เปลวปรารถนา < ตอน 9 อัพ 35% >

ตอนที่ 8 : ตอน 5 : เส้นขนานหัวใจ < อัพ 100% >

  • เนื้อหานิยายตอนนี้เปิดให้อ่าน
  • View : 871
    จำนวนคนให้กำลังใจ : 6 ครั้ง
    8 มิ.ย. 59

ตอน 5 

เส้นขนานหัวใจ 


เวดดิ้งแพลนเนอร์สาวอยู่ในชุดลำลองกึ่งทำงานด้วยตัวเสื้อกับกางเกงลินินสี่ส่วนสีควันบุหรี่เข้าชุดกัน แลคล่องตัวในยามที่หญิงสาวก้าวฉับๆ ออกจากห้องจัดเลี้ยง หลังจากวิ่งวุ่นชี้จุดวางซุ้มดอกไม้กับแก้วแชมเปญ จากนั้นแม่งานคนเก่งก็ปล่อยให้ลูกน้องทำงานกันไปส่วนตัวหล่อนหมายตากาแฟร้อนๆ สักแก้ว หวังจะปลุกให้ร่างกายตื่นตัวขึ้นมาสักหน่อย 


อลีนาไม่ได้หลับเต็มตามากว่าหนึ่งสัปดาห์เห็นจะได้ หล่อนง่วนอยู่กับการดูแลการตัดเย็บชุดเจ้าสาวของสาวไฮโซรายหนึ่ง รายนี้ต้องเก็บรายละเอียดกันยิบไม่น้อยหน้ากว่าเพื่อนของหล่อนสักเท่าไร หากว่าตอนที่นั่งรอบริกรมาเสิร์ฟ ‘อเมริกาโน’ ร้อนกับบลูเบอรี่ชีสเค้กชิ้นนั้นก็กลับมีเรื่องที่ทำให้ ‘ตื่น’ ได้มากกว่าคาเฟอีนชนิดไหน 


ไม่! บางทีนะ เธออาจจะตาฝาดไปก็ได้ 


หญิงสาวหลบวูบทั้งที่มีผนังเบาบังสายตาคู่หนุ่มสาวที่กำลังเดินเคียงข้างกันก่อนจะนั่งลงไม่ใกล้ไม่ไกลจากโต๊ะของเธอนัก อลีนาหดศีรษะลงแล้วขยี้ตาเร็วๆ ไม่ยอมให้อาการอดตาหลับขับตานอนหลายวันทำให้ภาพที่เห็นผิดเพี้ยนไปจากความจริง แล้วเธอก็เห็นว่าเขาคนนั้นเป็น ‘สามี’ ของเพื่อนรักจริงๆ 


...ดูราวกับความกระหาย ‘ของร้อน’ จะหายไปในบัดดล กาแฟแก้วกรุ่นถูกปล่อยให้ชืดเย็นด้วยคนสั่งสนใจอย่างอื่นมากกว่า คอยแต่จะเงี่ยหูฟังบทสนทนาที่ไม่ต่างจากการกระซิบกระซาบซึ่งถ้าพวกเขาพูดกันเบาเพียงนั้น คนพูดกับคนฟังจะต้องนั่งชิดกันเพียงไหนกันเล่า ขอบนัยน์ตาของเธอร้อนผ่าว โกรธแทน อีกทั้งยังเวทนาคนเป็นภรรยาที่ไม่รู้ว่าสามีออกมาทำเรื่องเลวๆ ลับหลังแบบนี้นานแค่ไหนกันแล้ว 


นี่ไม่ใช่ครั้งแรก อลีนายังจำเรื่องที่เกิดในวันแต่งงานของเพื่อนสาวได้ดี แล้วยังจะวันนี้ที่เธอต้องมารู้เห็นเรื่องซ้ำๆ เดิมๆ ของตรีกูลอีกมันทำให้อลีนาคิดว่าควรเลิกปิดหูปิดตาแล้วบอกความจริงกับพริมมาศเสียที ทว่าใบหน้าหนึ่งของชายที่เป็นห่วงเพื่อนของเธอไม่น้อยไปกว่ากันผุดขึ้น เตือนมิให้เธอผลีผลาม หากเป็นเรื่องเข้าใจผิดกันขึ้นมาเล่า คนที่เสียใจก็คือ...พริมมาศ เธอจึงตัดสินใจโทรไปหาปรมัตถ์แทน 


“สวัสดีครับ ลีน่า” 


ฝ่ายนั้นเลิกแถบคิ้วน้อยๆ เมื่อเห็นว่าคนโทรมาเป็นเพื่อนน้องสาว แม้ว่างานจะเต็มโต๊ะแค่ไหนชายหนุ่มก็ยินดีจะพูดคุยกับหล่อน 


“สวัสดีค่ะพี่โปรด ยุ่งอยู่หรือเปล่าคะเนี่ย?” 


“นิดหน่อยครับ แต่คุยได้...มีอะไรหรือเปล่าครับ ลีน่า?” หญิงสาวลังเลอยู่ครู่หนึ่งจึงพูดตอบ 


“ค่ะ คือ...ตอนนี้ลีน่าอยู่ที่โรงแรมแชงกรีล่า พักเบรกก็เลยมานั่งทานกาแฟ แต่ลีน่าเจอพี่ตรีกับผู้หญิงคนหนึ่ง ลีน่าสงสัยน่ะค่ะว่าเธอคนนี้เป็นเพื่อนหรือว่าลูกค้ากลุ่มไหน พี่โปรดพอจะรู้เรื่องนัดของพี่ตรีไหมคะ?” 


พอหล่อนเข้าเรื่องน้ำเสียงก็เริ่มตื่นเต้น แต่ก็เจือไปด้วยความไม่สบายใจ ปรมัตถ์รู้ได้ในทันทีว่าอีกฝ่ายกำลังคิดอะไรอยู่และใช่ว่าฟังแล้วเขาไม่กังวล เวลานี้แถบคิ้วของเขาเองก็ขมวดขึงโดยที่ไม่มีใครได้เห็น 


“เจ้าตรีงั้นหรือ...?” 


เสียงคล้ายครางถามเสียมากกว่า แก้มสากมีอาการตึงๆ กับเรื่องที่เพิ่งรู้ ปรมัตถ์เหลือบมองนาฬิกาข้อมือ ถ้าดูจากเวลาตรีกูลอาจจะออกไปกินมื้อเที่ยงที่ไหนสักแห่ง ส่วนจะไปกับผู้หญิงที่ไหนนั้น...เขาก็สุดรู้ 


“บางที...หมอนั่นอาจจะนัดกับลูกค้าข้างนอกละมั้งครับ” น้ำเสียงตอบกลับยังเรียบเฉย แต่เมื่อเสียง ‘ตึ้ง’ ดังขึ้นแทรกพร้อมด้วยภาพเคลื่อนไหวที่อลีนาส่งผ่านสมาร์ทโฟน เรียวตาของเขาก็เต็มไปด้วยความไม่สบายใจ 


“พี่โปรดรู้จักเธอคนนี้ไหมคะ ลีน่าคุ้นๆ ว่าเป็นแม่ม่าย เจ้าของร้านเพชรชื่อดังอะไรนี่แหละ ถ้าเป็นลูกค้าก็ดีแล้วล่ะค่ะ” 


“นี่ลีน่าไม่ได้กระต่ายตื่นตูม เกินไปใช่ไหมคะ” เสียงอ่อย ชายหนุ่มเงียบไปครู่สั้นๆ แล้วเอ่ยปลอบ 


“ไม่หรอกครับ พี่รู้...ว่าลีน่าเป็นห่วงยัยพริม” 


“คุณลินดารา เธอเป็นเจ้าของร้านเพชรอย่างที่ลีน่าเข้าใจ นายตรีเพิ่งจะเล่าให้พี่ฟังวันสองวันนี้เองว่ากำลังติดต่อซื้อแหวนจากเธอ กะจะเซอร์ไพรส์ยัยพริมเขาน่ะ” 


“อ๋อ อย่างนี้นี่เอง ได้ยินอย่างนี้ค่อยโล่งใจหน่อย ดีนะที่ลีน่าไม่ได้ใจเร็วโทรเล่าให้พริมฟัง ไม่อย่างงั้นคงทำให้ครอบครัวเขาทะเลาะกันแน่ๆ เลยค่ะ” 


หญิงสาวถอนหายใจพรู ยิ้มอ่อนๆ เธอคิดถูกแล้วที่โทรหาปรมัตถ์ก่อน คนปลายสายฟังเงียบๆ พูดแต่น้อย เพราะไม่อยากนำเรื่องในบ้านออกไปประจานข้างนอก ด้วยที่สุดแล้วคนที่เสียใจก็มีแต่น้องสาวของเขา ต่อให้ไม่ไว้ใจตรีกูลก็ต้องพูดราวกับว่าไม่มีอะไร ท้ายที่สุดเขาก็ปัดเรื่องที่ทำให้ขุ่นมัวออกไปแล้วชวนหญิงสาวคุยเรื่องอื่น 


“ว่าแต่...ลีน่าเถอะไปทำอะไรที่โรงแรม หรือว่าไปทำงานครับ” 


“งานแต่งงานคุณรุจีมาศ คฑาทอง ทายาทธุรกิจสิ่งทอน่ะค่ะ” หล่อนตอบเสียงแจ้ว 


“อดนอนมาหลายวัน ลีน่ากลัวจะน็อคซะก่อนก็เลยออกมาโดปกาแฟค่ะ” 


“อืม...อย่าหักโหมนักเลย งานบางอย่างปล่อยให้ลูกน้องทำไปเองบ้างก็ไม่ต้องเหนื่อยอย่างนี้ พี่เห็นเราทำงานตอนงานแต่งยัยพริมแล้วเหนื่อยแทนจริงๆ ยังไงก็รักษาสุขภาพบ้างนะครับ” สุ้มเสียงของเขาอ่อนโยนจนอลีนาคลี่ยิ้ม หัวใจดวงน้อยพองโตเมื่อมีใครสักคนแสดงความห่วงใย ความเหน็ดเหนื่อยที่สะสมอยู่ทุกวี่วันก็พลันหายวับ 


“งานนั้นลีน่าต้องทุ่มสุดตัวอยู่แล้วค่ะ ส่วนงานนี้ก็ใหญ่พอๆ กันเลยนะคะ บางทีก็ไม่ไว้ใจใครเท่าตัวเอง” 


“นั่นล่ะ ที่เราต้องปล่อยวางบ้าง เห็นยัยพริมบ่นๆ ว่าคิดถึง เอาอย่างนี้ไหม...ถ้าวันหยุดนี้ว่างมาทานข้าวบ้านพี่ ยัยพริมต้องดีใจแน่ๆ” 


“ถ้ามีราชรถอย่างพี่โปรดมารับ ลีน่าก็ไม่ขัดข้องหรอกค่ะ” หล่อนกระเซ้าคนชวนแล้วอมยิ้ม ไม่ทันคิดหรอกว่าพี่ชายของเพื่อนจะตอบกลับมาทันควันโดยไม่ต้องคิดเลย 


“งั้นพี่ไปรับ จะเป็นที่ร้านหรือที่บ้าน ค่อยนัดกันอีกทีนะครับ” 


“อ๊ะ! ค่ะๆ ได้สิคะ” 


จู่ๆ สาวมั่นก็พลันประหม่าจนแก้มแดงแจ๋ไปถึงใบหู ก็ใครจะไปรู้ล่ะว่าจู่ๆ ‘เจ้าชายในฝัน’ ตั้งแต่วัยเด็กของหล่อนจะใจดีตอบตกลงง่ายดายเสียปานนี้ 



เช้านี้...ภายในห้องชุดสุดหรูของพัศพิมุขออกจะอลหม่านมากกว่าปกติเมื่อมีเจ้าของร่างสูงใหญ่ในชุดคลุมอาบน้ำสีขาวเดินไปเดินมาอยู่แถวๆ ตู้เสื้อผ้า พอคว้าชุดนั้นจับชุดนี้ออกมาทาบตัวแล้วก็โยนทิ้ง นับสิบๆ ชุดเมื่อพบว่ายังไม่ถูกใจ 


สิงขรเรียกพฤติกรรมแปลกๆ นี้ว่า ‘โรคประหลาด’ อันเกิดจากความไม่พอใจชุดไหนๆ ของคนเป็นนาย ซ้ำยังร้อนให้เขาถูกเรียกตัวมาที่ห้องชุดแห่งนี้ตั้งแต่เช้าตรู่ เพียงเพื่อช่วยพิจารณาแล้วแสดงความเห็นว่า ‘ชุดไหน’ เข้าท่า 


แต่เอาเถอะ จนถึงนาทีนี้ความคิดเห็นของเขาก็ยังไม่พ้องกับเจ้านาย อะไรที่เขาว่า ‘ดี’ ฝ่ายนั้นกลับส่ายหัวดิก ส่วนชุดไหนที่เข้าเค้าว่าเข้าท่าเจ้านายดูจะชอบใจก็ถูกสลัดทิ้งในวินาทีสุดท้ายจนเขาลอบผ่อนลมหายหลายครั้ง 


ไม่รู้จริงๆ สิน่ะ ว่าคนเป็นนายเกิดกินอะไรผิดสำแดงเข้าไปถึงได้ลุกขึ้นมาพิถีพิถันเรื่องนี้นัก ทั้งที่ปกติแล้วไม่เคยใส่ใจเรื่องการแต่งตัวหรือกระทั่ง...ใบหน้าที่เฟิ้มไรหนวดเป็นประจำนั่น 


“...ยังไม่ได้อีกเหรอครับนาย?” สิงขรถามเสียงยานคาง จากนั่งก็กลายเป็นเกือบนอนไปเสียอย่างนั้น ฝ่ายนั้นคลอนศีรษะแรงๆ 


“ไม่! ไอ้ชุดพวกนี้ดูไม่เข้าท่าสักตัว แกจะให้ฉันใส่เข้าไปได้ยังไงวะ” น้ำเสียงขัดใจ 


“อืม...ผมก็ว่างั้นแหละ” สิงขรพยักหน้าหงึกหงัก ปล่อยไปตามน้ำ ที่เจ้านายของเขากำลังพูดถึง...นั่นน่ะเสื้อผ้าเกือบหมดทั้งตู้เชียวนะ 


“นายดูสิ นั่นก็สีขาวเวอร์ ส่วนที่เหลือก็ดำสนิท” 


อ้าวๆ ก็นั่นมันรสนิยมเจ้านายเองไม่ใช่รึ เสื้อสีก็ไม่ชอบ ใส่แต่สีทึมๆ ทึบๆ ไหงวันนี้ไม่ชอบเสียอีกแล้วล่ะ สิงขรเอ็ดอึง แต่ก็เพียงในใจ 


“เอายังไงดีวะ สิงห์?” 


“เอาจริงๆ นะ ผมว่า...เสื้อเชิ้ตกี่ตัวต่อกี่ตัวมันก็คล้ายๆ กันหมดนั่นแหละ นอกเสียจากว่า...เจ้านายจะใส่สูท” 


คนแนะนำหลิ่วตานิดๆ รอดูปฏิกิริยาสะท้อนกลับแล้วก็ยิ่งงงเมื่อฝ่ายนั้นกลับพยักหน้าหงึก “เออ ก็จริง” 


หา! คราวนี้สิงขรถึงกับเหลือกตาขึ้นกับเรื่องที่เขาคิดไม่ถึง แปลกมากจริงๆ นี่นา เพราะน้อยครั้งที่เจ้านายของเขาจะพิศวาสการหยิบสูทขึ้นมาใส่ ดูอย่างการแต่งตัวเป็นทางการในวันงานแต่งงานที่ผ่านมาสิ หน้างี้บอกบุญไม่รับ แค่แต่งตัวให้สมกาละเทศะ ‘คุณพัศ’ ของเขายังทำท่าอย่างกับถูกจับแต่งงานเสียเอง แล้วดูวันนี้เถอะ เปลี่ยนจากหน้ามือเป็นหลังมือทีเดียว นี่มันเกิดอะไรขึ้นกันแน่นะ? 


“งั้นใส่สูท” พัศพิมุขตกลงใจอย่างนั้น 


“ครับ ถ้านายว่าดีผมก็ว่าดี” รายนั้นตอบรับ ประชดประชัน พัศพิมุขหัวเราะลงคออย่างไม่ถือสา เพราะตัวเขาเองก็ไม่คิดหรอกว่าจะลุกขึ้นมาทำอะไรแบบนี้ได้เหมือนกัน 


“ตกลงว่าใส่สูทนะครับ เดี๋ยวไอ้สิงห์คนนี้จัดการให้” ชายหนุ่มคนสนิทผุดลุกไปเตรียมชุดที่เจ้านายตกลงปลงใจจะใส่ อึดใจพัศพิมุขก็ก้าวออกมาจากห้องแต่งตัว สิงขรไม่คิดเลยว่าหนุ่มใหญ่ที่ก้าวออกมายืนสง่างามกลางห้องนั่นจะเป็นคนคนเดียวกับเจ้านายในคราบใบหน้าโจรของเขา 


พัศพิมุขหล่อเนี๊ยบตั้งแต่ศีรษะจรดปลายเท้าในชุดสูทแบบลำลองสีเทาเข้ม ไหล่ผึ่งผายภายใต้เสื้อเชิ้ตสีฟ้าอ่อนสอดชายไว้ในกางเกงแสลกสีเข้มอย่างเรียบร้อย ที่ละสายตาไม่ได้เลยเห็นจะเป็น...ผิวขาวๆ อมชมพูบนใบหน้ากับแนวกรามคมสันที่วันนี้ปราศจากหนวดเครารุงรังให้รำคาญตา อย่างเดียวที่ยังเหมือนเดิม มิหนำซ้ำยังกร้าวและคมกริบกว่าก็คือ เรียวตาสีสนิมที่ดุปานเหยี่ยวคู่นั้น 


“โห! โคตรหล่อเลยเจ้านาย” สิงขรหลุดปากอุทาน พร้อมกับยกมือขึ้นป้องริมฝีปากที่กำลังจุดยิ้มของตน นัยน์ตาคมปรากฏรอยขัน 


“ตลกนักหรือไง วอนแล้วไหมล่ะไอ้สิงห์” คนถูกจ้องเอาจ้องเอาถลึงตาใส่ 


ลูกน้องหนุ่มกลั้นหัวเราะจนจุกแล้วทำท่าจะลุกไปหยิบกุญแจรถ เตรียมตัวทำหน้าที่พลขับก็ต้องชะงักเสียก่อนเมื่อพัศพิมุขโบกมือปราม “วันนี้ไม่ต้อง เดี๋ยวฉันขับเอง” 


“อ้าว! แล้วคุณพัศจะไปไหนละครับ ทำไมไม่ให้ผมขับให้ อ่ะๆ อย่าตอบว่าไม่รู้สักเรื่องได้ไหมเลยนะครับนาย ขอล่ะ! งานนี้ไอ้สิงห์อยากรู้ใจจะขาดแล้วครับเนี่ย” สิงขรโอดครวญเสียยกใหญ่ กระนั้นพัศพิมุขก็ยังตีหน้าขรึมแล้วส่ายหน้าเร็วๆ 


“งั้นก็ให้มันขาดใจไปเลยตรงนี้ก็แล้วกัน ไอ้สิงห์ หึๆ” 


ครั้งนี้พัศพิมุขไม่ใจอ่อน เขาทำอย่างที่พูดด้วยการสั่งให้สิงขรตามไปสมทบกับรังสรรค์แทนที่จะทำหน้าที่สารถีขับรถพาเขาไปพบใครคนหนึ่ง ผู้ที่มีอิทธิพลมากพอจะทำให้คนอย่างเขาลุกขึ้นมาปฏิวัติตัวเองจนกลายเป็นอีกคนหนึ่งอย่างวันนี้ และเขาก็ยังอารมณ์ดีเกินกว่าจะลุกขึ้นมาไล่เตะลูกน้องที่พยายามซักไซ้จะรู้ให้ได้ว่าต้นตอของเรื่องเกิดจากอะไร 


...ยังไม่ใช่ตอนนี้หรอก สิงห์เอ้ย เรื่องของเอื้องอลินจะยังเป็นความลับไปจนกว่าเขาจะได้ตัวเธอกลับไปด้วยกัน 



จุดหมายของการเดินทางในวันนี้ ไม่ต่างอะไรจากวันนั้น... 


วันที่สายฝนโปรยปรายจนเขาและเธอเปียกปอน วันที่เขามีโอกาสจ้องมองและได้สัมผัสดวงหน้าอ่อนใสของเธอใกล้ๆ หากจะต่างกันก็ตรงที่...นอกรั้วบ้านเงียบเชียบ ประตูรั้วที่รกเรื้อด้วยดอกหญ้าบานนั้นยังปิดสนิท 


ทว่านั่นมิได้ทำให้คนที่เพิ่งดับเครื่องยนต์เกิดความลังเล พัศพิมุขทอดสายตามุ่งมั่นผ่านแนวไม้รำไรนั่นก่อนจะเหลียวกลับไปมองบางอย่างที่วางอยู่เบาะหลัง รอยยิ้มบางๆ ที่น้อยครั้งจะปรากฏบนมุมปากสะท้อนอยู่ในกระจก ยามที่ ‘คนยิ้มยาก’ ปรายมองช่อดอกไม้สีม่วงครามที่แวะซื้อระหว่างทาง ชายหนุ่มสูดหายใจยาวลึกเข้าปอด ฟังเสียงต่ึกๆ ใต้แผ่นอกที่คอยกระตุ้นเตือนให้รู้ว่าอย่างไรก็ยังไม่ชินกับการทำตัวเช่นนี้  


...ก็คนแบบเขาเคยแต่ทำอะไรห่ามๆ แต่เพียงแค่ตัดสินใจว่าจะทำมันเพื่อใครสักคนหัวใจที่เคยปิดตายก็เบิกบาน คล้ายว่าเขากำลังจะเขี่ยก้อนมหึมาของความพลั้งพลาดในอดีตแล้วเปลี่ยนมันให้กลายเป็นเรื่องถูกต้อง จากนี้เขากับเอื้องอลินจะได้ไม่ต้องยืนอยู่บน ‘เส้นขนาน’ ของความห่างเหินที่มีต่อกัน 


พัศพิมุขก้าวอาดๆ ลงจากรถ เจ้าของร่างสูงใหญ่ยืดตัวสง่าพลางกวาดสายตามองเข้าไปในบริเวณบ้าน หลังจากกดกริ่งสองครั้งในนั้นก็ยังเงียบกริบ อึดใจใหญ่ๆ นั่นล่ะจึงจะเห็นร่างไหวๆ ร่างหนึ่งผุดขึ้นหลังบานกระจกฝั่งห้องรับแขก 


ใครคนนั้นเดินหน้ายุ่งออกมาในชุดเสื้อยืดกับกางเกงวอร์มขายาว พร้อมกับยกมือขึ้นเสยผมรวกๆ อย่างไม่สบอารมณ์ที่ต้องเดินตากแดดออกมาต้อนรับแขก 


“......!” สายตาของเขาแสดงความตะลึงพรึงเพริดและไม่อาจละสายตาไปจากพาหนะคันงามที่จอดอยู่เบื้องหลังแขกผู้นั้น 


มันเป็นรถที่ใครๆ ต่างก็ใฝ่ฝันจะเป็นเจ้าของ ไอศูรย์กลืนน้ำลายอึกโตก่อนจะเบือนกลับมามองหนุ่มใหญ่ที่คาดว่าเป็นผู้ที่ขับขี่มันมา แววตาของเขาเต็มไปด้วยความแปลกใจเมื่อคนตรงหน้าแต่งตัวธรรมดา ไม่มีชิ้นไหนบ่งบอกว่าเป็นแบรนด์เสื้อผ้าหรูขึ้นห้างอย่างที่เขาคุ้น หรือว่า...หมอนี่จะเป็นเศรษฐีบ้านนอกกันล่ะ? 


การทักทายด้วยสายตาผ่านไปหลายวินาทีพัศพิมุขจึงกระแอมเตือน ไอศูรย์เงยหน้าขึ้นสบตรงๆ พร้อมรอยยิ้มบนใบหน้าเกลี้ยงเกลา มันทำให้เขาคิด...เปลือกนอกของคน หนีไม่พ้นเสื้อผ้า รถราที่จะเป็นหน้าเป็นตาให้น่านับถือมีอิทธิพลมากพอจะทำให้สีหน้ากับท่าทางของคนเปลี่ยนไป นี่ถ้าเขาขี่มอเตอร์ไซค์แทนรถสปอร์ตมาจะได้รับการต้อนรับอย่างไรกันเล่า...? 


“สวัสดีครับ” พัศพิมุขเป็นฝ่ายทักขึ้นก่อน ยอมรับว่าไม่ชอบใจนักที่ถูกมองแล้วประเมินหากแต่ก็ข่มใจไว้  


“มาหาใครเหรอครับ” ไอศูรย์ถามกลับ ต้องการคลี่คลายปมสงสัยของตนโดยด่วน 


“ผมมาหาเอิง เธออยู่หรือเปล่าครับ” คนตอบตอบกลับฉะฉาน แล้วก็สะดุดกับแววบางอย่างในเรียวตาเจ้าของบ้าน 


‘ยัยเอิงน่ะนะ!’ ในนั้นมีรอยเยาะเจืออยู่เต็ม พัศพิมุขแปลกใจใคร่รู้ขึ้นมาว่าไยคนร่วมบ้านจึงแสดงอาการเช่นนี้กับเอื้องอลิน ไอศูรย์ยิ้มกว้างกับเดิม พยักพเยิดว่า...เข้าใจ 


“อ๋อ! คุณมาหายัยเอิงน่ะเอง แปลกจังนะครับที่เด็กกะโปโลแบบเอิงไปรู้จักมักจี่คนรวยๆ แบบคุณได้ น้องสาวผมไปรู้จักคุณตอนไหนเหรอครับ ไม่เห็นเคยพูดถึงคุณให้ฟังเลย” 


เขาทำท่าประหลาดใจเสียนักหนาทั้งที่ที่จริงแล้วเขากับน้องสาวที่ถูกอ้างถึงไม่ได้สนิทชิดเชื้อถึงขั้นจะเล่าอะไรต่ออะไรให้ฟัง พัศพิมุขมองตอบแวบเดียวก็รู้สึกถึงความไม่จริงใจ ปราศจากความเอื้อเอ็นดูยามเอ่ยถึง ‘น้องสาว’ ของตน เขายิ้มตอบแล้วหัวเราะต่ำๆ ในลำคออย่างไม่เดือดเนื้อร้อนใจ 


“ที่ไม่เคยเล่า...คงเป็นเพราะผมที่บอกเธอเอง ว่าเมื่อถึงเวลาเมื่อไหร่ผมจะเป็นคนบอกทุกคนในบ้านของเธอด้วยตัวเอง เพราะมันเป็นหน้าที่ของสุภาพบุรุษ เป็นหน้าที่ของผม อย่าไปตำหนิเรื่องที่เอิงรับปากผมไว้เลย” 


“มีเรื่องอย่างนี้ด้วยเหรอครับเนี่ย ไม่เคยเห็นยัยเอิงจะเคยจริงจังกับใครเท่า...” เขาพูด แต่แล้วก็ละไว้ “แล้วนี่ยัยเอิงไปตกปากรับคำอะไรกับคุณไว้ล่ะ อย่าว่าอย่างนั้นอย่างนี้เลยนะที่ถามมากก็เพราะผมเป็นพี่ชาย ผมชื่อ ‘โอม’ คุณคงไม่ว่าอะไรใช่ไหมที่ผมจะสนอกสนใจผู้ชายที่แวะมาหาน้องสาวผมถึงที่บ้าน” ไอศูรย์กระตุกยิ้มหลังโอ่ถึงฐานะ ‘พี่ชาย‘ ที่ปกติก็ไม่ค่อยจะได้ทำหน้าที่นี้นัก 


“ไม่หรอกครับ ถ้าในฐานะ ‘พี่’ ก็คงไม่แปลกอะไร ผมไม่ถือที่จะถูกพี่ชายของผู้หญิงที่ผมชอบยืนสอบประวัติเหมือนมาสมัครงานที่หน้าบ้าน” พัศพิมุขโต้ตอบด้วยน้ำเสียงเรียบเย็น ร่างสูงใหญ่กว่ามากยืดตรงจนน่าเกรงขาม ตาคมกริบดุวับ ข่มคนร่างสูงแต่ผอมอย่างไอศูรย์ไปในตัว อีกฝ่ายฉีกยิ้มไม่ขึ้นเมื่อรู้...แขกที่มาเยือนมิได้มีอาการหงอแต่โต้ตอบคำต่อคำ ตาต่อตาเช่นกัน 


“ยัยเอิงมันอ่อนหัด บางทีก็มองคนไม่เป็นน่ะครับ คนไหนดีจริง รวยจริงหรืออย่างไรก็ไม่ค่อยรู้ โดนหลอกว่าดี ว่ารวยก็ออกบ่อย” 


“แต่ถ้าเป็นคุณก็คงจะไม่หลอกกันใช่ไหมครับ ผมไม่ได้จะห้ามหวงอะไรหรอกถ้าคุณจะชอบพอกับน้องสาวผมจริงๆ คิดๆ อยู่เหมือนกันว่าช่วงนี้มีผู้ชายหลายคนมาสนใจ ยัยเอิงก็ปฏิเสธซะไม่เหลือเยื่อใย เฮ้อ ที่แท้ก็เพราะคุณ...นี่เอง” 


ไอศูรย์ยังพูดพล่าม ฝ่ายคนฟังก็มีขีดของความอดทน หลังพยักหน้ารับจึงเอ่ยว่า... 


“ไม่ทราบว่าผมจะพบเธอได้หรือยัง?” เจ้าของบ้านหนุ่มกลั้วหัวเราะแก้เก้อแล้วส่ายหน้า 


“เสียใจนะครับ ยัยเอิงไม่อยู่บ้านและไม่รู้ว่าจะกลับเมื่อไหร่ ถ้าคุณคบกับน้องสาวผมจริงก็น่าจะรู้ไม่ใช่เหรอครับว่าตอนนี้มันไปอยู่ซะที่ไหน พูดให้ดีก็คือ...คนที่บ้านไม่รู้ว่ามันหนีไปอยู่กับผู้ชายคนไหน อ้อ! เห็นหงึมๆ ติ๋มๆ อย่างนั้นไอ้เอิงมันไวไฟอยู่นะ คุณคงไม่รู้ล่ะสิ หึๆ” 


“......” พัศพิมุขขบกรามแน่น รู้ตัวเพียงว่าซีกหน้าของเขาชาวาบราวกับถูกตบฉาด 


คำพูดของไอศูรย์ทำให้รู้ว่าเขา ‘พลาด’ ที่ไม่รู้ว่าเอื้องอลินไม่อยู่ หากว่าก็เป็นเพียงเสี้ยววินาทีที่ไอศูรย์ยิ้มเยาะเขา แขกหนุ่มผู้มาเยือนผงกศีรษะน้อยๆ ยอมรับว่าไม่รู้เรื่องนี้โดยสดุดี ก่อนจะเงยหน้าขึ้นแล้วพูดต่อ... 


“ไม่เป็นไรครับ ถ้าอย่างนั้น ที่นี่...มีใครที่เป็น ‘ผู้ใหญ่’ พอจะคุยกับผมเรื่องเอิงได้หรือไม่?” 


“ผู้ใหญ่เรอะ!” 


หนอย...แล้วที่ยืนอยู่ทนโท่นี่ล่ะ เรียกว่าอะไร? 


“ใช่! ธุระของผมไม่ใช่กับคุณซึ่งเป็นแค่ ‘พี่’ แต่ต้องเป็นผู้ปกครองของเอิง ใครก็ได้ที่มีสติ มีวุฒิภาวะที่พูดคุยกันแล้วรู้เรื่อง อย่าว่าอย่างนั้นอย่างนี้เลยนะคุณ เวลาเป็นเงินเป็นทองและผมก็ไม่อยากเสียเวลามากไปกว่านี้ พาผมไปพบคุณป้าของเอิงเสียทีเถอะ” 


ก็จริง...ที่เขาไม่รู้ว่าเอื้องอลินไม่อยู่ ไม่ทราบว่าเธออันตรธานไปไหนแต่เขาสืบมาจนรู้ว่าบ้านหลังนี้เป็นที่พำนักของหญิงสาวกับผู้เป็นป้าและลูกพี่ลูกน้องที่เป็นผู้หญิงอีกคน แปลกใจอยู่หน่อยตรงที่จู่ๆ ก็มีผู้ชายอ้างตนเป็น ‘พี่ชาย’ แต่นั่นก็ไม่สลักสำคัญเท่า...เรื่องที่เขาจะคุยกับนางสุพรรณษาหรอก 


“อ่ะ อะไรนะ!” เหมือนถูกหยาม ฝ่ายนั้นถึงกับหน้าเฝื่อนเมื่อกลายเป็นแค่ก้อนอะไรสักอย่างยืนขวางทาง ไม่ใช่คนที่มีอำนาจจะยับยั้งคะคาน เพราะบุคคลที่กำลังง่วนอยู่ในครัวนั่นต่างหากคือ คนที่พัศพิมุขจะเสวนาด้วย 



สาวน้อยพลิกตัวกลับมาซบหน้ากับหมอนใบนุ่ม ดวงตาสีน้ำผึ้งยังมิได้ปรือเปิดขึ้นรับรู้สิ่งใดก็กลับสดับยินเสียงคลื่นที่กำลังถาโถมเข้าฝั่ง มันดัง ‘ซ่าๆ’ เป็นดังสัญญาณให้เจ้าของร่างบางบนเตียงเริ่มขยับ ค่อยๆ โงศีรษะจากหมอนจนมองเห็นฟากฟ้าสีน้ำเงินครามกับระยับแดดกล้าที่สะท้อนกับน้ำทะเลจากตรงหัวนอน เอื้องอลินจึงสำนึกรู้... 


ใช่...เวลานี้เธออยู่ไกลจากบ้านเต็มที่แล้ว 


ปัญหาที่ประดังประเดเข้ามาทำให้การตัดสินใจง่ายขึ้น เพียงเก็บกระเป๋าใบเดียว เอื้องอลินก็พาตัวเองระเห็จมาถึงดินแดนทางใต้ของไทยที่รายล้อมไปด้วยน้ำทะเลกับหมู่เกาะ ด้วยการโดยสารรถนอนปรับอากาศมาเช้าที่ปลายทางจังหวัดภูเก็ต พักอยู่เพียงสองวันหนึ่งคืนก็เดินทางต่อมาที่พังงากับจังหวัดกระบี่ 


คนเอวบางร่างน้อยผลุบลุกจากเตียงจึงทำให้เห็นว่ามีรูปร่างผ่ายผอมเท่าไร เมื่ออยู่ในชุดลำลองที่เป็นเสื้อยืดกับกางเกงเลสีเปลือกไม้ เอื้องอลินยืนขึ้นอย่างกระตือรือร้นพลางใช้มือสางผมยาวยุ่งเร็วๆ ก่อนจะออกมายืนรับลมหน้าห้อง ตอนที่เปิดประตูออกมาสูดอากาศจึงได้ยินเสียง ‘ซ่าๆ’ ใกล้หูมากขึ้น ตอนนี้เป็นเวลาแปดนาฬิกาเศษๆ แดดเช้ายังอ่อนจนไม่ระคายผิวจึงยืนอยู่ตรงนั้นได้นานสองนาน 


ภาพเบื้องหน้าตอกย้ำให้รู้ว่าเธออยู่ห่างจากความวุ่นวายของปัญหา ไกลจากบ้านร่วมๆ พันกิโล จนรู้สึกเบาสบายราวกับสลัดปัญหาที่แบกไว้ลงจากบ่าชั่วขณะ ใบหน้านวลใสเกลื่อนรอยยิ้มอ่อนๆ กับภาพอันแสนวิเศษที่ได้เห็นทุกเช้าและเมื่อนึกไปถึงกิจกรรมของวันที่วางแผนไว้ก็รีบวกกลับเข้าไปในห้องพัก ฉวยผ้าเช็ดตัวแล้วผลุบเข้าห้องน้ำไป ครึ่งชั่วโมงถัดมาก็ออกมาในชุดใหม่ที่เป็นเสื้อยืดลายการ์ตูนกับกางเกงยีนส์ขาสั้นที่ทำให้ดูอ่อนเยาว์ลงอีก 


โฮมสเตย์ ‘บ้านพวงคราม‘ แห่งนี้ มีห้องพักในความดูแลไม่กี่หลัง ปลูกสร้างอยู่ท่ามกลางผักสวนครัวนานาชนิดกับมีอาณาเขตติดป่าชายเลน บ้านพักหลังน้อยมีราคาถูกแสนถูกเพียงไม่กี่ร้อยบาทพร้อมกับวิวหลักล้านที่หาไม่ได้ในกรุงเทพฯ เอื้องอลินจึงพอใจที่นี่มาก ส่วนหญิงคราวแม่ซึ่งมีชื่อเดียวกับโฮมสเตย์ก็เป็นคนใจดีมีน้ำใจ นางเผื่อแผ่อาหารปักษ์ใต้มาให้วันละสองมื้อ ซ้ำยังชวนให้อยู่ที่นี่ต่ออีกหลายๆ วัน 


“ตื่นแล้วหรือแม่หนู วันนี้จะไปเที่ยวที่ไหนล่ะ” พอเห็นหญิงสาวเดินมา นางพวงคราม ก็ทักด้วยรอยยิ้ม 


“กะว่าจะขี่จักรยานไปเที่ยวแถวๆ นี้ดูค่ะป้า เมื่อวานหนูเห็นมีจักรยานจอดอยู่” ชำเลืองตาไปยังจักรยานคันมอซอที่อิงอยู่กับผนังครัว 


“ขี่คันนั้นไปก็ได้ แต่โซ่มันเกเรบ่อยๆ คอยแต่จะหลุดอยู่เรื่อย ถ้าหลุดขึ้นมาก็ให้ร้านในตลาดเขาดูให้ก็แล้วกัน อ้อ! ป้าทำแกงเหลืองพุงปลาเผื่อหนูด้วย เที่ยงๆ กลับมากินข้าวด้วยกัน” 


“ได้ค่ะ ขอบคุณค่ะป้า” เอื้องอลินยิ้มหวาน 


สาวน้อยเข็นจักรยานไปถึงหน้าโฮมสเตย์ ปั่นไปตามถนนสายเล็กๆ ออกไปถึงถนนใหญ่ตามเส้นทางที่นางพวงครามอธิบายคร่าวๆ นับเป็นวันที่เธอได้ใช้ชีวิตแบบไม่เร่งรีบ พอปั่นเหนื่อยก็พักขาและเพลิดเพลินกับบรรยากาศของทิวทัศน์ สถานที่ที่ปั่นจักรยานผ่าน หญิงสาวมีใบหน้าแจ่มใส เธอชอบตอนที่ไรผมอ่อนๆ ลู่ตามลม แก้มนวลใสเย็นเฉียบเมื่อต้องลมนานๆ จึงปรากฏรอยยิ้มบ่อยครั้งบนดวงหน้าเกลี้ยงเกลา 


หญิงสาวผ่านร้านรวงริมชายหาด เห็นว่าเป็นร้านอาหารทะเล บริษัททัวร์ นำล่องเรือไปเที่ยวหมู่เกาะต่างๆ กับร้านขายของที่ระลึกที่มีทั้งหมวก เสื้อ กระเป๋ากันน้ำสีสันสดใส ผู้คนทั้งไทยและเทศเดินกันขวักไขว่ ละลานตาและมาหยุด ณ จุดสุดท้ายที่ตลาดสด 


บริเวณนี้ดูจะวุ่นวายเป็นพิเศษมีร้านขายของสดดอกไม้ แม่ค้าพ่อค้า เด็กเข็นผักผลไม้จนดูชุลมุนชุลเกไปหมด แต่กลับกลายเป็นเรื่องน่าสนุกสำหรับเธอ ที่นี่เปรียบเสมือนอีกโลกหนึ่งที่ไม่มีคนรู้จักคุ้นเคยให้อุ่นใจ แต่ก็ปราศจากเรื่องคร่ำเครียดที่เกิดจากผู้คนเหล่านั้นโดยเฉพาะเป็นบุคคลที่เธอรักและไว้วางใจ 


“หลบๆ ระวังหลังด้วย!” 


เสียงตะโกนโหวกเหวกเซ็งแซ่ สลับกับเสียงปรี๊นปร๊านจากแตรรถที่ดังพอสะดุ้ง คนบนจักรยานก็ต้องคอยเหลียวซ้ายแลขวาให้ดี ขับขี่หลบหลีกอยู่ท่ามกลางการจราจรในซอยแคบเล็กใจกลางตลาด ความโกลาหลเหล่านี้เกิดขึ้นทุกวี่วันหากว่าถนนเล็กสายนี้ก็ยังคลาคล่ำไปด้วยรถราของลูกค้าที่มาจับจ่ายซื้อของ 


ครู่เดียวมีเสียงดังสนั่นจากการประสานกันดัง ‘โคร้ม’ ตามด้วยเสียง ‘ปรี๊น..นน‘ ยาวๆ จนแม่ค้าร้านตลาดแถวนั้นรวมทั้งบรรดารถเข็นของต้องหยุดมองเป็นตาเดียว ก็ด้วยมีบางอย่างทำให้การจราจรที่ขลุกขลักอยู่แล้วถึงคราวชะงัก 


ปรี๊น..นนๆ เสียงบีบแตรเร่งเร้า แต่รถคันข้างหน้าก็ยังจอดแน่นิ่ง 


“สงสัย...ไม่ใครก็ใครคงชนกันเข้าแล้วล่ะครับคุณท่าน” 


เสียงพลขับรายงานเรียบๆ ราวกับว่าเป็นเรื่องปกติที่เกิดบ่อยๆ ต่างตรงที่ว่าจะเจ็บมากหรือน้อยก็เท่านั้น ผู้ที่โดยสารอยู่เบาะหลังในฐานะ ‘เจ้านาย’ ชะโงกตัวมองผ่านกระจกหน้า แลเห็นความชุลมุนแต่ก็ไกลๆ 


“ท่าจะนานหน่อยนะครับ” 


“ลงไปดูสักหน่อยซินายเหลิม มีใครบาดเจ็บหนักหนาสาหัสไหม...อย่างไรจะได้ช่วยกัน ไม่อย่างนั้นจะติดกันไปทั้งซอย” 


ท่านพูดมีเหตุผล ช่องทางแคบๆ ที่เรียกกันเองว่า ‘ถนน’ มีสองฟากฝั่งเป็นแผงลอย เว้นว่างให้วิ่งรถได้ทางเดียว ถ้าข้างหน้ายังมีเหตุก็จะผ่านไปไม่ได้ 


คนรถนามว่า ‘เฉลิม‘ รับคำแล้วก้าวลงจากรถ จ้ำอ้าวไปหนึ่งช่วงตัวรถกระบะจึงเห็นคู่กรณีเป็นรถจักรยานยนต์ที่บรรทุกตระกร้าผลไม้สูงท่วมหัว มันพลิกคว่ำอยู่ข้างๆ ร่มบังแดด ผลไม้ลูกกลมๆ เทกระจาดกลาดเกลื่อนถนน ชายร่างผอมคนขับมอเตอร์ไซค์กำลังลุกขึ้นปัดแข้งปัดขาแสดงว่าเขาไม่ได้เจ็บหนักหนาอะไร 


“แหน่ะๆ อย่ามั่วนะป้า เก็บผลไม้ไปฉันเอาเรื่องแน่” 


เจ้าเด็กนั่นขู่ฟ่อกราดมองเมื่อเห็นคนที่ยืนห้อมล้อมเริ่มเทความสนใจไปที่แอบเปิ้ลสีแดงลูกโต ใกล้ๆ กันมีเด็กสาวรูปร่างผอมบางอีกคนนั่งพังพาบท่าทางจะเจ็บ นายเฉลิมมองปราดเดียวก็รู้ว่าหล่อนอยู่ร่วมในที่เกิดเหตุ เหลียวมองจักรยานเก่าๆ สีแดงสภาพกระดำกระด่าง ล้อหน้ากลิ้งหลุดไปอีกทางจึงตรงเข้าไปหาแล้วทรุดลงนั่ง...ถามไถ่ 


“เป็นอะไรมากหรือเปล่าหนูเจ็บตรงไหน? ลุกไหวไหม?” 


มือหนาค่อนข้างใหญ่ยื่นออกมาตรงหน้า คนที่นั่งอยู่ยังงุนงงไม่น้อยแม้จะลืมตาก็ยังเห็นภาพเบลอๆ และแฝงความตระหนกไม่คลาย เอื้องอลินกะพริบตาถี่ๆ ขณะระลึกว่าตัวเธอเจ็บตรงไหนหรือไม่เพื่อตอบคำถามเขา คิดแล้วก็คลอนศีรษะช้าๆ แล้วครางแผ่ว... 


“ไม่ค่ะ ไม่น่าจะเป็นอะไร” ...คิดว่าเป็นอย่างนั้นนะ ‘อุ้ย!’ 


ความเป็นจริงกับสิ่งที่คิดห่างไกลกันลิบเชียวล่ะ เพียงแค่ร่างแบบบางโหย่งตัวขึ้นนิดเดียวจนเข่ารับน้ำหนักก็ทรุดลง ร้อนให้นายเฉลิมคว้าตัว โอบบ่ารั้งเอาไว้ไม่ให้ต้องทรุดพังพาบลงกับพื้น ดีแต่คนช่วยตัวสูงอยู่มากจึงพากันลุกขึ้นได้ไม่ยาก ในตอนนั้นเอื้องอลินจึงประมาณตนได้ว่าเธอเองก็เจ็บไม่น้อยทีเดียวโดยเฉพาะขาข้างขวาที่แม้จะมองไม่เห็นบาดแผลก็กลับเจ็บร้าวจนหน้าเหยเก 


“พาหนูคนนี้ไปที่รถเลยสิ นายเหลิม เร็วๆ เข้า” เสียงคุ้นหูดังขึ้นเบื้องหลัง เป็นคำสั่งที่ทำให้นายเฉลิมผงกศีรษะรับคำ ‘คุณท่าน’ อย่างนอบน้อมแล้วรีบประคองหญิงสาวไปที่รถ เอื้องอลินก้าวตามโขยกเขยกพลางมองตามแผ่นหลังของสตรีสูงวัยในชุดสุภาพ รูปร่างของท่านท้วมเล็กน้อยหากแต่ก็ดูสมวัย มีสง่าราศี นายเฉลิมส่งคนเจ็บขึ้นไปนั่งเคียงข้างนายผู้หญิงของตนแล้วผละไปยกซากรถจักรยานกับล้อใส่ไว้ท้ายรถ ก่อนจะวกไปทำหน้าที่พลขับ 


“อ่า เอาอย่างไรต่อล่ะครับคุณท่าน?” เขาเหลียวกลับมาถาม สตาร์ทเครื่องยนต์ไปพลาง 


“ออกรถเลยซินายเหลิม ดูสิ ติดกันไปทั้งซอยแล้ว แล้วก็แวะพาแม่หนูคนนี้ไปโรงพยาบาลใกล้ๆ ก่อนกลับ” ท่านสั่งพลางหันไปทางหญิงสาว “ครับ คุณท่าน” 


“เจ็บนิดๆ หน่อยๆ ก็อย่าวางใจเชียว ไม่มีแผลใช่ว่าบาดเจ็บไม่หนักหนานะ ของแบบนี้เดาสุ่มไม่ได้ต้องให้หมอเขาตรวจให้ละเอียด เห็นว่าเจ็บที่ขา...อดทนไหวไหมจ๊ะหนู?” 


“ไหวค่ะ” คนเจ็บตอบเบา 


ยามนี้ไม่มีปากมีเสียง ใครจะพาไปไหนก็มิได้ค้าน เอื้องอลินตอบแล้วก็นั่งสงบเสงี่ยมดังเดิม ยอมรับว่าจู่ๆ ก็อ่อนล้าจนอยากเอนหลัง เธอเก็บแขนทั้งสองมากอดไว้บนอกหลวมๆ อดกลั้นต่อความเจ็บปวดที่แปลบขึ้นเรื่อยๆ ดวงหน้าอ่อนเยาว์์ค่อนไปทางซีดออกจะมอมเล็กน้อยกดลงต่ำ เม้มปากแน่น ทว่าผู้มองก็ยังคิดในใจว่า...เด็กสาวคนนี้สะสวย น่ามองมิใช่น้อยเลย 


“ไม่ใช่คนที่นี่ใช่ไหมจ๊ะหนู ชื่ออะไร? เป็นใครมาจากที่ไหนหรือ?” คุณแพรวพรรณ มองปราดเดียวจากผิวพรรณกับเค้าหน้าที่มองว่าอย่างไรก็ไม่น่าใช่...คนพื้นที่ หญิงสาวคราวลูกผงกศีรษะรับ 


“เอิง...มาเที่ยวหลังเรียนจบ อยู่ที่นี่ได้สองสามวันแล้วค่ะ” 


“อ๋อ! อย่างนี้นี่เอง ถ้าอย่างนั้นก็คงจะไม่รู้จักที่ทางที่นี่ดีนักใช่ไหม ดีแล้วล่ะที่ให้คนรถของฉันพาไปโรงพยาบาล เขาชื่อเฉลิม” 


“ขอบคุณลุงเฉลิม กับ...คุณท่านมากค่ะ” 


สาวน้อยพนมมือไหว้ รับรู้ความจริงใจของผู้ใหญ่ที่มอบให้ทั้งที่ไม่เคยรู้จักมักจี่กันมาก่อน ฝ่ายนั้นยิ้มตอบด้วยความอารีย์พลางโบกมือไหวๆ เพราะไม่ใช่คนเจ้ายศเจ้าอย่างหรือชอบยกตนให้สูงหรืออย่างไร 


“เรียกฉันว่าป้าจะดีกว่า อย่าเรียก ‘ท่ง’ เรียก ‘ท่าน’ ให้ยุ่งยากเลย ว่าแต่...ตอนนี้หนูพักอยู่ที่ไหนล่ะ” 


“โฮมสเตย์บ้านพวงครามค่ะ” 


“อ้อ บ้านแม่พวงครามนี่เอง” ชื่อนี้ท่านคุ้นอยู่ คุณแพรวพรรณยิ้มจางๆ คิดในใจว่าคงจะต้องโทรศัพท์คุยกับผู้ที่เป็นเจ้าของโฮมสเตย์สักคำสองคำ 


หลังจากนั้นนายเฉลิมก็เป็นคนจัดการทุกอย่างให้ ทั้งติดต่อพยาบาลตรงเคาเตอร์ประชาสัมพันธ์ พาคนเจ็บไปส่งจนถึงห้องตรวจแล้วออกมานั่งรอด้านนอกกับนายผู้หญิง ตอนนั้นคุณแพรวพรรณเพิ่งวางสายจากนางพวงครามพอดีจึงหันมาบอกพลขับคนเก่าคนแก่ของตนว่า... 


“ประเดี๋ยวพาแม่หนูคนนี้กลับไปกับเรา ฉันคุยกับแม่พวงครามเขาแล้ว” 


“ครับ คุณท่าน” 



ตี๊ด ตี๊ด ตี๊ด...ดด 


เสียงเรียกเข้าจากโทรศัพท์มือถือ ไม่ต่างจากเสียงตีฆ้องที่กำลังทำลายภวังค์ฝันของคนทั้งคู่ สองร่างนอนก่ายกอดในสภาพแนบสนิทภายใต้ผ้าห่มผืนเดียวกันจำต้องผละจากกันเมื่อถูกรบกวน และเมื่อไม่มีคนรับสายสักทีก็กลายเป็นเสียงกริ่งดังถี่ๆ จากการฝากข้อความ 


หญิงสาวเป็นฝ่ายทนรำคาญไม่ไหวจึงปรือตาพร้อมกับโงศีรษะประดับด้วยเรือนผมยาวยุ่งสีอมน้ำตาลแดงจากหมอนเพื่อหยิบสิ่งของเจ้าปัญหาขึ้นดู ก่อนจะถูก ‘มือดี’ คว้ามันไปถือไว้เสียเองพร้อมกับทำเสียงจุปาก 


“จุ๊ๆ ไหนว่าจะไม่แตะมือถือผมไงครับ อย่างนี้...ก็ผิดสัญญากันนี่นา” แม้จะไม่ค่อยพอใจแต่ในน้ำเสียงของเขาก็ไม่ถึงกับเกรี้ยวกราด 


“โถ...ตรี เธอไม่ได้ยินหรอกหรือว่ามันดังน่ารำคาญแค่ไหน” อีกฝ่ายกระฟัดกระเฟียด ตอบเสียงสะบัดอย่างคนเอาแต่ใจ 


“ขอโทษที่ทำให้พี่ลิลรำคาญนะครับ ไม่น่าเลย” ฝ่ายชายเอ่ยบอกเสียงอ่อน 


“ก็แค่นิดๆ หน่อยๆ น่ะ นี่ก็สายแล้วอยากจะตื่นอยู่พอดี” หล่อนว่า 


ตรีกูลคลอนศีรษะน้อยๆ ไม่คิดถือสา ด้วยอย่างไรเสียเขาก็ยังอยากญาติดีกับ ลินดารา เอาไว้ หญิงสาวน่าพิสมัยทั้งที่มีอายุมากกว่าเขาเกือบรอบ มันเป็นการคบหาแบบที่ไม่มีข้อผูกมัดใดๆ ไม่ต้องรับผิดชอบเพราะเป็นความยินยอมพร้อมใจของทั้งสองฝ่ายที่จะนัดเจอกันเป็นครั้งเป็นคราวที่โรงแรม ไม่ก็...คอนโดของฝ่ายหญิง 


ลินดาราไม่มีทางเรียกร้องเอากับเขาหรือทำอย่างที่อริศราทำอย่างแน่นอน การคบหากับหล่อนจึงไร้ข้อเสียเปรียบ ลินดาราเป็นม่ายตั้งแต่ยังสาว ไม่มีทายาทแถมยังเป็นคนมีหน้ามีตาในสังคม มีทรัพย์สมบัติมากพอที่จะไม่เบียดบังเอาจากเขา ไม่เหมือนผู้หญิงทั่วไปที่เขาต้องควักกระเป๋าไม่ก็ส่งเสียเลี้ยงดู ซื้อนู่นซื้อนี่ให้หลังมีความสุขกับพวกหล่อนแล้ว 


“สงสัยจะเป็นเลขาฯ โทรตามเรื่องงานน่ะครับ เฮ้อ...ทั้งๆ ที่ผมก็บอกแล้วว่าห้ามโทรกวนก็ยังโทรอยู่ได้” 


คนพูดเสยผมรวกๆ ชันเข่าขึ้นจนผ้าแพรร่นไปอยู่ตรงเอวสอบจึงเห็นว่าทั้งเนื้อทั้งตัวของเขามิได้ห่มหุ้มสิ่งใด ไม่ต่างจากหญิงสาวข้างกายที่ลุกขึ้นมานั่งเคียงข้างแบบเดียวกัน ลินดาราสลัดเรือนผมที่ยาวถึงกลางแผ่นหลังเปลือยเปล่าของตน มิได้อนาทรร้อนใจที่กำลังอวดเรือนร่างแก่สายตาอีกฝ่ายไม่ 


“นึกว่า...เมียเธอโทรจิกเสียอีก กลับกลายเป็นเลขาฯ หน้าห้องซะได้” ว่าแล้วหล่อนก็คิดได้... “เอ๊! หรือว่า...ยัยแอนนี่จะมีอะไรกับเธออีกคน บอกมาเดี๋ยวนี้เลยนะตรี” ลินดาราพูดพาล ร้อนให้คนถูกกล่าวหารีบส่ายหน้าดิก 


“โธ่ๆ พี่ลิลครับ เห็นอย่างนี้ผมเลือกนะไม่หลงไปยุ่งกับเลขาฯ ตัวเองหรอก ให้ตายเถอะ” 


“เชื่อได้หรือ...อย่างเธอน่ะไวไฟจะตาย ยัยแอนนี่ก็ดูได้อยู่หรอกเธอคงไม่เว้น” สาวใหญ่ทำเสียงค่อนในลำคอ ปากบอกว่าเป็นการคบหากันเล่นๆ แต่หล่อนก็อดที่จะหวงเนื้อหวงตัวชายหนุ่มมิได้ ด้วยมองด้วยสายตาแล้วตรีกูลนับเป็นชายหนุ่มหน้าตาดี บุคลิกสะอาดสะอ้าน มีหน้าที่การงานมั่นคง ปรับลุกค์สักหน่อย ใส่ของแพงๆ อีกนิดก็พอจะควงอวดใครต่อใครได้ เสียอยู่อย่างก็ตรงที่เขาดันมีห่วงคล้องคอเป็นลูกสาวคนใหญ่คนโตอย่างเจ้าสัวพะสินไปเสียก่อนน่ะสิ 


“เชื่อเถอะครับพี่ลิล ว่าตอนนี้ไม่มีผู้หญิงคนไหนเทียบพี่ได้สักคน” ตรีกูลบอกเสียงอ่อนเสียงหวาน “จริงๆ” 


“หืม..มม จริงรึ? ไม่ใช่พี่ไม่รู้ว่าเธอเป็นยังไง อย่ามาทำปากหวานไปหน่อยเลย ชิ! พี่ไม่หลงกลเธอง่ายๆ หรอกตรีกูล” 


ลินดาราเอี้ยวตัวหนียามที่อีกฝ่ายโน้มตัวลงมาคลอเคลียซอกคอขาวเนียนเอาใจ สาวใหญ่เงยขึ้นสบนัยน์ตาคมกล้าที่แฝงไปด้วยรอยปรารถนาแล้วยิ้มพอใจ ขณะที่ตรีกูลซุกไซ้ปลายคางกับตอหนวดอ่อนๆ จนหล่อนต้องหัวเราะออกมาเบาๆ หนุ่มสาวหยอกเย้าเคล้าคลอจนไปจุดกระแสร้อนในกายในเวลาอันรวดเร็ว 


ยามนั้น...นัยน์ตาคู่คมวาววามขึ้นตอนโถมทับร่างกำยำใส่ร่างอวบตึงของลินดารา 


“หึๆ คนอื่นยังไงผมไม่รู้ แต่ผมรับรอง...ว่าพี่ลิลต้อง ‘หลง’ ผมแน่ครับ” 


ตรีกูลเว้าวอนชิดกกหู ความมาดมั่นในความหนุ่มแน่นกับเสน่ห์ของตนมีเต็มเปี่ยม ลินดาราจุดยิ้มด้วยความหมั่นไส้ทว่าก็ตอบสนองทุกการสัมผัสได้ร้อนแรงพอกัน 


ณ เวลานี้ นาทีที่คลื่นแห่งพิศวาสกระพืมโหม...โรมรัน เกลียวแห่งปรารถนาของคนทั้งคู่...ถาโถม หมายนำทางหนุ่มสาวไปยังฝั่งฝัน 


ตรีกูลหลับหูหลับตาระดมจูบ ปลุกเร้าบนร่างอวบอิ่ม กกกอดหญิงอื่นที่มิใช่ภรรยาโดยไม่สนว่ากำลังหักหลังผู้หญิงอีกคนอยู่หรือไม่ ส่วนลินดารา หล่อนพอใจเพียงแค่ได้ทำตามแต่ใจหล่อนต้องการ ถึงจะรู้ว่าทุกอย่างนั้นเป็นเพียงแค่ ‘ความสุข’ ฉาบฉวยที่หล่อนกับเขาพอใจจะลักลอบมีร่วมกันก็ตามที 


ประหนึ่งว่า...เมื่อใดที่ความปรารถนา แรงราคะร้อนก่อเกิด กระหวัดเกี่ยวรัดร้อยหัวใจผู้ใดแล้ว เขาเหล่านั้นมุ่งเพียงแต่จะปลดปล่อยความกระหาย อยากได้ใคร่ดีของตนโดยไม่มีศีลธรรมข้อไหนจะฉุดรั้งคนทั้งคู่จาก ‘โลกันตร์’ ที่ฉาบหน้าไว้ด้วยคำว่า ‘สวรรค์ฉิมพลี’ 



‘ถ้าพลาดเรื่องนี้...แล้วมึงจะเสียใจ ฮ่าๆๆ’ 


“......!” เรื่องอะไรของมันอีกล่ะ ฮึ้ย..ยย 


ตรีกูลมีเวลาเรียกดูประวัติสายเรียกเข้าที่เขาไม่ได้รับจริงๆ จังๆ ก็ตอนขับรถออกจากคอนโดมิเนียมส่วนตัวของลินดารา นั่นเป็นเวลาหลังจากนั้นสองชั่วโมงได้ 


รายชื่อที่โชว์หราบนหน้าจอโทรศัพท์มือถือไม่ได้ทำให้เขาตื่นเต้นสักเท่าไรนัก ติดจะรำคาญเสียมากกว่าเมื่อเห็นว่าเป็นเลขาฯ อย่างที่คิดไว้แต่อีกสายหนึ่งนี่สิ โทรมาครั้งเดียวก็จริงแต่ทิ้งข้อความบางอย่างที่ทำให้คนอ่านรีบร้อนโทรกลับ ซึ่งก็ดูเหมือนว่าฝ่ายนั้นจะรอการติดต่อกลับของเขาอย่างใจจดใจจ่ออยู่แล้ว ด้วยเพียง...กริ่งแรกก็รับสายในทันที 


‘คิดไว้ไม่ผิดจริงๆ ในที่สุดก็โทรมาจนได้สินะ ไอ้ตรี หึๆ’ นัยน์ตาคนรับสายเป็นประกาย ค่อนไปทางยินดีแต่ไม่วายแขวะ 


“...เพิ่งจะโทรมาเอาป่านนี้เรอะ นี่มึงคงเลิกสนเรื่องน้องสาวกูจริงๆ แล้วล่ะสิ เออ จะว่าไป...หักใจได้มันก็ดีเหมือนกัน” 


ปลายเสียงค่อนไปทางเยาะ เรียวตาสีเข้มฉายแววยิ้มกริ่มที่ได้รู้ว่าเรื่องที่เขาทิ้งท้าย...ทำให้ตรีกูลดิ้นเป็นสุนัขถูกน้ำร้อนลวกก็ไม่ปาน 


“ฮึ้ย อย่าพูดเรื่องที่มึงก็รู้อยู่แก่ใจ มึงก็รู้ว่ากูคิดยังไงกับเอิง เสียเวลาพูดเปล่าๆ น่ะ มีอะไรก็เล่าๆ มา” ฝ่ายที่โทรมาเร่งเร้า นัยน์ตาขุ่น 


“...เล่าน่ะเล่าได้ว่ะเพื่อน แต่กลัวมึงจะอกแตกตายซะก่อนน่ะซี้ ว่าแต่...กูจะได้อะไรจากเรื่องนี้เป็นค่าเล่าล่ะ?” 


หืม...มม? “หมื่นหนึ่งเป็นไง” 


ตรีกูลสูดลมหายใจยาวๆ เข้าปอด ตั้งราคาให้ ‘ข่าว’ ที่หัวใจกระสันจะรู้เต็มทน มันจะไม่มีราคาค่างวดใดๆ เลยหากไอศูรย์ไม่ได้บอกว่าเป็นเรื่องของเอื้องอลิน ผู้หญิงที่เขาปรารถนาอย่างที่สุด หมอนั่นรู้ดีว่าจะหาเงินกับเรื่องน้องสาวตัวเองอย่างไรและมากแค่ไหน 


ไอ้โอม ไอ้หน้าเลือดเอ้ย! 


“หมื่นห้าขาดตัว พอดีรองเท้าคู่ใหม่ที่เล็งๆ ไว้ราคานี้เป๊ะ” ไอศูรย์หยั่งเชิงแล้วกระหยิ่มยิ้ม ในคราวที่เป็นต่ออะไรๆ มันก็ง่ายอย่างนี้ล่ะ 


“เออ ตามนั้น ตอนนี้บอกมาได้แล้วว่าเอิงจะแต่งงานกับใคร?” 


เสียงถามไม่ต่างจากเค้นคำรามอยู่ในคอ แค้นใจนักที่พอปล่อยมือจากอดีตแฟนสาวไม่ทันไรก็มีข่าวว่ามีคนดอดมาสู่ขอหล่อนถึงบ้าน ความอิจฉาบวกกับแรงปรารถนาครอบงำจนลืมสิ้นว่าตัวเขาอยู่ในฐานะใด และมีสิทธิ์ในตัวหล่อนหรือไม่... 


“มัน...ฉันหมายถึง ‘ไอ้หมอนั่น’ ท่าทางจะเป็นเศรษฐีบ้านนอกว่ะ เห็นว่ามีบ้านช่องใหญ่โตอยู่ต่างจังหวัด ยังหนุ่มแน่น หน้าตาก็ดีเอาการ แถมยังขับรถสปอร์ตอย่างหรูมาหาถึงบ้าน บอกแม่กูว่าจะจัดสินสอดไม่อั้นเท่าที่จะเรียก จะห้าล้าน สิบล้านก็ได้” 


“ดูเถอะ! อย่างกับฝันไป จู่ๆ เด็กกะโปโลอย่างไอ้เอิงก็มีค่าตัวสูงลิบลิ่ว อย่างนี้ไม่ต้องทำงานก็มีกินมีใช้ไปทั้งชาติ ขอแค่ไอ้เอิงยอมไปเป็น ‘สะใภ้บ้านนอก’ เท่านั้นเอง หึๆ” ไอศูรย์กลั้วหัวเราะ หากยิ่งพูดก็ยิ่งเจ็บไปใจจนตรีกูลกัดกรามกรอดๆ ใบหน้าคมสันนูนโปน เรียวตาดุขึงขัง อีกกำปั้นอันเขื่องกุมอยู่บนพวงมาลัยรถแน่น 


“แต่กูยอมให้เป็นอย่างนั้นไม่ได้” เอ่ยลอดไรฟัน “มึงต้องช่วยกู...เข้าใจไหม ไอ้โอม” 


“เฮ้ย! กูจะไปค้านอะไรได้ว่ะ ก็คนเค้าจะแต่งกัน ไม่มีใครถามความเห็นกูที่ไหน แล้วแม่กูก็ให้ไอ้เอิงเป็นคนตัดสินใจเรื่องนี้เอง” 


“กูไม่สน! มึงเป็นเพื่อนกู ยังไงมึงต้องกีดกันไอ้หมอนั่นจากเอิงให้ได้ อย่าให้มีงานแต่งงานเกิดขึ้นเด็ดขาด” ตรีกูลหยุดกลืนน้ำลายนิดหนึ่ง “ถ้ามึงช่วยกูจะเอาเท่าไหร่กูจะหามาให้แต่อย่าหน้าเลือดกับกูนัก มึงจะต้องเป็นหูเป็นตาแล้วพาเอิงมาหากูทันที กูจะได้รวบรัดตัดความซะ ดูซิ! คราวนี้ไอ้บ้านนอกนั่นยังจะอยากกลืนของเหลือจากกูอยู่ไหม ยังไงเอิงก็ต้องเป็นเมียกูคนเดียวเท่านั้น” 


ไอศูรย์กระตุกยิ้ม เขาคิดถูกแล้วว่า ‘ไอ้เพื่อนยาก’ จะยอมทำทุกอย่างเพื่อยุติเรื่องแต่งงาน เพียงแต่ไม่คิดว่าตรีกูลจะเลือดขึ้นหน้า รักหลงเอื้องอลินจนถึงขั้นยอมจ่ายตามที่เขาเรียกร้อง 


...ให้มันได้อย่างนี้ซี้ ไอ้เอิงถึงจะทำตัวให้เป็นประโยชน์กับเขาหน่อย  


“น้องสาวกูจะเป็นของมึงคนเดียวเท่านั้น ไอ้ตรี มันโผล่มาเมื่อไหร่มึงได้เจอตัวแน่ กูพูดได้เท่านี้ล่ะ” 


“เออ งั้นก็แค่นี้ก่อน กูขับรถ” 


ตรีกูลพยักหน้าหงึกๆ คลายใจที่ยังมีพวกของตนอยู่ในบ้านหลังนั้น ไอศูรย์จะเป็นแขนขาที่ดีของเขา หมอนั่นไม่ใช่พี่ชายที่ดีนัก พร้อมจะขายน้องสาวกินเพียงเพื่อเงินไม่กี่หมื่น แล้วมีหรือ...จะไม่รับเงินแสน 


ยิ่งในยามเงินขาดมือ ไอศูรย์ก็พร้อมจะทำทุกอย่างทั้งที่ผิดศีลธรรมและกฏหมายเพื่อเอาตัวรอด ตรีกูลรู้...เพราะเขาเองก็เคยเป็นส่วนหนึ่งของธุรกิจผู้หญิงที่มีไอศูรย์เป็นหุ้นส่วน หญิงสาวหลายคนถูกล่อลวงมาคิดว่าจะได้เป็นนางแบบบ้าง ตัวประกอบบ้าง แต่พวกหล่อนเหล่านั้นกลับเป็นได้แค่ผู้หญิงลับๆ ของพวกกระเป๋าหนักที่เปิดเผยมิได้ ที่สำคัญพวกหล่อนต้องผ่านมือเขาก่อน เขากับไอศูรย์จึงเป็นทั้งเพื่อนทั้งพันธมิตรทางธุรกิจมืดต่อกัน 


“เศรษฐีบ้านนอกงั้นรึ ไอ้กร๊วกนั่นเป็นใครมาจากไหนวะ” เขาสบถ 


แม้ว่าจะจบบทสนทนา ทว่าอารมณ์ของตรีกูลก็ยังขึ้นๆ ลงๆ แสดงอาการหงุดหงิดฉุนเฉียวผ่านการขับรถ ขับแซงซ้ายแซงขวาและไม่ยอมรอสัญญาณไฟ ใจเขาลุ่มร้อนนึกอยากเจอตัวหญิงสาวเสียเดี๋ยวนั้นแล้วพาหล่อนมาอยู่กับเขา ห้ามไม่ให้ใครมาวุ่นวายกับเอื้องอลินได้อีก แต่ความจริงทำอย่างนั้นไม่ได้ เมื่อไอศูรย์เล่าว่า...เอิงไปต่างจังหวัด ตามคำบอกเล่าของมารดากับไอศิยา ไม่มีใครรู้ว่าไปเที่ยวจังหวัดไหนและจะกลับเมื่อไหร่ อาจจะเป็นสัปดาห์แต่ไม่น่าจะถึงเดือน 


“ไปอยู่ที่ไหนนะเอิง แล้วคิดหรือว่าจะหนีพี่พ้น...” 


ชายหนุ่มจำต้องทนเฉยทั้งที่หัวใจร้อนรน ยิ่งคิดก็ยิ่งขุ่นที่จู่ๆ ก็มี ‘ตาอยู่’ (บ้านนอก) ที่ไหนก็ไม่รู้ ย่องเข้ามากะจะหยิบชิ้นปลามัน ทว่าไม่มีทางที่เขาจะยอมให้เอื้องอลินหลุดมือไปเด็ดขาด ไม่ว่าจะวิธีไหน ใช้เงินหรือเล่ห์อุบายก็คล้ายว่าเขาจะยอมทุ่มทุนทุกอย่าง 


ตี๊ด ตี๊ด ตี๊ด...


เสียงเรียกเข้าทำเอาเขาสะดุ้ง คราวนี้ไม่ใช่เลขาฯ หน้ามนแต่เป็น พริมมาศ ผู้เป็นภรรยาที่เรียกสติกระเจิดกระเจิงของเขากลับมา 


“ค ครับ พริม” ตอนนี้คลุมเสียงได้ แต่ใจนี่สิยังสั่น 



ณ โรงพยาบาล 


ผ่านไปกว่าครึ่งชั่วโมงนายเฉลิมก้าวสวบๆ ผละจากหน้าห้องตรวจ ตรงไปหานายผู้หญิงที่กำลังเป็นธุระเรื่องค่ารักษาพยาบาลโดยพาคนเจ็บซึ่งนั่งอยู่ในรถเข็นไปด้วย นายแพทย์เจ้าของไข้วินิจฉัยแล้วว่าอาการทั่วไปไม่น่าเป็นห่วงนัก แค่ฟกช้ำกับมีรอยถลอกตามแขนขาจึงให้พยาบาลล้างแผลแล้วใส่ยา โชคดีที่สมองไม่ได้รับการกระทบกระเทือนแต่อย่างใด ส่วนที่หนักหนาที่สุดเห็นจะเป็น...ขาข้างขวาที่รอให้กระดูกประสานด้วยการเข้าเฝือก 


“ทางนี้เรียบร้อยแล้วล่ะ ได้ยามาแล้ว เรากลับกันเลยเถอะนายเหลิม” 


คุณแพรวพรรณบอกแล้วเดินนำไปที่ลิฟต์ ตอนที่รถแล่นออกจากโรงพยาบาลเอื้องอลินยังหลับๆ ตื่นๆ มารู้สึกตัวอีกทีก็ตอนที่รถจอดสนิทในลานจอด ได้ยินเสียงปลุกเรียกเบาๆ ใกล้ๆ คนเจ็บจึงพยายามปรือตาขึ้นรับแสงที่ผ่านเข้ามาในรถเมื่อคนรถเปิดประตู ภายนอกนั่นไม่คุ้นสายตาไม่น่าใช่บ้านของป้าพวงคราม คุณแพรวพรรณจึงวางมือนุ่มๆ ทาบบนมือเล็ก  


“ที่นี่...อันดามันรีสอร์ต บ้านของฉันเอง” ท่านบอก 


“คะ?” เอื้องอลินอุทานเสียงแผ่ว ด้วยที่นี่ดูไม่เหมือน ‘บ้าน’ เลยสักนิด 


“ฉันบอกแม่พวงครามเขาเองว่าจะให้หนูย้ายมาพักที่นี่ เวลาไปหาหมอจะได้สะดวก แม่พวงครามเขาก็เห็นด้วยเพราะที่บ้านมีแต่รถเครื่องจะกระเตงๆ คนเจ็บไปไหนต่อไหนก็ลำบาก พักอยู่ที่นี่ มีรถมีรา คนพาไปก็มี ลงมาก่อนเถอะหนูเอิง” 


อา... 


“...ค่ะ” ตอบเบา หากถามความรู้สึกตอนนี้หญิงสาวก็ยังเรียบเรียงเรื่องที่เกิดขึ้นไม่ดีเท่าที่ควร ทว่าน้ำเสียงอาทร อ่อนโยนและแววตาที่เปี่ยมไปด้วยความเมตตาก็ทำให้เธอพยักหน้ารับ...แบ่งรับแบ่งสู้ ก้าวลงมาจากรถคันนั้นด้วยความช่วยเหลือของนายเฉลิม จากนั้นคนเป็นนายหันมาสั่งความต่อ... 


“ประเดี๋ยวนายเหลิมเป็นธุระให้ที เอาจักรยานไปซ่อมแล้วเอาไปคืนแม่พวงครามที่บ้าน แล้วก็เอาข้าวของของหนูเอิงติดมาด้วยนะ” 


“ได้ครับ คุณท่าน” 


“อ้อ! หนูคงจะสงสัยสินะ ลืมบอกไปว่า...ฉันกับแม่พวงครามรู้จักกันดี เราต่างก็ทำมาหากินเปิดบ้านให้เป็นที่พักเหมือนๆ กัน” 


...ที่ว่าให้บริการที่พักเหมือนกันน่ะใช่ แต่บ้านของคุณแพรวพรรณหรือ อันดามันรีสอร์ต ที่เห็นอยู่ตรงหน้านี้ มีอาณาเขตกว้างขวางกว่าโฮมสเตย์ของนางพวงครามหลายเท่าตัว พูดได้ว่า...ฝ่ายหนึ่งเป็นแค่โฮมสเตย์บ้านๆ เล็กๆ แต่ที่นี่เป็นรีสอร์ตใหญ่โต 


หลังจากลงจากรถแล้วท่านเจ้าของบ้านจึงชักชวนให้เข้าไปด้านใน เอื้องอลินจึงได้เห็นพื้นที่รับรองของรีสอร์ตเป็นส่วนแรกบริเวณนั้นเป็นที่กว้างๆ ครอบด้วยหลังคาทรงโดมขนาดใหญ่สีขาว พร้อมกับมีเคาเตอร์ต้อนรับที่มีเจ้าหน้าที่สาวประจำอยู่ด้านหน้าหนึ่งคน 


คุณแพรวพรรณแนะนำว่าหล่อนชื่อ ‘หนูเล็ก’ สาวใต้หน้าตาคมจึงกุลีกุจอเข้ามาช่วยพยุงหญิงสาวต่อจากนายเฉลิมที่จะไปทำธุระอื่น 


“แม่หนูเล็ก เขาอยู่ฝ่ายต้อนรับช่วยดูแลแขกของเรา รู้จักทุกอย่างที่นี่เป็นอย่างดี ส่วนนี่หนูเอิงเป็นแขกของฉัน จะมาพักรักษาตัวที่นี่ ประเดี๋ยวหนูเล็กช่วยเตรียมห้องพักให้ที เอาห้องที่เคยเปิดทุกทีก็ได้ เงียบดี ไกลหน่อยแต่ไม่มีใครรบกวน” คุณแพรวพรรณสั่งความ 


“บ้านชมทะเลว่างอยู่พอดี จะรีบให้เด็กเคลียร์ห้องให้ค่ะ เดี๋ยวหนูเล็กดูแลน้องเอิงเอง คุณท่านไม่ต้องเป็นห่วงค่ะ” บอกนายของตน แล้วหันมาหาหญิงสาวที่ตนต้องเทคแคร์ 


“สวัสดีค่ะน้องเอิง เรียกพี่ว่า ‘พี่หนูเล็ก’ ก็ได้ค่ะ ไปค่ะ เดี๋ยวเราค่อยๆ เดินไปที่พักกัน เดินไหวไหมคะนี่?” 


“ไหวค่ะ” เอื้องอลินบอกเบาแล้วยิ้มอ่อน ที่ใต้รักแร้ข้างขวาของหล่อนค้ำยันด้วยไม้เท้าประจำกายที่เพิ่งจะเริ่มทำความรู้จัก ร่างน้อยจึงก้าวกระโผลกกระเผลกไปช้าๆ ด้วยยังไม่ชินกับขาคู่ใหม่ 


“ช้าๆ ค่ะ ไม่ต้องรีบ เราต้องเดินไปทางนั้นไกลนิดหน่อยค่ะ” 


...คล้อยหลังจากสองสาว ประมุขแห่งอันดามันรีสอร์ตก็ออกเดินไปทางขวาของรีสอร์ต ผ่านห้องอาหารขนาดย่อมๆ ซึ่งหันหน้าเข้าหาเวิ้งชายหาดกับโซนที่นั่งแบบเอาท์ดอร์ ลักษณะคล้ายระเบียงบ้านยื่นออกมา ปลูกสร้างด้วยไม้ผสมกับลำไม้ไผ่และตกแต่งด้วยวัสดุธรรมชาติ โต๊ะเก้าอี้ทำจากหวายวางทับบนเก้าอี้ด้วยเบาะหนานุ่มสีฟ้าอ่อน เอนหลังได้สบาย 


คุณแพรวพรรณเดินผ่านสวนที่มีการปูทางเดินด้วยผืนหญ้าสีเขียวกับแผ่นหินกาบแผ่นใหญ่ๆ ตลอดทางเดินไม่ร้อนเพราะรายรอบไปด้วยต้นไม้ดอกไม้นานาพันธุ์ โดยเฉพาะต้นปาล์มกับที่ไกลออกไปสักหน่อยเป็นต้นมะพร้าวลูกดก เนื่องจากเกรงว่าผลจะตกมาใส่หลังคาบ้านพัก สักร้อยเมตรเห็นจะได้ปรากฏแนวต้นไม้ทำหน้าที่แทนรั้ว กั้นโซนสวนกับบ้านพักสี่ห้าหลังที่ปลูกโดยการยกจากพื้นดินเล็กน้อย บ้านพักทุกหลังหันหน้าเข้าหาทะเลและมีชื่อทุกหลังเพื่อง่ายแก่การจดจำ 


ถัดจากนั้นจึงมองเห็นรั้วสีขาวสะอาดตาตั้งเป็นกำแพงตระหง่านคู่กับต้นไม้ใหญ่หลายต้นที่บดบังกับช่วยให้ความเป็นส่วนตัวแก่ผู้ที่อาศัย บ้านพักส่วนตัวของเจ้าของรีสอร์ตหลังนี้จึงมองเห็นแค่รำไร เมื่อลอดประตูรั้วเข้ามาจึงจะเห็นเรือนไม้ฉลุลายหลังสีไข่ไก่ สองชั้นกับห้องหับมากมาย ชั้นล่างนั้นยกใต้ถุนสูงพื้นลาดด้วยซีเมนต์ขัดเรียบจัดวางข้าวของไว้อย่างเป็นระเบียบ เช่น ตั่งไม้ตัวใหญ่ 


บนเรือนใหญ่หลังนี้เป็นที่พักส่วนตัวของคุณแพรวพรรณ มีการซอยห้องหับไว้พอให้คนเป็นสิบได้อาศัย ทั้งที่จริงๆ แล้วพักประจำอยู่เพียงไม่กี่คน มีคุณแพรวพรรณคนหนึ่งกับคนเก่าคนแก่อย่างแม่มะลิวรรณ และหลานชายหัวแก้วหัวแหวนของท่านอีกคน 


เสียงลากประตูรั้วดัง ‘ครืด..ดด’ ใหญ่ตามด้วยเสียงฝีเท้าที่ใกล้เข้ามา ไม่อาจพ้นหูตาผู้ที่อยู่เฝ้าบ้านไปได้ แม่วรรณ วางมือจากการโขลกน้ำพริกเครื่องแกง ล้างมือรวกๆ ชะโงกหน้าแล้วเดินออกมาทักทายนายผู้หญิง พร้อมกับรับถุงข้าวของที่ท่านเป็นธุระถือมาด้วยตนเอง 


“กลับมาแล้วหรือคะคุณ ไหงวันนี้ช้านัก...หรือไม่มีผลไม้ที่หาซื้อ” 


“ไปมาหลายที่น่ะแม่วรรณ ร้อนนัก นี่ยังโขลกน้ำพริกอยู่อีกหรือ...ฉันได้พุงปลา อยากให้ใส่ในแกงเหลือง ท่าจะอร่อยดี” ท่านว่า   


“ได้ค่ะ พุงปลานี่มันหนุบหนับๆ ลิ้นดี แกงอร่อย ประเดี๋ยวอิฉันจัดการให้ อ้อ! แล้วได้ผลไม้ครบไหมคะ ช่วงนี้แล้งๆ เขาว่าขาดตลาดหลายอย่างเชียว” 


“จริงอย่างแม่วรรณว่า แต่ไม่ได้อย่างนั้นฉันก็ซื้ออย่างอื่นแทน คละๆ กันไป”  


“...ก็เลยช้าไปกว่าลูกชายนิดเดียว อิฉันเพิ่งคุยกับเจ้าลูกชายไปว่า...คุณบ่นหาว่าเมื่อไหร่จะพากันกลับมาสักที” นางมะลิวรรณเล่า 


“โทรมาได้สักทีแล้วรึ ลูกชายแม่วรรณก็ยังได้เรื่องกว่าหลานชายฉันนะ รายนั้นไม่เคยโทรมา สงสัยว่าที่นั่นจะวุ่นวายไม่เลิก เฮ้อ...” 


“ฟังเสียงว่ายุ่งยากไม่น้อยเชียวค่ะ หาหลักถงหลักฐานอะไรกันอยู่ แต่ก็กำลังเตรียมจะกลับกันมาแล้ว คงจะไม่นานนี้ล่ะค่ะ” 


“งั้นหรือ...มาเร็วหน่อยก็ดีเหมือนกัน ฉันรึก็รำคาญไอ้พวกที่ชอบมาเซ้าซี้ ถามนั่นถามนี่เรื่องเดิมเหมือนฟังภาษาไม่ออก บอกไม่ขายก็คือไม่ขาย พูดไปกี่ครั้งกี่หนก็ดูจะไม่รู้ความ แต่พอไม่ถามก็มาป้วนเปี้ยนหน้ารีสอร์ตให้แขกหวาดระแวงกันอีก” 


“ก็คงจะไม่รู้เรื่องจริงๆ นั่นล่ะค่ะคุณ คงจะเห็นว่าเหลือแต่ผู้หญิงคราวแม่แก่ๆ อย่างเรามันก็เลยเหิมเกริม ชิ! ลองบุกรุกเข้ามาถึงข้างในซี้อิฉันจะแจ้งตำรวจจับ ไม่กลัวพวกมันหรอกนะคุณ” 


แม่ครัวใหญ่ประจำรีสอร์ตค่อน ใช้น้ำเสียงนักเลงเมื่อกล่าวถึงคู่กรณีที่มีมาแต่ครั้งอดีต นับตั้งแต่นางยังสาวก็ได้ยิน คุณพฤกษ์ บิดาของคุณแพรวพรรณปรารภเรื่องผู้มีอิทธิพลในท้องถิ่นมากว้านซื้อที่ดินซึ่งเป็นที่ตั้งอันดามันรีสอร์ตในปัจจุบัน จวบจนถึงรุ่นลูกก็ยังไม่สำเร็จตอนนี้มี นายเริงฤทธิ์ ทายาทคนเดียวของ นายหัวสำเริง ก็ยังมีการทาบทามสลับกับข่มขู่เรื่อยมา สร้างความเดือดร้อนใจเป็นการบีบบังคับกันทางอ้อม แต่นับตั้งแต่หลานชายท่านเข้ามาดูแลอันดามันรีสอร์ตก็ดูเหมือนการคุกคามจะเพลาลงไป หากว่าชายหนุ่มไม่อยู่คราใดเป็นต้องเกิดเรื่องเสียทุกครั้งซึ่งก็ไม่รู้ว่าเป็นเหตุบังเอิญหรือไม่...? 


แม่วรรณ ในวัยหกสิบต้นๆ ยังดูทะมัดทะแมง แข็งแรงออกท่าออกทางไม่เกรงใครหน้าไหน คุณแพรวพรรณถึงกับขัน ชอบใจที่เห็น ‘แม่’ แล้วก็พาลไปคิดถึง ‘ลูก’ ขึ้นมาอีก 


“ฉันเองก็ไม่เคยกลัวคนพวกนี้หรอก ไม่อย่างนั้นก็อยู่กันมาไม่ถึงอายุปูนนี้ เพียงแต่นายเริงฤทธิ์นั้นไม่เหมือนพ่อ ใจคอผิดกัน นายหัวสำเริงนิยมการทาบทามปนขู่ ใช้ลูกตื้อที่คิดว่าสักวันหนึ่งฉันจะใจอ่อนยอมขาย แต่เริงฤทธิ์ใจร้อน มุทะลุกว่า รายนั้นคงจะทำอะไรที่ร้ายกว่าพ่อตัว แต่ถ้าลูกหลานอยู่ใกล้ๆ ฉันก็เบาใจห่วงอยู่ก็แต่ความบ้าบิ่นของคนของเราที่มีไม่น้อย” 


“คนหนึ่งก็ร้อนเป็นไฟ อีกหนึ่งหรือก็ดุดัน ไม่ยอมใครหน้าไหนทั้งนั้น แม่วรรณก็รู้จักนิสัยใจคอลูกชายกับหลานชายของฉันดี”   


“รู้ซีคะ แต่เชื่ออิฉันเถอะต่อให้เป็นใครก็ต้องตอบโต้กลับ ไม่อย่างนั้นมันจะคิดว่าข่มขู่เราได้ก็จะยิ่งทำเรื่องเลวร้ายกว่านี้ ความใจกล้าบ้าบิ่นที่จะปกป้องนายของมันเป็นเรื่องดี ส่วนความหนักแน่น เป็นคนจริงก็จะทำให้ได้พวกนั้นไม่กล้ามายุ่งกับเรา อิฉันเชื่อว่านิสัยใจคอนี้เป็นประโยชน์เสียมากกว่านะคะ” 


“ฉันก็แค่ห่วงคนหนุ่มใจร้อนน่ะแม่วรรณ นี่ถ้ามีใครสักคนมาทำให้พวกเขาเย็นลงสักนิด อ่อนโยน รักตัวเองขึ้นสักหน่อย ทำอะไรคิดหน้าคิดหลัง คิดถึงคนที่อยู่ข้างหลังบ้างฉันก็พอใจแล้วล่ะ เอ...หรือว่าเราสองคนควรจะมองหาใครที่จะมาดับร้อนให้ลูกๆ หลานๆ ของเราดีล่ะ” 


“เกิดหรือยังล่ะคะ ผู้หญิงดีๆ อย่างนั้น ลูกชายอิฉันปากหมา เอ้ย! ปากร้ายจนบางทีฟังไม่ได้เชียวนะคะ ส่วนอีกคนหรือก็...นิ่งสนิทไม่รู้ว่าเป็นพระอิฐหรือพระปูน ไม่เห็นจะเหลือบตาสนใจผู้หญิงสักคน ไม่รู้อีกกี่ปีคุณแพรวกับอิฉันถึงจะได้อุ้มหลานอย่างที่หวังน่ะสิคะ” 


...เห็นว่าจะจริงอย่างที่แม่วรรณเปรย ชายหนุ่มที่ถูกบ่นถึงทั้งสองคนยังทำตัวเป็นพ่อพวงมาลัย ไม่คิดจะสร้างครอบครัวอย่างคนหนุ่มวัยเดียวกันโดยเฉพาะหลานชายของท่าน ไม่เคยพูดถึงผู้หญิงคนไหนนับตั้งแต่เสียภรรยาไปซึ่งนั่นก็หลายปีดีดักแล้ว อีกคนหรือก็ดูจะเข้าข่ายขุนแผน มีข่าวคราวกับสาวๆ ประปรายแต่ไม่คิดจริงจังกับคนไหนจนบรรดาแม่ๆ ได้แต่ชะเง้อคอรอคอยลูกกับหลานสะใภ้  


“มันก็ไม่แน่หรอกหนา เนื้อคู่ของสองคนนี้อาจจะอยู่ไม่ใกล้ไม่ไกลจากเราก็เป็นได้ บางครั้งตามหาอาจไม่เจอแต่อยู่ๆ ก็เดินทางมาถึงประตูบ้าน ฉันเชื่อเรื่องพรหมลิขิตว่ามีอยู่จริง อย่างน้อยๆ ฉันก็มองเห็นวี่แววแล้วล่ะ” 


“หืม...มม คุณหมายถึงใครกันหรือคะ?” แม่วรรณเอ่ยถามด้วยความใคร่รู้ 



ให้กำลังใจนักเขียน
นักเขียนได้รับกำลังใจแล้ว!
นักเขียนได้รับกำลังใจแล้ว 6 ครั้ง

นิยายที่ผู้อ่านนิยมอ่านต่อ

loading
กำลังโหลด...

99 ความคิดเห็น

  1. #71 tungkn4841 (จากตอนที่ 8)
    วันที่ 23 มีนาคม 2559 / 09:29
    กันท่าไปให้ได้ตลอดนะนายโอม  แต่นายอย่าแอบหวังอะไรอยู่ 
    #71
    0
  2. #59 kung (จากตอนที่ 8)
    วันที่ 12 ตุลาคม 2558 / 02:00
    สงสารเอิงตกเป็นเครื่องมือให้กับจอมมารเพียงเพราะต้องการปกป้องน้องตัวเองโดยไม่คิดถึงหัวอกคนอื่นเห็นแก่ตัวมาก
    #59
    0
  3. #55 YYM-3 (จากตอนที่ 8)
    วันที่ 3 กันยายน 2558 / 07:39
    เอิงจะทำยังไงหนอ รอๆมาไวๆน่ะไรต์
    #55
    0