ดวงใจนิรันดร < บทส่งท้าย อัพ 100% >

ตอนที่ 10 : ตอน 8 : คำขอจากหัวใจ < อัพ 100% >

  • เนื้อหานิยายตอนนี้เปิดให้อ่าน
  • View : 136
    จำนวนคนให้กำลังใจ : 1 ครั้ง
    29 ก.ย. 58

ตอน 8

คำขอจากหัวใจ


เพราะรีบร้อนหนีห่างจากอ้อมกอดของธรรศ เธอจึงก้าวลิ่วๆ ไปแต่ตัว ทิ้งกระเป๋าสะพายไว้ที่โต๊ะอาหาร โชคไม่ดีที่มีสายเข้ามาตอนที่เธอไม่อยู่ถึงสองครั้งสองครา คนนั่งตรงข้ามเลิกคิ้วเข้มนิดๆ ชายตามองอย่างรำคาญเมื่อได้ยินเสียงเรียกเข้าซ้ำๆ และดูทีว่า ฝ่ายนั้นจะไม่ย่อท้อแม้ว่าไม่มีใครรับสายเสียที


อะไรนักหนานะ”


เจ้าของโต๊ะสบถ ชายหนุ่มวางแก้วเปล่าลงบนโต๊ะดังกึ้ก ปัดสายตาไปยังกระเป๋าสัมภาระของหญิงสาวเหลือบมองอยู่หลายครั้ง และสุดท้าย..ความอยากรู้อยากเห็นทำให้ถือวิสาสะล้วง 'มัน' ออกมาจากก้นกระเป๋า เรียวตาดุคมปริ่มไปด้วยรอยสุราขึ้งขึ้นเมื่อเห็นชื่อคนโทร


'นายคนเล็ก'


หมอนี่อีกแล้วงั้นรึ?” ธรรศพึมพำคล้ายคำราม ต่างจากอีกฝ่ายที่กำลังฉีกยิ้มยินดี เข้าใจไปว่าขิมรับสายเขาได้สักทีแล้ว


โอย...ขิม ผมโทรจนมือจะหงิก ทำไมรับช้าจังล่ะ ไหนว่าจะพกมือถือติดตัวตลอดเวลาไงฮะ ลืมสัญญาของเราแล้วหรือ?”


ฝ่ายนั้นทวงถาม เสียงกระเง้ากระงอดน่าหมั่นไส้ ทำให้คนฟังเบ้ปาก หน้าตึง ธรรศขบกรามปรับตัวนั่งหลังตรง กอดอกนิ่งราวกำลังรอรับศึกใหญ่ กระดกมุมปากหยันๆ หลังได้ยินประโยคนั้น...


สัญญาของเรา เฮอะ! หวานจนเลี่ยน’


ขิม” พายัพเลิกคิ้วเข้ม สงสัยนิดๆ ว่าไยเพื่อนสาวไม่โต้ตอบทั้งที่ก็รู้ว่าเป็นเขา แล้วยังอีกหลายสายเมื่อครู่ที่เธอไม่ได้รับอีก เกิดอะไรขึ้น?


นั่น...ขิมหรือเปล่าฮะ?” คนถูกถามถอนใจยาวๆ แทนความหน่ายที่กำลังประท้วงเต็มอก


ไม่ใช่! เขาไม่ได้อยู่ตรงนี้” เสียงห้าวตอบกลับ เจ้าของใบหน้าหยัน แสยะยิ้ม เห็นว่าถามหรอกจึงได้ตอบให้เอา 'บุญ' รอยยิ้มกว้างขึ้นอีกเมื่อรู้ว่าอีกฝ่ายงงงัน


ถ้าอย่างนั้น...คุณเป็นใครแล้วมารับโทรศัพท์ของขิมได้ยังไง? คุณไม่รู้จักคำว่า 'มารยาท' หรือคำว่า 'ของส่วนตัว' หรือ?” ค่อนขอดเสียงแข็ง นึกติงในใจ แล้วความรู้สึกบางอย่างก็บอกแก่พายัพว่า...เขาอาจกำลังคุยอยู่กับ 'เพื่อน' ซึ่งกลายมาเป็นเจ้านายของณุตตราอยู่เสียกระมัง


นาย...ธรรศ ธีร์ธาดา ชื่อชายหนุ่มที่เขาสืบเสาะประวัติเมื่อไม่กี่วันก่อนผุดพรายในมโนนึก ชื่อนี้ตราติดใจก็เพราะนายคนนี้เป็นคนสนิททั้งยังเป็นคนรักของขิมสมัยเรียน นายตำรวจหนุ่มเกิดอาการจุก ร่างกายนิ่งเขม็งจนเกิดปมริ้วๆ ที่ข้างขมับ


หมอนี่มัน...บุคคลอันตราย!!


คุณ...?” พายัพเอ่ยค้าง หวังได้คำตอบจากปากอีกฝ่ายกลับได้ยินเสียงหึในลำคอ


คุณไม่ต้องสนหรอกว่าผมเป็นใคร ถ้าผมไม่มีสิทธิ์ ขิมคงไม่ไว้ใจฝากของส่วนตัวไว้ที่ผม แล้วตอนนี้ก็เป็นเวลาทำงาน ขิมมีเรื่องที่สำคัญกว่าให้สนใจ ไม่ใช่รับสายไร้สาระ...เทือกนี้”


คุณคือ...ธรรศที่เป็นเจ้าของบริษัทอินฟินิตี้ ดีไซน์ กรุ๊ปใช่ไหม?”


อะไรบางอย่างดลใจให้พายัพโพล่งชื่อนี้ออกไป อึดใจต่างฝ่ายต่างเงียบโดยเฉพาะสถาปนิกหนุ่มคล้ายถูกจับได้คาหนังคาเขา พายัพรอฟังคำตอบด้วยหัวใจระทึก


ใช่ไหม...?”


ฝ่ายเจ้าของชื่อต้องแปลกใจแต่ก็เป็นแวบเดียวที่อีกฝ่ายรู้จักตัวตนของเขา หรือว่าจะเป็นเพราะณุตตราก็แล้วทำไมหล่อนถึงต้องสาธยายเรื่องเขาให้ไอ้หมอนี่ฟังด้วย หรือเพราะหล่อนต้องมากับเขา อยู่ด้วยกันตามลำพัง กลัวไอ้หนุ่มหน้าเข้มนี่จะหึง 


หนอย..ยย


ถ้าใช่แล้วจะทำไมหรือ...คุณเล็ก?” โต้ตอบกลับไปบ้าง ให้รู้ว่าเขาก็รู้จักตัวตนของพายัพเช่นกัน


คุณธรรศ ถ้าคุณมีเหตุผลพอก็ช่วยตามขิมมารับสายผมด้วย” นายตำรวจหนุ่มพูดเหมือนสั่ง แทนที่จะได้รับความร่วมมือกลับได้ยินเสียงหัวเราะต่ำๆ ดังขึ้น ตามด้วยถ้อยคำยอกย้อน


เสียใจ! ขิมอยู่ไกลเกินไปและไกลเกินกว่าที่คุณจะบังคับให้ผมไปตามเขามา ขิมไม่มีเวลาและผมก็เหมือนกัน...” ธรรศทำเสียงเยาะและกำลังจะกดวางสาย


อย่าเพิ่งวางสายนะคุณธรรศ ผมต้องการคุยกับคุณ คุณต้องฟังแล้วก็รับปากผมด้วย” พายัพเห็นท่าไม่ดี หากยอมให้ฝ่ายนั้นวางสายไปเชื่อว่าเขาคงไม่มีโอกาสคุยกับเธออีกแน่ ฟังจากวิธีการพูดยียวนกวนประสาทและยอมแพ้ใครไม่เป็น คนอย่างนี้ต้องหาทางกีดกันเขาจากณุตตราอย่างที่สุด หากเป็นอย่างนั้นแล้วเขาจะเตือนเธอได้อย่างไร


เรื่อง...?” เสียงห้าวกระแทกกลับมา


เรื่องขิม...เธอมีความตั้งใจที่ดีที่จะทำงานกับคุณ ผมรู้ว่าคุณเคยเป็นเพื่อนแล้วก็เคยคบกับขิมด้วย แต่นั่นเป็นเรื่องเก่าเสียจนคนอนาคตไกลอย่างคุณคงลืมมันไปแล้ว คุณมีคนรักใหม่แล้ว...หรือไม่จริง?”


ใครใช้ให้คุณเที่ยวเดาเรื่องคนอื่นส่งๆ นี่มันเรื่องส่วนตัว รู้ไว้ด้วย!” ธรรศบอกเสียงสะบัด


ผมคิดว่าคุณไม่รู้จักคำๆ นี้เสียอีกนะ” พายัพจุดยิ้มพร่างพราย นัยน์ตาระยับ


เรื่องของคุณกับ...นางแบบคนนั้น กะฉ่อนไม่เบานะ”


คนฟังส่งเสียงฮึ่มฮั่มในคอหนา เขาประมาทไอ้ผู้ชายคนนี้ไม่ได้เลย ทำไมหมอนี่รู้เรื่องของเขา รู้ลึกราวกับติดตามข่าวกันมานานปี หมอนี่เป็นใครกันแน่?


พูดกันตรงๆ ผมเป็นห่วงขิมในฐานะที่ผมเป็นคนดูแลเขาตอนอยู่ที่นี่ ขิมเองก็เพิ่งกลับมาเมืองไทยอาจไม่รู้เรื่องของคุณ คนดีๆ แบบขิมควรพบเจอแต่เรื่องดีๆ คบหากับคนดีๆ คนอื่นๆ ในกลุ่มผมไม่ห่วงเลย แต่กับคุณนี่สิ...”


ทำไม?” คำรามถาม


คนที่มีแบ็คกราวน์ดำมืดแบบคุณ ควรหรือที่จะเข้าใกล้ขิม?”


หนะ หนอย... นี่ถ้าอยู่ใกล้ๆ เขาคงจะกระชากคอเสื้ออีกฝ่าย ต่อยปากแตกไปแล้ว


ผู้ชายที่ควงผู้หญิงไม่ซ้ำหน้า คนที่ไม่คิดจริงจังกับใคร ไม่รู้จักรักใครแบบคุณ ไม่สมควรหรอกที่จะดึงขิมลงมาแปดเปื้อน ขอบอกว่าผมรู้พฤติกรรมที่คุณมีต่อไฮโซสาวคนนั้น รู้ว่าลึกซึ้งปานไหน” เกินกว่าจะเก็บกั้นธรรศระเบิดอารมณ์โกรธออกมาพ้นอก สรรพนามที่เปล่งผ่านปากสวยๆ กระชากรุนแรงขึ้น...วินาทีต่อวินาที


รู้แล้วยังไงเรอะ!”


แกอยู่ไกลเกินกว่าจะเตือนเพื่อนแสนดีให้ระวังตัวอันตรายแบบฉัน เก็บคำซึ้งๆ เน่าๆ ไว้ปลอบแม่นั่นตอนหล่อนเหลวแหลกเพราะน้ำมือฉันไปแล้วก็แล้วกัน หึๆ”


เดี๋ยวคุณธรรศ คุณจะทำอะไรขิม?” สีหน้าตำรวจหนุ่มตกตื่น


เสียงกริ๊กทำให้พายัพรู้แล้วว่าคู่สนทนาตัดสายทิ้ง เขากังวลจนหน้านิ่วคิ้วขมวด ไม่ได้ตั้งใจจะให้เรื่องกลายเป็นอย่างนี้ แต่เพราะโทสะตัวเดียวทำให้อยากยั่ว ทำให้ธรรศรู้ว่าเขาเหนือกว่า ไม่คิดว่าฝ่ายนั้นจะมีความอดทนน้อย ผรุสวาทแล้ววางสายไป กังวลด้วยเชื่อแน่ว่าคราวหน้าเขาจะติดต่อณุตตราไม่ได้อีก ลองโทรไปอีกครั้ง เบอร์นั้นเบอร์เดิมทว่าปิดเครื่อง


คิดว่ามึงเป็นใครถึงได้มาสั่งกู ฮึ่ม..มม” ธรรศปรามาสสนั่น


บุรุษหนุ่มซึ่งทำหน้าที่เสิร์ฟเขยิบออกห่างอย่างรู้งาน หลังวางแก้วใบเก่าที่เต็มเติมของเหลวสีเหลืองอำพันจนเต็มแก้ว นัยน์ตาของธรรศลุกเรืองยามตวัดมองไปยังภาพเดิม ที่เดิมที่ซึ่งมีเจ้าของร่างแบบบางเดินทอดน่อง


ภาพนั้นไม่ตรึงจิตใจอีกต่อไปแล้ว แต่กำลังเขย่าประสาทที่กรุ่นโกรธในอกจนร้าวราน...


เฮ้อ...นี่เขาต้องทำอย่างไร ที่นายธรรศพูดต้องกังวลประมาณไหน?


พายัพทรุดตัวลงนั่งเก้าอี้ตัวเดิมภายในห้องทำงานขนาดกะทัดรัด แววตาขึงขัง อารมณ์กรุ่นๆ จางหายกลายเป็นความกังวลจับจิต เขาผิดเองที่ดันไปกระตุกหนวดเสือ คนที่เดือดร้อนจึงกลายเป็นณุตตรา แล้วนี่เขาต้องทำอย่างไร จึงจะกันผู้ชายกระด้าง หยาบคายคนนี้ให้ห่างจากเธอได้ แต่มันถูกต้องแล้วนี่ที่หญิงสาวไม่ควรต้องไปยุ่งเกี่ยวกับนายธรรศ อย่างที่พี่ชายของเธอกังวลตั้งแต่แรก


ก่อนหน้านี้เกิดอะไรขึ้นไม่รู้ เหตุใดเขมมะจึงอยากแยกคนทั้งคู่ออกจากกัน วันนี้เขาคิดว่ารู้...ก็เพราะผู้ชายคนนี้ไม่คู่ควรกับยัยหนูขิมของเขาเลยอย่างไรล่ะ


ชายหนุ่มผุดลุกหลังชั่งใจกับความคิดที่ไหลวน คงต้องทำอะไรสักอย่างมิใช่นั่งรอฟ้า รอฝน รอจนหญิงสาวติดต่อกลับมา พายัพเปิดประตูพรวดออกมาเจอนายตำรวจระดับล่างที่กำลังเงื้อมมือเคาะ เสียง 'ก๊อก' จึงยังไม่ทันเกิดขึ้น


อ้าว! จ่า”


ครับผู้กอง นี่จะพรวดพราดออกไปจับผู้ร้ายที่ไหนเหรอครับ หรือว่าผู้กองทราบเรื่องแล้ว”


เรื่อง...?”


สมุนมือหนึ่งของนายรุจน์ไงล่ะครับ ปากก็บอกว่าวางมือ ที่ไหนได้หุ้นส่วนทางธุรกิจของนายรุจน์เพิ่งถูกพบศพ รถกระบะที่ขับไปถึงแยกมวกเหล็กถูกลอบยิง ตายตั้งแต่ยังไม่ถึงโรงพยาบาลเลยครับผู้กอง”


ฝีมือนายภาสกรสินะ มีหลักฐานหรือเปล่า?”


อยู่ในรายงานแล้วครับ” ผู้กองหนุ่มจำต้องถอยกลับเข้าห้อง ทรุดตัวลงนั่งแล้วพลิกแฟ้มที่รับจากจ่าประจักษ์ งานเป็นเรื่องที่หลีกเลี่ยงไม่ได้แม้ว่าจะทำให้เขาตามไปหาณุตตราช้ากว่าที่ตั้งใจ อย่างไรเสียคดีที่เขากำลังติดตามย่อมมีน้ำหนักให้หัวใจที่ร้อนรนเพราะเพื่อนสาวสมัยเด็กจำต้องถูกชะลอไว้


นายวิฑูรทำธุรกิจกับนายรุจน์มานาน คงจะไม่ลงรอยกันตอนหัวหน้าขบวนโยกตัวเองออกมาทำงานมือสะอาด ขัดผลประโยชน์หรือไม่ก็เป็นการปิดปากนายวิฑูร”


ผมอยากรู้มากกว่านี้ เห็นทีว่านายภาสกรจะปรามาสความสามารถของตำรวจไทย ถึงได้ฆ่าคนเกือบๆ รายวันแบบนี้”


เอาอย่างไรดีครับ สายของเราบอกว่าช่วงนี้ความขัดแย้งกำลังประทุและยังเตือนมาถึงทางเราว่าให้ติดต่อกันเท่าที่จำเป็น เพราะทางนั้นมีท่าทางระแคะระคาย”


ชะลอไว้ ลงมือเมื่อผมสั่ง ถ้าจะคั้นก็ต้องเค้นคอให้ตายไม่อย่างนั้นที่ทำมาทั้งหมดจะสูญเปล่า”


ครับผู้กอง ว่าแต่...เมื่อกี้ผู้กองทำท่าเหมือนจะออกไปไหน” ลูกน้องถามขึ้น

“ไม่ล่ะ ผมจะหาข้อมูลเพิ่มอีกหน่อย สายของเราทำงานลำบาก เราอยู่ข้างนอกก็ต้องหาวิธี”


แม้ว่าจ่าประจักษ์จะออกไปจากห้องแล้วพายัพก็ยังจ่อมจมอยู่กับที่ หลังกว้างพิงพนักของเบาะหนังจดจ่อที่หน้าจอแลบท้อป คลังข้อมูลซึ่งเต็มไปด้วยข่าวที่สั่งสมของรัฐมนตรีรุจน์ ผู้กองหนุ่มสาบาน...จะจับให้มั่น คั้นให้ตายไอ้พวกบ่อนทำลายชาติ บ้านเมือง ทั้งคนเป็นนาย พร้อมทั้งมือปืนในคราบบอดี้การ์ดนามว่า...ภาสกร



ณุตตรารู้ดีว่าต่อให้หนีหน้าอย่างไร นานแค่ไหน...เธอก็ต้องกลับมาอยู่ตรงนี้ ที่เดิม


ความที่ไม่อยากเผชิญหน้ากับเขาเร็วนักร่างบางจึงก้าวเนิบช้า ย่ำเหยียบไปบนผิวทรายอย่างอ้อยอิ่ง ใช้ดวงตาละเลียดความงดงามยามค่ำคืนของทะเลสีเข้มจนเกือบดำ กับฟ้าสร่างสลายจนเหลือเพียงมิติของกำมะหยี่สีดำสนิท ตระการด้วยดาวระยิบหลากดวงเกาะกลุ่มเป็นรูปต่างๆ พอให้รู้สึกเพลินๆ ได้เช่นกัน จนเมื่อกลับมาที่โต๊ะอาหาร ไม่มีอะไรผิดแผกไปจากตอนเธอเดินจากไปเมื่อสักสิบนาทีก่อน


อาหารไม่ค่อยพร่อง ดอกกุหลาบสีแดงสดในแจกันใส หล่อเลี้ยงด้วยน้ำก้นแก้ว เอนดอกลู่ลงเล็กน้อย แต่ไม่ถึงกับเฉา ดวงตากลมโตเบิกขึ้นเล็กน้อยพลางปัดไปยังสิ่งเดียวที่เหือดหาย...


'น้ำสีอำพัน' ที่ถูกยกขึ้นจรดชิดริมฝีปากบางเฉียบของเขา แก้วแล้วแก้วเล่า แล้วนั่นจะไม่ทำให้เขาเมาเพราะมันหรอกหรือ?


หญิงสาวย่นหัวคิ้ว ไม่ชอบใจ สายตาของเธอบ่งบอกอะไรมากมายอย่างไม่เห็นด้วย เขาดื่มหนักทั้งที่เพิ่งผ่านยามเย็นมาไม่นาน อย่างนี้แล้วเขายังจะครองสติสตังค์อย่างไรไหว


คุณดื่มมากแล้วนะคะ” ณุตตราปรามเบาๆ


หึ! เมาแล้วยังไง ของพวกนี้...กินเท่าไรก็ไม่ตายหรอก” คนขี้เมาเถียง


ค่ะ มันไม่ทำให้ใคร 'ตาย' แต่ทำให้คนกินเปลี่ยนไปค่ะ” หญิงสาวบอกเสียงเรียบ ไล้วงหน้าหล่อเหลาด้วยแววตาตำหนิ ยามถูกมองด้วยแววตาแปลกปร่า ธรรศรับรู้ถึงมันจนสะท้อนสะท้านในอก ทั้งที่ไม่จำเป็นเลยที่จะไหวหวั่น สั่นประสาทไปกับสายตาของหล่อน เขาปิดบังความรู้สึกสับสนด้วยการทำนิ่งๆ มองตอบเย็นชา


ไม่คิดหรอกว่าเพียงสบตาเนิ่นนานจะทำให้รู้สึกถึง 'แรงค้าน' มากมาย และนั่นทำให้เขากำหูแก้วเบียร์ไว้แน่น กระตุกยิ้มชืดชา ประชดต่อด้วยการยกซดต่อหน้า ของเหลวเย็นเฉียบไหลวูบผ่านโพรงปาก รินฉาบเนื้อตรงอกจนแสบปลาบ ณุตตรานิ่งเงียบกับภาพนั้น


ปลง... เพราะเธอคงจะทำได้เท่านี้ ในเมื่อเขาเป็นตัวของตัวเองเพียงนี้ เธอไม่มีอิทธิพลที่จะยับยั้ง ปรามเขาได้หรอก


ถ้าหากนั่น...ทำให้คุณพอใจ” หล่อนทิ้งท้ายราวไม่แยแส และเขาไม่ชอบเลย สุ้มเสียงพรรค์นี้

เจ้าหล่อนขยับตัว คิดว่าหากนั่งลงคงกลายเป็น 'เหยื่อ' ให้เขาเชือดเฉือนทางวาจา ทั้งร่างกาย ทั้งหัวใจของเธอคงแหลกเละคาฝีปากเขาแล้วไยต้องยอมให้เป็นแบบนั้น อาการบาดเจ็บที่ใจเมื่อครู่ยังไม่ทันจาง เธอไม่ต้องการสร้างแผลใหม่


ฉันจะตามบริกร ไฟเตาบาร์บีคิวใกล้มอดแล้ว”


'ข้ออ้าง' ถึงรู้ว่าเป็นเช่นนั้น ณุตตราก็ยังเลือกที่จะใช้มัน จะให้ทำอย่างไรได้ล่ะก็เธอไม่อยากเจ็บ...อีกแล้ว


ก็ปล่อยให้มันมอดไป เธอเป็นแขกของที่นี่ เป็นเจ้าของโต๊ะ ลืมแล้วรึไง” เสียงห้วนเตือนสติ


ใครว่าลืมล่ะ แต่สายตาเย็นชา ก้าวร้าว เร่งผลักไสเธอไปไกลๆ อยู่ห่างๆ แล้วเขาอาจอารมณ์ดีขึ้นก็เป็นได้


อย่าทำตัวน่ารำคาญ นั่งลงซะ” เขาสั่ง


ณุตตรากลืนก้อนแข็งที่เป็นตะกอนแกร่งกลางหัวใจ ถึงจะถูกเรียกรั้งก็ยังยืนกรานจะอยู่ห่าง เพราะคนตรงหน้าสร้างรอยห่างเหิน ตอกย้ำให้รู้ว่าไม่หลงเหลือความรู้สึกดีๆ ที่เคยมี ไม่หลงเหลือความคุ้นเคยใดๆ ต่อกันอีกแล้ว ระหว่างเธอกับเขามีโลกคนละใบ ต่างคนต่างอยู่ทั้งที่อยู่ใกล้กันเพียงเอื้อมมือถึง...


ณุตตรากลั้นหยดใส แสบลำคอที่กำลังตีบตัน ขณะหัวใจดวงน้อยกำลังร่ำไห้อยู่เงียบๆ ทั้งที่ตลอดมาความอดทนเป็นสิ่งที่หลอมรวมเป็นตัวตนของเธอ ไม่เคยร้องไห้ให้ใครเห็นหลังโศกนาฏกรรมของครอบครัว หรือแม้แต่ตอนที่รู้ข่าวร้ายว่าเธอกำลังเผชิญหน้ากับโรคใด


แต่ตัวเธอในยามนี้ไม่อาจเก็บกั้น ไม่ทันยับยั้งน้ำตา ปล่อยให้คลอเอ่อหางตาจนกลายเป็นแสงแวมวาว...กระทบตาคมกริบ ไม่อยากเก็บความรู้สึกทรมานไว้กับตัวอีกแล้ว ด้วยไม่เคยลืม...แม้สักหนึ่งลมหายใจ


ร้องไห้ทำไม?” เสียงห้วนสั่นน้อยๆ สีหน้ากระด้าง เย็นชา ปนแววตระหนกที่ซุกซ่อนไม่มิด


คุณไม่เกี่ยว” หญิงสาวเบือนหน้าหนี สั่นไปทั้งตัวยามที่ผุดลุกเร็วๆ แต่เร็วไม่เท่าเขา ชายหนุ่มโผนตัวตามมากระชากข้อแขนเล็ก ตามมายืนเคียงข้าง รั้งเจ้าของร่างบางมาประชิด ดวงหน้าของหล่อนอิงแนบอกแกร่งโดยปริยาย ฝ่ามือหนาเคลื่อนลงช้าๆ ลูบไล้แผ่นหลัง ค้างตรงเอวคอดแล้วกระชับมั่น


ผมถามก็ตอบ ไม่ต้องเกี่ยงนู่นนี่ เข้าใจไหม?”


ณุตตราส่ายหน้าทั้งน้ำตาหยดริน จะให้ทำความเข้าใจอย่างไรได้อีกล่ะ ในเมื่อเหตุผลของความปวดร้าวทั้งมวลมาจากเขา ความเย็นชา ความเกลียดชังที่มีเพราะเขา เขายังไม่รู้ตัวอีกหรือว่าเป็นคนกระทำ


มีอะไรจะพูดไหม...ขิม อะไรก็ได้” ชายหนุ่มกดใบหน้าคมสันลงยังกระหม่อมบอบบางซึ่งอยู่ในระดับริมฝีปากล่าง ไม่รู้สิ่งใดดลใจให้เอ่ยออกไปอย่างนั้น วิงวอนให้หล่อนพูดอะไรก็ได้...สักคำ ณุตตราใจเต้นตึกตักตอนเงยหน้าขึ้นสบ ปากนุ่มจรดที่หน้าผากของเธอเบาบาง จงใจหรือไรไม่รู้ได้แต่นุ่มนวลนัก


บอกมาว่าเพราะอะไรถึงมายืนอยู่ตรงนี้ เพราะงาน เพราะคนหรือเพราะใคร?”


ครั้งหนึ่งเคยคิดว่าไม่อยากรู้ ทว่าปากไวถามออกไป ณุตตรากลืนก้อนสะอื้น สับสน เฝ้าถามตัวเองว่าถึงเวลาแล้วใช่ไหม ควรแล้วที่เธอจะบอกแก่เขาแล้วสินะ


ฉันตั้งใจมาอยู่ที่นี่ ก็เพราะ...”


“...อะไร?” คนรอฟังใจร้อนเหลือเกิน


เพราะ 'อดีต' นำพาฉันมา ไม่เกี่ยวกับที่นี่หรือที่ไหน ไม่ใช่ใครแต่เป็นเพราะ...ธรรศ” เสียงเครือสารภาพความอัดอั้นทั้งหมดที่นอนก้นบึ้ง


คนฟังนิ่งงัน ตัวแข็งเกือบเป็นก้อนหินที่ยังประทังด้วยหัวใจ เสียงบางอย่างเต้นตุ้บ รุนแรงขึ้นทุกที ชายหนุ่มเม้มปากแน่น คล้ายบังคับอกแกร่งไม่ให้เร่งจังหวะแรงไปกว่านี้ในที ทว่าสั่งไม่ได้เลย


เพราะคำตอบนี้ของหล่อน หัวใจมิรู้ว่าจะพองโตได้ไหม กรามหนาชาหนึบ อกชืดชาจนไร้ความรู้สึก ทว่าก็ยังไม่วายระแวง สายตาเคลือบแคลงปรายมองวงหน้าซ่านแดงของหญิงสาวที่กักกอดไว้ เห็นปากสวยๆ ขยับเพียงแผ่วเบา แว่วหวาน...ซึ้ง


เพราะฉัน รั...”


ถ้อยสารภาพยังเอ่ยไม่ทันจบ อีกฝ่ายเลิกรา ไม่ฟังเสียงเอาดื้อๆ เพราะความระแวง เพราะไม่หนักแน่นพอ หรือไม่ก็ริษยาจนเสียเรื่อง เขาอยากรู้เรื่องไอ้วายร้ายนั่นต่างหากเล่า


ถ้าอย่างนั้นบอกผมมาสิ ว่าไอ้ผู้ชายที่มาส่งเธอเป็นใคร?” เขาเร่งเร้า ริมฝีปากขยับเพียงแผ่วผิวแต่ดัง ฟังชัด อยากรู้จนอดรนทนไม่ได้ถ้าเขาคือคนที่ทำให้หล่อนปรากฏตัวที่นี่ แล้วไอ้หมอนั่นเอาสิทธิ์อะไรมาสั่งให้เขาเลิกยุ่งกับหล่อน


อาการหงุดหงิดเพราะ 'ไอ้นายคนเล็ก' กลับมาพร่างพรายในแววตา เดือด...ทั้งที่ไม่ควรรื้อฟื้น


หมายถึง...เล็ก” เสียงหวานแผ่วหาย หน้าซีด เขารู้เรื่องนายคนเล็กได้อย่างไรและเกรงว่าเขาจะล่วงรู้เรื่องอื่น ลึกลงไปอีก


นั่นล่ะ ไม่ว่ามันจะชื่ออะไร ผมถาม...?”


เขาเป็นเพื่อนสมัยเด็ก” เพียงตอบชายหนุ่มก็แสยะยิ้ม แววตาเหยียดหยันรังเกียจ นัยน์ตาคมกล้าฉายแววไม่่เชื่อถือ เรื่องเก่าถูกหยิบยกขึ้นมารื้อฟื้น ที่ผ่านมาหล่อนเคยหลอกลวงเขา ครั้งนี้จะต่างอะไร ทั้งที่หล่อนคบหาหมอนั่นลึกซึ้งยังมีหน้ามาให้ความหวัง บอกว่าเขาเป็นคนสำคัญ กลับมาก็เพราะเขา หล่อนนี่มันจอมลวงโลกชัดๆ


มันไม่ใช่คนรักที่เธอซุกซ่อนไว้หรือ...? ชายหนุ่มอยากตะคอกถามออกไปนัก


เพื่อนงั้นรึ? เพื่อนที่ไหนต้องตามประคบประหงม เพื่อนที่ออกปากหวงห่วงเกินปกติ คิดว่าจะโกหกไปวันๆ เพียงเพื่อให้ผมทำดีด้วยงั้นรึ? ฉลาดนักนะขิม”


เปล่านะธรรศ” หญิงสาวส่ายหน้าหงึกหงัก รู้สึกถึงแรงกดเหนือสะโพกกลมกลึงที่มากขึ้นทุกทีๆ ร่างของเธอชิดกายเขาทั้งแกร่งกระด้างจนระคายผิว เนื้ออ่อนๆ เกิดเป็นร่องรอยแดงยามเขาเคลื่อนมือหนาไปบีบเค้น มือเรียวบางยกขึ้นกัน กั้นอกนุ่มนิ่มกับกล้ามเนื้อกำยำมิให้แนบกัน


สิ่งที่เห็นชะงักเรียวตาคมวับ ข้อแขนเล็กๆ ของหล่อนสวมสร้อยเส้นบาง สิ่งที่เขาไม่อาจลืมเลือน...


ต่างคนต่างนิ่งงัน ณุตตราร้อนผ่าวไปถึงกระบอกตา เจ็บจี๊ดที่อกซ้าย


เธอ!”


ผู้หญิงคนนี้มารยาจัดนัก นอกจากจะสามารถสร้างความหวั่นไหวแก่เขา ด้วยการเรียกความน่าสงสาร แสร้งแสดงความจริงใจ ยอมเป็นเบี้ยล่างให้เขาหลงกล แล้วยังล้อเล่นกับความรู้สึกของเขา เหมือนยั่วเย้าจนแก้วเจียรนัยแตกร้าว...กระจัดกระจายอีกหน


นี่มันอะไร วันระลึกความหลังอย่างนั้นหรือ?” ธรรศคำรามดุลอดไรฟัน คนตัวเล็กส่ายหน้าปฏิเสธ แววตาตื่นๆ


เขาเห็นแล้ว เห็นว่าเธอยังสวมของของเขาทั้งที่น่าจะทิ้งขว้างไปนานแล้ว แต่กลับไม่นำพาความรู้สึกดีๆ กลับมา ความตั้งใจดีกลับกลาย แปรเปลี่ยนเป็นความเข้าใจผิดเพี้ยนเหลือแสน มือหนาคว้าข้อมือเล็กแล้วกระชากขึ้นมามองใกล้ๆ ฟันกรามขบแน่นจนได้ยินเสียงขู่คำราม ฮึ่มฮั่ม


หลอกลวง!” เขาตวาดลั่น หญิงสาวกะพริบตาถี่ๆ มองเขาอย่างตระหนก


ธรรศ เดี๋ยว...”


มองโลกในแง่ร้าย นายไม่เคยเข้าใจอะไรเลยตั้งแต่เมื่อก่อนมาจนถึงวันนี้ ไม่รู้ถึงได้คิดเอาเอง กรุณาอย่าตัดสินกันก่อนได้ไหม...เพราะถ้านายทำอย่างนั้น นายจะไม่มีวันได้รู้ความจริง” ณุตตราตัดพ้อขมขื่น จ้องมองลึกในเรียวตาคมที่เต็มไปด้วยทิฐิที่มีกำแพงตระหง่านกีดกั้นเขาจากทุกอย่าง ตาคู่สวยวิงวอน


ได้โปรด...


ความหวังสุดท้าย ความหวังเดียวที่มีของเธอขึ้นอยู่กับเขาคนนี้ เธออุตส่าห์ดั้นด้นกลับมาเมืองไทย ยอมขัดใจพี่ชายก็เพราะเขา


แล้วเขาเล่า...พร้อมเปิดใจฟังเธอบ้างไหม? ไม่เลย


ความจริงที่แต่งขึ้นมาอย่างไรก็ได้น่ะรึ เรื่องมันจบไปตั้งนานแล้ว คิดหรือว่ายังมีใครรอฟัง ถ้ามี...ไอ้คนนั้นก็โคตรโง่ โง่ที่สุดแล้วล่ะ”


หมายความว่า...นายไม่อยากฟัง” เอ่ยถามเสียงแผ่ว หัวใจสั่นไหว


ไม่!”


เพราะผมไม่อยากเป็นไอ้โง่ที่เฝ้ารอและรักผู้หญิงไม่มีหัวใจ ผู้หญิงคนที่ผมรักตายไปตั้งแต่วันที่เธอหายหน้าไปแล้ว ส่วนเธอ...จะกลับมาเพราะเหตุผลอะไรก็ตาม ไม่เกี่ยวกับผม รอยร้าวมันประสานไม่ได้ ความรักก็เหมือนกัน ย่อยยับไปแล้วกลับมาเหมือนเดิมไม่ได้”


แม้นสุ้มเสียงดุดันสักเท่าไร แววตาผู้พูดเจ็บปวดเหลือประมาณ เจ็บ เสียจนส่งมาถึงณุตตราจนหัวใจไหวสั่น


ฉันขอโทษ ฉันไม่ได้จะเรียกร้องอะไรจากนาย แค่ขอให้นายรับฟัง...”


ไม่มีประโยชน์หรอก ขิม อย่าคิดว่าผมจะให้อภัย”


สิ้นเสียงกร้าว มือหนาผลักบ่าบางออกห่างตัวอย่างไม่ปรานีปราศัย มองเฉยชา แม้ว่าแรงผลักจะทำให้หญิงสาวผงะ เซไปชนขอบโต๊ะอีกด้าน ยังดีที่แผ่นหลังบอบบางพิงมันไว้จึงมิได้ทรุดลงไปนั่งกับพื้นทรายให้อายคน


ห่างกันแล้ว...ธรรศจ้องมองนิ่งนาน ในแววตาฉายวาบตอกย้ำว่าจงเกลียดจงชังเธอมากแค่ไหน ไม่มั่นใจว่าอยู่นานกว่านี้จะเกิดโทสะจนพลั้งมือทำอะไรหล่อนหรือเปล่า จึงก้าวผลุนผลันไปให้พ้นจากตรงนั้น อีกเสียงถกเถียงดังขึ้นเรื่อยๆ กำลังเรียกให้บริกรเข้ามาสังเกตการณ์ใกล้ๆ


ตอนร่างสูงก้าวอาดๆ จากไปในสมองของเขามุ่นมัว วุ่นว้า ต้านกันอย่างรุนแรงระหว่าง...อยากรู้ความจริงว่าเหตุผลของเธอคืออะไร ทว่าอีกใจ ถูกครอบงำด้วยทิฐิแรงกล้า ว่าไย...จะต้องมารับรู้เหตุผลในตอนนี้ เมื่อรู้แล้วจะได้อะไรขึ้นมา?


ฉันขอร้อง ฟังฉันก่อนได้ไหม แล้วต่อจากนี้นายจะโกรธจะเกลียดฉันมากกว่าเดิม ก็แล้วแต่นายจะตัดสิน”


ถ้อยคำวิงวอนด้วยเสียงอันสั่นเครือ มิได้มีอำนาจมากพอที่จะรั้งฝีเท้าอีกฝ่ายไว้ คนที่ถูกวอนขอทำหูทวนลมยังคงก้าวพรวดๆ ห่างออกไปตามทิศทางที่กระแสลมพัดกรูโดยไม่แยแส ณุตตราก้าวตามติด ไม่สนใจเช่นกันว่าบรรยากาศรายรอบตัว ขมุกขมัวลงเรื่อยๆ ละเลยเรื่องที่ต้องระวัง ด้วยต่อให้เธอต้องอยู่ในที่ที่ไม่ควรอยู่...ก็ต้องทำ


ธรรศ! ธรรศ รอก่อน” ร่างเพรียวลมตามติดจนกระทั่งคว้าข้อมือของเขาได้


ฟังก่อนนะ”


อะไรของเธอนักหนา”


คนถูกฉุดหมุนกายกลับมา มองตอบด้วยแววตาก้าวร้าว หนุ่มสาวหยุดนิ่งที่ชายหาด ถูกโอบล้อมด้วยผืนฟ้าหม่นกับคลื่นน้ำที่สาดซัดหาฝั่งดังซู่...ซ่า รอบกายสลัวไร้ซึ่งแสงพราว ดุจดังดวงตาที่กำลังมัวหม่น พร่าลายของหญิงสาว


ต้องการอะไรจากผม ที่ผมต้องเจ็บปวดมันยังไม่สาสม ยังไม่เป็นที่พอใจของเธอใช่ไหม สนุกมากไหมที่เล่นตลกกับความรู้สึกของคนอื่น มีความสุขมากไหมที่กลับมาเห็นผมในสภาพนี้”


สภาพที่...หัวใจแหลกสลายต้องสั่นคลอน เมื่อได้พบเธออีกครั้ง


ไม่จริง ฉันแค่ต้องการขอโทษ ฉันผิดที่จากไป ครั้งนั้นคุณพ่อคุณแม่ของฉันประสบอุบัติเหตุ ท่านทั้งสองจากไปแล้วกว่าที่จะผ่านฝันร้ายมาได้ต้องใช้เวลา แล้วฉันก็ตั้งตารอ มันเป็นการรอคอยที่จะกลับมาพบนาย...จริงๆ”


ชายหนุ่มชะงักไปบ้างกับเรื่องราวในอดีต แล้วยังไง?


เป็นเวลาร่วมปีที่คนคนหนึ่งใช้มันไปกับการเยียวยา การสูญเสียทำร้ายคนเราได้อย่างร้ายกาจ เขาไม่เถียง ทว่ามันเหมาะสมไหม หนึ่งปีแห่งการรอคอยที่เขาต้องอยู่อย่างคนหลงทาง เฝ้าค้นหาเหตุผลที่ไม่มีคำตอบอย่างเอาเป็นเอาตาย ใครเจ็บปวดกว่า...?


แล้วหลังจากนั้นเล่าเจ้าหล่อนมัวไปทำอะไร อยู่ที่ไหน ไม่เคยติดต่อกลับมา ฤาที่นั่นหล่อนมีความสุขดีกับใครสักคนแล้วความสุขของเขาที่ถูกขโมยไปโดยที่ไม่อาจเรียกคืนเล่า...ใครล่ะจะชดใช้? ใคร? ชายหนุ่มเต็มไปด้วยโทสะอันเดือดดาล ตาดุเข้มพราววับดุจไฟร้อน แทนที่จะเข้าใจกว่าเดิมสักนิด...นั้นไม่มี


ไม่ใช่ว่าฉันไม่อยากพบนาย ไม่ใช่ว่าฉันอยู่ได้อย่างมีความสุข เราต่างก็เจ็บไม่แพ้กัน...”


เจ็บงั้นรึ!” สุ้มเสียงเยาะ


เหตุผลที่งัดมาพูดตอนนี้มันก็ไม่ต่างจากข้ออ้างหรอก หยุดรื้อฟื้น อย่าทำให้ผมรู้สึกเป็นไอ้โง่มากไปกว่านี้เลย แล้วก็หยุดทำตัวเหมือนว่ายังรักกัน ด้วยการใส่ไอ้สร้อยราคาถูกๆ เส้นนี้” สบถกร้าว พร้อมแววตาเหยียดหยาม


...มันน่าสะอิดสะเอียน”


โอว ณุตตราอุทานไม่เป็นคำ


ร่างแน่งน้อยถูกกล้ามแข็งๆ ตวัดเข้าหาแผ่นอกกว้างโดยไม่ทันตั้งตัว ตัวการที่ทำให้ชายหนุ่มฉุนโกรธถูกยกขึ้นมาเสมออก บิดข้อมือเรียวเล็กจนอีกฝ่ายหน้าเหย เจ้าของเรียวตาคมปลาบจ้องมอง ของขวัญ ที่เขาเป็นคนให้สร้อยเส้นเล็กๆ ที่กำลังกลายสภาพเป็น แส้หนาม ขนาดใหญ่หวดฟาดหัวใจจนเนื้อแตก เขากระชากมันไปจากมือเล็ก กำไว้สั่นๆ


มันอาจไม่มีค่าสำหรับนาย แต่กับฉัน...มี เอาคืนมานะ” เจ้าหล่อนเขย่งปลายเท้า ปรารถนาได้คืน ยื้อยุดสุดแขนไขว่คว้ามือหนาที่ยกหนีสูงสุดเอื้อม ธรรศเบ้หน้ามองเหยียด มองว่าเป็นแค่ละครฉากหนึ่ง หญิงสาวตรงหน้าหาใช่ณุตตราที่เขารู้จักหล่อนเจนโลกมารยาขนาดที่พูดและทำได้โดยที่ใจมิได้คิด


เขาไม่เชื่อเด็ดขาด! เพราะถ้าเขายังมีตัวตนในใจของหล่อนจริง เป็นคนที่หล่อนรักจริง...ก็จะไม่มีวันนี้


ถ้าคิดว่าสร้อยกระจอกๆ นี่มีค่านักละก็ ทำให้ผมเห็นสิว่าเธอต้องการมันมากแค่ไหน” ประกาศคำท้าทายด้วยเสียงหยัน หญิงสาวยังไม่เข้าใจคำพูดนั้นจนกว่าจะเห็นชายหนุ่มเหวี่ยงแขน แล้วเขวี้ยงของในมือสุดแรงลงไปในทะเล


อย่านะ!” อุทานตกใจ ความทรงจำเก่าก่อนอัดแน่นในนั้นเกินกว่าจะยอมสูญเสีย ใครเล่าจะเท่าทันความคิดว่าหญิงสาวจะผละจากเขาหมุนตัวขวับ ยกชายกระโปรงวิ่งลิ่วๆ เข้าหาคลื่นที่กำลังซัดกระหน่ำ


บ้าชิบ!” นี่เจ้าหล่อนไร้สมองยิ่งกว่าเขาเสียอีก บ้ายิ่งกว่าทะเลคลั่ง ที่พยายามควานหาสร้อยเส้นเล็กๆ กลางมหาสมุทรอันเชี่ยวกราก


บ้าไปแล้ว!” เขาสบถมองเห็นคลื่นระลอกแล้วระลอกเล่าซัดเข้าหาฝั่ง กระแทกร่างน้อยจนโอนเอนหลายครั้งแต่ไม่อาจหยุดยั้งหล่อนได้ ชายกระโปรงเปียกปอนมาถึงเข่า


แสงมืดคือ อุปสรรค แต่จะให้รอปาฏิหาริย์ใดก็คงไม่มีอีกแล้ว ณุตตราปฏิญาณกับตนเองว่าจะไม่ยอมสูญเสียมันไป ร่างแบบบางแทบปลิวลม คุกเข่าลงบนทรายซึ่งอาบท่วมไปด้วยน้ำทะเลสีคร้ามเข้ม


ขึ้นมาเดี๋ยวนี้นะขิม ผมบอกให้กลับขึ้นมาไงเล่า” เสียงห้าวตะโกนแข่งกับสายลมโกรก แขนทั้งสองทิ้งลงข้างร่างสูงใหญ่ที่สั่นเทิ้ม


ขิม โง่แล้วก็บ้าที่สุด ตามใจเธอล่ะกันถ้าอยากแช่น้ำทั้งคืนล่ะก็” ธรรศสบถอย่างหัวเสีย หมุนตัว ก้าวเร็วๆ เดินกลับเข้าฝั่งโดยไม่เหลียวหลังกลับไปมองเธออีก


ใช่! มันเป็นการกระทำของคนสิ้นคิด...เธอรู้ มันเป็นความโง่เขลาที่ปรารถนารักษาของที่เขาให้ไว้ ทั้งที่ผู้ให้ยังไม่เห็นค่า และทั้งๆ ที่เธอตั้งใจแน่วแน่กลับไม่อาจทำได้ดังใจ เมื่อดวงตาคู่หวานหม่นมัวหญิงสาวมองเห็นแค่สีดำคล้ำของผืนทรายที่ถูกกลบกลืนด้วยผืนน้ำ อีกท้องฟ้าก็กลายเป็นสีเดียวกัน


...ต้องทำได้ ต้องหาให้เจอให้ได้นะขิม”


ณุตตราใช้มือลูบหน้า ความเค็มทำให้สมองตื่นตัว ทั้งเค็มทั้งแสบตา หญิงสาวสลัดศีรษะขับไล่ความหวาดกลัวความมืดที่คืบคลาน ฮึดสู้ ข่มความหนาวเหน็บที่กำจายจากชายกระโปรงมาถึงเอวและกำลังไหลลื่นสู่ทรวงอก กัดฟัน...ปลอบประโลมหัวใจที่กำลังอ่อนแอ แนวฟันเรียงสวยขบกันดังกึกๆ ลั่นในหู ทว่าหญิงสาวยังคงก้มหน้าก้มตา แตะมือซีดขาวลงบนเม็ดทราย ไล่หาไปเรื่อยๆ หวังจะได้ 'หัวใจ' ของเธอคืน


เสียงร่ำไห้ สะอื้นฮักคลอเคล้าเสียงคลื่นของค่ำคืน เจ็บปวดเพราะเขาครั้งที่เท่าไรก็ไม่ระย่อ ยอมรับว่าเธอเป็นผู้ผิดเพราะเธอที่จากไป ซึ่งต่อให้เขาไม่ยกโทษก็ต่อว่าอะไรมิได้ เธอรู้...ว่าไม่มีบาดแผลไหนถูกสมานอย่างดี มีแต่รอยพุพอง ประหนึ่งแผลสดที่ไร้การเยียวยานานปี


เธอคิดผิดหรือที่มาที่นี่ ตั้งใจมาพบเขา มิใช่เพื่อขุดคุ้ยอดีตให้เจ็บปวดทั้งสองฝ่ายแต่หวังจะกลับมาเยียวยาบาดแผลนั้นให้หายดี แล้วจึงบอกลากันอย่างถาวร


แค่เพียงธรรศใจเย็นพอ และพร้อมจะรับฟัง เธอจะบอกความจริงทุกอย่าง


บอกเหตุผลของการจากลาครั้งแรก และการจากลาครั้งนี้...ที่จะเป็นนิรันดร์ 



ซ่า ซ่า... 


ธรรศได้ยินเสียงคลื่นม้วนเกลียวกระทบฝั่งเบาๆ และไกลออกไปทุกทีเมื่อกายสูงใหญ่ก้าวอาดๆ ทิ้งเวิ้งทรายไว้เบื้องหลัง ครู่เดียวเขาเดินมาถึงร้านอาหาร เสียงซ่าๆ ถูกกลบกลืนด้วยเสียงดนตรีฟังสบาย จังหวะบลอสซั่ม มีนักร้องสาวขับกล่อมในคืนอันแสนโรแมนติก ภายในนั้นมีแขกนั่งจิบไวน์เพียงไม่กี่คน น่าเสียดายที่ไม่มีสุนทรียภาพใดจะแทรกลึกถึงจิตใจที่กำลังกรุ่นโกรธ 


ชายหนุ่มแค่มองตามเสียงแว่วหวานที่มาของจังหวะครื้นเครงแล้วเดินเลาะไปตามระเบียง ทางเดินใต้ระแนงไม้สีขาว เชื่อมไปยังทางเข้าตัวโรงแรมเพชรรุ้ง มุ่งกลับไปที่ห้องชมจันทร์ ห้องสวีทซึ่งอนุเคราะห์โดยพิมพ์นรา 


เสียงลมหายใจผ่อนยาวๆ เป็นระยะ เป็นอย่างเดียวที่แทนความขุ่นขัดในอก เมื่อถึงห้องพักเสียได้ ชายหนุ่มล้วงหยิบกุญแจมาไขเข้าห้อง มือหนาแหวกม่านสีหวานก้าวผ่านประตูชั้นใน เดินไปทิ้งตัวแผ่หรากลางเตียงกว้าง 


ลมหายใจหอบถี่จากการเดินเร็วๆ เพื่อหนีห่างณุตตราไม่ต่างจากวิ่งหนีความจริงเลย ยังหลงเหลือจนอกพะเยิบพะยาบ กว่าที่จะบังคับให้สงบลงก็เป็นนาที ทันทีที่หัวถึงหมอน เขาปิดเปลือกตาอ่อนล้าลง หวังยุติความรู้สึกสับสนวุ่นว้ากับเหตุการณ์เมื่อครู่ ทว่าเจ้าสิ่งที่อยู่กลางฝ่ามือเป็นเครื่องตอกย้ำการกระทำของเขา 


เขาทำให้หล่อนเข้าใจผิดว่าเขวี้ยงมันทิ้งไปแล้ว ยามนี้สาแก่ใจหรือรู้สึกอย่างไร จริงๆ แล้วชายหนุ่มตอบไม่ได้เลย 


ณุตตราพร่ำบอกว่ายังไม่ลืม ย้ำเตือนด้วยการเก็บของไม่มีค่า ไร้ราคาเอาไว้กับตัว แล้วหาข้ออ้างสวยหรูมาบิดเบือน เป็นช่วงเวลาแห่งความทรมาน ทุกข์ทน แล้วยังจะให้ยอมเชื่อใจกันได้อีกหรือ? 


ถ้าหล่อนไม่กลับมาเลยจะดีกว่าไหม ทำไมถึงไม่ตายจากกันไปเลยนะ 


ตาย...เหมือนที่เขาใช้คำนี้ในการ ‘ตัดใจ’ ให้ลืมณุตตรา กระทั่ง...ถูกกลั่นแกล้งให้ต้องรับมือกับโชคชะตาที่พลิกเปลี่ยนอีกครั้ง จู่ๆ ฟ้าก็ส่งหล่อนกลับมาทวงคืนความทรงจำ เรียกร้องให้เขาจำทุกบททุกตอนของรักครั้งเก่า กดย้ำแผลเดิมให้ปริแตกจนมิอาจทานทนไหว 


ทำไม? ฮึ่ม..มม 


กำปั้นข้างหนึ่งกำแน่นแล้วกระแทกสันมือลงบนฟูกหนา หวังถ่ายทอดความเจ็บแค้นที่อัดแน่นในหัวใจออกไปบ้าง ขมับที่กำลังเต้นตุ่บๆ สอดรับขณะที่ยังหลับตานิ่ง...นานกว่ายี่สิบนาที อาการหนึบชาคลายลงชายหนุ่มจึงลุกขึ้นมานั่งกุมขมับ เรียวตาดุใต้แถบคิ้วพาดเฉียง ปรือขึ้นช้าสำรวจไปรอบๆ แล้วเบิกกว้างอย่างคนที่เพิ่งนึกอะไรออก 


“ยัยนั่น!!” 


ป่านนี้แล้วยังมีใครบ้าบิ่น พอที่จะนั่งงมหาของชิ้นเล็กๆ ที่ไม่มีทีท่าว่าจะเจอกลางทะเลหรือไม่ แล้วถ้ามี...? 


“บ้าเอ้ย! นี่มันจะเที่ยงคืนแล้ว คิดบ้าๆ อะไรของเขาอยู่นะ” ธรรศสบถหงุดหงิด เผลอส่งความกังวลเหนือความโกรธเคือง 


เขาว่าว่าหล่อนบ้าและสิ้นคิด แล้วเขาล่ะ บ้ายิ่งกว่าไหมที่กำลังผลุนผลันออกจากห้อง เดินแกมวิ่งกลับไปที่ชายหาดอีกครั้ง 



“พี่ต้องการให้นายเกลี้ยกล่อมให้ขิมกลับอเมริกา นายพอจะช่วยพี่ได้ไหม นายเล็ก?” 


ครั้งนี้กระมังที่คำร้องขอของเขมมะตรงกับความคิดของเขา พายัพผงกศีรษะโดยไม่รู้ตัว หลังทบทวนบทสนทนาหรือเรียกว่า 'คำขู่กรายๆ'  ของธรรศ ผู้ชายคนนั้นทำให้เขาเชื่อมั่นว่าณุตตราควรอยู่ให้ห่างจากคนประเภทนั้นให้เร็วที่สุด ติดอยู่ตรงเรื่องราชการที่เขาทิ้งไปในทันทีไม่ได้ คดีที่กำลังใกล้งวด โอกาสที่จะเปิดโปงรัฐมนตรีรุจน์กับลูกน้องของมัน ถูกหยิบยื่นเข้ามาใกล้มือ คืนนี้และวันพรุ่งนี้เขายังต้องอยู่โยง ทำงาน 


“ผมกำลังจะปรึกษาพี่เขมอยู่พอดีเลยฮะ ผมได้คุยกับธรรศ...ที่เคยคบกับขิม สองคนนั่นต้องทำงานร่วมกัน ไม่ใช่เรื่องดีเลยกิตติศัพท์ของเขากับผู้หญิงที่ผ่านมา ไม่น่าไว้ใจเลย” 


“ยังไง?” คนทางไกลร้อนรน 


“หมอนั่นไม่เคยจริงใจกับใคร หรือแม้แต่กับขิม ผมตั้งใจอยู่แล้วภายในวันสองวันนี้ จะตามไปรับขิมที่จันทบุรี จะพาเธอกลับมาให้ได้ฮะ” 


“บอกขิมงงงานไม่ต้องทำแล้ว บอกว่าพี่สั่ง พี่ต้องขอบใจจริงๆ นะเล็ก ทั้งพี่ทั้งนายพชรงานรัดตัวเหมือนแกล้ง ไปไหนไม่ได้ดังใจหวังพึ่งก็แต่นายนี่แหละ” 


“ครับ” เสียงตอบรับแทรกซึมไปด้วยความกังวล ที่เพิ่งรู้จากเขมมะอีกเรื่องคือหญิงสาวมีคู่หมั้นแล้ว เพียงแต่ไม่รู้ว่าเพราะอะไรเธอถึงหนีชายหนุ่มคนนั้นมาไกลถึงเมืองไทย ได้ข่าวว่าเป็นถึงนายแพทย์อนาคตไกลในโรงพยาบาลเอกชน แล้วยังรักและถนอมณุตตราเอามากๆ ด้วย 


“คุณพชร เอ่อ ผมหมายถึงคู่หมั้นของขิม เขาจะมารับขิมกลับพร้อมพี่เขมใช่ไหมฮะ?” 


“ใช่ รายนั้นกินไม่ได้นอนไม่หลับมาหลายวันแล้ว ทำอย่างไรได้ล่ะหมออย่างเราๆ มีเรื่องที่สำคัญมากพอๆ กันเพราะต้องดูแลชีวิตคนอีกมาก” 


พายัพสงสัยเหลือเกินว่าคนคนนี้คิดอย่างไรเมื่อถูกทิ้งไว้ตามลำพัง ท่ามกลางพิธีหมั้นยิ่งใหญ่ เสียหน้า เสียใจ แต่ยังมีความหวังที่จะมารับคู่หมั้นของตนคืน คุณหมอพชรเจ็บปวดเพียงไหนที่ถูกคู่หมั้นสาวปฏิเสธ โดยไม่มีคำพูดแต่ใช้การกระทำ หากเป็นเขาล่ะก็...คงจะเสียใจน่าดู 


“ที่พี่หวังไว้ก็คือ...ฝากยัยขิมไว้กับนายเพชร เขาเป็นหมอที่ดี ตลอดมาเขาดูแลขิมอย่างดี” 


“เล็ก...นายคงเห็นแล้วว่าขิมต้องอยู่กับคนที่รู้ว่าต้องดูแลเธออย่างไร โรคของขิมจะอยู่กับเธอไปจนแก่เฒ่า ถ้าผู้ชายคนนั้นไม่เข้มแข็งพอ ไม่รักเธอมากพอ ขิมก็จะกลายเป็นแค่เศษขยะของชีวิตคู่” 


“ไม่ว่าทางเราจะพยายามรักษาอาการจอประสาทตาเสื่อม ผลก็ยังเหมือนเดิม วิธีที่ดีที่สุดที่พอทำได้ตอนนี้คือเฝ้าระวังดูแลอย่างใกล้ชิดเพื่อให้ขิมดำเนินชีวิตได้อย่างปกติสุข ปลอดภัยในโลกใบนี้” 


“แล้วถ้าผมทำไม่สำเร็จ พาเธอกลับมาไม่ได้” พายัพหยั่งเชิง 


เขาไม่อยากเสียสัตย์ด้วยการรับปากพี่ชายเพื่อนแล้วทำไม่ได้ อาจไม่มั่นใจไปกว่านี้ ถ้าเขาไม่ได้ยินคำพูดถัดมาของเขมมะ... 


“อาการยัยขิมไม่สู้ดีนัก สัญญาณหลายอย่าง บอกว่าขิมกำลังจะมองไม่เห็น...อย่างถาวร” 


“อะไรนะฮะ ไม่จริงหรอก” คนเป็นพี่กลืนก้อนแข็ง ถูกแรงบางอย่างกระหน่ำบีบแน่น ใจกลางอก 


“มันเป็นอย่างนั้นจริงๆ และถ้าขิมเป็นอะไรไปในไทย คุณย่าก็จะทราบเรื่องอาจกระทบไปถึงสุขภาพของท่าน เพราะอย่างนี้พี่ถึงเลี่ยงที่จะให้ขิมอยู่เมืองไทยนานๆ แต่ถ้ามันต้องเกิดขึ้นจริงๆ พี่ก็อยากอยู่ข้างขิม เมื่อวันนั้นมาถึง...” 


สุ้มเสียงของคนเป็นพี่หม่นเศร้า กระทบมาถึงใจผู้กองหนุ่มเต็มกำลัง พายัพบอกไม่ถูกเลยว่ารู้สึกเช่นไร ชา ปวดหนึบเพียงไหนกับชะตากรรมของหญิงสาวคนที่เขามอบความรู้สึกดีๆ ให้ไปเกินเพื่อน 


เขาขบกรามแน่น 


“นายต้องรีบหน่อยนะเล็ก พี่เพิ่งค้นเจอไดอารีของขิม ในนั้นมีเรื่องราวของเด็กหนุ่มที่ชื่อธรรศอยู่เต็มไปหมด ขิมรู้สึกผิดที่จากเมืองไทยไปโดยไม่ได้ลา และไม่ได้ติดต่อกลับมาอีกเลย พี่เชื่อว่า 'เขา' เป็นอีกคนที่ทำให้ยัยขิมกลับเมืองไทยในครั้งนี้” 


“แต่พี่ยอมให้ไปตะลอนๆ ตามหาผู้ชายคนนี้เพื่อเหตุผลพวกนี้ไม่ได้ คิดดูสินายเล็ก ถ้าเจอกันแล้วจะเป็นอย่างไรต่อ คนที่จากกันไปนานขนาดนั้นจะสนใจหรือว่าน้องสาวของพี่ป่วยเป็นอะไร เขาจะยอมรับเธอหรือในเมื่อคนรักเก่าที่ดั้นด้นกลับมาหาจะกลายเป็นแค่คนพิการ แล้วมองไม่เห็นเขาอีกต่อไป” 


“ยัยขิมกลับมาด้วยความรักแล้วถ้าไม่ได้รับรักตอบ ขิมจะเป็นยังไง...” ทุกคำเอ่ยอย่างขมขื่น เขมมะกลัวแทนน้องสาวไปเสียทุกอย่าง... 


“ผมเข้าใจพี่เขมนะฮะ เข้าใจว่าพี่กังวลเรื่องอะไร ก็จริง เพราะคนที่พี่กำลังพูดถึงเป็นคนที่ไม่เห็นว่าความรักสำคัญ ผมติดตามเรื่องธรรศมาระยะหนึ่งแล้ว” พายัพเข่นเขี้ยว 


“ถ้านายตามหาตัวธรรศเจอ ช่วยบอกเขาให้ส่งยัยขิมกลับมารักษาตัว หมอนั่นมีอิทธิพลต่อจิตใจของขิมมาก แกจะต้องเชื่อ นะนายเล็ก” 


ดูเหมือนว่าเขมมะอยู่ในภาวะมืดแปดด้านจึงยอมทำทุกอย่าง ยอมกระทั่งขอร้องคนแปลกหน้าไม่ว่าพายัพหรือธรรศ เขารู้ว่าถ้าบังคับใจน้องสาวอีกอาจเตลิด ถ้าเป็นธรรศเกลี้ยกล่อม เธออาจยอมกลับมาสู่อ้อมอกพี่ชายอีกครั้ง 


พายัพขบกรามแน่นขึ้น แต่ไม่ปล่อยให้เสียงคำรามเล็ดลอด เพราะรู้เรื่องผู้ชายคนนั้นเต็มอก รู้แล้วยิ่งไม่สบายใจ ข่าวเรื่องผู้หญิงของธรรศไม่สู้ดีและถี่ในหน้าข่าวสังคม ผู้ชายที่ควงหญิงสาวเปลี่ยนหน้าเป็นว่าเล่น ทั้งนางแบบ ทั้งนักแสดงแถวหน้า ไหนจะไฮโซสาวที่ต่างกันไกลจากณุตตรา ผู้หญิงธรรมดาๆ คนหนึ่งเท่านั้น เพื่อนสาวของเขาจะเป็นอะไรในสายตาธรรศเล่า... 


แค่ผู้หญิงคนหนึ่งใน ‘เกมรัก’ ของหมอนั่นงั้นรึ? ไม่มีทาง...เขาไม่ปล่อยให้เกิดเรื่องเช่นนี้แน่ 


“พี่เขมไม่ต้องห่วง ผมเองก็อยากเห็นหน้าคนคนนี้อยู่เหมือนกัน และผมมั่นใจว่าจะได้พบเขาเร็วๆ นี้ ถ้าได้เรื่อง ผมจะส่งข่าวนะฮะ” 


หลังวางสายจากเขมมะ คืนนั้นผู้กองหนุ่มพยายามโทรหาณุตตรา หลายต่อหลายหน ทว่าไม่มีคนรับ 


ขณะปลายสายเกิดเสียงเรียกเข้าดังซ้ำๆ จนลั่นห้อง เป็นที่น่ารำคาญจนชายหนุ่มซึ่งนอนแผ่หรากลางเตียง ให้ลุกขึ้นนั่งอย่างหงุดหงิด ธรรศลูบใบหน้าคมแรงๆ เหลียวมองจนทั่ว จึงพบว่าเป็นเสียงเรียกจากมือถือของหล่อนที่เขายึดมาในกระเป๋ากางเกงขาสั้น เขาคว้ามือถือเครื่องบางขึ้นมาอ่านชื่อเจ้าของสาย เรียวตาคมกริบวาบวับ 


'นายคนเล็กอีกแล้วงั้นรึ!' 


“เสียใจ ไอ้โง่! นี่ไม่ใช่เวลาของแก” ชายหนุ่มเค้นเสียงพึมพำ กดปุ่มปิดเครื่องโดยไม่ลังเล 



หนาวและชื้น... 


ชายกระโปรงยาวชุ่มโชกมาถึงเอวคอดและช่วงอก ส่งให้เรือนร่างแบบบางสั่นน้อยๆ ฟันเรียงสวยกระทบกันดังกึกๆ ริมฝีปากสีอ่อนระริกยามหนาวสั่น สองมือเย็นเฉียบ ขาวจนซีดจมอยู่ในน้ำเค็มนานสองนาน 


กอบได้เพียงเม็ดทราย...ร่วงพราวจากร่องนิ้ว เมื่อยกขึ้นเหนือผิวน้ำ หญิงสาวแบมือออกดู ว่างเปล่า...ไม่มีสิ่งที่เธอพยายามควานหาเลย 


ครั้งแล้วครั้งเล่า ไม่ได้อะไรเลย ไม่มีประโยชน์สักน้อยกับการนั่งจ่อมจมอยู่ตรงนี้ 


เธอรู้...กระนั้นเจ้าของร่างสั่นเทายังคงทำอากัปกิริยานั้นซ้ำๆ โดยไม่รู้จักเหน็ดเหนื่อย จะไม่ยอมผละไปโดยไม่ได้อะไรติดมือ จวบจนกายหนาวสั่นจนสะท้านไปถึงหลืบทรวง ณุตตราเม้มกลีบปากซีดจาง ซับละอองของคลื่นที่ถาโถมกระเซ็นพราวดวงหน้า โลกแห่งความเป็นจริงกลับมาเยือนสำนึกแล้ว หญิงสาวเงยหน้าจากผืนน้ำมหึมา สีดำทะมึน เหลียวมองรอบตัวที่มืดสนิท มิต่างจากถูกคุมขังกลางกรงรัตติกาล ค่อยๆ แหงนเงยศีรษะคอตั้งบ่า มองฟ้ากว้างหงอยเหงา แสงระยิบระยับลิบตามองเห็นไกลเกินเอื้อม ได้ยินก็แต่เสียงซ่า...าา ของเกลียวคลื่น 


สิ่งเดียว...เป็นเพื่อนที่ดีที่สุดในยามนี้ 


ณุตตรากระเสือกกระสนลุกขึ้นยืนจากระดับน้ำเท่าหัวเข่า กระถดร่างบางขึ้นไปนั่งคุกเข่าบนฝั่งอย่างทุลักทุเล ชุดสวยเมื่อยามเย็นเปรอะเปื้อน ชุ่มเปียกเกาะเต็มไปด้วยเม็ดทราย หญิงสาวตัดสินใจยืนขึ้นหมุนตัวกลับ เพ่งมองแสงสลัวลอยฟ่องกับกำแพงดำทะมึนขนาดใหญ่ ไม่แน่ใจว่าเป็นทางกลับโรงแรมหรือแนวภูเขาสูงกันแน่ จนหนทางจะคาดเดา เธอทิ้งร่างลงนั่งแปะที่เดิม สิ้นหวังที่จะคลำทางเดินไปในสภาพที่มองไม่เห็นเช่นนี้ อาจหลงไปไกลแล้วอันตรายกว่า 


น้ำตาหยดแรกซึมไหลอาบแก้ม ให้สาสมกับความบ้าบิ่น สุดสิ้นคิดของตัวเอง 


“พี่เขมต้องโกรธขิมมาก แน่ๆ เลยใช่ไหมคะ โกรธที่มีน้องโง่ๆ แบบนี้...” 


การพูดคุยกับตัวเองคงเป็นอย่างเดียวที่เธอทำได้ ณุตตรารู้ว่าความบ้าระห่ำของเธอไม่เกิดประโยชน์อะไร ซ้ำยังสร้างความเดือดร้อนให้ตัวเองจนต้องตกอยู่ในสภาพนี้ เพราะไม่ฟังคำเตือนของพี่ชายทิ้งขว้างมันไปเมื่ออยู่ต่อหน้าธรรศ ทำทุกอย่างที่ดูจะเปล่าประโยชน์ ไม่สามารถทำให้เขาเหลียวมามองหรือเห็นคุณค่าได้เลย 


“ขิมขอโทษค่ะ พี่เขม ขิมขอโทษ...” เสียงพึมพำแผ่วเบาลง 


“แต่ขิมรักเขาค่ะ ขิมรักธรรศ...” 


ร่างน้อยครางแล้วล้มตัวลงกับผืนทราย ท่ามกลางชายหาดที่มืดสนิทโดยปราศจากความหวาดกลัว ดวงหน้าซีดจางซบลงบนเม็ดทรายนุ่มละเอียดซึ่งถูกฟองคลื่นสีขาวสาดซัดเบาๆ เสียงเคลื่อนไหวของน้ำทะล ช่างไพเราะนัก ดังซ่าๆ เป็นระยะ ลมกรูเกรียวที่ทำให้หนาวสั่นเมื่อแรก กลายเป็นความอบอุ่นล้ำ ฟ้ามืดไร้ดาวเคียงคือผ้าห่มสีดำผืนใหญ่ ที่โอบคลุมร่างน้อยให้คลายเทิ้มสั่น 


ห้องนอนธรรมชาติในจินตนาการ เรียกร้องให้ร่างกายอ่อนล้าได้พักพิง อิงหลับด้วยความเหนื่อยอ่อน 


“ขิมรักพี่เขม รักคุณย่านะคะ...” ณุตตรารำพึงรำพันแผ่วเบา ไม่รู้เนื้อรู้ตัวอย่างคนที่ตกอยู่กลางภวังค์ 


แท้ที่จริงแล้ว...ฟันของเธอยังกระทบกันกึกๆ ร่างแบบบางสั่นไหวกว่าเดิมเพราะอากาศที่เย็นลง ลมหนาวหรือก็เสียดแทงดั่งเข็มร้อยเล่มพันเล่ม ที่พุ่งเข้าทิ่มแทงโดยไร้ความปรานี ไม่มีสายลมอันแสนอบอุ่น ไม่มีผ้าห่มขนาดใหญ่ห่มคลุม ไม่มีดวงดาวแห่งความหวัง ระยิบระยับพราว 


เพราะทั้งหมดนั้น มันก็แค่...ความฝัน 


จินตนาการที่ว่า...ไม่หยุดอยู่เพียงแค่นั้น หญิงสาวรู้สึกถึงความอบอุ่นล้ำ เมื่อถูกโอบกอดจากใครคนหนึ่ง อาจเป็นใครสักคนที่เธอเฝ้ารอ  เขาคนนั้นคือตัวแทนของผืนฟ้ากว้าง หลอมรวมกับผืนทรายอันไพศาล โอบล้อมรอบตัวเธอไว้ ร่างปวกเปียกถูกช้อนอุ้มด้วยวงแขนแกร่งในสภาพชุดเปียกปอนกับเกาะพราวด้วยเม็ดทรายจนสากมือ 


เจ้าของความอบอุ่นนั้น เดินดุ่มๆ ก้าวโขยกเขยกไปบนหาดทราย 


ลุ่ม...ดอน... ราวกับขบวนรถไฟที่มุ่งหน้าไปอย่างมีจุดหมาย 



ซู่...ซู่ๆๆ 


ภาพเพ้อฝันยุติลงแค่นั้นทันทีที่สายน้ำเย็นโปรยปราย กระเซ็นสายลงมาจากที่สูงราดซู่ๆ ลงกลางกระหม่อมบาง ไหลอาบเรือนผมยาวยุ่ง คละเคลือบเม็ดทราย ตั้งแต่ศีรษะจรดปลายเท้าจนหนาวสะท้านไปทั่วร่าง หญิงสาวสะดุ้งวาบ ดวงหน้าละมุนตื่นตกใจปรือตาขึ้นมาอย่างงุนงง ริมฝีปากเย็นชืด ซีดสั่น เมื่อพบว่าตนเองมิได้นอนซุกอยู่ในอ้อมอกกว้างอย่างในฝัน 


ณุตตราเบิกดวงตากว้างขึ้นสลับกะพริบตาถี่ๆ เพ่งพิศผ่านสายน้ำที่หลั่งริน อาบใบหน้าจนมองเห็นภาพเบื้องหน้าพร่ามัว ร่างผอมซวนเซ โอนเอนถอยห่างจนชนเข้ากับผิวแข็งๆ ซึ่งเป็นกระเบื้องลายตารางสี่เหลี่ยม มันสั่งสมความเย็นทุกอณูจนขนลุกทุกรูขุมขน ที่นี่คือห้องสี่เหลี่ยมเล็กๆ ส่วนสายน้ำที่พร่างพรมลงมาดุจสายฝน ก็คือ 'ฝักบัว' 


หญิงสาวโงนเงนแทบล้มคว่ำ ยามเหลียวมองไปรอบๆ จนมึนศีรษะ แต่ที่ไม่ได้ล้มลงไปก็เพราะร่างกำยำไหวตัวตวัดท่อนแขนคล้องลำตัวบอบบางของเธอไว้ทันท่วงที 


“......!!” 


อา...


ดวงตากลมโตเบิกโพลงจนแทบถลน สองแก้มชาหนึบยามไล่สายตามองเรืิอนร่างสะท้านไหวที่ปราศจากเสื้อผ้าอาภรณ์สักชิ้นของตนเอง แล้วจึงค่อยๆ เงยขึ้นมองกายแกร่งของชายหนุ่มที่ยืนแนบชิด เธอเปียก และเขาก็เปียกปอนไม่ต่างกัน 



หล่อนอุทานไม่เป็นคำ เมื่อภาพเลือนรางค่อยๆ แจ่มชัด 


“...ธรรศ” 


โอว...นี่มันเกิดอะไรขึ้นกับเธอ? แล้วทำไม ทำไมเธอกับเขาถึงอยู่ในสภาพนี้? 


สภาพที่ตัวเธอเปล่าเปลือย เหลือแค่ชุดชั้นในตัวกระจ้อยร่อย ที่ยืนประชิดเป็นร่างแกร่งกำยำที่สวมแค่กางเกงขาสั้นตัวเดียว 


เหลียวหาชิ้นส่วนที่เหลือ กระโปรงกับเสื้อของเธอกองอยู่กับพื้น บนพื้นที่แห้งหย่อมหนึ่งในห้องนั้น ณุตตราไหวตัวผวาหนาวสั่นขึ้นมาจับขั้วหัวใจ หนาว...ยิ่งกว่าแช่อยู่ใจกลางน้ำแข็ง ขั้วโลก 


“ปละปล่อยฉันนะ ออกไปนะ!” หญิงสาวตะโกนออกไปเท่าที่สุ้มเสียงจะมี ทว่าเครือสั่น ชายหนุ่มไหวบ่ากว้างอย่างไม่ยี่หระ ไม่สนใจแรงต้านน้อยนิดที่ส่งมายังแผงอกกระด้าง เรี่ยวแรงของเธอไม่มีผลต่อแรงหนุ่ม ที่บีบแน่นเข้าๆ ดังคีมเหล็ก เขาแสยะยิ้มกร้าว โน้มใบหน้าคร้ามไรเคราสากเย็นลงมาประชิดดวงหน้าซีดเผือด 


กระซิบเสียงต่ำพร่า ไม่ต่าง... 


“ผมเป็นคนลากเธอขึ้นมาจากทะเล ยื้อลมหายใจจากการกระทำโง่ๆ ของเธอด้วยมือนี้ แล้วคิดหรือว่าผมจะปล่อยมือง่ายๆ” 


“ผู้หญิงไร้ค่าอย่างเธอเป็นหนี้ชีวิตผม จำไว้นะขิม เธอเป็นของผมแล้ว...ทั้งชีวิต” 


...เธอเป็นของผมแล้ว ทั้งชีวิต 


ถ้อยคำกระซิบกระซาบจากเรียวปากหยักลึก ดังตรึกข้างหู กระชากหญิงสาวออกจากความงุนงง สับสน หล่อนส่ายหน้าไปมา สลัดศีรษะไล่ภาพกับเสียงที่ไม่คิดว่าเป็นจริง ทั้งการต้องตกอยู่ในอ้อมกอด ทั้งการที่ร่างกายเปลือยเปล่าน่าอับอาย แต่การกระทำของธรรศเป็นเครื่องตอกย้ำซ้ำเหยียดลึกลงกึ่งกลางหัวใจ ว่ามันจะเป็นเช่นนี้ตลอดไป...ดังเช่นคำของเขา 


เพื่อเป็นการตอกย้ำให้ประจักษ์แก่แววตาที่ดูจะสับสน จนน่ารำคาญของหญิงสาว เจ้าของใบหน้าคร้ามกระตุกมุมปากนิดๆ แล้วเหยียดออก ปรายตามองหล่อนอย่างหมิ่นแคลน ตามด้วยกดบ่าบางกระชากเข้าหาตัว เขายิ้มกร้าว โน้มใบหน้าลงต่ำเสมอดวงหน้าขาดสี จับจ้องแน่วนิ่งไปที่ดวงตาตระหนก สะกดหล่อนด้วยเรียวตาดุวับ ณุตตราสะดุดลมหายใจเฮือกใหญ่ มีแวววิตกในดวงตาคู่หวาน กระถดตัวออกห่างแผ่นอกแข็งๆ แล้วก็สะดุ้งเฮือก 



ท่อนแขนแข็งแรงตามมาตวัดยึด ครอบครองเอวคอดบาง กระชากกระชั้นร่างนวลน้อยจนผวาซวนมาซบอก 



“ธ...รรศ ปล่อยนะ! ปล่อย” หญิงสาวดิ้นรนสุดแรง เมื่อติดอยู่ในอ้อมแขนที่ล็อกแน่น ไม่สะดุ้งสะเทือนแม้ว่าเธอจะบิดแขนจนแดงเถือก 


ดวงหน้าละมุนชนตุ้บเข้าที่อกราบแบน เธอหลับตาปี๋ด้วยความตกใจ ปรือตา แล้วเงยขึ้นอีกทีจึงเห็นเรียวตาคมปลาบกำลังจับจ้อง... 


“อย่าทำอะไรฉันเลยนะ...อุ๊บ!” 


ริมฝีปากซีดสั่นเผยอขึ้นหมายอ้อนวอน สองมือแตะอกกว้างยันไว้ไม่ให้ใกล้อกอิ่มกว่านี้ ทว่าอีกฝ่ายไม่ปรารถนาเปิดการเจรจา ปลายนิ้วเฉียบเย็นของเขาแตะลงตรงปลายคางมน ตรึงมันกับที่ ก่อนโฉบปิดกลีบปากสั่นระริกด้วยเรียวปากหยักลึก แบบที่มิให้อีกฝ่ายตั้งตัว 


ณุตตราเซแซด แข้งขาอ่อนระทวยจนต้องยึดบ่าหนา เมื่อถูกอารมณ์แปลกๆ รุมเร้า ธรรศแสยะยิ้ม วางมือใหญ่ประคองดวงหน้าเผือดไว้นิ่งๆ เพื่อรับจุมพิตอันหนักหน่วง ดุดันขึ้นทุกขณะ หญิงสาวเย็นวาบไปถึงสันหลัง ต้นคอแข็งขืนถูกยึดท้ายทอยบังคับให้แหงนเงยวงหน้าเล็กขึ้นรับทุกการ 'ให้' ของเขา 


หญิงสาวประท้วงอืออาแต่ไม่ได้ผล เรียวตาดำขลับเป็นประกายวาบ ประดุจมีเพลิงร้อนลุกโชนเตรียมผลาญณุตตราให้มอดไหม้เป็นจุณ ชายหนุ่มบรรเลงจุมพิตอย่างดุดัน เร่าร้อน ดูดกลืนลมหายใจทั้งหมดของหญิงสาวจนแทบขาดใจ ณุตตราค้านด้วยการทุบลงข้างตัวอย่างน้อยๆ ก็ทำให้อีกฝ่ายหยุดแล้วสบถอย่างฉุนโกรธ เป็นโอกาสให้หล่อนยืดคอขึ้นรับออกซิเจนเข้าปอดอย่างกระหายเช่นกัน 


“อย่านะ! อย่าทำอย่างนี้เลย ธรรศ” วิงวอนกระท่อนกระแท่น อ่อนแรงเต็มที 


ยามใช้โอกาสน้อยนิดตักตวงลมหายใจสะอาดเข้าปอด ชายหนุ่มนิ่งมองด้วยแววตาหมิ่นๆ หยุดตรงรูปปากเจ่อช้ำที่เพิ่งลิ้มรสความหวาน และยังปรารถนารสนั้นเพราะยังมิหนำใจ เขาไม่ตอบ แต่กระตุกเรียวปากนิดๆ มองหยันจนณุตตราขนลุกไปทั่วตัว 


“นายไม่อยากทำอย่างนี้หรอก จริงๆ นะ ปล่อยขิมไปเถอะนะ ธรรศ” หล่อนวิงวอนปนสะอื้น


“ใครว่า…” 


“ขอร้อง...” 


“ขิมกลัวแล้ว กลัวจริงๆ” 


สายน้ำเย็นยังไหลโกรกศีรษะเล็กผ่านบ่าไหล่ลาดเนียนลงสู่ทรวงอกสล้างจนสะท้านไหว สาวน้อยห่อหัวไหล่เข้าหาตัวหมายปัดเป่าความเหน็บหนาวที่เกาะกินกลางดวงใจ มิทันรู้ตัวว่าเป็นการบดเบียดร่างนุ่มเนียนกับกายกระด้าง กระตุ้นความรู้สึกใต้ผิวสากที่เต็มไปด้วยเนื้อหนังมังสาให้ตื่นตัวเร็วขึ้น ฉุดกระชากอารมณ์ดิบของหนุ่มฉกรรจ์จน...กระเจิง 


ธรรศไม่ฟังเสียงอ้อนวอนหรือเสียงร่ำไห้ ชายหนุ่มยังคงลูบไล้มือไม้สะเปะสะปะไปทุกสัดส่วนสาว ย่ามใจ สัมผัส...ไปทุกซอกมุมอย่างถือสิทธิ์ สำรวจตรวจตราไปทุกอณูเนื้อบนเรือนกายที่หมายยึดครองเป็นเจ้าของด้วยกำลัง 


ร่างกายสูงใหญ่สะท้านสั่นไม่ต่างกันเพราะความเย็นฉ่ำที่โปรยปรายจากฝักบัว อีกอาการเทิ้มสั่นจากภายในกายแกร่ง ความเย็นชืดจากภายนอกถูกเพลิงภายใน...แผดเผา ทีละน้อยๆ ไฟร้อนที่มาจากเบื้องลึก แรงโหยหามหาศาล ที่ตัวเขาเองก็ไม่อาจต้านทาน แก่งแย่งกันออกมาช่วงชิงความหวานของสาวน้อย 


“เธอกลับมาเองนะขิม เธอผิดที่กล้ากลับมาเหยียบเมืองไทย ผิดที่หน้าด้านมายืนอยู่ตรงหน้าผม...ตรงนี้” ชายหนุ่มคำรามเหี้ยมเกรียม 


“และผมไม่มีวันปล่อยเธอหายไปอีกเป็นครั้งที่สอง ไม่มีทาง” ปลายเสียงห้าวพร่าสั่น คำพูดของเขาเหมือนคำสาบานที่ออกมาจากหัวใจ 


ใช่! เพราะเขาจะยึดครองหล่อน ทั้งร่างกายและหัวใจไปจนตลอดคืนนี้ 


“ขิมขอโทษนะธรรศ อย่าทำร้ายกันแบบนี้เลย ขิมขอร้อง” 


“เงียบเถอะน่า!” ตวาดลั่น 


ในสมองอันตึงเครียดสับสนครู่หนึ่ง เมื่อความปรารถนารุนแรงกลบกลืนรอยแค้นไปชั่วขณะ เขาแทบไม่ได้ยินคำพูดปนสะอื้นของณุตตรา จมอยู่กับความรู้สึกของตนเอง ก่อนตัดสินใจไม่ฝืนแรงเกรี้ยวกราดภายในกายให้ทรมานอีก ยอมปล่อยให้โลดแล่นไปตามวิถีทาง ปลดปล่อยความอัดอั้นออกมาโรมรันหญิงสาวที่เป็นดั่งศัตรู ทว่าเป็นคนที่เขาเฝ้ารอทุกวี่วัน คนคนเดียวกันที่เขาปรารถนาฆ่าให้ตายทั้งเป็น 


“ได้โปรด...หยุดเถอะ” 


ถัดจากประโยคนั้น เธอไม่มีสิทธิ์...แม้แต่จะเผยอริมฝีปากประท้วง “พอ...” 


ในวินาทีต่อมาณุตตราถูกครอบครอง บังคับให้เป็นไปตามแต่ใจชายหนุ่ม กายบอบบางถูกพันธนาการด้วยสองแขนกำยำ ช้อนอุ้มเธอจนตัวลอยหวือ ออกจากห้องสี่เหลี่ยมแคบๆ สู่ห้องนอนได้อย่างไร เธอไม่รู้ หลังถึงฟูกเมื่อไร และเนื้อกายล่อนจ้อนด้วยฝีมือของชายหนุ่มตอนไหนณุตตราก็ไม่อาจประมวล สมองของเธอเบลอหนัก วุ่นว้า ไม่เป็นตัวของตัวเองอีกแล้ว 


“หยุ...ด” 


เจ้าหล่อนครวญครางทั้งน้ำตา ห้ามเขาและหักห้ามหัวใจตัวเธอเองไปพร้อมกัน 


“ไม่มีคำนั้น จนกว่าเธอจะรองรับความเจ็บปวดทั้งหมดจากผม จนกว่า...เธอจะรู้ว่ามันเป็นยังไง เจ็บและทรมานมากเพียงไหน” 


ธรรศโถมกายเข้าหา จุมพิตหนักหน่วงให้หล่อนเคลิ้มฝันแล้วติดตาม เขาทำให้หญิงสาวเมามัวทั้งที่ไม่ปรารถนาทำให้คล้อยตามทั้งที่ตื่นกลัว และทำให้เจ้าหล่อนผวาเฮือก เมื่อเขาผละห่าง ยามนี้ร่างกายของทั้งคู่ปราศจากซึ่งอาภรณ์ ให้ไออุ่นแก่กันและกันจนลืมหนาว ในขณะที่กายผุดผาดของหญิงสาวร้อนเป็นไฟทั้งที่เพิ่งผละจากสายน้ำ วงหน้าที่ก่อนหน้านี้ซีดกลับมาแดงก่ำ ลมหายใจร้อนๆ ถูกพ่นออกมารินรดแผงอกกำยำ 'ร้อนผิดปกติ' แต่หาได้อยู่ในความสนใจของเขาไม่ 


ธรรศเลือกที่จะดำเนินบทรักต่อไป โฉบชิมความหอมหวานจากกายสาว ตามแต่ใจปรารถนาและความต้องการทางกาย เลือกที่จะพรากความสาวสะคราญของหล่อนทั้งที่เห็นน้ำตาอาบแก้ม 


ไม่อ่อนโยน ไม่มีคำว่า 'รัก' ปะปนอยู่ในอารมณ์นั้น มีแต่ความเชี่ยวกรากที่ใช้ทำร้ายณุตตราจนเยิบยับอย่างไม่ปรานีปราศัย 


ชายหนุ่มปิดเรียวตาดำขลับลง บอกตนเองว่าต้องแกร่งพอ โหดร้ายพอที่จะทำลายเพื่อให้หล่อนรับรู้ความเจ็บปวดแสนสาหัส เมื่อตื่นมาพบกับความย่อยยับของวัยสาว เรียวตาคมปลาบของเขากลับมาวาบพราวอีกครั้ง ไม่หลงเหลือความเมตตาสงสารหรือลังเลในหัวใจอีก 


เสียงกระซิบแหบพร่า คือ...คำร่ำลาสำหรับคืนนี้ 


“หลับตาเสียเถิด ขิม ตื่นขึ้นมาเมื่อไร เธอจะได้ลิ้มลองรสชาติของความเจ็บปวดและความสูญเสีย จงชินกับมันซะเหมือนที่ผมต้องอยู่กับมันมาตลอด...ตอนไม่มีเธอ” 


ถ้อยคำรำพันตัดพ้อจบลงเมื่อริมฝีปากของเขาจ่อชิดแนบสนิทลงยังเรียวปากบวมช้ำและห้อเลือดของหล่อน ธรรศสลัดความรู้สึกผิดชอบชั่วดี สลัดทิ้งซึ่งความปรานีต่อคนใต้ร่าง ไม่หลงเหลือคุณธรรมในใจข้อไหนอีก เพราะจากนี้จะมีก็แต่ช่วงเวลาที่แรงพิศวาสโถมกระหน่ำ เริ่มจากจูบหนักหน่วง สัมผัสเกรี้ยวกราดดั่งพายุคะนองทั่วร่าง ไปจบลงที่รุกราน รุนแรง จนร่างเล็กบอบบางพินาศลง 


ที่สุดแล้ว...มีหรือหญิงสาวจะรอดพ้น 


มีหรือ...ณุตตราจะหนีเงื้อมมือของบุรุษที่เธอรัก ในคราบซาตานผู้นี้ไปได้ 



ให้กำลังใจนักเขียน
นักเขียนได้รับกำลังใจแล้ว!
นักเขียนได้รับกำลังใจแล้ว 1 ครั้ง

นิยายที่ผู้อ่านนิยมอ่านต่อ

loading
กำลังโหลด...

37 ความคิดเห็น

  1. #10 Jin (จากตอนที่ 10)
    วันที่ 29 กันยายน 2558 / 20:09
    สงสารขิมอ่ะ ธรรศใจร้ายมาก
    #10
    1
    • #10-1 mommam_d (@mommam_d) (จากตอนที่ 10)
      10 ตุลาคม 2558 / 11:08
      คุณจิน

      นายธรรศใจร้ายค่ะ
      โยนความผิดให้ตัวเอกของเรื่องซะเลย
      ขอบคุณที่ติดตามและเม้นต์ให้นะคะ

      ดาลัน ^^
      #10-1
  2. #9 ปาม (จากตอนที่ 10)
    วันที่ 27 กันยายน 2558 / 21:43
    ไรเตอร์ใจร้ายเกินไปค่ะ อ่านเเล้วเจ็บปวดจัง
    #9
    1
    • #9-1 mommam_d (@mommam_d) (จากตอนที่ 10)
      10 ตุลาคม 2558 / 11:02
      คุณปาม

      นายธรรศใจร้ายค่ะ
      โยนความผิดให้ตัวเอกของเรื่องซะเลย
      ขอบคุณที่ติดตามและเม้นต์ให้นะคะ

      ดาลัน ^^
      #9-1