พรางภุมริน (ตีพิมพ์สนพ.สมาร์ทบุ๊ค)

ตอนที่ 8 : ตอน 6 ค่าตัว < Re run 100% ka >

  • เนื้อหานิยายตอนนี้เปิดให้อ่าน
  • View : 4,362
    จำนวนคนให้กำลังใจ : 18 ครั้ง
    6 มิ.ย. 55

ตอน 6

ค่าตัว

                ชญาดาไร้แรงต้านทานเมื่อโดนฤทธิ์จูบทรงอานุภาพจากคนเจนประสบการณ์กว่า สัมผัสที่เขามอบไม่ได้อ่อนโยนเพราะคิดว่าเธอจัดเจน แต่เมื่อเริ่มไปได้สักครู่ปฏิกิริยาที่โต้ตอบกลับทำเตชิษฏ์งุนงง นอกจากไม่จูบตอบหล่อนหายใจไม่ทันด้วยซ้ำ ใบหน้าเล็กแดงก่ำ สะบัดไปมาให้ห่างจากเขาสุดกำลัง แววหวาดกลัวฉายชัด นี่หรือคนเคย...

                “ปละ ปล่อย...ฉัน” เอ่ยกระท่อนกระแท่น น้ำตามาคลอ

                เตชิษฏ์ผละใบหน้าห่างริมฝีปากเธอแค่เสี้ยววินาที เหลือบมองเดชา

                “ขับต่อไป” ออกคำสั่งเสียงเย็น คนสนิทหน้าดุผงกศีรษะรับแล้วทำหน้าที่ของตนต่อ

                เดชาทำตนเป็นหุ่น ไม่สนไม่ยินดียินร้ายต่อการกระทำของเจ้านายที่ปกติไม่เคยนอกลู่นอกทางต่อคู่หมั้นสาว ถ้าใครมาพบเห็นเตชิษฏ์ในสภาพนี้คงไม่เชื่อ เขาที่กำลังใช้กำลังพรากจูบจากหญิงสาวนุ่งน้อยห่มน้อยคนนี้ เดชาเหลือบมองร่างน้อยในอ้อมกอดเจ้านายแวบหนึ่งหล่อนไม่ได้จัดเจนอย่างปากว่า ก็แค่ทำปากเก่งเสแสร้งอวดดีไปเท่านั้น แค่หนึ่งจูบก็ระทวยหน้าแดงซ่าน แต่นั่นไม่ใช่กงการของเขาสักหน่อย

                ชญาดาตัวสั่นสะท้าน หญิงสาวพบว่าจุดบอดคือเธอโต้ตอบเตชิษฏ์ได้เท่ากับศูนย์ ที่บอกว่าเชี่ยวชาญจัดเจนกลับตาลปัตร ในเมื่อความจริงเธอไม่เคยพบพานการถูกสัมผัสจากมือชายมาก่อนด้วยซ้ำ แต่นั่นไม่ได้ทำให้เตชิษฏ์หูตาสว่าง กลับคิดว่าเธอกำลังแสดงละครตบตาเรียกราคาให้ตัวเอง

                แม่ไก่แก่อย่างชญาดาน่ะหรือจะไม่เคย นอกเสียจากเล่นละครฉากใหญ่ที่เขาต้องปรบมือให้ มันช่างแนบเนียน บริสุทธิ์ผุดผาดคล้ายสาวแรกแย้ม ชายหนุ่มหยุดจ้องมองดวงหน้าเห่อแดง จ้องดวงตาตื่นตระหนกคลอหยาดน้ำที่พยายามกลบเกลื่อนของหญิงสาว อะไรจริงอะไรเท็จยากแยกแยะ

                “อย่าบอกว่านายตรีชอบแบบที่เธอกำลังทำ แสร้งทำว่าอ่อนหัดเป็นมือใหม่แบบนี้ใช่ไหม เขาถึงหลงเธอหัวปักหัวปำ”

                เขายังคงเชื่อความคิดแรก เมื่ออีกฝ่ายเปิดทางให้มีอากาศหายใจชญาดารีบตักตวง สูดลมหายใจพรืดใหญ่พร้อมกับตั้งท่าจะเถียงคอเป็นเอ็น ด้วยนิสัยไม่ยอมคนแบบที่เตชิษฏ์เรียกว่าเก่งแต่ปากนั่นแหละ ร่างแน่งน้อยสั่นพั่บๆ ไปทั้งตัว ริมฝีปากบวมเจ่อมองเขาอย่างอาฆาตแค้น

                “จะยังไงเขาก็ชอบฉันก็แล้วกัน ส่วนคุณละอายบ้างไหมที่ทำตัวแบบนี้กับคนรักของน้อง” หล่อนขึ้นเสียงอีกครั้ง

                “เรียกว่าผู้หญิงคนหนึ่งของนายตรีจะเหมาะกว่าไหม คนรักน่ะสูงไปสำหรับผู้หญิงแบบ...” เขาละไว้ จุดยิ้มหยัน

                นั่นเป็นคำที่ชญาดาต้องข่มใจไม่อย่างนั้นอาจฟาดฝ่ามือใส่ใบหน้าหล่อเหลานั่น ชายหนุ่มถลึงเรียวตาคมกริบใส่ร่างบางที่เนื้อตัวหมิ่นเหม่เพราะเดรสสั้นที่สวมอยู่ หากเป็นผู้หญิงดีคงรักนวลสงวนตัวกว่านี้ ไม่ใช่เว้าลึกทะลุทะลวง เปิดหน้าเปิดหลังชนิดไม่เกรงสายตาใคร สายตาของเขาเปิดเผยความคิดทั้งหมด ดูถูก เย้ยเยาะกับเรือนร่างของเธอ เตชิษฏ์แสยะยิ้มสมเพชก่อนปล่อยมืออย่างขยะแขยง

                “ข้อเสนอสำหรับเธอ เงินก้อนหนึ่งที่ทำให้สบายไปอีกหลายปีโดยที่ไม่ต้องไปเดินขายอะไรๆ โอเคไหม หลักแสนปลายๆ คงจะพอ”

                เขากะเกณฑ์ให้หลังวิเคราะห์ทั้งเนื้อทั้งตัว ใบหน้าของคนถูกตีราคาเป็นเงินร้อนวาบ มือที่วางข้างตัวเงื้อมขึ้นโดยไม่ทันระวังมันสะบัดใส่ใบหน้าของเขาเต็มแรง เสียงเพี๊ยะสนั่นห้องโดยสารจนเดชาชะงัก

                “น้ำผึ้ง!” กระชากเสียงเรียก

                เจ้านายของเขาเบือนหน้ากลับมาทางเดิม รอยตาเข่นเขี้ยวดุจมัจจุราชที่พร้อมฉีกกระชากร่างบางตรงหน้า มือเล็กนั้นถูกกระชากเข้าหาชายหนุ่ม กดจนแบออกอย่างแรงเพื่อเอาคืน เตชิษฏ์ขบกรามแน่น ปลายคางมนถูกบีบด้วยมืออีกข้างบังคับไม่ให้กระดิกกระเดี้ย จูบดิบเถื่อนโถมเข้าใส่อีกระลอกจนกลีบปากบอบบางบวมช้ำ รสปร่าของหยดสีแดงซึมผุด แรงโกรธนั้นนำพาจูบกระแทกกระทั้น ยาวนานจนชญาดาหัวหมุนติ้ว ความตกใจปนเปไปกับฤทธิ์แชมเปญที่ดื่มกับพีรยุทธ ในหูเริ่มดังวิ้งๆ ร่างทั้งร่างลอยคว้าง

                “ดุเด็ดร้อนแรงแบบนี้ชอบไหม เธอมันช่างยั่ว ถ้าทำเก่งกับผมอีกมันจะมากกว่านี้” ข่มขู่เสียงเยียบ ก่อนจะเกิดแสงวับในนัยน์ตาคม เตชิษฏ์แสยะยิ้มคิดบางอย่างได้ วิธีการที่จะกำจัดชญาดาออกจากชีวิตของตรีทัช

                “นอกจากเงินแล้วเธอคงอยากได้อย่างอื่นเป็นของแถม เธอน่าจะดีใจที่ผมยอมลดตัวลงมาหาผู้หญิงแบบเธอ จะเป็นยังไงนะถ้านายตรีรู้จักธาตุแท้ของเธอ ที่สกปรกสำส่อน เขาคงจะเขี่ยเธอทิ้งได้ไม่ยาก จริงไหม...” เขายื่นปลายนิ้วไปไล้แก้มเนียนอย่างยั่วเย้า

                “หมายความว่ายังไง? คุณจะทำอะไร?” ละล่ำละลักถาม หวั่นใจกับความคิดบ้าบิ่นของเขา

                “นายตรีไม่มีทางทนคบหากับผู้หญิงที่ได้ชื่อว่าเป็นนางบำเรอของพี่ชายหรอก ผมจะขอใช้สิทธิ์ของพี่ ปกป้องน้องชายด้วยการกันผู้หญิงอย่างเธอให้ห่างจากนายตรีตลอดชีวิต”

                ไม่!” คำขู่ของเตชิษฏ์ส่งผลให้ดวงตากลมโตเหลือกค้าง เพราะชุดแสนหมิ่นเหม่ของเธอเกิดเสียงดังแคว้ก ฉีกขาดจนอวดเนินอกอิ่ม

                กรี๊ด!!

                ชญาดาไม่คิดว่าพี่ชายของตรีทัชจะป่าเถื่อนเป็นอสูรร้ายได้เท่านี้ เขากำลังจะทำร้ายหล่อนต่อหน้าต่อตาชายหนุ่มอีกคน หญิงสาวไม่อาจประทังร่างกายเปลือยเปล่าสู้หน้าใครอีก สติที่กำลังวกวนขาดผึงด้วยกลัวแทบขาดใจ ร่างอ้อนแอ้นกรีดร้องแล้วฟุบลงกับเบาะหนัง เตชิษฏ์ชะงักมือชะงักท่าทีคุกคาม ขมวดแถบคิ้วหนาเข้มงงงัน

                “นี่มันอะไรกันวะ คิดจะหลอกกันหรือไง แสดงละครแนบเนียนจริงๆ” ปรามาสพร้อมกุมขมับที่ปวดตุบ ชญาดาเป็นลมหนีไปดื้อๆ

                หล่อนตื่นตกใจเพราะจะถูกปล้ำ นี่ใช่อาการของหญิงบริการหรือไร มีที่ไหนหวาดกลัวผู้ชายที่ตนต้องบริการ ทำไมมันถึงกลับตาลปัตรนักเล่า เตชิษฏ์ผ่อนลมหายใจหนักหน่วง เงยขึ้นมองสบเดชาอย่างหงุดหงิด

                “ผมว่าเธออาจไม่ใช่อย่างที่เจ้านายคิดนะครับ เพราะถ้าแสดงว่าเป็นลมได้ก็แนบเนียนเกินไปแล้ว เธออาจจะกลัวจริงๆ”

                เมื่อเตชิษฏ์สบตาสารถีหนุ่มจึงออกความคิดเห็น ตลอดเหตุการณ์เขาประเมินแล้วหญิงสาวคนนี้ไม่ได้เชี่ยวชาญเรื่องพรรค์นั้น แต่เจ้านายของเขาก็ยัดเยียดว่าเธอเป็นจนเขาไม่กล้าขัด เตชิษฏ์สบถในลำคอ อยากจะเชื่อแต่ตะขิดตะขวง นานเป็นนาทีชญาดาก็ยังเอนร่างอ่อนปวกเปียกไม่ไหวติง ละครที่หล่อนเล่นยังคงดำเนินต่อไปจนเขาเริ่มเชื่อ

                “คราวนี้เอายังไงครับ จะไปโรงแรม ห้องชุดของเจ้านายหรือคอนโดของเธอดีครับ” เดชาตั้งท่าจะวกรถกลับทางเดิม

                เจ้านายหนุ่มนิ่งคิดแล้วส่ายหน้า เขาต้องได้สิ่งที่ต้องการเสียก่อนจึงจะปล่อยเธอไป นั่นคือคำมั่นว่าชญาดาจะต้องระเห็จออกไปจากชีวิตของตรีทัชเสียตั้งแต่วันนี้

                “ไปที่ไหนก็ได้ ให้ฉันมีเวลาส่วนตัวกับผู้หญิงคนนี้เพื่อเจรจา”

                “โอเคครับเจ้านาย เจรจา” เดชารับคำ เขาเลี้ยวรถเข้าไปในโรงแรมริมทางเล็กๆ เตชิษฏ์ถึงกับส่งสายตาดุใส่เมื่อเหลือบมองป้ายไฟที่บ่งบอกสถานที่ เพราะเขาเองไม่ตัดสินใจให้แน่ฉะนั้นจึงเอ็ดเอากับพลขับไม่ได้ ที่พาเขาเข้ามาในโรงแรมม่านรูด

                “กว่าเธอจะฟื้นคงอีกสักพัก นี่ก็ดึกแล้วผมคิดว่าเจ้านายน่าจะมีที่พักนั่งรอเธอฟื้น ส่วนผมจะรอที่รถครับ”

                “อืม ก็ได้” ตอบอย่างเสียไม่ได้

                เตชิษฏ์พ่นลมหายใจไม่ได้คิดว่าเรื่องจะเลยเถิด ความมุ่งหมายแรกคือพาชญาดาออกมาเจรจา เอาเงินฟาดหัวเพื่อให้เรื่องจบ ไม่คิดว่าจะตกกระไดพลอยโจนด้วยการเข้าม่านรูดโนเนมด้วยกัน ชายหนุ่มก้าวลงจากรถพร้อมอุ้มร่างสลบไสลลงมาด้วย สีหน้ายังเคร่งเครียดหลังวางชญาดาลงบนเตียงแล้วก้าวไปนั่งลงยังเก้าอี้เพื่อรอ...

                เมื่อหล่อนตื่นทุกอย่างจะจบ เขาต้องเน้นที่การเจรจา ห้ามมองร่างเย้ายวนในชุดหวามกับริมฝีปากน่าจูบซ้ำนั่นเด็ดขาด

                กว่าชั่วโมงที่ชญาดาหมดสติมารู้สึกตัวอีกทีตอนเกือบหนึ่งนาฬิกา ร่างบอบบางผุดลุกขึ้นนั่งราวติดสปริง ความนุ่มหยุ่นของเตียงส่งให้ร่างเนียนโอนเอนเพราะเป็นเตียงน้ำ แสงโดยรอบสลัวเพื่อสร้างบรรยากาศ ดวงตาคู่หวานเบิกขึ้นอย่างตระหนกรีบเหลียวมองร่างกายอย่างประหวั่น

                ตะ เตียง

                ที่นี่มัน...ม่านรูด!

                ใบหน้าเล็กถอดสี มือไม้สั่นเทาขณะจับเดรสให้เข้าที่เข้าทาง และพบว่ามันขาดยาวตรงช่วงอกกลายเป็นรอยผ่าอย่างจงใจ อกสล้างโผล่พ้นอวดความเนียนผ่อง เมื่อสายตาปะทะเข้ากับดวงตาคมหล่อนถึงกับสะท้านกดเก็บความตกใจเอาไว้ กลั่นความโกรธเกรี้ยวเข้าปะทะ

                “ไอ้คนเลว! พาฉันมาที่นี่ทำไม”

                “ฟื้นปุ๊บก็ทักทายเสียน่ารักเชียวนะ ว่าผมเลว รู้หรือว่าผมทำอะไรเธอบ้าง ตรงไหน ยังไง” ชายหนุ่มลอยหน้าถามอย่างไม่สะทกสะท้าน ก็เพราะยังไม่ได้ทำสักอย่างเลยกล้ายอกย้อนอีกฝ่ายเอาสนุก ชญาดาหน้าชาหนึบเธอกดใบหน้าลงสำรวจตัวเองอีกครั้ง หาคำตอบ...

                “ก็ๆ นาย…นาย” อึกอัก เพราะบรรยายไม่ถูกว่าเกิดอะไรขึ้นไหม

                หญิงสาวมีท่าทีละล้าละลัง น้ำตาคลอหน่วยคล้ายสาวบริสุทธิ์ที่คิดว่าถูกพรากไปเสียแล้ว เตชิษฏ์เฝ้ามองอาการนั้นอย่างสังเกต ถ้าไม่ใช่ชญาดาคนนี้เขาคงเชื่อ แต่นี่ไม่ใช่...หล่อนเก่ง ที่แม้แต่เดชายังเชื่อว่าไม่ใช่ผู้หญิงประเภทนั้น

                ชญาดาหมดความอดทนกับวาจาถากถางดูถูก เธอผุดลุกขึ้นทั้งที่ยังซวนเซก้าวผ่านหน้าเขาไปอย่างไม่เห็นหัว ชายหนุ่มไวกว่ากระตุกข้อมือเล็กทีเดียวหญิงสาวก็เซหลุนเข้าหาอ้อมอก ล้มนั่งลงบนตักแข็งๆ ของเขาดังตุ้บ

                ว้าย!

                “ฟื้นแล้วก็อยู่นิ่งๆ เพราะผมต้องการให้เรื่องมันจบคืนนี้ เข้าใจบ้างไหมว่าความสะอิดสะเอือนก็มีขีดจำกัด ผมจะพูดเป็นครั้งนี้ครั้งสุดท้าย เลิกยุ่งกับนายตรีซะไม่ว่าหมอนั่นจะพิศวาสคุณขนาดไหน ผมไม่สนและขอสั่ง หากคุณไม่เชื่อคุณต้องเจอดียิ่งกว่านี้ ทางที่ดีรับเงินจากผมแล้วกลับออสเตรเลียไปซะ นั่นล่ะอนาคตของคุณ” เขาเอ่ยเสียงเยียบ ดวงหน้าซีดขาวเพราะอาการวิงเวียนไม่ใช่เพราะกลัว แต่ไร้แรงต่อกรเมื่อเขาทั้งบีบข้อมือ ทั้งบังคับให้รับปาก คนถูกข่มเม้มเรียวปากเป็นเส้นตรง แรงทิฐิอวดในแววตาคู่สวย

                “เพราะรวยเลยเอาเงินฟาดหัวคนอื่น ฉันเชื่อแล้วสิว่าคนรวยๆ รวยอย่างเดียวไม่ได้ ต้องโง่ด้วยถึงจะครบสูตร คิดเอาฝ่ายเดียว เชื่อตัวเองอย่างเดียว คิดว่าตัวเองฉลาดนักหรือคุณเตชิษฏ์ คุณทั้งโง่ ทั้งงี่เง่ามากต่างหาก ชิ!” หล่อนสะบัดหน้าพรืด

                “น้ำผึ้ง!”

                ปากดี! หล่อนเป็นอย่างนี้ตั้งแต่ต้นจวบจนวันนี้สิน่า 

                “ตอบได้หรือยัง?” คาดคั้นพร้อมกัดกรามกรอด สะกดอารมณ์ที่พุ่งสูงปรี๊ดไม่ให้กระชากร่างบางเข้าใกล้ แล้วทำอย่างที่อยากทำ

                “ฉันไม่เคยเรียกหาตรีก่อน ไม่เคยเป็นอะไรอย่างคุณว่า ต่อไปนี้จะคิดอย่างไรก็ช่างหัวคุณ เรื่องตรีคุณควรห้ามเขาไม่ใช่ห้ามฉัน น้องชายของคุณมีขาเดินเอง มีสมองคิดเอง หากคุณอยากจูงจมูกต้องไปจูงเขา ไม่ใช่มาวุ่นวายกับฉัน”

                “แล้วก็ปล่อยฉันเสียที ไหนว่ารังเกียจไง” หญิงสาวแดกดัน เตชิษฏ์อึ้งเห็นว่าจริงเขาจึงปล่อยมือที่รั้งเอวคอดบางไว้ ผลักไสร่างหอมยวนใจออกห่าง ใบหน้าคมคายร้อนขึ้นมาเฉยๆ เมื่อตั้งท่าจับหญิงสาวออกห่างจากตรีทัช แต่ตัวเองกลับ...ดึงดันอยู่ใกล้ ให้ตายเถอะ!

                “นี่เช็คเอาไปขึ้นเงินได้ทันที รับไปซะสิ” เขาเตรียมทุกอย่างมาพร้อม ยกเว้นหัวใจที่ถูกกระตุ้นเตือนด้วยความรู้สึกแปลกๆ

                “......” คนถูกฟาดหัวอึ้ง ดวงหน้าร้อนฉ่า

                กระดาษใบนั้นถูกดึงออกจากกระเป๋ากางเกงส่งให้ ชญาดาขบเม้มเรียวปากแน่นจนแทบห้อเลือด มือที่ยื่นออกไปสั่นระริก หล่อนรับมาถือไว้จนเป็นที่พอใจของเขา จะดีมากถ้าต่อจากนั้นเพียงเสี้ยววินาทีไม่มีเสียงแคว้กตามมา ชญาดาฉีกมันต่อหน้าต่อตา แล้วโยนกระดาษเศษเล็กเศษน้อยลงสู่พื้นพรมอย่างไม่ยี่หระ

                “นี่คุณ นั่นมันเงินตั้ง...” เท่าไหร่เธอก็ไม่สน!

                “ถ้าฉันจะรับเงินต้องไม่ใช่เศษเงินของเศรษฐีอย่างพวกคุณ อย่าดูถูกคนที่ด้อยกว่า เพราะฉันหรือใครๆ ก็มีศักดิ์ศรีเท่ากับคุณ หรืออาจจะมากกว่า เรื่องตรีถ้าคุณล่ามโซ่เขาไว้ไม่ได้ฉันเองก็จนปัญญา แต่ถ้าจะไปหาเขาก่อนฉันจะไม่ทำ เท่านี้ใช่ไหมที่คุณต้องการ” สุ้มเสียงกระด้างเอ่ยขึ้นคล้ายสัญญากรายๆ ดวงตาคมวับเชือดเฉือน

                “ไม่ต้องการเงิน แปลกนะ” เขายักไหล่อย่างไม่เชื่อสายตา

                “ฉันจะกลับ”

                ชญาดากดปลายเท้าที่ยังสั่นบนพรมลาย ก้าวถึงประตูห้องอย่างยากลำบาก เรี่ยวแรงทั้งหมดหดหายจากความโกรธสุดขีด จากเรื่องร้ายๆ ที่เกิดขึ้นภายในรถกับโรงแรมม่านรูด หญิงสาวก้าวออกไปพบสารถีหนุ่มที่ยังยึดพื้นที่รอนายในรถหรูคันนั้น ดวงตาโรยล้าจ้องมองเขาขุ่นคลั่กแล้วเมิน ก่อนก้าวสะโหลสะเหลออกไปยังริมฟุตบาท พยุงตัวกวักมือเรียกรถแท็กซี่ ไม่นานนายของเขาจึงตามออกมาด้วยท่าทางหัวเสีย

                “กลับโว้ย!” เขาปิดประตูรถปัง

 

                พอแล้ว...

            หญิงสาวบอกตัวเอง ทำไมต้องอยู่ให้เตชิษฏ์ประณามทั้งที่เธอไม่ใช่ แต่เพราะความมีน้ำใจของตรีทัชทำเธอปฏิเสธไม่ลง ดวงตาออดอ้อนแสนจริงใจของชายหนุ่มไม่เคยเปลี่ยน แต่ตอนนี้คงเป็นอย่างเดิมไม่ได้เมื่อให้สัญญาปากเปล่ากับพี่ชายเขาแล้ว เพื่อจบอย่างถาวร

ชญาดาเรียกมันว่าการตัดปัญหา รู้ทั้งรู้ตรีทัชคือผลพวงที่ต้องเจ็บปวด แต่เธอไม่มีทางออกอื่น

                ตรีทัชแทบคลั่งเมื่อหญิงสาวตัดการติดต่อ โทรศัพท์หาเท่าไหร่ชญาดาไม่รับสายทำให้เชื่อว่ามีบางอย่างผิดปกติ ร่างสูงโปร่งเดินวุ่นเป็นหนูติดจั่น ครั้นเห็นหน้าชลชิณีจึงรีบถามไถ่ เด็กสาวหน้าใสในชุดสาวออฟฟิศยิ้มหวานทว่าตรีทัชเคร่งขรึม กาแฟร้อนพร้อมเสิร์ฟจึงชะงักเมื่อผู้เป็นนายคล้ายมีความกังวลล้นเหลือ

                “พี่ตรีเป็นอะไรหรือเปล่าคะ?”

                “พี่กำลังเป็นห่วงน้ำผึ้ง โทรไปเท่าไหร่ก็ไม่มีคนรับสายเลย ไม่รู้ว่าเป็นอะไรหรือเปล่า”

                “เอ เมื่อเช้าก็ปกติดีนี่คะ หรือว่า...พี่ผึ้งลืมมือถือคะ”

                “อืม ก็เป็นไปได้ น้ำตาลลองโทรหาได้ไหมครับ” เขาอยากไขข้อข้องใจ เมื่อเด็กสาวบุ้ยใบ้ว่ามีคนรับสายมือหนาก็คว้ามือถือไปครอง เดินเลี่ยงออกจากห้องทำงานไปปล่อยน้ำตาลยืนเหลอหลา นับวันอาการคลั่งพี่สาวของเธอยิ่งแสดงออกมามาก มากจนเธอเผลอเจ็บที่อกข้างซ้าย

                “ว่ายังไงจ๊ะน้ำตาล” ชญาดาเอ่ยทักน้องสาว อีกฝ่ายรอลุ้นใจเต้นถี่

                “น้ำผึ้งครับอย่าเพิ่งวางสายนะครับ ผมขอร้องล่ะ” เขาปรามไว้ทันทีที่กรอกเสียงร้อนรนลงไป ชญาดาเม้มเรียวปากอย่างหนักใจ ไม่อยากมีปัญหากับพี่ชายเขาอีก แต่น้ำเสียงทอดอ้อนวอนนั่นก็น่าสงสารเช่นกัน หล่อนตกลงใจ คุยก็คุย

                “ค่ะ ผึ้งฟังอยู่”

                “ทำไมไม่รับสายผมล่ะครับ เกิดอะไรขึ้น บอกผมมาตรงๆ เถอะ”

                “ผึ้งไม่คิดว่าตรีอยากฟังหรอกค่ะ ถ้าจะถามตรีกลับไปถามพี่ชายของตรีดีกว่า ผึ้งตกลงกับเขาไปแล้วไม่อยากผิดคำพูด”

                แม้จะพูดอย่างนุ่มนวลแต่ทุกอย่างกลับบาดลึก ชญาดาไปตบปากรับคำอะไรกับเตชิษฏ์ถึงได้ทำตัวเหินห่าง ตรีทัชไม่รอช้าหลังวางสายจากเพื่อนสาว ชายหนุ่มก้าวอาดๆ ไปยังห้องทำงานของพี่ชาย เร็วจนชลชิณีตามไม่ทัน เขาไม่สนใจกาแฟที่เพิ่งสั่งให้เธอชง ไม่สนกระทั่งแววตาสั่นไหวที่มองตามทุกอากัปกิริยาของเขา เพราะคนที่อยู่ในใจมีหนึ่งเดียวนั่นก็คือ พี่สาวของเธอ

                ชายหนุ่มผู้น้องสะกดอารมณ์ขุ่นข้องเมื่อเผชิญหน้ากับเตชิษฏ์ซึ่งนั่งเอนกายในท่าสบาย ปรายตามองน้องชายแวบเดียว ธุระของอีกฝ่ายคงไม่พ้น...

                “ลมอะไรหอบนายมาถึงนี่ นั่งก่อนสิ” ถามเสียงเรียบเรื่อย

                “พี่ต้น ผมอยากรู้เรื่องที่พี่ตกลงกับน้ำผึ้ง มันยังไงกันแน่ครับ”

                ร่างสูงโปร่งทรุดลงนั่งตรงหน้า มองตอบนัยน์ตาคมสีเดียวกันขุดคุ้ย เตชิษฏ์ยักไหล่หนาคล้ายไม่ใส่ใจ แค่เรื่องของผู้หญิงพรรค์นั้นคนเดียวน้องชายเขาถึงกับนั่งไม่ติด วิ่งโร่มาถึงที่นี่

                “นายเดือดร้อนหรือเขาเดือดร้อนกันล่ะ ห่างๆ กันบ้างจะเป็นอะไรไป ผู้หญิงแบบนั้นน่ะ...” เขาหยุดคำค่อนแคะแค่นั้น ยามสบตาตรีทัช

                “ผมเคยบอกพี่ต้นไปแล้วนี่ครับ ว่าผมกับน้ำผึ้งเราเข้าใจกันดีในแบบของเรา ขอร้องว่าพี่อย่ายื่นมือมาเกี่ยวเพราะข้อตกลงของพี่ทำให้เธอไม่ติดต่อผมอีก ตอนนี้น้ำผึ้งไม่เหลือใครเธอเพิ่งจะเสียคุณแม่ไป แถมตัวเองก็เพิ่งเกิดอุบัติเหตุผมทิ้งเธอไปไม่ได้หรอก”

                คนฟังสะดุดใจกับบางเรื่องที่เขาไม่เคยรู้มาก่อน ว่าชญาดาเผชิญอะไรมาบ้าง ที่เขาเห็นหล่อนกระด้างกระเดื่อง ทำตัวเข้มแข็งไปเสียทุกเรื่อง ไม่เคยมีคำขอร้องอ้อนวอนจากปากหล่อนให้เห็นใจ จึงไม่ผิดมิใช่หรือและไม่จำเป็นจ้องเห็นใจหล่อน ตรีทัชฮึดฮัดหนัก เขาค้ำแขนทั้งสองข้างลงบนโต๊ะทำงานของพี่ชาย กายนั้นสั่นสะท้านแต่พยายามระงับ

                “พี่พูดอะไรกับเธอ” ถามซ้ำเสียงหนัก

                “แค่เสนอข้อตกลงให้เธออยู่ห่างๆ จากนายซึ่งเธอก็รับปากแล้ว พี่หวังดีนะตรี นายไม่รู้หรอกว่าจริงๆ แล้วน้ำผึ้งเป็นผู้หญิงแบบไหน ไม่เหมาะกับนายสักนิดเดียว นายควรจะได้ผู้หญิงดีๆ สักคนที่เชิดหน้าชูตา ส่งเสริมกันและกัน ไม่ใช่ผู้หญิงไร้หัวนอนปลายเท้า ทำตัวไม่เหมาะสมแบบนี้”

                “อะไรล่ะครับที่พี่ต้นว่าไม่เหมาะ” ตรีทัชถามเสียงเยียบ ในเมื่อตลอดมาชญาดาอยู่ในกรอบ ไม่เคยแสดงสักครั้งว่าก๋ากั่นเกินความเป็นสุภาพสตรีทั้งที่อยู่เมืองนอกหลายปี แล้วอะไรที่ทำให้พี่ชายของเขาเข้าใจผิดกันเล่า

                “ผู้หญิงคนนั้นไปกับผู้ชายอื่น เขากำลังหลอกนายเข้าใจไหมตรี ถึงนายไปคาดคั้นก็ใช่ว่าเขาจะยอมรับ พี่เห็นเต็มตาก็แล้วกันว่าเขามีคนอื่นในขณะที่หลอกนายไปวันๆ” เตชิษฏ์เปิดปากเล่าเรื่องที่เขาเชื่อสนิท ภาพจี๋จ๋าระหว่างชญาดากับไอ้ผู้ชายในรถหรูคันนั้นติดตา คนฟังส่ายหน้า

                “ไม่จริง!”

                “จริงสิ แล้วถ้าพี่บอกว่าเธอไม่ได้มีนายคนเดียว ไหนจะผู้ชายคนนั้น แล้วยัง...กับพี่ด้วยล่ะ” เตชิษฏ์เลือกแหย่ขาเข้ามาเกี่ยว

                “......” โสตประสาทคนฟังอื้ออึง นัยน์ตาคมลุกเรืองเมื่อพี่ชายอวดอ้างความเป็นเจ้าของในตัวชญาดา ตรีทัชอึ้งคล้ายศีรษะโดนค้อนหนักเป็นตันทุบอย่างแรง ชายหนุ่มผงะไถลเก้าอี้เบาะหนังถอยห่างแล้วส่ายหน้าไม่ยอมรับ แรงขึ้นเรื่อยๆ

                “นายคิดดูดีๆ สิ หล่อนเหมาะกับนายจริงๆ รึ ผู้หญิงที่ผ่านมือใครต่อใครมาอย่างนั้นน่ะ”

                ชายหนุ่มโกหกคำโต คิดเพียงปกป้องน้องชายจากหญิงสาวที่เขาตราหน้าว่าหล่อนสกปรก เต็มไปด้วยรอยราคีคาว ยากที่ตรีทัชจะปักใจเชื่อแต่ไม่ปฏิเสธว่าหวั่นไหว น้ำผึ้งที่เขาเฝ้าทะนุถนอมน่ะหรือ สนิทชิดเชื้อกับเตชิษฏ์ถึงขั้น...

                อีกครั้งที่เขาสะบัดหน้าแรงๆ ยกมือขึ้นปรามเมื่อคนตรงหน้าจะสำทับ สร้างคำพูดร้ายกาจทำร้ายหัวใจภักดีต่อชญาดา

                “ผมไม่คิดว่าจะได้ยินคำนี้จากพี่ ไม่คิดว่าพี่จะตีหลังผมจนหักด้วยการทำกับคนที่ผมรักอย่างนี้ ผมไม่มีอะไรจะถามอีกแล้ว ระหว่างผมกับน้ำผึ้ง ผมขอ...พี่อย่ามายุ่งเกี่ยวอีก สุดท้ายจะจบแบบไหนผมขอเลือกเอง”

                จบคำตรีทัชลุกพรวด หากทนอยู่ต่ออาจขาดสติทำร้ายพี่ชายในสายเลือด เมื่อพ้นร่างน้องชายเตชิษฏ์พ่นลมหายใจยาวเหยียด ตรีทัชลุ่มหลงชญาดาจนขาดสติ ส่วนเขาล่ะขาดสติไม่ต่างกันเมื่อโป้ปดคำเท็จออกไป

                เขาน่ะหรือรู้จักเรือนร่างยวนใจนั้น เขาน่ะหรือที่มีโอกาสแตะต้องชญาดา ก็เปล่า...

                แต่เพราะต้องการกีดกัน ตรีทัชอาจเลือกเลิกราจากชญาดาแค่รู้ว่าใช้ผู้หญิงคนเดียวกับพี่ชาย และชายอื่นหมื่นแสน เขาแล้งซึ่งน้ำใจจนไม่คิดว่าหญิงสาวที่ถูกพาดพิงเสียหายกับเรื่องที่กุขึ้น ช่างเถิดเวลานี้เขาคิดแค่กำจัดชญาดาเท่านั้น ยังมีอีกเรื่องที่เตชิษฏ์ตั้งใจจะถามไถ่น้องชายหลังรับรายงานจากฝ่ายทรัพยากรบุคคลว่ารับเลขานุการให้ตรีทัชแล้ว

                เมื่อแรกไม่เอะใจเพราะคิดว่ารับเข้ามาตามกฎของบริษัท แต่เมื่อรู้ข้อมูลลึกๆ ว่าเธอคนนั้นชื่อ ชลชิณี เหมรัตน์ ทำให้เขาใคร่รู้ เพราะเจ้าหล่อนนามสกุลเดียวกับคู่หมั้นสาว แต่ยังไม่ทันได้พูดคุยตรีทัชก็หุนหันจากไปเสียก่อน

 

                ชญาดาไม่แปลกใจเลยเมื่อพบตรีทัชที่ล็อบบี้ของคอนโดมิเนียม เขาผุดลุกก้าวยาวๆ เข้ามาหาทันทีที่เห็นร่างโปร่งระหงผลักประตูกระจกแบบบานสวิงเข้ามา สีหน้าของหญิงสาวไม่แสดงอาการแปลกใจแต่เย็นชาจนน่าใจหาย ร่างสูงโปร่งหยุดตรงหน้าส่งสายตาเว้าวอน พลางเอื้อมมือไปกุมทับมือเพื่อนสาวแล้วรั้งมาใกล้ตัว

                “น้ำผึ้งครับ ผมเป็นห่วง”

                นั่นเป็นประโยคแรกที่เขาเอ่ย ไม่ใช่คำแข็งกร้าวแล้วคาดคั้นเอากับเธอ นี่แหละนิสัยอ่อนโยนของตรีทัชที่หญิงสาวเมินไม่ลง แม้ว่าพี่ชายของเขาจะทำเธอเจ็บปวดทั้งกายและใจ ชญาดาปรับสีหน้าบึ้งตึงผนวกดวงตากร้าวแล้วแปรไปเป็นอ่อนโยนในที่สุด เพื่อความยุติธรรมเธอจะต้องแยกให้ออกระหว่างพี่กับน้อง

                “ตรีมานานหรือยัง ผึ้งเพิ่งจะเลิกงานน่ะ” ทักทายปกติ เขาส่ายหน้าหงึกหงัก ทั้งที่เป็นเวลากว่าสามชั่วโมงที่ทิ้งตัวฝากน้ำหนักไว้กับโซฟารับแขกตัวนั้น

                “ไม่เลยครับ ถึงช้าแค่ไหนผมก็รอได้” เอ่ยจริงใจ

                สายตาหลายคู่จับจ้อง คนไม่ชอบเป็นขี้ปากคนอื่นจึงชวนเพื่อนหนุ่มขึ้นไปยังห้องพัก ให้พ้นหูพ้นตาผู้คนที่เดินผ่านไปผ่านมาในโถงนั้น นี่จึงเป็นครั้งแรกที่ตรีทัชได้เยี่ยมหน้าเข้าไปในห้องพักขนาดกะทัดรัด พร้อมเฟอร์นิเจอร์ครบครันของชญาดา

                ภายในห้องนั้นตกแต่งได้น่าอยู่ ตัวอาคารมีระบบรักษาความปลอดภัยในการเข้าถึงห้องพักด้านบนโดยคีย์การ์ด กลางห้องมีชุดโซฟาบุด้วยกำมะหยี่สีดำตั้งเด่น ตรงกันข้ามชิดผนังเป็นที่วางมินิเธียร์เตอร์กับตู้เย็น ส่วนห้องครัวแบ่งพื้นที่เล็กๆ ห่างจากห้องรับแขก โดยการวางเครื่องทำกาแฟกับไมโครเวฟบนเคาน์เตอร์ ข้างๆ เป็นซิงค์ล้างจาน ถือว่าครบครันสำหรับที่พำนักอาศัยของคนคนเดียว ส่วนประตูบานนั้นคงจะเป็นช่องทางผ่านไปยังห้องนอนของหล่อน ตรีทัชสำรวจทุกอย่างอย่างรวดเร็วแล้วเบือนกลับมาหาเพื่อนสาว

                “นั่งก่อนสิ” ชญาดาเอ่ย ลุกไปรินน้ำเย็นสองแก้วแล้วตามมานั่งด้วยกัน

                “ตรีมาเพราะ...”

                “ผมไปคุยกับพี่ต้นมาแล้ว เขาพูดอะไรร้ายๆ กับน้ำผึ้งใช่ไหมครับ ผมอยากมาบอกให้เร็วที่สุดว่าผมไม่สนใจหรอกไม่ว่าพี่ต้นจะว่ายังไง”

                “ตรีน่าจะฟังพี่ชายตรีบ้าง ผึ้งเองก็เป็นแค่ผู้หญิงธรรมดาๆ คนหนึ่ง อาจไม่ดีพร้อมอย่างที่ตรีหวังไว้”

                “ไม่ครับ สำหรับผมน้ำผึ้งก็คือน้ำผึ้ง ใครหน้าไหนจะว่าอย่างไรผมไม่สน” นัยน์ตาหนุ่มหล่อพราวไหว ปฏิญาณแล้วจะไม่แคร์ใครเท่าเธอ เขาหนักแน่นอย่างไม่น่าเชื่อ

                “แม้แต่คุณพ่อคุณแม่ของตรีหรือคะ ตรีก็รู้ว่าผึ้งไม่ได้มีอะไรดีพอที่จะยกตัวเองให้เท่าตรี วันหนึ่งถ้าไม่มีใครเห็นด้วยกับเรื่องนี้ตรีจะขัดใจกับครอบครัวเปล่าๆ ผึ้งไม่อยากให้เป็นอย่างนั้น และที่ผึ้งรับปากกับเขาก็เพื่อความสบายใจของทุกฝ่าย”

                “แต่ผมไม่สบายใจ พี่ต้นไม่มีเหตุผลเลยที่ว่าน้ำผึ้ง เรื่องพรรค์นั้นผมไม่สนอีกเหมือนกันมันก็แค่ขี้ปากคน ผมรู้ว่าน้ำผึ้งเป็นยังไงก็พอแล้ว”  

                ความรักลึกซึ้งต่างหากที่อยู่เหนือกฎเกณฑ์ในความรู้สึกของตรีทัช

                เจ้าหล่อนส่ายหน้า เพราะรู้...ไม่ได้ดีเลิศอย่างที่เขาเข้าใจ ความแค้นทำให้หล่อนกล้าแหย่เท้าเข้าหากองเพลิง เอาตัวเข้าเสี่ยงกับพีรยุทธที่เป็นดั่งไฟ ชายหนุ่มตรงหน้าแน่แก่ใจจึงเปิดเผยความในมากขึ้น แต่การตอบรับยังเท่ากับศูนย์

                “น้ำผึ้งรู้ไหมครับผมยอมได้ทุกอย่างเพื่อคุณ ขอแค่อย่าตัดขาด อย่าหายไปเพราะความต้องการของพี่ชายผม นะครับ” 

                ดวงตาเว้าวอนไหวระริก เขาตกอยู่ท่ามกลางไฟรักจนไม่อาจถอนตัว รักในขณะที่อีกฝ่ายยังมองเขาแค่เพื่อนผู้มีน้ำใจ ตรีทัชจ้องนัยน์ตาเศร้าซึ้งที่หล่อหลอมไปด้วยความเจ็บปวด ทว่ายังคงงดงาม

                แรงดึงดูดของโลกรั้งเขาเข้าใกล้ จรดชิดดวงหน้าสีน้ำผึ้งที่ลอยเด่นอวดริมฝีปากจิ้มลิ้มกับปลายจมูกโด่งสวย

                “......”

                หากกะพริบตาอีกครั้งตรีทัชจะสัมผัสถึงกลีบปากนุ่มนวลนั้น ชญาดาตกตะลึงกับการถึงตัวของเขา มือเล็กยกขึ้นกั้นอกแกร่งโดยอัตโนมัติก่อนตรีทัชถลำลึก ต้องหยุด!

                “เอ่อ ตรีคะผึ้งยังไม่พร้อม”

                เขานิ่งงันก่อนยอมผละออกอย่างว่าง่าย ทำความเข้าใจกับคำว่า ไม่พร้อม และไม่คิดหักหาญ ร่างสูงโปร่งขยับตัวถอยห่างกดใบหน้าแดงซ่านลง บอกตัวเองว่าจะรอจนกว่าอีกฝ่ายจะพร้อม

                “ครับ ผมเข้าใจ”

                มือหนายังวางทาบทับถ่ายทอดแทนความห่วงใยทั้งหมดทั้งมวล ชญาดากลืนก้อนแข็งที่ผุดขึ้นขวางลำคอ อาการที่ตามมาคล้ายน้ำท่วมปาก เมื่อครู่เกิดภาพซ้อนภาพนั้นคือเจ้าของฝีปากคมกล้าที่กดหล่อนลงต่ำราวเศษดิน แต่มอบสัมผัสกระด้างรุนแรงจนต้องจำจนวันตาย เมื่อใกล้ตรีทัชคล้ายเตชิษฏ์ติดตามดั่งเงา จะปล่อยเธอกับเขาถลำลึกไปกว่านี้ไม่ได้ ความเงียบเข้าแทนที่เกือบนาทีก่อนตรีทัชยิ้มเขิน ลูบท้ายทอยเก้อๆ

                “ผมนี่ใช้ไม่ได้เลย น้ำผึ้งกำลังไม่สบายใจอยู่แท้ๆ ขอโทษนะครับ”

                “ไม่ใช่อย่างนั้นนะตรี ผึ้งกำลังคิดว่าจะทำอย่างไรดีเรื่องที่พี่ชายของตรีเข้าใจผิด เพราะผึ้งไม่มีอะไรมาการันตีตัวเองเลย”

                หญิงสาวเสออกเรื่องอื่น ใจจริงไม่เคยคิดอธิบาย เขาเข้าใจอย่างไรก็ปล่อยตามนั้น เธอไม่สามารถตามไปอธิบายความเข้าใจผิดกับทุกคนได้ในเมื่อนี่คือตัวตนของเธอ ชายหนุ่มผงกศีรษะเห็นด้วยอยากให้ทุกคนในครอบครัวบรรณวัตรยอมรับผู้หญิงที่เขารัก และอยากถามว่า...เขาพอจะมีหวังไหม? หรือไม่เลย...

                “ผมจะพาน้ำผึ้งไปพบคุณแม่ ท่านมีเหตุผลกว่าทุกคนและเชื่อว่าท่านจะต้องต้อนรับคุณ” เขายิ้มอย่างมีหวัง ทั้งที่หวั่นว่าพี่ชายอาจใส่ข้อมูลบิดเบือนให้มารดาบิดาไปเสียก่อนแล้ว ชญาดาผงกศีรษะรับ คลี่ยิ้มบางค่อยๆ รั้งมือที่ถูกกุมกลับอย่างอ่อนโยน

                “ขอบคุณที่ตรีเชื่อใจผึ้ง กลับไปก่อนเถอะนะคะ นี่ดึกมากแล้ว”

                “ครับ แล้วผมจะโทรหานะ” เขายอมล่าถอยเมื่อได้รอยยิ้มละมุนตอบแทน

                หญิงสาวส่งตรีทัชที่หน้าประตูแล้วกลับมาขลุกตัวในห้อง ร่างอ้อนแอ้นในชุดทำงานล้มตัวนอนเหยียดอย่างไร้เรี่ยวแรง ดวงตาอ่อนล้าหรี่แสงเมื่อมองไฟนีออนบนเพดาน หล่อนเม้มกลีบปาก กดเนื้ออ่อนเข้าหากันเพื่อระบายแค้น

                ภาพร้ายๆ ในคืนนั้นยังตอกย้ำ ห้องที่เต็มไปด้วยแสงสีภายในโรงแรมม่านรูด กับความหยาบคาย กักขฬะที่เกิดเพราะเตชิษฏ์จะยังคงฝังในความทรงจำ มือเรียวเล็กยกขึ้นขยี้ริมฝีปากบอบบาง ถูแรงๆ จนแดงเถือกอยากลบเลือนสัมผัสนั้นเสีย ทว่าทำไม่ได้

                เจ้าหัวใจซึ่งเต็มไปด้วยความเกลียดชังกลับทรยศ! บอกจะจำฝังใจตลอดไป... 

 

                เลว! เลวแท้ๆ”

                เตชิษฏ์สบถกร้าวเมื่ออ่านเนื้อข่าวซุบซิบ ภาพที่ไม่คิดว่าจะมีใครถ่ายเก็บไว้ในวันนั้นขึ้นหราตรงกรอบข่าวหน้าใน เป็นเขากับเบื้องหลังของหญิงสาวโนเนมคนหนึ่งที่ประคองกันเข้าม่านรูดข้างทาง ดีที่ไม่เปิดเผยหน้าตาของฝ่ายหญิงแต่เขารู้อยู่แก่ใจว่าหล่อนเป็นใคร

                หนังสือพิมพ์ฉบับนั้นถูกพับครึ่งโยนทิ้งไปบนโต๊ะทำงานตามแรงฉุนโกรธ ความกังวลใจกำลังก่อตัวราวพายุ พัดโหมเข้ากัดกร่อนความมั่นใจของผู้บริหารหนุ่มจนสิ้นซาก

                นี่เขาจะตอบคำถามปวริศาอย่างไร? ไหนจะคุณแม่ของเขา ไหนจะผู้ใหญ่ฝ่ายหญิงอีก  

                “ต้น แวะคุยกับแม่ก่อนสิ” เสียงเยียบชะงักฝีเท้าที่กำลังจะก้าวพ้นไปของลูกชาย

                ด่านแรกที่กลับไปพบเป็นมารดา คุณมยุรินนั่งรอลูกชายคนโตหมายคาดคั้นเอาความจริง ข่าวนั้นทำให้นางไม่อยากเชื่อนักว่าคนอย่างเตชิษฏ์น่ะหรือนอกลู่นอกทาง เพราะอดีตที่ไม่เคยด่างพร้อยตลอดวัยหนุ่ม ชายหนุ่มช่างเลือก ถือตัวและยึดมั่นในศักดิ์ศรี ไม่มีทางเกลือกกลั้วผู้หญิงชั้นต่ำอย่างภาพข่าวที่เห็น แต่ครั้งนี้ถ้าจะให้เชื่อก็ต้องจากปากลูกชายเท่านั้น

                ร่างสูงใหญ่ในชุดสูทสากลที่เหลือแต่เสื้อเชิ้ตพับแขนขึ้นถึงศอกก้าวมาหยุดตรงชุดโซฟาราคาแพง พ่นลมหายใจหนักหน่วงเมื่อเหลือบไปเห็นหนังสือพิมพ์ฉบับเดียวกับที่เขาเปิดอ่านวางอยู่ตรงหน้ามารดาก็พอรู้ชะตากรรม คุณมยุรินรักปวริศาดุจลูกหลาน แล้วเรื่องที่เขาทำก็กระทบกับเด็กสาวกับครอบครัวโดยตรง ถูกมองว่าไม่ซื่อสัตย์ต่อคนรัก เขาทรุดลงนั่งตรงข้ามมารดาด้วยสีหน้าหนักใจ

                “มีอะไรจะบอกแม่ไหมต้น ผู้หญิงคนนี้นี่ใคร แล้วลูกไปมาจริงๆ ใช่ไหม?” นางส่งคำถามเจาะลึกทีเดียวครบ อีกฝ่ายกลืนน้ำลายที่พลันขมเฝื่อน แววตาขอลุแก่โทษ

                “คุณแม่ครับถ้าผมบอกว่าใช่ผม แต่ที่นั่นไม่มีอะไรเกิดขึ้นอย่างที่ข่าวเขียน คุณแม่จะเชื่อไหมครับ?”

                “แม่อาจจะเชื่อ แต่หนูรศานี่สิไหนจะคุณพ่อคุณแม่เขาอีก ตาต้นนะตาต้น” มารดาเข่นเขี้ยวเสียงเขียว

                คุณมยุรินยังกลุ้มใจเพราะเข้าหน้าครอบครัวฝ่ายหญิงไม่ติด ก็พ่อลูกชายตัวดีทำงามหน้าขนาดพาผู้หญิงอื่นเข้าโรงแรมทั้งที่แหวนหมั้นติดนิ้ว แต่สีหน้าย่ำแย่ของเตชิษฏ์บ่งบอกว่าชายหนุ่มกลุ้มพอดู นางจึงไม่ซ้ำเติมเพิ่มแผล

                “เอาเถิด แม่จะลองพูดกับผู้ใหญ่ให้ ส่วนหนูรศาต้นก็ไปขอโทษน้องเองก็แล้วกัน อย่าให้ถึงขั้นต้องถอนหมั้นกันเลย”

                “คุณแม่ครับ ผมไม่คิดจะถอนหมั้นกับรศานะครับ”

                “แต่ฝ่ายนั้นเขาคิดอย่างไรยังไม่รู้นี่ ไปๆ ไปอาบน้ำอาบท่าเสียก่อน เห็นว่านายตรีจะพาเพื่อนมาเที่ยวบ้าน วันนี้คุณพ่อก็ไม่อยู่ซะด้วยจะได้ช่วยกันต้อนรับแขกของน้องหน่อย” เตชิษฏ์อึ้งเพราะคำมารดา ตรีทัชจะพาเพื่อนมาบ้าน เพื่อนคนไหน!

                เรียวตาคมแกว่ง...อาจเป็นชญาดา

                ต้นเหตุแห่งความปั่นป่วนย่างกรายถึงบ้านบรรณวัตรแล้วหรือ เขาผละจากห้องรับแขกขึ้นห้องกบดาน เดินไปเดินมาในห้องนอนแล้วก็ชะงักเมื่อได้ยินเสียงรถจอดเอี๊ยด เมื่อลอบมองผ่านม่านหนาก็เห็นตรีทัชอ้อมมาเปิดประตูรถ รอจนกระทั่งหญิงสาวคนหนึ่งก้าวลงมายืนอวดร่างสะโอดสะอง เรือนผมปล่อยยาวแกว่งไกวทาบชุดแส็กแขนกุด ชุดเป็นสีขาวบริสุทธิ์ สีที่ไม่คู่ควรกับหล่อนแม้แต่น้อย

                หญิงสูงวัยประดับยิ้มเยือน ความอิ่มเอิบกับนัยน์ตาอ่อนโยนทอดทอคล้ายมารดาจนหญิงสาวจ้องมองไม่วางตา ชญาดาประณมมือไหว้คุณมยุรินแล้วยืนนิ่งงัน น้ำตาตกในด้วยคิดถึงมารดาที่เพิ่งจากไป รู้สึกตัวอีกทีก็ตอนที่มือหนาแตะศอกชวนเธอไปนั่งลง

                “สวัสดีค่ะคุณป้า”

                “สวัสดีจ๊ะ หนูน้ำผึ้งนี่สวยอย่างที่ตาตรีอวดแม่เอาไว้เลย น่ารักจริงๆ” นางชมเปาะ ตรีทัชยิ้มกว้างพลางหันไปอมยิ้มให้เพื่อนสาว

                “ตรีชอบชมผึ้งมากเกินไปจนผึ้งจะเหลิงแล้วค่ะคุณป้า ทั้งที่ผึ้งก็กะโปโล ดูไม่มีอะไรแท้ๆ” ถ่อมตน

                ชญาดาไม่คิดภูมิใจในความสะสวยที่มองผ่านใบหน้านี้ ดวงตาคมซึ้งที่เชิญชวนให้ใครต่อใครเข้าใจผิดโดยเฉพาะผู้ชาย ไม่เคยปรารถนาผิวพรรณเนียนสีน้ำผึ้งที่ดึงดูดสายตา ไม่ปรารถนากิริยาเร้าใจชายหนุ่มแม้ว่าจะอยู่เฉยๆ แต่นั่นเป็นเรื่องที่หลีกเลี่ยงไม่ได้ และถึงแม้ตรีทัชจะแนะนำว่าชญาดาเป็นเพื่อนสาวคนสนิทตั้งแต่ที่ออสเตรเลีย แต่แววตาหวานล้ำของลูกชายบอกว่าไม่ใช่แค่นั้น มารดามองแวบเดียวทะลุปรุโปร่งจึงยิ้มชื่น

                “แม่ไม่มีลูกสาว หนูน้ำผึ้งเรียกแม่จะดีกว่านะจ๊ะเหมือนตาตรี แล้วที่ตาตรีชื่นชมหนูก็ไม่ผิดอย่างปากว่าหรอก ทั้งสวยทั้งเรียนเก่งนี่จ๊ะ”

                นางบอกเอื้อเฟื้อจนคนเพิ่งเสียแม่น้ำตาคลอ ไม่คิดว่ามารดาของตรีทัชจะอ่อนโยน และเมตตาเธอนัก

                “เอ้อ เป็นอะไรไปหรือเปล่าจ๊ะ” สีหน้าชญาดาไม่สู้ดี ดวงตายิ่งบอบช้ำ หางตาเอ่อซึม

                “คุณแม่ของน้ำผึ้งเพิ่งเสียไปเมื่อเร็วๆ นี้ครับคุณแม่” ตรีทัชบอกแทนเมื่อหญิงสาวเงียบไป นางยกมือขึ้นทาบอกตกใจไปด้วย

                “โอว...ตายจริง แม่เสียใจด้วยนะจ๊ะ”

                “ไม่เป็นไรค่ะ ผึ้งทำใจได้แล้วล่ะค่ะ”

                คุณมยุรินคุยถูกคอกับชญาดา ตรีทัชจึงวางใจปล่อยหญิงสาวไว้แล้วขอตัวไปเปลี่ยนชุด บทสนทนาราบรื่นจนชญาดาลืมสนิทเลยว่าที่บ้านหลังนี้ยังมีศัตรูหลงเหลืออีกหนึ่งคน การปรากฏตัวของเขาแบบไม่ให้สุ้มให้เสียงพาให้ดวงตานิ่งสงบวาบขึ้น ชายหนุ่มเดินลอยชายมานั่งลงข้างมารดา จ้องมองแขกสาวเขม็ง รอเวลาที่ใครสักคนจะแนะนำตัวเธอผู้นี้

                “ต้น นี่หนูน้ำผึ้งเพื่อนของตาตรีจ๊ะ”

                “สวัสดี ชื่อเพราะนะครับ...น้ำผึ้ง” เขาตีหน้าซื่อทักทายทั้งแววตาวาวโรจน์ ตีหน้าเก่งอย่างคนสองหน้าอย่างไรอย่างนั้น

                “ค่ะ สวัสดี”

                “เรียกพี่ต้นก็ได้นะ กันเองดี” เขาบอก

                “ค่ะ” รับคำอย่างเสียไม่ได้

                ให้ตายเถิดยังมีหน้าให้เธอเรียกพี่ คนอะไร!

                ชญาดาตวัดค้อนแล้วหลุบตาลงต่ำเกรงคุณมยุรินผิดสังเกต จากที่เจรจาเจื้อยแจ้วกลายเป็นเงียบ นั่งฟังเตชิษฏ์สนทนาเรื่องสัพเพเหระกับมารดา และภาวนาให้ตรีทัชกลับลงมาเร็วๆ ท่าทางซื่อๆ เซื่องๆ ของหญิงสาวผิดจากที่เขาเคยพบเรียกความสนใจจากชายหนุ่ม เขาอยากรู้ใจแทบขาดว่าชญาดาเห็นข่าวนั่นหรือยัง ข่าวที่ทำให้เขาต้องเดือดร้อน!

                “เดี๋ยวอยู่ทานข้าวด้วยกันนะหนูน้ำผึ้ง ระหว่างรอออกไปเดินเล่นไหมจ๊ะให้ต้นพาไป ไป...พาน้องไปหน่อยนั่งรอนานๆ จะเบื่อ”

                “เอ้อ ผึ้งไม่เบื่อหรอกค่ะ” รีบปฏิเสธ แต่ไม่ทันซะแล้วเพราะเตชิษฏ์ลุกขึ้นเต็มความสูง ผายมือออกเพื่อเชิญ เขาต้องการเวลาส่วนตัวคุยกับหญิงสาวอยู่แล้ว แล้วมารดาก็ส่งเสริมให้มันสำเร็จ

                “ตั้งโต๊ะเสร็จแล้วจะให้เด็กไปเรียกนะจ๊ะ ไปเถอะไป”

                พ้นสายตาคู่ที่สาม ร่างสูงใหญ่ซึ่งก้าวดุ่มๆ นำหน้าหยุดกึก คนที่ตามมาต้อยๆ หยุดตามกะทันหัน ใบหน้าที่ก้มลงมาอยู่เหนือดวงหน้าของชญาดาเล็กน้อย เตชิษฏ์ปรายดวงตาไม่เป็นมิตรกวาดขึ้นๆ ลงๆ ร่างเล็กกว่ากระถดหนีเม้มปากสนิทอย่างแค้นเคือง เกลียดคนสองหน้าที่แกล้งเป็นมิตรชนิดอยากข่วนหน้าหล่อๆ ของเขาให้ลายพร้อยทีเดียว

                “เก่งนะที่กล้ามาเหยียบที่นี่ ผมประเมินคุณไม่ถูกซะแล้วสิน้ำผึ้ง ไม่คิดว่าจะอยากเป็นสะใภ้บรรณวัตรจนตัวสั่นถึงขั้นนี้” 

                “อยากหรือไม่อยาก ฉันบอกตรีคนเดียวก็พอมั้ง”

                “คุณกำลังล้ำเส้น นี่หรือคำสัญญาที่ว่าจะไม่ยุ่ง ผู้หญิงอย่างคุณนี่มันไม่มียางอาย เชื่อถือไม่ได้สักนิดเดียว”

                “แล้วใครให้คุณเชื่อล่ะฉันบอกแล้วนี่ถ้าตรีมาหาฉันเองฉันจะไม่ปฏิเสธ แล้วมันก็เป็นอย่างนั้นในเมื่อน้องชายคุณหลงรักฉัน เราก็เลยอยู่ห่างกันไม่ได้ คราวนี้คุณจะกีดกันยังไงเหรอคะในเมื่อคุณแม่คุณก็ไฟเขียวให้ฉันคบหากับลูกชายท่าน เหลือก็แต่คนพูดยากอย่างคุณคนเดียว ซึ่งก็คงมีปากมีเสียงไม่มาก ใช่ไหมคะพี่ต้น” หล่อนแสยะยิ้มเชือดเฉือน ชญาดายั่วยุเก่งจนชายหนุ่มตกอยู่ในพายุอารมณ์ มือหนาบีบหมับเข้าที่ต้นแขนกลมกลึง หญิงสาวหน้าเหยเกบิดกายหนี

                “ปล่อยฉันนะ” ตวาดแหว

                “เห็นทีเราจะพูดกันดีๆ ไม่รู้เรื่อง ต่อไปอย่าหาผมใจร้ายก็แล้วกัน” ข่มขู่ ดวงตาอาฆาต

                “น้ำผึ้ง!” ตรีทัชเข้ามาขัดจังหวะการประทุษร้ายได้ทัน เห็นพี่ชายของเขาปลดมือออกจากชญาดาอย่างกระแทกกระทั้น ใบหน้าคมคร้ามดุดันแล้วหุนหันออกห่างชญาดา เตชิษฏ์ก้าวหายไปท่ามกลางสวนสวย เหลือก็แต่เจ้าของหน้านิ่วยืนนิ่งที่เบือนมาสบตาตรีทัชอย่างกังวล

                “น้ำผึ้งเป็นอะไรหรือเปล่าครับ เมื่อกี้...”

                “ไม่มีอะไรหรอกค่ะ ตรีมาตามผึ้งใช่ไหม เข้าไปข้างในกันเถอะค่ะ” กลบเกลือนด้วยรอยยิ้มฝืน ตรีทัชไม่สบายใจเลย ภาพเมื่อครู่พาใจหนุ่มกระตุกที่เห็นเตชิษฏ์ถึงเนื้อถึงตัวเพื่อนสาว หรือจะเป็นอย่างที่พี่ชายเคยอวดอ้างความเป็นเจ้าของในตัวชญาดา

                “ครับ ไปกันเถอะ”

                มือหนาที่เอื้อมมาจูงมือเล็กสร้างความแปลกปร่าไม่น้อย ความหวงก่อเกิดเป็นก้อนมหึมาตรีทัชจึงคว้ามือเล็กไปกุม ให้คู่แข่งเห็นชัดๆ ว่าเขาต่างหากที่รู้จักชญาดามาก่อน สนิทสนมกว่า และไม่ยินยอมให้เธอกับชายอื่นแม้แต่พี่ชายร่วมสายเลือด

                มื้อค่ำดำเนินไปแบบฝืดๆ ทั้งที่อาหารเลิศรส ชญาดาคุยน้อยทานน้อยจนน่าห่วง ไม่มีใครรั้งหล่อนไว้นานเมื่อสมควรแก่เวลาตรีทัชจึงไปส่งที่คอนโดมิเนียม บรรยากาศในห้องโดยสารเงียบกริบเมื่อหญิงสาวตกอยู่ในภวังค์ ศัตรูจ้องอาฆาตแล้วเธอจะพ้นเงื้อมมือของเตชิษฏ์ไหม ใจหนึ่งบอกว่าเป็นไงเป็นกัน ไม่ยอมให้เตชิษฏ์แสดงอำนาจบาตรใหญ่กับเธอได้ เมื่อหันไปจึงสบเข้ากับแววตาห่วงใยของเพื่อนหนุ่ม

                “ตรีมั่นใจเรื่องของผึ้งใช่ไหม ถึงแม้จะไม่มีใครเห็นด้วยก็ตาม”

                “ทำไมถามอย่างนั้นล่ะครับ ผมตัดสินใจมานานแล้วไม่คิดเปลี่ยน ไม่ว่าจะไม่มีใครอยู่ข้างผมเลยก็ตาม อย่ากังวลเรื่องพี่ต้นเลยนะครับ”

                “น้ำผึ้งครับ ผมเองมีเรื่องอยากบอกแต่ไม่รู้จะเหมาะไหม” เสียงทุ้มแผ่วหวาน รถซีดานชะลอเข้าข้างทางก่อนถึงที่หมาย ความมืดบดบังแววกังวลในแววตา บางอย่างกำลังจะพรั่งพรูเพราะกักเก็บมานานจนล้นใจ

                “คะ” ศีรษะเอียงเข้าหา

                “ผม เอ้อ ผมรักคุณนะครับน้ำผึ้ง คุณจะแต่งงานกับผมได้ไหม?”

                ชายหนุ่มตรงหน้าแสดงออกให้เห็นว่าไม่แคร์ใครเลยนอกจากเธอ เขาบอกรักและรอ...ดวงใจดวงน้อยเต้นตุบ ทวีความแรงขึ้นเมื่อสบนัยน์ตาเว้าวอนของตรีทัช ชญาดาคล้ายบางอย่างเคลื่อนมาจุก ลมหายใจถูกปิดกั้นไร้ซึ่งเสียงจะตอบคำ

                “ผึ้ง เอ่อ...”


เป็นเรื่องเสียศักดิ์ศรีน่าดู ถ้าจู่ๆ มีคนมายื่นเงินให้แล้วบอกให้ไปให้พ้นซะ
ระหว่างที่เขียนโกรธเตชิษฏ์แทนน้ำผึ้งไปแล้วค่ะ แกจะปากร้ายไปถึงไหน หุหุ
คราวนี้เป็นทีของเขา เอาไว้ทีน้ำผึ้งบ้างก็แล้วกันนะคะ รอหน่อย
ขอบคุณแรงเชียร์ล้นหลาม เอาไว้มาดูคนรู้สึกตัวช้าอย่างเตชิษฏ์โดนดีบ้าง
คนเขียนรอสมน้ำหน้าด้วยคนค่ะ คิดถึงทุกคนเลยจ้า
                                                                                   ดาลัน  

ให้กำลังใจนักเขียน
นักเขียนได้รับกำลังใจแล้ว!
นักเขียนได้รับกำลังใจแล้ว 18 ครั้ง

นิยายที่ผู้อ่านนิยมอ่านต่อ

loading
กำลังโหลด...

681 ความคิดเห็น

  1. #663 Palmy (@respiration) (จากตอนที่ 8)
    วันที่ 13 สิงหาคม 2555 / 23:06
    สงสารตรียังไงไม่รู้
    #663
    0
  2. #613 Fuengfahrainbow.. (@fuengfahrainbow) (จากตอนที่ 8)
    วันที่ 9 มิถุนายน 2555 / 17:47
    วันนี้เข้ามาอ่านสองตอนรวด ฮ่าๆ ไรเตอร์ค่ะทุกเรื่องที่แต่งสนุกมากๆเลยค่ะ
    ไรเตอร์ใจดีจะช่วยกรุณาลงทีละสองตอนได้มัยค่ะ วาจะลงแดงตายแล้วอ่ะ
    นอนลุ้นอ่าน ติดค้างทุกทีเลย อยากกลับไปเมืองไทยจัง จะหามาอ่านให้สมใจอยากเลย หุหุ
    สู้ๆนะคะ
    #613
    0
  3. #589 keepwalkinggirl (@keepwalkinggirl) (จากตอนที่ 8)
    วันที่ 10 มกราคม 2554 / 10:25
    ขอบคุณค่ะ สนุกมาก *_____*
    #589
    0
  4. #425 aoistar (@pharahoo) (จากตอนที่ 8)
    วันที่ 17 พฤศจิกายน 2553 / 17:02
    จะรอสมน้ำหน้านายต้น ชิ คนอะไรคนขับรถยังฉลาดกว่าอีกที่ มองนางเอกออก
    #425
    0
  5. #125 คุณเจ้ (@koonja-jaa) (จากตอนที่ 8)
    วันที่ 14 ตุลาคม 2553 / 21:14
    นายต้นนี่เข้าใจสร้างความชอบธรรมให้ตัวเองน่ะ
    #125
    0
  6. #36 ช่อชะเอม (จากตอนที่ 8)
    วันที่ 4 ตุลาคม 2553 / 22:07
    ขนาดพี่เดชายังรู้เล๊ย!! ทำไมอีตาต้นถึงไม่รู้ซะได้ สงสัยจะกินหญ้าขนจริงๆแหละค่ะ ฮ่าๆๆ
    แต่ก็ชอบนะ คุณต้นเถื่อนดี เหมือนน้ำผึ้งไปปลุกสัญชาตญาณความดิบในตัวคุณต้นให้ดื่น หุหุ (หัวเราะคิกคัก ชอบอกชอบใจ)

    แอบเป็นห่วงน้ำผึ้งนะเนี่ย กลับไปในสภาพแบบนั้น รอดจากคุณต้นมาได้ อาจจะไปเจอกับแท็กซี่หื่นอีก เอ่อ..หมายถึงกรณีที่เกิดขึ้นในชีวิตจริงนะคะ เดี๋ยวนี้จะไปไหนมาไหนต้องระวังตัวมากกว่าเดิม มิจฉาชีพมันเยอะ เง้อ!

    ผึ้งจ๋า ถึงตรีจะแสนดี แต่เค้าไม่เชียร์ ดูheอ่อนแอไปนิดสำหรับผึ้งอ่า ^^

    สุดท้าย..รออออออออ สมน้ำหน้า!! ด้วยค่ะ 555++
    #36
    0
  7. #35 nidaming (@nidaming) (จากตอนที่ 8)
    วันที่ 4 ตุลาคม 2553 / 21:44
    น้ำผึ้งเอาให้เจ็บในหัวใจไปเลย หนีไปให้ไกลๆ เลย ไม่ต้องให้เห็นหน้าอีก ผู้ชายอย่างพี่เตจะได้รู้ตัวซักที
    #35
    0
  8. #34 แสงจันทร์ (จากตอนที่ 8)
    วันที่ 4 ตุลาคม 2553 / 17:04
    อีตาเตนี่กินหญ้าขนเป็นอาหารใช่มั้ย ทำไมตาบอด โง่ งี่เง่า อย่างนี้นะ อย่างนี้ต้องโดนเอาคืน เอาให้หนัก
    #34
    0
  9. #33 จินนี่ (จากตอนที่ 8)
    วันที่ 4 ตุลาคม 2553 / 16:46
    พระเอกนี่ยังงัยอารายจะหาเรื่องน้ำผึ้งขนาดนี่



    ร้ายจิงๆๆๆๆ



    แล้วน้ำผึ้งจะจเอรัยบ้างเนี่ย
    #33
    0
  10. #32 สมพิศ (@9647) (จากตอนที่ 8)
    วันที่ 4 ตุลาคม 2553 / 16:33
    อ่านจุใจเลยค่ะ

    ฝากคุณดาลันเอาคืนพระเอกด้วยค่ะ

    อย่าให้ถึงตายนะคะ เดี๋ยวไม่มีบทพระเอกให้อ่าน
    #32
    0