เปลวปรารถนา < ตอน 9 อัพ 35% >

ตอนที่ 6 : ตอน 3 : ผู้หญิงต้องห้าม Forbidden Love < อัพ 100% >

  • เนื้อหานิยายตอนนี้เปิดให้อ่าน
  • View : 1,046
    จำนวนคนให้กำลังใจ : 9 ครั้ง
    9 ก.พ. 59





ตอน 3 

ผู้หญิงต้องห้าม (Forbidden Love) 


“โธ่โว้ย! ไอ้งี่เง่า ไอ้สิงห์โง่เอ้ย...” 


นั่นเป็นคำสบถก่นด่าในความสับเพร่าของตน สิงขรตบเข่าตัวเองดัง ‘ป้าบ’ ระบายความขัดใจเมื่อรู้ว่าความรีบลนทำให้หยิบนามบัตรผิดใบ ความที่ไม่ค่อยได้ใช้นามบัตรจึงเก็บมันไว้ในซอบหลืบของกระเป๋าธนบัตร ตอนหยิบใช้ก็เลยหยิบนามบัตรเจ้านายซึ่งเหน็บอยู่ที่เดียวกันเสียได้ 


ชายหนุ่มหน้าดุเดินเตร่อยู่แถวนั้นกว่าครึ่งชั่วโมงด้วยภารกิจมารับน้องสาวตามที่นัดไว้ เกือบยี่สิบเอ็ดนาฬิกาสาวน้อยในชุดนักศึกษาก็ย่องเข้ามาข้างหลัง แปะฝ่ามือบนบ่าแกร่งหนักๆ หมายจะหยอกล้อพี่ชายที่ไม่ได้เจอหน้ากันนานกว่าหกเดือน 


“พี่สิงห์!!” หล่อนทำเสียงใหญ่ๆ ใส่ หัวเราะคิกคักเมื่อคนหันมาทำหน้ายุ่งใส่ ไม่เห็นมีทีท่าจะสนุกด้วย 


“ยัยหวาย!” เขาเรียกชื่อน้องสาวแล้วค่อยยิ้มตอบ หัวคิ้วมุ่นมัวค่อยคลายออกทีละน้อย  


“ทำอะไรอยู่คะ หวายเห็นพี่สิงห์นั่งพูดคนเดียวอยู่ตั้งนาน” วาสิตาตั้งข้อสังเกต เมื่อกี้หล่อนเห็นเขาทำหน้าเครียดจนหน้านิ่วคิ้วขมวด สิงขรพ่นลมหายใจออกมาพานนึกขำตัวเองที่นั่งบ่นเป็นหมีกินผึ้งด้วยความเสียดาย ทั้งที่เธอคนนั้นก็ไปเสียตั้งไกลแล้ว อีกทั้งเขากับหล่อนอาจไม่ได้พบเจอกันอีกก็เป็นได้ 


“ปล่อยให้รอเงกก็บ่นๆ ไปเรื่อยๆ แหละ เราล่ะเลิกเสียมืดๆ ค่ำๆ มาบ่อยเหรองานแบบนี้” เขาถามพลางเหลือบดูนาฬิกาที่ข้อมือใหญ่ 


“ไม่บ่อยนะพี่สิงห์ อย่ามาพานกันสิ แต่ถึงจะกลับดึกยังไงหวายก็มีเพื่อนกลับด้วย” 


“สามทุ่มแล้ว...กลับเลยไหม พี่ทิ้งคุณพัศไว้ที่คอนโดคนเดียวซะด้วย” 


วาสิตายิ้มกว้างเดินตามพี่ชายไปที่ลานจอดรถ ก่อนหน้านี้ไม่กี่วันที่เธอรู้ว่าเขาจะมากรุงเพทฯ มารดาจึงฝากของกินที่หาไม่ได้ที่นี่มาด้วย มีไตปลาแห้งกับฝักสะตอมัดรวมเป็นช่อใหญ่ของโปรดของเธอทั้งนั้น กำชับกำชาให้สิงขรแวะเอาของฝากมาให้วาสิตาที่ห้องพัก แต่เธอนัดพี่ชายมาเจอที่งานเลี้ยงซึ่งเป็นครึ่งทางกลับที่พักพอดี 


“ไม่กี่วันเราก็กลับบ้านแล้วไม่ใช่เหรอ ทำไมแม่ต้องฝากอะไรมาเยอะแยะ เหอะ! รกรถไปหมด” เขาบ่นแต่ก็ยอมขนทั้งหมดที่ว่ามาจากจังหวัดกระบี่ แถมยังเอาใส่ชะลอมสานใบใหญ่วางหราในรถสปอร์ตคันงามที่วันนี้คนเป็นเจ้านายอนุญาตให้ยืมมารับวาสิตา 


“ตั้งเดือนหน้าต่างหากล่ะพี่สิงห์ แค่นึกหวายก็น้ำลายไหลแล้ว อูย อยากกินแกงไตปลาที่สุด” เขาหัวเราะกับการทำปากซี๊ดซ้าดของหล่อน มือหนายีลงบนผมยาวสลวยของน้องอย่างนึกเอ็นดู ชายหนุ่มหยุดใกล้พาหนะหรูคันหนึ่ง กดรีโมทประตูเสียงสัญญาณดังขึ้นจึงรู้ว่าเป็นรถสปอร์ตสีดำปลอดคันนี้ วาสิตาทำตาโต อ้าปากเหวอ 


“โห...นี่พี่สิงห์ขับรถสปอร์ตมารับหวายเลยเหรอ โก้จริง” วาสิตาทำตาโต ใช้มือลูบๆ คลำๆ ประตูรถด้วยความปลาบปลื้ม 


“รถเจ้านายน่ะ ไป! ขึ้นรถสิ” เขาพยักพเยิด 


“เป็นบุญก้นหวายจริงๆ นะเนี่ย” หล่อนทำหน้าทะเล้นแล้วก็ทำเสียงจิจะในลำคอตามมา 


“น่าเสียดายที่เพื่อนหวายไม่ได้มาด้วย ไม่ได้เสียดายเรื่องรถ แต่เสียดายที่พี่สิงห์ไม่ได้เจอเอิง เพื่อนหวายคนนี้เรียบร้อยเหมือนผ้าพับไว้ ไม่เคยคิดร้ายใคร ใสซื่อสไตล์แบบที่พี่สิงห์ชอบนั่นล่ะ เอิง...เค้าเป็นรูมเมทหวายตอนอยู่ปีหนึ่ง การันตีค่ะว่านิสัยดีแล้วตอนนี้ก็เพิ่งโสดด้วย” 


คนฟังเลิกแถบคิ้วขึ้นข้างหนึ่ง แปลกใจเมื่อจู่ๆ แม่น้องสาวตัวดีเปลี่ยนเรื่องไปเป็นแม่สื่อหาแฟนให้พี่ชายอย่างรวดเร็ว 


“โสด? ถ้าดีจริง...คงไม่เหลือมาถึงพี่หรอกมั้ง” เขาหัวเราะหึๆ ขณะสตาร์ทเครื่องยนต์จนดังกระหึ่ม 


“ฝ่ายผู้ชายต่างหากล่ะคะนอกใจ ผู้หญิงดีๆ แบบเอิงต้องเจอคนที่ดีกว่านายนั่นจะได้สำนึกว่าคิดผิดมากที่โยนเพชรเม็ดงามทิ้งน้ำ ยิ่งยัยเอิงมีแฟนที่ดีกว่า เลิศเลอเพอร์เฟคกว่าแฟนคนเก่ามากแค่ไหน หมอนั่นก็จะยิ่งกระอักด้วยความเสียดายมากเท่านั้น” 


“...แล้วมันเกี่ยวอะไรกับพี่ล่ะ?” 


“หวายว่า...พี่สิงห์ดีกว่าหมอนั่นนิดหนึ่ง อย่างน้อยๆ พี่สิงห์ก็คลำก่อนปล้ำ ไม่ใช่ฟัดไปทั่วไม่ว่ามีปลอกคอหรือไม่มี” 


อารมณ์ของวาสิตาแปรขึ้นมาเป็นริ้ว พูดถึงตรีกูลเมื่อไรควบคุมตัวเองไม่ได้ทุกทีเพราะเธอรู้เห็นช่วงเวลาตอนที่เอื้องอลินคบกับเขามาโดยตลอด 


“อ้าว! นี่จะชมหรือด่าพี่กันแน่ ฮึ พูดซะขนาดนี้เลยชักอยากเห็นหน้าเพื่อนหวายขึ้นมาตงิดๆ แล้วสิ” สิงขรปราม ประเดี๋ยวจะลามมาถึงเขาที่ยังทำตัวเป็นพ่อพวงมาลัยแต่ก็ไม่เคยทำให้ใครเดือดร้อน เมื่อรู้ว่ายังไม่พร้อมรับผิดชอบใคร ยังไม่พร้อมจะเสียสละทุกอย่างให้ผู้หญิงคนไหน เขาจะไม่ดึงหล่อนมาตกนรกด้วยกันเด็ดขาด 


“ไม่ทันแล้วล่ะ เอิงกลับไปแล้ว พร้อม...” ยังพูดไม่จบ หากว่าสายตาเหลือบไปเห็นเพื่อนสาวกำลังก้าวขึ้นรถซีดานคันหรูพอดิบพอดี 


“เอ๊ะ! นั่นไงคะ ยัยเอิง” 


อารามดีใจทำให้วาสิตาร้องออกมาอย่างตื่นเต้น ชี้ไปข้างหน้าที่มีรถจอดรายเรียงเป็นตับและหนึ่งในนั้นเป็นรถซีดานรุ่นใหญ่สีดำขรึมที่เจ้าของเปิดประตูหน้าทั้งสองข้างค้างไว้ สิงขรครางอือพลางปัดเรียวตายาวใหญ่มองตามไปจึงเห็นหญิงสาวคนที่หันหลังให้กำลังจะก้าวขึ้นรถ ไม่เห็นหน้าค่าตา เขารู้แค่ว่าหล่อนมีรูปร่างบอบบาง แต่ฝ่ายชายที่กำลังก้าวเข้าไปนั่งในตำแหน่งสารถีนั่นต่างหากที่ทำให้เขาตะลึงงัน 


“ว้า! ทันเห็นก็แต่ข้างหลัง สงสัยพี่สิงห์กับเอิงจะดวงไม่สมพงศ์กันจริงๆ อีกอย่างนะเจ้าของรถคันนั้นเป็นถึงผู้บริหารโรงแรมคนใหม่ที่หวายกับเอิงมากินเลี้ยงคืนนี้ ไม่รู้ว่าเอิงไปสนิทสนมกับเขาตอนไหนน่ะสิ ก็...คุณปรมัตถ์เป็นพี่ชายของผู้หญิงที่นายตรีบอกเลิกเอิงแล้วไปแต่งงานด้วยน่ะสิคะ” 


“เดี๋ยวๆ พี่ตามไม่ทัน คุณปรมัตถ์...ชื่อที่เราพูดถึงนี่มันคุ้นๆ ทั้งนั้นเลยนะ” 


“...ก็คุณปรมัตถ์ ลูกชายเจ้าสัวพะศินไงคะ พี่สิงห์ไม่เคยอ่านข่าวสังคมกับเขาเลยล่ะสิท่า” ที่จริง...ก็ไม่เลยน่ะสิ 


“ยัยหวาย! เรารู้ไหมว่ากำลังพูดถึงน้องชายกับน้องสาวต่างแม่ของคุณพัศ แสดงว่าสามีของคุณพริมเป็นแฟนเก่าของเพื่อนหวาย?” 


“คงจะใช่ล่ะค่ะ หวายไม่รู้เลยน่ะเนี่ยว่าคุณพัศมีพี่น้องอยู่กรุงเทพฯ ด้วย แหม...หวายก็ด่าซะเพลินเลย” หล่อนยิ้มแหะๆ วาสิตารู้จักเจ้านายของพี่ชายในฐานะหลานชายคนเดียวของ คุณแพรวพรรณ นายหญิงแห่งรีสอร์ตอันดามันกับรู้แค่ว่าชายหนุ่มมีครอบครัวฝั่งบิดาอยู่ที่กรุงเทพฯ ซึ่งไม่ได้ไปมาหาสู่กันบ่อยนัก 


“ผู้ชายคนนั้นชื่อ ตรีกูล ค่ะ” วาสิตาย้ำด้วยน้ำเสียงเข่นเขี้ยวที่เหมือนยังโกรธอยู่เนืองๆ 


คราวนี้สิงขรผงกศีรษะรับว่าเป็นคนเดียวกัน นี่กลายเป็นเรื่องจุดใต้ตำตอที่สามีของพริมมาศเคยคบหากับเพื่อนของวาสิตา จู่ๆ ก็ทิ้งขว้างฝ่ายหญิงซึ่งไม่มีความผิดอะไรไปแต่งงานกับลูกสาวมหาเศรษฐี ก็คงจะเป็นอย่างที่เจ้านายของเขาเคยพูดด้วยความเคียดแค้นตอนที่สืบรู้ถึงสันดานของตรีกูลนั่นแหละ ร้อนไปถึงทุกฝ่ายเมื่อพัศพิมุขคว่ำบาตรใส่ว่าที่เจ้าบ่าวของน้องสาวจนเกือบไม่ยอมมาร่วมงานแต่งงาน 


“ถ้าอย่างนั้นก็น่าสงสารเพื่อนหวายนะ หมอนี่มันเห็นแก่ได้ ทิ้งผู้หญิงทุกคนไปแต่งงานกับไฮโซตัวแม่อย่างคุณพริมมาศ ผู้หญิงที่พูดได้ว่าโคตรจะเพอร์เฟคแล้วทำไมหมาหิวโซอย่างมันจะไม่กระโดดงับไว้ล่ะ” บริภาษเสียงขุ่น 


“แต่ถ้าคิดอีกที เพื่อนหวายก็โชคดีแล้วล่ะที่เลิกกับมันซะได้” 


“หวายก็คิดอย่างนั้นค่ะ เจ็บเสียตั้งแต่ตอนนี้แล้วจบๆ กันไป ดีกับเอิงมากกว่า ก็แค่อดสงสารยัยเอิงไม่ได้เท่านั้น” 


น้ำเสียงของวาสิตาบ่งบอกความรู้สึกที่มีต่อเพื่อนสาว สิงขรพยักหน้าหงึกๆ ว่า ‘เห็นด้วย’ แล้วขับเคลื่อนพาหนะคันหรูออกจากลานจอด ชายหนุ่มครุ่นคิดถึงเรื่องที่เพิ่งรู้...ซึ่งเป็นการสนับสนุนความคิดของผู้เป็นนายมากขึ้นอีกหลายเท่าตัว 


คุณพัศเคยเหยียดว่า...นายตรีกูลก็ไม่ต่างจาก ปลิง ที่หวังเกาะกินอำนาจวาสนาผ่านทางคุณพริมมาศ ที่จริงแล้วหมอนั่นมีเบื้องหลังน่าสมเพชยิ่งกว่า ไร้ค่าและเป็นได้แค่เศษสวะที่สมควรเขี่ยทิ้งจากสุริยวัฒน์ให้เร็วที่สุด 




ห้องชุดส่วนตัวที่ซื้อทิ้งไว้เมื่อหลายปีก่อนจะถูกใช้งานก็ต่อเมื่อพัศพิมุขเดินทางมาทำธุระที่กรุงเทพฯ จบงานเลี้ยงแทนที่เขาจะไปค้างคืนที่คฤหาสน์เจ้าสัวพะศินก็กลับมาอาศัยนอนที่นี่ที่ซึ่งมีความเป็นส่วนตัวและสบายใจกว่าที่จะไม่เข้าไปแทรกแซงความเป็นครอบครัวของบิดา ครอบครัวที่เขาไม่ได้เป็นส่วนหนึ่งมานานหลายปีแล้ว 


วันนี้พัศพิมุขเก็บตัวอยู่ภายในคอนโดมิเนียมโดยมีบาร์เหล้ากับมินิเธียร์เตอร์เป็นเพื่อน คนสนิทอย่างสิงขรออกไปทำธุระส่วนตัว ส่วนรังสรรค์เพิ่งจะถูกเรียกตัวมาถึงได้สักครู่ คนของเขานั่งที่โซฟาเดี่ยวตัวข้างๆ ส่วนคนเป็นนายเอนกายเอกเขนกอยู่บนโซฟาหนังสีน้ำตาลแก่พาดช่วงขายาวๆ กับสตูทรงลูกเต๋าที่บุด้วยหนังสีเดียวกัน 


ขณะสนทนาได้ยินเสียงหมุนลูกบิดดัง ‘แกร๊ก’ ทำให้ทั้งนายทั้งลูกน้องบ่ายหน้าไปมองทางเดียวกันแล้วบ่ายสายตากลับทันทีเมื่อเห็นว่าเป็นสิงขร ผู้ที่ก้าวเข้ามาทีหลังทำตาพราวผงกศีรษะน้อยๆ ให้ผู้เป็นนายซึ่งกำลังคุยอยู่กับรังสรรค์ ก่อนที่ฝ่ายนั้นจะรับคำสั้นๆ ลุกขึ้นรวดเร็วแล้วเดินสวนออกไป 


คุณพัศสั่งงานด่วนอะไร เจ้าสรรค์ถึงต้องออกไปกลางดึกกลางดื่นแบบนี้? 


“นั่งก่อนสิ” 


คนที่นั่งอยู่ก่อนเอ่ยชวน ในมือถือแก้วใสบรรจุเครื่องดื่มสีอำพันอยู่ค่อนแก้ว สิงขรทรุดกายลงนั่งบนโซฟาตัวที่รังสรรค์เพิ่งลุกไปโดยไม่อิดออด ตอนนั้นเขาถึงได้ยินเพลงยุคซิกซ์ตี้ชัดเจนขึ้น แปลก! 


ร้อยวันพันปีครั้งล่ะมั้ง เจ้านายของเขาถึงมีอารมณ์สุนทรีย์ถึงขั้นฟังเพลง แล้วนี่ครึ้มอกครึ้มใจเรื่องไหนกันล่ะ? 


“ดื่มด้วยกันสิ นั่น! จัดการเอา...” 


พัศพิมุขบอกแล้วปรายตาไปยังโต๊ะกระจกเตี้ยๆ ตรงหน้าซึ่งมีโถน้ำแข็งกับขวดวิสกี้เหลืออยู่ค่อนขวดวางไว้ สิงขรพยักหน้ารับรู้ลุกไปหยิบแก้วกับโซดาที่บาร์แล้วมานั่งดื่มเป็นเพื่อนเจ้านาย สำหรับเจ้านายลูกน้องคู่นี้การนั่งดวดเหล้าจนเมาพับไปด้วยกันไม่ใชเรื่องแปลก 


สิงขรทำงานกับพัศพิมุขมาหลายปี เขาเป็นทั้งบอดี้การ์ดส่วนตัวและช่วยงานที่รีสอร์ตในตำแหน่งผู้จัดการ สนิทสนมถึงขั้นกล้าหยอกเย้าในเวลาที่นายอารมณ์ดีและรู้ใจพัศพิมุขมากที่สุดในยามเกรี้ยวโกรธ ส่วนตอนนี้เขากำลังสงสัยว่าใครหรืออะไรที่ทำให้คุณพัศของเขา ครึ้มอกครึ้มใจถึงขั้นดื่มเอาๆ จนเหมือนได้กลิ่นแอลกอฮอล์โชยออกมาจากกระแสเลือดแบบนี้ 


“อ่า ซัดไปแล้วครึ่งขวด เนื่องในโอกาสอะไรครับนาย?” 


“โอกาส...อยากจะกินน่ะสิวะ เดี๋ยวนี้กินเหล้านี่ต้องรอโอกาสด้วยเรอะ วันเกิดวันตาย แซยิด แอนนิเวอร์เซอรี่หรือเผาผีก็เห็นมีวงเหล้าอยู่ทุกที่นี่หว่า” บอกเสียงขึงขัง 


“อ้าวๆ อย่าพาลสินาย จะกินก็กินไปครับ ที่ถามเนี่ยจะได้รู้ว่านายจะกินอีกกี่ขวดแล้วที่มีอยู่พอไหม ถ้าไม่พอจะได้ออกไปซื้อเพิ่ม” 


“ก็กินมันไปเรื่อยๆ น่ะแหละ” 


คำตอบแบบที่ไม่ต้องตอบเสียก็ได้ทำให้ลูกน้องหนุ่มคลอนศีรษะไปมา หากมองสภาพคนเป็นนายดีๆ จะรู้ว่าดื่มไปแล้วไม่น้อย ต่อให้พูดอะไรก็เข้าหูซ้ายทะลุหูขวา เขาก็เลยลงมือชงเหล้าแล้วกระดกเข้าปากบ้าง 


คนหนุ่มทั้งสองนั่งดื่มโดยไม่ได้สนทนากัน บทเพลงจากเครื่องเล่นแผ่นเสียงทำให้บรรยากาศคลายความอึดอัดลงบ้าง รอยหงุดหงิดที่ปรากฏจนขุ่นคลั่กในเรียวตาคู่คมก็ค่อยๆ จางไปยามกระทบกับแสงวิบวับของเครื่องดื่มสีอำพันที่ถูกเขาแกว่งไปมาในแก้ว แล้วจู่ๆ พัศพิมุขก็เป็นฝ่ายทำลายความเงียบ 


“ไอ้สิงห์” อีกฝ่ายขานรับด้วยการเงยหน้าแล้วรอฟัง 


“แกว่า...ความสัมพันธ์ชั่วข้ามคืน มันจะมีโอกาสทำให้ผู้หญิงท้องสักกี่เปอร์เซ็นต์วะ?” 


หืม..มม ถามอะไรประหลาด! สิงขรมองตาคนถามแล้วเลิกคิ้ว คันปากยิบๆ อยากยอกย้อนกลับไปอย่างทุกครั้งแต่ไม่รู้ทำไมวันนี้เขาไม่อยากเสี่ยง ลูกน้องหนุ่มใช้ปลายนิ้วเรียวยาวไล้ปลายคางของตนก่อนตอบ 


“มันก็ขึ้นอยู่กับว่า...เป็นคืนที่นอนกับผู้หญิงแบบไหนนะนาย ถ้าพวกหล่อนช่ำชองก็คงรู้วิธีป้องกันตัวเอง แต่ถ้าหล่อนคิดจะจับผู้ชายรวยๆ สักคนก็คงไม่คิดป้องกันให้เสียเวลาหรือถ้าอ่อนโลกหน่อย นั่นก็อีกเรื่อง นอกจากผู้หญิงแล้วมันก็ขึ้นอยู่กับผู้ชายด้วย” สิงขรชะงักนิดหนึ่ง คิดว่าถูกหลอกถาม ไม่ก็โดนลองภูมิมากกว่าที่อีกฝ่ายจะอยากรู้คำตอบจากเขาจริงๆ 


“แต่เดี๋ยวนะ จริงๆ นายก็รู้นี่ว่า ‘ทำ’ แบบไหนจะท้องหรือไม่ท้อง ไหงมาแกล้งถามกันอย่างนี้ล่ะครับ” 


“...แล้วแกว่าผู้หญิงที่เจอเรื่องแบบนี้แล้วคิดว่าตัวเองเป็นเหยื่อ ไม่ใช่คู่นอน หล่อนจะคิดทำร้ายตัวเองหรือเปล่า?” คราวนี้คนถูกถามหรี่ตามอง 


แบบนี้มันแปลก! แปลกมากๆ แล้วว่ะ ว่าแต่...เรื่องที่ถาม หมายถึงตัว ‘คุณพัศ’ เองหรือเปล่าวะ? 


“ว่าไงล่ะ ไอ้สิงห์?” พัศพิมุขเร่งเร้า ท่าทางของคนเป็นนายเหมือนสร่างจากความเมาระดับหนึ่งยามจับจ้องมาที่เขา 


สิงขรนึกสงสัยขึ้นมาตงิดๆ ว่าอยู่ดีๆ ไหงเจ้านายของเขาถึงมีคำถามประหลาดๆ เหมือนไปทำใครเค้าท้องขึ้นมาแล้วไม่ได้รับ แต่คนหนุ่มอย่างพัศพิมุขก็ผ่านร้อนผ่านหนาวเลยวัยรุ่นมาหลายปี อีกทั้งไม่ใช่คนอ่อนไหวกับความรักหรืออ่อนหัดเรื่องเซ็กส์จนต้องมานั่งปรึกษาเขาสักหน่อย 


“เอาจริงๆ ถ้าเป็นการข่มขืนหรือคิดว่าตัวเองถูกข่มขืนก็ต้องสติแตกกันบ้าง บางคนหัวโบราณถือว่านี่เป็นเรื่องใหญ่ บางคนฆ่าตัวตายไปเพราะอับอายก็มี โลกความจริงมันโหดร้ายแล้วก็เต็มไปด้วยอาชญกรนะครับ ไม่ใช่ยุคที่ผู้หญิงคิดว่าตัวเองเป็นนางเอกที่โดนข่มเหงแล้วไปได้กับพระเอกตอนจบของเรื่อง ใครเจอหนักขนาดนั้นก็ต้องเขวกันบ้าง ยิ่งเป็นสาวบริสุทธิ์ด้วยนะ” 


หืม..มม? ตอนแรกก็ไม่น่ากังวลเท่าไหร่หรอก แต่ตอนหลังนี่สิ ไอ้สิงห์พูดไปถึงเรื่องเป็นเรื่องตายที่ทำเอาใบหน้าคนฟังเปลี่ยนสี 


“ว่าแต่...ไหงนายมาถามอะไรแปลกๆ พวกนี้ล่ะฮะ” เขาถามพร้อมอาการหลิ่วตามองอย่างจับผิด อีกฝ่ายส่ายหน้าแรงๆ โบกมือว่อน 


“ไม่มีอะไรหรอกน่า พอดีเห็นข่าวพวกนี้เยอะแยะก็แค่ถามความเห็น” พัศพิมุขแสร้งทำเสียงแข็งใส่ ลูกน้องกระตุกคิ้วหนานิดๆ คิดว่าน่าจะมีบางอย่างเกี่ยวข้องกับเจ้านายของเขาอยู่บ้าง ไม่มากก็น้อยล่ะ 


“นายครับ” คนหัวใสเอ่ยขึ้นหลังกระดกเหล้าแก้วนั้นจนหมด เรียกสายตาคู่คมให้เบือนกลับมาจ้องตอบ 


“ผู้หญิงที่เจอเรื่องแบบนี้มาคิดว่าตัวเองเป็นเหยื่อทั้งนั้น มันจะยิ่งเลวร้ายขึ้นอีกถ้าหล่อนต้องเผชิญปัญหาที่ตามมาตามลำพัง คิดดูสินายว่าจะมีกี่รายที่กล้าแจ้งตำรวจ จะมีสักกี่คนที่กล้าบอกใครต่อใครว่าโดนข่มขืน โชคร้ายเกิดท้องไม่มีพ่อขึ้นมาก็คิดสั้นลาโลกนี้ไปซะอีก ถ้าหล่อนเป็นญาติ หรือเป็นพี่เป็นน้องผมก็คงแค้นหมอนั่นน่าดู” 


“แต่ถ้าผมเป็นคนที่ ‘พลาด’ ทำเรื่องนี้ขึ้นมาซะเองผมก็จะแก้ไข ถึงผมจะห้าวห่ามปากหมาแต่ก็จะรับผิดชอบเรื่องที่ตัวเองเป็นคนทำ” 


...ยังไง? 


“ถ้าเป็นผม ผมก็จะจับเธอมาทำเมียจริงๆ แล้วก็ดูแลเธอกับลูกซะ เท่านี้ก็หมดเรื่องแล้วล่ะครับ” 


อะไรนะ! คนขอคำปรึกษาเลิกแถบคิ้วกับคำแนะนำแผลงๆ จะเป็นไปได้อย่างไรที่เขาจะเปลี่ยนหญิงสาวซึ่งเป็นคู่นอนชั่วข้ามคืนมาเป็นผู้หญิงในอาณัติตลอดไป พัศพิมุขเงยใบหน้านิ่งๆ ขึ้นมองสบมิได้บอกว่าเห็นด้วยหรือไม่ ผู้เป็นนายทำเพียงครางต่ำๆ ในลำคอกับความคิดห่ามๆ ของสิงขร 


“หึๆ เก็บไว้ใช้กับผู้หญิงของแกเถอะ ฉุดก่อนแล้วค่อยรับผิดชอบทีหลัง” พัศพิมุขค่อน ลูกน้องหนุ่มหัวเราะรื่นอย่างอารมณ์ดี 


แต่เขาว่า...นั่นก็ดีกับผู้หญิงซึ่งเป็นฝ่ายเสียเปรียบ คำว่า ‘คืนเดียว’ สำหรับบางคน มีผล ‘ตลอดชีวิต’ เชียวนะ และถ้านายของเขาเก็บเรื่องนี้มาคิด หมกมุ่นอยู่กับเหล้าเพราะผู้หญิงคนเดียว หล่อนก็มีอิทธิพลต่อเขาอยู่ไม่น้อยเชียวล่ะ  


“อย่างผมไม่ต้องฉุดก็มีสาวๆ มานอนรอถึงหนำ แต่กับนายซิ คงไม่มีผู้หญิงคนไหนอยากเข้าใกล้ก็หน้านายตอนนี้น่ากลัวน้อยกว่าโจรเสียเมื่อไหร่ แล้วก็ขออย่างสินาย ถ้าผู้ชายคนนั้นจะทำอย่างผมว่าจริงๆ ก็ขอให้โกนหนวดโกนเคราซะหน่อย เวลาใส่สูทสีขาวไปขอสาวจะได้ดูโก้ๆ ไม่ใช่เหมือนโจรไปลักพาตัวเจ้าสาวมาน่ะ ฮ่าๆ” สิงขรหัวเราะดัง ไม่รู้ทำไมน่ะสิ เขาเชื่ออยู่ลึกๆ ว่า ‘ผู้ชายคนที่ว่า’ ก็คือ เจ้านายของเขาเอง 


“เพ้อเจ้อน่ะไอ้สิงห์” พัศพิมุขปรามเสียงเข้มแล้วกระดกเหล้าแก้วนั้นรวดเดียวเกลี้ยง 




หญิงสาวนั่งมองวิวโปรดจากหน้าต่างห้องนอน ยามหงอยเหงาหรือรู้สึกแย่กับอะไรมา แต่ไม่มีคนปลอบหรือเป็นเรื่องที่บอกใครไม่ได้เธอก็จะมานั่งมองอะไรเรื่อยเปื่อยอยู่ตรงนี้ คล้ายๆ กับวันนี้ที่กังวลเรื่องที่เพิ่งเกิดและไม่รู้ว่าจะมีอะไรตามมาอีกหรือไม่ 


คนไม่ประสาคิดไปต่างๆ นานา ด้วยไม่เคยต้องอยู่ในภาวะวิตกว่าจะท้องจากความผิดพลาดแค่ครั้งเดียวหรือไม่ ไม่มั่นใจว่ายาที่ซื้อจากร้านขายยาชุดนั้นจะหยุดยั้งทุกอย่างได้ทันเวลาหรือเปล่า วิตกจริตจนนอนน้อย กินน้อย ถึงขั้นไม่กินอะไรเลยช่วงวันสองวันนี้ กลัดกลุ้มจนดวงตาสีน้ำผึ้งหม่นหมอง หากสายลมพลิ้วจางที่พัดผ่านมาปะทะดวงหน้าทำให้หัวใจที่ร้อนรุ่มเบาบางลงชั่วขณะ เอื้องอลินขย้อนรอยน้ำตาให้กลืนย้อนลงไปที่เดิม บอกตัวเองว่าไม่ว่าจะเกิดอะไรขึ้นกับเธอ ชีวิตยังต้องดำเนินต่อไป 


เมื่อได้เวลาร่างน้อยก็ขยับตัวผุดลุกจากโต๊ะทำงานตัวเล็กข้างหน้าต่าง วันนี้ทั้งวันเธอไม่ได้ออกไปไหนจึงหางานผ่านเว็บไซต์ เมื่อปิดแลปท้อบแล้วก็ลงไปช่วยนางสุพรรณษาทำอาหารเย็น ตอนที่ลงมาชั้นล่างเธอพบผู้เป็นป้าในครัวนางกำลังขมีขมันเตรียมของสดกับเครื่องปรุงหลายอย่างบนโต๊ะตัวยาวที่ตั้งอยู่กึ่งกลางห้อง 


หลานสาวรู้งานจึงเดินไปหยิบผ้ากันเปื้อนมาสวมทับชุดลำลองซึ่งเป็นเสื้อยืดกับกางเกงขาสั้น เอ่ยทักทายหญิงสูงวัยสั้นๆ แล้วลงมือหั่นผักกาดขาวกับต้นหอมที่เตรียมไว้สำหรับทำแกงจืด ส่วนผู้เป็นป้าหันไปตั้งกระทะรอจนน้ำมันเดือดพล่านก็ใส่เนื้อหมูที่รวนจนเข้าที่ลงไปในกระทะจนเสียง ‘ฉ่า’ ดังไปทั่ว คนทั้งสองพูดคุยกันน้อยคำแต่กลับดูมีความสุขกับการเข้าครัวทำอาหาร รอคนที่จะกลับมารับประทานตอนเย็น 


นางสุพรรณษาไม่ลืมว่าวันนี้เป็นวันพิเศษ ตรงที่ไอศิยาได้ปรับขึ้นเงินเดือนจึงชวนเพื่อนบ้านคนสนิทมาร่วมฉลองด้วยกัน ไม่นานนางก็ได้ยินเสียงมอเตอร์ไซด์ครางเบาแล้วดับลงที่หน้าบ้าน บอกให้รู้ว่าน่าจะเป็นคนทั้งคู่ ไม่กี่นาทีถัดจากนั้น ทีปกร ชายหนุ่มรุ่นราวคราวเดียวกันซึ่งโตมาในละแวกเดียวกับไอศิยากับเอื้องอลินก็ก้าวตามกันเข้ามา พร้อมกับทำท่าสูดกลิ่นหอมฉุยของอาหารที่กำลังปรุงคนละทีสองที เขายิ้มกว้างให้แม่ครัวหน้าหวานอย่างเอื้องอลิน หลังจากกล่าวสวัสดีมารดาของไอศิยาแล้ว 


“โหย...น่ากิ้นน่ากินนะแม่ ไอซ์กำลังหิวเลย” 


ไอศิยาก้าวเข้าไปยืนข้างหลังมารดาแล้วก้มลงมองต้มข่าไก่ที่กำลังเดือดปุดในหม้อ ตาเป็นประกาย นางสุพรรณษาหันมายิ้มให้ 


“เราน่ะตัวดี รู้เวลามาตอนเสร็จพอดี ถ้าหิวก็ช่วยกันยกไปตั้งโต๊ะสิลูก ไปๆ เดี๋ยวจะได้กินพร้อมกันเลย” บอกพลางบุ้ยใบ้ไล่บุตรสาวแล้วถอดผ้ากันเปื้อนออกแขวนที่เดิม ชายหนุ่มคนเดียวในครัวยืนยิ้มแป้นหันไปทางเอื้องอลินที่กำลังตักแกงใส่ถ้วย 


“มา เราช่วย” เขาบอกแล้วกุลีกุจอรับของจากมือหล่อนไปจัดการต่อให้ ทีปกรยกถ้วยต้มข่าไก่ที่กำลังร้อนๆ ไปวางบนโต๊ะอาหารตามด้วยกับข้าวอย่างอื่นจนครบ เมื่อนั่งลงพร้อมหน้าไอศิยาก็เป็นคนแรกที่หยิบช้อนกับส้อมขึ้นมาถือไว้ สอดส่ายสายตาไปทั่วๆ แล้วจ้วงส้อมลงจิ้มหมูทอดกระเทียมพริกไทยชิ้นโตใส่ปากแล้วเคี้ยวตุ้ยๆ 


“โอ้ย! อร่อยเหาะ” หล่อนทำเสียงโอเวอร์ 


“ท่าทางจะหิวจริงอะไรจริงแฮะ ไอ้เราก็คิดว่าแค่บ่นเล่นๆ” ทีปกรเย้าแล้วกระตุกยิ้มล้อเลียน ตลอดเวลาที่ไอศิยาซ้อนท้ายเขาบ่นว่าหิวมาตลอดทางแต่ไม่คิดว่าจะหิวซกขนาดนี้ 


“ใครว่าหิวเล่นๆ ล่ะ เรื่องกินเนี่ยต้องพูดจริงทำจริงนะโดยเฉพาะ...กับข้าวฝีมือแม่กับเอิง ถึงไม่หิวก็ทำให้นายน้ำลายสอได้เลยล่ะ” 


ไอศิยายื่นหน้ายื่นตาอวดอ้างสรรพคุณที่เจ้าของฝีมือได้แต่ยิ้มบางๆ “งั้นลองชิมต้มข่าไก่ซะหน่อยสิว่าสมราคาคุยยัยไอซ์เขาไหม ซดกำลังร้อนๆ นี่ล่ะคล่องคอดี” นางสุพรรณษาชักชวนและชายหนุ่มก็ไม่ปฏิเสธ 


“สุดยอดเลยฮะ น้าษาน่าจะเปิดร้านอาหารนะฮะ อร่อยๆ แบบนี้ผมว่าขายดีแน่นอน” ทีปกรเอ่ยชม 


“ทิวก็พูดเกินไป ถึงน้าจะอยากขายก็คงทำไม่ไหวอายุปูนนี้แล้วทำอะไรช้ากว่าเมื่อก่อนตั้งเยอะ เอาไว้ทำให้ลูกหลานกินก็พอแล้วล่ะ” 


“ใช่จ๊ะแม่ ทำให้ไอซ์กับยัยเอิงกินก็พอแล้ว” ไอศิยาลอยหน้าลอยตาพูด นับว่าไม่เสียเที่ยวที่ครั้งนี้ชวนเพื่อนหนุ่มมาที่บ้านจึงมีโอกาสเห็นสีหน้าแช่มชื่นของมารดากับรอยยิ้มของเอื้องอลิน ก็ตลอดหลายวันมานี้บรรยากาศภายในบ้านอึมครึมโดยไม่รู้ที่มา วันนี้ค่อยมีเสียงพูดคุยครึกครื้นกับเสียงเย้าแหย่ถกเถียงกันของคนหนุ่มสาวก็พลอยมีชีวิตชีวาขึ้น 


เมื่อเริ่มลงมือกินอาหารเย็นไปได้ไม่ถึงห้านาที นางสุพรรณษาก็ได้ยินเสียงรถหน้าบ้าน นางชะเง้อตัวขึ้นมองด้วยคิดว่าน่าจะเป็นบุตรชาย ก็ไม่ผิดไปจากที่คิดไว้ด้วยไม่กี่นาทีหลังจากนั้นไอศูรย์ก็ก้าวเข้ามาในบ้านพร้อมด้วยเป้ใบเล็กที่สะพายอยู่บนบ่า เขาเหลือบมองทุกคนที่มีอาการชะงักเล็กน้อยแล้วเลือกที่จะคลี่ยิ้มบางๆ ตอนสืบเท้าเข้าไปในรัศมีของห้องกินข้าวพลางโน้มตัวลงมากอดมารดาไว้หลวมๆ นั่นเป็นภาพแปลกตาที่ทำให้ทุกคนในที่นั้น สบตาแล้วกะพริบตาปริบๆ 


“กลับมาเหนื่อยๆ หิวจังครับแม่ วันนี้มีอะไรกินบ้างฮะ” 


“มีหลายอย่าง ของโปรดโอมก็มีนะ กินข้าวพร้อมกันเลยสิลูก” คำชวนของนางสุพรรณษาทำให้หลานสาวต้องลุกไปหยิบจานกับช้อนส้อมอีกชุดหนึ่งในครัว ส่วนแขกของบ้านอย่างทีปกรกลายเป็นคนรินน้ำเย็นเพิ่มอีกแก้วแทนไอศิยาที่นั่งกอดอก ใบหน้าบูดบึ้ง 


“ทำไมวันนี้ทำกับข้าวเยอะนักล่ะฮะแม่ นี่ผมพลาดอะไรไปหรือเปล่า?” ไอศูรย์ชวนคุย 


“วันนี้บริษัทเขาขึ้นเงินเดือนให้ยัยไอซ์น่ะ แม่ก็เลยทำอาหารฉลองสักหน่อย” 


“อ้อ! เขาขึ้นให้สักกี่สิบกี่ร้อยกันล่ะฮึ เก่งเหมือนกันนี่เรา” ประโยคที่คล้ายจะชมกลายเป็นเยาะหยันอยู่ในที คนฟังเม้มปากแน่นด้วยความอดทน นัยน์ตาคู่โตเขียวปั้ดจนต้องทีปกรต้องขยิบตาเตือน 


“ก็ไม่เท่าไหร่หรอก” ใบหน้าขาวๆ กับรอยยิ้มหยันๆ ของพี่ชายทำให้ไม่นึกอยากเสวนาด้วยติดตรงที่เกรงใจมารดาหรอกจึงตอบสักคำ 


“มิน่าล่ะ ไม่อย่างนั้นก็คงจะออกไปเลี้ยงกันข้างนอกแล้วสินะ” เขาหยุดพูดนิดหนึ่งเมื่อรู้สึกถึงสายตาแปลกๆ ที่มองมา 


“คือ...ผมหมายถึงแม่จะได้ไม่ต้องหลังขดหลังแข็งทำกินเองไงล่ะ” ดูเหมือนว่าคำพูดแถๆ ของเขาจะไร้ประโยชน์ คนฟังต่างก็รู้ว่าเขาหมายถึงอะไรโดยเฉพาะไอศิยาที่โกรธจนไม่นึกอยากมองหน้าพี่ชายปากมากคนนี้ 


“เอ้า! กินกันต่อสิ หยุดทำไมล่ะ” ไอศูรย์ไหวบ่ากว้างของตนอย่างไม่นึกยี่หระแล้วหันไปชวนทุกคนให้รับประทานต่อ ตัวเขานั่งลงข้างมารดาทำราวกับมิได้รู้สึกรู้สาต่อสายตาขุ่นเคืองแบบจะกินเลือดกินเนื้อของน้องสาว ก้มหน้าก้มตากินอาหารที่กระทั่ง...ตัวเขาเองยังนึกดูถูก 


เอาจริงๆ นะ เขาโคตรจะเบื่อแกงจืดผักกาดขาวเต้าหู้หมูสับ ผัดที่มีแต่ผัก หมูทอดแสนจะเบสิค ไหนจะสารพัดเมนูไข่ที่ต้องกินทุกวันอีก ไม่เห็นว่ามันจะเป็นพิเศษตรงไหน ต่างจากทุกวันก็ตรงที่ทำอาหารเพิ่มขึ้นอีกอย่างสองอย่างเท่านั้นเอง 


...กระนั้นเขาก็ยังไม่รู้ตัวว่าทำให้มื้ออาหารจืดชืด บทสนทนาที่กำลังมีสีสันหายวับเหลือเพียงแค่การนั่งกินข้าวแบบเงียบๆ แล้วปล่อยให้ไอศูรย์เป็นฝ่ายชวนมารดาพูดคุย ช่วงเวลานั้นผ่านพ้นไปท่ามกลางความอึดอัด มื้ออาหารแสนกร่อยจบลงตอนหนึ่งทุ่มเศษๆ เป็นโอกาสให้หนุ่มสาวทั้งสามปลีกตัวจากโต๊ะแล้วไปช่วยกันล้างจานในครัว 




ไอศูรย์ใช้เวลาช่วงเช้าของวันนี้อย่างเนิบนาบด้วยการนั่งไขว้ห้าง จิบกาแฟร้อนพร้อมกับการอ่านหนังสือพิมพ์ เมื่อกาแฟหมดแก้วเขาก็ลุกขึ้นหยิบสัมภาระซึ่งเป็นเพียงเป้ใบย่อมใบเดียวกับพวงกุญแจหนังออกจากห้องรับแขกตรงไปยังรถซีดานสีแดงเมทาลิคที่จอดหลบแดดใต้ร่มเงาของซุ้มเฟื่องฟ้าหน้าบ้าน 


ชายหนุ่มสอดตัวเข้าไปนั่งในตำแหน่งคนขับแล้วสตาร์ทรถ ตลอดเวลาที่ขับอยู่ในซอยแคบก็สบถขรม เพราะสภาพถนนที่ขรุขระเป็นหลุมบ่อที่อาจทำให้รถหรูของเขาพังเอาง่ายๆ 


‘เขาไม่เหมาะกับที่นี่’ ความคิดนี้ไม่เคยจางหาย นับตั้งแต่สมัยวัยรุ่นที่เขาตะเกียกตะกายออกไปอาศัยอยู่นอกบ้าน เปลี่ยนตัวเองปรับภาพลักษณ์จากเด็กหนุ่มธรรมดาไปใช้ชีวิตหรูหราฟุ่มเฟือยเพื่อให้ทัดเทียมเพื่อนในกลุ่ม สำหรับเขาการต้องกลับบ้านแต่ละครั้งจึงเป็นเรื่องของความจำเป็นมากกว่าและแน่นอนว่าครั้งนี้ก็...จำเป็น 


เมื่อขับรถมาถึงกลางซอย ชายหนุ่มเขม้นมองร่างบอบบางที่กำลังเดินดุ่มๆ อยู่ข้างทาง เรียวตาคู่คมพราวขึ้นเพียงแวบสั้นๆ เมื่อมั่นใจว่าเป็นลูกพี่ลูกน้องของเขาเอง ไอศูรย์ตบไฟ ชะลอรถแล้วจอดเทียบข้างๆ ชะงักฝีเท้าเธอคนนั้นด้วยเสียงบีบแตรสนั่น 


“อ๊ะ!” 


เสียงดัง ‘ปรี๊นๆ’ จากรถคันนั้นทำให้ผู้ที่กำลังก้มหน้าก้มตาเดินถึงกับสะดุ้งโหยง หัวใจตกไปอยู่ตาตุ่มเมื่อรถขับมาเฉียดใกล้ ใบหน้าที่เบือนกลับไปจึงซีดเผือดก่อนจะผ่อนลมหายใจเฮือกยาว เอื้องอลินคายลมหายใจโล่งอกเมื่อหันกลับมาแล้วไม่ใช่ใครคนนั้น 


“นั่นจะไปไหนล่ะเรา?” คนที่เพิ่งลดกระจกลงเยี่ยมหน้าออกมาถามไถ่ เจ้าของดวงหน้าจืดเจื่อนจึงค่อยคลายความตระหนกพร้อมกับครางชื่อของเขาแผ่วหวิว... 


“พี่โอม” 


“ก็ฉันน่ะสิ แกจะไปไหนแต่เช้า ไปลงปากซอยด้วยกันสิ” ไอศูรย์ผงกศีรษะขึ้นๆ ลงๆ ดูไม่มีพิษมีภัยไม่เหมือนตอนอยู่ต่อหน้าน้องสาวที่เป็นไม้เบื่อไม้เมาอย่างไอศิยา คนเป็นน้องรับไม่ทันที่จู่ๆ พี่ชายก็มีแก่ใจชวนเธอขึ้นรถคันโก้ของเขา ก็นี่เป็นครั้งแรกนี่นา 


“อ้าว! ขึ้นรถสิยัยเอิง มัวรออะไร” เห็นอีกฝ่ายยังนิ่งจึงเร่งเร้าอย่างคนที่ไม่ชอบรออะไรนาน 


“ค่ะๆ” เธอตอบรับ จะไม่ให้แปลกใจอย่างไรไหวในเมื่อพี่ชายคนนี้ไม่เคยไยดีน้องๆ ในบ้าน ไอศูรย์ทำตัวห่างเหินจากคนในครอบครัว ย้ายตัวเองออกไปอยู่ตามลำพังเมื่อหลายปีก่อน วันนี้เขาดูอารมณ์ดีเป็นพิเศษ พูดคุยกันเอง ซ้ำยังมีน้ำใจแบบที่ไม่เคยเผื่อแผ่ให้ใครมาก่อน 


เอื้องอลินมองคนเป็นพี่อีกครั้ง ถ้าตัดเรื่องอื่นออกไปอย่างไรเสียไอศูรย์ก็คือญาติใกล้ชิดในจำนวนไม่กี่คนที่เหลืออยู่ เธอจึงยอมขึ้นรถไปกับเขา อีกอย่างจากตรงนี้ถึงปากซอยก็ไม่กี่กิโลจากนั้นก็ค่อยต่างคนต่างไป ฝ่ายไอศูรย์เหลือบมองเธอด้วยหางตา เขาได้ยินมารดาเปรยอยู่เหมือนกันว่าเอื้องอลินเพิ่งทราบผลจบและรอรับปริญญาในปีหน้า ปกติแล้วเขาก็ไม่ได้แยแสอะไรกับน้องนุ่งนักหรอก แต่วันนี้เขากลับสนใจความเป็นไปของเธอขึ้นมา 


“เห็นแม่บอกว่าแกเพิ่งเรียนจบ แล้วนี่ได้งานทำหรือยัง?” 


“...ก็กำลังหาค่ะ” 


“จบการโรงแรมใช่ไหม พนักงานโรงแรมแบบที่แกสมัครเนี่ยเขาได้เงินเดือนสักกี่บาทกัน ถึงสามหมื่นหรือเปล่า?” 


ปลายเสียงถามติดหยันนิดๆ มิใช่แค่อาชีพพนักงานโรงแรมหรอกที่ไอศูรย์นึกเหยียด จะว่าไปก็ทุกอาชีพที่ต้องทนหลังขดหลังแข็งทำแต่ได้เงินเดือนไม่ถึงแสนเขาก็มองว่าไม่คุ้มทั้งนั้น 


“แรกๆ ก็คงไม่ถึง แต่ก็ยังมีค่า...” กำลังจะพูดต่อ แต่ก็ถูกดักคอเสียก่อน “เอาแบบเน็ตๆ ก็ยังน้อย ไม่คุ้มกับที่แกต้องคอยบริการคนร้อยพ่อพันแม่หรอก ไหนจะต้องประคบประหงมทำงานก้มหัวให้เยี่ยงทาสแต่ได้ทิปแค่ร้อยสองร้อยกับเงินเดือนไม่กี่หมื่น ถามจริงๆ เหอะแกว่ามันน่าทำตรงไหน ฮึ?” 


“อย่างแกน่ะนะ ผิวพรรณก็ดี ถึงหน้าตาจะจืดชืดไปหน่อยแต่พอจะแคสงานพวกครีมบำรุงผิวได้ ฉันหางานให้เอาไหม?” ไอศูรย์เสนอ 


“อุ้ย! แบบนั้นไม่ดีกว่าค่ะ พี่โอมก็รู้...เอิงไม่กล้าไปยืนต่อหน้าคนเยอะๆ หรอก” น้องสาวส่ายหน้าดิก เขาส่ายศีรษะ ถอนใจหน่ายๆ 


“รู้อยู่แล้วล่ะน่าว่าขี้อายตั้งแต่เด็กยันโตอย่างแกคงไม่กล้า งั้นเอาอย่างนี้...มีศูนย์การค้าเปิดใหม่เขารับหลายตำแหน่งเงินเดือนตั้งต้นก็พอไหว แกลองไปคุยดูซี เดี๋ยวฉันติดต่อให้” 


ไอศูรย์พูดเรื่อยๆ พลางหยิบนามบัตรจากกระเป๋าเสื้อเชิ้ตสีเขียวหัวเป็ดขึ้นมาดูรายละเอียด รอยยิ้มจุดขึ้นที่มุมปากแวบหนึ่งเมื่อเห็นว่าน้องสาวมิได้ส่ายหน้าอย่างข้อเสนอแรก จากนั้นก็ไม่รอช้าที่จะชะลอรถจอดข้างทางแล้วต่อสายตามหมายเลขโทรศัพท์ที่ให้ไว้ ไม่กี่วินาทีก็มีการตอบรับจากสายปลายทาง 


“เออ กูเอง...โอม ก็เรื่องที่คุยกัน ใช่! สำเร็จสิวะ” เขาพูดอวดๆ วิธีการเจรจาบ่งบอกว่ามักคุ้นกับคนปลายสายอยู่ไม่น้อย 


“ไม่ได้ล้อเล่น” สำทับจริงจัง “กูจะพาน้องสาวไปคุยวันนี้ เออ จริงๆ สิวะ ก็บอกแล้วว่าจะพายัยเอิงไป” 


“ใช่...แล้วเจอกัน” 


ไอศูรย์พูดคุยเพียงสั้นๆ กดวางสายแล้วหันมาทางเอื้องอลินที่ดูจะงงไม่น้อยว่าก่อนหน้านี้พี่ชายคุยอะไรไว้กับเพื่อนของเขา มิหนำซ้ำยังงงยิ่งกว่าเมื่อเขารวบรัด นัดให้เธอไปพบเพื่อนคนนี้เสียวันนี้เลย อดแปลกใจไม่ได้ว่าทำไมต้องรีบร้อนหรือเพราะฝ่ายนั้นต้องการคนด่วน  


“เพื่อนฉันมันว่างวันนี้เท่านั้นน่ะ ฉันเองก็กำลังจะไปแถวนั้นพอดี แวะไปส่งแกเลยก็แล้วกัน” เขาอาสา 


“ไปคุยกับเขาโดยตรงจะดีเหรอคะ ที่จริง...ให้เอิงไปสมัครที่บริษัทเขาตามกฏเหมือนคนอื่นก็ได้ เอิงไม่อยากเป็นเด็กฝากของใคร” 


“อย่าไปคิดว่าเป็นเด็กฟงเด็กฝาก แกทำงานให้เขากินเงินเดือนตามความสามารถ ทำไม่ได้ก็ต้องออกตามระเบียบไม่ได้มีสิทธิ์มีเสียงพิเศษอะไร เพื่อนคนนี้ฉันสนิทเคยช่วยเหลือกันหลายครั้ง ครั้งนี้มันต้องเต็มใจรับแกเข้าทำงานแน่” 


...ถึงจะพูดอย่างนั้นน้องสาวของเขาก็ดูจะไม่คล้อยตามเท่าไหร่ ไอศูรย์จึงต้องงัดไม้ตายขึ้นมาพูด 


“อีกอย่าง...แม่ก็จะได้สบายใจด้วย บ่นว่าเป็นห่วงแกให้ฟังอยู่บ่อยๆ คงกลัวว่าแกจะตกงานนานล่ะมั้ง” พอยกเรื่องผู้เป็นป้าขึ้นมาพูด เอื้องอลินก็ไร้ข้อโต้แย้งแต่ยังสงสัยเรื่องเพื่อนคนที่ว่าของไอศูรย์ว่าเขาเป็นใครกันแน่ เพราะเหตุผลข้อไหนที่ทำให้มั่นใจนักหนาว่าเพื่อนของเขาจะต้องรับเธอเข้าทำงาน 


“เพื่อนพี่โอมคนนี้...เป็นใครกันคะ?” ถามกลับ ไอศูรย์ปรายตากลับมาแล้วบ่ายหน้าไปอีกทาง ราวกับไม่สนใจคำพูดของเอื้องอลินนัก 


“เถอะ! เดี๋ยวแกก็รู้” พูดจบเขาก็เปิดวิทยุ เป็นการบอกกรายๆ ว่าให้เลิกเซ้าซี้ 


ผ่านไปเกือบชั่วโมง รถของไอศูรย์ก็ปลีกตัวออกจากถนนใหญ่เลี้ยวเข้ามาในซอยเล็กๆ ที่ทะลุถึงกันได้ คนในรถชะเง้อมองข้างทางไม่วายขมวดคิ้วน้อยๆ เพราะไม่คุ้นและไม่รู้ว่าเป็นทางลัดของถนนเส้นไหน ไอศูรย์ขับรถเข้ามาลึกสักสามกิโลเมตรก่อนจะเลี้ยวขวาผ่านป้อมยามเล็กๆ เข้าไปจอดตรงลานด้านหน้าอาคารกลางเก่ากลางใหม่สูงกว่ายี่สิบชั้นตรงหน้า 


เป็นที่นี่...จริงๆ น่ะหรือ? เอื้องอลินมองตามด้วยความแปลกใจกับสภาพของสถานที่นัด 


“ที่นี่แหละ เดี๋ยวเข้าไปรอในล็อบบี้ก่อน” ชายหนุ่มสำทับหลังถอยเข้าซองจอด เอื้องอลินแหงนหน้าคอตั้งบ่ามองอาคารสีครีมตุ่นๆ ที่จะเรียกว่าโรงแรมก็ไม่ใช่ จะว่าเป็นอพาร์ทเม้นท์ก็ไม่เชิง ที่แน่ๆ เธอคิดว่าที่นี่ไม่เหมาะแก่การนัดคุยงานแม้แต่น้อย ไอศูรย์ไม่ได้สนใจท่าทางอึดอัดของน้องสาว เขาดับเครื่องยนต์แล้วปลดเข็มขัดนิรภัยออกจากตัว 


“เอ้า! ลงไปสักทีสิ ยัยเอิง รออะไรอยู่อีก” เอ็ดเมื่อเห็นอีกฝ่ายรีๆ รอๆ ไม่ยอมลงจากรถสักที 


“เราไปคุยกันที่อื่นได้ไหมคะ คือ...ที่นี่มันยังไงก็ไม่รู้” 


“เฮ้อ...คิดมากไปได้น่ะเรา คุยแป๊บเดียวก็เสร็จ ยังไงก็นัดไปแล้วแล้วเพื่อนฉันก็กำลังมา ลงมาก่อนเถอะน่า” คะยั้นคะยอ “แต่...” 


“เหอะ! ปอดไปได้ งั้นก็ลงไปด้วยกันนี่แหละ” คนพูดแสดงอาการหงุดหงิดเมื่อต้องก้าวนำลงไปก่อน น้องสาวจึงยอมทำตาม 


เอื้องอลินยอมรับว่า ‘กลัว’ ประสบการณ์อันเลวร้ายในคืนนั้นทำให้เธอระวังตัวจนกลายเป็นระแวง แล้วเธอก็ได้รู้ว่าแท้ที่จริงสถานที่นัดเป็นอพาร์ทเม้นท์เซอร์วิสบริการให้เช่าทั้งรายวันและรายเดือน เมื่อก้าวเข้าไปในล็อบบี้จึงเห็นว่าสภาพภายในอาคารค่อนข้างทรุดโทรมและพบส่วนต้อนรับเป็นอย่างแรก ชั้นล่างของอาคารเป็นพื้นที่โล่งๆ มีเพดานเตี้ยกับเคาท์เตอร์เก่าๆ หนึ่งตัว ทางซ้ายมือเป็นทางเข้าคาเฟ่เล็กๆ พ่วงด้วยร้านสะดวกซื้อเปิดบริการยี่สิบสี่ชั่วโมง 


คนที่นัดยังมาไม่ถึงไอศูรย์จึงพาน้องสาวไปนั่งรอในร้านแล้วสั่งเครื่องดื่มคนละแก้ว เขาจิบเบียร์เย็นๆ อย่างเอ้อระเหย ส่วนเอื้องอลินสั่งน้ำผลไม้คั้นสด และนับแต่พนักงานนำเครื่องดื่มมาเสิร์ฟที่โต๊ะ ไม่รู้ว่าเธอคิดไปเองหรือเปล่าว่าไอศูรย์มองมาที่เธอแปลกๆ 


“นี่เอิง...” จู่ๆ ญาติหนุ่มก็ละความสนใจจากแก้วเบียร์เย็นเฉียบ ผินหน้ากลับมาแล้วกวาดมองทั่วๆ วงหน้าละมุนละไมก่อนจะเอ่ยขึ้น 


“ตกลงว่า...เรื่องแกกับไอ้ตรีจบยังไงฮึ แล้วยังได้เจอกันอีกหรือเปล่า?” 


ไอศูรย์ถามถึงตรีกูล เขารู้เรื่องที่เพื่อนของเขาคบหากับน้องสาว รวมทั้งเรื่องที่ฝ่ายนั้นบอกเลิกไปแต่งงานกับผู้หญิงอื่น คำถามนั้นเอ่ยออกมาเรียบๆ แต่กลับเป็นเหมือน ‘เข็ม’ ที่ทิ่มลงใจกลางบาดแผล หญิงสาวชะงักท่าทีก่อนจะค่อยๆ ผลักแก้วออกห่าง ดวงตากลมโตหลุบลงต่ำยามต้องเปิดปากแผล...เอ่ยเรื่องเก่า 


“ไม่มีอะไรต่อกันแล้วนี่คะ พี่ตรีแต่งงานไปแล้ว เอิงก็ยินดีด้วย” หล่อนตอบกลับด้วยน้ำเสียงราบเรียบจนคนถามเลิกแถบคิ้ว 


“เหรอ...? ฉันถามจริงๆ นะ แกคิดยังไง...ไม่ได้เสียใจจนถึงขั้นเกลียดไอ้ตรีมันหรอกใช่ไหม?” 


เกลียดไหมนะหรือ...? คนถูกถามนิ่งอึ้งไปชั่วขณะ สีหน้าของเอื้องอลินเปลี่ยนวูบแล้วตวัดสายตามองเขาอย่างไม่เข้าใจนัก 


ไยไอศูรย์ต้องรื้อฟื้นทั้งที่เรื่องก็จบไปแล้วหรือเพราะตรีกูลเป็นเพื่อนเขาจึงห่วงความรู้สึกนัก จริงๆ แล้วเป็นเธอมิใช่หรือ...ที่เสียใจมิใช่คนที่ทิ้งไปอย่างเขา? 


“เรื่องนี้จบแล้วจริงๆ เอิงไม่มีอะไรเกี่ยวข้องกับเขาอีกแล้ว ขอร้องล่ะค่ะพี่โอม เอิงไม่อยากพูดถึงเรื่องนี้อีก” 


คราวนี้หล่อนตอบฉะฉานต่างจากท่าทางปกติที่เขาเคยพบเห็น จะไม่แปลกใจสักนิดเลยถ้านี่เป็นคำพูดของไอศิยา ไม่ใช่คนเรียบร้อยราวผ้าพับไว้อย่างเอื้องอลิน ไม่อยากเชื่อก็ต้องเชื่อว่าตรีกูลทำให้เอื้องอลินเปลี่ยนไปถึงเพียงนี้ 


แต่ก็ไม่แน่เหมือนกันนะ ความเสียใจอาจทำให้คนเราเปลี่ยนตัวเองจากอ่อนแอไปเป็นเข้มแข็ง ฮึดสู้ขึ้นมาก็ได้ เอื้องอลินคนหนึ่งล่ะที่ทำให้เขาเห็นว่าหล่อนยังหยัดยืนอยู่ได้แม้ว่าจะต้องผิดหวังจากความรัก แต่ก็นั่นล่ะ แม้นว่าหล่อนจะไม่เหลือเยื่อใยกับตรีกูลแล้วก็ตามแต่ก็ไม่ได้ทำให้เขาเปลี่ยนความคิดจากเดิม 


เวลานี้ไอศูรย์นั่งไขว้ห้างในท่าสบาย ครุ่นคิดอะไรบางอย่างเงียบๆ แผ่นหลังกว้างตั้งตรงพิงเบาะนวมแข็งๆ ขณะจ้องมองคนเป็นน้องนิ่งนาน เรียวตาคมเข้มซ่อนซุกแววประหลาดไว้อย่างมิดชิด 


“ฉันก็ไม่ได้อยากจะซ้ำแซะอะไรแกนักหรอกนะ แค่เห็นว่าพวกแกรักกันมาตั้งนาน พอจะตัดขาดจากกันขึ้นมาจริงๆ มันก็น่าเสียดาย” 


“อีกอย่าง...ถึงแกจะยืนยันว่าไม่เกี่ยว แต่ถ้าไอ้ตรีมันยังอยากจะ เกี่ยว กับแกอยู่อีกล่ะจะทำยังไง?” 


นั่น...มันก็เรื่องของเขาไม่ใช่หรือไง ไม่เกี่ยวกับเธอเลยสักนิด 


“ไม่มีประโยชน์หรอกค่ะ” เอื้องอลินเงยหน้าขึ้นมองคนพูด พร้อมเอ่ยช้าๆ ชัดๆ 


ไอศูรย์ย่นหัวคิ้วเข้าหากัน เขม้นมองคนหัวอ่อนที่จู่ๆ ก็เปลี่ยนเป็นคนละคน การเกลี้ยกล่อมครั้งนี้ไม่ง่ายอย่างที่คิด เรื่องที่เขารับปากไว้จึงต้องใช้ตัวช่วย แล้ว ‘ตัวช่วย’ ของเขาก็ปะปนอยู่ในเครื่องดื่มสีสวยที่ถูกคนเข้าด้วยกันจนกลายเป็นเนื้อเดียว 


เจตนาร้ายต่อเอื้องอลินหรือเปล่า? เขาตอบได้ว่า ‘เปล่า’ เขาก็แค่...อยากให้การเจรจาวันนี้ไม่มีอุปสรรคและการันตีได้ว่าจะไม่มีอะไรผิดพลาดจนเขาต้องชวดจากเช็คห้าแสนบาทใบนั้น 


ถึงอย่างนั้นก็เถอะเขาก็ยังร้อนรนจนนั่งไม่ติดเมื่อคนที่ต้องคอพับคออ่อนไปต่อหน้ายังนั่งหลังตรงแหนว โต้ตอบกลับมาด้วยน้ำเสียงที่เต็มไปด้วยแรงต้าน ไอศูรย์เฝ้ามองปฏิกิริยาคนตรงหน้าชนิดมิให้คลาดสายตา ลุ้นว่าเมื่อไหร่นะหล่อนจะสิ้นฤทธิ์สลบไปให้สิ้นเรื่องสิ้นราวสักที 


อา... 


ไม่ใช่ว่าเอื้องอลินไม่รู้สึกถึงความผิดแผกที่เกิดขึ้น เธอรู้...และกำลังจัดการกับมันด้วยการฝืนกลืนของเหลวที่กักเต็มอยู่แถวๆ คอหอย หลุบเปลือกตาอ่อนบางลงต่ำหลบลี้สายตาคู่คมเพื่อเก็บซ่อนอาการ เมื่อทุกอย่างมาถึงขีดสุดร่างบอบบางก็ขยับตัว “พี่โอม...” 


“เอาไว้ครั้งหน้าค่อยคุยก็แล้วกันค่ะ เอิงว่าจะกลับ” เอื้องอลิินบอกแล้วผุดลุกขึ้นอย่างรวดเร็ว ตอนนั้นเองที่รู้สึกวูบๆ กายบางเอนไหวจนต้องทรุดตัวลงนั่งดังเดิม แผ่นหลังบอบบางเซไปชนกับพนักพิงดัง ‘ตุ้บ‘ มึนงงจนต้องยกมือขึ้นกุมขมับ 


อา นี่เธอเป็นอะไรไป...? เมื่อเพ่งมองภาพเบื้องหน้าก็ปรากฏเป็นม่านขมุกขมัว บดบังสายตาจนต้องกะพริบตาถี่ๆ 


“หืม..มม ว่าไงนะเอิง พี่ไม่ได้ยินเลย” ไอศูรย์เอียงศีรษะน้อยๆ มองตอบ นัยน์ตาพราววับ แทนที่จะเดือดร้อนใบหน้าของเขากลับมีรอยยิ้มบางๆ จุดขึ้นเหนือมุมปาก 


“...ทำไม?” คนเป็นน้องเอ่ยตะกุกตะกัก ของเหลวหนืดเหนียวเกาะค้างในลำคอจนเสียงของเธอพร่องหายไปในโพรงปาก เอื้องอลินหรี่ดวงตากลมโตแล้วปรือขึ้นใหม่หวังปัดไล่ความง่วงงุนที่เกิดขึ้น อาการกระเสือกกระสน หยัดตัวนั่งให้ตรงกับพยายามเอื้อมมือมาหาเขาไม่ได้รับการตอบสนอง 


ทุกอย่างพร่าเลือน ทว่าภาพสุดท้ายที่ยังติดตา คือ...ใบหน้าประดับรอยยิ้มเย็นชาของพี่ชายเธอเอง 


สิ่งที่ชายหนุ่มกระทำตอนที่เห็นอีกฝ่ายกับสติที่ใกล้ดับวูบ ไม่ใช่การเข้าช่วยเหลือแล้วพาหล่อนออกจากอาการที่ว่า เขาชะโงกตัวข้ามโต๊ะมาปัดแก้วเครื่องดื่มที่พร่องไปกว่าครึ่งให้พ้นทางเมื่อเห็นเอื้องอลินกำลังฟุบหน้าลงมา มือหนาใหญ่ยื่นออกมารองรับหน้าผากนวลมิให้เกิดรอยช้ำจนเสียราคา 


“หึๆ มันก็แค่นี้...” 


เสียงหัวเราะต่ำๆ ลอดผ่านลำคอหนาด้วยความพึงพอใจ เขาทอดถอนใจยาวๆ พร้อมกับเอียงศีรษะทุยมองภาพนั้นด้วยสายตาชินชาเอื้อมมือไปเขย่าบ่าบางอยู่หลายครั้งให้มั่นใจว่าอีกฝ่ายแน่นิ่ง ลุกขึ้นมาขัดขืนเขามิได้อีก 


ไอศูรย์ผละจากตรงนั้นกลับไปยังล๊อบบี้ สบสายตากับชายวัยอ่อนกว่าที่คุ้นหน้าคุ้นตากันดีอยู่แล้ว เขาผงกศีรษะ ฝ่ายนั้นก็กระตุกยิ้มเป็นที่เข้าใจกันโดยไม่ต้องเอ่ยอะไรออกมา มีเพียงสายตาของฝ่ายนั้นที่ชะเง้อมองกลับไปด้านในที่ซึ่งเหยื่อสาวถูกทิ้งไว้ตามลำพัง 


นี่ไม่ใช่ครั้งแรกที่เขามาที่นี่ ไอศูรย์ใช้มันเป็นที่ ‘ส่งของ’ ให้ลูกค้าทั้งแบบที่เจ้าตัวรู้และเต็มใจกับแบบที่ถูกล่อลวงมา ส่วนครั้งนี้แม้จะไม่ใช่การทำงานเต็มรูปแบบเพราะฝ่ายหนึ่งคือเพื่อน อีกฝ่ายหนึ่งเป็นน้องสาว คนทั้งคู่รู้จักกันอยู่แล้วจึงไม่เห็นว่าจะเสียหายตรงไหนที่ตรีกูลจะมีเวลาสักชั่วโมงหรือสองชั่วโมงในการตกลงปัญหาส่วนตัวกับเอื้องอลิน 


“ชั้นสามนะพี่ รับรองว่าคนไม่พลุกพล่าน” เขาส่งกุญแจแลกกับทิปงามๆ แล้วแสยะยิ้ม “คอลเลคชั่นของพี่เนี่ย โคตรเจ๋งเลยอ่ะ ขาวๆ สวยๆ ทั้งนั้น เมื่อไหร่ผมจะมีวาสนาอย่างนี้มั่งล่ะ” 


‘ระดับนี้ก็ยากหน่อย นี่มัน...น้องสาวกู’ 


ไอศูรย์แค่นยิ้ม คำตอบน่ะมีอยู่แล้ว อยากมีวาสนาก็ต้องมีเงิน เด็กเฝ้าอพาร์ทเม้นต์อย่างหมอนี่ไม่มีวันได้แตะเด็กเขาหรอก แต่ถ้าจะให้แนะนำเรื่องอื่นนั่นก็ไม่แน่ 


“ยาของพี่เนี่ย กี่ทีๆ ก็ได้ผลชะงัดจริงๆ นะ” เอ่ยคำป้อยอ ใบหน้าตอบแสยะยิ้มเหี้ยมปนกระหายเมื่อนึกถึงหญิงสาวที่เพิ่งถูกพามาที่นี่ 


...แค่สบตาก็เหมือนว่าไอศูรย์จะเข้าใจความต้องการของอีกฝ่าย สายตาเจ้าหนุ่มนั่นฉายชัดออกจะตายไป เขาหัวเราะหึๆ 


“ว่าแต่...นายสนใจจริงๆ หรือเปล่าล่ะ?” 




ตึ้ง..งง 


เสียงกริ่งจากเซ็นเซอร์ประตูทำให้หนุ่มรีเซฟชั่นเงยหน้าจากซองพลาสติกเล็กๆ ที่เพิ่งรับไปจากไอศูรย์ เด็กหนุ่มรูปร่างผ่ายผอมในเสื้อเชิ้ตสีขาวตัวโคร่งรีบร้อนยัดมันลงในกระเป๋ากางเกงแสลค ก่อนจะสบตาผู้มาเยือนตรงๆ สีหน้าของเขายังตื่น ดวงตายาวใหญ่สีดำสนิทกระตุกถี่ๆ ค่อนไปทางล่อกแล่กตอนผงกศีรษะต้อนรับแขกหนุ่ม ตอนนั้นไอศูรย์จึงถอยฉากห่างออกมาให้เขาคนนั้นก้าวเข้าไปยืนแทนที่ 


“มีห้องว่างไหม?” 


ใช่ว่าเขาคนนั้นไม่เห็นถึงความผิดปกติของการ ‘ส่งของ’ กลางวันแสกๆ แบบไม่กลัวกฏหมายบ้านเมือง แต่นั่นไม่ใช่กงการอะไรของเขาจึงเลือกเอาหูไปนา เอาตาไปไร่ เปลี่ยนเรื่องไปสอบถามถึงห้องพักแบบรายวัน ขณะเดียวกันก็หยิบกระเป๋าธนบัตรจากกระเป๋าหลังของกางเกงยีนส์เก่าซีดที่มีรอยขาดวิ่นอยู่หลายจุด เจ้าของใบหน้าเรียวยาวใต้หมวกแก๊บกับแว่นกันแดดสีชาสบตาแล้วกระตุกยิ้มนิดๆ ดูมีลับลมคมในจนอีกฝ่ายหรี่ตามอง 


“เท่าไหร่...?” สีหน้าอีกฝ่ายยังไม่พร้อมตอบและเอาแต่ปราดมองขึ้นๆ ลงๆ ไปบนร่างบึกบึนที่สวมเสื้อยืดคอกลมสีดำ ทับอีกชั้นด้วยเสื้อคลุมยีนส์สีฟ้าอ่อน แววตาปริวิตกว่า...ชายหนุ่มอาจเป็นตำรวจนอกเครื่องแบบและถ้าเป็นอย่างนั้นจริง เขาซวยแน่! 


“แปดร้อยบาท ไม่มีเครื่องรูดการ์ด แล้วก็...ขอบัตรประชาชนด้วยครับ” 


“อยู่แค่ไม่กี่ชั่วโมงเนี่ยนะ ต้องใช้บัตร แล้วถ้าไม่มีจะพักได้หรือเปล่า?” 


เสียงห้าวห้วนเปล่งออกมาด้วยอารมณ์ไม่ใคร่พอใจ ทว่าอาการหงุดหงิดเอาเรื่อง นั่นก็ยังไม่ร้ายเท่ากับการถูกสายตาคมกริบจ้องมองแล้วเบนลงต่ำ เจาะจงไปหยุดที่เจ้าซองขุ่นๆ ที่ดันเผยอออกมาพ้นขอบกระเป๋ากางเกง เมื่อมองตาม...ใบหน้าของเขาก็ซีดเผือด รีบรนยัดมันลงก้นกระเป๋าให้พ้นสายตาคู่นั้นแล้วหยิบกุญแจห้องส่งให้เขาไป 


“ห้องอยู่ชั้นสี่ เดินตรงไปแล้วเลี้ยวซ้ายก็เจอลิฟต์” 


“ขอบใจนะไอ้น้อง” 


เฮ้อ... รีเซฟชั่นหนุ่มผ่อนลมหายใจเฮือกยาวเมื่อเขาคนนั้นผละไป เมื่อกี้เป็นช่วงชุลมุนไม่ทันสังเกตว่าชายหนุ่มที่มาขอเปิดห้อง ไม่มีสัมภาระติดตัวมาด้วยสักอย่าง เข้าขั้น ‘แปลก’ แต่ก็ยอมปล่อยไป ดีกว่าให้เขามายืนจ้องเอาจ้องเอาทำราวกับรู้ว่าเขาซ่อนอะไรเอาไว้ 


สิงขร กระตุกยิ้มเหนือมุมปาก เดาะกุญแจในมือเล่นตอนก้าวเข้าไปด้านในของตัวตึก เมื่อลับสายตาจึงสอดกุญแจดอกนั้นเก็บไว้ในกระเป๋าแจ๊คเก็ตแล้วหยุดยืนกลางโถงกว้าง มองไปรอบๆ อย่างสังเกตสังกา 


ไม่กี่นาทีก็รู้ว่าสถานที่แห่งนี้เก่าโทรมเดาว่าสร้างมาแล้วหลายปีและขาดการดูแล ดูจากวอลเปเปอร์สีซีดจางที่ปล่อยให้หลุดร่อนจนเห็นแนวอิฐบล็อคที่ฉาบไว้ด้วยสีเลือนๆ หยากไย่สีขาวขุ่นที่จับตัวหนาเตอะตามมุมเพดานที่เปิดให้เห็นท่อพลาสติกพาดระโยงระยาง น่ารำคาญสายตา บอกให้รู้กรายๆ ว่าแขกระดับใดกันที่ยอมพักที่นี่ 


น่าแปลกใจก็ตรงที่...ตรีกูลใช้มันเป็นที่นัดพบ 


เขาขับรถออกจากคฤหาสน์สุริยวัฒน์เหมือนกับเช้าของทุกวันเพียงแต่ไม่ได้เข้าทำงานหลังจากรับสายของใครคนหนึ่ง บอกกับเลขาฯ เพียงว่าจะไปทำธุระส่วนตัวแล้วจะเข้าบริษัทภายหลัง ปะเหมาะที่มีการเบิกเงินสดครึ่งล้านจากบัญชีโดยไม่ได้บอกกระทั่งศรีภรรยา ผู้เป็นนายจึงส่งเขามาตามหาความจริงที่นี่ 


สิงขรสืบเท้าเข้าไปเรื่อยๆ ผ่านหน้าลิฟต์ไปจนถึงทางเดินแคบยาวที่ไม่คิดว่าปลายทางนั้นจะมีคาเฟ่ตั้งอยู่ มันซ่อนตัวอยู่หลังผนังเบาภายในหลืบระหว่างร้านสะดวกซื้อราวกับเป็นพื้นที่ส่วนตัวของคนที่รู้ว่ามันมีอยู่เท่านั้น เสียงตึ้กๆ ไม่เบานักจากรองเท้าหุ้มข้อแบบคอมแบทของเขาถูกกลบด้วยจังหวะดนตรีเมทัลหนักๆ ที่ใครสักคนเปิดไว้ หากไม่ใช่เพื่อความบันเทิงอาจเป็นเพราะต้องการกลบเสียงประเภทอื่นให้สิ้นซาก  


กระนั้นก็ยังมีคนได้ยิน ชายคนหนึ่งชะโงกหน้าออกมาแล้วก็ถอยกลับไปนั่งที่เดิม เหมือน ‘ยาม’ เฝ้าสถานที่มากกว่าจะเป็น ‘บาริสต้า’ ชงกาแฟให้ชิม สิงขรสูดลมหายใจยาวลึก 


...ดูเหมือนที่นี่จะไม่ใช่แค่อพาร์ทเม้นต์รายวันเสียแล้ว ข้างนอกนั่นมีการขายยาอย่างเปิดเผย ด้านในจงใจทำเหมือนเป็นสถานที่ลับแล้วห้องพักข้างบนอีกล่ะเป็นที่สุมหัวของคนประเภทไหน แล้วตรีกูลล่ะมาทำอะไรที่นี่กันแน่? 


ยิ่งก้าวลึกเข้าไป...ในใจบอดี้การ์ดหนุ่มก็ยิ่งทวีความสงสัยที่ทำให้เขาต้องเดินไปให้สุดทาง แรงดึงดูดบางอย่างรั้งฝีเท้าของเขาให้ก้าวเข้าไปในโซนนั่งที่อยู่ด้านในสุด ไม่ว่าอะไรหรือใครก็ตามที่เจ้านายส่งเขามาตามหาจะโยงกลับไปหาตรีกูล แต่ร่างสลบไสลที่เขากำลังจ้องมองด้วยอาการตกตะลึงอยู่นี้ทำให้คนแกร่งอย่างเขาแทบลืมหายใจ 


สิงขรกะพริบตาถี่ๆ ไม่คิดเลยว่าการพบกันอีกครั้ง ‘ระหว่างเขากับหล่อน’ จะเกิดขึ้นในสถานการณ์โกลาหลเช่นนี้ 


------------------------------------------------------------------------------------------------------------------------------------------------------------


ตอนนี้เค้าสงสาร 'ไอ้สิงห์' จับใจ เริ่มตั้งแต่หลงรักเขาข้างเดียว  
...แล้วก็ยังแนะนำแต่ละอย่างให้ตัวเองเสียเปรียบอีกเนอะ 
รัก ชอบ ก็เม้นต์กันได้นะคะ เค้า 'รอ' เหมือนเดิม 
วันนี้ขอบคุณที่แวะเข้ามาอ่าน "เปลวปรารถนา" กันค่ะ 
                                                      ดาลัน :)

Created ภาพจาก Internet 
ให้กำลังใจนักเขียน
นักเขียนได้รับกำลังใจแล้ว!
นักเขียนได้รับกำลังใจแล้ว 9 ครั้ง

นิยายที่ผู้อ่านนิยมอ่านต่อ

loading
กำลังโหลด...

99 ความคิดเห็น

  1. #68 tungkn4841 (@tungkn4841) (จากตอนที่ 6)
    วันที่ 29 พฤศจิกายน 2558 / 06:29

    เกิดอะไรขึ้นกับเอิง แน่เลย
    รอไรเตอร์มา up ต่อ

    #68
    0
  2. #67 uranus28 (@sweetpeacm) (จากตอนที่ 6)
    วันที่ 26 พฤศจิกายน 2558 / 16:40
    รอๆๆค่ะ
    #67
    0
  3. #66 kung11906 (@kung11906) (จากตอนที่ 6)
    วันที่ 25 พฤศจิกายน 2558 / 12:14
    คิดถึงๆมาต่อไวๆนะคะ
    #66
    0
  4. #57 kung (จากตอนที่ 6)
    วันที่ 12 ตุลาคม 2558 / 00:45
    เอาอดีตของตัวเองมาให้เอื้องอลินเป็นแพะรับบาปพวกปีศาจใจดำอำมหิต
    #57
    0
  5. #49 tungkn4841 (@tungkn4841) (จากตอนที่ 6)
    วันที่ 16 สิงหาคม 2558 / 02:27
    เงื่อนปม ที่สร้างความสงสัยให้เอื้องอลินเป็นที่สุด

    #49
    0
  6. #47 YYM-3 (@YYM-3) (จากตอนที่ 6)
    วันที่ 10 พฤษภาคม 2558 / 12:36
    รีบมาต่อน่ะค่ะรออยู่สนุกมากๆ
    #47
    0
  7. #46 tungkn4841 (@tungkn4841) (จากตอนที่ 6)
    วันที่ 28 เมษายน 2558 / 02:09
    หรือเพราะวาสนาจึงทำให้คนทั้งคู่มาเจอกัน  รอไรเตอร์มา up ต่อ
    #46
    0