เปลวปรารถนา < ตอน 9 อัพ 35% >

ตอนที่ 10 : ตอน 7 : ชั่วโมงทวงคืน < อัพ 100% >

  • เนื้อหานิยายตอนนี้เปิดให้อ่าน
  • View : 404
    จำนวนคนให้กำลังใจ : 9 ครั้ง
    28 มิ.ย. 59




ตอน 7 

ชั่วโมงทวงคืน 


เอื้องอลินเลี่ยงไปทำภารกิจอื่นและง่วนอยู่ตรงนั้นนานนับชั่วโมงจึงค่อยย้อนกลับมาล็อบบี้ มันไม่ต่างจากการปล่อยให้สงครามซาลงแล้วจึงค่อยปรากฏตัว ในใจแอบหวังลึก ๆ ว่ามันจะเป็นเช่นนั้น ทว่าโชคดูจะไม่เข้าข้างกันสักเท่าไหร่เลย 


ภาพที่ทำให้เอื้องอลินต้องขมวดคิ้วโค้งสวยจนมุ่น ก็คือ...สัมภาระของเขาคนนั้นยังตั้งหราอยู่ที่เดิม ครั้นเหลียวหน้าแลหลังก็ไม่เห็นใครแถวนั้นที่พอจะไหว้วานแทนได้ หญิงสาวถอนใจแผ่ว ๆ สุดท้ายก็หนีไม่พ้นต้องกลายเป็นคนที่ต้องหยิบกระเป๋าใบนั้นขึ้นมา เห็นทีว่าธุระนี้จะกลายเป็นหน้าที่ของเธออย่างหลีกเลี่ยงไม่ได้ 


เอาก็เอาเถอะ เธอเป็นพนักงานของรีสอร์ต จะบ่ายเบี่ยงงานเล็ก ๆ น้อย ๆ เช่นนี้ก็กระไรอยู่ 


เธอสูดปากแรง ๆ ปรารภ... ต้องไปก็ไปซี ไม่เห็นมีอะไรต้องกลัว 


...คิดเสียอย่างนั้นแล้ว หญิงสาวจึงพาดสายกระเป๋าใบนั้นลงบนบ่าบอบบางกับพาดเสื้อคลุมบนแขน ขณะที่กำลังจะออกเดินก็เห็นพนักงานสาวรุ่นพี่เดินปาดเหงื่อเข้ามาหลบร้อนในร่มพอดี ฝ่ายนั้นส่งยิ้มอ่อน ๆ ท่าทางร้อนแดด พลางจ้องมองข้าวของบนตัวสาวน้อย 


“ของใครหรือคะน้องเอิง แล้วนั่น...จะเอาไปไหน ?” พี่หนูเล็กถาม 


“อ๋อ ของแขกชุดเมื่อกี้น่ะค่ะ ทิ้งเอาไว้ในรถ เอิงหยิบลงมาแต่ยังไม่มีใครเอาไปให้แขกเลยค่ะ” 


...ที่หญิงสาวไม่ได้ใช้คำว่า ‘ลืม’ ก็เพราะเชื่อแน่ว่าเขาไม่ได้ลืม แต่จงใจทิ้งไว้ให้เธอเห็นต่างหากเล่า หนูเล็กทำหน้างง 


“อ้าว! อย่างนั้นเหรอคะ ก็เพิ่งเจอกันเมื่อกี้แต่ไม่ยักบอกว่ากระเป๋าไม่ครบ แปลกจริง ๆ เชียว” 


หล่อนพึมพำกับตัวเองโดยมิได้ปรารภชื่อบุคคลที่เจอะเจอระหว่างทาง แปลกใจเมื่อจู่ ๆ ก็ถูกเรียกไว้แล้วกำชับกำชาให้พูดให้น้อยและทำตามคำสั่งของเขาเท่านั้น 


ใคร ๆ ที่นี่ก็รู้กิตติศัพท์หลานชายท่านคนนี้ว่าไม่เหมือนผู้เป็นป้าสักเท่าไหร่ ออกจะพูดน้อย ดุแล้วก็เด็ดขาดจนพนักงานต้องยำเกรง ที่สำคัญเขามีอำนาจสิทธิ์ขาดที่นี่ จะรับหรือไล่ใครออกก็ได้ทั้งนั้น เมื่อเอื้องอลินเอ่ยอะไรที่เกี่ยวข้องกับเขา หล่อนจึงต้องทำเป็นไม่รู้ไม่ชี้ ในใจก็คิดเสียว่่า...


พี่หนูเล็กขอโทษล่วงหน้าก็แล้วกันนะคะน้องเอิง 


“งั้นก็รีบ ๆ เอาไปให้...ก่อนจะอารมณ์เสียดีกว่านะคะ ช่วงนี้อากาศยิ่งร้อน ๆ อยู่ด้วย” เตือนพลางแตะต้นแขนอีกฝ่าย หล่อนเชื่อว่าอารมณ์ของคนขึ้นอยู่กับอากาศด้วย อย่าไปกระพือโหมให้แรงไปกว่าเดิมจะดีกว่า 


“เอ้อ อีกอย่างค่ะน้องเอิง พี่ฝากดูแลอย่างดีนะคะ รายนี้น่ะไม่เหมือนใคร” 


คำบอกออกจะแปร่ง ๆ หูอยู่สักหน่อย แต่หนูเล็กคิดว่าเตือนไว้ก่อนอย่างไรก็ดีกว่า ภายในดวงตาสีน้ำผึ้งไม่มีวี่แววประหลาดใจอย่างที่ต้องเป็น เธอรู้ดีว่าเขาดุดัน ปากร้ายได้มากแค่ไหน ต่อให้ไม่มีใครเตือนก็ต้องระวังตัวอยู่ดี หญิงสาวยิ้มตอบแทนคำขอบคุณ   


“ค่ะ เอิงจะเอาไปคืนเขาเดี๋ยวนี้ ว่าแต่...แขกพักอยู่บ้านหลังไหนคะ พี่หนูเล็ก ?” 


คนถูกถามเงียบไปอึดใจหนึ่ง พลันนึกถึงคำสั่งที่เพิ่งได้ยินเมื่อครู่ นี่ก็เรื่องหนึ่ง...มีบ้านหลังใหญ่โตสบาย ๆ ก็ไม่อยู่ กลับจะพักบ้านหลังเล็ก ๆ ทำตัวราวกับแขกของรีสอร์ตก็ไม่ปาน เจ้านายของหล่อนนี่เข้าใจยากเสียจริง ๆ นะ 


“บ้านแรมตะวันค่ะ อยู่ถัดจากบ้านพักน้องเอิงไปไม่กี่หลังหรอก” 


“ถ้าอย่างนั้น...เอิงจะรีบเอาไปให้แขกเลยค่ะ ทางนี้ฝากพี่หนูเล็กดูแลด้วยนะคะ” 


คนที่ผละไปก้าวลิ่ว ๆ หมายจะจบความอึดอัดใจเสียด้วยการเร่งรัดเผชิญหน้า คิดว่าไหน ๆ ก็ไหน ๆ แล้วต้องยอมรับความจริง ถ้าเขาเป็นแขกที่นี่จริงอย่างไรเสียพนักงานอย่างเธอก็คงเลี่ยงไม่พ้น และถ้าอยากรักษางานเอาไว้ก็ต้องอดทน อยู่ห่าง ๆ เขาไว้เป็นพอ 


อีกอย่าง...คำว่า ‘แขก’ หมายความว่ามาพักอยู่ชั่วคราว ประเดี๋ยวก็ไป แล้วจะกลัวอะไรล่ะ เขาไม่ได้อยู่ที่นี่ตลอดไปเสียหน่อย 


หญิงสาวค่อนข้างใจลอยจึงเดินมาถึงบ้านพักหลังนั้นโดยไม่รู้ตัว เมื่อมาถึงแล้วก็เผลอยืนนิ่งหน้าประตู ตั้งสติครู่ใหญ่ก่อนจะลงมือเคาะเรียกผู้ที่อยู่ข้างใน 


ก๊อก ก๊อก ก๊อก 


“มีใครอยู่ข้างในไหมคะ ?” 


“......” ภายในนั้นเงียบเชียบจึงลองขยับลูกบิด พร้อมกับผลักประตูบานนั้นให้เปิดออก มันไม่ได้ล็อค เป็นไปได้ว่า...พนักงานทำความสะอาดเสร็จแล้วอาจจะรีบออกไปโดยลืมล็อคประตู 


เมื่อก้าวเข้าไปสายตาก็ถูกปรับให้ชินกับความมืดในเวลาไม่นาน มือเรียวบางเอื้อมออกไปคลำหาสวิชต์ไฟข้างประตูด้วยความคุ้นเคย ประเดี๋ยวเดียวห้องก็สว่างโร่ด้วยแสงนีออนสีอมเหลือง คราวนี้หญิงสาวมีโอกาสกวาดสายตาไปรอบ ๆ ห้องทำให้ทราบว่าเขาคนนั้นยังไม่ได้เข้าพักที่นี่ 


เฮ้อ... 


เอื้องอลินผ่อนลมหายใจแผ่ว ๆ คล้ายหายใจทั่วปอดมากขึ้น เธอรู้...ต่อให้เตรียมใจมาดีแค่ไหนตอนเผชิญหน้ากันจัง ๆ หัวใจก็ไม่เคยเต้นปกติสักครั้ง จึงพูดได้ว่าไม่ต้องพบเจอกันน่าจะเป็นหนทางที่ดีกว่า แต่ก็นั่นล่ะ เธอไม่เคยกำหนดได้สักครั้ง ด้วยถึงจะไม่ไปเจอเขาเอง เขาก็มาปรากฏตัวรบกวนเธออยู่ร่ำไป ไม่ต่างไปจากตอนนี้เลย 


ถัดจากนั้นร่างน้อยก็ก้าวเบาฝีเท้าเข้าไปยืนกลางห้อง ปลดกระเป๋าสะพายออกจากบ่าแล้ววางมันลงบนโต๊ะหัวเตียง ส่วนเสื้อคลุมตัวนั้นถูกพับเรียบร้อย ก่อนจะวางไว้ข้าง ๆ ชุดเครื่องอาบน้ำที่วางอยู่ปลายเตียง ภารกิจของเธอก็คงจะมีเพียงแค่นี้หากไม่ได้มีสิ่งใดมาชะงักฝีเท้าไว้เสียก่อน 


เจ้าสิ่งนั้นคือ...เสียง 


มันดัง ‘แกร๊ก’ ตามด้วยเสียง ‘ฟุ่บ’ สองสามทีที่ทำเอาหญิงสาวสะดุ้งแล้วหันขวับไปยังทิศทางของเสียง มีอะไรบางอย่างซ่อนอยู่หลังประตูบานนั้น เสียง ‘แคร้ง’ เป็นเสียงสุดท้ายเหมือนสิ่งของกลิ้งตกพื้น ได้ยินอย่างนั้นจึงก้าวเข้าไปดู ภายในห้องน้ำที่มีหลังคาแบบเปิดที่หากแหงนหน้าคอตั้งบ่าจะมองเห็นยอดของต้นมะพร้าวกับสีฟ้าของท้องฟ้า เป็นไปตามนโยบายให้แขกที่เข้าพักใกล้ชิดธรรมชาติตามที่ผู้ออกแบบบ้านพักวางไว้ 


หลังคาที่เปิดโล่งนี้เองที่ทำให้สัตว์ตัวเล็ก ๆ อย่างกระรอก กระโดดแผลวจากกิ่งไม้ข้างนอกเข้ามาวิ่งเล่นข้างในอยู่บ่อยครั้ง เอื้องอลินหมุนตัวไปรอบ ๆ จึงเห็นตระกร้าหวายใส่ขวดเครื่องอาบน้ำขนาดจิ๋วหล่นอยู่ ไม่มีสิ่งใดผิดปกติ...เมื่อกี้คงจะเป็นเจ้ากระรอกน้อยจริง ๆ


นอกจากนั้นเป็นเสียงแกว่งไกวของใบไม้จากแรงลม ปนกับเสียง ‘ซ่าๆ’ ของเกลียวคลื่นที่อยู่ไม่ไกลนัก หลังจากเก็บของขึ้นวางที่เดิมแล้วก็ก้าวถอยหลังพร้อมกับดึงตัวจับประตูให้ปิดตาม โดยไม่ทันรู้ตัวเลยว่า ณ เวลานี้เธอไม่ได้อยู่ในบ้านหลังนี้เพียงคนเดียวอีกแล้ว 


“......!” 


คนที่ได้สิทธิ์ขาดในการเข้าพัก บ้านแรมตะวัน ยืนจังก้าอยู่หน้าห้อง ด้วยกริยากอดอกและรอคอยอย่างใจเย็นให้ ‘ผู้บุกรุก’ บ้านพักของเขาแสดงตัว ชายหนุ่มจงใจไม่ให้สุ้มให้เสียง ปล่อยให้หญิงสาวถอยมาชนอกเขาดัง ‘อั้ก’ แรงปะทะแบบไม่รู้เนื้อรู้ตัวจึงทำให้อีกฝ่ายเซหลุน 


ว้าย! 


เอื้องอลินอุทานเสียงหลง เมื่อเสียหลักกับถูกท่อนแขนแข็ง ๆ รวบเอวคอดบางภายใต้ชุดยูนิฟอร์มพนักงานไว้แน่น ซ้ำยังรั้งตัวเธอให้อิงไปกับอกเขาเสียทั้งตัว 


เฮ้อ... เสียงถอนหายใจพรูรินรดข้างหู ทำให้คนถูกกอดรู้สึกตัวแล้วกะพริบตาถี่ ๆ พร้อมด้วยหัวใจที่ร่วงไปอยู่ตาตุ่ม มันเต้นรัวแรงเมื่อรู้ว่าเธอกำลังตกอยู่ในสถานการณ์ใด และยิ่งแล้วไปใหญ่ เมื่อเขาคนนั้นพลิกตัวเธอให้กลับมาเผชิญหน้าจนได้พิศมองวงหน้าอ่อนเยาว์ที่กำลังซีดสลับขาว 


“คุณพัศ...!” เสียงอุทานแผ่วจางแค่ในลำคอ ดวงตาสีอ่อนที่เงยขึ้นสบวูบไหวกับแฝงไปด้วยร่องรอยตระหนก เมื่อสองร่างชิดใกล้ ช่วงเอวคอดกับแขนบอบบางถูกรวบกอดรัดรึงไว้ด้วยวงแขนแข็งแรง พัศพิมุขโน้มใบหน้านิ่ง ๆ ไร้รอยยิ้มลงมาใกล้อีกนิด...จ้องตา คนถูกแกล้งก็แทบจะหยุดหายใจ 


ให้ตายเถอะ! ยามที่เขาอยู่ในระยะประชิดแบบนี้แก้มก็ยิ่งก่ำ มิอาจสบสายตาตรง ๆ ได้อีก เธอผินหน้าหนีพลางหลุบเปลือกตาลงต่ำ มิหมายจะสบตาเขาให้แก้มร้อนผ่าวยิ่งกว่าเดิม คนมองจึงปรากฏรอยยิ้มมุมปากกับแววตาที่มิอาจคาดเดาความคิด 


......หึ! 


“เข้าไปทำอะไรในนั้นล่ะหืม..มม อย่าบอกนะ ว่าคิดจะซ่อนกล้องเอาไว้ส่องกัน ?” 


“......” สีหน้าของเขา ก็ยังไม่เท่า...คำกล่าวหาที่เปล่งออกมาสักนิดเดียว หญิงสาวหน้าเหวอกับความคิดอุตริของเขา  


“กล้อง...!” เธออุทาน เมื่อคิดตามใบหน้าก็แดงแจ๋ เธอเนี่ยนะ...? 


คนบ้า! คิดเป็นแต่เรื่องบ้า ๆ หรือยังไง 


“...รู้หรือเปล่า ว่ามันเป็นวิธีของคนโรคจิต กับผมเนี่ยพูดจากันดี ๆ ก็ยอมให้มานั่งมอง นอนมองในห้องนี้ตลอดยี่สิบสี่ชั่วโมงแล้วล่ะ”


“บ้า! คุณนะสิ โรคจิต ที่ตามแกล้งกันอยู่ได้” 


เอื้องอลินโต้ตอบพร้อมกับสะบัดตัวแรง ๆ ตอนที่เขาเผลอ ผลก็คือ...หลุดจากพันธนาการมายืนด้วยแข้งขาของตน แล้วมองตอบดุ ๆ หมายจะขู่ ‘เสือ’ บ้าง ทว่าการโต้ตอบที่แสนจะนุ่มนิ่มนั้นไม่อาจสะเทือนไปถึงคนอย่างเขา น่าหมั่นไส้เสียจริงที่จ้องสักเท่าไรพัศพิมุขยังไม่หยุดหัวเราะ 


“ไม่เห็นต้องอายที่จะยอมรับเลยนี่คุณ ไอ้รสนิยมแบบนี้มันเป็นเรื่องธรรมชาติ ไม่พูดออกมาก็ไม่มีใครรู้...แต่กับผมบอกกันได้ ผมรับได้หมดแหละ” พัศพิมุขยิ้มทั้งปาก ทั้งตา อย่างล้อเลียน ใบหน้าหญิงสาวจึงร้อนวาบ 


“คุณกับผม ก็แค่...คนโรคจิตสองคนมาเจอกัน เหมาะกันดีออก ฮ่าๆๆ” 


“แต่ฉันเป็นคน คนละประเภทกับคุณ” 


คนถูกกล่าวหาโกรธจนตัวสั่น คำยั่วเย้ากับสีหน้ายิ้ม ๆ ทำให้เอื้องอลินหลงลืมบทบาทหน้าที่ของตนไปชั่วขณะ หากยังมีสติอยู่บ้างจะรู้ว่าเธอไม่มีสิทธิ์ด่าทอต่อว่าเขาซึ่งเป็นแขก ใช่...เขามีเจตนายั่วให้เธอโกรธแล้วทำอะไรผิดพลาด จะได้เล่นงานเธอแล้วอาจลามไปถึงอันดามันรีสอร์ต คิดได้อย่างนั้นสองมือก็กำเข้าหากันแน่น ตัวอดกลั้นกำลังทำหน้าที่อย่างหนักในการระงับอารมณ์ ท่องเอาไว้ว่าถ้าใจร้อนกว่านี้เธออาจเสียงานดี ๆ ที่นี่ไป 


“...คุณพัศ” ผ่านไปร่วม ๆ นาที หญิงสาวก็ปรับน้ำเสียงให้อ่อนลงแล้วเอ่ยขึ้น “ฉันขออธิบาย...” 


หืม..มม ? ทว่าอีกฝ่ายปรับอารมณ์ตามไม่ทัน 


“...ที่เข้าไปในนั้น ก็เพราะได้ยินเสียงแปลก ๆ ซึ่งมันอาจจะเป็นสัตว์ร้ายอย่างงู ฉันต้องดูแลความเรียบร้อยภายในรีสอร์ต มันจึงเป็นหน้าที่ของฉัน และที่มาที่นี่ก็เพราะต้องเอาของที่คุณจงใจทิ้งไว้มาส่งคืน แล้วก็กำลังจะกลับออกไปอยู่แล้ว” 


แน่ล่ะ! เธอต้องตั้งสติมากมายทีเดียวจึงตอบกลับด้วยน้ำเสียงเรียบเย็นเช่นนี้ได้ 


พัศพิมุขแปลกใจที่หญิงสาวสงบลงได้อย่างประหลาด นึกชื่นชมอยู่เหมือนกัน แต่ถ้าเป็นอย่างนี้มันก็ไม่สนุกน่ะซี เขาจึงคลอนศีรษะไปมาแล้วหัวเราะดัง ๆ ออกมาอย่างน่าหมั่นไส้ยิ่งกว่าเดิมเสียอีก  


“เก่งจริง!” เอ่ยชมในคำแรก 


“คุณรู้ด้วยหรือว่า ‘จงใจ’ แล้วคุณรู้หรือยังล่ะ ว่าตลอดเวลาที่ผมอยู่ที่นี่คุณคนเดียวเท่านั้นที่ต้องคอยดูแลผม ผมไม่เอาพนักงานคนอื่น ทุกอย่างที่เกี่ยวกับตัวผมที่นี่ เป็นหน้าที่ของคุณเท่านั้น” 


“สงสัยว่า...หนูเล็กจะยังไม่ได้บอกข่าวดีกับคุณงั้นสิ หึๆ” 


“เอ๊ะ!” อ่ะ อะไรนะ! สีหน้างงงัน อารมณ์ที่เกือบจะลดฮวบลงมาเป็นปกติก็กลับพุ่งขึ้นมาอีก ถึงขั้นต้องบีบมือตัวเองแน่น 


“คราวนี้ชัดนะ ว่าผมไม่เอาใครหน้าไหนทั้งนั้น ยกเว้น...คุณ” เขาย้ำแล้วกระตุกยิ้ม เอื้องอลินสูดปากอย่างอดกลั้น บอกตัวเองว่าเมื่อกี้เธอเคยทำได้มาแล้วนี่นา ครั้งนี้เธอก็ต้องอดทน 


“ถ้ามันเป็นงานฉันก็คงต้องทำ งาน...ทำให้ฉันเลือกไม่ได้ว่าจะเจอคนดีหรืองี่เง่า...เอาแต่ใจ มันเลี่ยงไม่ได้นี่คะ ที่ต้องรับมือกับแขกไร้เหตุผล ไม่เป็นไรหรอกค่ะ เพราะถ้าคุณอดทนกับพนักงานมือใหม่อย่างฉันได้ ฉันก็คิดว่าน่าจะทนกับ ‘แขกโรคจิต’ แบบคุณได้เหมือนกัน”  


เอื้องอลินหยุดกลืนลมหายใจแล้วยิ้มท้าทาย “คงไม่ใช่ว่า...คุณจะอยู่ที่นี่ไปตลอดชีวิตหรอกใช่ไหมคะ ?” 


...เพราะรู้คำตอบแก่ใจว่า ‘เป็นไปไม่ได้’ หญิงสาวจึงกล้าท้าทายออกไปเช่นนั้น เห็นเขาชะงักไปนิดหนึ่งก็ได้ใจ ทว่าผู้ที่ถูกถามนิ่งไปแค่อึดใจ เพียงไม่นานเขาก็คลอนศีรษะช้า ๆ ใบหน้าขรึม ๆ กลับมาแต้มด้วยรอยยิ้ม แบบคนที่ถือไพ่ใบสุดท้ายเหนือกว่า 


หึ! เขาคิดว่า...เกมส์นี้เขาชนะนะ 


“ใครว่าล่ะเอิง...” ครานี้สาวน้อยเป็นฝ่ายชะงัก รอยยิ้มเมื่อแรกบนริมฝีปากรูปกระจับค่อย ๆ เจื่อนจาง ยามสบเรียวตาคมกล้าที่เต็มไปด้วยความมั่นใจของเขา 


“เพราะผมจะอยู่ที่นี่ไปจนกว่าจะได้ในสิ่งที่ผมต้องการ ซึ่งคุณก็รู้ดีว่ามันคืออะไร” 


สิ่งที่เขาต้องการกับสิ่งที่เธอเข้าใจเป็นเสมือนทางคู่ขนาน ที่มิได้ผสานเป็นเรื่องเดียวกัน เอื้องอลินนิ่งงัน หารู้ไม่ว่าความปรารถนาของผู้ชายคนนี้ ที่สุดแล้วมันคืออะไร 


...ที่ตามรังควานไปทุกที่แม้นว่าเรื่องควรจะจบไปตั้งแต่คืนนั้น ที่ติดตามไปจนถึงบ้านของเธอ ประกาศตัวว่ากำลังคบหาและต้องการแสดงความจริงใจและจริงจังกับผู้หญิงธรรมดา ๆ อย่างเธอ เขาสร้างเรื่องครหาแล้วก็อาสาลบล้างมันด้วยการแต่งงาน แสดงตัวเป็นสุภาพบุรุษต่อหน้าป้าของเธอ เขาจะทำอย่างนี้กับคนที่ไม่เคยรักกันไปเพื่ออะไร 


มันจึงเป็นอะไรไปไม่ได้ นอกเสียจาก... 


“ฉันรู้...ว่าคุณก็แค่อยากเอาชนะ” 


...เหมือนถูกบังคับให้กลืนหนามแหลม มันกำลังเชือดเฉือนทั้งคนพูดและคนฟัง พัศพิมุขมีอาการ ขบกรามแน่นแล้วก็ส่ายหน้าน้อย ๆ ในเรียวตาสีสนิมแปลกปร่าไป 


“มันมากกว่านั้น มากนะเอิง” เอ่ยเสียงพร่า ก่อนจะกะพริบตาทีเดียวสีหน้าก็เปลี่ยนกลับไปเป็นเช่นเดิม ใบหน้านั้นนิ่งขรึม ในน้ำเสียงไม่แยแส กับแววตาดุดันแทนที่ความรู้สึกบางอย่างที่ต้องซุกเร้น... 


“หึ! จะคิดอย่างนั้นก็แล้วแต่คุณนะเอิง แต่เรื่องที่ผมสั่งก็ต้องเป็นไปตามที่สั่ง ทำมันซะไม่อย่างนั้นชีวิตที่นี่ของคุณพังพินาศแน่ คราวนี้คงได้ระเห็จตัวกลับบ้าน ไปเผชิญหน้ากับสิ่งที่คุณ ‘หนี’ มาอย่างไรล่ะ” 


“เรื่องนั้น...” 


เอื้องอลินครางขึ้นด้วยใบหน้าถอดสีแล้วเม้มปากแน่น ถึงจะรู้เรื่องอยู่แก่ใจจากคำบอกเล่าของไอศิยาก็ตาม เอาจริง ๆ แล้วเธอยังไม่เคยได้ยินเรื่องแต่งงานจากปากเขาเลยสักครั้ง ถึงเอื้องอลินจะอยากรู้เต็มแก่ว่าจริง ๆ แล้วเขาคิดอย่างไร ถึงได้บอกป้าของเธออย่างนั้นแต่ก็ไม่กล้าถาม หญิงสาวกระดากเกินกว่าจะเป็นฝ่ายเอ่ยขึ้นก่อน เพราะมันเหมือนกับว่า...เธอเป็นฝ่ายที่อยากแต่งงานกับเขาเต็มแก่  


...เห็นอีกฝ่ายนิ่งงันไปครู่ใหญ่ พัศพิมุขก็รู้ว่าเธอรู้เรื่องนี้แล้วอาจเป็นใครคนใดคนหนึ่งในครอบครัวที่ส่งข่าว เมื่อรู้แล้วก็ดีแล้วเพราะเขาเองก็อยากรู้เหมือนกันว่าเธอจะทำอย่างไรต่อ ระหว่างเผชิญหน้าหรือหนีไปจากเขาอีก...? 


“เลือกเอา...ว่าจะอดทนทำดีต่อกัน แค่ไม่กี่วันที่นี่ หรือจะเปลี่ยนเป็นต้องทนเห็นหน้ากันไปตลอดชีวิต คิดดูดี ๆ ก็แล้วกัน หึ!”  


คนพูดแสยะยิ้มเย็นพลางไหวบ่ากว้างของตนอย่างไม่ยี่หระ เรื่องขู่เข็ญเก่งนี่ยกให้เขาเป็นที่หนึ่ง เอื้องอลินจำต้องเลือกอย่างแรกยอมอดทนใช้เวลาไม่กี่วันในการดูแล ‘แขกเจ้าอารมณ์’ อย่างเขา คิดเอาเองว่าวันหนึ่งก็ต้องสิ้นสุด 



หญิงสาวเริ่มต้นเช้าวันใหม่ด้วยการทำความสะอาด เปลี่ยนปลอกหมอน เปลี่ยนผ้าปูที่นอน ไม่เว้นแม้กระทั่งรายละเอียดเล็ก ๆ อีกจิปาถะที่ปกติแล้วเด็กสาวต่างด้าวเป็นคนดูแล ภายในเวลาชั่วโมงเศษ ๆ งานภาคเช้าเฉพาะบ้านแรมตะวันก็เสร็จสิ้นและสุดท้ายคือ ยกสำรับอาหารเช้ามาบริการแขกถึงห้องพัก 


ก่อนเวลาแปดนาฬิกา พนักงานสาวก็อันตรธานตัวไปจากบ้านพักหลังนั้น 


ขณะเดียวกัน ร่างสูงใหญ่แลแข็งแรงในชุดลำลองเสื้อยืดกับกางเกงวอร์มสีเทากำลังเคลื่อนไหวอยู่บนชายหาด หลังวิ่งออกกำลังกายมาหลายกิโลก็เปลี่ยนมาเป็นวิ่งเหยาะ ๆ แล้วค่อย ๆ ช้าลงเรื่อย ๆ จนกลายเป็นเดินเลียบแนวหาด ไม่เร่งรีบที่จะละเลียดสายลมกับเสียงคลื่นที่รายล้อมรอบตัว และปล่อยเวลาเหล่านั้นให้ผ่านไปอย่างช้า ๆ 


การได้กลับมาอันดามันรีสอร์ต ที่ที่ดูจะเป็น ‘บ้าน’ ของเขาอย่างแท้จริง พัศพิมุขสบายใจและมีความเป็นตัวเองที่นี่ แม้จะอยู่ในฐานะเจ้าของรีสอร์ตเล็ก ๆ มิใช่ทายาทกิจการนับพันล้าน และใครเล่าจะรู้ว่าการเดินทางกลับบ้านของเขาจะทำให้ได้พบคนที่ตามหา อีกทั้งในตอนนี้เขาก็ได้รู้บางอย่างเกี่ยวกับตัวไอศูรย์ ญาติหนุ่มที่เต็มไปด้วยความกระหายเงิน ได้ทำความรู้จักกับผู้เป็นป้าของเธอรวมถึงไอศิยา ญาติสาวที่ไม่ว่าอย่างไรก็ไม่ยอมปริปากบอกเรื่องเอื้องอลิน รายนี้ดูจะสนิทกันมากหน่อย และเขาก็เชื่อว่าหล่อนเป็นคนส่งข่าวบอกน้องสาว 


เหตุที่เอื้องอลินยอมมาทำงานไกลจากบ้าน ยอมอาศัยในดินแดนแปลกถิ่นท่ามกลางผู้คนที่เธอไม่รู้จัก ยอมเป็นพนักงานตัวเล็ก ๆ ที่อันดามันรีสอร์ตมีต้นเหตุมาจากอะไร ถ้าไม่ใช่ ‘หนี’ จากใครหรืออะไรสักอย่าง และการโคจรมาพบกันโดยบังเอิญครั้งนี้ต้องทำให้เขารู้ทุกเรื่องที่อยากรู้...ให้ได้ 


แสงอุ่น ๆ แปรเปลี่ยนเป็นแรงร้อนจนเม็ดเหงื่อใส ๆ แย่งกันผุดพรายบนใบหน้าคมคร้ามที่บัดนี้ปราศจากหนวดเครา คงนับตั้งแต่วันที่เขาไปเยือนบ้านหญิงสาวก็ไม่ปล่อยให้มันรกรุงรังอีก อาจไม่เหลือคราบโจรให้ต้องขยาดทว่าความดุดันทางสายตาก็มิได้ลดน้อยลง เข้าใกล้ใครก็ทำให้รายนั้นเกร็งไปตาม ๆ กัน 


ชายหนุ่มดึงผ้าขนหนูที่พาดบนบ่ามาซับเหงื่อบนใบหน้า เดินทอดน่องมาถึงบ้านพักและอ้อยอิ่งอยู่ตรงนั้นครู่หนึ่งโดยหวังว่าพนักงานสาวจะเปิดประตูออกมาพบเขา ทว่าไม่มีความบังเอิญที่ว่า นานสองนานก็ยังไม่มีความเคลื่อนไหวใด ๆ จึงผลักประตูเข้าไป แล้วก็พบกับความว่างเปล่ากับห้องที่สะอาดเอี่ยม พัศพิมุขเม้มปากนิด ๆ อย่างเข่นเขี้ยว ยามตวัดสายตาไปรอบ ๆ แล้วก็รู้ว่าตนช้าไปเสียแล้ว 


...คงจะแอบมาทำงานตอนเขาไม่อยู่สินะ ฉลาดน่าดู! 


เช้านี้...รอดไป แต่ก็ไม่ใช่ตลอดไปหรอกเอิง 


ในใจคิดว่า...ต้องมาดูกันสักตั้งว่าจะหนีกันไปได้สักกี่น้ำ 


“หึ! คิดว่าฉลาดนักหรือไง ?” 


เขาพึมพำ ยามปรายมองชุดเครื่องอาบน้ำ อันประกอบด้วยเสื้อคลุมอาบน้ำสีขาว ผ้าขนหนูผืนใหญ่กับผืนเล็กอย่างละหนึ่ง ที่วางอยู่ปลายเตียงที่ปูผ้าผืนใหม่ไว้ตึงเป๊ะ ของกระจุกกระจิกอย่างอื่นถูกจัดวางเข้าที่ไว้อย่างเรียบร้อย และสุดท้าย...สายตาของเขาจับจ้องอยู่ที่ถาดอาหารเช้าที่มีขนมปังปิ้งสองแผ่น ไข่ดาว ไส้กรอกกับหมูแฮม ดูน่ากินดีหรอกเสียแต่ว่ามันเย็นชืดหมดแล้ว 


ชายหนุ่มคลอนศีรษะน้อย ๆ พลางก้าวไปหยิบเสื้อคลุมอาบน้ำพาดบ่า พาร่างที่ซกไปด้วยเหงื่อเข้าห้องน้ำไป เขาเปิดเครื่องทำน้ำอุ่นแล้วก้าวเข้าไปยืนใต้ฝักบัวแขวนผนัง ซึ่งมีช่วงล่างก่อด้วยปูนเปลือย ช่วงบนของผนังปูนเป็นท่อนไม้ไผ่ตั้งเป็นแนวตั้งจึงมองเห็นธรรมชาติภายนอกวอบแวบ 


ร่างเปลือยเปล่าปล่อยให้สายน้ำที่อุ่นกำลังดีไหลผ่านตั้งแต่ศีรษะจรด...ปลายเท้าด้วยอาการผ่อนคลาย เส้นผมดกดำลู่แนบศีรษะทุยจนแลเห็นว่ามันเริ่มยาวระต้นคอ ครู่ถัดมาระดับความอุ่นค่อย ๆ คลายลงแล้วแทนที่ด้วยน้ำเย็น เขาปรือตาขึ้นมองไอจาง ๆ แวบหนึ่งก็หลับหูหลับตา หลังเทยาสระผมขยี้ในฝ่ามือแล้วลูบศีรษะ เมื่อเปิดน้ำอุ่นอีกครั้งก็เงยศีรษะขึ้นรับน้ำ หมายจะชะล้างทั้งสบู่และแชมพูออกไป 


“เฮ้ย!...” แต่แล้วก็อุทานลั่น 


พัศพิมุขลืมตาขึ้นข้างหนึ่งรีบควานหาก๊อกน้ำ เสียง ‘ซู่ๆ’ ของน้ำดังแข่งกับเสียงเสียดสีของต้นไม้ ปิดดัง ‘ฟุ่บ’ ไอร้อนพวยพุ่งจากพื้นซีเมนต์ขัดมันหลังจากราดรดไปบนลาดบ่ากับแผ่นอกแกร่งจนแดงไปทั้งแถบ เขาถอยออกมาก้าวหนึ่ง ลูบหน้าลูบตาเร็ว ๆ มือหนายังรู้สึกถึงครีมลื่น ๆ ที่ยังล้างออกไม่หมด แต่ก็หุนหันคว้าเสื้อคลุมมาปกปิดกายอย่างรวก ๆ พลางก้าวฉับ ๆ ออกมาอย่างหัวเสีย 


“บ้าเอ้ย! นี่มันอะไรกันวะ” สบถ 


กริ๊ง กริ๊ง กริ๊ง...งง 


“อันดามันรีสอร์ตค่ะ มีอะไรให้รับใช้คะ ?” 


“ฉันเอง” ฝ่ายนั้นบอกด้วยน้ำเสียงเข้ม ๆ ซึ่งก็ทำให้หนูเล็กทราบในทันทีว่า ‘ฉัน’ เป็นใคร “เอ้อ คุณพัศ มีอะไรหรือเปล่าคะ ?” 


“มีซี เครื่องทำน้ำอุ่นเจ๊งรึไง น้ำถึงได้...เดี๋ยวเย็นเดี๋ยวร้อนแบบนี้” 


พัศพิมุขกรอกเสียงฉุน ๆ ลงไป ไม่หงุดหงิดก็คงจะไม่ไหวกระมัง เมื่อบัดนี้เหนือบ่ากับอกของเขามีอาการแสบ ๆ ร้อน ๆ เพราะฤทธิ์ของเครื่องทำน้ำอุ่นที่จู่ ๆ ก็กลายเป็นน้ำเดือดลวกจนผิวขาว ๆ บวมแดง 


“เอ่อ” ปลายสายเงอะงะ ตอบช้าไม่ได้ดังใจเพราะกำลังเลิ่กลั่ก กวักมือไหว ๆ เรียกคนงานที่เดินอยู่แถวนั้น หมายจะสั่งให้ไปตามช่าง


“ใจเย็น ๆ ก่อนค่ะคุณพัศ ประเดี๋ยวหนูเล็กส่งช่างไปดูให้นะคะ คือ...เครื่องนี้มันเป็น ๆ หาย ๆ กะจะเปลี่ยนสิ้นเดือนอยู่แล้วล่ะค่ะ” 


...แต่ก็ยังไม่ได้เปลี่ยน ถ้านี่ไม่ใช่เขา แต่เป็นแขกที่มาพักเล่า ใช้ไม่ได้เลยสักคน! 


“เดี๋ยวช่างก็ไปแล้วค่ะ” หล่อนสำทับ  


“ไม่ต้อง! เคยบอกแล้วไม่ใช่หรือไงว่าให้พนักงานใหม่เป็นคนดูแลทุกอย่างที่บ้านแรมตะวัน จะได้รู้กันไปว่าทำงานเป็นหรือเปล่า” 


“ตะแต่...เรื่องนี้ น้องเอิงคงจะแก้ไขให้ไม่ได้นะคะ คงต้องให้ช่าง...” หนูเล็กแย้งเสียงอ่อย 


“ไม่ต้องมาแก้ต่างแทนกัน ริจะทำงานก็ต้องทำได้ทุกอย่างไม่ใช่รึไง แต่ถ้าเลือกงานนักก็ไม่ต้องมาแล้วออกไปหางานใหม่ซะ หนูเล็ก เธอมีหน้าที่ไปบอกพนักงานคนนั้น ว่าถ้ายังอยากทำงานที่นี่ต่อก็ให้มารับผิดชอบเรื่องนี้ซะ” 


“ค่ะ ๆ ไปเดี๋ยวนี้ค่ะ” 


คำสั่งเด็ดขาดทำให้หนูเล็กตอบรับรัว หล่อนมีทางเลือกไม่มากนักและคิดว่าเอื้องอลินก็คงจะเหมือนกัน  


ฝ่ายนั้นวางสายดัง ‘โคร้ม’ หนูเล็กถึงขั้นหูชา หน้าเสีย แต่ก็รีบรุดไปตามเอื้องอลินที่คาดว่าขลุกตัวอยู่กับแม่วรรณ นึกเห็นใจพนักงานสาวรุ่นน้อง จริงอยู่ที่เอื้องอลินยังทำงานที่อันดามันรีสอร์ตไม่ครบสามเดือนกลายเป็นข้อให้คุณพัศขู่เรื่องผ่านงานเอาได้ แต่หญิงสาวก็ตั้งอกตั้งใจเรียนรู้งานอย่างเต็มที่ จะมาตกม้าตายก็คราวที่เจอเแขกอย่างผู้เป็นนายของหล่อนนี่แหละ 


คงจะเป็นโชคร้ายที่เอื้องอลินต้องมาพบเจ้านายของหล่อน ตอนที่คุณแพรวพรรณไม่อยู่ เขาจึงไม่รู้ว่าหญิงสาวเป็นคนโปรดของท่าน นี่ถ้านายหญิงกลับมาเร็ว ๆ หน่อยก็ดีน่ะสิ 



“...เรื่องมันก็เป็นอย่างนี้ล่ะค่ะ” สุ้มเสียงคนเล่ายังไม่คลายจากอาการขยาดเท่าไร หล่อนหันไปทางผู้ที่อาวุโสที่สุดในวงสนทนาพร้อมกับยอบศีรษะลงด้วยความเกรงอกเกรงใจ 


“แม่วรรณคะ หนูเล็กคงต้องขอตัวน้องเอิงไป เอ่อ ไปจัดการเรื่องนี้ก่อนนะคะ ไม่อย่างนั้นเรื่องไม่จบแน่ค่ะ” หนูเล็กละล่ำละลักบอก 


“เขาว่าอย่างนั้นหรือคะ...?” คนที่นั่งฟังอย่างสงบเอ่ยขึ้นเรียบ ๆ มิได้แสดงท่าทีตกใจ ราวกับว่าจะเตรียมใจให้ชินมาบ้างแล้ว 


วันนี้เป็นแค่วันแรกจึงเป็นไปได้ยากที่เธอจะผ่านวันไปแบบสงบสุข สาวน้อยที่นั่งพับเพียบบนตั่งข้าง ๆ แม่ครัวมือหนึ่งประจำรีสอร์ตขยับตัวเล็กน้อยพร้อมกับผ่อนลมหายใจ แป้งสีขาวนวลในมือ ที่กำลังปั้นเป็นลูกกลม ๆ ขนาดเท่าปลายนิ้วก้อยเป็นอัน...ชะงัก 


“ค่ะ” หนูเล็กผงกศีรษะหงึก ๆ 


“อ้อ! เดี๋ยวนี้อะไรเสีย นี่เขาไม่ต้องอาศัยช่างกันแล้วหรือ ?” 


“...รึว่าไอ้เครื่องทำน้ำอุ่นนี่จะรักษาอาการตัวเองได้ นี่ถ้าคุณแพรวกลับมา มิต้องเรียนว่าให้โละนายช่างของรีสอร์ตออกหมดหรอกรึ?” 


แม่วรรณค่อนพร้อมรอยค้อนที่หมายฝากไปถึงชายหนุ่ม รู้อุปนิสัยอยู่หรอกว่าหลานท่านเป็นคนแข็ง ๆ ออกจะเจ้าอารมณ์อยู่บ้าง แต่ครั้งนี้นางไม่รู้ต้นสายปลายเหตุว่าใครไปสะกิดต่อมหงุดหงิดถึงได้พาลพาโลเช่นนี้ แต่ก็ไม่อยากให้เรื่องยืดยาวออกไปจึงหันมาทางเอื้องอลิน 


“ไปล้างไม้ล้างมือเสียเถอะหนู แวะไปดูเสียหน่อย” 


“อ้อ! แม่หนูเล็ก เธอแวะไปสั่งช่างให้ตามหนูเอิงไปด้วย อย่าช้า!” แม่วรรณกำชับ 


“ได้ค่ะ แม่วรรณ” 


ระยะเดินจากเรือนพักหลังนี้ไปบ้านแรมตะวันไม่ไกลเท่าไรนัก หากว่าหญิงสาวกลับอยากให้มีปาฏิหาริย์ให้ใครสักคนเหวี่ยงบ้านหลังนั้นออกไปเสียไกล ๆ จะได้ไปถึงช้าที่สุดเท่าที่จะทำได้ แต่ถึงกระนั้นก็เถิด ยามนี้เบื้องหน้าของเธอก็คือ...ประตูบ้านพักหลังนั้นแล้ว 


เอื้องอลินเหลียวหลังจึงเห็นว่าช่างยังมาไม่ถึง ทว่าท่าทางกับน้ำเสียงร้อนรนของหนูเล็กเมื่อครู่ทำให้ต้องจำยอมเป็นทัพหน้าเข้าไปหาแขกเจ้าปัญหาเสียก่อน แล้วในทันทีที่พบเขา ร่างน้อยก็ถอยกรูดด้วยความตกใจ ร้อนให้คนที่นุ่งน้อยห่มน้อยก้าวตามมาคว้าข้อแขนไว้  


“ทะ ทำไม...คุณแต่งตัวแบบนี้ ?” 


หญิงสาวเบี่ยงตัวออกห่างหลังปลดมือหนาออกจากข้อแขน ถอยมายืนห่างก้าวสองก้าวได้แล้วก็กวาดมองร่างสูงใหญ่ขึ้น ๆ ลง ๆ ในใจนึกตำหนิการแต่งกายที่ไม่รัดกุมที่มันทำให้มองหน้าได้ไม่สนิทจนต้องเสมองไปทางอื่น หากว่าอีกฝ่ายหาได้ใส่ใจไม่ 


“ก็ผมกำลังอาบน้ำ ไม่ใส่ไอ้นี่ ก็คงต้องแก้ผ้าออกมาเดินแล้วล่ะ” ตอบเสียงกระชาก 


พัศพิมุขคิดอย่างพาล ๆ ว่านี่ก็เป็นบริเวณส่วนตัวที่เขาจะแต่งตัวแบบไหนก็ได้ อีกทั้งเป็นความบกพร่องของคนดูแลจึงเกิดเหตุการณ์เช่นนี้ขึ้น จะมาโทษเขาไม่ได้ และถ้าจะต้องมีใครสักคนรับผิดชอบเรื่องนี้เขาก็มองว่าต้องเป็นคนตรงหน้านี่ล่ะ 


“เครื่องทำน้ำอุ่นมีปัญหา นี่คงจะเอาของเสีย ๆ ไม่ได้มาตรฐานมาใช้กับแขกสินะ เห็นว่าคนที่มาพักโง่...รู้ไม่ทันหรือว่าจงใจจะทำร้ายคนที่คุณไม่ชอบหน้ากันล่ะ” 


“คุณกล่าวหากันเกินไปนะคะ ไม่มีใครจงใจทำอย่างคุณว่าหรอก ที่นี่เป็นรีสอร์ต ถ้าจะมีอุปกรณ์ชิ้นไหนเสียก็เพราะมันจะเสียอยู่แล้ว เพียงแต่มาเกิดกับคุณโดยบังเอิญเท่านั้นเอง” หล่อนพูดอย่างสงบใจ 


“แต่เมื่อรู้ว่ามันเสีย เราก็ไม่ได้นิ่งนอนใจ เรากำลัง...” กำลังจะพูดต่อแต่เขาก็ขัดขึ้นเสียก่อน “ไม่ได้นิ่งนอนใจแต่ก็ชักช้าเป็นเต่าคลาน นี่ถ้ามีใครสักคนโดนงูกัด ก็คงจะตายเพราะพิษงูไปแล้วสินะ” ประชดประชัน 


“ขอโทษเถอะค่ะ แต่นี่เป็นเรื่องเครื่องทำน้ำอุ่นเสีย ไม่ใช่สัตว์มีพิษ ฉันคิดว่ามันคงไม่มีปากจะฉกกัดคุณหรอกใช่ไหมคะ ?” 


เอื้องอลินถึงกับต้องสูดปากอย่างอดกลั้น เธอก็แค่ต้องโต้ตอบกลับไปบ้างมิเช่นนั้นแล้วคนแบบเขาจะยิ่งได้ใจ 


หืม..มม ? คนถูกประชดกลับเลิกแถบคิ้วนิด ๆ ในความกล้าหาญของอีกฝ่าย ไม่เจอกันไม่เท่าไรปากเก่งขึ้นเยอะ ทว่าก็ไม่ได้ทำให้เขายอมลดราวาศอกแต่กลับย่างสามขุมเข้ามาหา 


ไม่ต่างจากระฆังช่วยชีวิต ตอนที่ทั้งสองได้ยินเสียงก่อก ๆ แก่ก ๆ เบื้องหลัง พัศพิมุขชะงักทุกการกระทำที่กำลังจะเกิด มือหนาไพล่กลับมาวางลงข้างลำตัวเมื่อนายช่างวัยกลางคนตามมาสมทบ นายเทียมยกมือไหว้ปลก ๆ แต่ยังไม่ทันได้เอ่ยปากทักคนเป็นนายชายหนุ่มก็ชิงสั่งงานเสียก่อน เขาชี้ไปทางห้องน้ำ... 


“รีบ ๆ ดูอาการ ถ้าซ่อมไม่ได้ก็เปลี่ยนเครื่องซะ” 


“ได้ครับ นายหัว” 


สำเนียงรับแปร่ง ๆ ของหนุ่มชาวพม่าฟังไม่ชัดเจนนักแต่ก็ทำให้หญิงสาวแปลกใจ คำว่า ‘นายหัว’ ทำให้เธอขมวดคิ้วน้อย ๆ แต่หลังจากนั้นก็ไม่มีอะไรผิดแผกไปมากกว่านี้เมื่อเขาแยกไปทำงาน เธอเลิกสนใจแล้วถอยออกมาเพื่อให้ช่างเริ่มทำงานของเขา ส่วนคนชวนทะเลาะออกมารอข้างนอกด้วยการยืนกอดอก อิงสะโพกสอบกับขอบโต๊ะเครื่องแป้ง ยืนนิ่ง ๆ อยู่อย่างนั้น หากแต่กำลังครุ่นคิดว่าจะทำอย่างไรต่อเมื่อหญิงสาวกำลังจะ ‘รอดตัว’ จากเรื่องนี้ไปได้อีกครั้ง 


อึดใจใหญ่ ๆ นายเทียมก็หิ้วเครื่องทำน้ำอุ่นเครื่องเดิมออกมา แล้วบอกกับคนทั้งคู่ “เสร็จแล้วครับ” 


“ขอบใจ ไปทำงานของนายต่อเถอะ” พัศพิมุขพยักเพยิดให้คนงานของตน โบกมือไหว ๆ เขาคนนั้นก็รีบรุดกลับออกไปทันที 


ฝ่ายคู่กรณีเห็นว่าเรื่องจบแล้วจึงขยับตัวบ้าง ร่างบอบบางหมุนตัวกลับแต่ยังไม่ทันได้ก้าวเดินเจ้าของร่างสูงสง่าก็ทำตัวเป็น ‘กำแพง’ ด้วยการก้าวเข้ามาขวางอยู่ตรงหน้า 


เอ๊ะ! อะไรของเขาอีกเนี่ย ? 


“ส่วนคุณ...ยังไปไหนไม่ได้” 


“มีเรื่องอะไรอีกล่ะคะ เครื่องเสียช่างก็เปลี่ยนให้แล้วหรือว่า...มีอะไรที่ต้องซ่อมอีก ?” 


“จะว่ามีน่ะมีแน่ ก็ไอ้เครื่องทำน้ำอุ่นเฮงซวยของรีสอร์ตคุณทำให้ผมเจ็บตัว มันเป็นความรับผิดชอบของคุณซึ่งเป็นพนักงานคนเดียวที่ต้องดูแลผมไม่ใช่หรือ ? ไม่คิดจะทำอะไรหน่อยหรือไง...?” เขาเอ่ยขึ้นอย่างท้าทาย เรียวตาคู่คมเป็นประกายวับในตอนที่คิดได้ว่าจะยื้อเธอไว้อย่างไร 


“รับผิดชอบ...? แต่ฉันไม่เห็นว่าคุณจะบาดเจ็บตรงไหนเลยนี่คะ” ค้านเสียงกระด้าง ดวงตาสีน้ำผึ้งแฝงไปด้วยความไม่เชื่อถือ คิดว่าเป็นการหาเรื่องมากกว่าจะเป็นเรื่องจริงไปได้ 


“หึ! ไม่เห็นหรอกหรือ...?” ฝ่ายนั้นครางเสียงกร้าวในลำคอ ทำท่าจะกระตุกสายเสื้อคลุมอาบน้ำออกเสียเดี๋ยวนั้น “ได้ซี...” 


“เอ๊ะ นั่นจะทำอะไร ?” 


“อย่าทำอะไรบ้า ๆ นะคุณ!” ร้องห้ามเสียงหลง 


หญิงสาวยกมือขึ้นปิดหน้าปิดตาพร้อมกับบ่ายหนีไปอีกทาง ดวงตาอาจหลบเลี่ยงได้อยู่หรอก หากว่าเจ้าสีก่ำ ๆ กับรอยร้อนผ่าวบนผิวแก้มเนียนนี่สิมิอาจกลบเกลื่อน พัศพิมุขจุดยิ้มโดยที่อีกฝ่ายไม่มีโอกาสได้เห็น ร่างสูงใหญ่ก้าวเข้ามาประชิด เอื้อมมือมาดึงมือบอบบางออกจากการปิดป้อง พร้อมกับที่...ปลายนิ้วอุ่น ๆ แตะลงมาเหนือคางมนแล้วค่อย ๆ ผินดวงหน้าซ่านร้อนให้กลับมาเผชิญหน้า 


“ลืมตาดูสักหน่อยดีไหม ว่ามันเป็นอะไรที่บ้าหรือเปล่า” น้ำเสียงคนพูดราบเรียบ ขัดจากแววตาพอใจที่ได้อยู่ใกล้กัน แค่...เอื้อมมือถึง 


“สาบาน...ว่าผมไม่ได้โกหกสักหน่อย” 


“......!” 


แพขนตางอนงามเหนือดวงตากลมโตจำยอมกระพือขึ้นช้า ๆ หมายจะรู้ให้ได้ว่า...คำสบถสาบานที่ว่ามีความจริงอยู่มากน้อยเพียงไร กระนั้นดวงตาสีน้ำผึ้งก็ยังกะพริบถี่ ๆ แฝงไปด้วยความระวังระไว ด้วยไม่มีทางที่เธอจะไว้ใจคนแบบเขาง่าย ๆ เป็นแน่ 


ความจริงที่ว่านั่นปรากฏก็ต่อเมื่อหญิงสาวปรือตาขึ้นมองเต็มตา ทว่าอย่างแรกที่เธอรับรู้ก็คือ...ลมหายใจอุ่น ๆ ที่รินรดอยู่เหนือหน้าผากกลมมน ส่วนที่ตรงกับระดับสายตาของเธอพอดีก็คือ...ปลายคางคมสันของอีกฝ่ายที่เมื่อหรี่ตามองจะเห็นต้นคอแกร่งกับช่วงบ่ากำยำ มันเผยจากรอยสาบของเสื้อคลุมที่ทาบทับกันอย่างหลวม ๆ เผยอน้อย ๆ จนเห็นแผงอกรำไร 


“......!!” 


สีหน้าคนมองเปลี่ยนวูบเมื่อเห็นรอยแดงเป็นแถบบนผิวขาว ๆ ตรงอกขวาของเขา เอื้องอลินหน้าเสียเมื่อรู้ว่าเขาไม่ได้กุเรื่องขึ้น แต่เมื่อเหลือบขึ้นมองจึงสบสายตากันตรง ๆ และพบว่าเขากลับวางสีหน้าเฉย ๆ ต่างจากที่โวยวายเมื่อครู่ลิบลับ เอื้องอลินเม้มปากน้อย ๆ อย่างเข้าใจ เพราะเคยเห็นรอยแดงที่เกิดจากความร้อนจนทำให้ผิวหนังเปลี่ยนสี และมันก็คงจะทำให้เจ้าตัวเจ็บไม่น้อยทีเดียว 


“เจ็บมากไหมคะ...?” 


...อย่างไรเสียก็อดถามไถ่ไม่ได้ หญิงสาวจ้องมองแผลนั้นอยู่นานก่อนจะเผลอตัวยกมือขึ้นมาใกล้ ๆ จนเกือบแตะถึง เสียแต่ว่าฉุกคิดขึ้นมาเสียก่อนว่าไม่สมควรจึงทำท่าจะลดมือลง ทว่าก็ยังช้ากว่าเขา... 


“เจ็บสิ” คนรู้ทันคว้ามือเธอ กุมไว้ไม่ปล่อย “แต่ตอนนี้มันแสบ ๆ คัน ๆ เสียมากกว่า“ 


“ไปหาหมอดีกว่านะคะ เรื่องค่ารักษาพยาบาลทางเราจะรับผิดชอบให้เอง” 


“ไม่ต้องได้ไหม ไม่อยากต้องวุ่นวายไปถึงโรงพยาบาล” เขาปฏิเสธเรียบ ๆ 


“แต่...” เธอไม่เห็นด้วยเลย รอยแดงนั่นก็ไม่ใช่น้อย ๆ แต่พัศพิมุขก็โบกมือปรามซ้ำอีก  


“เรื่องนั้นช่างก่อนเถอะ ว่าแต่...คุณดูแผลเป็นไหม ตั้งแต่โดนลวกเอาก็ยังไม่ได้ทำอะไรกับมันเลย” เขาบอกตรง ๆ 


เอื้องอลินนิ่งไปชั่วขณะ ก่อนจะผงกศีรษะน้อย ๆ แล้วผุดลุกขึ้น คิดเสียว่า...คงต้องทิ้งเรื่องอื่น ๆ ไว้สักประเดี๋ยวเพื่อทำหน้าที่ของตน หญิงสาวผละไปเปิดบานตู้ของชั้นวางทีวี หยิบเอากล่องปฐมพยาบาลเล็ก ๆ ที่มีในบ้านพักทุกหลังเผื่อสำหรับกรณีฉุกเฉินออกมา 


คนเจ็บย้ายตัวเองไปรอบนเตียงด้วยการเอนตัวนั่งกึ่งนอน พิงตัวกับหมอนตรงหัวเตียง เขาใช้แขนข้างหนึ่งหนุนศีรษะที่พาดกึ่งหนึ่งไปกับขอบหัวเตียงพลางนั่งจับตามองคนที่เดินไปมาอย่างคล่องแคล่วภายในห้องสี่เหลี่ยม 


สิ่งสุดท้ายที่เธอทำ ก็คือ...หายเข้าไปในห้องน้ำแล้วออกมาพร้อมกับอ่างใส ๆ ใบเล็กที่มีน้ำสะอาด พร้อมกับเหลียวหาที่นั่งเหมาะ ๆ ซึ่งก็คงจะหนีไม่พ้นบนเตียง เอื้องอลินทรุดตัวนั่งลงหมิ่น ๆ ไม่ห่างจากร่างกำยำนัก เอื้อมมือไปจับสาบเสื้อคลุมของเขา เอ่ยขออนุญาต... 


“คุณพัศ ฉันขอปลดมันลงอีกนิดนะคะ จะได้ประคบน้ำเย็นให้” เห็นเขาผงกศีรษะหงึก ๆ แทนคำอนุญาตจึงลงมือ 


จากนั้นคนบนเตียงก็เอาแต่จ้องมองพยาบาลสาวจำเป็นโดยไม่ได้พูดอะไรออกมาอีก ปล่อยให้อีกฝ่ายพูดเรื่อย ๆ ขณะรั้งสาบเสื้อไปกองอยู่แถว ๆ ข้อศอก ลงมือทำความสะอาดแผลให้เขาเป็นอย่างแรก 


“โชคดีที่แผลไม่ลึก ไม่ได้ขึ้นเป็นตุ่มใส ๆ ด้วย คงไม่ถึงกับติดเชื้อหรือเป็นแผลเป็นหรอกค่ะ” คนฟังก็แค่พยักหน้าตาม 


“แต่ถ้าพรุ่งนี้ยังไม่ดีขึ้น ฉันคิดว่าไปให้คุณหมอดูสักหน่อยจะสบายใจกว่านะคะ” คราวนี้เขาส่ายหน้า ไม่สนใจจะทำตามเท่าไรนัก 


“เอาเถอะ เรื่องนั้น...ค่อยว่ากัน” 


...นั่นเป็นเรื่องของวันพรุ่งนี้ เขาไม่อยากนึกไปให้ไกลนัก เพราะตอนนี้พอใจกับช่วงเวลาที่มีหญิงสาวคอยปรนบัติดูแล 


พัศพิมุขเอนตัวกับหมอนใบโตในท่าสบายขึ้น สีหน้าผ่อนคลายจากความหงุดหงิดบึ้งตึง จนไร้วี่แวว ‘นักวิวาท’ ที่คอยแต่จะหาเรื่องกัน เปลี่ยนพฤติกรรมไปเป็น...เอาแต่จ้องมองใบหน้าอ่อนเยาว์ของคนที่กำลังก้มหน้าก้มตาประคบบาดแผลให้ ยอมรับว่ากำลังเพลิดเพลินไปกับน้ำเสียงหวาน ๆ ที่พูดเรียบเรื่อย ระรื่นหูจนไม่อยากให้บรรยากาศดี ๆ เช่นนี้ถูกทำลายลง 


...เพราะมันคล้ายกับว่าได้ย้อนกลับไปนับหนึ่งใหม่แบบที่คนทั้งคู่มิได้ตกอยู่ในสถานการณ์ผิดพลาดในคืนนั้นจนต้องกลายมาเป็นปมจนถึงวันนี้ เอาเข้าจริง ๆ นะ เขาอยากเป็นแค่เจ้าของรีสอร์ตที่พบเอื้องอลินครั้งแรกในฐานะคนที่มาสมัครทำงาน อย่างน้อยมันก็มิได้เริ่มต้นด้วยความเกลียดชังดังเช่นก่อนหน้านี้ 


จะผิดไหมเล่า...ถ้าเขาอยากบอกออกไปตามตรงว่าอยากพูดจากันดี ๆ บ้าง หาใช่การฟาดฟันกันด้วยคำพูดอย่างทุกครั้งไม่ 


มิใช่พัศพิมุขเพียงคนเดียวหรอกที่เผลอไผลจนลืมความขุ่นข้องที่มีต่อกันลงชั่วขณะ เอื้องอลินเองก็หลงลืมแล้วทำดีต่อเขาด้วยความจริงใจ ต่อให้หัวใจจะแย้งว่าเป็นเพราะหน้าที่ต่างหากล่ะจึงต้องดูแลเขา แต่ก็ปฏิเสธไม่ได้ว่าจริง ๆ แล้วเธอก็ใส่ใจ แต่เมื่อเสียงในใจร้องเตือนแล้วดึงเธอให้กลับมายังโลกความเป็นจริงก็จำต้องยอมรับ 


เอื้องอลินชะงักยามที่ความจริงกำลังคร่าความรู้สึกแปลกปร่าและสับสนในอกจนมอดไหม้ เธอกับเขา...คนที่ควรจะยืนอยู่คนละด้านเพราะความผิดพลาดน่าอับอายจนทำให้ไม่อยากพบหน้าเขาอีก ทว่ากลับมีสถานการณ์ให้ต้องใกล้ 


ใช่สิ! มันเป็นงาน...จึงไม่ควรเลยที่ใจจะต้องสั่นและประหม่าในความชิดใกล้นี้ หญิงสาวกะพริบตาเร็ว ๆ ปัดไล่ความรู้สึกที่ตีตื้นขึ้นมาอย่างไร้เหตุผลจนใบหน้าร้อนผะผ่าว เธอสูดลมหายใจแผ่วเบา ก่อนจะตวัดดวงตาขึ้นมองใบหน้าคมคร้ามช้า ๆ ดวงตาสีน้ำผึ้งสานสบกับเจ้าของเรียวตาดำขลับที่มองอยู่ก่อน รับรู้ว่าเธอกับเขาอยู่ใกล้กันเกินไปจึงชะงักมือ และใช่ว่าอีกฝ่ายจะไม่รู้สึกถึงอากัปกิริยาที่เปลี่ยนไป โดยเฉพาะดวงตาสั่นไหวที่หม่นวูบลง 


“......” 


“หยุดทำไมล่ะ เป็นอะไรไป...? กำลังจะบอกเชียวว่าทำอย่างนี้แล้วรู้สึกดีขึ้นมาก” เขาทักถาม 


คนฉลาด ยื้อไว้ด้วยคำพูดและการกระทำ มือหนาใหญ่ประทับลงมาบนมือเรียวบางทันควันทำให้เธอต้องวางมือลงที่เดิม สัมผัสอุ่น ๆ หากว่าหนักแน่นทำให้ดวงหน้าเนียนขาวรุมร้อนขึ้นอีกครั้ง พัศพิมุขสบตาแล้วส่ายหน้าน้อย ๆ สำทับ พลางกระชับมือเล็กไปวางไว้บนอกตัวราวกับเป็นเจ้าของ ในเรียวตาคู่คมมาดมั่น...ตั้งใจว่าอย่างไรก็ไม่ยอมปล่อยเธอไปเป็นแน่ 


“คือ...เขาให้ประคบเย็นไว้สักครู่ก็พอแล้ว หลังจากนั้นก็ต้องทำตัวให้อุ่น ๆ ถ้าคุณลุกไหวก็เปลี่ยนเสื้อผ้าชุดใหม่ดีกว่านะคะ” 


มันก็จริง... 


ชายหนุ่มพึมพำแล้วก้มลงมองสภาพตัวเอง มันดูไม่ได้ตั้งแต่ศีรษะลงไป ส่วนเสื้อคลุมตัวที่สวมอยู่ก็ชื้นไปทั้งตัวเพราะหยดน้ำที่เกาะพราวทั่วร่างกับเส้นผมระต้นคอที่จนตอนนี้ก็ยังเปียกหมาด หญิงสาวพยักเพยิดสำทับ 


“...แล้วคุณจะไปไหนล่ะ ?” 


“ฉันมีงานอย่างอื่นต้องทำ จะปัดภาระให้พี่หนูเล็กคนเดียวตลอดไม่ได้ ถ้าคุณปวดแผลก็ทานยาแก้ปวดนะคะฉันวางไว้ตรงนั้นแล้ว” 


เอื้องอลินพยักเพยิดไปทางแผงยาที่วางไว้บนโต๊ะพร้อมกับเหยือกน้ำดื่ม เขามองตามแล้วก็บ่ายหน้ากลับมา หาได้สนใจในสิ่งที่อีกฝ่ายบอกไม่ ในแววตาครุ่นคิดเรื่องเธอกำลังจะไปแล้วจริง ๆ มากกว่า 

เขารู้...บรรดาเล่ห์กลที่งัดมาใช้ก็ยังไม่มีน้ำหนักเท่ากับภาระหน้าที่ ต้องยอมรับว่าเอื้องอลินรักงานที่รีสอร์ตนี้มาก ยอมทำทุกอย่างก็เพื่อรักษางานเอาไว้ ซึ่งก็รวมถึงการยอมให้เขาวางอำนาจขู่เข็ญ ออกฤทธิ์ออกเดชใส่สารพัด แต่ที่เขาต้องการไม่ใช่แค่รั้งตัวเธอไว้เพราะหน้าที่ที่ต้องดูแลแขกคนสำคัญ ที่ขู่จะทำลายงานการของเธอ แต่ปรารถนาให้เป็นความรู้สึกห่วงใยที่ต้องกลับมาดูแลกันต่างหากเล่า 


ถ้าไม่ใช่เล่ห์เพทุบาย ไม่ใช่การหักหาญ หรือใช้อำนาจบาตรใหญ่บังคับ แล้วเขาต้องทำอย่างไร...?  


วิธีไหนกันเล่า ที่จะรั้งผู้หญิงคนหนึ่งให้หันกลับมาแล้วหยุดมองมาที่เขาคนเดียว และตลอดไป 


บางทีเรื่องของหัวใจก็ไม่อาจใช้สมองคิด มันจึงไม่ใช่แค่ถ้อยคำหวานหู ไม่ใช่การเอาชนะกันด้วยเล่ห์เพทุบายใด ๆ แต่ต้องเป็นความจริงใจนั่นเสียกระมัง พัศพิมุขปรายตาขึ้นสบตรง ๆ แววตาแน่วแน่ ไม่มีเรื่องไหนที่เขาจะมั่นใจเท่ากับความรู้สึกในตอนนี้อีกแล้ว 


“คือ...ฉันต้องไปแล้วล่ะค่ะ” เธอย้ำ เมื่ออีกฝ่ายนิ่งงันไปอึดใจ 


“เดี๋ยวก่อน เอิง” สุ้มเสียงที่เอ่ยเรียกนุ่มนวลกว่าทุกครั้ง ยับยั้งคนจะไปให้หยุดรอฟัง 


“ผมมีเรื่องต้องคุยกับคุณ...” เสียงบอกหนักแน่น 


เขาเข้าใจแล้ว เรื่องหัวใจ...ก็คงต้องใช้หัวใจนำทางสินะ 


“ว่ายังไงคะ ?” เธอถามซ้ำ พัศพิมุขเงยหน้าขึ้นสบ 


“เรื่องของเรามันเกิดขึ้นบนความผิดพลาด ผมคิดมานานแล้ว อยากรู้มาตลอดว่า...เราจะเริ่มต้นกันใหม่ได้ไหม ?” 


...เพียงเพราะไม่เคยคิดว่าถ้อยคำแบบนี้จะเปล่งออกมาจากปากคนทนงตนอย่างเขา ใบหน้าคนพูดจึงกลายเป็นที่รวมศูนย์ของความร้อนทั้งหมดภายในกาย มันรุม ๆ อังอยู่แถว ๆ โหนกแก้มสากที่เกาะไปด้วยตอหนวดแข็ง ๆ พร้อมด้วยผิวขาว ๆ ที่กลายเป็นสีเข้มขึ้น ส่วนเรียวตาที่ปกติดุดัน คาดคั้น ก็แปรเปลี่ยนเป็นจริงจังและรอคอย 


ฝีเท้าของคนร่างเล็กนิ่งค้างกับที่ราวถูกตอกตรึงกับไม้กระดานจนมิอาจก้าวย่างไปไหน ร่างบอบบางผินตัวกลับมา แล้วก็พบว่า...พัศพิมุขหยัดยืนเต็มความสูงอยู่ตรงหน้า “คุณพัศ!” 


“......” ชายหนุ่มวางฝ่ามือทั้งสองลงบนต้นแขนกลมกลึง รั้งเธอไว้กับที่พลางโน้มใบหน้าลงมามองตอบโดยไม่คิดบ่ายหนี สีก่ำ ๆ แดง ๆ บนใบหน้าบ่งบอกถึงความรู้สึกของเขาได้เป็นอย่างดี ใช่! เขาไม่ชินนัก แต่ก็ไม่อายที่เป็นฝ่ายเอ่ยมันออกมา 


“ได้ไหมครับ...?” เขาถามซ้ำ ดวงตาเว้าวอน 


“คุณพัศ...คุณต้องการเริ่มต้นใหม่จริง ๆ ไม่ใช่ว่านี่เป็นคำถามลองใจ ที่พอฉันตอบแล้วคุณก็บอกว่านี่เป็นเรื่องล้อเล่นกันใช่ไหมคะ ?” 


“ทำไมถึงพูดอย่างนั้นล่ะ ?”​ 


“เพราะฉันไม่คิดว่าการเริ่มต้นใหม่ของเราจะสลักสำคัญตรงไหน คุณจะต้องการมันไปเพื่ออะไรกันล่ะคะ ?” 


“สำคัญสิ เพราะถ้าคุณไม่ให้โอกาสก็เป็นไปได้ว่า...ที่ผ่านมามันจะไม่มีค่าอะไรเลย” 


“เอิง ความผิดพลาดมันเกิดขึ้นได้ทุกที่ทุกเมื่อ แต่ครั้งนี้ผมจะไม่ยอมปล่อยผ่าน ผมต้องการแก้ไขมันให้ดีขึ้น ขอแค่โอกาสที่จะให้เราได้ทำความรู้จักกันใหม่อีกครั้ง และถ้าไม่มีอะไรดีขึ้นผมสัญญา...ว่าจะเป็นฝ่ายเลิกตอแยคุณเอง” 



ภายในโรงแรมโอ่อ่าหรูหราระดับห้าดาว มีผู้คนหลากหลายเชื้อชาติเดินกันขวักไขว่ หากว่าพวกเขาเหล่านั้นมิได้ผ่านเข้ามาในดวงตาสีดำขลับคู่โต...แม้สักน้อย 


หญิงสาวผู้นั้นนั่งเหม่อ ๆ อยู่ภายในส่วนรับรองเอาท์ดอร์ที่มีการจัดวางชุดโซฟากระจายตัวอยู่ท่ามกลางสวนกับสระว่ายน้ำ พร้อมกับบาร์เครื่องดื่มริมสระ สีสันหลากหลายของดอกไม้กับสีเขียว ๆ ของใบไม้ช่วยให้รู้สึกแช่มชื่นขึ้นแต่ก็เพียงเล็กน้อย ด้วยหัวใจของหล่อนถูกกลืนกลบไปด้วยความทุกข์แสนสาหัส 


สิตมน หญิงสาวผู้มีใบหน้าหวาน จัดเป็นสตรีที่งามพร้อมทั้งรูปลักษณ์หน้าตา มีกิริยาอ่อนหวานละเมียดละไม เจ้าหล่อนนุ่มนวลจนดูเปราะบางควรค่าแก่การต้องทนุถนอม เรือนร่างโปร่งบางอยู่ในชุดกระโปรงยาวตัดเย็บด้วยลูกไม้สีขาว บ่งบอกรสนิยมการแต่งกายที่มีความผู้หญิงสูง ส่วนดวงหน้าเล็กขาวกระจ่างล้อมกรอบด้วยผมยาวเหยียดตรงสีดำสนิทที่ปล่อยถึงกึ่งกลางแผ่นหลัง ดวงตาดำขลับคู่นั้นชวนให้รู้สึกหวานปนเศร้า ทว่าก็เชิญชวนให้มองยิ่งนัก 


ใช่...หล่อนจัดว่าเป็นผู้หญิงสวย หากว่าก็อาภัพเหลือเกิน 


ความทุกข์ตรมที่หล่อนจมปลักอยู่นั้นเกิดขึ้นนับตั้งแต่สูญเสียมารดาจนต้องย้ายมาอยู่ร่วมชายคาเดียวกับบิดา ชีวิตของสิตมนผกผันไปมากเมื่อต้องมีชีวิตอยู่ในกรอบที่ตราไว้โดยพี่ชาย หล่อนกลายเป็น ‘นกน้อยในกรงทอง’ หากว่าครั้งหนึ่งนั้นหล่อนก็เคยปีกกล้าขาแข็ง บินหนีจากรังนอนด้วยการแต่งงานไปกับผู้ชายคนหนึ่ง 


เขาคนนั้นคือ...น้ำค้างหยดสุดท้ายที่เยียวยาหัวใจหล่อนให้กลับมาชุ่มชื้นอีกครั้ง 


ตึ้ก ตึ้ก ตึ้ก 


“รอนานไหม แม่สิ ? ฉันไม่คิดเลยนะว่ารถจะติดปานนี้ เฮ้อ...” 


เสียงผู้มาเยือนทักขึ้นทำให้คนถูกเรียกว่า ‘แม่สิ’ หลุดจากวังวนความคิดเก่า ๆ หล่อนหันมากระพุ่มมือไหว้หญิงคราวแม่ที่ทรุดตัวนั่งบนเก้าอี้นวมฝั่งตรงข้าม พักเหนื่อยจากการเดินอ้อมสระพร้อมกับวางกระเป๋าถือเล็ก ๆ ข้างตัว 


สิตมนยิ้มอ่อน ๆ ด้วยความเกรงใจที่เป็นคนเชิญคุณแพรวพรรณให้ต้องลำบากลำบนมาถึงที่นี่ แม้นว่าจังหวัดกระบี่จะติดกับจังหวัดภูเก็ตก็ตามที แต่ก็ต้องใช้เวลาเดินทางเป็นชั่วโมง 


“ขอบพระคุณคุณป้าที่มาตามคำขอร้องของสิ สิพักอยู่ที่นี่ตั้งแต่เมื่อวานก็เลยไม่ต้องเดินทาง นี่คุณป้าทานอะไรมาบ้างหรือยังคะ ?” 


“เรียบร้อยมาแล้วล่ะ แล้วแม่สิล่ะกินอะไรกับเขาบ้างหรือยัง แล้วนี่ทำไมถึงได้ดูผอมอย่างนี้ ?” มองเพียงปราดเดียวก็รู้...คนตรงหน้าดูผ่ายผอมลงกว่าเมื่อหลายเดือนก่อน สิตมนก้มลงมองตัวเองแล้วยิ้มขื่น 


“สิไม่ค่อยอยากทานอะไรน่ะค่ะคุณป้า ฝืนทานแล้ว...ก็ทานได้แค่นิดหน่อยเท่านั้น” บอกตามตรง หล่อนไม่มีแก่ใจต่อเรื่องอะไรทั้งนั้น คุณแพรวพรรณถอนหายใจแผ่ว ๆ กับคำตอบนั้น ด้วยรู้ดีว่าอะไรที่เป็นสาเหตุให้สิตมนกินไม่ได้นอนไม่หลับเช่นนี้ ถ้ามิใช่... 


“คุณป้าคะ เอ่อ เขาเป็นอย่างไรบ้างคะ ?” 


เสียงหวานแผ่วหาย หญิงสาวกลืนลมหายใจก่อนเอ่ยมันออกมาแล้วก้มหน้างุด หลุบเปลือกตาลงต่ำ ใจของหล่อนใคร่รู้ความเป็นไปของใครอีกคนจนไม่อาจเก็บกลั้นไหว คนสูงวัยกว่าถอนใจซ้ำ 


“เป็นอย่างไรน่ะหรือ...ก็เหมือน ๆ กับที่แม่สิรู้อยู่แล้วนั่นล่ะ รายนั้นไม่มีอะไรสำคัญไปกว่างานที่รีสอร์ต แล้วก็เรื่องน้องสาวของเขาอีกคน” 


แน่ล่ะ! ว่า...ไม่มีเรื่องของเธอปนอยู่ด้วยแน่ 


คนอย่างเขาน่ะหรือจะแสดงความเสียดายออกมา ยิ่งอาการตรอมใจจากการสูญเสียผู้หญิงอย่างหล่อนไปด้วยแล้ว ก็ยิ่งเป็นไปไม่ได้ หล่อนไม่ได้สำคัญต่อเขามากมายขนาดนั้น สิตมนรู้แก่ใจดี... 


ในเดือนแรก ๆ ที่จากกัน เขายังเงียบหายราวกับไม่เคยร่วมเตียงเคียงหมอนกันมาก่อน เขาทำราวกับว่าไม่เคยรักใคร่ไยดีและไม่เห็นว่าหล่อนเป็นภรรยา แล้วจะหวังอะไรได้อีกกับเวลาที่ผ่านไปนานกว่าน้ัน 


“มันก็ผ่านไปนานแล้วนะ เลิกสนใจเรื่องนี้เสียเถอะแม่สิ ไม่อย่างนั้นจะทำใจตัดใจได้อย่างไรกัน แม่สิก็รู้อยู่แก่ใจไม่ใช่หรือ...ว่าหลานชายฉันเป็นคนอย่างไร ลองตัดสินใจอะไรแล้วไม่มีทางที่เขาจะ...” 


สิตมนพยักหน้าน้อย ๆ ยิ้มขื่น ใช่ เธอรู้... 


“ไม่มีทางที่เขากับสิ จะกลับไปเป็นเหมือนเดิม” หยดใส ๆ รินอาบแก้มคนพูด หัวใจของหล่อนรวดร้าวเกินทน 


“สิทราบค่ะ สิรู้จักเขาดี พัศ...เขาไม่ได้รักสิอีกต่อไปแล้ว” ถ้อยคำน้อยเนื้อต่ำใจประดังประเดออกมา จนคนข้าง ๆ นึกเวทนาสงสาร 


“โถ แม่สิ รู้อย่างนี้แล้วก็อย่าอ่อนแออีกเลย ถึงสถานะระหว่างแม่สิกับตาพัศจะเปลี่ยนไป แต่เราทุกคนที่รีสอร์ตก็ยังรักแม่สิเหมือนเดิม โดยเฉพาะฉันที่ยังเป็นป้าของแม่สิอยู่ สำหรับตัวแม่สิต้องลืมตาพัศเสีย หากยอมรับเรื่องนี้ได้เมื่อไหร่แม่สิก็จะมีความสุขแล้วก็ดำเนินชีวิตต่อไปได้ หากรักตัวเองก็อย่ารอตาพัศอีกเลยนะ” 


“คุณป้าขา...ฮือๆ” สิตมนร่ำไห้ปานจะขาดใจ หล่อนรู้...ความจริงเป็นเช่นไร หากการต้องลืมเขาช่างยากนัก 


ชีวิตคู่ของหล่อนกับเขาล่มสลายลงแล้วอย่างคนที่สิ้นเยื่อ...ขาดใย หลังจากเลิกรากันไม่มีสักครั้งที่พัศพิมุขจะมองหน้าหรือพูดจาด้วยแม้สักคำ ราวกับว่า...ไม่ว่าจะในฐานะไหนเขาก็ไม่เหลือมิตรภาพให้ผู้หญิงที่เคยหักหลังเขาเช่นหล่อนอีกแล้ว 


“ร้องไห้เสียให้พอเถอะนะแม่สิ พอใจแล้วก็หยุดแล้วก็เริ่มต้นใหม่ ใช้ชีวิตที่เหลืออยู่เพื่อตัวแม่สิเอง เชื่อฉันนะ” 


มือเหี่ยวย่นบีบลงมาบนมือเรียวบางหมายให้กำลังใจ สิตมนใช้ช่วงเวลานั้นกับความอ่อนแอและอดีตรักที่ไม่อาจเรียกคืน สะอื้นฮักอยู่นานจนเมื่อสงบสติอารมณ์ลงบ้าง หูตาก็พลอยแดงช้ำ ที่สุดก็ต้องยอมรับว่าหล่อนกับเขายืนอยู่สุดทางที่ข้างหน้าเป็นเพียงหุบเหวลึก ไม่มีหนทางใดให้เดินต่อ ก็เหมือนกับความรักของหล่อนนั่นล่ะ มันช่างมืดมน...ไร้ทางออก 


สิตมนสูดปากแรง ๆ พลางซับน้ำตาด้วยหลังมือของตน เหลือบขึ้นมองฟ้า กลอกดวงตา...หมายจะกลืนย้อนน้ำตาทุกเม็ดลงที่เดิม 


“คุณป้าคะ วันนี้...สิไม่ได้ขอให้คุณป้ามาที่นี่เพื่อสิเพียงคนเดียวนะคะ แต่เพราะสิรักและเป็นห่วงทุกคนที่รีสอร์ตจริง ๆ” หล่อนเอ่ย 


“เมื่อไม่กี่วันมานี้ มีพรรคพวกของพี่เริงเข้านอกออกในที่ไร่มากกว่าปกติ พวกเขาเดินทางไกลมาจากที่อื่นเพื่อรับงานซึ่งส่วนใหญ่เป็นงานเหมืองแร่ แต่ที่แปลกก็คือ...บางส่วนยังกบดานอยู่ สิเพิ่งรู้ว่าพวกเขาไม่ใช่คนงานธรรมดา ๆ ก็ตอนได้ยินพี่เริงคุยกับพ่อ”  


“พวกเขาพูดถึงอันดามันรีสอร์ต แล้วก็พัศ สิกลัวว่า...” สุ้มเสียงหวานขาดหาย ใบหน้าซีดลงถนัดใจ ใจหายเมื่อต้องนึกถึงเหตุการณ์ในคืนนั้น 


“โอว...ตายจริง!” คุณแพรวพรรณอุทาน ยกมือขึ้นทาบอก “นี่ถึงกับต้องฆ่าต้องแกงกันเลยหรือ...?” 


“พี่เริงโกรธมาก มันหลาย ๆ เรื่อง” สิตมนเอ่ยเบา หนึ่งในนั้นก็คือ...เรื่องที่พัศพิมุขทิ้งขว้างหล่อน ซึ่งเป็นน้องสาวเพียงคนเดียวของเขา 


คู่สนทนาต่างก็รู้ในกิตติศัพท์ของ เริงฤทธิ์ บุตรชายผู้สืบทอดเจตนารมณ์และกิจการทั้งหมดของนายหัวสำเริง เริงฤทธิ์เป็นคนดุดันและหลงใหลในอำนาจจึงใช้มันอย่างไม่ยำเกรงผู้รักษากฏหมาย ถือว่าตนเป็นผู้มีอิทธิพลในแถบนั้นและมีพรรคพวกมากมาย ถนัดวางตนอยู่เหนือคนอื่นจนเมื่อมาเจอคนอย่างพัศพิมุขที่ไม่ยอมอ่อนข้อให้ ตั้งแต่...ความขัดแย้งเรื่องซื้อขายที่ดินมาถึงเรื่องที่สิตมนดันมาหลงรักศัตรูของตนจนถึงขั้นตบแต่ง 


วันนั้น...ไม่มีญาติของฝ่ายหญิงมาร่วมเป็นสักขีพยานและแสดงความยินดี คงมีก็แต่เสียงสาปส่ง แช่งชักพัศพิมุขให้ตายวันตายพรุ่งแล้วก็มาเกิดเรื่องราวซ้ำอีก เมื่อชีวิตคู่ของสิตมนกับพัศพิมุขพังไม่เป็นท่าจนทั้งสองหย่าขาดจากกัน เริงฤทธิ์เป็นคนมารับน้องสาวของเขากลับไปด้วยความโกรธแค้น 


“เฮ้อ...” คุณแพรวพรรณคลอนศีรษะน้อย ๆ ในดวงตาฉายแววกังวลไม่น้อยเลย 


ท่านต้องอยู่กับเรื่องนี้มาตั้งแต่วัยสาว เห็นถึงความละโมบโลภมากของนายหัวสำเริงที่ส่งต่อมายังรุ่นลูก ที่คิดว่าจะยุติเรื่องนี้เมื่อสองครอบครัวดองกัน ที่ดินที่ตั้งของอันดามันรีสอร์ตเป็นทรัพย์สมบัติส่วนหนึ่งของหลานชายท่านก็ต้องตกเป็นของภรรยาอย่างสิตมน เริงฤทธิ์จึงรามือไปช่วงหนึ่ง แต่เมื่อถึงคราวที่พัศพิมุขขอแยกทางจากสิตมน เรื่องราวก็กลับมาเป็นอีหรอบเดิม ซ้ำร้ายยังรุนแรงมากขึ้นเสียอีก 


หากเป็นอย่างที่หญิงสาวบอกจริง ครั้งนี้การกระทำของเริงฤทธิ์ก็ล้ำเส้นไปมากและคนที่จะชนด้วยตรง ๆ ก็คือหลานชายคนเดียวของท่าน  


“อย่างไรก็ขอบใจที่ยังมีน้ำใจต่อกัน ฉันจะบอกให้ตาพัศระวังตัว แม่สิเองก็ต้องระวังด้วยไม่ใช่หรือ...ที่ลอบมาพบฉันแบบนี้” 


“สิเป็นลูกสาวที่ไม่ดีของพ่อ เป็นน้องสาวที่ไม่ได้เรื่องของพี่เริง แต่ถึงอย่างไร...สิก็ยังเป็นเลือดเนื้อเชื้อไขของพวกเขา คุณป้าไม่ต้องเป็นห่วงสิหรอกค่ะ” ต่อให้พูดเพื่อความสบายใจ ท่านก็คงอดห่วงมิได้ คุณแพรวพรรณบีบมือเรียวเล็กหนัก ๆ ปลอบประโลม 


“ดูแลตัวเองด้วยนะ แม่สิ” 


“ขอบคุณค่ะคุณป้า เดินทางปลอดภัยนะคะ” หล่อนพนมมือไหว้ลา 


สิตมนมองส่งผู้เป็นป้าของอดีตสามี ผ่อนลมหายใจหนัก ๆ ที่อัดอั้นพ้นอก ในที่สุดหล่อนก็ทำมันลงไปแล้ว ทำในสิ่งที่หัวใจปราถนาจะทำโดยไม่เกรงกลัวต่อผลลัพท์ที่จะตามมา... 


ฝ่ายคุณแพรวพรรณตัดสินใจเดินทางกลับโดยไม่อยู่ค้างคืน ร้อนใจจนอยากจะกลับถึงรีสอร์ตเสียตั้งแต่ตอนนี้ หวังจะไปตั้งหลักแล้วเตือนหลานชายจอมบ้าบิ่นให้ระวังตัวมากกว่าที่เป็นอยู่ คนอย่างพัศพิมุขไม่กลัวใครแต่ครั้งนี้ต้องกำชับกำชาเป็นอย่างดี ไม่ก็ต้องเรียกตัวสิงขรกลับมาช่วยกันเป็นหูเป็นตาอีกคน 


สตรีเจ้าของร่างท้วม สมวัย ก้าวขึ้นไปนั่งบนรถที่มีสารถีรอท่าแล้วพาขับปราดออกไปตามคำสั่ง ความเร่งร้อนนั้นตกอยู่ในสายตาของชายฉกรรจ์หน้าเหี้ยมสองคน ตัดผมเกรียนสั้นคล้ายทหารกับปกปิดใบหน้าส่วนบนด้วยแว่นกันแดดสีทะมึน พวกมันจอดรถซุ่มดูอยู่นานรอจนกระทั่งเป้าหมายมีความเคลื่อนไหวจึงรีบรายงานไปยังผู้เป็นนาย   


“เออ ว่ายังไง ?” ปลายเสียงเหี้ยมเกรียมกว่า ประกายตาของผู้รับสายเจิดจ้านัก 


“อีแก่นั่นออกจากโรงแรมแล้วครับ จะให้พวกผมตามไปไหมครับนาย ?” 


“หึ...ปล่อยมันไปก่อน ตอนนี้พวกมึงมีหน้าที่พาตัวน้องสาวนอกคอกกลับมาส่งกู” เขาคำรามฮึ่มฮั่มในลำคอ 


------------------------------------------------------------------------------------------------------------------------------------------------------------------------


อัพวันละนิดละน้อย คนอ่านคงไม่ว่า...เนอะ (คิดเอง เออเองซะแล้ว)
...ได้เท่าไหร่ก็ลงไปก่อนนะคะ เดี๋ยวอัพเพิ่มเร็ว ๆ นี้ค่ะ รอแป๊บ...
ใครติดตาม ยกมือด่วน ๆ เล้ย ขอกำลังใจกันหน่อย :)
ใครยังไม่แอด Fav. ก็แอดกันเลยน้า จะได้ติดตามแบบใกล้ชิดค่ะ  


                                                           อ่านให้สนุกนะคะ บ๊ายบาย 

                                                           ดาลัน ^^ 

 

ให้กำลังใจนักเขียน
นักเขียนได้รับกำลังใจแล้ว!
นักเขียนได้รับกำลังใจแล้ว 9 ครั้ง

นิยายที่ผู้อ่านนิยมอ่านต่อ

loading
กำลังโหลด...

99 ความคิดเห็น

  1. #88 jackrussell (จากตอนที่ 10)
    วันที่ 28 มิถุนายน 2559 / 17:54
    เฮียพัศมีศัตรูรอบด้านซินะ
    #88
    0
  2. #87 Pomm (จากตอนที่ 10)
    วันที่ 24 มิถุนายน 2559 / 22:00
    รอรอรอรอค่ะมาอัพไวๆนะคะ
    #87
    0
  3. #86 kung11906 (จากตอนที่ 10)
    วันที่ 24 มิถุนายน 2559 / 21:15
    สนุกมากค่ะ..รอตอนต่อไปนะคะไรท์ ????
    #86
    0
  4. #85 tungkn4841 (จากตอนที่ 10)
    วันที่ 23 มิถุนายน 2559 / 16:01
    แผนทดสอบทดลองงานของคุณพัศโหดจัง ให้พนักงานหญิงไปซ่อมเครื่องทำน้ำร้อนน่ะ
    ขอยกมือรอไรเตอร์มา up อยู่ และเป็นกำลังใจให้สู้สู้ค่ะ
    #85
    0
  5. #84 kung11906 (จากตอนที่ 10)
    วันที่ 22 มิถุนายน 2559 / 21:21
    ขอบคุณค่ะไรท์
    #84
    0
  6. #83 jackrussell (จากตอนที่ 10)
    วันที่ 22 มิถุนายน 2559 / 18:28
    คุณพัศหาเรื่องแกล้งตลอด เพราะอะไรน้อ ถามใจดู อิ อิ
    #83
    0
  7. #82 โพล่าแบร์ (จากตอนที่ 10)
    วันที่ 20 มิถุนายน 2559 / 22:22
    เอิง ถ้าจะไม่รอด
    #82
    0
  8. #81 kung11906 (จากตอนที่ 10)
    วันที่ 20 มิถุนายน 2559 / 19:56
    รออย่างใจจดใจจ่อเลยค่ะไรท์ สนุกมากๆค่ะ ????
    #81
    0
  9. #80 jackrussell (จากตอนที่ 10)
    วันที่ 20 มิถุนายน 2559 / 17:44
    คุณพัศกวนประสาทเนอะ
    #80
    0