เปลวปรารถนา < ตอน 9 อัพ 35% >

ตอนที่ 7 : ตอน 4 : สายลมที่เปลี่ยนทิศ Changed < อัพ 100% >

  • เนื้อหานิยายตอนนี้เปิดให้อ่าน
  • View : 869
    จำนวนคนให้กำลังใจ : 5 ครั้ง
    18 ก.พ. 59




'ไอ้สิงห์' ของ 'คุณพัศ' หนุ่มปากบอน ที่เชื่อสนิทเรื่อง 'รักแรกพบ'


ตอน 4 

สายลมที่เปลี่ยนทิศ 


เจ้าของร่างสูงโปร่งก้าวลงมายืนข้างรถซีดานสีบรอนซ์ สลัดเสื้อสูทเร็วๆ ก่อนกลัดกระดุมตรงชายเสื้อจนอวดเอวสอบไร้ไขมันของตน ชายหนุ่มผู้นั้นก้าวฉับๆ จากลานจอดรถที่ติดป้ายเฉพาะผู้บริหาร ผ่านประตูกระจกแบบสวิงบานใหญ่เข้ามาภายในสำนักงาน อารมณ์ของเขายังคุกรุ่น สีหน้าเครียดขึ้งอันติดมาจากที่อื่นก็ยังไม่จาง หากว่ามันถูกปัดทิ้งอย่างรวดเร็วยามเขาผงกศีรษะรับการคำนับจากประชาสัมพันธ์สาวในส่วนต้อนรับ 


ตรีกูลระบายยิ้มอ่อนๆ ตอบพวกหล่อนอย่างไม่ถือตัว ใบหน้าเรียวยาวเกลี้ยงเกลายิ้มเยื้อนตลอดเวลา แววตาเป็นมิตรโปรยปรายมาพร้อมกระแสอบอุ่นที่ทำให้คนที่มองแต่ภายนอกถึงกับระทวย เคลิ้มไหวไปกับรอยยิ้มที่ยากจะตีความหมายเป็นอื่นของเขา 


เวลานี้ไม่มีใครในที่นี้ที่ไม่รู้จักเขา ใครต่อใครต่างก็ให้ความเคารพนบนอบต่อ ‘ลูกเขย’ ของท่านเจ้าสัว สามีของคุณหนูพริมมาศซึ่งรั้งตำแหน่งรองประธานของเครือเอ็มพี ฐานะ ‘สามี’ อันสูงส่งที่เขาตะเกียกตะกายจนได้มา ยกระดับผู้ชายธรรมดาๆ ฐานะปานกลางขึ้นเป็นหนึ่งในผู้บริหารชั้นต้นของบริษัท 


หากจะว่าด้วยเรื่องของความสามารถด้านการทำงานแล้วดีกรีของเขาก็จะพอคุยโอ่กับใครได้อยู่หรอก แต่ถ้าพูดกันถึงฐานะแล้วล่ะก็ แตกต่างจนไม่อาจเทียบเคียงผู้เป็นภรรยาแม้สักนิด ความแตกต่างมากมายระหว่างเขากับหล่อนทำให้เขาถูกจับตาจากพี่ชายทั้งสองของพริมมาศ ไหนจะคนของหล่อนเองอีกล่ะ ที่คอยสอดส่องพฤติกรรมจนเขากระดิกตัวยาก ถึงเขาจะพอใจกับบทบาทเจ้าบ่าวที่พลัดตกถังข้าวสารมากแค่ไหนแต่ก็ทำให้อึดอัดอกแทบแตกตอนที่คิดจะออกนอกลู่นอกทางประสาคนหนุ่มแน่น 


ส่วนวันนี้น่ะเรอะ ถือเป็นวันโคตรซวยของเขาก็แล้วกัน 


...ยอมรับว่าอารมณ์ค้างจากเรื่องเก่า ตรีกูลสลัดศีรษะแรงๆ ตอนก้าวออกมาจากลิฟต์เมื่อถึงชั้นทำงาน รอยยิ้มแย้มถูกปลดออกจากใบหน้าขาวเหลือแค่ความกรุ่นโกรธที่ประทุอยู่ในก้อนอารมณ์ และนั่นทำให้เขาไม่ได้ยินเสียงฝีเท้าของผู้ที่เดินมาข้างหลัง 


“ตรี! ทำไมนายเพิ่งเข้าบริษัทล่ะ” เสียงทักถามคุ้นหู ฉุดรั้งฝีเท้าตรีกูลจากเบื้องหลัง เขาสูดลมหายใจยาวลึกจนแน่นปอดก่อนหันกลับมาหาคนเรียก “นายน่ะเอง” พึมพำตอบ 


“พอดี...ลูกค้ารายใหม่โทรเข้ามากะทันหัน ฉันเห็นว่าไปคุยสักหน่อยไม่เสียหายก็เลยแวะไปก่อนเข้าบริษัท” ตอบกลับแกนๆ เหมือนอ่านรายงานไม่มีผิด ปรมัตถ์รับฟังด้วยใบหน้านิ่งๆ แล้วเลิกแถบคิ้ว รอยหยักลึกตรงมุมปากโค้งขึ้นนิดๆ “นายมีอะไรหรือเปล่า?” เสียงถามแผ่วลงตอนท้าย 


“ที่จริง...ก็มีนิดหน่อย ไปคุยต่อห้องนายก็แล้วกัน” 


คนตอบผงกศีรษะหงึก เสียงตอบกลับราบเรียบ ใบหน้านิ่งๆ นั่นยิ่งแล้วใหญ่ บางครั้ง ‘นายโปรด’ ก็เหมือนพี่ชายของเขาอย่างกับแกะ 


ตรีกูลเก็บกลั้นความอึดอัดที่ก่อตัวเป็นกำแพงสูงด้วยการไหวศีรษะเร็วๆ หลุบตาส่อพิรุธลงต่ำ สำหรับเขามันยากตรงอ่านใจเพื่อนรักนี่แหละ บางครั้งปรมัตถ์ก็อ่านได้จากรอยยิ้มจริงใจ เรียวตาที่ไร้เงื่อนงำและกับบางครั้ง...ก็ไม่ใช่เอาเสียเลย 


“ได้สิ” ตรีกูลนึกหงุดหงิดที่อีกไม่กี่ก้าวก็จะถึงประตูห้องทำงานของเขาแล้ว ครั้นปฏิเสธก็จะกลายเป็นพิรุธให้อีกฝ่ายสงสัยยิ่งขึ้นไปอีก 


คนมีชนักปักหลังจึงเดินนำ เปิดประตูเข้าไปในห้องกว้างซึ่งตกแต่งด้วยเฟอร์นิเจอร์หรูโทนขาว ห้องทำงานส่วนตัวของบุคลากรระดับผู้จัดการอาวุโสฝ่ายการตลาดที่เพิ่งเข้ารับตำแหน่งหมาดๆ หลังแต่งงานกับพริมมาศไม่กี่วัน 


เจ้าของห้องก้าวเรื่อยเฉื่อยไปนั่งบนเก้าอี้นวมสีดำ หลังโต๊ะทำงานตัวใหญ่ ปล่อยให้แขกซึ่งคุ้นเคยกับห้องนี้ดีอยู่แล้วเดินไปทิ้งตัวกับโซฟาตัวยาวแล้วนั่งไขว่ห้างในท่าสบาย ตรีกูลสงบจิตสงบใจของตนแล้วเป็นฝ่ายเอ่ยถามธุระที่ทำให้ปรมัตถ์ดั้นด้นมาหาเขาถึงห้อง กระนั้นก็ยังสงวนท่าทีกับสีหน้าให้เป็นปกติเท่าที่จะทำได้ 


“ไหนนายว่ามีเรื่องอะไรจะคุยนะ” น้ำเสียงฟังไม่ร้อนรน ทว่าในเรียวตาดำสนิทสะท้อนแววเดือดร้อนจับใจ คนบนโซฟาพยักหน้าตอบ 


“เห็นว่า...แกเบิกเงินออกจากบัญชีห้าแสน เอาไปทำอะไรวะ?” 


คำถามไม่อ้อมค้อมทำเอาคนที่นั่งอยู่หลังโต๊ะทำงานสะอึกซ้ำ มือหนาคว้าพนักวางแขนหมับ กดแน่นมิให้ตนต้องหงายตึงไปต่อหน้าปรมัตถ์ เขากลืนของเหลวจนพ้นคอแล้วยิ้มเจื่อน 


“นี่แกรู้เรื่องนี้ด้วยเหรอวะ โธเอ้ย! นี่ฉันปิดบังอะไรแกไม่ได้เลยสินะ นายโปรด” เสียงแปร่งๆ เปรย ใบหน้าขาวๆ ซีดลงอีก 


“เรื่องมันเป็นยังไงกันแน่ แกกำลังทำอะไรลับหลังยัยพริม?” เสียงถามคล้ายขู่ แววตาของปรมัตถ์จริงจังจนกลายเป็นดุ นี่เป็นอีกครั้งที่เขามองเห็นภาพน้องชายซ้อนทับกับคนดุดันอย่างพัศพิมุข ยิ่งนึกไปถึงใครคนนั้นน่าขยาดน้อยเสียเมื่อไหร่กันล่ะ 


“หนะนี่ อย่าบอกนะว่านายไปถามน้องพริมแล้ว อย่างนี้ก็แย่นะสิ” สุ้มเสียงของเขาเต็มไปด้วยความร้อนใจ แววตาร้อนรนหนัก 


นั่นยิ่งทำให้ปรมัตถ์มั่นใจในสิ่งที่ได้ยินมา แหล่งข่าวเชื่อถือได้ อีกทั้งหลักฐานทางธุรกรรมของธนาคารก็ฟ้องชัด อันที่จริงเรื่องเงินนั่นไม่มากไม่มายเลย มันสำคัญว่า...เพื่อนของเขาเบิกเงินไปทำอะไรต่างหากและถ้าบริสุทธิ์ใจไยต้องปิดบังคนเป็นภรรยา เรียวตาคู่คมที่มองมาคาดคั้นจนตรีกูลนั่งไม่ติด เขาผุดลุกแล้วเดินมาหยุดตรงหน้า 


“ฉันคงทำอะไรเป็นส่วนตัวไม่ได้สักอย่างเลยสินะ ทุกอย่างอยู่ในสายตานาย พี่นาย ไม่ก็คนของท่านเจ้าสัว นั่นเป็นเงินทั้งหมดที่ฉันมีนะโปรด เงินจากน้ำพักน้ำแรงก่อนที่ฉันจะมาเจอพริม ฉันก็แค่...อยากเซอร์ไพรส์ภรรยาตัวเองเท่านั้นเอง” 


“เซอร์ไพรส์?” ปรมัตถ์ยอมรับว่า...ตามไม่ทัน  


“นายโปรด ฉันอาจไม่ใช่สามีที่ดีนัก ฉันรู้ว่าอดีตของฉันทำให้พวกนายไม่สบายใจ แต่ฉันเป็นคนใหม่แล้วเมื่อพบน้องสาวของนาย ฉันสั่งแหวนวงเล็กๆ ให้น้องพริม กะจะเซอร์ไพรส์เธอตอนไปฮันนิมูนที่ญี่ปุ่น ถึงจะเป็นเงินเก็บทั้งหมดที่มีแต่ฉันก็ยินดีจะจ่ายเพื่อเธอ” 


“เฮ้อ แต่นี่มันคงจะพังหมดแล้วสิ” ปลายเสียงสลดวูบ 


“นี่เรื่องจริงหรือ...?” ปรมัตถ์ครางในลำคอ ชื่อของพริมมาศทำให้บทสนทนาเริ่มเปลี่ยน ชายหนุ่มนิ่วหน้าเมื่อถูกบางอย่างสั่นคลอน 


“ถ้านายไม่เชื่อ...ก็โทรไปที่ร้านเพชรดูสิ ลิลลี่ เอ้อ ฉันหมายถึงคุณลินดาราน่ะ เธอคงพอจะบอกนายได้ว่าความจริงเป็นยังไง” 


ตรีกูลบอกเสียงหม่น ยื่นนามบัตรแข็งๆ ที่ดึงจากกระเป๋าธนบัตรดังหนึบให้ไป ใต้อกเต้นระส่ำกับการคาดเดาว่าปรมัตถ์จะทำอะไรต่อ คำพูดของเขายังกล่อมเพื่อนรักให้เข้าข้างเขาได้อยู่หรือไม่...? 


“งั้นฉันจะลองคุยกับเธอดู” อีกฝ่ายไม่ปฏิเสธ ตรีกูลชะงักคล้ายเสียหลักเล็กน้อย สีหน้าเปลี่ยนวูบ ไม่ทันคาดคิดว่าปรมัตถ์จะเลิกเชื่อใจแล้วรับคำท้าทายของเขาเดี๋ยวนั้น 


บทบาทที่เขาเลือกใช้ไม่ต่างจากการสร้างเปลือกนอกห่มหุ้ม คุ้มตัวให้กลายเป็นคนถูกกล่าวหา ถึงจะแสดงได้แบบไร้ที่ติ แต่ปรมัตถ์ก็มิได้ปักใจจนกว่าจะได้พูดคุยกับบุคคลที่สามที่ตรีกูลกล่าวอ้าง 


ประเดี๋ยวเดียวคนที่ถูกกล่าวหาก็กลายเป็นผู้บริสุทธิ์ เมื่อ ลินดารา ยืนยันว่ามีการเข้ามาดูแหวนเพชร ตกลงซื้อและนัดรับของกันจริง 


“ขอบคุณครับ คุณลินดารา และขอโทษนะครับที่โทรมารบกวน” ชายหนุ่มบ่ายหน้ากลับไปหาเจ้าของห้อง จับจ้องเขม็ง ฝ่ายนั้นลอบถอนใจแล้วไหวบ่ากว้างอย่างลำพอง ดูจากสีหน้าของปรมัตถ์ก็รู้แล้วว่าสถานการณ์เปลี่ยน 


“คราวนี้ นาย...รอด” ปรมัตถ์เอ่ยเสียงเยียบ มิวายขบคิด 


หากทุกอย่างนี้ไม่ได้ถูกตระเตรียมไว้ล่วงหน้าทั้งเรื่องแหวน ทั้งพยานสาวผู้นี้ นั่นหมายความว่าข่าวนี้ไม่ได้ถูกคัดกรอง ตรีกูลไม่ได้ทำอะไรลับหลังคนในครอบครัวเขา ไม่ได้ทำอะไรผิดต่อพริมมาศ ไม่มีหลักฐานใดจะโยงใยไปถึงข้อกล่าวหาของพัศพิมุขได้เลย 


แต่จะเป็นไปได้หรือ...ที่คนอย่างพี่ชายเขาจะเป็นฝ่ายพลาด? 




“พลาด?” เสียงย้อนถามสูงขึ้นจมูก ดังว่า...ไม่คาดคิดว่าจะต้องรับกับความผิดหวัง เรียวตาสีเถ้าถ่านที่ปกติดุดันอยู่แล้วน่าประหวั่นขึ้นอีกหลายเท่าตัว เมื่อได้รับการสำทับจากลูกน้องคนสนิทเสียชัดถ้อยชัดคำ 


“ครับ ครั้งนี้เราพลาด” ถึงจะรู้ว่านั่นไม่ใช่คำตอบที่น่าฟังสำหรับความคาดหวังของผู้เป็นนาย แต่รังสรรค์จำเป็นต้องเล่าความไปตามเนื้อผ้า 


“สิงห์ไปถึงที่นั่นก่อนผมสักสิบนาทีได้ รายงานว่าในนั้นมีแต่พวกขี้ยากับฝรั่งขี้นก ส่วนผมซุ่มดูด้านนอกไม่ไกลจากคอนโดจนแน่ใจว่านายตรีกูลไม่โผล่มาแน่ๆ ก็เลยแยกย้ายกันครับ” 


“...จะเป็นไปได้ยังไง หรือมันจะรู้ตัวซะก่อน?” พัศพิมุขครางในลำคอ กรามแข็งๆ บดเข้าหากันจนเกิดเสียงคำรามลอด 


“เป็นไปได้ครับนาย นายตรีกูลนี่หูตาไม่ใช่ย่อย เจ้าเล่ห์ ไม่ใช่ธรรมดาๆ ลองกล้านัดเจอในสถานที่ที่ไม่ต่างจากดงยาไม่ก็...โรงแรมจิ้งหรีดที่ใช้คำว่า ‘คอนโด’ บังหน้าลักลอบทำธุรกรรมอย่างอื่น ครั้งนี้อาจจะเป็นเรื่องยาหรือเรื่องอื่นก็ยังไม่รู้ชัด” 


“มันอาจจะไหวตัวทันก็เลยกลับลำ เราพลาด...ก็เพราะมีใครสักคนบอกมันแน่ครับ” 


สุ้มเสียงของรังสรรค์เข่นเขี้ยวไม่แพ้กัน หลังจากได้รับมอบหมายให้ติดตามตรีกูล ซุ่มดูพฤติกรรมทั้งกลางวันกลางคืน สืบตามให้รู้ว่าเขามีจุดประสงค์อื่นที่มากกว่าการเข้ามาเป็นสามีของพริมมาศหรือไม่ ปูมหลังอันโชกโชนของตรีกูลบอกให้รู้ว่าภาพลักษณ์อันสุภาพ อ่อนน้อมถ่อมตนและรักภรรยาสาวเหนืออื่นใดนั้นเป็นแค่ภาพจอมปลอม แท้ที่จริงหมอนี่มันก็คือเศษสวะ อสรพิษร้ายดีๆ นี่เอง 


พัศพิมุขพ่นลมหายใจหนักๆ เจ็บใจที่คว้าน้ำเหลว แต่จะทำอย่างไรได้เล่าในเมื่อเขาทำทุกอย่างแล้ว ทั้งแสดงออกว่าไม่ยอมรับตรีกูลเป็นน้องเขย ไม่เห็นด้วยกระทั่ง...ไม่ยอมมาร่วมงานแต่่งงานแต่ก็ไม่อาจยับยั้งพริมมาศได้ จำยอมให้หล่อนรับอสรพิษเข้ามาเป็นส่วนหนึ่งของตระกูลสุริยวัฒน์ ส่วนเวลาที่งวดเข้ามาก็ยิ่งทำให้ใจเขาร้อนเป็นไฟ ด้วยยังมีภารกิจสำคัญไม่แพ้กันที่ต้องกลับไปดูแล 


คนทางนั้น...กระบี่ ทางนี้จึงต้องฝากฝังให้ปรมัตถ์คอยเป็นหูเป็นตาแทน 


“แล้วไอ้สิงห์ล่ะ หายหัวไปไหนแล้ว?” ฝ่ายนั้นอ้ำอึ้ง ดูเหมือนรังสรรค์จะตอบได้เท่าที่เขารู้...เท่านั้น 


ภายในห้องรับแขกขนาดย่อมแบ่งส่วนกับห้้องนอนด้วยพาทิชั่นบังตา ‘ไอ้สิงห์’ ของพัศพิมุขกำลังนั่งหายใจทิ้งไปพร้อมกับการนั่งมองคนบนโซฟาลายดอกสีชมพูหวาน ร่างบอบบางนอนคู้ตะแคง บนอกจนถึงเข่ามีผ้าแพรผืนบางคลี่คลุมทับมิให้รู้สึกหนาวเกินไปนัก 


สิงขรนั่งอยู่บนโซฟาเดี่ยวแบบมีพนักวางแขนนุ่มๆ ไม่ไกลกันนัก ชายหนุ่มทอดสายตาคมกริบมองหล่อนอย่างเอาเป็นเอาตายราวกับว่า...ลมหายใจเข้าออกแผ่วๆ นั้นมีความสำคัญต่อเขานักหนา และถ้าไม่ติดว่าวาสิตาเดินเข้ามาร่วมวงก็คงจะไม่ยอมละสายตาขึ้นมอง หญิงสาวนั่งลงหมิ่นๆ บนโซฟายาวตัวที่เอื้องอลินทิ้งตัวนอน ใช้มือนุ่มอังหน้าผากโหนกนูน วัดอุณหภูมิไข้แล้วเลื่อนไปลูบไล้ผมยาวค่อนข้างยุ่งเหยิงของหล่อนด้วยความเวทนา 


มันเป็นความโชคดีในความบังเอิญเสียจริงๆ ที่เธอตัดสินใจโทรหาเอื้องอลินตอนสาย เห็นว่าเลยเวลานัดไปครึ่งชั่วโมงแล้วเพื่อนสาวก็ยังไม่มา แล้วก็ต้องประหลาดใจเมื่อรู้ว่าหญิงสาวอยู่กับพี่ชายของเธอ สิงขรกำลังร้อนใจ ลังเลว่าจะพาหล่อนไปที่ใดในสภาพไม่รู้เนื้อรู้ตัวเช่นนี้ วาสิตาจึงกลายเป็นคนแก้ปัญหานี้ให้เขา เธอคิดคำนึงแล้วหันกลับมามองร่างบอบบางที่นอนไม่รู้สึกตัว 


ใช่...เพื่อนของเธอถูกมอมยา 


“...แล้วนี่พี่สิงห์จะบอกเจ้านายพี่ว่ายังไง?” เสียงถามเจือความกังวล แต่ก็ยังน้อยกว่าที่อยู่ในแววตาของพี่ชาย 


“เอาจริงๆ ก็ยังไม่รู้ พี่ไม่เคยปดเจ้านายแต่ก็คงบอกความจริงไม่ได้ว่าพบใครที่นั่น ต่อให้เธอไม่เกี่ยวข้องกับไอ้ตรีกูลก็เถอะ ถ้าคุณพัศรู้ว่าเพื่อนหวายเป็นใคร เธอก็จะกลายเป็นศัตรูของคุณพัศในทันที” 


“หวายยืนยันได้ค่ะ เอิงไม่มีทางเกี่ยวข้องกับคนชั่วๆ แบบนั้นอีก ถึงจะดูเป็นคนนิ่มๆ เรียบร้อยแต่ก็ใจเด็ดกับเรื่องที่ต้องเจ็บ หวายเชื่อว่าเอิงจบกับนายตรีกูลแล้วจริงๆ ส่วนจะไปอยู่ที่นั่นได้ยังไงอันนั้นหวายไม่รู้ เรามีนัดกันตอนสิบโมงเป็นไปไม่ได้ที่เอิงจะไม่มาตามนัดของหวายเพื่อไปเจอคนอย่างหมอนั่น” เสียงหวานๆ ติดจะขุ่น นี่ถ้าบุคคลที่สามนั่งอยู่ตรงนี้ด้วยล่ะก็...หล่อนคงค่อนแคะ ถากถาง ‘หมอนั่น’ จนสาสมใจ 


ถ้าไม่ได้ไปเอง แสดงว่ามีใครสักคนพาเธอไปที่นั่น 


“ถ้าเพื่อนหวายคิดอย่างที่หวายพูดก็ดีอยู่หรอก แต่ถ้าไม่...ก็อันตราย หมอนั่นมันร้ายแทงข้างหลังใครต่อใครอย่างเลือดเย็น ไม่มีใครรู้จักไอ้ตรีกูลดีเท่า...คุณพัศกับพวกพี่อีกแล้วล่ะ” 


“ถ้านี่เป็นความบังเอิญ คนที่ตรีกูลนัดเจอไม่ใช่เอิง ก็ต้องมีคนอื่นที่เกี่ยวและพี่ต้องสืบเรื่องนี้ให้รู้ให้ได้” เสียงพูดเข่นเขี้ยว 


“แต่ไม่นานพี่สิงห์ก็ต้องกลับกระบี่ จะปล่อยหมอนั่นให้ลอยนวลคอยแต่จะสร้างความเดือดร้อนให้ผู้หญิงคนอื่นอีกเหรอคะ” 


“ไม่หรอก ที่นี่ยังมีคนของคุณพัศเป็นหูเป็นตาแทนเรา พวกเราไม่มีทางรามือง่ายๆ หรอก” บอกหนักแน่น “เพื่อนหวายก็ต้องระวังตัวด้วยเหมือนกัน” เขาพยักพเยิดไปทางเอื้องอลิน 


“ต่อไปหวายจะบอกให้เอิงระวังตัวค่ะ ขอบคุณพี่สิงห์ที่ปกป้องเอิงนะคะ” 


สองพี่น้องสบตากัน เข้าใจ...แม้ไม่ต้องเอ่ยเป็นคำ 


วาสิตาเอื้อมมือไปบีบมือพี่ชายเบาๆ เขาโคลงศีรษะน้อยๆ พลางชำเลืองมองดวงหน้าเกลี้ยงเกลางดงาม เธอเลิกคิ้วโค้งสวยที่จู่ๆ คนห่ามๆ ห้าวจัดกลับทอดสายตาอบอุ่นอยู่แถววงหน้าเพื่อนสาวของเธอ เมื่อเข้าใจภาพนั้นในเวลาต่อมา วาสิตาก็ยิ้มน้อยยิ้มใหญ่และทำตัวเป็นกามเทพสาว ลุกเลี่ยงไปจากตรงนั้น 


สิงขรคลี่ยิ้มบางๆ ใบหน้าคร้ามคมปรกด้วยเส้นผมดกดำแลกระจ่าง ฟันซี่ขาวๆ เรียงตัวสวย มีเสน่ห์แบบฉบับหนุ่มหล่อเข้ม แปลกตาสักหน่อยตรงที่ปกติจะสวมแว่นกันแดดติดใบหน้า อำพรางเรียวตายาวใหญ่สีดำสนิท แต่วันนี้กลับปลดออกเพื่อจะมองคนตรงหน้าได้โดยไม่มีอะไรกั้นขวาง ความคิดของเขาขัดกับใบหน้านิ่งๆ ไม่แยแสต่อใครในโลกนี้น ความเชื่อของเขาไม่เข้ากันสักนิดกับท่าทางกวนประสาท เขาเชื่อในเรื่อง ‘พรหมลิขิต’ ที่ทำให้เขาได้พบเอื้องอลินอีกครั้ง 


เมื่อวันนี้มาถึงเขาจึงต้องทำให้สมกับคำที่ปฏิญาณไว้ เขาจะไม่ปล่อยให้เธอจากไปง่ายๆ เขาคงต้องทำอะไรสักอย่างและสิ่งแรกที่ทำเพื่อเธอก็คือ...การปกป้อง ที่อาจทำให้เขาต้องเป็นปรปักษ์กับชายที่เขารัก ภักดีที่สุด 




กว่าสองชั่วโมงที่วาสิตาปล่อยให้เพื่อนสาวได้พักผ่อน ทราบมาจากสิงขรว่าน่าจะเป็นอาการจากการดื่มกินอาหารที่มียานอนหลับปนเปื้อน ดีแต่ว่าเอื้องอลินแค่สลบไสลไม่ได้ถูกทำร้ายตอนที่หมดสติและพี่ชายของเธอช่วยออกมาทันการณ์ ถ้าช้าไปกว่านี้ก็ไม่รู้เหมือนกันว่าจะมีอะไรเกิดขึ้นอีกบ้าง 


...พูดได้ว่าเป็นความโชคดี แต่ยังมีความกังวลบางๆ ผุดขึ้นเมื่อบุคคลในเหตุการณ์คนหนึ่งมีลักษณะคล้ายพี่ชายของเพื่อน สิงขรเล่าว่าพบชายหนุ่มท่าทางสำอางตรงเคาน์เตอร์รีเซฟชั่น เขาอาจเป็นแขกคนหนึ่งที่มาใช้บริการก็ได้ แต่ถ้าเขาคนนั้นกลายเป็นคนที่เธอนึกถึง เขาก็เลวชาติจนเอื้องอลินไม่น่านับญาติอีกต่อไป วาสิตาเบือนกลับไปมองเพื่อนสาว ทั้งโล่งอกและเวทนาปะปน 


ร่างแน่งน้อยที่หลับใหลเป็นชั่วโมงค่อยๆ ขยับ เริ่มจากปลายนิ้วที่กระดิกทีละนิดเมื่อสัมผัสผิวเย็นเฉียบของเบาะโซฟา พลิกตัวกระสับกระส่ายพักใหญ่ตามด้วยอาการสะดุ้งไหวก่อนเจ้าตัวลืมตาโพลง กะพริบตาถี่เร็ว หายใจหอบสั่นราวเพิ่งผุดพ้นจากการจมน้ำ ซีกแก้มซีดๆ เย็นวาบ ขนอ่อนๆ ลุกชันเมื่อถูกซับแผ่วเบาด้วยผ้าขนหนูชุบน้ำ มันดึงสติที่เลื่อนลอยของหล่อนให้กระโจนเข้าร่าง 


“เอิง!” สุ้มเสียงตื่นเต้นของวาสิตาทำให้อีกคนกระวีกระวาดโน้มตัวเข้ามามองเสียใกล้ เรียวตาของสิงขรจับจ้องอากัปอาการของคนที่โผเข้ากอดเมื่อเห็นหน้าวาสิตา ยินเสียงลมหายใจพรู...เมื่อหล่อนฟื้นเสียที 


“เป็นยังไงบ้าง บอกเราสิเอิง” 


คนถูกกอดน้ำตาพรากไหล ส่ันเทาเป็นลูกนก นานเป็นนาทีจึงค่อยๆ ตั้งสติ ลมหายใจของเธอเต้นช้าลงจนเกือบเป็นปกติ เมื่อเหลือบนัยน์ตาพร่าด้วยม่านน้ำอุ่นๆ มองไปรอบๆ ความหวาดกลัวที่เก็บกลั้นก็ถูกทลายลงแล้วแทนที่ด้วยการร่ำไห้โฮ ต่อให้โอบกอดปลอบประโลมก็ดูจะไม่ได้ช่วยคงต้องรอจนกว่าเอื้องอลินจะทำใจได้ เสียงสะอื้นนั้นจึงค่อยแผ่วจาง 


“เอิงปลอดภัยแล้วนะ ที่นี่ห้องเราไง” เสียงปลอบหนักแน่น พร้อมกระชับอ้อมแขนยืนยัน 


“หวาย ล แล้ว...คนอื่นล่ะ?” เอ่ยถามเสียงเครือ ไม่กล้าแม้แต่จะเอ่ยชื่อ ‘เขา’ คนนั้น 


“ใคร? ไม่เห็นมีใครนอกจากเอิงเลยนี่นา ใช่ไหมคะพี่สิงห์?” หล่อนหันไปถามพี่ชาย เอื้องอลินจึงเพิ่งรู้ว่ามีใครอีกคนอยู่ร่วมห้องนี้ด้วย 


“นี่พี่ชายเราเอง พี่สิงห์เป็นคนพาเอิงออกมาจากที่นั่น จำอะไรได้บ้างไหม?” 


ดวงหน้าซีดจางค่อยๆ เอียงห่างจากอกเพื่อน เอี้ยวตัวไปมองเขาคนนั้นเต็มตา คนถูกแนะนำขยับนั่งหลังตรงหลังจากโน้มลงมาเมื่อครู่ แก้มสากซ่านขึ้นก่อนจะจางหายไปอย่างรวดเร็ว ใบหน้าของเขาคุ้นตาโดยเฉพาะโครงหน้าคมคายกับดวงตาวิบวับที่มีแสงล้ออยู่ตลอดในนั้น เอื้องอลินบอกตัวเองว่าจดจำเขาได้จากเรื่องวันนั้น ไม่ใช่เรื่องเมื่อชั่วโมงก่อน 


“คุณ...” หล่อนขยับริมฝีปากซีดขาว ทว่ายากที่จะเปล่งออกมาเป็นถ้อยคำจึงใช้มือเล็กลูบใบหน้าค่อนข้างเผือด สิงขรยกมือขึ้นปราม 


“อย่าเพิ่งคิดมากให้สับสนเลย รู้แค่ว่า...ตอนนี้คุณปลอดภัยแล้วก็พอ แล้วก็เรียกผมว่า ‘สิงห์’ เหมือนยัยหวายเถอะ อะไรที่คุณสงสัยผมจะอธิบายให้ฟังทีหลัง” ชายหนุ่มรวบรัดตัดความด้วยประโยคเดียวที่ทำให้วาสิตางุนงง ส่วนเอื้องอลินพยักหน้ารับช้าๆ 


“ขอบคุณค่ะ คุณสิงห์” หล่อนเอ่ยเบาๆ 




ไม่ทราบเหมือนกันว่า...เป็นเพราะขาดคนรู้ใจอย่าง สิงขร นั่งลับฝีปากอยู่ข้างๆ จนเหงาหงอยกะทันหันหรือกระสับกระส่ายเองจนอยู่ไม่ติดคอนโดกันแน่ วันนี้เขาถึงได้มองอะไรก็หงุดหงิดไปหมด มีเรื่องให้ไม่สบอารมณ์ตั้งแต่จับไม่ได้ไล่ไม่ทันตรีกูล หนำซ้ำลูกน้องคนสนิทก็ยังมาหายหัวไปแบบไร้ร่องรอยอีกคน 


ความเบื่อหน่ายที่ว่าทำให้เขาคว้ากุญแจรถแล้วขับปราดออกจากคอนโดมิเนียม ทิ้งเมืองหลวงซึ่งอุ่นหนาฝาคั่งไปด้วยการจราจรสู่ชานเมือง ทิ้งย่านชุมชนจอแจสู่เรือกสวนครึ้ม เลี้ยวเข้าซอยเปลี่ยวที่เต็มไปด้วยหลุมบ่อเล็กบ้างใหญ่บ้าง จนนึกอยากทวงคืนภาษีราษฎร์แทนชาวบ้านร้านตลาดแถวนี้ 


แถวนี้ไม่มีถนนดีๆ ไม่พังให้ขับขี่ ไม่มีเสาไฟฟ้าสภาพดี สายไฟไม่รกรุงรังทิ้งตัวเกือบถึงพื้นให้เห็น หรือที่จริงแล้วเขาจะหวังมากไปกับอะไรเถือกนี้ ชายหนุ่มสนใจเรื่องรอบตัวบ่นพึมพำไปตลอดทาง กว่าจะรู้เท่าทันอารมณ์ลุ่มดอนของตนก็พาตัวเองพร้อมรถคู่ใจมาอยู่ท่ามกลางถนนสายเล็กๆ ขนาบด้วยสวนกล้วยเขียวครึ้ม 


พัศพิมุขเขม้นมองไปเบื้องหน้า บังคับรถหรูเคลื่อนตัวเนิบๆ เข้าจอดใต้ร่มเงาของทาวน์เฮาส์สองชั้นที่มีกอหญ้าสูงกับสุมทุมพุ่มไม้ขึ้นจนรก แต่ที่เรียวตาสีสนิมกำลังเพ่งมองกลับเป็นบ้านหลังเยื้องๆ กันที่ตอนนี้มองเห็นแค่ประตูรั้วเก่าๆ กรังสนิม มีแค่ป้ายบ้านเลขที่ใกล้กล่องรับจดหมายสีแดงสดหน้าประตูที่บอกให้รู้ว่าเขามาไม่ผิดที่ หากว่าแค่นี้ไม่ได้ทำให้ความหงุดหงิดถูกปลดปล่อย ความตั้งใจของเขายังไม่บรรลุผลจนกว่าจะมีใครสักคนเยี่ยมหน้าออกมา


ทว่าทั้งในและนอกรั้วนั้น...เงียบเชียบ 


เฮ้อ... เสียงผ่อนลมหายใจแผ่วๆ ดูจะเป็นเสียงเดียวนอกเหนือจากความคิดที่ไหลวนกับเสียงงึมงำในหัว พัศพิมุขโน้มตัวไปข้างหน้าจนชิดพวงมาลัย ประสานท่อนแขนตึงไปด้วยมัดกล้ามพ้นจากเสื้อโปโลสีน้ำทะเลแขนสั้นเข้าด้วยกัน ใบหน้าคมสันโน้มต่ำวางอยู่บนช่วงแขนพร้อมอาการเดาะปลายนิ้วเรียวยาวเป็นจังหวะกับพวงมาลัยหนังสีดำ 


นานเข้า...ชายหนุ่มก็หลับตาพริ้มปล่อยให้ภาพในวันนั้นพรั่งพรู ทุกบทตอน รวมไปถึงเสียงอ่อนๆ คล้ายลูกแมวที่ขู่ฟ่อจะเอาเขาเข้าคุกเสียให้ได้ เสียงวิงวอนสั่นพร่า ดวงตาสีน้ำผึ้งกับเปลือกตาคล้ำชุ่มคราบน้ำตา ทุกอย่างนั้นมิได้เลือนหายไปจากสำนึกของเขาสักเศษเสี้ยว 


นี่เขายังคิดถึงหล่อนอยู่งั้นหรือ...? 


ภาพในความคิดดูจะเป็นคำตอบชัดแจ้งต่อคำกังขา หลายวันมานี้แม้ว่าเขาจะแสร้งทำเป็นลืมเลือน ไม่แยแสต่อผลของการกระทำที่เกิดขึ้นจากวันนั้น แต่ไม่เท่าไร...ภาพของเอื้องอลินก็วนเวียน ก่อกวนเขาอยู่เสมอๆ ยิ่งในวันที่มันชักพาเขามาถึงที่นี่จึงเท่าทันความรู้สึกตนเอง เขาไม่ใช่เด็กไม่ประสาที่ไม่รู้ว่าอิทธิพลนั้นมีผลต่อหัวใจของเขามากมายแค่ไหน แม้ไม่มากชนิดกินไม่ได้นอนไม่หลับ แต่ก็มีผลไม่ใช่น้อยๆ เลยเชียวล่ะ 


พัศพิมุขกลืนก้อนแข็งที่ตีตื้นขึ้นมาจุกกลางคอหอย คนเพิ่งรู้ตัวสะดุดลมหายใจของตนและเมื่อรู้...ก็สลัดศีรษะแรงๆ หมายปัดอาการสะท้อนสะท้านที่เกิดขึ้นยามเผลอๆ ออกไปเสีย 


นั่นเป็นคราวเดียวกับที่...ใบหน้ากวนๆ กับคำพูดเพ้อเจ้อของสิงขรดังขึ้น เขาถึงได้ตื่นจากภวังค์ 


ไอ้สิงห์! ใช่...เพราะคำพูดของไอ้สิงห์ที่ทำให้เขาเขว หมอนั่นทำเป็นรู้ดีว่าหล่อนอาจคิดมากจนคิดสั้น แล้วเขาก็ดันเขวที่คิดว่า...ถ้าหล่อนคิดทำเรื่องบ้าๆ นั่นขึ้นมาจริงๆ จะเป็นยังไง 


บ้าเอ้ย! เพราะไอ้สิงห์แท้ๆ เชียว 


คนเป็นนายคำรามฮึ่มฮั่มพลางกล่าวโทษสิงขร กระแทกฝ่ามือลงบนพวงมาลัยดัง ‘ปึ้ก’ นั่นทำให้เขารู้สึกแปลกปร่าน้อยลงเล็กน้อย หากลึกๆ แล้วตัวเขารู้ดีว่าอะไรเป็นอะไรจึงห้ามไม่ให้ใบหน้าครึ้มไรเคราอดซ่านร้อนมิได้ พัศพิมุขโคลงศีรษะไวๆ ปฏิเสธความรู้สึกพลุ่งพล่านปานน้ำเดือดพลางยกฝ่ามือขึ้นป้องปิด หวังมิให้ความระอุร้อนแผ่ไประรานส่วนอื่น ทว่าเวลานี้เขาห้ามมันไม่ทันเสียแล้ว 


อารมณ์ขุ่นมัวของเขาไม่ต่างกันเลยกับสภาพท้องฟ้าเบื้องหน้า ที่จู่ๆ ก็มืดฟ้ามัวดิน เสียงหวีดหวิวของลมแทรกผ่านเนื้อกระจกเข้ามาให้พอได้ยิน ใบไม้แห้งกรอบสีทองร่วงรานลงบนก้านปัดน้ำฝน ลมกรรโชกแรงก่อนฝนเม็ดแรกจะตกเปาะแปะลงกระทบกระจกหน้ารถ เสียงของมันเป็นดังสัญญาณให้เขาเลี้ยวรถกลับ ไม่มีประโยชน์ที่จะมาเฝ้าดูหลังคาบ้านหล่อน เพราะมันเป็นเรื่อง ‘ไร้สาระ’ สิ้นดี! 


“กลับก็กลับ” 


วินาทีของการตัดสินใจ สายตาคมกริบก็ดันปัดไปปะทะร่างบอบบางที่เพิ่งก้าวตัวปลิวพ้นชายคาประตูรั้วออกมา ภาพนั้นลากสายตาของพัศพิมุขให้มองตามการเคลื่อนไหวของหล่อน...ทุกฝีก้าว เรียวตาคมเป็นประกายวับอีกครั้ง หากภาพนั้นเลือนรางเมื่อม่านฝนชะไหลเป็นทาง ก้านปัดน้ำฝนถูกสั่งให้ปฏิบัติหน้าที่...เพื่อให้เขามองเห็นหล่อนได้ถนัดถนี่ขึ้น 


หัวคิ้วหนาเป็นปื้นของเขาถูกเลิกขึ้นด้วยความประหลาดใจ เอื้องอลินอยู่ในชุดลำลอง เสื้อยืดคอกลมตัวบางกับกางเกงผ้ายืดขาสั้นสีอ่อน สวมรองเท้าแตะกำลังก้าวลิ่วๆ สวนทางกับลมฝนกับความสลัวรางที่ค่อยๆ กลืนกินผืนฟ้าจนกลายเป็นสีน้ำเงินเข้ม ไม่รับรู้สักนิดเลยว่านี่เป็นเวลาโพล้เพล้และอันตรายเกินกว่า...ผู้หญิงตัวคนเดียวอย่างหล่อน จะมาเดินท่อมๆ อยู่กลางซอยเปลี่ยว 


คนมองเกิดอาการหงุดหงิด ไม่ชอบใจการกระทำสุ่มเสี่ยงต่อภัยอันตรายยามวิกาลของหล่อนเอาเสียเลย แล้วแทนที่ี่เขาจะเบนหัวรถกลับแล้วขับจากไปอย่างเจตนาแรกชายหนุ่มก็กลับขับตามไปขนาบข้างคนที่กำลังก้มหน้าก้มตา เดินดุ่มๆ ห่างจากบ้านหลังนั้นออกไปเรื่อยๆ


...บ้าหรือดี ที่เดินตากฝน? แถมยังอยู่ในชุด ที่ดูยังไงก็เหมือน...ชุดนอน เฮอะ! 


เจ้าหล่อนเหมือนคนไร้หัวคิด ไม่มองหน้ามองหลัง ไม่รู้จักดูแลตัวเอง อาการที่แสดงว่าหล่อนยังมีสตินึกรู้อยู่บ้างก็คือ...หนาว เพราะบ่าบางสะท้านไหวคล้ายจับสั่น มือเรียวบางข้างที่กุมข้อแขนอีกข้างไว้หดเข้าหาตัวแนบอยู่กับอกแต่ก็ยังไม่หยุดเดิน และเขาก็ทนทำเรื่องงี่เง่าด้วยการขับตามหล่อนไปเรื่อยๆ แบบนี้ไม่ไหว 


บรี๊น บรี๊น...นน 


“......!” เสียงบีบแตรสนั่นทำเอาคนนอกรถสะดุ้ง หญิงสาวหันขวับกลับมามองด้วยความระแวงระไวพบว่ารถคันนั้นเทียบอยู่ในระยะประชิด เธอถอยหลังไปก้าวหนึ่งเขม้นมองบุคคลที่ค่อยๆ เยี่ยมหน้าโผล่จากกระจกที่ลดความสูงลง แววตระหนกขยายอยู่ในม่านตายามเอื้องอลินกะพริบมันเร็วๆ หมายขับไล่หยดกลมใสที่ทำให้เธอเห็นภาพบิดเบือน แต่เมื่อมือเรียวบางที่ลูบน้ำบนใบหน้าลดลงข้างตัวก็พบว่า...มันไม่ใช่ภาพลวงตา เท่านั้น...ดวงหน้าอ่อนใสท่ามกลางสายฝนก็ซีดเผือด 


“นั่นคิดจะเดินไปถึงไหนหรือคุณ จะไปให้ถึงปากซอยเลยไหม” เสียงถามทั้งห้าวทั้งห้วน คนในรถจับจ้องไปที่หล่อนเสียเขม็ง ตั้งแต่วงหน้า เรือนผมที่เปียกลู่ศีรษะไปจนถึง...ผ้าเนื้อบางที่แนบไปกับผิวกายขาวผ่อง 


ดูเถอะ! เปียกมะลอกมะแลกเป็นลูกแมวตกน้ำ ปากก็ซีดจนสั่นแล้วยังไม่คิดหันหลังกลับบ้านอีก  


ความตกใจแรกเลือนไปกลายเป็นแววตาเฉยชาต่อคำทักถามของเขา เอื้องอลินเบนสายตากลับไปราวกับไม่ได้ยินอะไร พัศพิมุขเข่นเขี้ยวที่ถูกเมิน เขาไม่ยอมรามือง่ายๆ เหมือนกัน ยังคงประคองรถ ขับเนิบๆ นาบๆ ขนาบข้างตัวหล่อนอยู่พักหนึ่ง 


“หยุดก่อนสิคุณ!” เขาเปล่งเสียงรั้งอีกรอบ ทว่าก็ไม่เข้าหู ไม่อยู่ในสายตาหญิงสาวแม้แต่น้อย “เอิง หยุดก่อน!” 


“อย่ามายุ่งกับฉัน” คำตอบอันแสนจะห่างเหิน ร้อนให้คนที่ปรารถนาจะ ‘ยุ่ง’ บดกรามดังกรอด 


“เฮ้! ผมบอกให้หยุด แล้วมาขึ้นรถยังไงล่ะ” 


สาวน้อยไม่สนใจความพยายามของเขาแม้แต่น้อย เจ้าหล่อนยังก้าวสวบสาบไปข้างหน้าราวหุ่นยนต์ไขลาน คนในรถฉุนขาดเมื่อถูกขัดคำสั่ง ใบหน้าขาวจัดหากรกเรื้อไปด้วยไรเคราสากๆ เริ่มแดงเป็นริ้ว พัศพิมุขบิดมุมปากนิดๆ นัยน์ตาแวววับก่อนจะกระแทกส้นเท้าเหยียบเบรกดังเอี๊ยดแล้วก้าวอาดๆ ลงมายืนดักหน้า 


ว้าย! 


เอื้องอลินอุทาน เงยใบหน้าซีดขาวที่ชนกับอกแข็งจะๆ จนเกือบผงะหงาย ดีแต่มีวงแขนแกร่งเอื้อมมาคล้องเอวบางไว้ไม่ให้เสียหลัก ใบหน้าที่เงยขึ้นช่างไร้สีสัน พวงแก้มที่ปกติเจือจารด้วยสีเลือดฝาด...น่ามอง ปลายคางมน หรือกระทั่งริมฝีปากอิ่มสีกลีบบัว...น่าสัมผัส หากยามนี้กลับโพลนขาวและชืดเย็นจนน่าห่วง คนถูกมองก้มหน้างุด ไม่ยอมตกเป็นเป้าสายตาตรงๆ และคงจะทำได้ง่ายๆ อยู่หรอกถ้าเขาไม่โน้มใบหน้าตามลงมาพร้อมกับใช้ปลายนิ้วแกร่งเชยคางของหล่อนขึ้น เกลี่ยปลายนิ้วแข็งๆ บนแก้มชืด 


“ฟังผม หยุดทำเรื่องโง่ๆ ได้แล้ว” เสียงสั่งขุ่นข้อง เมื่อคิดว่าความหนาวเย็นอาจทำให้ไม่สบายถึงขั้น...ปอดบวมได้เหมือนกัน 


“ปละ ปล่อยฉันนะ!” 


ความหนาวยะเยือกทำให้ลมหายใจของหล่อนสะท้านสั่น แต่ยังรั้น อีกฝ่ายโคลงศีรษะไวๆ อย่างไม่เห็นพ้อง พร้อมกับที่ข้อแขนแข็งแรงรัดเอวคอดบางแน่นขึ้นอีกเมื่อหญิงสาวดิ้นขลุกขลักรุนแรง 


“ไปหลบฝนในรถก่อน จากนั้นจะไปไหนก็แล้วแต่เลย แต่ถ้า...ไม่ ก็ยืนเปียกอยู่ตรงนี้ และผมก็จะยืนกอดคุณตรงนี้ ไม่ปล่อยเหมือนกัน” เสียง ‘ซ่าๆ’ ของสายฝนกับคำขู่ของเขากลายเป็นเสียงเดียว ยามกระซิบชิดกกหู 


แปลกนักที่ยิ่งใกล้ยิ่งประหม่า อกคนฟังสั่นไหวแปลกๆ โดยมิรู้ว่าเกิดจากความเหน็บหนาวหรือสิ่งใดกันแน่ 


“ไปสิ” เขาเร่งเร้า 


สมองของหล่อนยังไม่ทันได้ตริตรอง คนตั้งข้อเสนอไม่รอให้อีกฝ่ายตอบสนองอย่างเต็มใจ ทึกทักเอาว่า...อาการยืนอึ้ง ไม่พูดไม่จา ก็ไม่ต่างจาก ‘ไม่ปฏิเสธ’ เขาจึงรวบรัดตัดความด้วยการเอื้อมมือไปโอบบ่าบาง กดศีรษะเล็กซุกเข้าหาอกแล้วบังคับให้ก้าวเดินไปพร้อมกัน 


ที่นั่งข้างคนขับคือ...ที่ที่เอื้องอลินสอดตัวเข้าไปนั่งอย่างไม่เต็มใจนัก เจ้าหล่อนไถลตัวเปียกชุ่มเข้าไปนั่งจุ้มปุ๊กในนั้นแล้วก็ขนลุกซู่ ขนแขนพากันลุกเกรียวเมื่อสัมผัสละอองเย็นฉ่ำจากเครื่องปรับอากาศที่ถูกเปิดทิ้งไว้ แล้วก็เห็นชายหนุ่มก้าวไวๆ วกกลับมานั่งในที่ของตนจากนั้นมือใหญ่ก็สาละวนอยู่แถวๆ คอนโซลข้างหน้ารถ 


เอื้องอลินไหวตัว หันรีหันขวางตกใจเมื่อได้ยินเสียงดัง ‘ครึ่ก’ นัยน์ตาประหวั่นเมื่อเหลียวหาปุ่มล็อคบนประตูรถฝั่งของตนแล้ว...ไม่มี! 


“นั่น...คุณจะทำอะไร?” เขาไม่ได้ตอบ 


“คุณต้องการอะไรจากฉัน?” หญิงสาวหันมาเอาเรื่องกับคนที่ลากตัวเธอขึ้นรถ ยังคงใช้สรรพนาม ‘คุณ’ กับเขาเมื่อไม่เคยรู้จักชื่อเสียงเรียงนามหรือกระทั่ง...ว่าเขาเป็นใคร ซ้ำยังมองไม่เห็นเหตุผลของความจำเป็นที่ทำให้เขาย้อนกลับมาหา ‘เหยื่อ’ ทั้งที่ก็หนีเอาตัวรอดไปได้แล้ว 


สุ้มเสียงกระด้างกระเดื่อง กระตุ้นให้เรียวตาดำขลับของเขาหรี่มอง บ่ากว้างที่ซ่อนอยู่ภายใต้เสื้อโปโลซึ่งก็เปียกไปทั้งแถบ ไหวน้อยๆ ผมเผ้าที่คล้ายว่าจะยาวกว่าวันก่อนนิดหน่อยปรกลงมาจนรกหน้าผาก ใบหน้าขาวๆ เบือนมาสบแต่ยังทำนิ่งเฉย เอาแต่จ้องมองดวงหน้าที่ซีดแล้วซีดอีกของหล่อน แล้วจู่ๆ ชายหนุ่มก็ดึงผ้าเช็ดหน้าจากกระเป๋าเสื้อยื่นมันออกไปซับหยดน้ำบนใบหน้าโดยที่อีกฝ่ายมิได้ขอร้อง 


“เอ๊ะ! คุณ...จะทำอะไร!” เอะอะ เอนตัวห่างจนศีรษะชนตุ้บกับพนักเบาะ เมื่อเอี้ยวหนีก็ชนกับกระจกจนพัศพิมุขต้องใช้มือล็อคหลังต้นคอที่แข็งขืนของหล่อนไว้กับที่ 


“เช็ดหน้า เช็ดผมซะหน่อยเป็นไง” ปากพูด มือใหญ่ก็ทำหน้าที่ซับดวงหน้าพราวหยดน้ำเบามือ พวงแก้มชืดๆ ของเธออุ่นวาบจนต้องซ่อนสีหน้าก่อนจะแย่งผ้าผืนนั้นมาถือไว้แล้วลงมือเช็ดมันเสียเอง พลันได้ยินเสียง ‘หึ’ เล็ดลอดจากเจ้าของผ้าเช็ดหน้ากับนัยน์ตาวิบวับที่คล้ายจะมีรอยเอ็นดูในนั้น “จะช่วย...ก็ไม่เอา” เขาเอ่ยลอยๆ 


“คุณอย่ายุ่มย่ามได้ไหม แค่นี้ฉันทำเองก็ได้” 


หึ! คำก็...คุณ สองคำก็...คุณ อีกฝ่ายหลิ่วตา รับรู้ความห่างเหินจากดวงตาสีน้ำผึ้งและน้ำเสียงแข็งๆ อย่างไม่ใคร่ชอบใจนัก 


“สงสัยจะลืมบอกไปว่าผมชื่อ...พัศ” เขาแนะนำตัวเอง ทว่ายังไม่จบดี 


“ฉันไม่ได้อยากรู้จักคุณ ฉันอยากรู้แค่ว่า...คุณตามฉันมาที่นี่ทำไม?” 


“โธ่...คุณ เราไม่ใช่คนอื่นคนไกลสักหน่อย คุณก็รู้ว่าทำไมคุณถึงต้องรู้จักชื่อผมไว้” คนถูกขัดมีสีหน้าอ่อนใจ


“บางที...วันหน้าคุณอาจอยากตามหาผม แล้วจะตามตัวเจอได้ยังไงถ้าคุณไม่รู้ว่าผมเป็นใคร” 


น้ำเสียงของเขามีแววเย้าอยู่ในที ความมั่นใจเกินร้อยกับรอยยิ้มที่แสดงว่าเขาอยู่เหนือกว่าทำให้เธอรู้สึกต่ำต้อย ในใจสะท้อนสะท้าน แล้วที่ต้องมัวหมองเป็นเพราะใครกันเล่า มิใช่เขาหรอกหรือ...? 


“หยุดล้อเล่นเสียที ฉันไม่มีเวลาสนุกกับคุณด้วย” เอ่ยอย่างอัดอั้น ไม่ว่าเมื่อไหร่คนเหล่านี้ก็มองคนอ่อนแอกว่าเป็นตัวตลก ย่ำยีได้ก็ยิ่งซ้ำเติม เขาคนนี้ก็คนหนึ่ง ไอศูรย์ก็อีกคนหนึ่ง พัศพิมุขคลอนศีรษะแรงๆ ใครว่าเขาสนุกล่ะ ความรู้สึกที่เป็นในตอนนี้ไม่ใกล้เคียงความรู้สึกที่ว่าแม้แต่น้อย 


“นี่ไม่ใช่เรื่องล้อเล่นแน่ๆ เอื้องอลิน การที่ผมต้องมาอยู่ตรงนี้ ต่อล้อต่อเถียงกับเรื่องที่ผ่านไปแล้ว เรื่องที่ผมแก้ไขอะไรไม่ได้มันไม่ใช่เรื่องตลก ผมมาที่นี่เพื่อจะพูดถึงเรื่องของพรุ่งนี้ต่างหาก แต่ดูเหมือนว่าคุณจะกลายเป็นเด็กเกเรที่ไม่ยอมฟังอะไรเลย” พูดราวตัดพ้อ 


หญิงสาวนิ่งงันกับน้ำเสียงขรึมๆ แววตาจริงจังที่มองมุ่งมาที่เธอ 


“ผมไม่สนุกและไม่คิดจะล้อเลียน แค่อยากทำให้บรรยากาศอึดอัดระหว่างเรา...คลายลงบ้าง แต่ดูแล้วไม่น่าจะได้ผล” เขาค่อน 


“ผมมาเพื่อ...ให้คุณได้รู้จักผม แค่แวะมาดูว่าคุณเป็นยังไงบ้าง อยู่ดีมีสุข...กำลังเจอปัญหา หรือกำลังทำเรื่องบ้าๆ แบบที่คนสิ้นคิดเขาทำกันหรือเปล่า...?” 


คนพูดมีเรียวตาเป็นอาวุธ เขาใช้มันตรึงวงหน้าหญิงสาวมิให้บ่ายหนี มือหนาเอื้อมช้าๆ สำทับด้วยการแตะปลายคางมนที่คอยแต่จะก้มงุดเพื่อซ่อนความเจ็บช้ำไว้ภายใต้ท่าทางแข็งกร้าว พัศพิมุขจับจ้องดวงหน้าอ่อนใส...อยู่เช่นนั้น นึกพอใจอยู่ลึกๆ ที่วงหน้าของหล่อนเริ่มมีสีเลือดฝาด ผิวชืดเย็นก็ค่อยๆ อุ่นขึ้นแล้ว ไม่แปลกใจเท่าไหร่เพราะเป็นเขาเองที่ปรับให้เครื่องปรับอากาศในรถกลายเป็นฮีทเตอร์ 


“...แล้วก็เห็นว่ามันเป็นอย่างหลัง คุณออกมาเดินค่ำๆ มืดๆ อย่างนี้ทำไม หืม..ม เอิง?” น้ำเสียงถามคล้ายปะเหลาะ เอื้องอลินเม้มริมฝีปากอิ่มนิดๆ ราวกับกำลังเก็บงำบางอย่าง ดวงตาคู่โตเบือนไปอีกทางแล้วใช้สุ้มเสียงแข็งๆ ตอบกลับมา  


“นั่นมันเรื่องของฉัน คุณไม่เกี่ยว” 


“เกี่ยวหรือ...ไม่เกี่ยว นี่ดูจะกวนใจคุณจังนะ คุณรู้ไหมว่าเรื่องไหนที่ผมอยากจะ ‘เกี่ยว’ ขึ้นมาก็ต้องได้ทำอย่างที่ผมต้องการทุกครั้งไปนั่นล่ะ เพราะอะไรรู้ไหม เพราะคนบางคนก็ดูแลตัวเองได้ไม่ดีพอ ไม่มีเหตุผล คิดอะไรเหมือนเด็กที่ไม่ยอมโตสักที” 


“เอ้อ นี่คุณยังไม่ได้บอกเลยนะว่าออกมาเดินกลางฝน...ทำไม?” เขาค่อนแล้วก็วกมาหาคำถามเดิม ราวกับจะตอกย้ำว่าถ้าต้องการรู้เรื่องอะไรแล้วคนแบบเขาก็ต้องรู้ให้ได้ 


“ฉันไม่จำเป็นต้องบอกคุณทุกเรื่องและคุณก็ไม่จำเป็นต้องรู้เรื่องคนอื่นไปเสียทุกอย่าง จบเรื่องคืนนั้นเราก็ไม่มีอะไรเกี่ยวข้องกันอีก” 


“แน่ใจอย่างนั้นเชียว? ไม่มีอะไรผิดปกติเกิดขึ้นกับคุณจริงๆ น่ะหรือ...ทั้งๆ ที่ผมก็ไม่ได้ป้องกัน” 


คำพูดของเขาไม่ต่างจากสายฟ้าที่ฟาดเปรี้ยงเข้าใส่จนใบหน้าของเธอชาหนึบ เรื่องคืนนั้นจบแล้วหรือเปล่าเธอเองก็ไม่รู้ ไม่แน่ใจ แต่นี่ไม่ใช่เรื่องที่เขาจะมาซักไซ้ แล้วกวาดสายตาขึ้นๆ ลงๆ มองวงหน้า ทรวงอกอิ่มหรือผิวขาวๆ ที่ชุ่มเปียกจนเสื้อยืดแนบเป็นเนื้อเดียว มองแล้วก็คิดไปถึงไหนๆ ก่อนจะหยุดที่แผ่นท้องแบนราบของเธอ 


เอื้องอลินอึดอัด อับอายจนต้องยกแขนขึ้นมาประสานบดบังมันไว้ หญิงสาวเม้มปากแทบจะเป็นเส้นตรง มองตอบด้วยความขัดเคือง 


“อย่ามาพูดอะไรหยาบคายที่นี่ ต่อให้เกิดอะไรขึ้นกับฉันจริง...คุณก็ไม่มีวันได้รู้ และถึงจะรู้...คุณก็ไม่เกี่ยวอยู่ดี” ยืนกรานเสียงเขียว 


“พูดอะไรบ้าๆ น่ะเอิง คิดว่าการเลี้ยงดูเด็กคนหนึ่งเป็นเรื่องเล่นๆ งั้นหรือ? ไหนจะต้องใช้เงิน ไหนจะต้องดูแลตัวเองให้ดีกว่านี้ คนจะเป็นแม่คนต้องมีวุฒิภาวะของผู้ใหญ่ซึ่งคนที่เดินพล่านกลางฝนแบบไม่คิดหน้าคิดหลัง แบบคุณ...ไม่มี ถ้ามีอะไรเกิดขึ้นจริงๆ หลังจากเรื่องคืนนั้นคุณก็ต้องบอกผม” 


“ฉัน ไม่บ...” 


คำว่า ‘บอก‘ ติดอยู่แค่กลีบปากที่เริ่มเจือสี ทุกคำที่เธอจะพูดชะงักงัน ลมหายใจคล้ายจะขาดห้วงเมื่อปลายนิ้วอุ่นวาบของเขากดน้ำหนักบนปลายคางมน ริมฝีปากนุ่มนิ่มเผยอขึ้นนิดๆ ตามแรงมือพร้อมกับดวงตาสีน้ำผึ้งที่เบิกกว้างแล้วกะพริบพราว ตอนที่หยดน้ำจากเส้นผมสีดำสนิทของเขาร่วงลงบนผิวแก้ม 


“คุณต้องบอกผมทุกอย่างสิเอิง ทั้งความรู้สึกในตอนนี้และความรู้สึกที่จะเกิดในวันข้างหน้า เพราะผมจะมีส่วนเกี่ยวข้องในตัวคุณทุกอย่างนับตั้งแต่วันนี้ไป...” สุ้มเสียงนั้นหนักแน่น ความมั่นใจแจ่มชัดในเรียวตาคู่คมจนคนถูกมองสั่นคลอน 


“......” เอื้องอลินนิ่งค้างเป็นโอกาสให้เขาเคลื่อนนิ้วเรียวยาวไปแตะริมฝีปากที่ฉ่ำขึ้นตามอุณหภูมิร่างกาย สัมผัสบางเบา...ปลายนิ้วแข็งๆ รับรู้ถึงความนุ่มหยุ่นของเนื้อปากอุ่นๆ ที่รั้งให้เขาโน้มตัวมาใกล้ หน้าผากจรดชิดหน้าผาก ปลายจมูกโด่งสวยประชิดจมูกโด่งเล็ก เรียวตาคมกริบจับจ้องหล่อนอย่างเผลอไผล 


“...ไม่!” เสียงในอกขับขานให้ผละห่างจากเขาให้เร็วที่สุด 


สาวน้อยทันรั้งสติกลับมาเสียก่อน บ่าบอบบางจึงหลุดจากฝ่ามือหนาใหญ่ ดวงตากลมโตกะพริบเร็วๆ แล้วเบือนใบหน้าระเรื่อสีหลบฉากเรียวตาคู่นั้น แก้มสาวร้อนผ่าวเมื่อเสียงในหัวบอกกับเธอว่า...เมื่อกี้เกือบจะเกิดอะไรขึ้น พัศพิมุขสูดปากรับอากาศราวกับว่าเขาเองก็เกิดอาการแปลกปร่าไม่ต่างกัน 


“ปล่อยฉันก่อนได้ไหมคะ?” หญิงสาวเป็นอิสระเมื่อเขายินยอมคลายมืออีกข้างออก อาการพยศดูจะถดถอยลงจนเสียงนั้นอ่อนเบา 


“ก็ได้ ผมบอกความตั้งใจของผมแล้ว คราวนี้ถึงคราวคุณบ้าง บอกผมได้หรือยังว่าเกิดอะไรขึ้น แล้วมันเกี่ยวกับรอยที่ข้อมือนั่นไหม?” จู่ๆ ความสนใจของเขาก็ผละจากแก้มแดงๆ ไปอยู่ที่ข้อแขนเล็กๆ พัศพิมุขเห็นรอยช้ำนั่นสักพักแล้วแต่เก็บงำไว้มาคาดคั้นเอาตอนนี้ น้ำเสียงถามราบเรียบก็จริง หากว่าความอยากรู้เต้นยิบในเรียวตาดุ หญิงสาวอึ้ง สบตา ‘คนตาไว’ แล้วหลุบหลบ “......” 


“ไม่ตอบ จะให้ผมทึกทักเอาเองว่า...คุณทำร้ายตัวเองก็ได้ใช่ไหม? หรือจะให้ผมเดาไปเรื่อยๆ จนกว่าคุณจะยอมบอกความจริง” 


“มันเป็นอุบัติเหตุ” อ้ำอึ้งอยู่นานก่อนตอบ 


หืม..มม พัศพิมุขเลิกหัวค้ิวขึ้นอย่างฉงนแล้วโดยที่อีกฝ่ายไม่ทันตั้งตัว เขาก็ประทับฝ่ามือลงบนรอยนั้นแบบไม่เบานัก พบว่ามันคล้ายรอยมือเสียมากกว่า และก็เป็นมือที่มีขนาดใกล้เคียงกับมือเขา แบบนี้...มัน ‘มือผู้ชาย’ ชัดๆ 


“ปล่อย!” เอื้องอลินครางโอยแผ่วๆ หดมือหนีเมื่อเจ็บระบมขึ้นมาอีกหน ชายหนุ่มผ่อนลมหายใจยาวเหยียดเมื่อรู้ว่าเป็นคำโกหกและเจ้าหล่อนก็คงจะไม่ยอมปริปากบอกความจริงกับเขาเป็นแน่ ซึ่งความจริงหนึ่งก็คือ...เขาเป็นแค่คนอื่นที่หล่อนไม่จำเป็นต้องบอกกล่าว ก็อย่างที่หล่อนเอ่ยปาวๆ เมื่อกี้นั่นล่ะ 


...ก็แล้วต้องทำยังไง เขาจะจัดการกับหล่อนอย่างไรดี? พัศพิมุขครุ่นคิด 


ถ้าจะทำให้ผู้หญิงสักคนอยู่ในความรับผิดชอบของเขา เปิดเผยทุกเรื่อง...ทั้งเรื่องที่ทำให้เธอสุข ทุกข์ หรือพบเจอกับอะไรมาก็คงต้องแสดงสถานะชัดเจนกว่านี้ ความผูกพันเพียงคืนเดียวไม่มีความหมายหากแต่ต้องเป็นตลอดชีวิต เขาจะต้องเป็นเจ้าของลมหายใจที่เหลือของเธอเสียก่อนจึงจะได้สิทธิ์นั้น 


“ฉันตกบันได ไม่ได้ทำร้ายตัวเองอย่างคุณว่า...” ขยายคำโกหกแต่ก็ยังไม่แนบเนียน คนฟังก็เลยส่งเสียง ‘หึ’ แล้วโยกบ่ากว้างไหวๆ 


“งั้นรึ? ผมรับฟังนะแต่มันเชื่อยากจัง เอาเถอะ วันนี้...ผมอาจจะบังคับให้คุณพูดความจริงไม่ได้ แต่พรุ่งนี้คุณจะปฏิเสธมันไม่ได้อีก” 


“คุณหมายความว่ายังไงคะ?” เสียงถามดูกังวล 


พัศพิมุขกระตุกยิ้มนิดๆ ตรงมุมปาก คำพูดของเขากลายเป็นเหล็กแหลมกระทุ้งหญิงสาวให้ตื่นตัว เขาวางปลายนิ้วไล้ริมฝีปากตนเอง ประหนึ่ง...กำลังครุ่นคิดอย่างหนัก 


“บางที...คนที่บ้านของคุณควรรู้จักว่าผมเป็นใคร และถ้าพวกเขารู้...สิทธิ์ในการดูแลตัวคุณก็จะตกเป็นของผมอย่างไม่มีข้อแม้” 


“คุณพัศ...!” 


เอื้องอลินอุทานหน้าตาเหวอ คราวนี้หญิงสาวได้เห็นรอยยิ้มกว้างบนใบหน้าดุครึ้มเคราเขียวๆ นั่น มันเป็นยิ้มกระจ่างราวพระอาทิตย์เจิดจ้าที่ชวนให้ขนลุกขนพองอย่างที่สุด 


หึ! คราวนี้เจ้าหล่อนเรียกชื่อของเขาได้เต็มปากแล้วสินะ 




เม็ดฝนเริ่มซา ร่างบางที่ยังชื้นเปียกก้าวลงจากรถคันนั้นโดยไม่ได้หันกลับไปมองอีกจึงไม่รู้ด้วยซ้ำว่าเพิ่งลงจากรถหรูซึ่งมีราคาค่างวดมหาศาล หากว่าเหลียวกลับไปมองจริงๆ เธอก็คงจะไม่เชื่อสายตาด้วยพาหนะคันนี้แทบจะไปกันไม่ได้เลยกับสภาพของผู้ที่ขับมันมา คงจะคิดได้แค่ว่าเป็นรถที่ถูกหยิบยืมมาใช้มากกว่าจะเป็นสมบัติของเขาเอง 


หากว่ากันตามตรงแล้วเธอไม่รู้จักตัวตนของเขาเลย ไม่ว่าในแง่ไหนและเพิ่งรู้เพิ่มขึ้นมาอีกเรื่องเดียว นั่นก็คือชื่อของเขาซึ่ง ‘นายพัศ’ คนนี้อยากให้เธอจดจำมันให้ขึ้นใจ เอื้องอลินยิ้มขื่นกับความคิดที่ว่า...วันหนึ่งเธออาจอยากตามหาเขา เธอกลับคิดว่าไม่มีทางที่จะมีวันนั้นเกิดขึ้นอย่างแน่นอน 


เอื้องอลินล็อคประตูห้องทันทีที่แทรกตัวเข้าไปได้ อิงแผ่นหลังกับบานประตูครู่หนึ่งก่อนผลุบเดินไปหยุดข้างๆ หน้าต่างซึ่งมีม่านบังตาปลิวไสวตามแรงลม โล่งอกเมื่อพบว่าข้างนอกนั้นเป็นเพียงถนนว่างเปล่า ไม่มีพาหนะคันที่เธอหลบฝนอยู่กับเขา 


เขาไปเสียก็ดีแล้ว หญิงสาวถอนใจพรู 


...สูดปากรับไอชื้นๆ ที่ระเหยลอยเหนือไอดินเปียกๆ กับกลิ่นหญ้า อาการปั่นป่วนในช่องท้องค่อยคลายลงจนเกือบเป็นปกติโดยมิรู้ว่านั่นเป็นความโล่งอกหรือมีความรู้สึกแปลกปร่าอื่นปะปน แต่ก็รีบปัดทิ้งเสมอที่ความหวั่นไหวเคลื่อนเข้ามารบกวนจิตใจ จนถึงเวลานี้ี้เธอก็ยังไม่เท่าทันความคิดของตน มีเพียงแรงขับที่อยากให้เรื่องในคืนนั้นลบเลือนไปกับกาลเวลา ไม่ปรารถนาจะรื้อฟื้นความพลาดผิดหรือบอกเรื่องนี้กับผู้เป็นป้า หากท่านรู้คงจะเสียใจในความเหลวแหลกของหลานสาวคนนี้ 


นิ้วเรียวบางที่กระหวัดเกี่ยวผ้าม่านสีอ่อนปล่อยมันลง หญิงสาวหันหลังให้หน้าต่างบานนั้น ผลุบเข้าห้องน้ำชำระกายแล้วผลัดเปลี่ยนชุดใหม่ที่อุ่นและสะอาดกว่า เวลานั้นเองที่เสียงเคาะประตูก็ดังขึ้น มันรัวและแรงตามอารมณ์เจ้าของมือใหญ่กับใบหน้าบอกบุญไม่รับเมื่อไม่มีเสียงตอบรับจากคนข้างใน กระทั่ง...เธอก้าวออกมาจากห้องน้ำจึงได้ยินเสียงนั้นถนัดขึ้น 


ก๊อกๆๆ 


“โอ๊ะ!” ในทันทีที่บานประตูแง้มออก คนที่อยู่นอกห้องก็ผลักมันเข้ามาเต็มแรงจนร่างบางหลังบานไม้แข็งๆ เซแซด หญิงสาวถอยร่นกลับเข้าไปอยู่แถวๆ ปลายเตียงและไม่ทันตั้งตัวอีกเหมือนกันเมื่อไอศูรย์ก้าวพรวดพราดตามเข้ามา ดวงตาคู่สวยตระหนกไม่คิดว่าเขาจะยังไม่รามือ มิหนำซ้ำยังพุ่งเข้ามาคว้าแขนเรียวเล็ก กระชากเข้าหาตัวแบบไม่ออมแรง 


“พี่โอม เอิงเจ็บ” เอื้องอลินร้องประท้วง หน้าเหยเกเมื่อเขาลงน้ำหนักมือกับแผลเก่า ทว่าสีหน้าฝ่ายนั้นช่างเย็นชา มิต่างจากยักษ์มารที่ไร้ความรู้สึก เรียวตาสีเข้มของเขาเจือรอยเดือดดาลจากเรื่องเมื่อเช้านี้ อีกทั้งน้องสาวตัวปัญหายังวิ่งหายลับไปท่ามกลางสายฝนอีก 


“ปล่อยเอิงนะ” 


“ปล่อย...ประเดี๋ยวแกก็วิ่งหนีไปอีกน่ะสิ แกต้องคุยกับฉันให้รู้เรื่องก่อน บอกซิว่าแกจะชดใช้เรื่องนี้ให้ฉันยังไง” 


ชดใช้...? เอื้องอลินไม่เข้าใจเลยจริงๆ ในเมื่อเธอคือผู้เสียหายซ้ำยังถูกมอมเมาจนไม่รู้สติ ตอนแรกก็ยังปักใจมิได้ว่าเป็น...เขา ทว่าตอนนี้ไอศูรย์กำลังทำให้ความสงสัยของเธอค่อยๆ กระจ่าง 


“ทำไมต้องทำกันอย่างนี้ เอิงไปทำอะไรให้พี่โอม...ถึงได้หลอกเอิงไปที่นั่น?” คราวนี้หญิงสาวพูดคำว่า ‘หลอก’ ได้เต็มปาก 


“หึ! อย่าใส่ร้ายกันซี แกขึ้นรถไปกับฉันเอง แกเองก็อยากได้งานทำเหมือนกันถึงได้เชื่อฉันง่ายๆ แต่แล้วแกก็ทำตัวโง่ๆ จนฉันชวดเงินก้อนโต เพราะความกลัวไร้สาระของแกแท้ๆ เชียว” 


ปลายเสียงฮึดฮัดเมื่อเงินที่กำลังจะถึงมือ...หลุดลอย ไม่ได้สักบาทเดียวเมื่อเอื้องอลินหายตัวไปจนต้องโทรบอกตรีกูล แผนที่วางไว้ ฝันที่จะได้เงินครึ่งล้านมาง่ายๆ ก็พลันอันตรธานวับ และเขาโทษว่าเป็นความผิดของหล่อน  


“แกทำให้ฉันสูญทั้งเงิน เสียทั้งเวลา โง่เอ้ย!” เขาสบถ หญิงสาวปัดสายตามองเขาอย่างไม่อยากเชื่อหู 


ทั้งหมดนี้เพราะ ‘เงิน’ งั้นหรือ...?


“ไอ้เอิง รู้ไหมว่าแกมันโง่ที่ไม่ยอมญาติดีกับเจ้าตรี เดี๋ยวนี้หมอนั่นไม่เหมือนเดิมแล้ว ไม่ใช่พนักงานออฟฟิศต๊อกต๋อยสักหน่อย ถึงจะแต่งงานไปแล้วก็เลี้ยงดูแกได้สบายๆ ถ้าแกจะปิดปากเงียบแล้วยอมเป็นผู้หญิงของมัน ฉันว่า...มันก็ไม่ได้เลวร้ายเท่าไหร่หรอกนะ” 


“วันนี้ฉันก็แค่...จะพาแกไปเจอหน้าไอ้ตรี ประเดี๋ยวประด๋าว แต่แกก็ทำเสียเรื่องที่หนีกลับมาซะเฉยๆ” 


“พี่โอมคิดว่าเอิงเป็นสินค้าที่จะซื้อขาย แลกกับอะไรก็ได้งั้นเหรอ...?” เสียงถามแหบโหย 


ไอศูรย์ไหวบ่าอย่างไม่ยี่หระ พร้อมกับคราง ‘หึ’ ในลำคอ 


“...ก็ถ้ามันแลกกับเงินไม่ใช่น้อยๆ ใครๆ เขาก็ทำทั้งนั้นล่ะน่า แล้วการที่แกไปเจอเจ้าตรีแค่ไม่กี่ชั่วโมงนี่ก็ไม่ได้เสียหายอะไร ฉันไม่ได้ให้แกไปนอนมันเสียหน่อย” คนพูดมิได้แยแสต่อความรู้สึกคนฟังแม้สักน้อย เอื้องอลินยิ้มขื่น เพิ่งรู้ว่าความเจ็บปวดยิ่งกว่าถูกทำร้ายทางกาย ก็คือการถูกทรยศโดยคนที่เธอเรียกว่า ‘พี่’ นั่นเอง 


“มีอะไรกัน อ้าว! แล้วนั่น...ทำไมพี่โอมถึงเข้ามาอยู่ในห้องเอิงได้ล่ะ” คนที่เข้ามาขัดตาทัพทำหน้าเหรอหรา แปลกใจที่เห็นไอศูรย์ยืนจังก้าประจันหน้าข่มจนเอื้องอลินตัวลีบเล็ก สีหน้าน้องสาวกับมือใหญ่ที่บีบอยู่บนข้อแขนนั่นอีก ไม่ใช่เรื่องปกติแน่! 


“ไอซ์...!” เมื่อเห็นไอศิยา เอื้องอลินก็สะบัดข้อแขนที่ถูกเกาะกุมจนหลุดแล้วมาหลบอยู่เบื้องหลัง ต่อให้ไม่รู้ต้นสายปลายเหตุ คนที่มาทีหลังก็พร้อมจะปกป้องญาติสาว เธอหันไปเล่นงานพี่ชายตัวเองทันที 


“เข้าห้องผิดหรือเปล่าพี่โอม นู่น! มาทางไหนก็กลับไปทางนั้นเสียสิ” หล่อนไล่ไม่เกรงใจ 


ไอศูรย์จ้องเขม็งด้วยสายตาเข่นเขี้ยวแล้วปัดตาดุๆ ไปทางเอื้องอลิน เขาหัวเราะต่ำๆ มิได้สะทกสะท้านต่อแววตาเข่นแค้นของไอศิยา ตอนซุกมือในกระเป๋ากางเกงยีนส์แล้วเดินไปนั่งที่ปลายเตียง สองสาวขยับหนี ทั้งเขาและหล่อนรู้ดีว่าภายในบ้านหลังนี้มีแค่สามพี่น้อง มารดาของหล่อนไปเยี่ยมญาติที่ต่างจังหวัด จะกลับมาพรุ่งนี้บ่ายๆ 


...เพราะรู้ เขาจึงไม่ปล่อยโอกาสให้หลุดมือ ถ้ามารดาอยู่เขาก็คงจะทำเรื่องอุกอาจเช่นนี้ไม่ได้ และเขารู้ว่าจะหาประโยชน์อะไรได้อีก แล้วก็นึกไปถึงตอนที่ตรีกูลโวยวายเรื่องเสียแผนยกใหญ่ ฝ่ายนั้นโกรธจัดเลี้ยวรถกลับทันที เมื่อเขาเอ่ยขอค่าเสียเวลาหมื่นครึ่งหมื่นจึงไม่สำเร็จ ตรีกูลปฏิเสธแล้วบอกให้เขามาเอาจากเอื้องอลินแทน 


หมอนั่นเอ่ยถึง ‘แหวน’ ที่เคยให้น้องสาวของเขาไว้ต่างหน้า ต่อให้มันมีราคาค่างวดไม่มากนักแต่ก็แปรเป็นเงินได้เหมือนกัน 


“เอิง แกจะหนีเจ้าตรีไปได้นานแค่ไหนกันเชียว หมอนั่นหลงแกจนโงหัวไม่ขึ้นและจะทำทุกทางเพื่อให้ได้ตัวแกมา แต่ถ้าแกคิดจะจบกับเจ้าตรีจริงๆ ล่ะก็ ก็แค่...เอาแหวนที่เคยให้คืนมา ฉันจะจัดการส่งคืนให้ถึงมือเจ้าตรีให้เองแล้วหลังจากนี้ก็จะไม่มีเรื่องกวนใจแกอีก” 


เดี๋ยวนะ ขอแหวนคืน...? 


ไอศิยาเกิดอาการสะอิดสะเอียนสีหน้าบอกบุญไม่รับ ไม่ต่างจากเอื้องอลินที่หลบมุมอยู่ข้างหลังสีหน้าของเธอเปลี่ยนวูบภายใต้ความรู้สึกรุมร้อนที่ต่างกัน 


“ผู้ชายอะไร้ ทวงของคืนแบบหน้าด้านๆ หมอนั่นน่ารังเกียจที่สุด” สบถพลางเบือนกลับมาสบตาคนที่ยืนนิ่งงัน “จะเอายังไงล่ะ เอิง?” 


หญิงสาวพูดเพราะไม่รู้ว่านั่นไม่ใช่เรื่องง่าย แหวนวงนั้นอันตรธานไปตั้งแต่คืนแต่งงานของตรีกูล เอื้องอลินจึงทำได้แค่ส่ายหน้าช้าๆ 


“มัน...ไม่ได้อยู่ที่เอิงแล้ว” ตอบเสียงแผ่ว นึกโทษตัวเองที่เมามายแล้วปามันทิ้งในคืนนั้น และตอนนี้ตกไปอยู่ในมือใครก็ไม่ทราบได้ 


“อ้าว!” 


เสียงครางผิดหวังของไอศิยาถูกกลบด้วยเสียงหยันๆ ในลำคอไอศูรย์ เขายิ้มพรายแล้วระเบิดเสียงหัวเราะออกมา คิดเอาเองทั้งสิ้นว่าเอื้องอลินมิได้อยากตัดขาดจากตรีกูลจริงๆ จังๆ หรอก อาลัยอาวรณ์จึงไม่ยอมคืนแหวนแทนใจ แต่ก็หน้าบางเกินกว่าจะยอมรับการเป็น ‘เมียน้อย’ ของใคร 


“เอาล่ะๆ ฉันเข้าใจทุกอย่างแล้ว ฉันจะบอกตรีกูลให้ก็แล้วกันว่าแกน่ะอยากคืนให้ใจจะขาด แต่ติดที่ว่า...ไม่รู้เอามันไปเก็บไว้ที่ไหน” 


เขาโบกมือไหวๆ พูดแล้วก็กลั้นหัวเราะไว้ไม่อยู่ “น้องเอ้ย...จะเป็นเมียน้อยทั้งที แกก็แค่ต้องใจกล้าๆ หน่อยเท่านั้นเอง ฮ่าๆๆ” 


รอยยิ้มลำพองฉาบทั่วใบหน้าขาวๆ เมื่อได้คำตอบที่ต้องการ ไอศูรย์ผุดลุกเร็วๆ แล้วก้าวออกจากห้องนั้นโดยไม่ต้องไล่ซ้ำ ทิ้งสองสาวไว้กับความงงงัน เมื่อพ้นจากการต้องเผชิญหน้าร่างบางก็แทบทรุด ดีแต่ไอศิยาพลิกตัวกลับมารับไว้ได้ทัน 


“เรางงไปหมดแล้ว นี่มันเรื่องอะไรกันน่ะ เอิง” 


“เอิงก็ไม่รู้ ไม่รู้จริงๆ” หญิงสาวคนน้องคลอนศีรษะแรงๆ แล้วโผเข้าซบอก ร่างน้อยยังสะท้านไหวกับเรื่องที่เกิดขึ้น เธอจึงวางมือลูบบนศีรษะเล็กไปจนถึงปลายผมปลอบโยน 


“พี่โอมน่ะบ้าไปแล้ว” ไอศิยาพึมพำเสียงเครียด ดวงตาวับวาวเมื่อนึกถึงการกระทำของพี่ชาย 


“ใจเย็นๆ ก่อนก็แล้วกันนะเอิง คงไม่มีอะไรแล้ว คืนนี้ไอซ์จะมานอนเป็นเพื่อน” 


คนปลอบถอนใจ ปกติแล้วไอศูรย์ก็ไม่ได้ญาติดีหรือมองพวกเธอเป็นน้องนุ่งอยู่แล้ว การที่เขาจะลุกขึ้นมาแสดงตนเป็นศัตรูอย่างเปิดเผยจึงไม่แปลกใจนักหรอก แต่เอื้องอลินคงคาดไม่ถึงจึงตกใจและเสียใจเช่นนี้ ใครเล่าจะคิดว่าเรื่องจะออกมาอีหรอบนี้ 


‘เม็ดเงิน’ ที่สะพัดเพราะความต้องการของตรีกูล นั่นล่ะ ‘ตัวแปร’ ทั้งหมดของเรื่องนี้ หอมหวาน ยั่วยวนจนเขาต้องร่วมเล่นเกมส์นี้ด้วย ไอศิยาถอนใจอีกครา นี่ดูจะเป็นคำตอบเดียวที่เธอคิดออกแล้วค่อยๆ ปะติดปะต่อ เอื้องอลิน คือเหตุผลของการย้ายกลับมาอยู่บ้านสวนของไอศูรย์นั่นเอง 


“เอ๋ นั่น...เอิงจะไปไหนเหรอ?” ไอศิยาไล่สายตาไวๆ ไปยังข้าวของที่วางเกลื่อนบนเตียง รวมถึงกระเป๋าเดินทางใบย่อมที่ยังจัดไม่เสร็จ หันกลับมาสบตาเอื้องอลิน เห็นชัดว่าความหม่นหมองเกลื่อนในดวงตาสีน้ำผึ้ง รอยก่ำแดงแห่งความเจ็บปวดทะลักล้นพลอยให้คนถามพยักหน้าช้าๆ แล้วพูดว่า 


“จะว่าไป...เอิงไปเที่ยวที่ไหนสักหลายๆ วันก็ดีเหมือนกันนะ สบายใจแล้วก็ค่อยกลับมา แล้วไอซ์จะบอกแม่ให้เอง” 


----------------------------------------------------------------------------------------------------------------------------------------------------------------

ให้กำลังใจนักเขียน
นักเขียนได้รับกำลังใจแล้ว!
นักเขียนได้รับกำลังใจแล้ว 5 ครั้ง

นิยายที่ผู้อ่านนิยมอ่านต่อ

loading
กำลังโหลด...

99 ความคิดเห็น

  1. #70 tungkn4841 (จากตอนที่ 7)
    วันที่ 18 มีนาคม 2559 / 23:46


    นายไอศุรย์ ...นายเป็นพี่น้องกับยายเอิง ได้อย่างไร ทำได้แม้กระทั่งขายน้องสาว

    รอไรเตอร์มา up ต่อ


    #70
    0
  2. #58 kung (จากตอนที่ 7)
    วันที่ 12 ตุลาคม 2558 / 01:32
    เอิงคงต้องตกกระไดพลอยโจน
    #58
    0
  3. วันที่ 1 กันยายน 2558 / 07:10
    คิดถึงดาลันคนเก่าจังเลยเมื่อก่อนอัพทุกวันเลย แต่นิยายของดาลันมีเสน่ห์มากเลยยังประทับใจเรื่องนึงที่พระเอกเป็นลูกครึ่งญี่ปุ่น นางเอกชื่อเนต กะอีกเรื่องที่นางเอกถูกลักตัวไปเพราะพระเอกเข้าใจผิดว่าพ่อนางเอกมาทำร้ายน้องสาวพระเอกน่ะค่ะส่วนเรื่องนี้บอกเลยว่าถูกจริตมาก
    #54
    0
  4. #53 YYM-3 (จากตอนที่ 7)
    วันที่ 30 สิงหาคม 2558 / 22:01
    คู่หมั้นเอาแล้วไงเรื่องคงไปจบง่ายๆแล้วล่ะเอิงแล้วแบบนี้เอิงผู้น่าสงสารจะรอดพ้มเกมส์นี้ไปได้หรือ
    #53
    0
  5. วันที่ 30 สิงหาคม 2558 / 01:39
    ดีใจๆอัพแล้วววว
    #51
    0
  6. #50 tungkn4841 (จากตอนที่ 7)
    วันที่ 16 สิงหาคม 2558 / 03:20
    อลินคงต้องทำตามที่ภัศพิมุข แนะนำเสียแล้ว 
    #50
    0