[Reupload][จบแล้ว] เงื่อนรักพันธนาการใจ

  • 0% Rating

  • 0 Vote(s)

  • 1,066,798 Views

  • 7,858 Comments

  • 9,510 Favorites

แชร์นิยายเรื่องนี้

  • Month Views
    562

    Overall
    1,066,798

ตอนที่ 5 : บทที่ 5 บ่าวน้อยคนใหม่

  • เนื้อหานิยายตอนนี้เปิดให้อ่าน
  • View : 49664
    จำนวนคนให้กำลังใจ : 129 ครั้ง
    29 มี.ค. 62

ข้านั่งเขี่ยดินเล่นอย่างไร้จุดหมาย ยามนี้ข้าไม่รู้ว่าจะต้องทำอย่างไรต่อไป หิวจนไส้แทบขาดแต่ไม่มีอาหารกินนับเป็นเรื่องที่ใหญ่ถึงชีวิต ไม่รู้ว่าหากกินดินบนพื้นเข้าไปข้าจะปวดท้องหรือไม่?

“คุณชายที่อยู่ชั้นสองเชิญให้เจ้าขึ้นไปดื่มกินด้วย” เสี่ยวเอ้อร์คนเดิมเดินเข้ามาพูดกับข้าด้วยวาจานอบน้อม ข้าเผยสีหน้ายินดีออกมา ในที่สุดสวรรค์ก็มองเห็นความทุกข์ยากของข้าแล้ว

“คุณชายชั้นสองหรือ” ข้ายังทำหน้างงงวยเอ่ยทวนคำพูดเสี่ยวเอ้อร์อีกครั้งคล้ายไม่เข้าใจเหตุการณ์ แต่ข้าไม่รอช้ารีบหิ้วห่อผ้าแล้วเดินตามเสี่ยวเอ้อร์อย่างรวดเร็ว

“น้องชายทำตัวดี ๆ อย่าให้คุณชายผู้สูงศักดิ์ต้องเสียอารมณ์เข้าใจหรือไม่” พอถึงหน้าประตูห้องเสี่ยวเอ้อร์ยังไม่วายกำชับกับข้าอีกรอบหนึ่ง

...ครืดดดด…

ทันทีที่ประตูเปิดออกมา ข้าก็พบว่าในห้องนั้นมีบุรุษสองคนนั่งอยู่ ผู้หนึ่งคือคุณชายตาหวานเจ้าของดวงหน้างดงามนัยน์ตาอบอุ่นผู้ที่ชะโงกหน้ามาสบตากับข้า อีกผู้หนึ่งดูอ่อนวัยกว่าแต่มีท่าทางขี้เล่นชวนให้อารมณ์ดี

ทั้งสองต่างมีรูปโฉมงดงามเกินคนสามัญและยังมีกลิ่นอายสูงศักดิ์แผ่ออกมาไม่ธรรมดา เมื่อข้าลอบมองพวกเขาแวบหนึ่งจึงตัดสินใจก้มลงมองบนโต๊ะอาหารเพื่อลดความประหม่าแต่กลับต้องกลืนน้ำลายอึกใหญ่เมื่อสายตามองเห็นอาหารละลานตาบนโต๊ะแทน

ท้องของข้าช่างซื่อตรงยิ่งนักจึงส่งเสียงร้องน่าเกลียดออกมา ข้าไม่รู้ว่าควรวางตัวอย่างไรในสถานการณ์เช่นนี้จึงตัดสินใจคุกเข่าแล้วโขกศีรษะล้างความน่าอับอายของตน

“เจ้าหิวมากหรือ” เสียงทรงเสน่ห์ของบุรุษหน้าหวานผู้มีแววตาอ่อนโยนเอ่ยถามข้า

“ผู้น้อยขออภัยคุณชายทั้งสองที่ประพฤติตัวน่ารังเกียจเช่นนี้ ผู้น้อยเดินทางมาจากเมืองหลวงหวังจะไปเมืองหมิงแต่ระหว่างทางกลับถูกขโมยเงินไปรู้สึกหิวโหยยิ่งนัก ผู้น้อยจึงหวังพึ่งเมตตาคุณชายทั้งสองให้ข้ากินอิ่มสักมื้อได้หรือไม่ขอรับ” ข้าเอ่ยเว้าวอนถึงจุดประสงค์ของตนด้วยความซื่อตรง

“หากเจ้าหิวก็มานั่งกินดื่มกับพวกข้าเถิด” เขาเอ่ยเชื้อเชิญ บุรุษที่นั่งอีกฝั่งหนึ่งยักคิ้วให้เขาด้วยความแปลกใจ

“ผู้น้อยมิบังอาจนั่งร่วมโต๊ะกับคุณชายทั้งสอง อย่างไรให้เสี่ยวเอ้อร์จัดอาหารให้ข้าน้อยสักชุดผู้น้อยก็ซาบซึ้งในน้ำใจของท่านทั้งสองยิ่งนัก” ข้าปฏิเสธด้วยความถ่อมตัวอย่างรู้กาลเทศะ

“พวกข้าอิ่มแล้ว ตอนนี้เพียงนั่งดื่มสุราคลายหนาวกันเท่านั้น เจ้าสามารถกินทั้งหมดได้” เขาตอบแล้วผายมืออนุญาต

“ท่านบอกว่าผู้น้อยสามารถกินอาหารเหล่านี้ได้หรือขอรับ” ข้ายังมองด้วยความไม่แน่ใจ

อาหารรสเลิศตรงหน้าที่วางจนเต็มโต๊ะมีร่องรอยพร่องไปเล็กน้อยเท่านั้น ปลานึ่งหายไปคำหนึ่ง ขาหมูหายไปเสี้ยวหนึ่ง ผัดผัก ผัดเนื้ออีกสี่ห้าอย่างแทบจะไม่พร่องลงไปด้วยซ้ำ...เห็นทีเป็นโชคของข้าที่ได้มาพบเศรษฐีผู้กินทิ้งกินขว้างเสียแล้ว

“เขาพูดความจริง พวกข้าอิ่มแล้ว ที่เหลือยกให้เจ้า” บุรุษหน้าทะเล้นเอ่ยย้ำให้ข้าฟังอีกครั้ง

ตอนนี้เป็นข้าเองที่ไม่รู้ว่าจะต้องทำอย่างไรดี...ข้าควรจะเรียกให้เสี่ยวเอ้อร์ช่วยยกอาหารนี้ออกไปนั่งกินด้านนอกตอนนี้เลยหรือไม่ถึงจะเหมาะสม

“เจ้านั่งกินดื่มที่นี่เถิด” เขายิ้มอบอุ่นส่งให้ พร้อมส่งสายตาจ้องข้าไม่วางตา

“ขอบคุณคุณชายทั้งสองที่เมตตาผู้น้อย” ข้าตัดสินใจโขกศีรษะขอบคุณอีกครั้งหนึ่ง

“เจ้านี่ชอบโขกศีรษะเสียจริง” บุรุษหน้าทะเล้นเอ่ยหยอกเย้า

ถึงข้าจะไม่พอใจนิด ๆ แต่ก็จำต้องสำรวม ในเมื่อเจ้าของอาหารอนุญาตให้ข้ากินดื่มได้จึงตัดสินใจนั่งลงแล้วหยิบตะเกียบคีบอาหารเข้าปากช้า ๆ

มือข้าสั่นน้อย ๆ จากการที่ไม่มีอาหารตกถึงท้อง สัญชาตญาณสั่งให้ข้ารีบเติมอาหารเข้าสู่ร่างกายโดยเร็วที่สุด แต่จิตใต้สำนึกสั่งให้ข้ามีมารยาทให้มาก เชื่องช้าให้มาก จึงเกิดภาพที่ขัดตาบนใบหน้าข้าจนดูน่าขบขันไม่น้อย

“เจ้าไม่ต้องเกรงใจ” คุณชายทั้งสองเห็นท่าทางข้าก็กลั้นยิ้มแล้วอนุญาตให้ข้าไร้มารยาทได้

ในเมื่อบุรุษทั้งสองอนุญาต และข้าเองก็อยู่ในชุดบุรุษก็นับว่าเป็นบุรุษผู้หนึ่งต่อให้ทำตัวไร้มารยาทมากกว่านี้ขึ้นสักหน่อยก็ไม่น่าเกลียดนัก

อาหารในเหลาอาหารนี้รสเลิศเสียทุกจานสมกับกลิ่นที่เย้ายวนที่เชิญชวนข้าตั้งแต่ยังไม่เดินเข้ามา ข้าอดทนต่อไปมิได้อีก ว่าแล้วจึงคว้าชามข้าวแนบปากพุ้ยข้าวคำโต ซดน้ำซุปอึกใหญ่อย่างรวดเร็ว แต่สิ่งใดที่รวดเร็วเกินไปมักไม่ใช่เรื่องดีเมื่อข้าสำลักข้าวเสียจนไอค่อกแค่กหน้าแดงก่ำ

“เจ้าอย่ารีบร้อนไป กินมากขนาดนี้จะกลืนไม่ลง” บุรุษหน้าทะเล้นหัวเราะใส่ข้าน้อย ๆ ส่วนบุรุษหน้าหวานก็พยายามกลั้นยิ้มน้อย ๆ

เมื่อได้รับคำตักเตือนบวกกับมีข้าวตกถึงท้องอยู่หน่อย ๆ จึงพอจะมีสติสัมปชัญญะขึ้นมาบ้าง ข้าจึงกินดื่มให้ช้าลง ส่วนบุรุษทั้งสองต่างจิบสุราเงียบ ๆ โดยหันมองข้าเป็นครั้งคราว

หลังจากอาหารบนโต๊ะพร่องไปมาก ทั้งท้องของข้าก็ถูกเติมเต็มจนแน่นตึงแล้วข้าจึงตัดสินใจรวบตะเกียบแล้วคลานถอยหลังไปก้าวหนึ่งก่อนโขกศีรษะอีกครั้งด้วยความซาบซึ้งใจ

“ขอบคุณคุณชายทั้งสองที่เมตตาผู้น้อย”

“มิใช่เรื่องใหญ่” บุรุษหน้าหวานส่งยิ้มให้ข้า

“มิทราบว่าผู้มีพระคุณของผู้น้อยมีชื่อเสียงเรียงนามว่าอย่างไร วันหน้าผู้น้อยจะได้ตอบแทนบุญคุณถูกคน”

“เซวียหย่งเทียน” บุรุษหน้าหวานเอ่ยนามของตนออกไป บุรุษหน้าทะเล้นหันขวับมองกลับด้วยสีหน้าจริงจังแล้วจึงเอ่ยนามของเขาโดยยังมองหน้าบุรุษหน้าหวานไม่วางตา

“ซ่างกวนเลี่ยงกวง” แม้ว่าจะถูกบุรุษหน้าทะเล้นจ้องไม่วางตาแต่บุรุษหน้าหวานเพียงยิ้มรับแววตาคมปลาบนั้น ก่อนที่จะจ้องปฏิกิริยาตอบสนองของข้าไม่วางตา

“ขอบคุณคุณชายเซวียและคุณชายซ่างกวน ผู้น้อยจะไม่ลืมบุญคุณในครั้งนี้” ข้าเอ่ยขอบคุณอีกครั้ง

เมื่อเขาเห็นว่าข้าไร้ปฏิกิริยาตอบสนองก็เผยแววตาผิดหวังออกมาน้อย ๆ ข้าไม่รู้ว่าเกิดเหตุใดขึ้นกันแน่ หรือข้าควรจะมีปฏิกิริยาเช่นไรยามที่ได้ยินพวกเขาเอ่ยนามจึงจะเหมาะสม?

ข้าไม่รู้จักว่าสกุลเซวียและสกุลซ่างกวนยิ่งใหญ่เพียงใด บางทีอาจจะเป็นขุนนางสักแห่งกระมัง? เพราะตลอดชีวิตที่ผ่านมานอกจากสกุลอวี๋ของบิดามารดาและสกุลหรงของอดีตสามี ข้าก็ไม่เคยใส่ใจโลกภายนอกด้วยซ้ำ

“หลังจากนี้เจ้าคิดจะทำอย่างไรต่อไป” คุณชายสกุลเซวียเอ่ยถามข้า

“ผู้น้อยยังไม่รู้ว่าจะทำสิ่งใดต่อไปดีขอรับ” ข้าเอ่ยยอมรับตรง ๆ

“เหตุใดเจ้าจึงต้องการเดินทางไปยังเมืองหมิง” คุณชายสกุลเซวียเอ่ยถามข้าอีก

“ผู้น้อยมาจากเมืองหลวงแต่ประสบเหตุที่เจ็บช้ำใจจนไม่อาจอยู่ในเมืองหลวงได้อีกจึงตัดสินใจออกจากเมืองหลวงหวังว่าจะตั้งรกรากที่อื่นเพื่อลืมความปวดร้าวที่ผู้น้อยได้รับ คราแรกผู้น้อยคิดไม่ตกว่าจะไปอยู่เมืองเยว่หรือเมืองหมิงแต่เหรียญเสี่ยงทายบอกให้ผู้น้อยเดินทางมาเมืองหมิง” ข้าเอ่ยเล่าเรื่องราว

“เหรียญเสี่ยงทายหรือ?” คุณชายสกุลซ่างกวนหัวเราะเบา ๆ

“มิใช่เหรียญแปลก ๆ อันใดหรอกขอรับ เป็นผู้น้อยที่เลือกโยนเหรียญอีแปะในเวลาที่สับสนจึงทึกทักเอาเอง” ในขณะที่ข้าตอบกลับก็หน้าแดงด้วยความอับอาย

“แล้วเจ้าก็เลือกเดินทางหวังตั้งรกรากที่เมืองหมิงด้วยวิธีการเช่นนี้หรือ” คุณชายสกุลซ่างกวนกลั้นหัวเราะ

“ผู้น้อยทำตัวโง่เขลาแล้ว” ข้าก้มหน้างุดพยายามบีบตัวให้เล็กที่สุด

“เจ้าพบเรื่องอันใดคับข้องใจที่เมืองหลวงหรือถึงกับต้องย้ายถิ่นฐาน” เป็นคุณชายสกุลเซวียที่ช่างเอ่ยถามยิ่งนัก

ข้าอึกอักไม่รู้ว่าควรจะตอบอย่างไร ควรตอบความจริง หรือไม่ควรพูดถึง ควรเล่าหรือไม่ควรเล่า...ใบหน้าของข้าเผยสีหน้าร้าวรานออกมา

“ช่างเถิด...คนเราย่อมมีเรื่องคับข้องใจด้วยกันทั้งนั้น” คุณชายสกุลเซวียบอกปัดไม่ได้เอ่ยถามข้าอีกทำให้บรรยากาศกลับมาเงียบงัน

“ในเมื่อเจ้าพบโชคร้ายที่อำเภอจินเช่นนี้แล้วเจ้าจะทำอย่างไรต่อไป” คุณชายสกุลเซวียเอ่ยคำถามต่อ

“ผู้น้อยไม่ทราบว่าควรจะทำอย่างไรดี เงินสักอีแปะก็ไม่มี อำเภอจินก็เล็กเกินไปคงไม่มีงานเพียงพอให้ข้าน้อยทำ อย่างไรผู้น้อยคงต้องทำตัวน่าอับอายขอหยิบยืมเงินคุณชายสักเล็กน้อยให้พอไปถึงเมืองหมิงแล้วจึงเริ่มหางานทำ ผู้น้อยสาบานด้วยชีวิตว่าจะชดใช้บุญคุณครั้งนี้คืนคุณชายทั้งสองอย่างแน่นอน” ข้าก้มลงโขกศีรษะอีกครั้งหนึ่ง

“ในเมื่อเจ้าอยากทำงาน เช่นนั้นเจ้ามาเป็นบ่าวติดตามข้าดีหรือไม่” คุณชายสกุลเซวียเอ่ยเสนอ

“ท่าน…” คุณชายสกุลซ่างกวนมองหน้าเขาแล้วพูดขึ้นมาคำหนึ่งแต่ก็ไม่พูดอันใดต่ออีก

“หมายความว่าคุณชายอยากรับผู้น้อยเป็นบ่าวอย่างนั้นหรือขอรับ” ข้าดีใจอย่างยิ่ง ดวงตาจึงเปล่งประกายวาววับ ถึงประสบเคราะห์แต่ก็ยังพบโชคเจ็ดชั้นทันตา

“ใช่ เจ้าตกลงหรือไม่” คุณชายสกุลเซวียจ้องหน้าข้าไม่วางตาจนบางทีข้าก็รู้สึกเสียวสันหลังน้อย ๆ

ตัวข้ามั่นใจว่าฝีมือการแปลงโฉมของข้านั้นสูงส่งพอตัวมิอาจจับได้ง่าย ๆ ใบหน้านี้ก็ค่อนไปทางเรียบง่ายดาษดื่นจนจำไม่ได้ ต่อให้คุณชายสกุลเซวียนิยมตัดแขนเสื้อจริงก็สมควรต้องมีรสนิยมที่ดีกว่านี้ แต่ข้าก็ไม่เข้าใจว่าเหตุใดเขาต้องจ้องข้านานนัก

“ผู้น้อยตกลงขอรับ” ข้ายิ้มจนตาหยียอมรับอย่างเต็มใจ

“ในเมื่อเจ้าตกลงเป็นบ่าวติดตามพวกข้าจำต้องมีความซื่อสัตย์ยิ่งกว่าชีวิต ดังนั้นแล้วหากเจ้ามีจุดประสงค์แอบแฝงหรือโกหกหลอกลวงพวกข้าเรื่องใดแล้วละก็…” คุณชายสกุลซ่างกวนพูดด้วยน้ำเสียงเย็นเยียบแล้วโยนมีดสั้นอันหนึ่งไปปักตรงผนังแล้วไม่พูดอันใดต่อ

“ผู้น้อยทราบแล้ว ผู้น้อยจะซื่อสัตย์และปรนนิบัติคุณชายทั้งสองเป็นอย่างดี” ข้าตอบรับเสียงสั่น

“เจ้ามีนามว่าอย่างไร” คุณชายสกุลเซวียเอ่ยถามขึ้น ข้าเงียบไปพักหนึ่งก่อนที่จะตอบด้วยน้ำเสียงมั่นคง

“ผู้น้อยสกุลอวี๋มีนามว่าจิ่วมิ่งขอรับ”

“จิ่วมิ่งเช่นนั้นหรือ...เป็นชื่อที่ดี...เจ้าคงทำให้บิดามารดาลำบากเลี้ยงดูไม่น้อย...เช่นนั้นข้าจะเรียกเจ้าว่าเสี่ยวมิ่ง แล้วกัน” คุณชายสกุลซ่างกวนทำสีหน้าเห็นอกเห็นใจข้าอยู่หลายส่วนหลังจากมองสำรวจอยู่พักหนึ่ง

ด้วยเขาคงคาดคะเนว่าข้าในตอนวัยเยาว์คงจะมีร่างกายไม่แข็งแรง เจ็บป่วยจนเฉียดไปนอนเล่นในน้ำพุเหลืองบ่อยครั้งจนข้ากลายมาเป็นบุรุษร่างเล็กแคระเหมือนเด็กหนุ่มดูน่าเวทนาเช่นนี้กระมัง

“หากคุณชายต้องการเรียกผู้น้อยอย่างไรก็แล้วแต่ท่านเถิดขอรับ” ข้าเคารพนบน้อม

“แล้วเจ้าอายุเท่าใดแล้ว” เป็นคุณชายสกุลเซวียเอ่ยถามต่อ

“ผู้น้อยอายุ 20 แล้วขอรับคุณชาย” ข้าเอ่ยตอบอย่างสุภาพแต่รู้สึกว่านัยน์ตาของคุณชายสกุลเซวียสั่นสะท้านน้อย ๆ

“อา...เจ้าก็นับว่าเป็นบุรุษที่เติบโตเต็มที่แล้ว ไฉนร่างกายกลับดูป้อแป้คล้ายเด็กวัยแตกเนื้อหนุ่มนัก ที่ผ่านมาเจ้าคงอดอยากจนไม่ได้เจริญเติบโตล่ะสิ...หรือเจ้า…เป็นขันทีกัน?” คุณชายสกุลซ่างกวนอดกลั้นความสงสัยในใจไม่ไหวจึงเอ่ยต่อมา

“ผู้น้อยมิใช่ขันที! ผู้น้อยสาบานได้ว่ามีอวัยวะมนุษย์ครบส่วน ผู้น้อยไม่อาจแก้ไขสิ่งใดได้ในเมื่อสวรรค์ลิขิตให้ผู้น้อยมีเชื้อสายผอมบางตัวเล็กไปแล้วแต่ถึงอย่างไรผู้น้อยจะทำงานอย่างเต็มที่มิให้เป็นภาระคุณชายทั้งสอง” ข้าพยายามอดกลั้น บุรุษหน้าทะเล้นนี้ช่างมีพรสวรรค์ในการยั่วโมโหยิ่งนัก

ข้ากล่าวทุกคำฉะฉานโดยไม่ได้โป้ปดแม้แต่คำเดียว ข้ามิใช่ขันที ข้ามีอวัยวะมนุษย์ครบส่วน...หากแต่เป็นสตรีก็เพียงเท่านั้น

“ต่อไปนี้หน้าที่ของเจ้าคือติดตามดูแลพวกข้าทั้งสองอย่างใกล้ชิด เข้าใจหรือไม่” เป็นคุณชายสกุลเซวียที่เอ่ยปากห้ามทัพ

“ผู้น้อยเข้าใจแล้วขอรับ” ข้าเองก็ไม่อยากต่อปากต่อคำกับเขาให้เกิดโทสะ

“พวกข้าย่อมมีงานทำโดยลับดังนั้นจงปิดปากให้แน่นอย่าให้ผู้ใดรู้ชื่อสกุลและนามของพวกข้า เข้าใจหรือไม่”

“ผู้น้อยเข้าใจแล้ว”

“เช่นนั้นต่อไปให้เจ้าเรียกข้าว่าคุณชายใหญ่ ส่วนเขาก็ให้เรียกคุณชายรอง หากมีผู้ใดถามชื่อสกุลก็ให้บอกว่า...อา...ชื่อว่าอย่างไรดี...เอาเป็นสกุลหรงแล้วกัน” คุณชายสกุลเซวียเอ่ยขึ้นมามั่ว ๆ

“ผู้น้อยเข้าใจแล้ว” ตัวข้าแข็งเกร็งขึ้นมาชั่วครู่เมื่อต้องได้ยินชื่อสกุลนั้นตลอดทาง

โลกนี้ช่างบัดซบยิ่งนัก! ชื่อสกุลทั่วโลกมีตั้งมากมายเหตุใดคุณชายจึงเลือกสุ่มมั่ว ๆ เป็นชื่อสกุลนี้ขึ้นมาให้ข้าทนฟังซ้ำ ๆ กัน?

“เช่นนั้นพวกเรากลับกันเถิด” คุณชายสกุลเซวียตัดบทแล้วโยนก้อนเงินตำลึงทองสองสามชิ้นไว้บนโต๊ะ

เสี่ยวเอ้อร์โค้งแล้วโค้งอีกก่อนที่จะเชื้อเชิญให้เขาแวะมากินดื่มบ่อย ๆ ตัวข้าเองก็ตกตะลึงน้อย ๆ ก้อนเงินตำลึงนั้นมีค่ามากกว่าอาหารราคาแพงบนโต๊ะมากกว่า 10 เท่าเสียอีก

เห็นทีข้าคงเจอโชคสิบชั้นที่ได้ติดตามเจ้านายที่เป็นเศรษฐีมือเติบเสียแล้ว อย่างน้อยชีวิตข้านับจากนี้ก็ไม่เลวร้ายนัก


ให้กำลังใจนักเขียน
นักเขียนได้รับกำลังใจแล้ว!
นักเขียนได้รับกำลังใจแล้ว 129 ครั้ง

1 ความคิดเห็น

  1. #7850 Kai444444 (@Kai444444) (จากตอนที่ 5)
    วันที่ 13 เมษายน 2562 / 08:04

    สนุกค่ะรอน่ะค่ะ

    #7850
    1
    • #7850-1 ZeRoForceDark (@clannapatza) (จากตอนที่ 5)
      14 เมษายน 2562 / 21:22
      เขาลบตอนออกเเล้วตีพิมละครับเพราะเเต่งจบเเล้วถ้าอ่านต่อคงต้องอุดหนุนไรท์เขาเเล้วละครับ
      #7850-1
  2. #47 STI .45 (@gval) (จากตอนที่ 5)
    วันที่ 25 สิงหาคม 2561 / 10:30

    รอค่ะ สนุกมาก
    มันต้องมีลับลมคนในอะไรบางอย่างแน่ๆ
    #47
    0