[Reupload][จบแล้ว] เงื่อนรักพันธนาการใจ

  • 0% Rating

  • 0 Vote(s)

  • 1,069,854 Views

  • 7,862 Comments

  • 9,333 Favorites

แชร์นิยายเรื่องนี้

  • Month Views
    3,618

    Overall
    1,069,854

ตอนที่ 6 : บทที่ 6 เรื่องเก่าไม่เคยลืมเลือน

  • เนื้อหานิยายตอนนี้เปิดให้อ่าน
  • View : 48706
    จำนวนคนให้กำลังใจ : 115 ครั้ง
    21 มิ.ย. 62


ประกาศ!!!

นิยายเล่มนี้มีอีบุ๊คแล้วนะคะ สามารถกดจิ้มอ่านได้เลยค่ะ ^__^
หากสนใจรูปเล่ม โปรดติดต่อเพจ moopeepink

เงื่อนรักพันธนาการใจ
เสี่ยวเฝิ่นจู
www.mebmarket.com
ข้ารู้จักท่านมาแต่เล็ก แต่งให้ท่านมานานหลายปี เป็นภรรยาของท่าน...แต่ท่านกลับเมินเฉยความรักที่ข้ามอบให้...เป็นเพราะข้าเองที่ดึงดันหวังจะได้รับความรักจากท่าน...หรงอู่เจี้ยน......เป็นข้าที่รักท่านข้างเดียว......เป็นข้าที่อยากจะมีวาสนาได้ใช้ชีวิตกับท่านไปจนแก่เฒ่า......แต่เป็นข้า...ที่คิดไปเองฝ่ายเดียว...          วันที่ท่านตัดสินใจเลือกช่วยเหลือสตรีผู้นั้นแล้วทอดทิ้งข้าให้อยู่ลำพังโดยไม่สนว่าข้าจะได้รับอันตรายหรือไม่ทำให้ดวงใจข้าแตกสลายไปเรียบร้อยแล้ว          ...วาสนารักของข้ากับท่านก็สิ้นไปแล้ว          ...ไม่มีแล้วอวี๋จิ่วมิ่งผู้ที่เคยรักท่านสุดหัวใจ           ดังนั้นข้าจึงเลือกเดินออกจากชีวิตท่านไปเอง เพราะทั้งกายและใจของข้าก็ตกตายไปในเหตุการณ์นั้นแล้วเช่นกัน...




-------------------------------------------------------------------------------------------------




หลังจากกินดื่มเสร็จเรียบร้อยแล้วข้าก็แบกห่อผ้าติดตามคุณชายทั้งสองไปยังที่พัก ไม่ต้องคาดเดาว่าทั้งสองย่อมพักในสถานที่ที่ดีที่สุดในอำเภอจิน ต่อให้ข้าเป็นเพียงบ่าวรับใช้แต่ยังได้มีห้องพักส่วนตัว ซ้ำยังดีเลิศกว่าข้าที่คิดจะจ่ายเงินเองเสียอีก...ข้าช่างโชคดียิ่งนัก!

ทันทีที่เข้าถึงห้องพักของตน ข้าก็กระโดดลงเตียงด้วยความอ่อนแรงไร้ซึ่งมาดสตรีในห้องหอ...เอาเถิดแต่เดิมข้าก็มิใช่สตรีในห้องหออยู่แล้ว ข้าเป็นสาวบ้านป่าบุตรสาวนายพรานที่จับพลัดจับผลูได้แต่งเป็นฮูหยินท่านรองแม่ทัพต่างหาก

ที่สำคัญชีวิตใหม่ของข้ากำลังดำเนินต่อไป ตอนนี้ข้ามิใช่ทั้งสาวบ้านป่า มิใช่ฮูหยินของผู้ใด แต่เป็นบ่าวรับใช้ติดตามตัวคุณชายมือเติบสองคนเท่านั้น ข้าไม่จำเป็นต้องคร่ำครวญถึงความหลังอันน่าปวดร้าวอีกต่อไป

ข้ารู้ดีว่าต่อให้ข้าหลอกตัวเองให้ลืมมากเท่าใดข้าก็ยิ่งจดจำความปวดร้าวครั้งนี้ได้ลึกมากขึ้นเท่านั้น ดังนั้นข้าไม่จำเป็นต้องลืมไม่จำเป็นต้องจำแค่ปล่อยให้มันผ่านเลยคล้ายสายลมไปเสียย่อมดีที่สุด


------------------------------------------------------------------------------------------------

เด็กหญิงตัวน้อยเริ่มเติบโตเป็นเด็กสาววัย 12 ปี นางกำลังเริ่มทำความรู้จักกับความรัก ด้วยความที่ยังเป็นเด็กอยู่มากนางจึงซุกซนทำตัวเป็นลิงค่างแอบปีนป่ายขึ้นไปนั่งบนกิ่งไม้ที่ติดกับห้องของชายหนุ่มเพื่อแอบมองเขานอนหลับเป็นประจำทุก ๆ วัน

วันหนึ่ง ๆ นางรู้ว่าเขาจะต้องทำสิ่งใด ทุกวันเขาจะตื่นแต่ฟ้ามืดมาฝึกซ้อมกระบี่ลำพังแต่นางไม่มีแรงตื่นมาแอบมองเขา ถึงอย่างไรฟ้าก็ยังมืดเกินไปเหมาะกับการนอนหลับให้มาก ๆ บิดาบอกนางว่าหากอยากโตเร็ว ๆ ให้นอนมาก ๆ พักผ่อนเยอะ ๆ นางจึงต้องตัดใจเลือกนอนหลับเพื่อที่จะได้โตเร็ว ๆ

ช่วงเช้าเขาออกจากจวนไปสำนักศึกษาเรียนศาสตร์สังคม แต่ยามอู่ เขามักจะกลับจวนมานอนหลับทุกวันก่อนที่จะกลับไปสำนักศึกษาเพื่อฝึกวิชาหมัดมวยและรำดาบต่อในช่วงบ่าย นั่นจึงเป็นเวลาที่ดีที่ให้นางแอบมองอย่างไม่เบื่อหน่าย

ทำไมเด็กสาวตัวน้อยต้องแอบมองน่ะหรือ...ใช่แล้วทุกอย่างย่อมมีสาเหตุ ในเมื่อพี่เจี้ยนของนางไม่ค่อยมีเวลาเช่นสมัยเด็ก ๆ นางจึงจำต้องทำตัวเป็นโจรแอบมองเช่นนี้ แต่ต่อให้มีเวลามากขึ้นเขาก็ไม่อยากมาหานางเช่นเดิมจนพักหลัง ๆ ถึงกับโป้ปดเพื่อไม่ต้องการมาหานาง

“มิ่งเอ๋อร์ หลังจากนี้ข้ามีเรื่องให้ทำมากมายคงไม่ว่างมาหาเจ้าง่าย ๆ แล้ว” บุรุษวัยหนุ่มเต็มตัวเอ่ยบอก

“ไม่เป็นไร หากพี่เจี้ยนไม่ว่าง มิ่งเอ๋อร์ก็จะไม่มารบกวน” นางยังคงยิ้มตอบเขาด้วยแววตาสดใส

“เจ้าเข้าใจก็ดีแล้ว” ทันทีที่พูดเสร็จเขาก็หันหลังกลับไปทันที

นางรู้ว่าเขาโป้ปดทั้ง ๆ ที่ตนว่างแต่กลับไม่ยอมมาพบนางอีก...แม้มีความเสียใจอยู่บ้างแต่ก็ยอมรับ นางมิได้พบพี่เจี้ยนเพราะไม่ต้องการเห็นเขาลำบากใจหรืออึดอัดเวลาอยู่กับนาง ดังนั้นนางจึงเลือกที่จะแอบมองเขาเงียบ ๆ ก็เพียงพอแล้ว

------------------------------------------------------------------------------------------------


“มิ่งเอ๋อร์ของบิดาโตขึ้นถึงเพียงนี้” บิดาของนางมองด้วยแววตาชื่นชม

“มิ่งเอ๋อร์สูงขึ้นอีกแล้วหรือเจ้าคะ ท่านพ่อเมื่อใดข้าจะตัวสูงเท่าพี่เจี้ยนหรือ” เด็กสาวเอ่ยถามด้วยความไร้เดียงสา

เด็กหญิงตัวน้อยยิ่งเติบโตยิ่งงดงาม เอวเริ่มบางคอด ร่างอ้อนแอ้น ผิวขาวใสเรียบเนียนดังหยก ตาเป็นประกาย ผมดำขลับดุจแพรไหมโดยไม่ต้องบำรุง ไม่ต้องคิดเลยว่าเด็กหญิงตัวน้อยนี้โตเป็นสาวเต็มตัวจะงดงามมากเพียงใด

แน่นอนว่าในความงามมีประโยชน์ย่อมมีโทษแฝงอยู่ สตรียิ่งงามมากเท่าใดยิ่งอายุสั้นมากเท่านั้น เป็นที่ไขว่คว้าของบุรุษ เป็นที่ริษยาของสตรี หากบุตรสาวของเขามิได้พบบุรุษดี ๆ ที่พึ่งพิงฝากชีวิตได้เห็นทีคงตายตาไม่หลับแน่ ยิ่งคิดผู้เป็นบิดายิ่งมีสีหน้ากังวลขึ้นทุกที

ถึงแม้ว่าครอบครัวเขาจะอยู่อาศัยกันอย่างเรียบง่ายที่เรือนชายป่า ด้านข้างเป็นจวนของรองแม่ทัพ จึงทำให้ไม่มีเพื่อนบ้านหรือผู้ใดแวะผ่านบ่อยนัก บุตรสาวจึงมีสหายเป็นสัตว์เลี้ยง มีต้นไม้ป่าเป็นเครื่องดนตรีมาตลอด

เพราะเหตุนี้ผู้ที่บุตรสาวของเขาสนิทสนมกับบุรุษเพียงผู้เดียวที่อายุไม่ห่างกันมาก คือ หรงอู่เจี้ยน บุตรชายเพียงผู้เดียวของท่านรองแม่ทัพที่อาศัยอยู่ข้างบ้านเท่านั้น

ผู้เป็นบิดาไม่อาจเก็บซ่อนบุตรสาวไว้ท้ายเรือนเช่นนี้ได้นานนัก วันหนึ่งอวี๋จิ่วมิ่งโตก็จำต้องมีสังคม นางต้องออกไปเผชิญกับโลกแห่งความจริงที่ว่าชาติกำเนิดของนางต่ำต้อยเกินไปไม่อาจได้ครองคู่กับบุรุษผู้มีอนาคตไกลเช่นนั้นได้

ด้วยสถานะทางสังคมที่ต่างชั้นกันมากเกินไป หากอวี๋จิ่วมิ่งรักใคร่ในตัวของหรงอู่เจี้ยนก็เป็นได้เพียงอนุภรรยาเท่านั้น ผู้เป็นบิดาย่อมไม่อยากเห็นบุตรสาวต้องเจ็บปวดใจ

...หากนางได้คู่กับบุรุษธรรมดาดี ๆ สักคนไปจนแก่เฒ่าจะถือว่าเป็นโชคดีมากกว่า...

“ท่านพ่อคิดสิ่งใดอยู่หรือเจ้าคะ” เด็กสาวถามเสียงใส

“พ่อคิดว่าบางทีเจ้าควรจะมีเพื่อนมากกว่านี้ บุตรชายลุงจางที่ขายเนื้อเป็นอย่างไร บุตรชายลุงอู๋ก็หน้ายิ้มแป้น บางทีหากเจ้าได้พูดคุยกับพวกเขาแล้วเจ้าอาจจะชื่นชอบก็ได้” ผู้เป็นบิดาเสนอความคิดเห็น

“ไม่เอาหรอก ข้าเคยแอบไปดูผู้อื่นแต่กลับไม่มีผู้ใดน่าสนใจเสียเลย บุรุษอื่นไม่รูปงามเหมือนพี่เจี้ยน บุรุษอื่นไม่สูงสง่าแบบพี่เจี้ยน บุรุษอื่นทำตัวหยาบคายและสกปรก ผู้หนึ่งก็ช่างอ่อนแอเกินไป ผู้หนึ่งก็เงียบขรึมเกินไป ผู้หนึ่งก็กินมากเกินไป ข้าเห็นว่าพี่เจี้ยนดีที่สุด! ในเมื่อไม่มีผู้ใดดีเท่าพี่เจี้ยนข้ารู้จักพี่เจี้ยนผู้เดียวก็เพียงพอแล้ว” นางยู่หน้าอธิบาย

กว่านางจะเสียเวลาซ่อนตัว ปลอมแปลง ปิดบังโฉมหน้าและผิวพรรณเพื่อไปซุ่มค้นหาสหายเพิ่มตามคำสั่งบิดาแต่ก็ไม่มีผู้ใดพึงใจนางสักคน

แม้นางจะไม่เข้าใจว่าเหตุใดต้องเสียเวลาปิดบังรูปโฉม แต่หากบิดาสั่งแล้วนางย่อมปฏิบัติตามอย่างเคร่งครัด จึงไม่มีผู้ใดรู้ว่าเรือนเล็กใกล้ชายป่านี้แอบซ่อนเพชรน้ำดีเอาไว้

“พ่อเข้าใจแล้ว” ผู้เป็นบิดาไม่ดึงดันบังคับบุตรสาวอีกแต่ใบหน้าเขาก็ยังเผยอาการกังวลอย่างไม่เสื่อมคลาย

------------------------------------------------------------------------------------------------


“โอ๊ย!!!” ข้าลุกพรวดขึ้นจากที่นอนเร็วเกินไปจนศีรษะไปโขกกับหัวเตียงเสียจนน้ำตาเล็ด

“บ้าเอ๊ย...เหตุใดข้าต้องมานอนฝันถึงเรื่องเก่า ๆ ด้วย” ข้านวดศีรษะคลายความเจ็บปวด เมื่อนึกถึงภาพสุดท้ายในฝันทำให้ข้ารู้สึกแย่ยิ่งนักที่ยามนั้นซื่อบื้อเกินไปจนไม่รู้ว่าเพราะเหตุใดบิดาจึงมีสีหน้าเช่นนั้น

ไม่รู้ว่าตอนนั้นท่านพ่อจะกังวลมากเพียงใดในเรื่องของข้า น่าเสียดาย...ที่ข้าไร้เดียงสาเกินไป ความจริงตั้งแต่ตอนนั้นมิใช่เห็นชัดแล้วหรือว่าเขาบอกปัดไม่ต้องการมาพบข้าจนถึงกับต้องโป้ปดข้าเสียด้วยซ้ำแต่เป็นข้าที่ดึงดันไปเอง…

ข้ายังนั่งเหม่อมองทอดสายตาอย่างไร้จุดหมายในยามค่ำคืน ถึงอย่างไรแผลของข้าก็ยังสดใหม่ แม้ปากจะบอกว่าตัดใจได้แล้วแต่เขาก็ยังทำให้ข้าคิดถึงอยู่ไม่เสื่อมคลาย...ข้าหวังเพียงว่าจิตใจของข้าจะด้านชาไปในเร็ววัน


“เสี่ยวมิ่ง...เจ้าเป็นบ่าวอย่างไรจึงตื่นทีหลังนายเช่นนี้” คุณชายสกุลซ่างกวนเหล่ตามองข้าที่ตาลีตาเหลือกวิ่งออกห้อง

“ผู้น้อยขอโทษคุณชายทั้งสอง คราวหน้าผู้น้อยจะปฏิบัติตัวให้ดี” ข้าผงกศีรษะขอโทษ

โชคดียิ่งนักที่คุณชายสกุลเซวียไม่ถือโทษโกรธเคืองข้า ซ้ำยังเห็นใจว่าข้ายังเหนื่อยล้าตกค้างอยู่ หากเทียบคุณชายสกุลเซวียและคุณชายสกุลซ่างกวนแล้วข้าลำเอียงชื่นชอบคุณชายสกุลเซวียยิ่งนัก

“คุณชายใหญ่ขอรับ เราจะต้องเดินทางไปที่ใดต่อหรือขอรับ” ข้าเอ่ยถามแล้วใช้สายตาสอดส่องมองหาห่อผ้าของทั้งสองเพื่อพยายามทำหน้าที่เป็นบ่าวที่ดีแต่กลับเห็นเพียงบุรุษสองคนเดินตัวลอยไร้สัมภาระรุงรัง

คล้ายคุณชายสกุลซ่างกวนจะรู้ว่าข้าต้องการทำสิ่งใดจึงเป็นผู้เอ่ยปากแทน

“พวกข้าไม่มีสัมภาระใด ๆ หรอก พวกของสำคัญล้วนมิได้เอามา เสื้อผ้าใช้แล้วก็ทิ้งไว้ที่โรงเตี๊ยมนั่นแหละ ไปอีกที่หนึ่งค่อยไปซื้อชุดสำเร็จที่ร้านตัดเย็บใช้จะได้ไม่เป็นภาระ เงินทองก็ไม่จำเป็นต้องพกมาก ไว้ไปที่อื่นก็ค่อยถอนจากร้านรับแลกเงินมาใช้เป็นคราว ๆ ก็พอแล้ว”

“ผู้น้อยทราบแล้ว” ข้าพยักหน้าด้วยความเข้าใจ ...อา...ข้าช่างมีเจ้านายที่ร่ำรวยเสียจริง การได้ติดตามคุณชายสองคนนี้ต่อให้ไม่จ่ายค่าจ้าง ข้าก็ได้กำไรแล้ว!

เห็นหรือไม่ว่าหลังจากข้าตัดสินใจเริ่มต้นชีวิตใหม่แล้วข้ามีชีวิตดีเพียงใด หากข้าเดินทางไปเมืองหลวงใช่ว่าจะมีโชคได้งานดี ๆ หรือว่าพบเจ้านายร่ำรวยเช่นนี้

“อีกเดี๋ยวเราจะเดินทางไปอำเภอหยุน พักสัก 4-5 วันแล้วไปด่านเฟิงต่อค่อยกลับเข้าเมืองหมิง” คุณชายสกุลเซวียเอ่ยตอบ

“ผู้น้อยทราบแล้ว คุณชายทั้งสองมีสิ่งใดต้องการก็เรียกใช้ผู้น้อยเถิดขอรับ” ข้าเอ่ยประจบประแจงแล้วเดินตามไปตามวิสัยบ่าวที่ดี


บุรุษสองคนและบ่าวสตรีผู้ปลอมเป็นบุรุษอีกหนึ่งเช่ารถม้าคันโตที่ห้องโดยสารสามารถนอนได้ถึง 5 คนก่อนที่จะออกเดินทางไปยังอำเภอหยุนเป็นสถานที่ต่อไป

“รถม้าโดยสารนี้จะไม่ใหญ่โตเกินไปหรือขอรับ” ข้ารู้สึกห่วงกังวลกับการที่พวกเขาทำตัวหรูหราเป็นที่เอิกเกริกยิ่งนัก

ถึงพวกเขาจะใช้เงินมือเติบเพียงใดแต่ก็สมควรระวังเรื่องโจรผู้ร้ายเสียบ้าง ขนาดตัวข้าเองมีเงินไม่กี่พวงยังถูกขโมยไป แล้วเศรษฐีอย่างพวกเขาจะไม่เป็นที่หมายปองได้อย่างไร

ถึงพวกเขาจะมองโลกในแง่ดีไม่ห่วงชีวิตก็แล้วไปเถิดแต่ข้าห่วงชีวิตตัวเองที่สุด!

“เดินทางทั้งทีต้องให้สบายที่สุดจึงจะถูกต้องที่สุด” คุณชายสกุลซ่างกวนตอบทื่อ ๆ ตามที่ใจคิด

“เจ้าวางใจเถิด พวกข้าล้วนมีวรยุทธ์สูงส่งย่อมไม่มีโจรผู้ร้ายโง่เง่าผู้ใดอาจหาญมาดักทำร้ายเป็นแน่” คุณชายสกุลเซวียเห็นสีหน้าบิดเบี้ยวของข้าก็พอเข้าใจความกังวลจึงกล่าวด้วยน้ำเสียงเชื่อมั่น

“ผู้น้อยเข้าใจแล้ว” ข้ารับคำด้วยความปลงตก

ถึงอย่างไรข้าก็ไร้ทางเลือก ในเมื่อเขาเชื่อมั่นในตัวเองขนาดนั้นก็จำต้องเชื่อมั่นในเจ้านายของตน ข้าเป็นบ่าวตัวเล็ก ๆ จะมีปากเสียงอันใดได้

แต่ข้าก็ควรหาทางรอดให้ตนเองสักทาง คุณชายทั้งสองมีท่าทางมั่นใจในตัวเองว่ามีวรยุทธ์สูงส่ง แต่ข้ามิได้มีวรยุทธ์ด้วยนี่! หากพบโจรผู้ร้ายจริงเห็นทีข้าคงสิ้นชีพอย่างน่าอนาจเพียงผู้เดียว

“หากว่าเจ้ากังวลก็เอาไว้กอดให้อุ่นใจเสีย” คล้ายกับว่าคุณชายสกุลซ่างกวนจะอ่านความคิดในใจข้าได้จึงโยนมีดสั้นมาให้ข้าอันหนึ่ง

“ผู้น้อยขอบคุณคุณชายรอง” ข้าเอ่ยปากขอบคุณแต่ลอบบ่นขมุบขมิบแบบไร้เสียง


ให้กำลังใจนักเขียน
นักเขียนได้รับกำลังใจแล้ว!
นักเขียนได้รับกำลังใจแล้ว 115 ครั้ง

0 ความคิดเห็น