ดวงใจนิรันดร < บทส่งท้าย อัพ 100% >

ตอนที่ 9 : ตอน 7 : จูบจากคนในฝัน < อัพ 100% >

  • เนื้อหานิยายตอนนี้เปิดให้อ่าน
  • View : 139
    จำนวนคนให้กำลังใจ : 1 ครั้ง
    30 ต.ค. 58

ตอน 7 

จูบจากคนในฝัน


เฮือก..!! 


‘เวลา’ เป็นตัวรั้งให้หญิงสาวสะดุ้งตื่นจากนิทรา ณุตตราพรวดพราดทีเดียวลุกขึ้นมานั่งพับเพียบ ราวคนเพิ่งผุดขึ้นจากน้ำจนหายใจหอบ 


คนหน้าตื่นเหลียวซ้ายแลขวาอย่างงุนงง กลอกนัยน์ตาลอกแลก ฉายแววกังวลเมื่อรอบข้างตัวเธอว่างเปล่า ปราศจากกายกำยำของคนแปลกหน้า ปราศจากเจ้าของจุมพิตหวามที่ทำหัวใจแกว่งเมื่อครู่ เหลือทิ้งไว้แค่...ความว่างโหวงในอกกับหน่วยตาที่ยังคลอ 


ภาพฝันเหล่านั้นยังติดตรา ตรึงแน่นในความรู้สึกแม้นว่าทุกอย่างจะอันตรธานไปแล้ว ณุตตราผ่อนลมหายใจเบาๆ ทั้งโล่งอกที่ตื่นขึ้นมาได้ก่อนฝันต่อไปถึงไหนๆ อีกทั้งละอายที่เคลิบเคลิ้มพอใจในรสจูบของชายนิรนามทั้งที่ไม่รู้ว่าเขาเป็นใคร มือน้อยเคลื่อนมาแตะริมฝีปากบอบบางที่ยังรับรู้ถึงสัมผัสของคนในฝัน หวั่นไหว...หัวใจเต้นไม่เป็นส่ำ แปลกใจ...เพราะเธอไม่เคยรู้สึกเช่นนี้มาก่อน ไม่เคยรู้สึกพิเศษกับใครเลย นับตั้งแต่แยกห่างจากเขา 


ณุตตราคิดอะไรเพลินๆ จึงนั่งจ่อมจมอยู่ตรงนั้น เสียงกุกกักข้างนอกเรียกสายตาของเธอไปยังประตู ใบหน้าเล็กเงยขึ้น สะดุดลมหายใจจนแทบคะมำเมื่อพบว่าเธอไม่ได้ล็อคมัน ซ้ำยังเผลอหลับไปทั้งๆ อย่างนั้น ซึ่งหมายความว่าใครก็เข้าออกห้องนี้ได้รวมทั้ง 'เขา' ด้วย หญิงสาวคิดไปไกลแล้วพวงแก้มก็แดงแจ๋ในทันที 


เพ้อเจ้อ! คิดไปได้ยังไงว่าเป็นเขา มันก็แค่... 'ฝัน' ฝันแล้งๆ ลมๆ เท่านั้นเองยัยขิม 


หญิงสาวตำหนิตัวเองแล้วคลอนศีรษะไปมา สลัดไล่ความฟุ้งซ่านพลางพยุงตัวลุกจากที่นอน ร่างบอบบางก้าวพรวดๆ ออกมาจากห้องแล้วก็เบรกแทบไม่ทัน เมื่อพบว่ามีคนนั่งอยู่ตรงโซฟาเบดกลางห้องรับแขก ชายหนุ่มนั่งหันหลังให้เธอ 


เสียงฝีเท้าตึงๆ ทำให้เขาหันขวับ เอี้ยวตัวกลับมาจ้องมองลูกน้องสาว พลางขมวดคิ้วเข้มนิดๆ ตามด้วยมองกราดตั้งแต่ศีรษะจรดปลายเท้า ณุตตราหน้าชาวาบยามก้มลงมองตัวเองในสภาพ...เสื้อผ้าที่ใส่ยับยู่ ทรงผมยุ่งเหยิงดูไม่ได้เลย ภาพนั้นทำให้ชายหนุ่มตวัดสายตาคมๆ กลับ นิตยสารรถในมือถูกปิดฉับ ธรรศลุกขึ้นอวดความสูงสง่าแล้วหันมาทั้งตัว ใบหน้านั้นยังนิ่งอยู่แม้นจะมองเธออย่างตำหนิ 


“คิดอยู่ว่าจะปลุกด้วยวิธีไหน 'ผู้ช่วย' ที่ผมหอบหิ้วมาด้วย ถึงจะลุกมา 'ช่วย' ผมทำงานสักที ตื่นแล้วก็ดีหวังว่าคงได้นอนเต็มอิ่มแล้วนะ” 


ประโยคยาวๆ เป็นคำค่อนแคะและคำสั่งไปในตัว หญิงสาวหน้าแดงซ่าน เมื่อถูกทักจะๆ อายจนอยากดำดินหนี ทว่าทำได้ที่ไหนเมื่อถูกเขาจ้องเอาจ้องเอาอยู่แบบนี้จึงได้แต่ก้มหน้างุดยิ่งกว่าเดิม 


“ขอโทษค่ะที่ปล่อยให้รอ ฉันจะรีบจัดการกับตัวเองแล้วออกมาให้เร็วที่สุด ขอเวลาห้านาทีค่ะ” บอกเร็วๆ เช่นกัน 


ณุตตราหน้าแหยทั้งรู้ว่าสภาพของเธอแย่แค่ไหนตอนเพิ่งตื่น ที่สำคัญ ความตื่นเต้นที่ตื่นมาพบเขาในสภาพนี้ บดบังความหวามไหวเพราะฝันหวานไปอย่างหมดจดทีเดียว 


“สามนาทีพอ ผมหิว!!” 


เขาสั่งเสียงเยียบแล้วก้าวอาดๆ ไปที่รถ แล้วเป็นณุตตราที่วิ่งขาแทบขวิดกลับเข้าห้อง ดูแลเสื้อผ้าหน้าผมอย่างเร็วๆ แล้วตามเขาออกมา 



หลังจากนั้นไม่ถึงห้านาที คนเลือดร้อน 'ใจร้อน' ถึงขั้นต้องทำหน้าที่สารถีเสียเอง ณุตตราตามออกมาเธอพบว่า...ชายหนุ่มนั่งประจำที่นั่งของเธอก่อนแล้ว ธรรศสตาร์ทเครื่องยนต์รอหญิงสาวจึงไม่รอช้าที่จะสอดตัวเข้าไปนั่งข้างๆ คนขับ เจ้ารถสปอร์ตหรูจึงออกตัวอย่างกระชากกระชั้นตามสภาพอารมณ์ของคนขับนั่นเอง 


เพิ่งรู้ว่าที่หมายของเขาคือ โรงแรมเพชรรุ้ง ซึ่งอยู่ไม่ไกลจากที่พัก ยังไม่ทันที่ณุตตราจะหายใจเข้าที่เข้าทาง พาหนะคันงามก็เลี้ยวเข้าจอดด้านหน้าล็อบบี้ เธอมองไปรอบๆ แล้ววกกลับมาหยุดที่ใบหน้าคมเข้ม เมื่อกี้เขาบ่นว่า 

'หิว...จนจะกินช้าง' จึงไม่รอช้าที่จะลงจากรถทว่ายังไม่ทันได้ทำตามที่คิดดันมีเสียงห้าวดักคอขึ้นเสียก่อน... 


“เดี๋ยว! ก่อนจะลงไปผมขอเตือน จะทำอะไรก็ให้ระวังๆ นึกถึงหน้าผมบ้าง เท่าที่ดูแล้ว...ประสบการณ์คงน้อยกว่าทฤษฎีมาก หวังว่าเธอจะไม่ทำให้ผมขายหน้า” 


คำเตือนของเขาไม่ต่างจากคำปรามาสที่ส่งให้ณุตตรามองตอบเหวอๆ พูดจบคนร่างสูงก็ก้าวลงไปยืนสง่าข้างตัวรถ ขณะณุตตรานั่งนิ่งค้างที่เดิมอย่างปลงๆ 


เชื่อแล้วล่ะว่า...ฝีปากของเขาไม่ต่างจากกรรไกรด้ามคม รอเวลาตัดฉับ ไม่ก็...เชือดเฉือนให้เลือดไหลอาบอย่างไร้ความปรานี 


ณุตตราอยากเถียงกลับไปว่า...หากไม่เชื่อใจแล้วให้เธอรับงานนี้เพราะอะไร แต่ไม่ได้ทำ คำตัดพ้อค้างคาแค่ในหัวใจ เธอก้มหน้ายอมรับความกระด้างหยาบคายอย่างยินยอม 


“ลงมาสักทีสิ...แม่คุณ” เขาประท้วงแล้วสบถในคอด้วยถ้อยคำที่หญิงสาวไม่ได้ยิน 


“ค่ะ” ณุตตราเลือกที่จะตอบรับเพียงสั้นๆ และยังคงไม่ทันใจเขา 


“มัวแต่ 'ค่ะๆ' อยู่ได้ รู้แล้วก็รีบๆ ลงมาสิ อย่ามัวเอ้อระเหย ผมหิว” หญิงสาวชั่งใจ ทำอย่างไรเขาก็ไม่พอใจ คอยแต่จะหาเรื่องเธอตลอดเวลาสิน่า 


“รู้แล้วค่ะ” ตอบรับเสียงอ่อย 


...ก็จะให้เธอตอบอะไรนอกจาก 'ค่ะ' อีกเล่า 


แต่เอาเถอะ จะเอาอย่างไรเธอก็พร้อมยอมรับอยู่แล้ว วงหน้าเล็กเชยตาม มองสบตาคู่คมผ่านกระจกแล้วก้าวลงมายืนข้างรถอย่างเกร็งๆ 


“ค่ะ อีกแล้วงั้นรึ? หึ!” เอ็ดเสียงขุ่น 


หล่อนนี่น่ารำคาญชะมัด! 


เหยื่อตัวน้อยยังไม่ทันถูกขย้ำจนเละคาอุ้งมือ หญิงสาวผู้หนึ่งเดินตรงเข้ามาต้อนรับเขากับณุตตราตรงซุ้มประตูทางเข้า ร่างโปร่งบางในชุดยูนิฟอร์มสีครีมแบบกระโปรง ยาวเกือบกรอมเท้า ผมยาวดำขลับของหล่อนถูกขมวดเป็นมวยเรียบร้อยเหนือท้ายทอยขึ้นไปเล็กน้อยเสียบด้วยดอกจำปาสีขาวดอกใหญ่ หล่อนแนะนำตัวเองด้วยเสียงหวานใสและเป็นมิตร 


“สวัสดีค่ะ ดิฉัน...พิมพ์นรา เป็นผู้จัดการที่นี่และเป็นเลขาส่วนตัวของคุณแพรนวล การเดินทางเป็นอย่างไรบ้างคะ” 


พิมพ์นราเอ่ยทักทายผู้มาเยือนด้วยรอยยิ้ม แววตาของหล่อนบ่งบอกว่ารู้มาก่อนว่าคนทั้งสองมาจากบริษัทอินฟินิตี้ ดีไซน์ กรุ๊ป บริษัทรับเหมาที่ได้รับเลือกจากคุณแพรนวลให้ปรับปรุงโรงแรมเพชรรุ้ง 


ก่อนหน้านี้เธอได้ต้อนรับอระอรกับรัฐกฤษณ์เมื่อสัปดาห์ก่อน รู้มาว่าทางนั้นเปลี่ยนมือผู้ดูแลโครงการจึงเป็นเหตุให้คนคู่นี้เดินทางมาที่นี่ เพียงแต่ไม่ตรงตามที่คิดไว้ทั้งหมดเท่านั้นเอง 


“ก็ดีครับ ผมธรรศ และนี่...คุณณุตตรา ผู้ช่วยของผม” ชายหนุ่มเป็นฝ่ายบอก ผายมือไปยังคนข้างๆ ผู้จัดการสาวเบือนไปหยุดที่ดวงหน้าอ่อนใสแล้วยิ้มให้ 


“สวัสดีค่ะคุณณุตตรา โรงแรมเพชรรุ้งยินดีต้อนรับค่ะ คุณแพรนวลบอกว่าคุณทั้งสองคนจะมาพักที่นี่อย่างน้อยสิบห้าวัน ให้ดิฉันอำนวยความสะดวก มีอะไรให้รับใช้บอกเลยนะคะ ไม่ต้องเกรงใจ” 


“เอ...แล้วสัมภาระล่ะคะ?” หล่อนทำหน้าสงสัย เพราะคนทั้งคู่เดินตัวปลิวลงจากรถ ธรรศจึงเป็นฝ่ายอธิบายพร้อมรอยยิ้มจางๆ “อย่างนี้ครับ...” 


“ผมเพิ่งเข้าที่พักเมื่อกี้ เป็นบ้านอยู่ใกล้ๆ โรงแรมนี่เอง นี่ก็ตั้งใจแวะมาทานอาหารที่โรงแรม เสร็จแล้วจะขอเดินดูสถานที่ไปพลางๆ ครับ” 


“ดิฉันเตรียมห้องไว้แล้ว แต่เข้าใจไปว่า...ท่านที่มาจะเป็นผู้หญิงทั้งคู่ เลยเตรียมไว้ห้องเดียวน่ะสิคะ” 


“สุดสัปดาห์นี้ห้องพักถูกจองเต็มทุกห้อง ไม่อย่างนั้นดิฉันจะเปิดห้องเพิ่มให้ค่ะ” พิมพ์นราบอก ธรรศนิ่งคิดอยู่ครู่แล้วก็ยิ้มพราย ไม่คิดว่าเป็นปัญหาตรงไหน หญิงสาวข้างตัวตามไม่ทันว่าเขายิ้มเพราะเหตุใด แต่พอได้ยินคำพูดชายหนุ่มเท่านั้นแหละ ณุตตราก็หน้าเหวอ!


“ไม่ต้องลำบากเปิดห้องเพิ่มหรอกครับ ช่วงไฮซีซันผมเข้าใจ ผมกับผู้ช่วยอยู่ไม่ยาก เราพักด้วยกันได้” 


หะ หา! อยู่ด้วยกันเนี่ยนะ สีหน้าของหญิงสาวดูตลกทีเดียว แต่เขาก็ยังตีหน้าเฉย ไม่รับรู้ 


การตัดสินใจของเขาเกิดขึ้นโดยไม่ถามเธอสักคำ เหมือนอระอรที่จัดให้เธออยู่ร่วมชายคาเดียวกับเขาโดยไม่บอกล่วงหน้า เวลานี้อยู่บ้านหลังเดียวกันเป็นปัญหาเล็กไปเลย ถ้าเทียบกับเธอต้องนอนร่วมห้องกับเขา แล้วจะไม่ได้เกิดสีหน้าอิหลักอิเหลื่ออย่างไรไหว 


“อย่างนี้ดีไหมคะคุณธรรศ คุณขิม” 


...เหมือนฟ้ามาโปรด เพราะดูเหมือนว่าผู้หญิงด้วยกันจะเข้าใจ พิมพ์นราตั้งข้อเสนอ 


“เดี๋ยวดิฉันดูห้องว่างให้คุณผู้หญิงดีกว่าค่ะ แต่คงต้องรออีกวันสองวัน” 


“บอกแล้วไงครับว่าไม่เป็นไร” ธรรศปฏิเสธไมตรีท่ามกลางรอยยิ้มเย็น 


“ว่าแต่...ห้องอาหารไปทางไหนครับ ผมโทรจองโต๊ะไว้แล้วเลยจะขอตัว” 


“อ๋อค่ะ เชิญทางนี้ เดี๋ยวดิฉันพาไป” 


มือเล็กผายออก พิมพ์นราเดินนำตามด้วยธรรศ ไม่มีใครติดใจเรื่องเมื่อครู่เท่าณุตตรา เธอกลายเป็นแค่ผู้ฟัง ต้องยอมรับการตัดสินใจของเขาฝ่ายเดียวกระนั้นหรือ ขณะเดินตามต้อยๆ ใจก็พะวงเรื่องที่หลับที่นอนจนลืมมองทาง หญิงสาวเดินท่อมๆ อย่างคนใจลอย รู้สึกตัวอีกทีก็ตอนที่ ‘เจ็บ’ จนหน้าเหยเก 


โอ้ย! เสียงหวานครางโอด มือเล็กปล่อยมือถือร่วงลงพื้น ใช้มันคลำหน้าผากตนเองป้อยๆ 


เขาหยุดแต่เธอไม่หยุดตาม กระหม่อมบอบบางชนตุ้บกับแผ่นหลังกว้าง ความแข็งแกร่งราวแผ่นกระดานส่งให้ณุตตรากระดอนกลับ ผงะหงายไปข้างหลัง ดีที่เขารู้สึกตัวไวแล้วเอี้ยวตัวกลับมา ทันคว้าข้อมือเล็กเอาไว้แล้วกระชากร่างน้อยเข้ามาปะทะอก คราวนี้หญิงสาวจุกอั้กทว่าร้องไม่ออก 


สีหน้าของเขาดูแปลกไปเล็กน้อย คล้าย ‘โล่ง’ ที่อีกฝ่ายไม่หงายตึงไปต่อหน้า แล้วเพียงเสี้ยวลมหายใจก็เปลี่ยนเป็นถลึงตาดุๆ ใส่ณุตตราราวกับเป็นคนละคน 


“เป็นอะไรมากไหมขิม?” เสียงถามเค้นขึ้นในคอไม่ดังนัก แววตาห่วงๆ เมื่อครู่ฉายแววดุดันต่างจากประโยคที่ถามลิบลับ พอพิมพ์นราหันมามองคนทั้งคู่ แววตาของเขาก็เปลี่ยน 


“ผมถามว่าเป็นอะไรไหม?” ทอดเสียงถามซ้ำ 


“มะ...ไม่เป็นไรค่ะ ฉันยืนเองได้” เสียงตอบเบากว่า กับที่ดังที่สุดเห็นจะเป็น...เสียงหัวใจที่กำลังเซ็งแซ่อึงอล กับดวงหน้าก่ำเพราะอับอาย แล้วเธอก็เห็นเขายิ้มที่มุมปาก 


“ไม่เป็นไรก็ดีแล้วล่ะ ไม่อย่างนั้นผมคงขาดคนช่วยทำงาน เราต้องอยู่ที่นี่อีกหลายวันด้วยสิ” เสียงห้าวกล่าวกันเอง ซ้ำยังหัวเราะหึๆ ตอนมองวงหน้าแดงซ่านของหญิงสาว 


“แหม...คุณธรรศห่วงผู้ร่วมงานจังนะคะ เป็นเจ้านายที่น่ารักจังค่ะ” บุคคลที่สามเอ่ยแทรกขึ้น 


ห่วงงั้นหรือ? 


ณุตตราตวัดดวงตาวาวๆ ใต้คิ้วโค้งมองเขา นึกค่อนในใจ เรื่องแสร้งแสดงเขาเก่งนักล่ะ ทำเอาคุณพิมพ์นราเข้าใจผิดแล้วยังเชื่อสนิทว่าเขาเป็นห่วงเธอจริงๆ ทั้งที่มันไม่ใช่เลย ไม่ใช่สักเศษเสี้ยว 


“เป็นอะไรมากหรือเปล่าคะ คุณขิม?” หล่อนเอ่ยถามบ้าง คนที่เกือบล้มส่ายหน้า ทั้งยังยื้อต้นแขนกลับ แต่ถูกเขายึดไว้ด้วยฝ่ามือหนาข้างหนึ่ง รอยตาชายหนุ่มพริบพราวยามมองแก้มใสของหล่อน...ระเรื่อ ยิ่งสนุกเมื่อเห็นดวงตากลมโตมุ่นมัว ขัดเคืองเพราะเขา 


“ขิม เขาก็เป็นอย่างนี้ล่ะครับคุณพิมพ์ ต้องมีคนคอยดูแลใกล้ๆ อยู่ห่างเมื่อไหร่ผมถึงอดห่วงไม่ได้ไงล่ะ” ธรรศต้องการให้ผู้จัดการสาวสวยเข้าใจชัดๆ ไปเลยถึงความลึกซึ้งเกินกว่าคำว่าเจ้านายลูกน้อง พูดจบจึงปรายตาคมเจือรอยหวานไปทางณุตตราคล้ายจะยั่วหล่อน 


คนถูกพาดพิงเบิกดวงตากว้างขึ้น ตกใจ เหลือบมองคนที่โอบเอวเธอไว้อย่างงงงวย 


มั่ว! นี่เขามั่วไปใหญ่แล้ว 


หญิงสาวขยับไหล่หนีปลายคางคมสันที่กดลงมาใกล้ แสดงความสนิทสนมเป็นพิเศษ 


“แหม ดิฉันเข้าใจแล้วล่ะค่ะ” เจ้าหล่อนบอกยิ้มๆ เขินแทนยามมองหญิงสาวในอ้อมกอดของธรรศ 


ที่แท้...ทั้งสองคนก็เป็นคู่รักกันนี่เอง พักอยู่ห้องเดียวกันก็ไม่แปลกหรอก 


“คนนี้เขาซุ่มซ่ามน่ะครับ” ธรรศยิ้มรับ ไม่ยอมปล่อยมือจากเอวคอดบาง ซ้ำยังล็อคตัวหญิงสาวไว้ในอ้อมกอด กระชับแน่นขึ้นเมื่อณุตตราพยายามเบี่ยงตัวหนี ก่อนจะโน้มศีรษะลงมากระซิบข้างหู 


“อย่าทำให้ผมขายหน้าซี ขิม ไม่อย่างนั้นคุณขายหน้ามากกว่านี้แน่” บอกลอดไรฟัน 


ไม่สิ! อย่างนี้เรียกว่า 'ขู่' ณุตตราเม้มปากจนเห็นรอยขาว มองตามองคนขู่ฟ่อๆ อย่างแค้นเคือง สุดท้าย...เลือกที่จะไม่เชื่อเธอจึงส่ายหน้าแรงๆ 


“มะไม่! ไม่ใช่นะคะคุณพิมพ์นรา อย่าเข้าใจผิด ดิฉันยังต้องการห้องที่คุณจะเปิดเพิ่มค่ะ” 


ธรรศนิ่งงันเมื่อได้ยินคำปฏิเสธ ไม่คิดหรอกว่าหล่อนจะดื้อดึง อึดใจเดียวชายหนุ่มกระตุกริมฝีปากหยักลึกใส่คนที่กล้าลองดีกับเขา หนุ่มหน้าดุแย้มยิ้มทว่าเป็นยิ้มแสนเยียบเย็น เขาไม่ว่าอะไรเธอสักคำ ทำแค่ใช้ท่อนแขนกำยำกระชับคนข้างกายในลักษณะกอด...แน่นขึ้นๆ แล้วหันไปทางผู้จัดการสาว 


“คุณพิมพ์ อย่าสนใจคำพูดของคนที่กำลังโกรธเลยนะครับ เราเพิ่งแต่งงานกัน ก่อนมาก็มีกระทบกระทั่งกันบ้าง ผมเชื่อว่าขิมไม่ได้อยากพูดอย่างนี้จริงๆ หรอก ก็แค่...งอนผม และถึงอย่างไรผมก็คงปล่อยให้ภรรยาไปนอนตามลำพังไม่ได้ เข้าใจผมนะครับ” 


“ค่ะๆ” พิมพ์นราออกจะงง แต่แล้วก็ร้องอ๋อ เท่านั้นเองหล่อนก็หยุดสงสัย ไม่เซ้าซี้เร่ืองห้องอีก 


“ผมเชื่อว่าวันไหนที่ผมง้อภรรยาสำเร็จ คงไม่มีใครขอร้องให้คุณเปิดอีกห้องให้ลำบากหรอกครับ จริงๆ” พูดจบ...เรียวตาคู่คมก็ตวัดกลับมาจ้องเขม็งที่วงหน้าคนในวงแขน ณุตตรากะพริบตาปริบๆ ตกใจจนพูดไม่ออก 


เธอหรือ...ภรรยา? 


“ขิม เธอเป็นทั้งภรรยาและก็เป็นผู้ช่วยของผมด้วยครับ” คนพูดกระตุกยิ้ม สาแก่ใจอย่างที่สุดเมื่อพิมพ์นราเชื่อเขา เชื่อ...ทั้งที่คนในอ้อมกอดส่ายหน้าดิกและประท้วงไม่หยุดหย่อน 


“นี่คุณ! ทำไมพูดอย่างนั้นล่ะ” เขายิ้มเยาะ พูดง่ายๆ ว่าทั้งธรรศ ทั้งพิมพ์นราไม่สนใจฟังคำของเธอก็ว่าได้ 


ร้ายที่สุด! นายธรรศ... 


นี่สินะการเอาคืนของเขา ร้ายกว่าที่เธอทำเขาขายหน้าเป็นร้อยเป็นพันเท่าจริงๆ ณุตตราได้แต่ส่ายหน้าปฏิเสธ ทว่าคำพูดของเธอไม่มีน้ำหนักต่อพิมพ์นราเลย ฝ่ายนั้นยิ้มน้อยๆ คิดว่าเธอแง่งอนใส่สามีจนไม่มีเหตุผล ยังไม่ทันได้แก้ความเข้าใจผิด ทั้งสามเดินมาถึงร้านอาหารซึ่งอยู่ติดกับหาดด้านหนึ่ง ผู้นำทางหมุนตัวกลับมายิ้มให้แล้วผายมือไปข้างหน้า 


“ถึงแล้วล่ะค่ะห้องอาหาร ถ้าอย่างนั้น...ดิฉันขอตัวก่อนนะคะ ทานให้อร่อยและก็คืนดีกันเร็วๆ นะคะคุณธรรศ คุณขิม” หล่อนบอกยิ้มๆ 


“ดะเดี๋ยวค่ะคุณพิมพ์! คุณกำลังเข้าใจผิดนะ ฉันไม่ใช่...” 


ณุตตราประท้วง เลือดสูบฉีดปรูดปราดแล่นลามมาถึงแก้มปลั่งจนร้อนฉ่ายามปฏิเสธ และร้อนยิ่งไปกว่านั้นเมื่อเขาวางปลายนิ้วลงที่คางมนใต้ริมฝีปากอิ่มของเธอ บิดวงหน้ากลับมาอย่างช้าๆ เพื่อให้ตาจ้องตา 


“ไม่เอาน่า...ขิม อย่าดื้อสิครับ” 


เสียงกระซิบกระซาบใกล้ชิด ลมหายใจร้อนๆ ของเขาพาให้ลมหายใจของหล่อนชืดชา สุ้มเสียงทุ้มพร่าของธรรศสะกดดวงตาคู่โตดั่งหนึ่งมีมนต์ขลัง จนเสียงที่จะประท้วงแหบหายไปจากคอระหง หญิงสาวถูกกำราบด้วยกอดแน่นหนากับสายตาเอาจริงจนร่างอ่อนระทวยไปหมด 


“อ้ะเอ่อ ดิฉันไปนะคะ” พิมพ์นราเอ่ยเก้อๆ กำลังจะเดินจากไป ธรรศก็หันกลับมาเล่นงานภรรยากำมะลอของตนแบบไม่ให้เสียเวลา 


“ผมไม่สนุกด้วย ที่จะต้องแก้ต่างอะไรเรื่อยๆ รู้ไหมว่ามันน่ารำคาญ!” เขาดุแล้วเธอก็ต้องเงียบกริบเมื่อปลายจมูกโด่งที่อยู่เหนือกลีบปากอ่อนละมุนเมื่อครู่ กำลังโน้มลงมา ณุตตราหลับตาปี๋ ถ้อยคำที่จะประท้วงเลือนไปจากมโนในทันที สองมือยกขึ้นดันอกแกร่งให้ห่างตัวที่สุดเท่าที่จะทำได้ 


“พอๆ พอแล้ว! ฉันยอมแล้ว” 


ดวงหน้าเล็กเบี่ยงหนี สองแก้มปลั่งร้อนจี๋ประหนึ่งถูกไฟลน เพราะหนีจึงกดต่ำจนแก้มนุ่มนิ่มแนบไปกับอกกว้างที่มีเสียงหัวใจเต้นตึกๆ ให้ได้ยินชัดเจน ธรรศกระตุกยิ้มอย่างผู้ชนะ พอใจและหมายมาดเมื่อได้ในสิ่งที่คิดว่าทำให้เขาดู 'เหนือ' กว่า 


ชายหนุ่มยิ้มกับตนเอง ลืมไปว่า...กำลังกอดหญิงสาวที่หัวใจตะเบ็งปาวๆ ว่า 'เกลียด' อยู่นานสองนาน 


'เวลา' เป็นตัวบอกว่าเขากำลังทำเรื่องไม่สมควรอยู่ กอดหล่อนทำไม? สมองไวพอๆ ร่างกาย แขนแกร่งผลักไสณุตตราให้ห่างอก แรงซะจนหล่อนแทบกระเด็น หญิงสาวผงะออกไปยืนทรงตัวด้วยตัวเองจากแรงส่งกระแทกกระทั้น ดีที่ไม่เสียหลักล้มลงไป 


“ผมเตือนแล้ว จะหาว่าผมใจร้ายไม่ได้นะ” 


“คุณพอใจกับการโกหกคนอื่น แต่ฉัน ไม่ คราวหน้าช่วยบอกความจริงกับคุณพิมพ์เธอด้วย มันเป็นไปไม่ได้ที่คุณจะเลือกฉันเป็นภรรยา เลือก..ทั้งๆ ที่คุณไม่คิดอยากสูดอากาศที่เดียวกับฉันเข้าปอดด้วยซ้ำ หรือมันไม่จริงคะ?” ณุตตราโต้ตอบ ต้องการให้เขารู้ว่าครั้งหนึ่งเธอได้ยินทุกคำสบถในวันสัมภาษณ์งาน 


แน่ล่ะ มันทำให้ธรรศอึ้งทีเดียว เขาสะบัดใบหน้าขรึมมาที่เธอ ก่อนจะพลิกหน้าเป็นไม่แยแสแล้วไหวไหล่ 


“ก็จริงที่ผมไม่ต้องการแม่ของลูก เป็นผู้หญิงแบบเธอ แต่นี่มันเรื่องโจ๊ก จะคว้าใครที่ไหนมาเป็นเมียกำมะลอนั่นก็อีกเรื่อง หึๆ” 


“ถ้าคิดมากแสดงว่าเธออยากแสดงบทบาทนั้นจริงๆ อย่าบอกว่าเธอยังคิด นี่เธอยังไม่ลืมรักแรก? หรือมันจะจริงล่ะณุตตรา?” ยอกย้อน 


เอาล่ะ ครั้งนี้เขาชนะ เพราะหญิงสาวกดใบหน้าลง ไม่โต้ตอบ เธอเลือกที่จะเดินลิ่วๆ เข้าไปร้านอาหาร 


“อ้าวๆ ทำไมเดินหนีกันล่ะขิม ผมพูดแทงใจดำหรือ? เอ๊ะ! นี่คุณยังไม่ลืมผมอีกรึ? ฮ่าๆๆ” เขายังหัวเราะไล่หลัง 


ชายหนุ่มสนุก ทว่าเธอเจ็บปวดเหลือเกิน เพราะทุกคำที่เขาปรามาส มันเป็นความจริง เธอยังไม่ลืมเขา ไม่เคยลืม...คิดแล้วน้ำตาจะไหล หญิงสาวจึงต้องเดินหนีให้ไกลก่อนเขาจะเห็นน้ำตา 


เรื่องของการคาดคิดไม่ถึงมันมีอยู่แล้ว เพียงแต่จะมากหรือน้อย รับได้หรือไม่ 


ณุตตรายอมรับว่าเตรียมใจมาน้อยเกินไปสำหรับเรื่องของเขาและเมื่อพบแล้ว ธรรศยืนอยู่ตรงหน้า ไม่ว่าเขาจะเป็นอย่างไร มองเธอด้วยสายตาแบบไหนเธอจะมีแต่ความตั้งใจที่จะรับมือ และรักษาช่วงเวลาเหล่านี้ไว้ให้นานที่สุดเท่าที่จะทำได้ ดังนั้นเมื่อไรก็ตามที่หญิงสาวเงยหน้าขึ้นมามองเขาอีกครั้ง หลังพบเจอความเจ็บช้ำด้วยคำว่าร้าย แววตาของเธอไม่ท้อถอยลงเลย ยังเฝ้ารออย่างมีความหวังว่าสักวัน...ธรรศจะรับรู้ 


อนิจจา...บุรุษข้างๆ ตัวเธอ หาได้เข้าใจความพยายามนั้นไม่ 



อาหารคำแรกและคำสุดท้ายใช้เวลาไม่ห่างกันนัก เรียกว่า 'สั้น' เสียจนคนสั่งต้องเหลือบมองอย่างไม่พอใจ ต่างจากเขาที่จัดการอาหารของตนจนเรียบจาน ส่วนหญิงสาวตรงหน้านั่งละเลียดมันโดยไม่รู้สึกอร่อย เพียงสองสามคำหล่อนก็วางมือรวบช้อนส้อมวางข้างจานเปลสีขาวไข่ไก่ที่ยังเหลือทั้งสเต๊กปลา สลัดผักอีกค่อนจาน เงยหน้าขึ้นจิบน้ำส้มคั้นสดจนหมดแก้ว 


อากัปกิริยาแบบนั้น บอกเพียงว่า...หล่อนอิ่มแล้ว 


เวลานี้เขากับเธอนั่งอยู่ในโซนร้านอาหารของโรงแรม ตรงโต๊ะริมระเบียง บริเวณร้านหันหน้าเข้าหาหาดขาว รับลมทะเลเต็มพิกัด ทำแนวกั้นเตี้ยๆ ด้วยรั้วสีขาว ประดับไม้พุ่มทรงกลม 


ลมเย็นแข่งแดดร้อนจ้าที่บังไว้ด้วยร่มผ้าดิบ กับได้ร่มไม้ใบบังของต้นปาล์มขนาดใหญ่พอเป็นร่มเงา กระนั้นก็ยังได้รับกระไอร้อนจนแก้มใสออกสีระเรื่อ ผิวของหล่อนขาวจนมองเห็นเลือดฝาดที่หลังมือ ที่รู้เพราะเรียวตาคมเหลือบมองคนนั่งตรงข้ามเป็นระยะโดยที่หล่อนไม่รู้ตัว 


หญิงสาวละสายตาจากแก้วน้ำส้ม เลือกที่จะเบือนหน้าไปอีกทาง มองวิวสวยๆ ที่ไม่มีใบหน้ากวนกับสายตาหาเรื่องของเขา แต่ทำได้ไม่นานก็ต้องหันกลับมาเพราะเสียงกระแอม 


“ไม่หิวหรือไง กินเหมือนไม่ได้กิน อย่างนี้เสียของ” เขาค่อน เจ้าของใบหน้านิ่งๆ เอียงคอเล็กน้อยในท่ากอดอกนั่งมองหล่อนอยู่ก่อนแล้ว พอณุตตราเบือนหน้ามาจึงสบตาพอดี 


“เปลือง!!” โดนเขาพูดกระแทกใส่หน้า ณุตตราไม่นิ่งเฉยอย่างเคย 


“ฉันทานแค่พออิ่ม ถ้าคุณคิดว่าเปลือง ฉันจ่ายค่าอาหารของฉันเองได้ค่ะ” ตอบแบบนั้น อีกฝ่ายถึงกับ 'ร้อน' เพราะขัดใจ ไม่ทันคิดว่าจะถูกย้อน รู้สึกเหมือนถูกด่าว่า 'สอด' ทั้งที่หล่อนยังไม่ได้เอ่ยสักคำ ชายหนุ่มฮึดฮัด นัยน์ตาเข่นเขี้ยว 


ให้มันได้อย่างนี้ซี้ ลูกน้องที่ยัยแอ้ม ไอ้กฤษณ์จัดใส่พานให้ หล่อนถึงได้ปีกกล้าขาแข็ง อวดดีกับเขาขนาดนี้ 


“รู้ว่ามีปัญญาจ่าย แต่ไม่คิดว่าคนเรียนสูงแบบเธอจะสิ้นคิด ไม่รู้จักคุณค่าของอะไรๆ ที่ได้มา ถึงได้ทำทิ้งๆ ขว้างๆ อย่างที่เธอทำอยู่ อีกอย่าง...ผมมันประเภท อยู่กินอย่างประหยัด ไม่ลืมว่าเงินทุกบาททุกสตางค์ที่มีในกระเป๋าวันนี้ เพราะที่ผ่านมาลำบากลำบนแค่ไหน” 


“คงไม่เหมือนเธอสินะ ที่ได้หน้าลืมหลัง อดีตมันก็แค่เรื่องเก่าไม่น่าจดจำ เราสองคน...นี่ช่างต่างกันสุดขั้วจริงๆ นะ ณุตตรา” ปลายเสียงต่ำ ดุจเยาะหยันให้กับวันวานเหล่านั้นจริงๆ 


ท้ายประโยคที่เอ่ยชื่อเธอ ฟังแปร่งปร่า...ประหลาด จนณุตตราไม่แน่ใจว่าเขากำลังพูดถึงวันนี้ของเธออยู่หรือไม่ 


“อย่าเพิ่งตัดสินกันเพียงแค่อาหารมื้อเดียว ยังมีเวลาไม่ใช่หรือคะที่คุณจะได้รู้...ว่าฉันเป็นคนแบบไหน ใช่คนที่ลืมอดีตง่ายๆ อย่างที่คุณกล่าวหาหรือเปล่า?” ตั้งสติได้หญิงสาวก็โต้ตอบออกไปแบบนั้น ธรรศแสยะยิ้ม ไหวบ่าอย่างไม่เชื่อถือ 


“ผมต้องพูดว่า 'จะคอยดู' อย่างในละครไทยสินะ มันถึงจะต่อไดอะล็อคที่เธอเตรียมมาได้ หึๆ” เขาหัวเราะต่ำๆ ในลำคอ 


“แล้วแต่คุณจะคิดเถอะค่ะ ฉันว่าเหนื่อยเปล่าที่จะพูดกับคนที่ไม่ยอมฟังอะไรเลยแบบคุณ เอาเวลาไปทำงานดีกว่า และตอนนี้ฉันพร้อมจะทำงานแล้วล่ะค่ะ” กล่าวจบร่างแบบบางก็ขยับตัวลุกขึ้น ยังไม่ทันหันหลังให้เขา เสียงแหบพร่าที่เปล่งออกมาตรึงปลายเท้าเรียวบางให้อยู่กับที่ 


“ถามจริงๆ เถอะ นอกจาก 'ทำงาน' ยังมีเหตุผลอื่นอีกไหม ที่ทำให้เธอมาอยู่ตรงนี้?” 


ดวงตาสองดวงกับหัวใจอีกหนึ่งใจไหวสั่นไม่แพ้กัน ตอนที่เขาเผลอตัว โพล่งคำถามคาใจออกไปดังที่หัวใจคิด หญิงสาวร่างบางที่ค่อยๆ หันกลับมา สบตานิ่งงันไม่แพ้กัน ใจหนึ่งกำลังคิดว่า เขาพร้อมหรือที่จะรับฟังเรื่องราวของเธอ เขาในตอนนี้ที่ยังเต็มไปด้วยทิฐิมากมายขนาดนี้น่ะหรือ คำตอบก็คือ...ไม่เลย เขายังไม่พร้อม 


“คำตอบสำหรับวันนี้ ก็คือ...เรื่องงานค่ะ หากมันกลายเป็นอย่างอื่นฉันจะบอกคุณ” 


...และฉันเฝ้ารอ ที่จะบอกกับนายนะธรรศ กลับมาเป็นผู้ชายที่ฉันรักและไว้ใจคนนั้นสักทีสิ ฉันจะบอกนาย บอกในทุกๆ อย่าง 


ถ้อยคำนั้นกระซิบเบาๆ อยู่ภายในใจของณุตตรา ดังสะท้อนกลับไปกลับมาทว่าบอกออกไปไม่ได้ เธอคงต้องรอเวลา รอเพื่อที่วันนั้นจะมาถึงในสักวัน... 



- - ตั้งใจทำงานนะฮะ นายคนเล็กเป็นกำลังใจให้หนูขิม - -


- - จ้า เล็กก็ต้องตั้งใจปฏิบัติงานเหมือนกันนะ จะเอาเวลามาแชตกับสาวๆ บ่อยๆ ไม่ได้ - - 


- - คร้าบ มันเปลืองภาษีราษฎร 555 - - 


หญิงสาวยิ้มจนแก้มบุ๋มกับข้อความที่พายัพส่งมา ค้อนใส่ที่เขาล้อเลียนคำพูดของเธอ แต่ก็ยังดีที่มีเพื่อนหนุ่มเป็นกำลังสนับสนุนในตอนนี้ ถือได้ว่าเขาเป็นกำลังใจ เป็นบ่อน้ำกลางทะเลทรายแห้งแล้งก็ว่าได้ ยามที่เธอหมดเรี่ยวแรงจนแทบคลานเพราะผู้ชายคนหนึ่ง ยังคงมีเพื่อนคนนี้อีกคนเสมอ และดีที่เขาเข้าใจเธอมากกว่าเขมมะที่เน้นห่วงอย่างเดียวจนไม่สนใจอะไร  


ณุตตราโต้ตอบข้อความด้วยระบบสื่อสารนำสมัยที่เรียกว่า WhatsApp ซึ่งเป็นแอฟพริเคชันหนึ่งของสมาร์ทโฟน คุยอยู่สักครู่ใหญ่เพราะคนทางกรุงเทพยังคงถามเรื่องที่พัก การอยู่การกิน รวมไปถึงการทำงานของเธอ เป็นการถามซอกแซกแบบที่ไม่ทำให้ไก่ตื่นตามที่ได้รับปากเขมมะไว้ 



- - เพื่อนที่ขิมไปทำงานด้วยน่ะ เอ้อ เรียกว่าเจ้านายถึงจะถูก เขาชื่ออะไรนะ? - - 


- - ชื่อธรรศ ถามไปทำไมเหรอ? ยังไงเล็กก็ไม่รู้จักหรอก - -  


- - ไม่รู้จัก แต่ถามไว้เผื่อเขาทำอะไรเพื่อนเล็ก เล็กจะได้ตามไปจัดการได้สะดวกไง หึๆ - -


- - ขิมมาทำงานนะจ๊ะ เขาจะมาทำอะไรขิมเล่า คิดมากไปแล้วน่าเล็ก - -  


- - คิดน้อยๆ ก็ได้ แต่เป็น...คิดนานๆ แบบ 'คิดถึง' เล็กได้ไหมล่ะ - -  


- - โอ้ย! เรื่องเยอะนะเล็ก คิดถึงก็คิดถึง ขิมจะไปทำงานแล้วจ๊ะ แล้วค่อยคุยนะเล็ก - -  


- - คร้าบผม แล้วค่อยคุยกันในฝัน คืนนี้... - - 



“ไอ้เล็ก...!!” 


เงี่ยหูฟังอยู่นานจนจับได้ใจความแว่วๆ ว่า คนที่หล่อนคุยด้วยชื่อ 'เล็ก' คงจะเป็นไอ้หนุ่มหน้าเข้ม แต่งกายในเครื่องแบบ ท่าทางเอาเรื่องคนนั้น หมอนั่นมาส่งณุตตราวันเดินทางมากับเขา 


ใช่! มันแน่ๆ 


นี่ก็คงจะเป็นเหตุผลหลักที่ทำให้หล่อน ร่อนกลับมาจากอเมริกา หาใช่เพราะเรื่องงานอย่างที่อ้างกับเขาหรอก เฮอะ! 


เรียวตาคมเข้มขุ่นขวางเมื่อได้คำตอบที่คิดเองเออเอง ยามคิดวกวนถึงภาพเล่นล้อต่อกระซิกของหนุ่มสาวในเช้าวันนั้น ก็ยิ่งคับแค้นในอก แม้นว่าจะถูกบดบังด้วยแว่นกันแดดสักกี่ชั้น ก็รู้...ว่าเขาเห็นชัดทุกภาพ ทุกตอน 


แล้วนี่เขาจะเดือดร้อนไปไย? ไม่มีเหตุผลหรอก ไม่มีเหตุผลใดๆ เลยที่จะบอกตัวเองว่าเพราะอะไร 


ธรรศขบกรามแน่นตอนหงายศีรษะให้แนบชิดประตูห้อง ร่างทั้งร่างแทบจะแทรกไปนั่งอยู่ข้างหล่อน ยามได้ยินเสียงหัวเราะเบาๆ จากบทสนทนาผ่านการกดๆ จิ้มๆ ฝ่ายนั้นทนความคิดถึงไม่ไหวจึงใช้วิธีโทรหา นั่นล่ะเขาจึงได้รู้จักชื่อเสียงเรียงนามชายผู้นี้ จนต้องมายืนขบเขี้ยวเคี้ยวฟันตรงนี้อย่างไรล่ะ 


ชายหนุ่มสูดลมหายใจยาวลึก ความเจ็บปวดแล่นลามไปทั้งแผ่นอก ที่สั่นน้อยๆ คือหัวไหล่กว้าง ธรรศหลับตาลง หมกมุ่นเพียงคำพูดของเธอ 


'แล้วคุณจะได้รู้...ว่าฉันเป็นคนแบบไหน ใช่คนที่ลืมอดีตง่ายๆ อย่างที่คุณกล่าวหาหรือเปล่า?' 


'ถามจริงๆ เถอะ นอกจาก 'ทำงาน' ยังมีเหตุผลอื่นอีกไหม ที่ทำให้เธอมาอยู่ตรงนี้?' 


'คำตอบสำหรับวันนี้ ก็คือ...เรื่องงานค่ะ หากมันกลายเป็นอย่างอื่น ฉันจะบอกคุณ' 


เขาปรือตาอีกครั้ง 


จากนี้ไม่ว่าเหตุผลของหล่อนคืออะไร ไม่ใช่เรื่องที่เขาจะสนใจ ไม่มีทางสั่นคลอนความรู้สึกของเขาได้อีกแล้ว เธอไม่มีวันทำมันได้อีกเป็นครั้งที่สอง...ณุตตรา 



ในสมองของหญิงสาวมีแต่งานและงาน นับตั้งแต่สำรวจพื้นที่ทั้งหมดของโรงแรมเพชรรุ้ง พบว่ามีพื้นที่ถึงสามไร่ ส่วนหนึ่งเป็นที่ดินปกติกับหนึ่งในสามติดชายหาด เรียกได้ว่ามีภูมิทัศน์ที่ดี เนื่องจากเป็นจุดขายของโรงแรม ซึ่งไม่ว่าแถบนี้จะมีรีสอร์ตใหม่ๆ ปลูกสร้างราวดอกเห็ด ก็ยังเรียกลูกค้าได้ไม่เท่าที่นี่ 


โจทย์ของคุณแพรนวล ผู้เป็นเจ้าของโรงแรมต้องการเพียงปรับปรุง มิใช่เปลี่ยนแปลง เพราะต้องการรักษาสิ่งปลูกสร้างเดิมไว้ ซ่อมบำรุงที่เก่าทรุดให้น่าอยู่และใช้การได้ ส่วนที่ปลูกสร้างใหม่เป็นโซนร้านอาหารที่จะเป็นแบบโอเพนแอร์ รับกับธรรมชาติให้มากที่สุด 


ณุตตราได้รับมอบหมายจากเจ้านายหน้าดุให้วางผังโซนร้านอาหารเสียใหม่ นับแต่นั้นเจ้าหล่อนก็ขลุกอยู่กับงานมากกว่าจะอยู่ใกล้เขา สองสามวันมานี้หญิงสาวขมีขมันกับการเดินหาแรงบันดาลใจ ไปที่โรงแรมบ่อยครั้งๆ ละหลายๆ ชั่วโมงจนได้พื้นที่ส่วนตัว นั่นคือมุมเล็กๆ ในร้านอาหาร ใช้เบาะอัดเม็ดโฟมที่เรียกว่า 'บีนแบ็ก' (Bean Bag) กับโต๊ะไม้สักนั่งทำงาน ข้างๆ เป็นหน้าต่างบานใหญ่เปิดรับลมทะเลจากทิศเหนือ 


ส่วนเขา...ถ้าไม่อยู่แถวๆ ห้องพัก อีกที่ที่จะไปคือสวนดอกไม้ที่จะปรับปรุงใหม่เช่นกัน 


สำหรับณุตตรา...เป็นเช่นนี้ก็ดีเหมือนกัน ต่างคนต่างอยู่ ต่างคนต่างทำงาน และก็ได้งานมากกว่าจะทะเลาะกันจนหัวเสียอย่างวันแรกๆ ที่มาถึง และจะเป็นเช่นนั้น ถ้าไม่เพียงเพราะวันพรุ่งนี้...เป็นหนึ่งวันที่สำคัญ 



“เป็นยังไง...น้องสาวพี่?” เสียงทุ้มๆ ฟังเหมือนอยู่ไม่ไกล ถามไถ่ผ่านมือถือ ณุตตรานึกขึ้นมาได้ในทันทีว่าผิดวิสัยไม่น้อย เนื่องจากนับได้ร่วมสัปดาห์แล้วที่เขมมะไม่โทรเซ้าซี้เธอ แล้วก็ให้หนาวๆ ร้อนๆ ว่าพี่ชายมีเรื่องใดหรือไม่ 


“ไปทำงานที่ต่างจังหวัดแล้วสบายใจขึ้นไหม?” หยั่งเชิง รอฟังว่าคนเป็นน้องจะตอบอย่างไร ทั้งเรื่องที่หล่อนแอบหนีไปต่างจังหวัดแล้วยังไปรับทำงานอะไรๆ กับเพื่อนนั่นอีก 


“ค่ะพี่เขม ขิมสบายดีค่ะ” หญิงสาวยิ้มแหยๆ แววตาพะวงไม่น้อย 


“ใช่ซี เสียงสดใส ดูสบายอกสบายใจนะ ทั้งที่พี่ออกจะเป็นห่วงเรา” ปลายเสียงตัดพ้อ เขาล่ะอดห่วงได้ที่ไหน ที่ยอมลดราวาศอกลงบ้างก็เพราะนายเล็กรับปากจะดูแลขิมแทนเขาหรอกนะ ไม่อย่างนั้นได้เช้าโทร...เย็นโทรแน่ๆ 


“นั่งทำงานท่ามกลางสายลมเย็นๆ ทะเลก็ซ้วยสวย จะไม่สุขอย่างไรไหวคะ ที่นี่สวยค่ะ ขิมคิดถึงทะเลเมืองไทย อยากมานานแล้ว” 


“ทำงานมันก็ดีนะ แต่อย่าลืมเรื่องร่างกายเราเองด้วย ป่วยขึ้นมาทีนี้พี่จะกักเราไว้ในบ้าน ไม่ให้ออกไปไหนเลยเชียวล่ะ” 


“กลัวแล้วค่ะ ขิมจะดูแลตัวเองดีๆ นะคะ เอ้อ พี่เขมล่ะคะ งานยุ่งหรือเปล่า?” เฉไฉไปเรื่องงานของเขาเสีย อยู่ไกลเรื่องตัวเองไว้ล่ะดีที่สุด 


“ยุ่งเลยล่ะ ทั้งพี่ ทั้งนายเพชร พี่บอกคุณย่าแล้ว ลางานได้เมื่อไหร่จะรีบไปเลย ระหว่างนี้ถ้ามีคนดีๆ ดูแลขิม พี่ก็หายห่วง” 


“โอ้ย! ขิมดูแลตัวเองได้ค่ะ อย่าต้องทำให้ใครเขาลำบากเลย” 


“รวมถึง...นายคนเล็กด้วยหรือ? รายนั้น...พี่คิดว่าเขาเต็มใจนะ ปฏิเสธนายเพชรไปแล้วคน ถามจริงๆ ขิมไม่คิดมองคนอื่นบ้างหรือ?” 


“เกิดอะไรขึ้นคะเนี่ย จู่ๆ ก็จะยัดเยียดน้องสาวให้ชายอื่นอีกแล้ว” หญิงสาวทำหน้ามุ่ยใส่โทรศัพท์มือถือของตน 


“ก็เพราะพรุ่งนี้...น้องพี่โตขึ้นอีกปีแล้วน่ะสิ ไม่ขายตอนนี้จะขายออกตอนไหน” 


“สุขสันต์วันเกิดนะน้องรัก” เขมมะเซอร์ไพรส์ให้จังเบ้อเริ่ม ณุตตราทำตาโต เหรอหรา ลืมไปเลยว่าวันนี้เป็นวันครบรอบวันเกิดของเธอจริงๆ นั่นแหละ 


“บอกเร็วไปหนึ่งวัน จะได้อวยพรเป็นคนแรกไงล่ะ พี่ขอให้น้องสาวของพี่แข็งแรง และมีความสุขในทุกๆ วันนะ” 


“ขอบคุณค่ะพี่เขม” รอยยิ้มแจ่มจ้าปรากฏบนผิวแก้มสาว ซึ้งจนน้ำตาคลอแล้วก็ต้องปาดน้ำตากลายเป็นยิ้มสดใสเมื่อถูกดักคอ 


“อย่าบอกนะ ว่าทำงานจนลืมวันเกิดตัวเองน่ะ” 


“ก็...ประมาณนั้นค่ะ แต่ตอนนี้จำได้แล้ว ขอบคุณที่โทรมานะคะ พี่เขมทำให้วันนี้ของขิมมีความสุข” ณุตตราฉีกยิ้ม 


เจ้าอาการยิ้มน้อยยิ้มใหญ่ของหญิงสาวเรียกสายตาคนเดินผ่าน จำต้องจับสายตาที่เธอ ธรรศเดินผ่านมาตอนไหนไม่ทราบแล้วหยุดยืนหน้าร้านอาหารก่อนจะเดินผ่านบริกรทุกคน ตรงรี่เข้ามาหา คิดอย่างฉุนๆ ว่าหล่อนมัวคุยกับ 'ไอ้นายเล็ก' จนเสียงาน หญิงสาวสะดุ้งเมื่อเก้าอี้บีนแบ็คตัวข้างๆ ถูกคนร่างใหญ่ลากออกมา ทิ้งน้ำหนักตัวลงนั่งอย่างกระแทกกระทั้น ปัดสายตาขุ่นๆ มาหาเธอ 


“งานไม่ไปถึงไหน!” 


หะหา! อะไรกันนี่ ณุตตรามองตอบงงๆ ตามด้วยสายตาตำหนิ เมื่อจู่ๆ เขาก็ดึงสมุดสเก็ตช์ไปจากมือแล้วโยนคืนให้จนกลิ้งไปบนโต๊ะ 


“ถ้าไม่มัวแต่คุยโทรศัพท์กับแฟน งานก็คงจะเดินหน้ามากกว่านี้อยู่หรอก” ประชดประชัน 


“งานที่คุณสั่ง ฉันก็ทำอยู่นี่ไงคะ” หญิงสาวจิ้มลงที่สมุดวาดภาพสีเหลืองอ่อนซึ่งเปิดหรา มีภาพร่างร้านอาหารอยู่ในนั้น 


ทำ แต่ไม่ ทุ่มเท น่ะสิ เอาเป็นว่า...ที่ผมสั่งทั้งหมดต้องเสร็จพรุ่งนี้เช้า โอเค้?” 


อะไรนะ! ลูกตากลมโตใต้คิ้วโค้งเบิกขึ้น มองคนเอาแต่ใจไร้เหตุผลอย่างชั่งใจ เธอส่ายหน้าน้อยๆ กับตัวเอง 


“ถ้าเป็นคำสั่งของคุณ ฉันก็จะทำให้ ถ้าคุณคิดว่ามันสมเหตุสมผล ที่ฉันจะต้องเขียนเปอร์สเป๊กตีฟทั้งหมดภายในคืนนี้” 


“สมเหตุสมผลสิ เพราะมันเป็นคำพูดของผม ดูปาก...เพราะผมสั่ง” 


เขาย้ำทีละคำห้วนๆ ณุตตรามองสบแล้วหลุบตาลงต่ำแทนคำตอบรับ...ก็ได้ เลือกที่จะหันมามุ่งมั่นกับงานที่ทำโดยไม่สนใจเขาอีก ขาดคนเหลียวแลธรรศจึงลุกขึ้นแล้วโยนกุญแจรถบนโต๊ะจนหล่อนสะดุ้งอีกรอบ 


“อะไรอีกล่ะคุณ?” ถามเสียงเขียว 


“วันนี้ผมจะนอนที่โรงแรม เธอจะกลับตอนไหนก็ตามใจ พรุ่งนี้เช้าผมจะตามไปตรวจงานที่บ้าน” บอกแล้วจ้ำพรวดๆ จากไป เร็วพอๆ กับตอนมาอย่างไรอย่างนั้น ร่างสูงใหญ่เดินลิ่วๆ ลับหายไป ปล่อยให้หญิงสาวนั่งทำหน้าเมื่อย นินทาไล่หลัง 


“ค่ะๆ คุณเจ้านาย ผีเข้าผีออกไม่เว้นแต่ละวัน เฮ้อ” 


หญิงสาวพึมพำพลางรวบเก็บเครื่องมือทำงาน ทีมีสมุด ดินสอดำเตรียมตัวกลับไปรับศึกหนักที่บ้านพัก ที่นั่นมีอุปกรณ์อย่างแลบท้อป เครื่องพริ้นเตอร์หรือแม้แต่กระดาษพิมพ์เขียวที่เตรียมมา โต๊ะเขียนแบบส่วนตัวของอระอรก็พร้อมทำงาน อีกทั้งสบายหูกว่าอยู่ใกล้ๆ คนขี้โมโห เธอจึงเลือกที่จะกลับที่พักตั้งแต่บ่ายแก่ๆ ของวันและวุ่นอยู่ในนั้นโดยไม่ดูเวล่ำเวลา 




คนที่รู้จักเวลาดีที่สุดคือเจ้าของคำสั่งที่สั่งแล้วต้องได้อย่าง...ธรรศ เมื่อคืนเขาค้างที่โรงแรม ออกจากที่นั่นโดยให้รถของโรงแรมไปส่งบ้านพัก เมื่อไปถึงสังเกตว่ารอบๆ บ้านเงียบสงัดทั้งที่เป็นเวลาเจ็ดนาฬิกาแล้ว มีเพียงเสียงลม คลื่นซัดหาดทรายเบาๆ เท่านั้น 


จะว่าใจร้อนก็ใช่ เขาอยากรู้ว่าณุตตราจะทำได้ดังปากว่าหรือไม่ ก็ใครกันเล่าจะเขียนแบบร้านอาหารที่เขาสั่งได้ทันเวลา 


จะว่าเขาขี้แกล้งก็ยอมรับ ในเมื่อเขาปวารณาตัวแล้วว่าจะสร้างความไม่สงบให้หล่อน ก็แล้วทำไมเขาจะแกล้งไม่ได้ หึๆ 


สถิติความเร็วนั้นตอนเรียนพอจะรู้ว่าหญิงสาวเป็นคนคิดไว ทำไว อย่างตอนที่ทำโปรเจกต์ด้วยกัน ทั้งสี่คนมาทำงานที่ห้องเช่าของเขา มีเจ้ากฤษณ์กับแอ้มด้วย เขานี่แหละอยู่โยงและอึดที่สุด ส่วนณุตตรารับกาแฟแก้วที่สามหล่อนก็ยังสะลึมสะลือ อย่างนี้แล้วหล่อนหรือจะทำงานชิ้นนี้สำเร็จ ชายหนุ่มคิดอย่างย่ามใจว่าอะไรๆ ต้องไม่เปลี่ยนแปลงไปมาก อย่างไรเรื่องนี้เขาก็ต้องชนะ และถ้าครั้งนี้หล่อนผิดคำพูด ก็จะทำให้เขาซ้ำแซะไปได้เรื่อยๆ เท่านี้ก็สะใจแล้ว 


คิดเพลินๆ เท้าก็ก้าวลึกเข้าไปเรื่อยๆ ภายในบ้านไม่มีอะไรแปลกตา ทุกอย่างวางอยู่ในที่ทางของมัน ชายหนุ่มค้อมตัวนิดๆ ตอนเดินผ่านโมบายลูกปัดที่ห้อยระย้าตรงทางเข้า มองตรงเข้าไป...หน้าต่างกลางห้องรับแขกเปิดหรา ผ้าม่านสีอ่อนส่งชายพริ้วไหว ไม่มีเสียงโทรทัศน์หรืออะไรให้พอรู้ว่าเจ้าหล่อนอยู่ตรงไหนของบ้าน 


“ณุตตรา...” เสียงห้าวเอ่ยครั้งแรกเพียงเบาๆ 


“ขิม!” และดังขึ้นเมื่อไม่มีคนตอบ 


ชายหนุ่มเอะใจ ก้าวมายืนชิดประตูห้องนอน กำมือหนาแล้วเคาะเสียงดังจนสะเทือน 


ก๊อกๆ 


“ขิม ตื่นได้แล้ว ให้มันได้อย่างนี้สิ เจ้านายต้องมาปลุกเรียกลูกน้อง โธ่เว้ย!” 


ธรรศบ่นขลุกขลักในคอ แววตาไม่พอใจยิ่งยวด อึดใจต่อมาก็ได้ยินเสียงกุกกักจากบานประตูอีกฝั่งหนึ่ง สักครู่...มือเล็กดึงประตูเปิดเข้าหาตัว เผยให้เห็นสภาพหญิงสาวที่ทำให้เขาอดหัวร่อไม่ได้ 


“เธอ...!!” 


ร่างเล็กบอบบางในชุดเสื้อกล้ามสีขาวลายการ์ตูน กางเกงขาสั้นแบบชุดนอน กับใบหน้าบวมนิดๆ ตามีรอยคล้ำเหมือนหมีแพนด้า ศีรษะเล็กกระเซิงไปด้วยผมยาวยุ่งจนปิดใบหน้า พอเห็นว่าเป็นเขา ณุตตราก็ถอยร่นไปสองก้าว ก้มหน้าพึมพำ... 


“ฉันยอมแพ้แล้ว ยอมแพ้...” 


“จะลงโทษอะไรก็เอาเลย ฉันทำงานไม่ทัน” จบด้วยเสียงอ้อแอ้ หล่อนเซ ก้าวถอยหลังหลุนๆ ไปล้มตัวนอนที่ปลายเตียงโดยที่แม้แต่เขาก็ยังช้อนตัวเธอไว้ไม่ทัน 


“ขิม!!” 


“เฮ้! แล้วกันซี ขิม อ้าวๆ ลุกขึ้นมาคุยกันก่อน ลุก” 


ชายหนุ่มตามมาถามถึงเตียง คิดว่าไม่ยุติธรรมเลยที่เขาเป็นฝ่ายชนะโดยที่ไม่มีรางวัลสักอย่างตอบแทน ลืมไปเหมือนกันว่าการตามติดถึงตัวแบบนี้ ทำให้เขากับเธอนั่งอยู่บนเตียงเดียวกัน 


“จะเอาอะไรก็เอาไปเลย” เสียงแหบๆ พึมพำไม่พ้นริมฝีปาก อยากได้ยินอีกนิด ธรรศจึงโน้มตัวเข้าไปใกล้ แล้วก็ต้องสะดุดลมหายใจเมื่อไอร้อนจากปลายจมูกโด่งรั้น รินรดแก้มสาก ชายหนุ่มสะดุ้งโหยงออกห่าง รีบจนแทบตกเตียง คิดว่าดีนะที่หล่อนไม่ได้ตื่นมาเห็นอาการของเขาเข้าที่เวลานี้ใบหน้าชาหนึบและแดงแจ๋จนต้องยกมือหนาขึ้นปิดหน้าช่วงล่าง ตั้งแต่ปลายจมูกโด่งเป็นสันไปจนถึงคางสาก 


“พูดเองนะว่าให้ทุกอย่าง ตอนที่ผมขอขึ้นมาจริงๆ อย่าลืมที่พูดเองก็แล้วกัน” 


เขากะเกณฑ์เอาว่าที่หล่อนละเมอนั้นเป็นจริงเป็นจัง ก่อนก้าวลงมายืนข้างเตียง ตั้งใจห่างออกมาให้พ้นๆ ก่อนหัวใจจะเต้นตูมไปกว่านี้ ก่อนกลับออกมาจากห้องนั้น ธรรศก้มลงเขี่ยปลายจมูกเจ้าปัญหาของหล่อน โทษจริงจังว่าเพราะณุตตรา และหล่อนต้องจ่ายคืนโทษฐานที่ทำให้หัวใจของเขาเต้นแรงขนาดนี้ 



“อาหารเช้า?” เสียงถามอู้อี้ ใบหน้านั้นงัวเงียยิ่งกว่า ณุตตราเลิกคิ้วพลางเพ่งมองคนยืนค้ำศีรษะ กระทั่ง...ภาพเลือนรางชัดขึ้นว่าเป็นเขา 


“ใช่! ได้เวลาอาหารเช้าแล้ว กินเสียสิ” เสียงบอกไม่เบานัก พร้อมกันนั้นชายหนุ่มก็เขย่าบ่าบอบบางจนศีรษะเล็กของเธอโคลงสั่น 


ผลของการอดนอนทำให้ลูกน้องสาวนั่งสะลึมสะลืออยู่เป็นนาน ร้อนให้เขาซึ่งอยู่ในฐานะเจ้านายต้องลงมือชงกาแฟ ปิ้งขนมปัง แกะเนยออกจากห่อนำมาเสิร์ฟที่โต๊ะอาหาร หญิงสาวเงยหน้าขึ้นกลืนน้ำลายอย่างกระหาย จำได้ว่าก่อนจะหลับคาโต๊ะทำงานเธอดื่มกาแฟเข้าไปถึงสี่แก้ว กระนั้นก็ยังไม่อาจลากสังขารทำงานจนเสร็จตามที่รับปากไว้ 


“หิวก็ทานสิ” เสียงบอกอ่อนลงหน่อย ณุตตรามองเขาอายๆ ก็ดันสลับหน้าที่ให้คนเป็นนายบริการลูกน้องไปเสียได้ แต่เวลานี้ที่ต้องทำคือเติมพลังเสียก่อน ไม่อย่างนั้นจะเอาเรี่ยวแรงที่ไหนไปต่อกรกับเจ้านายจอมโหดคนนี้ได้ 


“ขอบคุณค่ะที่ทำให้ทาน” อ้อมแอ้มบอก แก้มแดงปลั่งเหมือนผลไม้ใกล้สุกเต็มที 


“ก็ไม่ได้อยากทำให้หรอก แต่สงสาร ดูซี้อดนอนคืนเดียวเหมือนผีจีน ตาโหลซะน่ากลัว” 


“งานหนักกว่านี้จะไหวเร้อ? บอกตามตรง กลับเถอะ กลับกรุงเทพเสียดีกว่าไหม?” เขาปรามาส หญิงสาวเงยหน้าจากแก้วกาแฟดำทันที ตอบโดยไม่ต้องคิดเลยว่า... 


“ไม่ค่ะ บอกแล้วว่าฉันตั้งใจมาทำงานนี้ ก่อนกลับอเมริกา ฉันอยากมีสักงานที่ทำด้วยน้ำพักน้ำแรงจริงๆ ทิ้งไว้ที่นี่” 


“สำคัญตรงไหน? อยู่ที่ไหนก็ทำงานได้ ยิ่งอเมริกา...เงินเยอะกว่าเห็นๆ เทียบได้หรือกับเงินไทยไม่กี่หมื่น ทำเท่าไหร่เธอก็ไม่รวยหรอก” 


“คนเราจดจำกันที่งานค่ะไม่ใช่เงิน มีงานทำก็มีคุณค่า ส่วนที่ว่าทำงานที่ไหนนั้นก็มีความสำคัญต่างกันไป แต่ฉันอยากสร้างผลงานที่นี่” 


“...ที่เมืองไทย” 


“กลัวจะไม่มีใครจำเธอได้งั้นหรือ? คิดประหลาด” เขาค่อน 


“เปล่าหรอกค่ะ ฉันไม่ได้อยากให้คนมากมายจดจำฉันได้ เพียงคนไม่กี่คนก็พอแล้ว จำกันที่ความรู้สึก จำช่วงเวลาดีๆ ที่เกิดขึ้นต่างหาก” 


แม้จะฟังอย่างตั้งใจ ธรรศก็ยังไม่เข้าใจคำพูดของเธออยู่ดี อะไรคือสิ่งที่ณุตตราอยากให้ใครจดจำ ผลงานหรือตัวเธอและช่วงเวลามันไปเกี่ยวอะไรด้วย นับวันเขายิ่งคิด หล่อนเข้าใจยากขึ้นทุกที ไม่เหมือนเมื่อก่อนหญิงสาวดูจะเป็นคนที่อ่านง่าย ไม่มีพิธีรีตองใดๆ เป็นสาวหวานน่ารัก จนเขา...หลงรักนั่นแหละ 


“เอาเถอะ เธอได้ทำงานที่เธอรักแน่ ได้ทำอย่างเต็มที่ถ้าอึดพอและทนกับเจ้านายอย่างผมได้ แล้วไหนล่ะงาน?” ถามถึง 


“ยังไม่เสร็จค่ะแต่ใกล้แล้ว ขอเวลาอีกสองสามชั่วโมงนะคะ ฉันจะเอามันไปส่งให้ถึงมือ คุณรอดูแบบที่โรงแรมเลยก็ได้” 


“แน่ใจ?” คนถามเลิกคิ้วอย่างไม่เชื่อนัก ก็หล่อนเพิ่งจะผิดนัดแรกไปหมาดๆ 


“ค่ะ คราวนี้ไม่พลาดอีกแน่” บอกมั่นใจ ธรรศผงกศีรษะน้อยๆ บ่าแกร่งของเขาพิงกับเก้าอี้หวายสีไข่ไก่ รองเบาะด้วยผ้าลายดอกไม้หวานทั้งสีทั้งลายในท่าสบายๆ ไม่นึกอนาทรร้อนใจเลยด้วยซ้ำ ในเมื่องานนี้เขาได้เปรียบแล้วอย่างหนึ่ง หากเธอจะผิดพลาดอีกสักครั้ง นั่นเป็นเรื่องดีเสียอีก เวลาเอาคืนเขาจะได้เรียกคืนเสียทั้งต้นทั้งดอกพร้อมกัน 


“เอาซี ไปดูที่นู่นก็ได้ วันนี้คุณพิมพ์ขอเลี้ยงอาหารค่ำเป็นการขอโทษแทนคุณแพรนวลที่เลื่อนกำหนดกลับออกไป คงเห็นว่า...เรารอหลายวันแล้วก็เลยเกรงใจล่ะมั้ง พราะท่านยังทำธุระไม่เสร็จสักที” หญิงสาวรับรู้แล้วขอตัวไปทำงานต่อ ทิ้งธรรศไว้ที่เดิม ปล่อยชายหนุ่มนั่งละเลียดกาแฟร้อนฝีมือตัวเองโดยไม่รีบเร่ง 


ธรรศนั่งมองหาดขาวๆ ฟ้าใสๆ ดูจะอารมณ์ปลอดโปร่งเป็นพิเศษ และใครเล่าจะรู้เท่าทันความคิดของเขา วันนี้...เขาคิดว่าจะยอมญาติดีกับหล่อนสักหน่อย 


...ก็เพราะวันนี้ เป็นวันพิเศษของหล่อนมิใช่หรือ? 


๑๒ มีนาคม... 


ไม่ว่าจะด้วยความบังเอิญหรือเพราะวันวันนี้ หยั่งรากฝังลึกอยู่ในจิตใจ เขาถึงจดจำมันได้อย่างแม่นยำ ไม่ว่าจะผ่านไปกี่เดือน กี่ปีก็ตาม 


เขากับเธอมีโอกาสใช้เวลาดีๆ ร่วมกันในวันครบรอบวันเกิดของณุตตรา และวันนี้...หล่อนกลับมายืนเคียงข้างโดยไม่คาดฝัน เพียงแต่ต่างฐานะ แตกต่างไปจากที่รู้สึกเคยๆ 


ฉะนั้นวันนี้เขาถือเป็นโอกาสที่จะปล่อยผ่าน ไม่หาเรื่องหล่อนสักวัน ยอมสงบศึกต่อกันชั่วคราวก็แล้วกัน 


ส่วนณุตตรา...วันนี้เป็นวันที่ดีจนถึงดีที่สุด เริ่มต้นด้วยเช้าที่เธอได้นั่งทานอาหารเช้าฝีมือเขา โดยไม่คิดฝันมาก่อนว่าคนเย่อหยิ่ง ตั้งป้อมเป็นศัตรูจะเมตตาคนทำงานดึก ขนาดยอมลุกไปชงกาแฟให้ วิธีพูดจาของเขาก็อ่อนลงไม่ตั้งแง่อย่างวันแรกที่พบกัน ไม่ว่าจะเพราะอะไรเธอยินดีอย่างที่สุด และนั่นถือเป็นฤกษ์ดี ด้วยตั้งแต่พบหน้ากันไม่มีเวลาไหนที่เขาญาติดีซึ่งอาจเป็นเพราะเธอได้รับคำอวยพรจากเขมมะเมื่อวานก็เป็นได้ 



ปึ้ง! 


เสียงหับประตูดังไล่หลังแผ่นหลังบอบบาง เจ้าของผมยาวยุ่งที่จ้ำพรวดๆ เข้าห้องนอนไปแล้ว 


ทันทีที่หญิงสาวผละจากเขามาได้ก็รีบปิดประตู ยืนหันหลังชนฝา หัวใจสั่นสะท้านกับแววตาที่ไหวระริกทั้งที่ภายนอกดูสงบ สองมือที่ไขว้อยู่ข้างหลังถูกนำมากุมขึ้นเหนืออก เธอหลับตา เอ่ยขอพรที่ไม่รู้จะมีวันบังเกิดไหมจากชายหนุ่มที่นั่งอยู่ข้างนอก 


ณุตตรารู้ตัวว่า...เพ้อฝัน แต่ก็อยากฝัน คิดว่าบางทีนี่อาจเป็นโอกาสของเธอแล้ว ปลอบประโลมใจอยู่เพียงอึดใจ ร่างแน่งน้อยจึงหมุนตัวกลับไปหมายจะลงกลอนประตูแล้วหมุนตัวกลับมาเร็วๆ อีกครั้ง คราวนี้เจ้าหล่อนยืนคว้างอยู่กลางห้อง ขาข้างหนึ่งเตรียมจะก้าวไปข้างหน้า เป็นที่ตั้งของเก้าอี้หวาย ปลายเตียง ทว่าก็ต้องสะดุด...!! 


อ๊ะ! อาการบางอย่างที่เกิดขึ้นอย่างกะทันหันชะงักร่างบางในทันที ลมหายใจอุ่นๆ ของเธอพลอยค้างที่ปลายจมูก เมื่อจู่ๆ มีแสงวาบสว่างจ้าพุ่งเข้าใส่จนดวงตาทั้งสองพร่ามัว 


เธอเป็นอะไรไปนี่...!! 


ความงงงวยทำให้หญิงสาวตั้งตัวไม่ติด เธองอตัวลงเล็กน้อย ไหล่ห่อแล้วจึงปรือตาขึ้นใหม่ ค่อยกะพริบถี่ๆ ด้วยความตกใจ 


เมื่อครู่เกิดอะไรขึ้นมิรู้ ทว่าอาการนั้นทำให้แข้งขาอ่อนแรง พานไปจนถึงสั่นจนหัวไหล่เซไปชนตู้ไม้สักที่ตั้งอยู่ใกล้ๆ ณุตตราหยุดนิ่งกับที่ หลับตาลงช้าๆ แล้วจึงค่อยๆ ผ่อนลมหายใจรวยรินให้เข้าที่เข้าทาง ตั้งสติ ปรือตาขึ้นใหม่พลางกระถดตัวไปพิงขอบตู้ไม้สักประคองตัวเองไว้ไม่ให้ล้ม 


เวลาผ่านไปร่วมๆ นาทีจึงเริ่มรู้สึกดีขึ้น หญิงสาวหายใจหอบสั่น ยามนึกถึงเหตุการณ์เมื่อครู่ พลางยกมือเรียวบางขึ้นลูบใบหน้าชื้นเหงื่อจนเรียกได้ว่า 'ชุ่ม' ...สำนึกรู้ 


นี่อาจเป็นสัญญาณเตือน!! 


สัญญาณที่บอกว่าเวลาของเธอลดน้อยลงไปทุกที...ทุกที แม้ไม่มีคุณหมอคนไหนกะเกณฑ์ แต่ไม่มีใครสามารถหยุดยั้ง ไม่ให้มันเกิดได้ 


ยามนั้นหญิงสาวเริ่มตื่นกลัว นัยน์ตาวูบไหว ตระหนักว่าสิ่งที่หวาดกลัวเกิดขึ้นเร็วเกินคาดเร็ว...เสียจนรับไม่ทัน กายของณุตตราสั่นเทา มือน้อยถูกกำแนบอก ขยุ้มเสื้อนอนราวเจ็บแปลบไปถึงข้างใน ลำคอแห้งผากจนแทบเป็นผง เธอรู้ดีว่าเวลาไม่คอยท่า หากเป็นอย่างนี้แล้วเธอยังจะต้องรออะไรอีก ลังเลอะไรอยู่อีก 


ในเมื่อเขาก็อยู่ตรงหน้า เป็นไปตามที่เธอวาดหวังแล้ว เหลืออย่างเดียวก็คือความกล้า สารภาพทุกสิ่งทุกอย่างที่อัดอั้นในใจ 


มันควรจะเกิดขึ้นในคืนวันนี้ คืนพิเศษของเธอมิใช่หรือ? เพราะไม่มีใครรู้ว่า...วันพรุ่งนี้จะเกิดอะไร 



หลังจากสะสางงานที่ค้างจนเสร็จสิ้น ยังมีเวลาเหลือให้จัดการธุระส่วนตัวต่ออีกเล็กน้อย หญิงสาวเข้าไปชำระกายเปลี่ยนชุดใหม่ เป็นชุดลำลองสบายๆ เหมาะแก่การมาทะเล ด้วยการสวมกระโปรงผ้าบาติกลายดอกไม้ สีสันสดใสยาวกรอมเท้า กับเสื้อยืดแขนกุดสีขาวอวดหัวไหล่กลมกลึง แผ่นหลังบางละด้วยพวงผมยาวสลวยสีดำเป็นลอนอ่อนๆ ปอยผมข้างๆ ถูกเหน็บที่ใบหูทั้งสอง อวดวงหน้ากระจ่างจนติดซีด 


หญิงสาวชะงักเล็กน้อยตอนเห็นใบหน้าตัวเองในกระจก มันซีดเสียจนเหมือน...คนป่วย เห็นว่าพอมีเวลาเหลืออยู่บ้างจึงหยิบตลับแป้งมาปัดแก้มเพิ่มเล็กน้อยเพื่อกลบรอยเผือดจางของผิวหน้า ไม่แปลกหรอกหนาที่เธออยากให้เขาเห็นเธอในสภาพน่ามองที่สุด 


“อืม...น่าจะโอเคแล้วนะ ไม่อย่างนั้นต้องโดนล้อว่าเป็นผีจีนอีกแน่ นายนั่นยิ่งปากจัดๆ อยู่” ยิ้มจางๆ เมื่อพอใจกับฝีมือแต่งหน้าของตน 


“พร้อมนะขิม ไม่สิ! ต้องพร้อมแล้วต่างหาก” ย้ำกับตัวเอง 


“พร้อม สู้ๆ”  


ยามนี้ดวงตากลมโตดุจลูกกวางจดจ่ออยู่ที่กระจกเงา สูดลมหายใจยาวๆ ก่อนละสายตาไปยังกระเป๋าสะพายคู่ชีพ ณุตตราเดินไปยังโต๊ะหัวเตียง สอดมือเล็กเข้าไปควานหาหยิบได้ของสิ่งหนึ่งติดมือออกมาด้วย มีรอยยิ้มนิดๆ เมื่อมองสร้อยข้อมือเส้นบาง ห้อยแผ่นเงินสลักชื่อของเธออย่างถนอม 


ก๊อกๆๆ 


“จะไปกันได้หรือยัง ปล่อยให้คุณพิมพ์รอ จะเสียมารยาท” คนในห้องถึงกับตกใจ เหลียวกลับไปมองประตูแล้วตะโกนตอบ 


“ค่ะๆ เสร็จแล้ว” 


ความทรงจำครั้งอดีตแตกกระจายเป็นฟองสบู่ ทันทีที่ได้ยินเสียงเรียกจากหน้าห้อง สิ่งที่เกาะอยู่กับข้อมือเติมเต็มความอ่อนล้าและพลังใจที่ส่งให้เธอเข้มแข็งอีกครั้ง ณุตตราบรรจงสวมสร้อยที่ข้อมือเล็ก ลูบไล้เบาๆ ด้วยปลายนิ้ว เหลือบมองตัวเองในกระจกอีกครั้งเพิื่อความมั่นใจ 




สร้อยเส้นนี้สำคัญอย่างไรน่ะหรือ... 


มันเป็นแค่เครื่องประดับที่ไม่มีราคาค่างวดแต่เปี่ยมไปด้วยความทรงจำ อีกทั้งเป็นของขวัญชิ้นแรกจากธรรศ 


แล้วเขาล่ะจะจำมันได้ไหม? จะจดจำเรื่องราวระหว่างเธอกับเขาได้หรือเปล่า...? 



เสียงเอะอะของชายหนุ่มเลือนรางไปแล้วเมื่อทั้งสองกำลังเดินทางไปโรงแรมเพชรรุ้งตามคำเชิญของพิมพ์นรา พอไม่มีเสียงโวยวายขู่เข็นของเขาภายในห้องโดยสารก็เงียบสงัดและเป็นไปอย่างเป็นธรรมชาติ ณุตตราคิดว่าดีแล้วจึงปล่อยให้ชายหนุ่มขับรถชมวิวไปเรื่อยๆ โดยไม่ทักท้วง ส่วนเธอยืดคอ เชยใบหน้ารับลมพร่างพรายกับไอทะเลของบ่ายแก่ๆ เมื่อเขาสั่งเปิดประทุน เพดานรถเปิดโล่งเป็นอีกมิติหนึ่งที่ทำให้หญิงสาวแหงนหน้ามองฟ้า...สดใส ยามนี้คงไม่มีภาพไหนน่ามองไปกว่า...ฟ้าสวยๆ กับน้ำทะเลสีครามสดอีกแล้วกระมัง 


มิใช่ว่าธรรศไม่ใส่ใจคนข้างๆ เลย เขารู้ เขาเห็นว่าหล่อนออกมาจากห้องด้วยชุดแบบไหน เรือนร่างแบบบางจนเกือบเรียกได้ว่า 'ผอม' อยู่ในชุดเบาสบาย เดินต้วมเตี้ยมออกมา สีหน้าหล่อนสดใสขึ้นกว่าเมื่อเช้า แลกระจ่างนอวดพวงแก้มปลั่ง อาจเพราะเธอปล่อยผม พร้อมทัดหูจนเห็นแก้มนวลแต้มเลือดฝาดสะคราญตา ยอมรับว่าตอนนั้นมองต่อไปถึงไหนๆ โดยใช้เวลาไม่ถึงนาที วกกลับมามองต่ำที่รองเท้าของตนเมื่อรู้ตัวว่ามองนานเกินไป ในตอนนั้นหญิงสาวเดินออกมาถึงห้องรับแขกแล้ว 


เมื่อไปถึงโรงแรมเพชรรุ้ง อย่างแรกที่ณุตตราเตรียมไว้ก็คือส่งงานตามสัญญา ทว่าผู้เป็นนายกลับโบกมือเมื่อเห็นเธอหยิบไอแพดออกมาเตรียมจะนำเสนองาน 


“รู้แล้วว่าทำเสร็จ ทิ้งไว้นั่นแหละ เดี๋ยวผมดูเอง” 


สายตาของเขาไม่ได้จดจ่อของที่อยู่ในมือของเธอเลย มองเลยร่างบางไปยังวิวเบื้องหลังซึ่งเวลานี้กำลังแดดร่มลมตก ชายหนุ่มสูดกลิ่นทะเลแล้วกระตุกยิ้ม ร่างสูงใหญ่ไขว้มือไปเก็บไว้ข้างหลัง...เดินนำ 


“ยังไม่ดูตอนนี้เหรอคะ ก็ไหนว่ารีบ” ท้วงอุบอิบ มองเขาไม่เข้าใจนัก นึกค่อน หากไม่รีบแล้วมาสั่งให้เธอทำทำไม? 


“ตอนนี้ไม่รีบแล้ว อย่าถามมากน่า” เขาโบกมือปราม 


แล้วกันซี แล้วกันตานี่! 


“ไปกันได้แล้ว คุณพิมพ์โทรมาตามแล้ว” ชายหนุ่มหลิ่วตาไปทางโทรศัพท์มือถือที่เพิ่งซุกลงกระเป๋ากางเกงแบบผ้า สีน้ำตาลอมเหลือง ตัดกับเสื้อยืดสีขาวคอวีแขนสั้น ณุตตราคลอนศีรษะเซ็งๆ จะว่ากระไรได้นอกจากเดินตามเขาต้อยๆ ยอมรับว่าหิวเช่นกัน ในเมื่อเขาใจดี เลือกจะรับประทานก่อนคุยเรื่องงานก็ดีเหมือนกัน 


สถานที่ที่ผู้จัดการสาวเตรียมไว้ให้คนทั้งสองเป็นบริเวณหาดทราย อยู่ถัดจากโซนร้านอาหารออกไป แยกเป็นสัดเป็นส่วนด้วยการตั้งโต๊ะอาหารล้ำลงไปบนหาดทรายขาว ล้อมรอบพื้นที่ส่วนตัวนี้ด้วยเสาไม้ไผ่ห้อยไฟหยดน้ำดวงเล็กๆ ระโยงไปถึงเสาอีกต้นหนึ่งทั้งสี่ทิศ ข้างๆ เป็นที่ตั้งของเต็นท์หลังสีขาว ใช้วางเตาปิ้งบาร์บีคิวกับส่วนประกอบของหมู ไก่ สับปะรดตัดเป็นชิ้นสามเหลี่ยมพอดีคำ พริกหยวกสีสวยเสียบไม้รอท่า 


บางส่วนส่งกลิ่นหอมฉุยๆ น่ารับประทานอยู่บนเตา เด็กหนุ่มในชุดสุภาพ ทับเสื้อเชิ้ตด้วยผ้ากันเปื้อนก้าวเข้ามาทักทายและผายมือ... 


“เชิญครับ คุณผู้หญิง คุณผู้ชาย” 


เบื้องหน้า...โต๊ะไม้ทรงสี่เหลี่ยมคลุมผ้าขาว ทิ้งชายเป็นรูปสามเหลี่ยมทั้งสี่ด้าน กลางโต๊ะจัดวางแจกันดอกกุหลาบสีแดงสด กับอุปกรณ์รับประทานอาหารสำหรับสองที่จัดวางตามตำแหน่งตรงข้าม บริกรหนุ่มขยับเก้าอี้ให้หญิงสาวก่อนแล้วจึงบริการธรรศ เธอกล่าวขอบคุณพลางนั่งลง ส่วนเขานั่งลงในท่าสบายตามหลัง ชายหนุ่มเหลือบมองท่าทางตื่นตะลึงของคนตรงหน้า อดที่จะมีแสงระริกในดวงตามิได้ 


“ฉันคิดว่าคุณพิมพ์คงจะยังเข้าใจอะไรผิดๆ อยู่มากแน่ๆ เธอจัดโต๊ะดินเนอร์ให้เหมือน เอ้อ เหมือน...เราเป็นคู่รักกัน” 


ณุตตราทนสงสัยไม่ไหวจึงพูดขึ้น เธอคิดว่าสิ่งเหล่านี้มันมากเกินไป แล้วยังเหมือนหลอกคนอื่นอยู่กรายๆ รู้สึกไม่ชอบเลยที่เป็นอย่างนี้ 


ต่างจากเขาสิ้นเชิง! 


“จะแปลกอะไร แล้วจะสนทำไมว่าจัดโต๊ะแบบไหน มันก็โต๊ะอาหารเหมือนๆ กันนั่นแหละ อย่าเรื่องมากเลย” เขาเอ็ด ทำสีหน้ารำคาญ


“แต่...” ณุตตราหน้าเจื่อน ไม่ได้อยากเป็นคนเรื่องมากหรอก แต่ก็ไม่อยากให้พิมพ์นราเข้าใจผิดต่อไป 


“ฉันรู้ว่าสำหรับคุณแล้วมันไม่เป็นอะไร เพราะคุณเป็นผู้ชาย ต่างจากฉันที่กำลังถูกเข้าใจผิด มันไม่ถูกต้องนะคะและฉันจะไม่ปล่อยให้เป็นแบบนี้” เสียงหวานกังวานเศร้า เจ้าหล่อนเม้มเรียวปากนิดๆ ดุจทำใจอยู่นาน ใบหน้าร้อนฉ่าเงยขึ้นสบ 


“ฉันไม่อยากหลอกใครๆ คุณกับฉัน...เป็นคู่รักกันไม่ได้หรอก ในขณะที่จริงๆ แล้วพวกเรา...”


“พวกเรา...อะไร?” ชายหนุ่มเลิกแถบคิ้วหนาเข้ม ถามแบบไม่สบอารมณ์


“คุณก็รู้ว่าความจริงเป็นยังไง เรา เอ้อ เราไม่มีทางเป็นคนรักกันได้” เสียงคนบอกเครือสั่น ยิ่งพูดก็ยิ่งเจ็บ เขายังจะมาคาดคั้นเธออยู่อีก 


ที่เป็นไปไม่ได้ก็เพราะ...เขาไม่มีวันยอมรับเธอกลับไปเป็นณุตตราคนเดิม ผู้หญิงที่ได้ครอบครองหัวใจเขาอีกแล้วน่ะสิ 


คำรำพันพ้อของณุตตราสะท้อนอยู่แต่ในอก เพราะเขาปิดกั้น เพราะเขาเองที่ผลักไสเธอทั้งสายตาและท่าทาง จนไม่กล้าแม้แต่จะคิด...และที่ไม่ยอมปล่อยให้คนอื่นเข้าใจผิดก็เพราะเจ็บ ยิ่งเจ็บเหลือแสนที่เรื่องนี้เป็นความจริงขึ้นมาไม่ได้ 


“ไร้สาระ!” เขาส่ายหน้า ตาขุ่น 


“สำหรับฉันไม่ไร้สาระเลยค่ะ” ณุตตราค้าน ตระหนักดีว่าเธอกำลังยั่วโทสะคนโกรธง่ายจนแววตาประทุเป็นไฟ กลัว...แต่จะทำอย่างไรได้กันเล่า ในเมื่อเธอไม่อยากโกหกใครจนหัวใจตัวเองต้องเจ็บนี่นา 


“จบจากดินเนอร์คืนนี้ ฉันจะบอกคุณพิมพ์เอง” 


น้ำเสียงเด็ดขาดบอกความตั้งใจจริง ธรรศขบกรามแน่นตาวาวๆ จ้องไม่กะพริบ ณุตตราหลุบเปลือกตาลงต่ำ เห็นผิวเผินแค่แพขนตาหนางอนที่ขยับขึ้นลง มองผ่านแก้วเครื่องดื่มที่มีมะนาวโซดาไปยังผืนทราย และรู้แก่ใจแล้วว่าการนั่งเผชิญหน้าอยู่ตรงนี้ กรณีพิพาทครั้งนี้คงไม่จบลงง่ายๆ เธอจึงลุกขึ้นช้าๆ 


“ถ้าอย่างนั้น...ฉันขอไปดูบาร์บีคิว” ไม่อยากสู้หน้า ณุตตราเลือกที่จะไปตั้งหลักใหม่ไกลกว่านี้อีกสักนิด


“เดี๋ยว!!” ชายหนุ่มผุดลุกตาม ตวัดข้อมือหนาทีเดียวเกี่ยวข้อแขนหล่อนไว้ได้ 


ธรรศออกแรงบีบข้อมือเล็กเพิ่มขึ้น ตามแรงโกรธที่หล่อนไม่เชื่อฟังแล้วยังจะลุกหนีไปง่ายๆ ก็เหมือนที่แล้วๆ มานั่นล่ะ เจ้าหล่อนเป็นคนสร้างปัญหาแล้วก็ทิ้งไว้ เหลือเพียงเขาที่จ่อมจมอยู่กับมันนานปี ครั้งนี้ก็จะมาเดินหนีกันอีก เขาไม่ยอมหรอก ฮึ!


“โอ้ย! ฉันเจ็บนะคุณ” 


หญิงสาวโอด บิดมือหนีแต่หนีเท่าไรไม่พ้นเมื่อคนร่างใหญ่ลุกพรวดตามขึ้นมากักกัน แรงอาฆาตที่หลอมหัวใจจนกร้าวกระด้างทำให้เขาไม่ออมแรง มือหนากระตุกแรงร่างผอมบางก็เซเข้ามาหาร่างแกร่ง แรงยื้อตวัดยึด ท่อนแขนกำยำคล้องเอวคอดเล็กรั้งหญิงสาวเข้ามาชิดอก ธรรศกดใบหน้าคมเข้มลงชิดใบหู นัยน์ตาคมพราวด้งยรอยดุ


“อย่าทำอะไรเกินคำสั่ง อย่าทำอะไรโง่ๆ เชียวนะขิม” เขาเอ่ยชื่อเธอด้วยเสียงเยียบเย็น ตาดุวับยังทำหน้าที่ ก่อนคำสบถอย่างอื่นจะพรูจากปาก เสียงเรียกเข้าจากมือถือของธรรศเป็นเสมือนระฆังช่วยหล่อน มันทำให้เขาชะงัก! เหลือบมองวัตถุที่สั่นอยู่ในกระเป๋ากางเกง...หงุดหงิด 


จริงๆ แล้วเขาไม่อยากสนใจ ปล่อยมันร้องลั่นก็ช่างปะไร ทว่าบางทีนั่นอาจเป็นลูกค้าคนใดคนหนึ่งซึ่งเขาทำอย่างใจคิดไม่ได้ ธรรศสบถฟังไม่เป็นคำในลำคอ ให้รู้ว่าฉุนเฉียวแค่ไหนตอนที่ปล่อยมือข้างหนึ่งจากการกักกอดณุตตรา ปล่อยอีกข้างทำหน้าที่สอดแขน กดร่างอ้อนแอ้นนิ่งกับอกแกร่งไม่ให้ไปไหน 


“......” สีหน้าของเขาแปลกไปตอนที่หยิบ ‘มัน’ ออกมาแล้วกดรับ 


“รัตติ...!” 


คิ้วเข้มๆ เลิกขึ้นยามเอ่ยชื่อหญิงสาวอีกคน และดูเหมือนชื่อของเธอคนนี้ จะทำให้สีหน้าและแววตาของหญิงสาวในอ้อมกอดเขาเปลี่ยนไปด้วย ณุตตรานิ่งงันยามนึกถึง เธอยังจดจำหน้าตาหญิงสาวผู้นี้ได้ คนที่หาเรื่องเธอวันสมัครงาน 


“มีอะไรหรือเปล่าครับ อืม ผมฟังอยู่...” เขาตอบกลับแล้วนิ่วหน้าเล็กน้อย 


“อยู่ต่างจังหวัด ใช่ ผมมาทำงาน คุณรู้นะว่าผมกลับไปตอนนี้ไม่ได้” เขาบอกพลางเหลือบมองสาวน้อย ที่พยายามแล้วพยายามอีกที่จะปลดมือเขาออก ปิดหูปิดตาตนเอง จะได้ไม่ต้องรับรู้เรื่องผู้หญิงของเขา 


แล้วเธอก็ทำสำเร็จ ข้อแขนแกร่งถูกคลายออก วงแขนกว้างจำต้องปล่อยหญิงสาวเป็นอิสระตามด้วยเสียงพ่นลมหายใจหน่ายๆ ของเขา 


เดี๋ยว..ขิม! เฮ้อ... 


เรื่องที่รัตติกาลเล่าน่ากังวลอยู่หรอก ทั้งเรื่องข่าวลือ ทั้งเรื่องบิดาของหล่อนที่กำลังฟาดงวงฟาดงาเมื่อเห็นข่าวเขาขึ้นคอนโดลูกสาว ไหนจะเรื่องบอดี้การ์ดหน้าโหดที่จัดการกับศัตรูของรัฐมนตรีรุจน์อย่างโหดเหี้ยมนั่นอีก รัตติกาลกลัวว่าภาสกรจะทำอันตรายเขาจึงโทรมาเตือน 


“ถ้าเกิดมาขึ้นมาจริงๆ ผมก็แค่อัดมันกลับก็เท่านั้น ใครจะยอมโดนทำร้ายฝ่ายเดียวล่ะคุณต่างหากล่ะที่ต้องระวังตัว” ธรรศบอกเสียงขรึม 


“ผมมันคนตายยาก เรื่องเจ็บตัวผมไม่กลัว รัตติไม่ต้องกลัวไปหรอก แค่นี้นะขอบคุณที่โทรบอก” เขาวางสายจากหล่อนลงอย่างเงียบๆ ไม่คิดหวาดกลัวคนอย่างไอ้ภาสกร หรือแม้แต่รัฐมนตรีมือสกปรกอย่างท่านรุจน์สักน้อยนิด 


เฮ้อ... 


ชายหนุ่มถอนหายใจพรู ก้มลงมองมือหนาที่เมื่อครู่ยังได้กอดร่างบาง หอมกรุ่นๆ ยวนใจเขา เพียงเสี้ยววินาทีเจ้าหล่อนก็อันตรธานหายไปเหมือนสายลมไม่มีผิด เหมือนวิหกที่ต้องคืนรัง เหมือนดวงอาทิตย์อัสดงที่ต้องบอกลาท้องฟ้าย่ำเย็น มันเป็นเรื่องที่เลี่ยงไม่ได้จริงๆ สินะที่เขาต้องกักกอดเพียงความว่างเปล่า...เหมือนที่แล้วๆ มา 


ธรรศบ่ายหน้าไปยังทิศทางที่ณุตตราเพิ่งผละไปจากเขา หล่อนเดินทอดน่องอยู่ไกลๆ มองเห็นลิบๆ ที่ชายหาด จากตรงนี้เขาคงทำได้แค่...มองตามสุดสายตา 



...ที่เห็นในครรลองสายตา เขาถือว่าหล่อนไม่เจียมตัวเอาเสียเลยที่ก้าวดุ่มๆ ตามแนวโค้งเว้าของหาดทรายเดินลงไปใกล้ๆ คลื่นน้ำที่กำลังกลายเป็นฟองขาวซัดแรงๆ เข้าหาฝั่ง สงสัยว่าหล่อนคงอยากเห็นทะเลใกล้ๆ ไม่ก็สัมผัสน้ำเค็มกระมังเลยลืมไปว่าสวมกระโปรงยาวกรอมเท้าอย่างนั้นพอคลื่นซัดมาวิ่งหนีไม่ทัน ชายกระโปรงเจ้ากรรมจึงไม่วายเปียกปอน ธรรศเห็นหญิงสาวเดินบ้าง เซบ้างตามเวิ้งทรายค่อนข้างไกลนั่น 


ผ่านไปหลายนาที เรียวตาคมกริบยังจับจ้องมิได้คลาดสายตา... 


ชายหนุ่มกระดกเบียร์เย็นเจี๊ยบในเหยือกแก้วอึกใหญ่ๆ แล้วกลืนรวดเดียวลงคอ หวังปลอบประโลมใจตนเองให้สงบลงหลังผ่านเรื่องราวของวันมามากมาย ตรงหน้า...โต๊ะอาหารถูกจัดสรรพื้นที่ให้วางจานบาร์บีคิว กุ้งเผาและกับแก้มอีกสองอย่าง ร่างใหญ่นั่งหันหน้าเข้าหาทะเล 


บอกตัวเองว่าเขาไม่ได้ตั้งใจมองอากัปกิริยาของหล่อนสักหน่อย ในเมื่อเขานั่งดื่มเบียร์อยู่ตรงนี้ เห็นหญิงสาวเป็นส่วนหนึ่งของวิว หล่อนเป็นฝ่ายเดินเข้ามาอยู่ในกรอบสายตาของเขาเองต่างหาก 


แล้วหล่อนก็ทำให้เขาลืมภาพตรงหน้าไปเลย ไม่ว่าจะเป็นสีครามเข้มสลับขาวของปุยเมฆ ละล่องเหนือผืนน้ำกับความงามของท้องทะเลสีมรกต ยามเห็นณุตตราในชุดกระโปรงยาวเหมือนสาวยิบซี กระโปรงยาวกับเสื้อกล้ามตัวจ้อยพอดีตัวอวดทรวดทรงสมตัว ส่วนที่ควรมี ส่วนที่ควรโค้งเว้าจนน่ามอง ดีที่มีผ้าคลุมไหล่ผืนบางติดมาด้วย ไม่เช่นนั้นเขานี่แหละอาจจะเผลอก้าวลิ่วๆ เข้าไปหาอะไรคลุมไหล่ให้หล่อน 


มือหนายกแก้วเบียร์ขึ้นซดจนหมดแก้ว แก้วแล้วแก้วเล่า...สั่งมาใหม่โดยไม่ได้นับ 


เมา...!! 


ใช่ บางที...เขาอาจจะเมาเสียตั้งแต่วินาทีแรกที่เห็นณุตตราในชุดนี้แล้วก็เป็นได้ 



ให้กำลังใจนักเขียน
นักเขียนได้รับกำลังใจแล้ว!
นักเขียนได้รับกำลังใจแล้ว 1 ครั้ง

นิยายที่ผู้อ่านนิยมอ่านต่อ

loading
กำลังโหลด...

37 ความคิดเห็น