เปลวปรารถนา < ตอน 9 อัพ 35% >

ตอนที่ 9 : ตอน 6 : แขกวีไอพี Be My Guest < อัพ 100% >

  • เนื้อหานิยายตอนนี้เปิดให้อ่าน
  • View : 967
    จำนวนคนให้กำลังใจ : 5 ครั้ง
    18 มิ.ย. 59

ตอน 6 

แขกวีไอพี (Be My Guest) 


มุมเครื่องสำอางกับบรรดาสินค้าแบรนด์เนมชั้นนำทั้งเสื้อผ้า รองเท้า กระเป๋าถือ นับเป็นมุมโปรดที่พริมมาศจะเข้าไปเลือกซื้อแล้วรูดค่าใช้จ่ายผ่านบัตรเครดิตสีทอง หล่อนว่านานๆ ทีจะมีเวลามาเลือกซื้อ ตัวเลขที่วิ่งขึ้นไปเหยียบสองแสนบาทในเวลาไม่ถึงชั่วโมงจึงไม่ใช่เรื่องแปลกด้วยในถุงที่ถือกันพะรุงพะรังนั้นมีทั้งของหล่อนและสามี 


อลีนาไม่ขัดข้อง วันนี้หล่อนเองก็ว่างจึงมาเดินช้อบปิ้งเป็นเพื่อนพริมมาศ เห็นว่าเป็นการคลายเครียดไปในตัวด้วย ส่วนสามีของพริมมาศน่ะหรือ...? หญิงสาวบอกว่าต้องเดินทางไปฮ่องกงกระทันหัน 


“พี่ตรีเขาห่วงงานอย่างนี้แหละ ขอให้เลื่อนออกไปวันสองวันเผื่อจะได้ตามไปดูแลก็บอก...ไม่อยากเสียงาน เสียคำพูดกับลูกค้ารายใหญ่ บอกว่าฮ่องกงอยู่ใกล้ๆ แค่นี้ ไม่อยากให้พริมต้องลำบากบินไปๆ มาๆ ให้เหนื่อยเปล่า” 


หล่อนเล่าเรื่องตรีกูลด้วยน้ำเสียงปกติ ติดจะชื่นชมเสียด้วยซ้ำ คนฟังก็เลยเผลอเบือนหน้าไปอีกทางแล้วเหลือบตาขึ้นอย่างหมั่นไส้ ก็ใครเล่าจะรู้ว่าลูกค้าคนสำคัญที่ว่านั้นเป็นลูกค้าหรือผู้หญิงคนไหนของตรีกูล ลองอลีนาเชื่อเสียแล้วว่าสามีเพื่อนคิดไม่ซื่อจึงยากที่หล่อนจะหันกลับไปเชื่อถือว่าเขาจะสัตย์ซื่อ พูดความจริงกับพริมมาศ 


“ทำงานหนักอย่างนี้ท่าทางพี่ตรีจะเหนื่อยน่าดูนะ แล้วอย่างนี้เมื่อไหร่พริมกับเขาจะมีลูกกันล่ะ?” คนฟังชะงักก่อนจะส่ายหน้า 


“เรื่อง ‘ลูก’ ไม่ใช่ตอนนี้หรอก เวลาจะไปฮันนิมูนยังเลื่อนแล้วเลื่อนอีกอยู่เลย งานที่บริษัทก็ยังไม่เข้าที่เข้าทาง อีกอย่างนะ มีตอนนี้จะเสียรูปร่างแล้วจะใส่ชุดที่เพิ่งซื้อพวกนี้ยังไงล่ะ ที่สำคัญก็รองเท้าส้นสูงพวกนี้อีกไม่ใส่แล้วพริมไม่มั่นใจ ถ้าต้องออกไปไหนมาไหนโดยไม่ได้ใส่พริมไม่ออกเสียดีกว่า” 


“มิหนำซ้ำยังต้องเข้าคอร์สหลังคลอดอีกยกใหญ่ โอ้ย...แค่คิดก็ไม่เอาแล้วล่ะ” 


หญิงสาวทำท่าขยาด ท่าทางยังไม่พร้อมจริงๆ ซึ่งก็ทำให้อลีนาโล่งอก พี่ชายเพื่อนเป็นคนฝากฝังคำถามนี้มาถามคงอยากรู้เหมือนกันว่าพริมมาศจริงจังกับเรื่องนี้มากแค่ไหน คิดไปถึงเรื่องมีลูกกับตรีกูลหรือไม่ แต่ถึงจะยังไม่มีลูกก็เถอะเขาก็ได้ชื่อว่าเป็น ‘สามี’ มีสิทธิ์ในทรัพย์สมบัติฝ่ายภรรยาหลังแต่งงานอยู่แล้ว นอกเสียจากว่า... 


“เออ...แล้วถ้าพริมมีลูก จะใช้นามสกุลพ่อหรือนามสกุลคุณตาล่ะ?” 


ในยามต้องเลือกระหว่างตระกูล สุริยวัฒน์ กับ วรวัฒน์ หญิงสาวก็หามีความลังเลไม่ พริมมาศตอบได้โดยไม่ต้องเสียเวลาคิด 


“ก็ต้องใช้ ‘สุริยวัฒน์’ ของคุณตาสิ ถึงพี่ตรีจะเป็นพ่อก็ต้องเข้าใจว่าอะไรดีที่สุดสำหรับลูก แต่ถ้ามีช่วงนี้ขึ้นมาจริงๆ ก็ต้องใช้สุริยวัฒน์เพราะพริมยังไม่ได้จดทะเบียนกับพี่ตรีเลยน่ะสิ” 


“อ้าว! แล้วพิธีในวันนั้นล่ะ?” 


อลีนางงเป็นไก่ตาแตกเชียวล่ะ หล่อนจำได้นี่นาว่าคืนนั้นมีเจ้าหน้าที่อาวุโสท่านหนึ่งมาร่วมเป็นสักขีพยานในงานแต่งงานของคนทั้งคู่ แล้วก็เห็นกับตาว่าพริมมาศกับตรีกูลเซ็นต์ชื่อของตนลงบนกระดาษแผ่นนั้น 


“มีพิธีให้แขกเหรื่อในงานเห็นและเชื่ออย่างนั้นเท่านั้นเอง แต่ไม่ได้ถือเอาเอกสารฉบับนั้นเป็นทะเบียนสมรสหรอก เงื่อนไขก็คือ...พี่ตรีจะต้องอยู่กินกับพริมครบปีเสียก่อนจึงจะคุยเรื่องทะเบียนสมรส มีสิทธิ์ในฐานะสามีของพริมจริงๆ” 


“เรื่องนี้เป็นความคิดของพี่โปรดกับพี่พัศ แล้วคุณพ่อท่านก็เห็นด้วย ตัวพริมไม่เดือดร้อนหรอก ไม่ใช่เรื่องสลักสำคัญอะไรเพราะยังไงพี่ตรีก็เป็นสามีของพริม ครบปีแล้วค่อยมาคุยกันใหม่ก็ไม่น่าจะเป็นอะไร...จริงไหม?” 


“อืม อย่างนี้ก็ดีเหมือนกัน” อลีนาพยักเพยิด นึกชมพี่ชายทั้งสองของพริมมาศที่รอบคอบ เลือกที่จะใช้เวลาเป็นเครื่องพิสูจน์คน หากคนผู้นั้นเป็นทอง ไม่ว่าจะนานแค่ไหนทองก็ยังเป็นทองอยู่วันยังค่ำ 


“อุ้ย! เนคไทลายนั้นเก๋ดี สีก็สวย อยากได้ไปเซอร์ไพรส์พี่ตรีหน่่อย เข้าไปดูกันนะลีน่า” ว่าแล้วก็ฉุดมืออลีนาเข้าไปในห้องเสื้อผู้ชาย 


นานเข้าขาช้อบทั้งสองก็เริ่มกระหายน้ำจึงชวนกันเข้าไปนั่งพักขาในคาเฟ่แห่งหนึ่ง ที่ให้บริการเครื่องดื่มชากาแฟกับของว่างชิ้นจิ๋วในราคาหลายร้อยบาท สองสาวไฮโซนั่งสนทนาไปพลางจิบกาแฟไปพลางไม่นานนักสารถีที่นัดไว้ก็ปรากฏตัว 


“ทางนี้ค่ะ” หล่อนโบกมือไหวๆ ให้เขาคนนั้น 


ชายหนุ่มก้าวสง่างามเข้ามาในร้าน สอดส่ายสายตามองหาแล้วก้าวไปที่มุมโซฟาสีแดงเชอรี่ พวกหล่อนยิ้มรับสารถีจำเป็นที่อยู่ในชุดลำลอง ดูสุภาพและสะอาดสะอ้านไปทั้งเนื้อทั้งตัว อีกใบหน้าได้รูปของเขาก็หล่อเหลาน่ามองจนกลายเป็นที่สนใจของคนรอบข้าง 


ไม่น่าแปลกใจนักหรอก ตัวปรมัตถ์เองก็เคยให้สัมภาษณ์ในแมกกาซีนหลายฉบับในฐานะนักธุรกิจหนุ่มรุ่นใหม่ไฟแรง ทายาทเจ้าสัวใหญ่เจ้าพ่ออสังหาริมทรัพย์ที่ใครๆ ก็รู้จัก ส่วนหญิงสาวอีกสองคนนั้นเด่นสะดุดตาในความงามและการแต่งกายโก้เก๋ที่ดูไม่ธรรมดา ทว่าพวกหล่อนก็ชินเสียแล้วที่จะทำหน้าเฉยๆ ราวกับไม่เห็นว่ามีสายตาคู่ใดจับจ้อง 


เมื่อตอนสายของวัน ปรมัตถ์เป็นคนพาหญิงสาวทั้งสองมาส่งที่ห้างสรรพสินค้าแล้วนัดแนะมารับหลังจากนั้นห้าชั่วโมง ปล่อยให้ทั้งคู่ได้คุยกันประสาผู้หญิงกับช้อบปิ้งให้เพลิดเพลิน จากนั้นจึงมารับพวกหล่อนกลับไปรับประทานมื้อค่ำที่บ้านสุริยวัฒน์พร้อมกัน 



ค่ำวันนี้ภายในคฤหาสน์หลังโตไม่เงียบเหงาดังเช่นทุกวัน ภายในโรงจอดมีรถอยู่หลายคันกับอาการวิ่งวุ่นเห็นหลังไวๆ ของคนครัวกับสาวรับใช้ที่เดินกันขวักไขว่ เตรียมอาหารเย็นกับตั้งโต๊ะเมื่อเห็นเวลาสมควร ยามนี้บนโต๊ะอาหารขนาดนั่งได้สิบคนจึงอุ่นหนาฝาคั่งไปด้วยเมนูอาหารไทยแบบที่ประมุขของสุริยวัฒน์กับลูกๆ ของท่านชอบรับประทาน 


เจ้าสัวพะศินมีใบหน้าแจ่มใสเมื่อได้เห็นลูกๆ อยู่กันพร้อมหน้า ไม่ว่าจะมองไปทางใดก็เรียกความอิ่มเอิมใจกับรอยยิ้มบนใบหน้าของผู้อาวุโส อีกทั้งเป็นวันพิเศษตรงที่...บุตรชายคนโตที่ไม่ใคร่เต็มใจจะร่วมโต๊ะด้วยสักเท่าไรก็ยังมานั่งอยู่ตรงหน้า เพียงแค่นี้มื้อนี้ก็ดูจะกลายเป็นมื้อพิเศษสุดในรอบหลายๆ เดือนแล้ว 


ครั้งนี้ต้องขอบใจปรมัตถ์ที่ชวนกึ่งขอร้องจนพัศพิมุขใจอ่อนยอมมาที่นี่ ใครๆ ต่างก็รู้ว่าพี่ชายของเขาหลบเลี่ยงการต้องเผชิญกับบิดา หลีกเลี่ยงการต้องกลับมาเหยียบคฤหาสน์หลังนี้ แต่เพราะเห็นว่าอีกไม่นานก็จะต้องกลับกระบี่พัศพิมุขจึงมาให้คราหนึ่ง ทว่าก็มีน้อยคนที่รู้ว่าพัศพิมุขก็เป็นแค่คนคนหนึ่งที่ไม่ชอบแสดงความรู้สึก ไม่ต้องการให้ผู้ใดเห็นความอ่อนแอ รับรู้ถึงความอ่อนไหว ด้วยการต้องกลับมายืนในที่ที่เต็มไปด้วยความทรงจำและการพลัดพราก มันทำให้เขาวางตัวปกติมิได้ 


อีกอย่าง...บนโต๊ะอาหารแห่งนี้ยังต้องมีตรีกูล ‘ไอ้น้องเขยนอกคอก’ ที่อาจกระตุ้นให้เขาตบะแตกเอาง่ายๆ จึงยากที่จะวางเฉยแล้วใส่หน้ากากว่าญาติดีด้วย ซึ่งปรมัตถ์ก็รู้ว่าเขาจะไม่ทำเช่นนั้นแน่นอน ฉะนั้นไม่ว่าจะกี่นาทีหรือกี่ชั่วโมงบนโต๊ะอาหารแห่งนี้จึงไม่ต่างจากเวลาที่นั่งอยู่บนเตาเผาที่แผดร้อน แล้วเขาจะอดทนได้นานสักเท่าไหร่กัน...? 


กระนั้น...พัศพิมุขก็มาตามคำขอ เขาพยายามวางตนให้นิ่งเท่าที่จะทำได้ ทว่าก็เกิดเรื่องผิดคาดจนได้นั่นคือ...คืนนี้ไม่มีตรีกูลร่วมโต๊ะ 


“อ้าว! แล้วนี่ตรีกูลไม่ลงมากินข้าวพร้อมกันหรอกหรือ...?” บิดาถามขึ้น 


“พี่ตรีไปฮ่องกงค่ะคุณพ่อ อีกไม่นาน...เราคงจะได้ข่าวดีเรื่องลูกค้ารายใหม่” พริมมาศบอกกับทุกคนแล้วยิ้มสวย ไม่ระแคะระคายต่อคำบอกของสามีแม้แต่น้อย คนที่ออกอาการกลายเป็นพี่ชายทั้งสองที่เบือนมาสบสายตากันพอดีแล้วปรมัตถ์ก็เหลือบไปเห็นสายตาของอลีนา ชายหนุ่มส่ายหน้าน้อยๆ แทนคำพูด เขารู้ว่าหล่อนรู้สึกอย่างไร เขากับหล่อนเองก็ตกอยู่ในภาวะน้ำท่วมปากเหมือนๆ กัน  


ท่านเจ้าสัวนั่งเป็นประธานหัวโต๊ะโดยมีศรีภรรยานั่งฝั่งขวา คอยปรนนิบัติอยู่ข้างๆ ส่วนลูกชายกับลูกสาวนั่งถัดไป ตามด้วยอลีนาซึ่งเป็นแขกของบ้านนั่งข้างๆ พริมมาศ บรรยากาศไม่อึดอัดนัก พัศพิมุขค่อยคลายหัวคิ้วที่ขมวดมุ่นตั้งแต่ก้าวเข้ามาในคฤหาสน์เมื่อไม่ต้องเจอกับศัตรูจังๆ ชายหนุ่มปล่อยให้เวลาผ่านไปอย่างช้าๆ ยิ้มสรวลไปกับบทสนทนาของน้องสาวน้องชายที่ผลัดกันเริ่มเรื่อง 


ฝ่ายท่านเจ้าสัวเหลือบมองลูกชายบ่อยครั้ง นึกอยากถามไถ่หากก็ติดอยู่ตรงริมฝีปากเพราะเขากับพัศพิมุขพูดจากันน้อยคำมาหลายปีแล้ว 


“นี่พี่พัศใกล้จะกลับแล้วจริงๆ หรือคะ ทำไมไม่อยู่กับพวกเรานานๆ หน่อยล่ะคะ” พริมมาศเอ่ยขึ้น เขาผงกศีรษะน้อยๆ พลางวางช้อนลงก่อนตอบ 


“พี่มานานกว่าทุกครั้งแล้ว ทางนู้นจะลำบากเพราะมีกันแค่ผู้หญิงกับคนแก่เท่านั้น” 


ปัญหาของอันดามันรีสอร์ตถูกเล่าขานมานานหลายปี นับตั้งแต่มารดาของเขายังมีชีวิตอยู่กระทั่งท่านสิ้นใจ ฝากฝังไว้ก็แต่ความเป็นห่วงความเป็นไปของรีสอร์ตกับพี่สาวคนเดียวของท่าน 


นั่นเป็นเหตุผลที่พัศพิมุขเป็นห่วงเป็นใยคนทางนั้นมากกว่า...คนทางนี้ที่มีคนห้อมล้อมดูแลเป็นพรวน ความหมางเมินที่เกิดขึ้นเพราะความน้อยอกน้อยใจที่พัศพิมุขเห็นคนอื่นดีกว่าเขาซึ่งเป็นบิดา พอกพูนกลายเป็นกำแพงสูงเสียดเมื่อชายหนุ่มตัดสินใจไปดูแลรีสอร์ตเล็กๆ ริมทะเล ปลดตัวเองจากการเป็นคนกุมอำนาจภายในอาณาจักรสุริยวัฒน์ลงทั้งหมด 


“ธุระร้อนหรือเปล่าครับพี่พัศ?” ปรมัตถ์ถามไถ่ คนเป็นพี่ชายผงกศีรษะไหวๆ 


“...ก็ไม่เชิง มันเป็นเรื่องยืดเยื้อเก่าๆ แต่ก็ต้องระวังตัวไว้ก่อน” 


“พวกนี้นี่แย่จริง ไม่รู้จะอยากได้ใคร่ดีที่ดินผืนนี้ทำไมนักหนา ทำให้พี่พัศวุ่นวายจนไม่มีเวลากลับมาพวกเราเลยนะคะ” พริมมาศบ่น 


“...ที่ไม่ค่อยได้มา เพราะพี่ไม่มีธุระปะปังอะไรที่กรุงเทพฯ ต่างหากล่ะยัยพริม” 


“ที่จริงมันก็แค่ธุรกิจเล็กๆ ที่เต็มไปด้วยปัญหา ทำเท่าไหร่ก็ไม่คุ้มเสีย ถ้ามันยุ่งยากนักก็ขายทิ้งหรือไม่ก็หาคนมาบริหารจะได้ไม่ต้องลงทุนลงแรงให้เสียเวลา ความสามารถกับสติปัญญาระดับแกมีมากเกินกว่าจะไปหมกตัวอยู่ในที่แคบๆ ขาดความเจริญแบบนั้น” 


เสียงทรงอำนาจหลุดจากปากผู้อาวุโส ร้อนให้ลูกๆ ทั้งสามให้หันมาทางเดียวกัน เชื่อว่าบิดาคงอดรนทนไม่ไหวจึงกล่าวออกมาเช่นนี้


แต่นี่ล่ะ ความปรารถนาลึกๆ ที่ซ่อนอยู่ในใจหลายปีของเจ้าสัว ซึ่งไม่เคยเห็นพ้องเรื่องที่พัศพิมุขจะทิ้งทุกอย่างที่กำลังเจริญก้าวหน้าไปอยู่ดูแลรีสอร์ตต๊อกต๋อย มูลค่าไม่กี่ล้านบาทอย่างที่ทำอยู่ 


“โทษทีเถอะ ฉันก็แค่เสียดาย....” ความสามารถของแก 


ทว่ายังพูดไม่ทันจบ คนเป็นลูกก็เงยหน้าขึ้นสบตรงๆ ค้านด้วยน้ำเสียงกระด้างแบบไม่ไว้หน้าใคร 


“อย่าเสียดายเรื่องที่ไม่สมควรเลยครับ ผมอยู่ในที่ของผมน่ะดีแล้ว แค่ที่ดินหยิบมือกับกิจการเล็กๆ แต่ก็ทำมาหาเลี้ยงชีวิตอีกหลายครอบครัวที่นั่น ผมไม่เหมาะกับบริษัทใหญ่โต คุมคนหลักพันของพ่ออีกแล้ว เพราะต่อให้มันใหญ่โตโอ่อ่าแค่ไหนแต่อยู่แล้วหาความสุขไม่ได้ก็ไม่มีค่าหรอกครับ” พัศพิมุขกล่าวเย็นชา นัยน์ตาท้าทายจนคนฟังออกอาการสั่นน้อยๆ ขณะระงับโทสะที่แปรขึ้นมาเป็นริ้วๆ 


“ความสุขบ้าบอของแกมันวัดจากอะไรล่ะ ฉันไม่เข้าใจและไม่เคยเข้าใจว่าทำไมแกถึงกลายเป็นคนเห็นแก่ตัว ทิ้งพ่อทิ้งน้องได้ลงคอ” 


“หึ! อย่ากล่าวหากันถึงขั้นนั้นเลยครับ ถึงไม่มีผม...พ่อก็ยังมีนายโปรดกับยัยพริมที่เป็นทั้งมือขวา มือซ้าย พ่อมีทุกอย่างครบ ขาดผมไปสักคนไม่ได้กระทบกระเทือนธุรกิจของพ่อ แต่ถ้าที่นั่นไม่มีผมล่ะก็...สะเทือนแน่” 


“ใช่สิ แกห่วงก็แต่คนอื่น แต่ไม่เคยห่วงฉันเลย ใช่ไหม...เจ้าพัศ?” ประชดประชัน พัศพิมุขส่ายหน้าผุดรอยยิ้มที่ยากจะแปลความ 


“ถ้าหากพ่อห่วงใครเป็นเมื่อไหร่ วันนั้นก็จะมีคนห่วงพ่อเองล่ะครับ” 


“ไอ้พัศ! แก...” 


เสียงโยนช้อนกระทบจานกระเบื้องดัง ‘เคร้ง’ ปลายนิ้วยกขึ้นชี้หน้าลูกชาย ทำให้บรรยากาศบนโต๊ะอาหารเปลี่ยนไปในทันที ชั่วอึดใจที่ความเงียบงันเข้าครอบงำจนถ้วนหน้า 


“ท่านคะ” ภรรยาข้างกายปรามเสียงหนัก ลุกขึ้นมาประคองเมื่อเห็นกายท้วมใหญ่โกรธจนตัวสั่น หล่อนเกรงว่าอาการสามีจะกำเริบพริมมาศได้สติก่อน หล่อนขยิบตาให้พี่ชายคนรองแล้วรีบเปลี่ยนเรื่อง 


“คุณพ่อขา พริมว่า...เราคุยเรื่องอื่นกันเถอะค่ะ เสียงดังกันอย่างนี้ ดูซี ยัยลีน่าเกร็งไปหมดแล้ว” 


“จริงค่ะคุณลุง ใจเย็นๆ ก่อนนะคะ” อลีนาเสริม หล่อนยิ้มแหยๆ 


“ทานกันต่อนะคะคุณพ่อ คุณนิฐ อาหารชืดหมดแล้ว”


“พี่พัศครับ...” ปรมัตถ์เรียกแล้วผงกศีรษะให้พี่ชายที่เพิ่งเปล่งวาจาเชือดเฉือน แสดงกิริยาเย่อหยิ่งใส่บิดาอย่างไม่ลดละ สบตาขอร้องให้เขาหยุด 


“......” ฝ่ายนั้นเม้มริมฝีปากแน่นตอนปรายตามองผู้เป็นบิดา พัศพิมุขสูดลมหายใจยาวลึก ข่มกายข่มใจด้วยอาการที่ไม่ต่างจากเจ้าสัวเฒ่าเพียงแต่คนชราสะสมโรคประจำตัวย่อมส่งผลร้ายมากกว่า  


“ท่านคะ ประเดี๋ยวโรคหัวใจจะกำเริบนะคะ” กนิฐฐาบอกพลางแตะมือผู้เป็นสามี บีบหนักๆ สบสายตาด้วยความห่วงใย คนถูกห่วงจึงผงกศีรษะรับอย่างเสียไม่ได้ 


“ฉันไม่เป็นอะไรหรอกน่ะคุณนิฐ ฉันยังไม่ตายง่ายๆ ให้ใครนึกสมน้ำหน้าเอาหรอก หึ!” 


“นายโปรด พี่อิ่มแล้วจะออกไปสูดอากาศข้างนอกหน่อย” 


พัศพิมุขรวบช้อนแล้วผุดลุกขึ้นเต็มความสูง เจ้าของใบหน้าบูดบึ้งก้าวพรวดๆ ออกจากห้องอาหารโดยไม่สนสีหน้าเหวอของใคร พริมมาศถอนใจแล้วรีบหันมาพยักเพยิดให้อลีนารับประทานต่อ พร้อมกับชวนบิดาพูดคุยให้คลายความตึงเครียด 


ส่วนหน้าที่เจรจากับพัศพิมุขตกเป็นของปรมัตถ์ไปโดยปริยาย ชายหนุ่มคนน้องก้าวเร็วๆ ไปจนถึงระเบียงที่มีพัศพิมุขยืนนิ่งๆ สอดมือเข้าไปซุกไว้ในกระเป๋ากางเกงยีนส์สีน้ำทะเลข้างหนึ่ง ทอดสายตาออกไปไกลๆ ในความมืดมิดของสวนกว้างที่ยามนี้เห็นเพียงแสงเงาตะคุ่มๆ 


“พี่พัศครับ ผม...” ปรมัตถ์ทำท่าจะเอ่ยปากพูด ทว่าคนที่ยืนอยู่ก่อนโบกมือห้ามพร้อมกับผินกายกลับมาเผชิญหน้า 


“ไม่ต้องพูดอะไรหรอกนายโปรด มันเป็นเรื่องธรรมดาของเรา พ่อ-ลูก แล้วฉันก็ทำใจมาแล้วว่าต้องเป็นแบบนี้” บอกเสียงเรียบ 


“อย่าถือคุณพ่อนะครับ พี่พัศก็รู้ว่าคุณพ่อพูดไปเพราะความโมโห ท่านน้อยใจที่พี่พัศคิดแต่จะกลับกระบี่็เลยพานคิดว่าพี่พัศไม่สนใจใยดีธุรกิจที่พ่ออุตส่าห์สร้างไว้ให้พี่ อย่าโกรธคุณพ่อเลยนะครับ” 


“ฉันไม่เคยคิดอย่างนั้น แต่ถ้าจะให้อธิบายเรื่องเดิมบ่อยๆ ก็ไม่ไหว นายก็รู้ว่าฉันไม่มีเหตุผลอื่นนอกจากที่นั่นเป็นสมบัติของแม่ แล้วฉันก็อยากเป็นคนดูแลให้มันเติบโต สถานการณ์ทำให้ฉันต้องเลือกเพราะไม่สามารถอุ้มทั้งสองอย่างไว้ในมือ มันจะเกิดความเสียหายมากกว่า นายจึงเหมาะสมที่จะเป็นคนดูแลสุริยวัฒน์...ไม่ใช่ฉัน” 


“ผมก็เคยบอกพี่พัศแล้วเหมือนกันว่าผมจะทำหน้าที่ให้ดีที่สุด แต่เมื่อไหร่ที่พี่พัศพร้อม...ก็ขอให้กลับมา ผมยินดีจะคืนทุกอย่างให้พี่” 


พัศพิมุขรู้ซึ้งในความปรารถนาดีของปรมัตถ์ แต่เวลานี้เขาทำได้เพียงวางมือบนบ่าอีกฝ่ายแล้วบีบหนักๆ เขารู้ดีว่าวันที่เขา ‘พร้อม’ จะกลับมามันไม่มีวันจะมาถึง... 



อันดามันรีสอร์ต กลายเป็นที่พำนักแห่งใหม่ของเอื้องอลินในฐานะแขกของคุณแพรวพรรณ ท่านเมตตาให้อยู่พักรักษาตัวที่บ้านพักแบบวิลล่าหลังที่ไกลกว่าหลังอื่นซึ่งได้รับการออกแบบให้กลมกลืนไปกับธรรมชาติ ด้วยการใช้ไม้ไผ่ผสมผสานกับวัสดุสมัยใหม่อย่างผ้าเต้นท์สีขาวทำเป็นหลังคาทรงโดม 


ภายในนั้นมีเครื่องเรือนครบครัน ตรงกลางวางเตียงขนาดคิงไซส์ สองข้างเป็นโต๊ะหัวเตียง ส่วนตู้กับโต๊ะเครื่องแป้งวางชิดผนังห้องซึ่งเป็นทรงกลมรับกัน มุมหนึ่งต่อยื่นออกเป็นห้องน้ำขนาดย่อมๆ ถือเป็นบ้านพักแบบเอนกประสงค์ที่สะดวกสบาย น่าอยู่ 


ภายในอันดามันรีสอร์ตมีบ้านพักหลายแบบโดยแบ่งออกเป็นโซนๆ กับวิวที่ต่างกันออกไป วิลล่าหลังที่เอื้องอลินพักนั้นมีจุดเด่นตรงที่ด้านหน้าเป็นเวิ้งชายหาด ไม่ว่าจะเช้าสายบ่ายหรือเย็นก็ออกมายืนรับลมชมวิวได้ตลอด ส่วนด้านข้างกับด้านหลังเป็นสวนดอกไม้ที่เรียกความสดชื่นยามพบเห็น 


เอื้องอลินสบายอกสบายใจที่ได้อยู่ที่นี่ เธอสัมผัสได้ถึงความยิ้มแย้มและมิตรไมตรี รวมถึงความเมตตาเอ็นดูที่ได้รับจากท่านเจ้าของรีสอร์ตเสมอต้นเสมอปลาย เมื่ออาการทุเลาพอจะออกมาข้างนอกจึงฆ่าเวลาด้วยการไปอยู่ตรงส่วนรับรอง คอยซักถามเอาความรู้จากหนูเล็กที่อยู่มาก่อนหลายปี กับใช้วิธีครูพักลักจำจากการทำงานที่เห็นและอาสาช่วยงานเล็กๆ น้อยๆ ภายในรีสอร์ต 


เรื่องนี้รู้ไปถึงหูคุณแพรวพรรณซึ่งก็ไม่ได้แปลกใจเท่าไรนัก ด้วยทราบจากนางพวงครามมาก่อนแล้วว่าหญิงสาวเพิ่งเรียนจบ ซ้ำยังร่ำเรียนเกี่ยวกับการโรงแรมจึงใฝ่หาความรู้เอาที่นี่ 


วันนี้คุณแพรวพรรณชวนเอื้องอลินมาทานมื้อเย็นที่เรือนพักส่วนตัว หญิงสาวจึงมีโอกาสเห็นว่าบนเรือนหลังนั้นตกแต่งแบบร่วมสมัยไว้อย่างลงตัว บริเวณชานเรือนกว้างขวางมีลมพัดโกรกกระทบเหล่าโมบายเป็นเสียงกรุ๊งกริ๊งๆ รอบๆ ชายคาห้อยแขวนกระถางกล้วยไม้ที่กำลังเบ่งบานอวดดอกโต มองแล้วก็เพลินตา ตรงนั้นเป็นที่ตั้งของโต๊ะรับประทานอาหารที่ทำจากไม้สักลงชแล็คจนออกเงา วางสำรับอาหารพื้นบ้านท่าทางรสจัดสามสี่อย่างบนโต๊ะ 


หญิงสาวร่างบางในชุดลำลองทักทายแล้วนั่งลงยังเก้าอี้ตัวข้างๆ ประมุขของบ้าน เผลอสอดส่ายสายตามองไปรอบๆ ด้วยไม่คิดว่าจะมีคุณแพรวพรรณผู้เดียวในบ้านหลังใหญ่ขนาดนี้ 


“มีแค่เราสองคนเท่านั้นล่ะแล้วก็...แม่วรรณเขาอีกคน ทีนี้เข้าใจความเหงาของคนแก่ขึ้นมาบ้างแล้วล่ะสิหนู” ท่านพูดยิ้มๆ พอดีนางมะลิวรรณตามออกมาสมทบ พร้อมด้วยน้ำเย็นๆ ลอยด้วยดอกมะลิ 


“จริงค่ะ หนุ่มๆ บ้านนี้ไม่ค่อยจะอยู่ติดบ้านสักคน” แม่วรรณจุดยิ้ม ดูเหมือนจะเจรจาเข้าใจกันเพียงสองคน เอื้องอลินจึงเข้าใจไปเองว่า...พวกเขาคงจะเทเวลาให้คนรักจนหมดจึงไม่มีเวลาให้คนที่บ้าน คุณแพรวพรรณหันมาหาคนอ่อนวัยที่สุดในวงสนทนา 


“หลานชายกับลูกชายฉันยังไม่กลับจากกรุงเทพฯ ไปธุระทีเป็นเดือนๆ น่ะ แต่ก็โชคดีที่มีหนูเอิงมาคอยชวนคุย อุตส่าห์มากินข้าวเป็นเพื่อนกัน ฉันกับแม่วรรณจะได้ไม่ต้องคุยกันเองประสาคนแก่ บางทีก็เบื่อหน้ากันเหมือนกันนะ ก็อยู่กันมาตั้งแต่สาวจนแก่แล้วนี่นา” 


“จริงค่ะคุณ เบื้อเบื่อ” นางผสมโรง 


“ถ้าคุณป้ามีอะไรเรียกใช้เอิงได้เลยนะคะ ไม่ต้องเกรงใจ จะไปตลาดหรือเข้าครัวทำกับข้าวก็ได้ แต่ก่อนเอิงก็ช่วยที่บ้านทำอยู่บ่อยๆ” 


“อย่างนี้ก็ดีซี เดี๋ยวป้าจะชวนไปด้วยกันนะ” 


แม่วรรณยิ้มแป้นออกนอกหน้า มองหาทายาทเรื่องอาหารอยู่นานแล้วแต่ไม่เคยถูกใจใครถึงขั้นอยากให้วิชา ครั้งนี้มาเจอเอื้องอลินนี่แหละคนแรกที่ออกปากว่าอยากสอน คุณแพรวพรรณคลี่ยิ้มพลางจับตามองกริยามารยาทของคนตรงหน้า นุ่มนิ่มเรียบร้อย พูดจาอ่อนหวานและนอบน้อมผู้หลักผู้ใหญ่ 


นานเข้า...ท่านก็ยิ่งมั่นใจในสายตาตัวเอง ขาดก็แต่ชายหนุ่มที่ท่านอยากให้ได้พบกันดูว่าจะคิดเหมือนท่านไหม แต่ก็ยังไม่กลับกันมาสักที ยามนั่งเผลอๆ ท่านก็ทอดถอนใจเสียทีหนึ่ง 


“ฉันมีแต่หลานชาย โตแล้วก็หายหน้าหายตา เรารึจะชวนทำกิจกรรมประเภทสวยๆ งามๆ ก็ไม่เข้าท่า ยังดีที่พาไปวัดไปวาบ้างถ้าขอร้อง ถ้าฉันมีหลานสาวสักคนก็คงดี เรื่องแบบนี้จะได้ไม่ต้องไหว้วานเขาให้ลำบาก” 


“งั้นก็ขอหนูเอิงมาเป็นหลานเสียเลยสิคะคุณ สวยๆ น่ารักๆ อย่างนี้ ใครได้ไปก่อนล่ะเสียดายแย่” แม่วรรณว่า 


เอื้องอลินเพียงฟังเงียบๆ แล้วยิ้มอ่อน ไม่คิดเลยว่าคุณแพรวพรรณจะจริงจัง...ปานนี้ 


“ดีเหมือนกันนะแม่วรรณ ทำไมฉันถึงไม่คิดถึงเรื่องนี้นะ” ท่านหัวเราะอย่างอารมณ์ดี 


“เอ้อ แต่ฉันคิดเรื่องนี้มาหลายวันแล้วกะจะถามหนูเอิงสักหน่อย หนูชอบรีสอร์ตที่นี่ไหม ถ้าไม่รังเกียจว่าที่นี่เป็นแค่รีสอร์ตเล็กๆ อยู่กันแบบคนในครอบครัวล่ะก็...ถึงจะรักษาตัวหายดีแล้วก็ขอให้อยู่ที่นี่ต่อแล้วก็ทำงานกับฉัน อันดามันรีสอร์ตต้องการคนมีความตั้งใจ มีความรับผิดชอบมาช่วยกันดูแล” 


“......” 


ความที่ไม่เคยคิดเรื่องนี้มาก่อนเอื้องอลินถึงกับนิ่งอึ้ง เธอชอบที่นี่อย่างไม่มีข้อสงสัยกับซึ้งในน้ำใจของผู้คน เธอหลงรักทะเลที่เต็มไปด้วยความสุขสงบแบบที่หาไม่ได้ในเมืองหลวง เคยคิดแต่เพียงเล่นๆ ว่าถ้าได้อยู่นานๆ ก็จะดีไม่น้อย ส่วนเรื่องหางานทำนั้นก็คิดแต่ไม่ใช่สถานที่ที่ไกลจากบ้านหลายโยดเพียงนี้ เมื่อถูกตั้งคำถามกระทันหันจึงเงียบงัน 


“ที่ฉันถามก็เพราะรู้มาว่าหนูเพิ่งเรียนจบแล้วก็เป็นสายการโรงแรม ทีนี้ก็ขึ้นอยู่กับตัวหนูว่าอยากทำงานที่นี่หรือไม่ เพราะอยากได้คนดีๆ มาอยู่ใกล้ตัวหรอกฉันจึงกล้าถาม” 


อาการนิ่งเงียบดูจะเป็นการตัดรอนน้ำใจผู้อาวุโสเกินไป หญิงสาวขยับตัวน้อยๆ กดศีรษะลงพร้อมประณมมือไหว้ 


“เอิงกราบขอบพระคุณคุณป้า แล้วก็ป้าวรรณมากค่ะที่มีเมตตา เรื่องนี้...เอิงขอเวลาสักนิดนะคะ” แบ่งรับแบ่งสู้ตอบคำ 


“ได้ซีจ๊ะ หนูจะตอบเมื่อไหร่ก็ได้” ท่านยิ้มตอบ 


“ถึงหนูจะปฏิเสธฉันก็ไม่โกรธหรอกนะ ไม่ต้องคิดมาก” 


“ค่ะ” เอื้องอลินยอมรับว่าคำทาบทามของคุณแพรวพรรณมีน้ำหนักจนเธอต้องคิดหนัก เธอรู้ดี...จะแขวนตัวเองไว้ที่นี่ในฐานะนักท่องเที่ยวตลอดไปไม่ได้ ทิ้งช่วงเวลาของการพักผ่อนหลังเรียนจบก็ต้องหางานทำให้เป็นหลักเป็นแหล่ง นอกจากเลี้ยงตัวเองยังจะได้ผ่อนภาระจากไอศิยาบ้าง เมื่อมีคนหยิบยื่นโอกาสมาตรงหน้า ซ้ำยังตรงกับสายงานที่เล่าเรียนมาจะไม่ให้เก็บมาไตร่ตรองได้อย่างไร 


หญิงสาวเองชอบทะเลเป็นทุนอยู่แล้ว อีกทั้งทุกคนที่นี่ก็ดีกับเธอโดยเฉพาะผู้หลักผู้ใหญ่ทั้งสองที่แสดงความเอื้อเอ็นดู อยู่ใกล้ๆ แล้วอุ่นใจ ติดอยู่ตรงที่ที่นี่ห่างจากบ้านร่วมพันกิโล ไกลจากครอบครัวที่มีนางสุพรรณษากับไอศิยารออยู่ 


เอื้องอลินทิ้งเวลาไปเสียหลายวันนับแต่เกิดอุบัติเหตุ โทรศัพท์มือถือเครื่องบางจึงถูกทิ้งไว้ก้นกระเป๋าจนแบตเตอรี่หมดเกลี้ยง เพิ่งมารู้เอาก็ตอนที่เธอหยิบมันขึ้นมาเพราะตั้งใจจะโทรกลับบ้าน 


กริ๊ง กริ๊ง กริ๊ง...งง 


ที่ปลายทาง...เสียงกริ่งจากโทรศัพท์ตั้งโต๊ะดังขึ้นไม่กี่ครั้งจึงมีคนรับสาย เสียงปลายสายเป็นหญิงอ่อนวัยติดจะห้วนอยู่สักหน่อยซึ่งก็ทำให้เอื้องอลินรู้ในทันทีว่าเป็นไอศิยา ไม่กี่วินาทีผ่านไปน้ำเสียงของฝ่ายนั้นก็เปลี่ยนเป็นดีใจ กระตือรือร้นจนถึงขีดสุด 


“ยัยเอิง!” 


“จ๊ะเอิงเอง” คนโทรไปยิ้มอ่อนพร้อมรับกับเสียงบ่นที่ตามมา อารมณ์ต่างจากฝ่ายที่รับสายเป็นไหนๆ ไอศิยาทำเสียงขัดใจในลำคอ  


“โหย...หายตัวไปไหนมาน่ะเอิง โทรไปเป็นร้อยรอบก็ปิดเครื่องตลอด รู้บ้างไหมเนี่ยว่าไอซ์เป็นห่วงแทบตายแหน่ะ” หล่อนบ่นอุบ 


“ขอโทษจ๊ะขอโทษ แต่เอิงไม่ได้หายไปไหน แค่เปลี่ยนที่พักแล้วก็เกิดเรื่องวุ่นๆ ขึ้นเท่านั้นเอง ขอโทษที่ทำให้เป็นห่วง ว่าแต่...ไอซ์มีอะไรเหรอ?” 


“มีซี เรื่องใหญ่ด้วย อุ้ย! เดี๋ยวนะเอิง ไอซ์จะวางหูแล้วโทรกลับไปใหม่ด้วยมือถือ ตรงนี้...แมลงสาบมันเยอะ” 


เจ้าหล่อนค่อนเมื่อหางตาเหลือบไปเห็นไอศูรย์เดินเตร่อยู่ใกล้ๆ นับแต่เกิดเรื่องกับญาติผู้น้อง ไอศิยาก็ระวังตัวแจ ไม่ยอมไว้ใจใครทั้งนั้นกระทั่งพี่ชายของตัวเอง ตั้งแต่เอื้องอลินไม่อยู่ ไอศูรย์ก็ทำท่ามีลับลมคมในถามถึงกับมารดาบ่อยๆ อยากรู้ให้ได้ว่าเอื้องอลินไปไหน จะกลับเมื่อไหร่ รวมถึงออกอาการกันท่าเมื่อมีชายหนุ่มมาหาน้องสาวถึงบ้าน ที่แปลกไปกว่านั้นก็คือ...เขาเป็นเดือดเป็นร้อนเรื่องที่จะมีงานมงคลมากเกินไป 


“มีอะไรหรือเปล่าน่ะไอซ์?” เอื้องอลินถามเบา ไม่วายนึกไปถึง...พี่ชาย 


“ก็เรื่องแต่งงานไง เอิงต่างหากล่ะที่ไม่ได้บอกอะไรไอซ์?” หล่อนเปิดประเด็น คนทางไกลครางตอบแบบงงๆ 


“ใครจะแต่งงานกับใครเหรอไอซ์...?” 


“......!” 


คำบอกเล่าของไอศิยาทำเอาร่างน้อยที่นั่งอยู่บนเตียงตัวแข็งเป็นหุ่น ดวงตาสีน้ำผึ้งเบิกโพลงด้วยความตกใจ และยังคงนิ่งค้างอยู่เช่นนั้นแม้นว่าจะวางสายจากญาติสาวไปแล้ว ประกายแห่งความวูบไหวสับสนเอ่อท้นอยู่ในดวงตาคู่หวาน เธอตกตะลึงกับการกระทำที่พูดได้เต็มปากว่า...ช่างกล้าบ้าบิ่น อีกทั้งไม่เคยคิดเลยสักนิดว่าเขาคนนั้นจะวกกลับมาแล้วทำตามที่ลั่นปากไว้จริงๆ 


นอกจากไม่กลัวว่าจะถูกเปิดโปงเอาผิด เขายัง...ยังกล้าประกาศอีกว่าจะแต่งงานกับเธอ 


คุณพัศ... 


‘...คนที่บ้านของคุณควรรู้จักว่าผมเป็นใคร และถ้าพวกเขารู้...สิทธิ์ในการดูแลตัวคุณก็จะตกเป็นของผมอย่างไม่มีข้อแม้’ 


เสียงห้าวห้วนสะท้อนขึ้นในห้วงความทรงจำ ร่างบอบบางสะท้านน้อยๆ ด้วยมิใช่เพียงสุ้มเสียงที่แสดงอำนาจเหนือกว่า เรียวตาดุๆ สีนิลที่ฉายแววเอาจริงก็ยังแจ่มชัดในสำนึก ยามที่เขากับเธอเนื้อตัวเปียกปอนจากสายฝน อ้อมกอดแข็งๆ ที่กำลังกักกันไม่ให้เธอหนีหายก็กลับเผื่อแผ่รอยอุ่นจนรู้สึก...ร้อนไปถึงในทรวง 


อ่า...จะคิดถึงเขาทำไมอีกนะเอิง 


เอื้องอลินสะดุดลมหายตัวเองเมื่อความนึกคิดพรั่งพรู เข้าขั้น...เพ้อเจ้อ เธอเม้มกลีบปากอิ่มอย่างอดกลั้นเมื่อกำแพงความพยายามที่จะลืม จู่ๆ ก็คล้ายจะล้มครืนลงมา ภาพชายหนุ่มหน้าดุผุดขึ้นเป็นฉากๆ ภาพแล้วภาพเล่า...จนต้องปัดทิ้งด้วยการสลัดศีรษะแรงๆ ลงท้ายยังไม่ได้ผลหญิงสาวหลับตาหนี เมื่อรู้สึกถึงหยดอุ่นที่กลั่นตัวอยู่แถวๆ หน่วยตา 


พอทีเถอะ หายไปเสียทีได้ไหม... 


‘คุณพัศ นี่เขาเป็นใครเหรอเอิง แม่เล่าให้ฟังว่า...เขาบอกว่ารู้จักกับเอิง คบหากันเงียบๆ สักพักก่อนจะตัดสินใจมาสู่ขอ มันตั้งแต่เมื่อไหร่กัน ไม่เห็นเคยเล่าอะไรให้ไอซ์ฟังบ้างเลย’ 


บทสนทนาของไอศิยาดังขึ้นแทนที่ ภาพของชายหนุ่มที่ชื่อ ‘พัศ’ ก็ฟุ้งหายไป เอื้องอลินขย้อนก้อนแข็งๆ ที่จุกแน่นจนปริ่มลำคอก่อนตอบเบา... 


‘หลังจากเลิกกับพี่ตรีแล้วน่ะ เมื่อไหร่...เอิงก็จำไม่ได้เหมือนกัน’ เธอพูดราวกับว่า...ช่วงเวลานั้นไม่อยู่ในความทรงจำ 


‘แต่แบบนี้ก็ดีเหมือนกันนะเอิง จริงๆ ไม่ต้องคบหลายปีหรอก ถ้าเจอแล้วใช่ก็แต่งเลย ไม่งั้นจะเจออาถรรพ์คบนานแต่ไม่ได้แต่งอย่างพี่ตรีอีก’ 


‘อืม..มม’ ครางรับอย่างเสียไม่ได้ 


เพราะไอศยาไม่รู้ความจริงน่ะสิว่าคนที่เธอจะแต่งงานด้วยเป็นคนที่ไม่เคยแม้แต่จะคบกันด้วยซ้ำ นี่ถ้ารู้ว่าข้ามขั้นไปแบบนี้ยังจะเห็นด้วยอีกไหม...? 


‘คุณพัศ เขาฝากบอกแม่ไว้ว่าเขาพร้อมจะแต่งงานทุกเมื่อ เอิงกลับมาเมื่อไหร่ให้ส่งข่าว เขาจะส่งผู้ใหญ่มาสู่ขออย่างเป็นทางการอีกที คราวนี้ล่ะบ้านเราจะได้มีเรื่องดีๆ เกิดขึ้นบ้าง’ 


‘สะใจอีกอย่าง...งานนี้มีคนผิดหวังหลายคนเชียว คนหนึ่งก็พี่โอมที่จะหาประโยชน์จากเอิงไม่ได้อีก แล้วก็ไอ้เพื่อนเฮงซวยนั่นอย่างไรล่ะ คราวนี้พี่ตรีไม่กล้ามายุ่งกับเอิงอีกแน่ หึๆ’ ไอศิยาค่อน 


ข้อดีของการแต่งงานครั้งนี้จะทำให้ตรีกูลตัดใจ ไม่มาข้องเกี่ยวกับเธออย่างถาวร จริงๆ มันก็ดี แต่...เรื่องแต่งงานเป็นเรื่องใหญ่ ชีวิตคู่คือการเริ่มต้นของคนสองคนที่จะต้องครองคู่ไปจนตลอดชีวิต มันจึงเป็นการเริ่มต้นที่ไม่รู้ว่าจะไปจบตรงที่ใด อาจเป็นการหย่าร้างเพราะไม่มีความรักหล่อเลี้ยงในที่สุด นั่นใช่ไหมที่เธอต้องเผชิญ...? 


...ไม่รู้จริงๆ ว่าเขาพูดถึงเธออย่างไรบ้าง เล่าเรื่องราวในคืนนั้นแบบไหน ผู้เป็นป้าจะเข้าใจเรื่องที่เกิดขึ้นว่าอย่างไร ถ้าเขาอ้างเรื่องนี้ขึ้นมาก็จะกลายเป็นการแต่งงานเพื่อกู้หน้า รักษาชื่อเสียงให้ตัวเธอเองกับครอบครัว มันจึงเป็นการแต่งงานที่มีต้นเหตุจากความผิดพลาด มันถูกแล้วจริงๆ น่ะหรือ...ที่เธอจะใช้ผู้ชายคนนี้เป็นเกราะกำบัง หนีจากอดีตคนรัก 


แต่ถ้าครั้งนี้ตัดสินใจผิดพลาดล่ะก็...ชีวิตของเธอก็คงไม่ต่างจากหนี มาร ไปเผชิญหน้ากับ อสูร ที่ร้ายกว่า 


ไม่... 


ดูราวกับว่า...หลังจบการสนทนากับไอศิยาแล้ว จะทำให้เธอได้คำตอบที่จะให้กับคุณแพรพรรณได้สักที



ย่างเข้าหน้าฝน จังหวัดกระบี่ที่ขึ้นชื่อเรื่องมรสุมกับมีฝนตกแทบจะทุกหย่อมหญ้าได้แบบไม่มีปี่มีขลุ่ย ไม่เว้นว่าเป็นฤดูกาลไหน บางครั้งก็มีคลื่นลมจนต้องห้ามมิให้ออกเรือไปยังเกาะต่างๆ ทว่าก็ยังมีนักท่องเที่ยวจากทุกสารทิศเดินทางมาที่นี่ อันดามันรีสอร์ตจึงไม่ว่างเว้นจากการต้อนรับคณะทัวร์ที่มีทั้งแขกต่างชาติและคนไทย ส่วนใหญ่มากันเป็นครอบครัว บ้างก็มาฮันนิมูนเป็นคู่ ด้วยเหตุนี้จึงมีผู้คนเปลี่ยนหน้าเข้ามาพักจนพนักงานไม่มีเวลาว่างมานั่งหาวหวอดๆ เป็นแน่ 


ความสุขจากการได้ทำงานที่รักดูจะทำให้เอื้องอลินผูกพันกับที่นี่มากขึ้น จากพนักงานฝึกหัดก็ผันตัวมาเป็นพนักงานต้อนรับประจำรีสอร์ต ผลจากความตั้งใจและใส่ใจในการทำงานกับมีความสุภาพอ่อนน้อมเป็นอาวุธทำให้หญิงสาวเป็นที่รักของทุกคน โดยเฉพาะเป็นที่เอ็นดูของนายผู้หญิงแห่งอันดามันรีสอร์ตจนใครๆ เอาไปเล่าลือว่า...ท่านมองไว้ให้หลานชายคนโปรด 


อันที่จริง...เอื้องอลินมิได้อนาทรร้อนใจเรื่องนี้เลย ใครจะพูดอะไรก็ไม่ถือสา ไม่ได้เก็บมาคิดเป็นจริงเป็นจังเพราะคิดว่าเป็นแค่เรื่องพูดเย้าๆ กันเท่านั้น อีกทั้งจนป่านนี้แล้วหลานชายท่าน ชายหนุ่มที่ใครๆ ต่างก็พูดถึงไม่เคยมาปรากฏตัวหรือมีวี่แววว่าเขาจะกลับมา หรือถ้าเขาเกิดกลับมาจริงๆ ก็เป็นไปไม่ได้อยู่ดีที่คุณแพรพรรณจะบังคับหลานชายท่านให้มาสนใจผู้หญิงอย่างเธอ 


กริ๊ง กริ๊ง กริ๊ง...งง 


“อันดามันรีสอร์ต มีอะไรให้รับใช้คะ?” 


“...ค่ะๆ ทราบแล้วค่ะ” 


“เดี๋ยวหนูเล็กส่งรถไปรับ...พร้อมกับรับแขกกรุ๊ปหนึ่ง เป็นชาวอังกฤษสองคนค่ะ” 


หนูเล็กโต้ตอบสายนั้นอย่างนอบน้อมพลางสอดส่ายตาหาหญิงสาว เมื่อเห็นก็กวักมือไหวๆ แล้วส่งกุญแจรถให้พลขับจำเป็น หล่อนเป็นหญิงสาวรูปร่างบอบบางในชุดฟอร์มของพนักงานประจำอันดามันรีสอร์ต 


มันเป็นชุดกางเกงผ้าฝ้ายสีน้ำตาลเปลือกไม้ จับป้ายมาด้านหน้าจนคล้ายกางเกงกระโปรง ตัวเสื้อเป็นคอกลมแขนกุดมีสีน้ำตาลอ่อนกว่า ผ่าหน้าติดกระดุมสองเม็ด ตัดเย็บด้วยเนื้อผ้าแบบเดียวกัน ตรงช่วงเอวมีผ้าสีครีมพันทับจนอวดเอวองค์คอดเล็กกับสะโพกกลมกลึงของผู้สวมใส่ 


เรือนผมยาวสลวยถูกเกล้าขึ้นไปขมวดเป็นมวยไว้ด้านบน ข้างๆ แซมด้วยดอกกระดังงาสีขาวนวล อวดให้เห็นวงหน้ากระจ่างใสรูปไข่กับเครื่องหน้าจิ้มลิ้มที่มองแล้วช่างเพลินตา หนูเล็กบอกรายละเอียดของแขกที่ต้องไปรับที่สนามบินพร้อมกับส่งชื่อแขกตามหลัง ด้วยการฝากข้อความไว้ในมือถือของเธอ 


ครึ่งชั่วโมงผ่านไป เอื้องอลินก็ไปถึงสนามบินที่เคยมาเป็นครั้งที่สามแล้วนำรถไปจอดเทียบใกล้ๆ ทางออกที่มีผู้คนพร้อมสัมภาระเดินกันขวักไขว่ ทั้งคนที่เพิ่งเดินทางมาถึง ทั้งคนที่มารับ แขกทั่วไปรวมทั้งคนจากทางโรงแรมที่ชูป้ายหรา เธอก้มลงอ่านข้อความในมือถือแล้วยกข้อแขนเล็กๆ ขึ้นดูนาฬิกาข้อมือ ร้อนใจ...เพราะมาถึงเกินเวลาไปเล็กน้อยจึงรีบดับเครื่องยนต์ ลงจากรถแล้วก้าวเร็วๆ เข้าไปภายในสนามบิน 


แขกคู่แรกเป็นชาวต่างชาติสัญชาติอังกฤษจองที่พักมาเป็นคู่ รู้อย่างนั้นจึงเข้าไปสอบถามหนุ่มสาวคู่หนึ่ง เดาได้ถูกเผงจึงพาพวกเขาไปที่รถ คราวนี้ก็เหลืออีกหนึ่งคนซึ่งเป็นคนไทย หนูเล็กบอกเพียงว่า...เขาคนนี้จะมาหาที่รถเอง 


เวลานี้บริเวณด้านหน้าสนามบินพลุกพล่านไปด้วยผู้คนกับรถจำนวนมาก บ้างจอดเรียงเป็นแถวตามแนวฟุตบาท บ้างขับช้าๆ ชะลอรับผู้โดยสารจนเป็นที่เกะกะสายตา ทว่าต่อให้รถราบริเวณนั้นจะแน่นขนัดเพียงไหน สายตาคู่หนึ่งกลับจ้องเขม็งไปที่รถยนต์แบบเอนกประสงค์ คันสีดำสนิท ทะเบียน ๒๑ ที่จอดอยู่ชิดฟุตบาท 


เขาคนนั้นเป็นชายหนุ่มรูปร่างสูงใหญ่ แต่งกายธรรมดาๆ ด้วยเสื้อยืดตัวกับกางเกงยีนส์ตัว สวมทับด้วยเสื้อแจ๊คเก็ตยีนส์สีเข้ม บนบ่าสะพายเป้ใบย่อม ทำท่าเหลียวมองราวกับกำลังมองหาใครสักคนและเมื่อไม่เห็นจึงยืนอยู่ที่เดิมจนเมื่อมีความเคลื่อนไหวใกล้ๆ รถคันนั้นนั่นล่ะจึงขยับตัวตาม 


“......!” 


ภาพที่เห็นในระยะสักห้าเมตรได้ทำให้เขาชะงักก่อนปลายเท้าจะจรดพื้นและถึงกับต้องยกมือขึ้นขยับแว่นกันแดดราวกับไม่มั่นใจในประสิทธิภาพของมัน ชายหนุ่มพึมพำในลำคอด้วยความประหลาดใจ ด้วยไม่ว่าจะเพ่งมองคราใด...ภาพนั้นก็ยังไม่เปลี่ยน 


เธอ...หญิงสาวผู้ที่เขาไม่มีวันลืม ยืนอยู่ตรงนั้น กำลังเชิญชวนชาวต่างชาติให้เข้าไปนั่งในรถคันนั้น ว่าแต่...เธอมาทำอะไรอยู่ที่นี่? 


ความคิดที่ไหลวนทำให้คิ้วหนาขมวดมุ่น ลมหายใจอุ่นๆ ที่ผ่อนออกมากลายเป็นระอุยิ่งกว่าความร้อนที่รายรอบตัว ตามด้วยอาการตื้อๆ ในอกแบบที่อธิบายมิได้ว่ารู้สึกเช่นไร 


...ยินดี โล่งอกที่พบตัว หรือ ‘อยากเอาคืน’ คนที่ทำให้เขาต้องวิ่งวุ่น ใช่! เขาวุ่นวายใจที่ไม่รู้ว่าเธอหายตัวไปอยู่ที่ไหน เขากลุ้มที่ไม่ว่าจะส่งคนออกตามหาแต่ก็ไม่ได้เรื่อง และใช่ที่เขาโกรธ...โกรธมาก เพราะไม่เคยมีใครกล้าหนีไปซึ่ง ๆ หน้าแบบนี้  


หึ! ดูเหมือนว่ารอยยิ้มเหี้ยม ๆ ที่มุมปากจะแทนคำตอบ...อย่างหลัง เห็นทีว่าผู้หญิงดื้อ ๆ ที่หายหน้าไปโดยไร้เหตุผลจะต้องเจอคนหัวดื้อที่ไร้เหตุผลยิ่งกว่า...อย่างเขา 


ความคิดที่กลั่นตัวจากสมองก็ยังไวไม่เท่า...คำสั่งจากหัวใจที่สั่งให้เขาก้าวอาด ๆ เข้าไปแทรกโดยไม่ได้รับเชิญ ตอนที่เอื้องอลินวกกลับไปยังที่นั่งฝั่งคนขับ หมายจะรอแขกคนสุดท้ายในรถ เป็นจังหวะเดียวกับที่เขาคนนั้นเปิดกระตูแล้วสอดตัวเข้ามานั่งเคียงข้าง 


อ๊ะ! สารถีสาวถึงกับหน้าเหวอ อุทานแผ่ว 


มิใช่เพราะมีคนแปลกหน้าเข้ามาในรถโดยพละการหรอก หากแต่เขาคนนั้น คือ คนที่เธอไม่มีวันนึกถึงว่าจะมาเจอกันที่นี่ได้ นี่เป็นเรื่องจริงจริง ๆ หรือ...ที่เขาตามเธอมา แล้วเขารู้ได้อย่างไรว่าเธออยู่ที่ไหน ? หรือเขาตามเธอมาเพราะเรื่องนั้น...? 


...เรื่องแต่งงาน ไม่นะ! 


ผู้โดยสารอยู่ครบ แต่คนที่ต้องทำหน้าที่ ‘ขับ‘ กลับนั่ง ‘นิ่ง‘ เป็นหุ่น เธอกำลังครุ่นคิดอย่างหนักสลับกับเหลียวมองใบหน้าคมคายที่เชิดขึ้น คล้ายจะไม่แยแสต่อท่าทางตระหนกตกใจราวกับเห็น ‘ผี‘ ของเธอ มิหนำซ้ำชายหนุ่มยังยิ้มหยัน ๆ ที่มุมปาก เอื้องอลินตกอยู่ท่ามกลางความอึงอล พูดไม่ออก ลำคอแห้งผากเป็นผงจนต้องแลบเลียริมฝีปากก่อนจะเม้มแน่น ด้วยการบังคับตัวบังคับใจไม่ให้สั่นต่อหน้าเขามันดูจะยากเย็นเหลือเกิน 


“......!”


“นี่จะตกใจอีกนานไหม...? นอกจากจะปล่อยให้แขกรอจนขาแข็งแล้ว ยังจะต้องมานั่งรอให้คนขับมีสติสตังค์อีกรึไง เสียเวลาชะมัด!” 


“ว่ายังไงล่ะ ฮึ คุณสารถี ?” เสียงถามยอกย้อน ค่อนแคะอยู่ในตัว  


หึ! อาการตะลึงลานพรรค์นี้ มีแต่จะทำให้เขาอยากไล่บี้เพื่อดูอาการอีกฝ่ายเพื่อความสะใจ เรียวตาสีสนิมที่จ้องเขม็งจึงฉายแววเยาะ ราวกับกำลังพูดปาว ๆ ใส่เธอว่า...


ยังไงล่ะ ต่อให้หนีไปไกลแค่ไหน เขาก็ตามตัวเธอจนพบ อะไรที่เขาอยากได้ ก็คือ...ต้องได้อย่างที่เคยลั่นปากไว้ มันจริงสินะ 


“เฮ้อ...” เอื้องอลินสะดุ้งน้อย ๆ ตอนคนข้าง ๆ พ่นลมหายใจหนัก ๆ ประหนึ่งว่ารำคาญเธอเต็มทนแล้ว เธอจึงลนลานสอดกุญแจแล้วสตาร์ทรถซึ่งในครั้งแรกไม่ติด อาการที่เป็นไปแบบงก ๆ เงิ่น ๆ เหมือนมือใหม่ทำให้เขาส่ายหน้า ส่งสายตาเอือมระอา 


“ขับรถเป็นจริง ๆ หรือเปล่าน่ะคุณ ไม่ใช่ว่า...จะพากันไปตายทั้งโขยงหรอกนะ” เอ่ยค่อน  


“ฉันขับได้ค่ะ” ไม่อย่างนั้นจะขับมาจนที่นี่ได้หรือ...ตาบ้า! หาเรื่องกันอยู่ได้ 


เอาจริง ๆ ก็ได้แต่ค่อนเขาในใจ ดวงตาสีน้ำผึ้งวูบไหว มันเป็นทางออกเดียวที่แสดงความรู้สึก...เจ็บใจ กระนั้นชายหนุ่มก็มิได้สะทกสะท้าน 


พัศพิมุขผงกศีรษะหงึก ๆ แล้วคราง...อืม ทว่าแววตาไร้วี่แววเชื่อถือ “งั้นก็เริ่มต้นภารกิจของคุณซะสิ ผมเหนื่อยแล้วก็หิว แขกสองคนข้างหลังก็คงจะเหมือนกัน” คนพูดเคาะนิ้วเบา ๆ บนริมฝีปากหยักลึก ทำท่าคิด...


“อย่าให้ถึงขั้นต้องคอมเพลนกับรีสอร์ตเลยนะ ว่าพนักงานดูแลแขกไม่ดี” เขาพูดขณะปราดมองเรือนร่างบางในชุดฟอร์มพนักงาน  


“...หรือที่ว่าอันดามันรีสอร์ต บริการดีนักดีหนาติดอันดับของกระบี่จะเป็นแค่รีวิวหลอกลวงประชาชน หึ!” คนพูดกระตุกริมฝีปากนิด ๆ คล้ายจะยิ้มแต่ก็ไม่...  


“ไม่ใช่นะคะ คุณอย่าเพิ่งเข้าใจผิด ที่ช้า...เป็นความผิดของฉันคนเดียว อย่าพานไปถึงทางรีสอร์ตเลยค่ะ ฉันขอ...” 


“มันก็แล้วแต่ว่า...คุณจะทำให้ผมพอใจได้มากแค่ไหน ลองทำเรื่องดี ๆ ดูแลผมดี ๆ แบบที่จะทำให้ผมรู้สึกว่าได้รับการชดใช้ บางทีมันอาจจะลบล้างเรื่องที่ผมไม่พอใจลงบ้างก็ได้” เอื้องอลินทำหน้าลำบากใจ เขาจึงพูดต่อ...น้ำเสียงมิได้แยแส หากว่ามันคือ คำขู่ 


“แต่ถึงคุณจะไม่ทำ...ผมก็ไม่ว่าหรอก แต่เรื่องที่มีคนทำกับผมไว้...รับรองว่าไม่ลืมแน่” 


“คุณพัศ...!” นับเป็นอีกครั้งที่เอื้องอลินเอ่ยชื่อเขา เต็มปากเต็มคำ ทุกครั้งนั้นเกิดจากความเหลืออด พัศพิมุขไหวบ่าน้อย ๆ 


จะว่าไป...เขาก็อยากได้ยิน ในสถานการณ์อื่นบ้างเหมือนกัน 


“คุณต้องการอะไรกันแน่ ?” 


“...ก็ต้องการในสิ่งที่ผมควรต้องได้ อย่าลืมซีคุณพนักงาน ว่าลูกค้าคือ ‘พระเจ้า’ ไม่ผิดใช่ไหมที่ผมจะทำตัวเป็นพระเจ้ากับคุณ” 


ไม่รู้เหมือนกันว่าเป็นเพราะไม่ได้เจอหน้ากันนาน เพราะหมั่นไส้ที่เขาเดือดร้อนใจแต่เธออยู่สุขสบายดี หน้าตาก็ผ่องใส หรือเพราะความคิดถึงที่ทำให้เขาอยากต่อปากต่อคำกับเธอ คิดแล้วว่าถ้าไม่หาเรื่องเอื้องอลินก็คงจะปิดปากเงียบไปตลอดทาง จึงต้องใช้สิทธิ์ของความเป็นแขกวีไอพีที่ทั้งขู่ ทั้งปลอบให้เธอร้อนใจ ซึ่งมันก็สาสมกันแล้วนี่กับที่เขาต้องทุรนทุรายในเวลาที่ผ่านมา 


“Ready ?” 


ประโยคนั้นพัศพิมุขเหลียวไปถามคนข้างหลังที่ต่างก็พร้อมใจกันพยักเพยิด โต้ตอบอีกไม่กี่คำก็บ่ายหน้ากลับมาหาหญิงสาว เจ้าของวงหน้าระเรื่อโดยเฉพาะพวงแก้มที่ก่ำแล้วกำ่อีก ลมหายใจยังไม่ทันเข้าที่เข้าทางดี จู่ ๆ เขาก็โน้มตัวมาคร่อมร่างน้อยแล้วดึงเข็มขัดนิรภัยพาดตัวเธอมาล็อคอีกฝั่งหนึ่ง 


เอื้องอลินตะลึงงัน หงายศีรษะไปชนกับพนักเบาะดัง ‘ตุ้บ’ หมายมิให้โดนตัวเขา ร่างแข็งทื่อตอนที่ปลายจมูกโด่งเป็นสันของเขาเฉียดผ่านจนรับรู้ถึงลมหายใจอุ่น ๆ เป็นเสี้ยววินาทีสั้น ๆ ที่ทำให้ใครบางคนหัวใจแทบหยุดเต้น 


“เราทุกคนพร้อมแล้ว ออกรถซะทีสิคุณ” พัศพิมุขสั่ง 


...น่าเจ็บใจที่เธอแทบกลั้นลมหายใจตาย แต่เขาซี กลับยิ้มกว้าง ๆ เสียจนเห็นฟัน 



“เอ ทำไมยังไม่มากันอีก เกิดอะไรขึ้นหรือเปล่า...ก็ไม่รู้” 


หญิงสาวบ่นพึมพำขณะเดินวนไปวนมาหน้ารีสอร์ตอยู่หลายรอบ แต่ก็ยังไม่เห็นรถรับส่งแขกแล่นเข้ามา หนูเล็กเริ่มกังวลเพราะเป็นคนส่งเอื้องอลินซึ่งเป็นมือใหม่ด้านเส้นทางไปรับแขก ครั้งนี้เลี่ยงไม่ได้จริง ๆ เมื่อพนักงานขับรถพร้อมใจกันหยุดงานจึงเหลือแค่ตัวหล่อนกับเอื้องอลินที่ขับรถเป็น นอกนั้นก็เป็นลูกจ้างต่างด้าวมีหน้าที่ทำความสะอาดกับดูแลสวน 


สิบนาทีผ่านไป... 


หนูเล็กใจชื้นขึ้นเป็นกองเมื่อเห็นหัวรถไว ๆ เลี้ยวเข้ามาในลานจอดด้านหน้าทางเข้ารีสอร์ต รถคันนั้นจอดให้แขกลงหล่อนก็ปรี่เข้าไปเปิดประตูรถ ต้อนรับแขกที่นั่งอยู่ตอนหลังแล้วเชิญพวกเขาลงจากรถ แต่ก่อนจะผละไปหนูเล็กก็ยังรี ๆ รอ ๆ มองมาข้างหน้า คนที่นั่งอยู่ข้างคนขับจึงเอ่ยขึ้นคล้ายคำสั่ง


“ดูแลแขกต่างชาติก่อนเถอะ” 


เสียงห้วนเอ่ยขึ้นลอย ๆ หากพนักงานสาวกลับเข้าใจเป็นอย่างดี คงจะมีก็แต่เอื้องอลินที่หันมามองเขาสลับกับหนูเล็กที่เดินจากไปอย่างงง ๆ หนูเล็กทำหน้าที่ของตนอย่างคล่องแคล่ว พาพวกเขาไปยังส่วนรับรองที่มีีเครื่องดื่มผลไม้คั้นสดเตรียมไว้สำหรับแก้กระหาย เหลือก็แต่เอื้องอลินกับเขาตามลำพัง 


ถัดจากนั้นคนที่ทำอะไรแปลก ๆ ก็ลงจากรถบ้าง เอื้องอลินพ่นลมหายใจพรูอย่างโล่งอกเมื่อเขาไปเสียได้ ทว่าก็เป็นแค่ไม่กี่วินาทีด้วยเมื่อเหลียวมาเห็นของที่เขาทิ้งไว้บนเบาะ มันเป็นกระเป๋ากับเสื้อคลุมยีนส์ของเขา เพียงแค่นั้นความกังวลก็กลับมาถ่วงอยู่บนบ่าเช่นเดิม  


“แล้วกันสิ นี่จงใจจะแกล้งกันหรือยังไง...?” หญิงสาวค่อน เธอเดินตัวปลิวตามเข้าไปข้างในแต่ก็ไม่พบใครในล็อบบี้ เป็นไปได้ว่าพี่หนูเล็กจะเป็นคนพาแขกไปบ้านพัก เอื้องอลินวางของที่อยู่ในมือบนเคาเตอร์พลางเหลียวหาคนงานที่จะฝากของเหล่านี้ไปคืนแขก 



ร่างสูงใหญ่ก้าวลิ่ว ๆ ไปเบื้องหน้าอย่างคนที่รู้จักมักคุ้นกับสถานที่ดี ประหลาดก็ตรงที่เขาไม่ได้ไปตามเส้นทางที่หนูเล็กนำไปแต่เบี่ยงเส้นทาง เดินผ่านบ้านพักหลายหลังไปยังเรือนไม้สองชั้น ยามนี้อารมณ์ขุ่น ๆ ที่ติดมาจากในรถจางไปจากใบหน้าคมคร้ามและมลายไปจนสิ้นเมื่อก้าวพ้นประตูรั้วเข้าไป 


พัศพิมุขเงี่ยหู เมื่อได้ยินเสียงแว่ว ๆ เอะอะมาจากในครัว เป็นเสียงทักถามว่าใคร ถัดจากนั้นเจ้าของเสียงก็ก้าวออกมาตามเสียงลากประตูรั้วของผู้ที่ล่วงล้ำเข้ามาในเขตส่วนตัว นางมะลิวรรณเพ่งมองอยู่อึดใจ เมื่อเห็นว่าเป็นใครก็ยิ้มกว้าง รีบเช็ดมือเช็ดไม้แล้วอ้าแขนรับบุรุษที่โผเข้าสวมกอด 


“แม่วรรณ สวัสดีครับ” ชายหนุ่มทักทาย พลางค้อมตัวลงมาให้หญิงชราได้โอบกอดได้สะดวก 


“พ่อคุณ...กลับมาได้แล้วหรือคะ” 


“แล้วนี่กลับมาคนเดียว...?” นางเหลียวหาคนที่ปกติจะติดตามเป็นเงาตามตัวพัศพิมุข 


“ครับ ผมกลับมาก่อน เดี๋ยวลูกชายแม่วรรณก็ตามมาครับ ผมมีงานให้เขาทำนิดหน่อย” 


“จะสั่งจะใช้อะไรเจ้าสิงห์ ก็ตามใจคุณพัศเถอะค่ะ เอ้า มาเหนื่อย ๆ นั่งแล้วก็ดื่มน้ำเย็นเสียก่อน เดี๋ยวอิฉันไปเตรียมให้ค่ะ” 


“ไม่ครับ ไม่ต้อง เดี๋ยวผมหาดื่มเอง แม่วรรณครับ ทำไมบ้านเงียบ ๆ แล้วคุณป้าล่ะครับ ที่ด้านหน้าก็ไม่เห็น” 


“คุณแพรวไปทำธุระที่ภูเก็ต เพิ่งไปวันนี้ก็เลยสวนกันน่ะสิคะ อีกวันสองวันก็กลับค่ะ” 


พัศพิมุขผงกศีรษะรับรู้ ไม่นึกห่วงด้วยรู้ว่าผู้เป็นป้าเดินทางไปกับพลขับประจำตัวที่คุ้นเคยเส้นทางระหว่างจังหวัดกระบี่กับภูเก็ตดี ขับรถไม่ถึงสองชั่วโมงก็ถึง แต่เหตุที่ต้องไปค้างคืนนั้นก็ไม่ทราบได้ว่าท่านไปทำธุระเรื่องใด เขาทำตัวเป็นเจ้าของบ้านด้วยการลุกขึ้นหาน้ำหาท่าดื่มเอง จากนั้นก็มานั่งเอนกที่ชุดเก้าอี้ที่วางไว้ใต้ถุนโดยมีแม่วรรณยกของว่างออกมาสมทบ 


“หิวไหมคะ อิฉันมีขนมตาลเพิ่งนึ่งเสร็จใหม่ ๆ กะว่าจะเป็นของว่างให้แขกวันนี้” 


แม่วรรณบอกพลางวางจานกระเบื้องสีขาว ขอบนูนเล่นลวดลายดอกไม้โบราณที่มีห่อขนมตาลกลัดใบตองด้วยไม้กลัดวางเรียงกัน พัศพิมุขไม่ขัดศรัทธา เขาหยิบขนมมาแกะใบตองออก ป้อนใส่ปากแล้วเคี้ยวตุ้ย ๆ จากนั้นก็พยักเพยิด 


“อร่อยครับ ฝีมือไม่ตกเลย แขกคงชอบ” ชมเปาะ 


“แหม ปากหวานจริงพ่อคุณ” หญิงสูงวัยแย้มยิ้ม 


“อร่อยก็ทานเยอะ ๆ ค่ะ กว่าจะถึงอาหารเย็นอีกหลายชั่วโมง” 


“เอ วันนี้ที่รีสอร์ตออกจะเงียบ ๆ นะครับ นายเหลิมไปกับคุณป้า มิน่าล่ะ ถึงได้ให้พนักงานใหม่ไปรับแขกแทน ว่าแต่...รับมานานหรือยังครับ ?” 


จู่ๆ หลานชายท่านก็ไพล่ไปถามถึงหญิงสาวหน้าอ่อนที่เพิ่งเผชิญหน้าแบบเรื่อย ๆ เสียงถามมิได้ให้ความสลักสำคัญใด ๆ แม่วรรณจึงไม่เห็นความผิดแปลก นางเองก็ตอบไปตามความจริง หาได้รู้ตื้นลึกหนาบางในความสัมพันธ์ของคนทั้งสองไม่  


“อ้อ คนใหม่ ๆ ที่ท่านเพิ่งรับก็มีแต่หนูเอิง นี่เจอกันแล้วหรือคะเนี่ย เจอแล้วคุณพัศคิดว่าเป็นยังไงบ้างคะ ?” 


หืม..มม ? เขาเลิกคิ้วกับคำถามแปลก ๆ ของแม่วรรณ 


“เป็นยังไง...ในแง่ไหนล่ะครับ แม่วรรณ ผมเพิ่งเจอหน้าเขาแป๊บเดียวคงตอบอะไรมากไม่ได้ แต่ในเมื่อคุณป้ารับมาแล้วท่านก็คงว่าดีนั่นล่ะครับ” 


“ตอบตรงใจเลยค่ะ ตาท่านแหลม แม่หนูคนนี้จับพลัดจับผลูมาทำงานเพราะอุบัติเหตุ คือ...เรื่องมันยาวค่ะ แต่กลับกลายเป็นเรื่องดีได้คนดีมาช่วยทำงาน หนูเอิงเป็นเด็กน่ารักแล้วก็ขยันขันแข็ง ไม่ติดว่าเป็นคนกรุง ไม่เกี่ยงงาน ใครเห็นใครก็เอ็นดูค่ะ” 


“ทุกคนเลยเหรอครับ ไม่ใช่ว่า...แค่ป้า ๆ ที่หลงคารมหวาน ๆ หรอกนะครับ” เขากระเซ้า อวดรอยยิ้มที่ส่งให้ใบหน้าดุ ๆ อ่อนวัยลง  


“โอ้ย! ไม่หรอกค่ะคุณ ไม่มีใครหลอกสายตาคนแก่ได้หรอก เราอาบน้ำร้อนมาก่อน ดีก็ว่าดี ดีจนอิฉันอยากได้มาเป็นสะใภ้เชียวค่ะ” 


‘...สะใภ้’


“ฮึก!” 


ท้ายประโยคของหญิงชราทำเอาขนมตาลคำสุดท้าย ฝืดจนติดคอ ใบหน้าขรึม ๆ ก็เลยกระอักกระอ่วนเพราะกลืนไม่ลงคอ เขาทุบอกตัวเองอั้กใหญ่ ดื่มน้ำตามจนหมดแก้ว อาการน้ำหูน้ำตาร่วงเพราะขนมติดคอก็ยังปรากฏ พลอยกลบเกลื่อนอารมณ์แท้จริงจนแม่วรรณไม่ทันผิดสังเกตุ 


----------------------------------------------------------------------------------------------------------------------------------------------------------------


นานๆ มาที...แต่ช่วงนี้มาส่งถี่ๆ เลยนะฮับ ^^ 

ฝากติดตามเรื่องวุ่นๆ ชุลมุนชุลเก ของคนปากแข็งแต่ใจอ่อน ผสมความโหดนิดๆ ของคู่คุณพัศกับหนูเอิงด้วยน้า 

อุ้ย! ใครอยู่ข้างนายสิงห์ ยกมือหน่อย ขอนับก่อน (เค้าคนหนึ่งล่ะ เอ๊...ยังไง?) 

...งานนี้คุณพัศเอายังไงต่อ จะจับหนูเอิงแต่งงานสำเร็จไหม เจ้าสาวหน้ามนจะยอมง่ายๆ หรือเปล่า 

เอ้า! ฝากติดตามกันค่า เค้าอาจหายไปบ้าง ก็อย่างอนกันเลยแล้วจะพยายามมาส่งอย่างต่อเนื่องค่ะ 

                                                               แค่คลิกอ่าน ก็รักแล้ว, แอด FAV. ยิ่งรักใหญ่เลย  

                                                                                              ดาลัน :) 

ให้กำลังใจนักเขียน
นักเขียนได้รับกำลังใจแล้ว!
นักเขียนได้รับกำลังใจแล้ว 5 ครั้ง

นิยายที่ผู้อ่านนิยมอ่านต่อ

loading
กำลังโหลด...

99 ความคิดเห็น

  1. #79 tungkn4841 (จากตอนที่ 9)
    วันที่ 20 มิถุนายน 2559 / 02:57

    อย่างไร เอิง หนีไม่พ้น ผลสุดท้ายก็ต้องเจอพัศพิมุข จนได้

    รอไรเตอร์มา up ต่อ

    #79
    0
  2. #78 jackrussell (จากตอนที่ 9)
    วันที่ 19 มิถุนายน 2559 / 20:22
    ถึงกับติดคอ 55
    #78
    0
  3. #77 kung11906 (จากตอนที่ 9)
    วันที่ 19 มิถุนายน 2559 / 14:04
    มาบ่อยๆนะคะไรท์ คิดถึงๆ
    #77
    0
  4. #76 netna (จากตอนที่ 9)
    วันที่ 18 มิถุนายน 2559 / 18:05
    น่ารักมากๆเลยค่ะ ชอบๆ??????
    #76
    0
  5. #75 khanittaoom (จากตอนที่ 9)
    วันที่ 13 มิถุนายน 2559 / 08:38
    เรื่องนี้ รักมากเลย
    #75
    0
  6. #74 BooBie (จากตอนที่ 9)
    วันที่ 12 มิถุนายน 2559 / 22:49
    เจอตัวจนได้!! อิอิ
    #74
    0
  7. #73 khanittaoom (จากตอนที่ 9)
    วันที่ 11 มิถุนายน 2559 / 21:21
    รอนะคะ
    #73
    0
  8. #63 tungkn4841 (จากตอนที่ 9)
    วันที่ 30 ตุลาคม 2558 / 02:51
    มารอ up ค่ะ
    #63
    0
  9. #61 jepoi (จากตอนที่ 9)
    วันที่ 27 ตุลาคม 2558 / 11:51
    มัดมือชกเอิง--++--
    #61
    0
  10. #60 jepoi (จากตอนที่ 9)
    วันที่ 23 ตุลาคม 2558 / 23:56
    รอติดตามอยู่เสมอนะคะ
    #60
    0