ก้นกระเป๋ามีรูเรียบๆ อยู่หนึ่งรอย

 

       “ให้ตายสิ โดนกรีดกระเป๋า ชิบ.......”

ตอนนี้ชีวิตเธอคงมืดมนจริงๆ แล้วล่ะสิ เธอไม่เคยรู้สึกเคว้งเท่านี้เลย

 

       “โธ่~! สวรรค์ ฉันก็เป็นคนเหมือนคนอื่นๆ นะ ทำไมต้องให้เกิดมามีชีวิตน่าบัดซบขนาดนี้ ให้ตายเหอะ ช่างไม่ยุติธรรมเลย”

ขณะที่เธอนั่งหมดอาลัยตายอยากอยู่นั้น ก็มีมือขาวเนียนของหญิงสาวคนหนึ่งฉุดเธอให้ลุกขึ้นมา

 

       “นี่น้อง...ทำไมมานั่งตรงนี้ล่ะคะ”

แน่นอนว่า ยูริฟังไม่ออกแม้ซักครึ่งคำ เธอได้แต่ทำหน้าเหรอหลา

 

       “นั่งแถวนี้ไม่ได้นะคะ....มาไปกับพี่ดีกว่านะ มาค่ะ”

ยูริที่ตั้งตัวไม่ติดเผลอเดินตามแรงฉุดของหญิงสาวแปลกหน้า เธอไม่รู้ว่าก้าวไปกี่ก้าวแล้ว เธอได้ยินแต่เสียงพูดที่ฟังไม่ออกมาตลอดทาง เธอรู้แต่ว่าใบหน้าสวยนั้นสะกดให้เธอเดินไปไม่หยุด

 

       “หลงทางใช่มั้ยเราน่ะ เดี๋ยวไปพักที่บ้านพี่ก่อนแล้วกันนะ หน้าตาดีแบบนี้เพื่อนพี่คงชอบ”

       หญิงสาวพายูริมายืนยังริมน้ำ สถานที่ทำเอายูริขาสั่นพั่บๆ ยูริไม่เคยกลัวความลำบากใดๆ สิ่งเดียวที่เธอเกลียด เข้าขั้นกลัวก็ว่าได้ คือ น้ำ ใช่ว่าเธอจะเป็นโรคกลัวน้ำแบบพิษสุนัขบ้านะ เธอแค่มีความหลังฝังใจกับแม่น้ำ

ตอนเด็กๆ เพื่อนแกล้งจนเธอตกน้ำ ขณะนั้นเธอเห็นสายตาของเด็กคนอื่นยิ้มเยาะ เหมือนดีใจที่เธอตกลงมา ไม่มีใครคิดช่วยเธอ ทั้งที่เธอพยายามยื่นมือขึ้นมาหาความช่วยเหลือ ดีแต่ว่าวันนั้นฟ้าคงยังไม่อยากได้ชีวิตของเธอ จึงมีห่วงยางตกลงมาให้เธอเกาะจากคุณครูที่วิ่งมาทันเหตุการณ์

ตอนนั้นเป็นครั้งแรกที่ยูริได้รับรู้ถึงความน่ากลัวของการไม่มีที่ยืน การที่เท้าแตะไม่ถึงพื้น และอากาศที่มันค่อยๆ ลดน้อยถอยลงไปเรื่อยๆ สิ่งนั้นฝังใจเธอ และเธอไม่มีวันจะทำให้ตัวเองตกไปอยู่ในสถานการณ์นั้นอีกเด็ดขาด

แต่ตอนนี้เธอกำลังยืนอยู่ใกล้กับสิ่งที่เธอหนีมาตลอดชีวิต เธอก้าวขาไม่ออก ขณะที่ผู้คนอื่นๆ เดินกันขวักไขว่ไปขึ้นเรือข้ามฟากแม่น้ำเจ้าพระยา

 

“อ้าวน้อง...หยุดเดินทำไมล่ะ.....มาสิ มากับพี่เถอะ”

หญิงสาวออกแรงดึงข้อมือยูริอีกครั้ง แต่คราวนี้ไม่มีการขยับ เธอได้แต่ยืนสั่นอยู่กับที่

 

       “ไม่ไปแล้วเหรอ....ก็ได้....งั้นยืนอยู่ตรงนี้ก่อนแล้วกันนะ เดี๋ยวพี่มา”

หญิงสาวปล่อยให้ยูริยืนอยู่อย่างนั้น แล้วปลีกตัวไปคุยอะไรบางอย่างกับชายหนุ่มสองสามคนที่ยืนห่างออกไป

 

 

       “ว่าไง...จะเอาไม่เอา เด็กใหม่น่ะ”

       “เด็กที่ไหนวะ”

       “เออน่า....ฉันเจอนั่งซื่อบื้อแถวป้ายรถเมล์ บ่นภาษาบ้าอะไรไม่รู้อยู่คนเดียวสงสัยจะเป็นต่างด้าว...แต่ดูหน้าตาดีคงเอาไปขายได้ราคาอยู่ พวกแกอยากจะลองของก่อนรึเปล่า”

       “เหรอ ก็ดีสิ ช่วงนี้อยากจะเปิดบริสุทธิ์อยู่ แกว่าไง..”

สายตาของชายหนุ่มมองตามนิ้วของหญิงสาวด้วยแววตาหื่นกระหาย

 

       “ก็ดูดีนี่หว่า....แต่นั่น....เฮ้ย!

ยูริที่ยืนอยู่ที่เดิมถูกผู้คนที่เร่งรีบขึ้นเรือซึ่งกำลังจะออกจากท่าน้ำกระแทกจากด้านหลัง หญิงสาวหน้าคะมำตกลงไปจนน้ำกระจาย

 

       “แย่แล้ว...ตกน้ำไปแล้ว....พวกแกไปช่วยสิ”

       “เรื่องอะไรเล่า...สินค้าเธอ เธอก็ไปสิ”

       “แกล่ะ”

       “ไม่อ่ะ ขี้เกียจ เดี๋ยวก็มีฮีโร่ลงไปช่วยเองแหละ”

ชายหนุ่มอีกคนตอบ

 

       “เหอะ...ช่างเถอะ ก็จริงอย่างแกว่า ถึงยังไงฉันก็ชวดไปแค่สามสี่พัน ฉันไปหาใหม่ง่ายกว่านะ”

หญิงสาวยักไหล่แล้วก้าวลงเรือข้ามฟากไป ปล่อยให้ผู้คนยืนมองคนแปลกหน้าตกน้ำไป โดยที่ไม่มีใครโดดตามไปเลยแม้แต่คนเดียว

 

       ยูริได้แต่คิดอยากให้ชีวิตของเธอดีกว่านี้ แต่ชีวิตที่ผ่านมามันบัดซบเหลือเกิน ถ้าสวรรค์มีตาก็น่าจะช่วยให้เธอได้พบเจอกับเรื่องดีๆ บ้าง

 

       พระเจ้าจ๋า เกิดมาชาติหน้าขอให้ฉันขาวทีเถอะ

และเวลาไม่นานที่ยูริตะเกียกตะกาย แรงของเธอก็เหมือนจมหายไปกับสายน้ำจึงไม่มีแรงตีน้ำอีก เธอกลืนน้ำไปอึกใหญ่อึกแล้วอึกเล่า อากาศหายใจหมดไป แล้วสติของเธอก็ดับวูบไป

 

 

       *****************************************

 

 

หญิงสาวในชุดสูงศักดิ์ตัวสวยเงยหน้าที่เผลอฟุบหลับข้างเตียงขึ้นมา เธอมองหน้าน้องสาวคนที่เธอทำให้มีสภาพอย่างในตอนนี้ด้วยดวงตาเศร้าศร้อย

 

       “ลูกควรไปพักผ่อนบ้างนะเจสสิก้า”

ฝ่ามือหนาลูบลงบนศีรษะ เธอเงยหน้ามองผู้เป็นพ่อด้วยดวงตาที่เต็มไปด้วยความรู้สึกผิด

 

       “แต่น้อง...”

       “น้องจะไม่เป็นไรหรอกลูก....หมอหลวงก็บอกแล้วนี่ ว่าน้องจะไม่ตาย”

       “แต่น้องก็ต้องนอนเป็นเจ้าหญิงนิทรา”

หญิงสาวน้ำตารื้นขึ้นมาอีกครั้ง

 

 

       “ไม่เป็นไรลูก...เราจะต้องรักษาน้องให้ได้ พ่อสัญญา...”

หญิงสาวซบหน้าบนร่างของพระบิดาที่ลูบหัวเธออย่างปลอบโยน

 

       “แต่ตอนนี้ลูกต้องดูแลตัวเองก่อนนะ”

พระราชาหยิบผ้าคลุมไหล่ให้ลูกสาว ก่อนจะโอบไหล่ให้ลุกขึ้นแล้วส่งต่อให้นางกำนัลคนสนิทที่เข้ามาประคองร่างหญิงสาว

 

       “หม่อมฉันว่าองค์หญิงทรงไปสรงน้ำก่อนดีกว่านะเพคะ จะได้สดชื่นขึ้นบ้าง”

หญิงสาวพยักหน้า แล้วปล่อยให้นางกำนัลพยุงเดินออกไปจากห้องนอนใหญ่ เดินไปโถงทางเดินซึ่งมีช่องแสงอยู่ข้างทางเดิน เจสสิก้าหันมองวิวของอุทยานด้านนอก แล้วก็ถอนใจ

 

       “เราอยากออกไปข้างนอก”

       “แต่ว่า.....”

       “ไม่เป็นไรหรอกน่า เยริน เราดูแลตัวเองได้”

       “แต่ถึงอย่างนั้น.....”

นางกำนันอึกอัก

 

       “ไปเถอะลูก....”

สาวสวยสูงศักดิ์อีกคนเดินมาสมทบจากทางด้านหลังเอ่ยขึ้น

 

       “ท่านแม่”

       “องค์ราชินี”

องค์หญิงกับสาวรับใช้เอ่ยพร้อมกัน

 

       “ลูกออกไปพักผ่อนข้างนอกบ้างก็ดีเหมือนกันนะ แม่อยากให้ลูกสบายใจขึ้นบ้าง”

       “ขอบพระทัยเพคะ ท่านแม่”

หญิงสาวย่อตัวถวายความเคารพอย่างสวยงาม

 

       “แต่ลูกต้องให้องค์รักษ์ตามไปด้วย”

       “แต่ลูกจะไปเล่นน้ำนะเพคะ มันคงไม่เหมาะ”

       “ไม่หรอก ตั้งแต่นี้ไปท่านพ่อแต่งตั้งหน่วยองค์รักษ์หญิงมาคอยดูแลลูกอย่างใกล้ชิดแล้วนะ”

       “เพราะเรื่องน้องสินะเพคะ..”

องค์ราชินีเดินมาลูบหัวลูกสาว

 

       “เพราะพวกเราเป็นห่วงลูกต่างหากล่ะ...ลูกห้ามคิดสั้นเด็ดขาดนะ นี่ไม่ใช่คำสั่ง แต่เป็นคำขอร้องของแม่....”

องค์หญิงมองดวงตาผู้เป็นแม่แล้วได้แต่หลบตาแล้วพยักหน้า ก็ช่วงหลายวันมานี้ เธอพยายามทำแบบนั้นจริงๆ

 

       “เอาล่ะ งั้นแม่จะแนะนำพวกเขาให้ลูกรู้จักดีกว่านะ”

ราชินีกุมมือลูกสาวให้เดินมาด้วยกันยังอุทยานด้านหลังปราสาท แล้วสั่งให้ทหารไปตามคนมาตามสั่ง ร่างของหญิงสาวสี่คนเดินมาคุกเข่าตรงหน้า

 

       “หน่วย RED velvet เคารพองค์ราชินี และองค์หญิงเพคะ”

       “ไม่ต้องมากพิธีหรอก พวกท่านลุกขึ้นเถอะ”

       “ขอบพระทัยองค์ราชินี”

ทั้งสี่สาวมีสีผมกันคนละสีลุกขึ้นพร้อมเพรียงกัน

 

       “นี่แหละองครักษ์ของลูก.....ต่อไปก็ดูแลลูกเราให้ดีด้วยล่ะ”

หลังจากหันไปบอกลูกสาว ก็หันไปฝากฝัง

 

       “เพคะองค์ราชินี”

       “งั้นแม่ไปดูน้องก่อนนะ ลูกก็ไปพักผ่อนให้สบายใจบ้างเถอะ”

ราชินีก้มหน้าหอมแก้มองค์หญิง แล้วเดินจากไปพร้อมขบวนนางกำนัล

 

       เจสสิก้ามองสี่สาวที่เธอไม่เคยเห็นหน้าค่าตามาก่อนแล้วก็ออกเดิน แล้วทั้งสี่คนก็เดินตามเธอออกไป

 

       “องค์หญิงจะเสด็จไปไหนเหรอเพคะ”

คนผมสีเขียวถามขึ้น

 

       “นอกวัง”

ตอบแค่นั้นแล้วองค์หญิงก็เดินไปยังท่าเทียบเรือลำโตที่อยู่ด้านข้างวัง เนื่องจากรอบๆ ปราสาทนั้นล้อมรอบไปด้วยน้ำ การเดินทางจึงต้องอาศัยยานพาหนะ หรือพลังพิเศษของแต่ละบุคคล ซึ่งเป็นเรื่องปกติทั่วไปที่พบได้ในนครหลวงวอติเนียแห่งนี้

 

       “พวกเจ้าชื่ออะไรกันบ้างล่ะ”

เจสสิก้าถามเมื่อขึ้นมาอยู่บนเรือที่เหล่าทหารเรือเริ่มทำหน้าที่ของตัวเอง

 

       “หม่อมฉันชื่อ เวนดี้ เพคะ”

คนผมสีน้ำเงินที่มัดหางม้า สะบัดผ้าคลุมหลังตอบก่อนคนแรก

 

       “หม่อมฉัน ไอรีน เพคะ”

หญิงสาวที่ปล่อยผมสีชมพูสยายเต็มหลัง ย่อกายต่อหน้าองค์หญิง

 

       “หม่อมฉัน จอย เพคะ”

สาวน้อยในชุดคลุมผมสีเขียวเสียมิด ส่งยิ้มหวานหลังแนะนำตัว

 

       “หม่อมฉัน ซึลกิ เพคะ”

คนตัวสูงที่เปียเก็บผมสีส้มเข้ากับชุดหนังทะมัดทะแมงค้อมตัวให้

 

       “พวกเจ้ามีชื่อสั้นๆ แค่นี้น่ะเหรอ”

       “แต่นี้ต่อไป ชีวิตของพวกเราเป็นขององค์หญิง ดังนั้นเราจะละทิ้งทุกสิ่งทุกอย่างในชีวิต และใช้เพียงฉายาของพวกเราเท่านั้นเพคะ”

คนผมส้มตอบอย่างฉะฉาน

 

       “พวกเจ้าอาจจะเสียใจทีหลัง”

       “ไม่เพคะ!!!

สี่สาวตอบพร้อมกันโดยไม่ได้นัดหมาย

 

       “หึ..ถ้าเป็นอย่างนั้นก็ดีสิ....เราจะได้ไม่เหงา.....”

เจสสิก้าที่มายืนอยู่ตรงหัวเรือเหม่อมองออกไปยังท้องน้ำอันเวิ้งว้าง เขตของมหาปราสาทนั้นล้อมรอบไปด้วยแม่น้ำที่เชื่อมต่อกับทะเลที่นำไปสู่ตัวเขตเมืองต่างๆ จากปราสาทอันถือเป็นศูนย์กลางของแคว้น

       ประชากรส่วนใหญ่จะสร้างบ้านอยู่ห่างออกจากเขตนี้ ซึ่งเป็นบริเวณกลางทะเลในจุดที่ห่างออกไปอีกพอควร และส่วนอีกด้านหนึ่งเป็นเขตป่าที่อยู่ตามเกาะแก่งต่าง ผู้คนที่นี่ไม่นิยมสร้างสิ่งปลูกสร้างบนพื้นดินอันถือเป็นทรัพยากรหายาก แต่จะอาศัยพลังพิเศษสร้างบ้านเรือนไว้บนผิวน้ำแทน

       เรือขององค์หญิงมุ่งหน้าไปยังเกาะเล็กๆ เกาะหนึ่งที่มีดอกไม้สีสวยขึ้นอยู่เต็มเกาะ เจสสิก้ากำลังจะก้าวลงเรือเล็กเพื่อต่อไปยังเกาะนั้น แต่องครักษ์ผมน้ำเงินก็ฉุดไว้ก่อน

 

       “ขออภัยเพคะองค์หญิง หากองค์หญิงประสงค์จะเดินทางไปที่นั่น หม่อมฉันจะอำนวยความสะดวกเองเพคะ”

       “หืม....”

ยังไม่ทันที่เจสสิก้าจะถามอะไร ก็รู้สึกเหมือนมีสายลมโอบอุ้มตัวให้ลอยขึ้น มือของเวนดี้จับข้อมือเจสสิก้า ส่วนอีกข้างก็จับจอยไว้ และองครักษ์สาวอีกสองคนก็จับต่อกัน ทำให้ทั้งห้าคนลอยตัวขึ้นพร้อมกัน และค่อยๆ เคลื่อนตัวไปบนหาดทรายขาวของเกาะ

 

       “อืม...รู้สึกดีจัง...เจ้าทำแบบนี้ได้ด้วยเหรอ”

       “ก็แค่เวทลมพื้นฐานเท่านั้นเพคะ”

       “นี่...ตอนอยู่นอกวัง พวกเจ้าไม่ต้องใช้ราชาศัพท์กับเราหรอก เราไม่อยากเป็นเป้าสายตาใคร”

       “เพคะ”

สี่สาวรับคำ แล้วเดินตามองค์หญิงที่เดินเข้าไปในเกาะอย่างคุ้นเคย พวกเธอเดินผ่านทุ่งดอกไม้ จนลึกเข้าไปเป็นป่าไม้สีเขียวชอุ่ม มีเสียงน้ำตกซู่ซ่าไหลตกกระทบหินมาแต่ไกล จนทั้งหมดเดินเข้าไปถึงแหล่งน้ำใส

 

       “เดี๋ยวเราจะอาบน้ำตรงนี้แหละ”

       “เพคะ”

       “หืม..”

       “อะ..เอ่อ....ค่ะ.........งั้นพวกเราจะแยกย้ายกันไปเฝ้ารอบๆ บริเวณนี้นะคะ”

ซึลกิกล่าวขึ้น แล้วส่งสายตาให้เพื่อนๆ แยกย้ายไปทำหน้าที่ แล้วทั้งสี่คนก็พุ่งตัวกันไปคนละทางอย่างรวดเร็ว

       เจสสิก้านั่งเล่นบนโขดหินซักพัก จึงเริ่มปลดอาภรณ์บนกายแล้วจึงหย่อนกายลงไปในน้ำ เธอเดินลงไปเรื่อยๆ จากน้ำระดับเข่า ระดับเอว จนถึงปริ่มระดับอกอันอวบอิ่มจึงได้หยุดเดิน เธอลอยตัวไปใกล้กับน้ำตก พลางหลับตาแล้วค่อยๆ ปล่อยกายให้ดำดิ่งลงไปใต้น้ำ ให้ความเย็นของน้ำไล่ความเครียดในหัวให้เบาบางลง

      

       ‘พรวด!!!’

       หญิงสาวโผล่ตัวขึ้นมาจากน้ำ เงยหน้ามองก้อนเมฆที่ลอยบดบังแสงแดด พลางยกมือเสยผมที่เปียกน้ำไปด้านหลัง แล้วถอนใจ

 

       “เฮ้อ...”

ความตั้งใจแรกเธอก็อยากจะกลั้นใจให้จมไปใต้น้ำตลอดกาล แต่...พอใบหน้าน้องสาวลอยเข้ามา ก็ทำให้เธอคิดได้ว่ายังไปไม่ได้

       เธอต้องหาวิธีช่วยน้องให้ได้...หมอหลวงบอกว่าบาดแผลที่เกิดจากแขนต้องคำสาปของเธอไม่มีทางรักษาได้ หมอที่เก่งที่สุดแห่งแคว้นบอก เธอคงไม่อาจโต้แย้งได้ ท่านหมอทำได้เพียงยื้อชีวิตน้องสาวเธอไว้ด้วยการใช้พลังสะกดให้หลับเพื่อลดอาการจากบาดแผล แต่เมื่อใดก็ตามที่น้องเธอตื่น....น้องสาวของเธอจะตาย

       ขณะกำลังคิดเรื่องเครียดที่ไม่มีทางออก เสียงน้ำแตกกระจายเหมือนมีอะไรไหลตกลงมาพร้อมกับสายน้ำตกดังขึ้นด้านหลังเธอ

 

       ตูม!!!!!

 

หญิงสาวหันขวับไปมองต้นเสียง เธอจึงได้เห็นว่ามีร่างใครคนหนึ่งกำลังลอยมาตามน้ำ

 

       “เอ๊ะ! ใครน่ะ”

หญิงสาวว่ายน้ำเข้าไปหาและรีบคล้องตัวพาขึ้นฝั่ง และแน่นอนว่าองครักษ์ทั้งสี่ทิศต่างกลับมาหาองค์หญิงอย่างพร้อมเพรียง

 

       “เกิดอะไรขึ้นคะ องค์หญิง...อะ...เอ่อ....ท่านหญิง”

เวนดี้เปลี่ยนคำเรียกหาเมื่อเจอสายตาที่หันมาตำหนิ จากร่างที่กำลังว่ายน้ำเข้ามาริมฝั่ง

 

       “เราเจอคนตกน้ำมาน่ะ”

       “ตายแล้วรึเปล่าคะ ท่านหญิง”

ไอรีนยื่นหน้ามองผ่านไหล่เปลือยของหญิงสาวที่คล้องร่างหญิงสาวที่ไหนก็ไม่รู้ติดมาด้วย

 

       “พวกเจ้าช่วยเราหน่อยสิ”

องครักษ์สาวทั้งสี่ช่วยกันดึงเอาร่างที่หมดสตินั้นขึ้นมาบนฝั่ง เจสสิก้าตามขึ้นมาก้มดู และรีบใช้มืออังจมูก

 

       “ไม่หายใจแล้ว”

เธอกำลังจะเห็นคนตายต่อหน้าอีกแล้ว หญิงสาวคิดอย่างไม่อยากให้มันเกิดขึ้น เธอใช้นิ้วมือจับชีพจรที่เส้นเลือดใหญ่ตรงต้นคอของคนตรงหน้า

      

       “โชคดีจริง ชีพจรยังเต้นอยู่ เราต้องรีบช่วยแล้วล่ะ”

       “องค์หญิง!!!!

สี่สาวส่งเสียงดังพร้อมกันเพราะไม่คิดว่า ทันทีที่พูดจบองค์หญิงก็ก้มลงประกบปากกับคนแปลกหน้าเสียแล้ว

 

       “เอ่อ...องค์หญิง.....เอ๊ย....ท่านหญิงคะ เดี๋ยวพวกเราช่วยเองดีกว่านะคะ ท่านแต่งตัวก่อนเถอะ”

หญิงสาวผมเขียวหยิบผ้ามาคลุมหลังที่เปลือยเปล่าขององค์หญิง ที่ไม่มีทีท่าว่าจะใส่ใจท่าทางของตัวเองในตอนนี้ว่ามันล่อแหลมขนาดไหน

       องค์หญิงคนสวยกำลังคร่อมร่างใครก็ไม่รู้ แล้วก้มลงเป่าปาก สลับกับกดปั๊มหัวใจใครอีกคนอย่างไม่รู้จักเหน็ดเหนื่อย

 

       “ข้าว่าเจ้ารีบช่วยองค์หญิงตอนนี้เลยดีกว่านะจอย ไม่ต้องรอแล้วล่ะ ท่านคงไม่หยุดง่ายๆ หรอก”

ซึลกิหันไปพูดกับหญิงสาวผมเขียวซึ่งพยักหน้าตอบ

จอยยืนประสานมือไว้ที่อก พึมพำภาษาที่ฟังเข้าใจยากซักพักมีแสงสีขาวเปล่งออกมาจากมือคู่สวยนั้น ลำแสงนั้นพุ่งไปห่อหุ้มร่างที่อยู่ใต้ร่างเปลือย ไม่นานร่างนั้นก็ไอสำลักน้ำออกมาจากปากก่อนที่ริมฝีปากอิ่มจะประกบลงไปอีกครั้ง

สายตาของยูริค่อยๆ ปรือขึ้นมาอย่างยากลำบาก เธอไม่เคยรู้สึกว่าหนังตาหนักขนาดนี้มาก่อน

 

นี่ฉันคงตายไปแล้วสินะ

“เจ้าฟื้นแล้ว...รู้สึกยังไงบ้าง”

ภาพมัวๆ ดูจางๆ ลางเลือนตรงหน้ายูริค่อยๆ ปรับชัดเจนขึ้นเรื่อยๆ จนเห็นใบหน้าสวยที่ห่างกับหน้าเธอไม่ถึงคืบ

 

       “ค่อกๆๆๆ”

ยูริไอออกมาอีก ใบหน้าสวยนั้นจึงถอยห่าง ภาพที่ยูริเห็นอีกครั้งทำเอาใจหวิวชอบกล

 

       แม่เจ้าโว้ย บะลั่กกั่ก

       “ดีจัง...ที่เจ้ายังไม่ตาย”

หญิงสาวส่งรอยยิ้มสวยมาให้ ไม่เพียงเท่านั้นยังโถมตัวมากอดเสียเต็มรัก ไม่รู้เพราะอะไรเจสสิก้าถึงดีใจนักหนาที่คนตรงหน้ายังมีชีวิตอยู่ อาจเป็นเพราะอย่างน้อยเธอก็ได้รู้สึกว่าตัวเองก็ช่วยชีวิตคนอื่นได้ ไม่ใช่แค่ทำลายเป็นอย่างเดียวเท่านั้นล่ะมั้ง

 

       “อะ...เอ่อ.....ท่านหญิง........ข้าว่าท่านปล่อยเค้าก่อนจะดีกว่ามั้ย”

ไอรีนสะกิดเจสสิก้าที่กอดอีกคนให้เอาหน้าซุกอกตัวเองเสียแน่น

 

       “อ๊ะ! จริงด้วย............ตายแล้ว! เป็นอะไรอีกล่ะเนี่ย เจ้า....”

พอปล่อยอ้อมกอด ใบหน้าของอีกคนกลับมีเลือดออกมาจากจมูก ขณะที่ยังยิ้มค้าง

 

       “เจ้าอย่าตายนะ!

 

 

 

*** คุยกันนิดกะไรท์เตอร์ ***

บทแรกดราม่านิดหน่อย ก็นะชีวิตยูริมันรันทด จริงป่ะ? แต่พอเจอสิก้าแล้วคงจะไม่แล้วมั้งนะ 555 ใครน่าสงสารกว่ากันนะ ระหว่างยูริกับเจสสิก้า ^^

นิยายที่ผู้อ่านนิยมอ่านต่อ

loading
กำลังโหลด...

55 ความคิดเห็น

  1. #35 ohayo-oei (จากตอนที่ 2)
    วันที่ 4 ตุลาคม 2558 / 09:32
    อิจฉายูล อยากโดนผายปอดอย่างนี้บ้าง // โดดลงน้ำ สงสารสิก้า แขนผิดสิก้าไม่ได้ผิดนะ
    #35
    0
  2. #24 MATAZUB (จากตอนที่ 2)
    วันที่ 12 มิถุนายน 2558 / 19:07
    น่ารักเชียว เขียนได้น่ารักจัง
    #24
    0
  3. #15 nixjester (จากตอนที่ 2)
    วันที่ 21 เมษายน 2558 / 14:57
    ชอบมากๆครับ ติดตามมาตั้งแต่เรื่องแรกๆแล้ว เปิดเรื่องได้น่าสนใจอีกแล้วครับไรท์ ผมชอบแนวแฟนตาซีมากครับ >< มาต่อตอนต่อไปเร็วๆนะครับ ติดตามครับ เป็นกำลังใจให้นะครับ
    #15
    0
  4. #14 yoonyulsica (จากตอนที่ 2)
    วันที่ 12 เมษายน 2558 / 16:01
    สนุกอ่ะ
    #14
    0
  5. #13 jenny-29 (จากตอนที่ 2)
    วันที่ 12 เมษายน 2558 / 09:08
    เจอกันก็จูบกันแล้ววว เห้ยๆเค้าแค่ช่วยชีวิตกันน่า 5555555
    #13
    0
  6. #10 แทนี่เรียล (จากตอนที่ 2)
    วันที่ 8 เมษายน 2558 / 17:51
    มาต่อไวๆนะคะ ชอบๆๆๆ
    #10
    0
  7. #9 pheempat (จากตอนที่ 2)
    วันที่ 7 เมษายน 2558 / 21:01
    แหม่ เคลิ้มเลยสิคุณควอน สิก้าก็น่านัก นี่ไม่คิดจะปกปิดซักนิดเลย แอบมีดราม่า( หรือไม่แอบ?) สนุกมากๆเลยไรท์ 
    #9
    0
  8. #8 zete (จากตอนที่ 2)
    วันที่ 7 เมษายน 2558 / 01:38
    พี่ยูลโดนกดตรงอกของพี่เจส คงมีความสุขสุดๆไปเลยสิน่ะ สนุกมากเลยครับ ไรเตอร์ มาอัพไวๆนะครับ
    #8
    0
  9. #7 เล็กหมูน้อย (จากตอนที่ 2)
    วันที่ 6 เมษายน 2558 / 20:16
    ยูลเจอสิก้าแบบนั้นไปไม่เป็นเลยนะ 555
    #7
    0