[Yaoi - จบแล้ว] ขอประกาศศักดาข้านี่แหละคือพระเอก!

ตอนที่ 3 : ประกาศครั้งที่ 2 มีฮาเร็มผมไม่รังเกียจ แต่คู่ชีวิตเป็นผู้ชายสามคนทำให้อยากกระอักเลือดตาย!

  • เนื้อหานิยายตอนนี้เปิดให้อ่าน
  • View : 9,148
    จำนวนคนให้กำลังใจ : 1,091 ครั้ง
    2 ต.ค. 62

ประกาศครั้งที่ 2 มีฮาเร็มผมไม่รังเกียจ แต่คู่ชีวิตเป็นผู้ชายสามคนทำให้อยากกระอักเลือดตาย!


นี่พระเจ้ากำลังลงโทษผมอยู่ใช่หรือไม่?


ผมกุมขมับ ปวดหัวตุบๆ ประหนึ่งมีระเบิดนับถอยหลังอยู่ในหัว คิดได้อย่างเดียวว่านี่เป็นการลงโทษจากพระเจ้า ไม่อย่างนั้นแล้วท่านผู้ประเสริฐเลิศเลอจะส่งผมอยู่ในร่างตัวร้ายที่ฉาวโฉ่แบบนี้ได้ไง! ถ้าจะต้องตายอีกรอบละก็ขอตายอย่างสง่างามประดุจวีรบุรุษแทนที่จะเป็นทรราชย์ที่ทุกคนเกลียดชังไม่ได้หรือ!?


ถ้ารู้อย่างนี้อธิษฐานใหม่ไปเกิดเป็นคนธรรมดาก็ดีหรอก ไม่น่าคิดพิเรนท์มาอยู่โลกแฟนตาซีบ้าบอนี่เลย แถมจากที่เป็นหัวหน้ามาเฟียคราวนี้อัพเกรดเป็นโอดิน… ประมุขเทพของแอสการ์ดเลย ภาระหนักกว่าตอนอยู่โลกเก่าเสียอีก!


ผมคงจะปรับตัวไม่ได้เลยหากไม่ได้รับความช่วยเหลือจากเนลโล ข้ารับใช้ที่สนิทกับโอดินสมตำแหน่ง ไปไหนมาไหนก็ตามติดประหนึ่งเงาตามตัว ขนาดแค่จะเข้าห้องน้ำหมอนี่ยังมายืนรออยู่หน้าประตู จนผมเกรงใจขนาดจะถ่ายท้องยังต้องเงียบเสียงไว้ เป็นการกลั้นผายลมที่ทรมานชะมัด…


ถ้าไม่นับเรื่องนั้น เนลโลก็ทำงานได้ดี อีกฝ่ายคอยบอกเรื่องราวต่างๆ ทำให้ผมไม่แตกตื่นกับเรื่องประหลาดมหัศจรรย์มากเกินไป อย่างการที่มีอีกัวน่าหรือกิ้งก่ามีปีกบินผ่านหน้าต่างในตอนเช้าจนผมตกใจเอาหมอนฟาดมันร่วง ร่างกระแทกแหลกเหลวกับพื้นดิน ซึ่งที่จริงมันคือมังกรพันธุ์แคระ หรือต้นไม้ในอุทยานที่ขยันเปลี่ยนที่ทุกวัน ถ้ามองจากด้านบนของห้องโอดินจะเห็นเป็นลวดลายต่างๆ สาบานได้ว่าครั้งหนึ่งผมเห็นมันเรียงตัวเป็นรูปก้นด้วย วันนั้นผมถึงกับอารมณ์เสียโยนตะเกียงที่จุดไฟลงไปในสวนจนพืชครึ่งหนึ่งโดนเผาตาย จากนั้นมามันไม่กล้าย้ายตำแหน่งซี้ซั้วอีกเลย


ที่จริงผมก็ยังไม่เชื่อใจเนลโลเต็มร้อย แต่ผมจำเป็นต้องมีคนที่พึ่งพาได้ในโลกนี้สักคนหนึ่ง อีกอย่างที่ตัดสินใจเลือกเนลโล นอกจากความเป็นข้ารับใช้คนสนิทแล้ว ก็คือถ้าเกิดทรยศขึ้นมาก็จะดูออกง่ายมาก เพราะเรื่องที่โอดินความจำเสื่อมมีแค่เนลโลคนเดียวที่รู้เท่านั้น


หากมีข่าวลือแพร่งพรายออกไป ต้นตอก็มาจากหมอนี่แหละ ทว่าจนถึงตอนนี้ก็ยังไม่มีอะไรผิดปกติ หมายความว่าเนลโลยังคงหุบปากเงียบตามที่สั่งเป็นอย่างดี


ในช่วงเวลาที่ร่างนี้ยังต้องพักฟื้น ผมใช้เวลาไปกับการอ่านหนังสือโดยเฉพาะพวกประวัติศาสตร์และความเป็นมาของเวทมนตร์ โชคดีอยู่อย่างคือที่มาอยู่ร่างนี้แล้วอ่านออกและเขียนได้ ไม่งั้นผมคงได้ปวดหัวเรียนภาษาประหลาดพวกนี้อีกแน่ โอดินที่เขียนหนังสือไม่ได้ซ้ำยังอ่านไม่ออก มีสิทธิ์ที่จะถูกหลอกลวงสูง


อันที่จริงภาษาที่ใช้พูดคุยกับเนลโลก็ไม่ใช่ภาษาไทยด้วย แต่พอได้ยินก็เข้าใจแล้วพอคิดอะไรปากก็ขยับไปเองโดยอัตโนมัติ มันคงเป็นความคุ้นชินของร่างกายละมั้งถือว่าสะดวกดี


ผมนั่งอ่านหนังสือพวกนั้นราวกับเป็นนิทานของเด็ก แต่มันทำให้รู้อะไรเยอะแยะ เช่น โลกใบนี้ไม่กลมเหมือนโลกที่เคยอยู่แต่มีรูปร่างเหมือนต้นไม้ใหญ่ แบ่งเป็นบนยอดไม้ กลางลำต้นและราก ซึ่งบนยอดไม้มีทั้งหมดสามดินแดนคือแอสการ์ดที่โอดินอยู่ร่วมกับเทพฝั่งตระกูลเอซีร์หรือก็คือพวกเชื้อสายเทพบริสุทธิ์ ดินแดนต่างๆ ที่ลดหลั่นกันมาก็เป็นวานาเฮม ซึ่งเป็นที่อยู่ของเทพฝั่งตระกูลวานีร์ เป็นเทพที่มีเชื้อสายมนุษย์เจือปนหรือไม่ก็มนุษย์ที่อัพเกรดตัวเองขึ้นมาเป็นเทพได้ และล่างสุดของยอดไม้คืออัลฟ์เฮม ดินแดนของเอลฟ์ จัดเป็นเอลฟ์ชั้นสูงที่มีเชื้อสายเทพเจือปนอยู่บ้างและใช้เวทมนตร์ได้


ถัดมากลางลำต้นคือมิดการ์ด ดินแดนของมนุษย์ มีจำนวนประชากรเยอะที่สุด, นิดาเวลเลียร์ของเหล่าคนแคระ ว่ากันว่าอาวุธจากฝีมือของพวกเขาเป็นที่หนึ่ง, โจทันเฮม ดินแดนแห่งยักษ์ เป็นพื้นที่ที่เต็มไปด้วยเทือกเขาและหมอกหนา อีกดินแดนคือสวาตัลฟ์เฮม ดินแดนเอลฟ์ดำกับเอลฟ์ขาว จัดเป็นเอลฟ์เชื้อสายบริสุทธิ์เชี่ยวชาญการล่าสัตว์และธนู ค่อนข้างสันโดษเมื่อเทียบกับเอลฟ์ในดินแดนอัลฟ์เฮม


ส่วนรากของต้นไม้มีเฮลเฮม ดินแดนใต้พิภพหรืออาณาจักรแห่งความตายของพวกปีศาจชั้นต่ำ และนิฟเฟิลเฮม โลกแห่งความตายที่โลกิกับบรรดาปีศาจชั้นสูงอยู่ โดยรวมแล้วโลกนี้มีทั้งหมดเก้าดินแดน ยังไม่นับแต่ละดินแดนมีแยกย่อยเมืองเล็กเมืองน้อยอีก แน่นอนว่าผมขี้เกียจจำมัน จำหลักๆ แค่ดินแดนทั้งหลายก็พอแล้ว


นอกจากนี้ผมยังให้ความสนใจกับอักษรรูนอีกด้วย ที่นี่เวทมนตร์มาจากการเอ่ยอักษรรูน และการจะได้รูนมาใช้นั้นต้องสัมพันธ์กับเชื้อสายและการยอมรับของรูนนั้นๆ ด้วย ร่างของมาร์ลัน โอดินตอนนี้ใช้รูนได้แค่สามตัวเท่านั้น


ถ้าถามว่าทำไมถึงรู้ว่าใช้ได้สามตัว นั้นก็เพราะทันทีที่ผมออกเสียงเรียกชื่อรูนทีละตัว มันมีแค่สามตัวที่เรืองแสงตอบรับคำพูด คือ รูนดากาส (รูนแห่งแสงสว่าง) , รูนคาโน (รูนแห่งการเปิดหนทาง) และรูนโอธิลา (รูนแห่งการสืบทอด)


ไม่รู้ว่าเพราะใช้ไม่เป็นหรือมาร์ลันคนนี้อ่อนการใช้รูนอยู่แล้วตั้งแต่แรก ผมพยายามลองใช้รูนดากาซดู แต่แค่ให้แสงสว่างส่องจากมือยังทำไม่ได้เลย หรือว่ามาร์ลันไม่มีพรสวรรค์ทางด้านเวทมนตร์ เห็นทีผมต้องเบนเข็มไปศึกษาอาวุธแทนแล้วละมั้ง…


นอกจากอ่านหนังสือแล้วที่ผมทำอีกอย่างก็คือการเดินเล่น เดินชมวังของตัวเองเนี่ยแหละ เพียงแต่ร่างกายนี้ยังไม่ฟื้นคืนเต็มที่จึงไม่ได้ไปไหนไกลนัก แต่แค่ชมวังของตัวเองก็เหนื่อยจนขาลากแล้ว


เนลโลบอกว่าเทพทุกองค์มีวังของตัวเอง โดยมีวังของโอดินเป็นจุดศูนย์กลาง ผมไม่รู้ว่าวังเทพองค์อื่นเป็นยังไงแต่ของโอดินก็หรูหราอลังการมากแล้ว ทอง ทอง และทอง! ทุกหนทุกแห่งต้องมีทองประดับอยู่ ตั้งแต่ฝาขวดหมึกยันบัลลังก์ ทองก้อนอร่ามตาช่างยั่วคนโลภมากอย่างผมเสียจริง ถ้าเป็นโลกก่อนละก็ผมไม่กล้าเอาทองมาประดับโจ่งแจ้งอย่างนี้หรอก นอกจากจะสิ้นเปลืองแล้วยังมีสิทธิ์โดนขโมยสูงอีก


แต่… ที่นี่ก็ใช่ว่าจะไม่โดนขโมยนี่หว่า เอาเถอะ คงจะขโมยได้แค่ทองก้อนเล็กๆ เท่านั้นแหละ ทองใหญ่ๆ อย่างกรอบรูป รูปปั้น แจกันอะไรพวกนี้คงขนไม่ไหวหรอก หนักเกินไปแถมยังเป็นของเตะตาด้วย


“ฝ่าบาท วันนี้ฉลองพระองค์สีไหนพ่ะย่ะค่ะ”


งานอดิเรกของผมนอกจากที่ว่ามาข้างต้นแล้ว ยังมีอีกอย่างคือการแต่งตัว ปกติผมไม่ได้เป็นคนช่างแต่งตัวแต่พอมาอยู่ในร่างนี้มันอดไม่ได้ เพราะอะไรน่ะหรือ… ก็มาร์ลันแม่งมีแต่ชุดสีขาวเต็มตู้เลยน่ะสิ!


ผมรู้อยู่หรอกว่ามันเป็นคอนเซปต์ของนิยาย เพราะพระเอกใส่ชุดดำ ฉะนั้นตัวร้ายจึงมาขาวผ่อง เป็นความขาวที่เหมือนจะเย้ยหยันว่าถ้าเทียบกับพระเอกแล้ว ตัวร้ายคนนี้แค่ใส่ชุดขาวให้บริสุทธิ์ผุดผ่องปกปิดความชั่วของตัวเองต่างจากพระเอกใส่ชุดอึมครึมกลับศีลธรรมอันดีมากกว่า


เอาเป็นว่าผมจะไม่พูดถึงรสนิยมอะไรพวกนั้นแล้วกัน เพียงแต่มาร์ลันใส่ชุดขาวที่ปักดิ้นทองดิ้นเงินอะไรก็ว่าไปนั่นมันจืดชืดสิ้นดี! หน้าตาก็ดีแท้ๆ ควรใส่อะไรที่มันสดใสหน่อยถึงจะทำให้งามยิ่งขึ้น


หลังจากที่ทราบว่าในตู้เสื้อผ้ามีแต่ชุดสีขาวผมก็รีบสั่งให้เนลโลไปหาชุดใหม่ๆ มาแทนที่ บนโลกนี้มีชุดกี่เฉดสีก็เอามาให้หมด ใช้เวลาหนึ่งวันเต็มๆ จึงได้เสื้อผ้าชุดใหม่ที่น่าพึงพอใจมา


ผมกวาดมองรอบตัวหาแรงบันดาลใจ ก่อนจะหยุดที่ทิวทัศน์นอกหน้าต่าง “อืม… วันนี้อากาศดีใส่สีฟ้าแล้วกัน”


“พ่ะย่ะค่ะ”


ผมค่อยๆ ลุกขึ้นจากเตียง ส่วนข้ารับใช้หายเข้าไปในห้องเก็บเสื้อผ้าของโอดิน สักพักขบวนชุดสีฟ้าหลากหลายรูปแบบก็มาอยู่ตรงหน้าผม


ผมชอบที่จะเลือกด้วยตัวเองมากกว่าให้คนจัด จะว่าเป็นงานเล็กๆ ที่น่าสนุกในตอนตื่นนอนก็ได้ ดวงตาสีทองกวาดรอบหนึ่งก่อนจะจิ้มไปที่ชุดสีฟ้าที่แซมด้วยโบว์หางยาวสีเลือด


“ตัวนั้นแล้วกัน”


“รับทราบพ่ะย่ะค่ะ”


กิจวัตรประจำวันของผมคือตื่นมาก็ล้างหน้าล้างตา แปรงฟันด้วยไม้ที่ติดขนอะไรสักอย่างสีดำเอาไว้ที่ปลายไม้ จากนั้นก็แต่งตัว ตอนเช้าที่นี่ไม่นิยมอาบน้ำเพราะถือว่าเมื่อคืนอาบแล้ว ผมเองก็ไม่ได้พิศวาสการอาบน้ำตอนเช้าขนาดนั้นเพราะแค่แต่งตัวหวีผมก็ใช้เวลามากโขแล้ว ผมเกลียดอะไรที่ต้องใช้เวลานานมากๆ โดยที่ยังไม่ได้กินข้าวตอนเช้า


ตอนแต่งตัวผมจะหลบไปหลังฉากกั้นสวมเสื้อผ้าด้วยตัวเอง แล้วจึงค่อยออกมาให้เนลโลตรวจเช็คความเรียบร้อย วันแรกๆ ที่เนลโลพุ่งเข้ามาถอดเสื้อทำเอาผมตกใจมากจนถีบหมอนั่นไปทีหนึ่ง ตอนหลังผมต้องออกมาตรการว่าถ้าไม่ได้ขอก็อย่ามาเปลื้องผ้าสุ่มสี่สุ่มห้าอีก


สมัยโลกเก่าผมเป็นถึงหัวหน้ามาเฟีย เรื่องส่วนตัวต้องทำด้วยตัวเอง ไม่กล้าจ้างแม่บ้านหรือคนใช้เลยเนื่องจากกลัวว่าจะได้นักฆ่ามาแทนจนกลายเป็นความระแวงไปแล้ว


กระนั้นมีแค่เรื่องทรงผมที่ต้องยอมแพ้ เพราะผมของมาร์ลันทั้งยาวทั้งสวย จนตอนแรกที่จะตัดทิ้งกลายเป็นว่าตัดใจทำไม่ลง ฉะนั้นเรื่องหวีและรวบผมจึงกลายเป็นหน้าที่ของเนลโลไป


พอแต่งตัวเสร็จก็ถึงเวลามื้อเช้าที่รอคอย อาหารของที่นี่หรูหราสมฐานะ อุดมไปด้วยอาหารครบห้าหมู่ ทว่าที่สำคัญที่สุดเลยก็คือจะได้เจอสัตว์บริวารคู่ใจของโอดิน


ตำแหน่งโอดินมีหมาป่าสองตัวชื่อเกรีและเฟรคิ เป็นสุนัขป่าขนสีเงิน ตัวเกรีจะมีใบหูดำเป็นจุดเด่น แต่เฟรคิสีเงินทั้งตัว เมื่อก่อนผมเคยเลี้ยงร็อตไวเลอร์ไว้เฝ้าบ้านห้าตัว ฉะนั้นกับสุนัขป่าตัวใหญ่สูงเท่าเอวผมจึงเล่นกับมันโดยไม่มีปัญหาเลยสักนิด ตอนนี้สามารถสั่งให้พวกมันทำท่าแกล้งตายได้แล้ว


นอกจากนี้โอดินยังมีอีกาอีกสองตัวคือฮูกินเจ้าของดวงตาสีแดงและมูนินเจ้าของดวงตาสีดำ พวกมันจะออกบินไปตลอดทั้งวันแล้วตอนเช้ามันจะกลับมาพร้อมกับเล่าเรื่องที่น่าสนใจให้ฟัง พวกมันพูดได้ แถมยังพูดมากจนน่ารำคาญอีกด้วย พูดพล่ามได้ตั้งแต่มดแตกรัง ไปจนถึงใครเป็นชู้กับใคร ยิ่งมีสองตัวยิ่งพูดมากคูณสอง


แต่ผมก็ไม่ว่าอะไรเพราะที่นี่ไม่มีทีวี ไม่มีวิทยุ ไม่มีอินเทอร์เน็ต ก็มีพวกมันเนี่ยแหละคอยรายงานข่าวให้ฟัง ถึงทำให้ผมทานข้าวเช้าได้อย่างสดชื่นแบบนี้


เนื่องจากร่างนี้ป่วยเลยพักการว่าราชการไปเสียนาน วันหนึ่งที่หมอหลวงประกาศว่าร่างกายนี้หายดีเป็นปกติแล้ว ผมจึงคิดว่าควรไปทำหน้าที่ในฐานะโอดินเสียหน่อยเลยถามเนลโลว่า


“ตอนที่ข้าป่วยใครรับผิดชอบงานว่าราชการของข้า?”


เนลโลโค้งตัวลงเล็กน้อย “พระชายาทั้งสามของฝ่าบาทพ่ะย่ะค่ะ”


“หืม?” ผมตกใจ ที่นี่ธรรมเนียมต่างจากที่อื่นงั้นเหรอ ปกติคนที่ว่าราชการได้จะต้องเป็นมหาเสนาบดีหรือคนสนิท แต่พระชายาออกว่าราชการได้แถมทั้งสามคนเลย? “เหล่าพระชายาเนี่ย... ไม่ใช่ว่าอำนาจต้องอยู่กับตำหนักในหรอกเหรอ?”


คราวนี้เนลโลเป็นฝ่ายงงบ้าง “ก็ใช่พ่ะย่ะค่ะ แต่พระชายาก็ทำหน้าที่แทนพระองค์ได้ในบางครั้ง อย่างฝ่าบาทประชวร ย่อมต้องให้ฟริกกาเป็นคนออกพระพักตร์ทรงงานแทนอยู่แล้วนี่พ่ะย่ะค่ะ ไม่อย่างนั้นจะใช้ใครได้อีก”


แล้วอำนาจของตูจะไปอยู่ไหนล่ะฟ่ะในเมื่อพระชายาสามารถทำงานแทนกษัตริย์ได้เนี่ย!? ผมเริ่มปวดหัวกับระบบอำนาจในนิยายเรื่องนี้จริงๆ

ไม่ใช่แค่นั้นถ้ากล่าวถึงพระชายาทั้งสาม ย่อมหมายถึงเหล่าคนสนิทที่อยู่ข้างมาร์ลัน อันประกอบด้วยอาซรา ยูดัมและบริทท์ สามคนนี้เคยปรากฏในหน้าสีตอนเล่มเจ็ดด้วย รวมถึงมีภาพขาวดำแถมให้อีกต่างหาก เห็นได้ชัดว่าเป็นตัวละครที่สำคัญเสียยิ่งกว่ามาร์ลันซะอีก ถ้าถามว่าทำไมตัวร้ายสามคนนี้ถึงเด่นกว่าก็เพราะไอ้พระชายานี่แหละทรยศแล้วเป็นเหตุให้มาร์ลันต้องตายน่ะสิ!


ผมอยากจะบ้าตาย ร่างนี้ถูกสาปให้เข้าใกล้ผู้หญิงไม่ได้ไม่พอ ยังต้องเอาผู้ชายถึงสามคนมาเป็นพระชายา ตอนอ่านนิยายมิน่าถึงรู้สึกทะแม่งๆ บางฉากในนิยายมันดูวายๆ ชอบกล แล้วตำแหน่งฟริกกา จอร์ดกับรินดาอย่างงี้ล้วนเป็นชื่อเมียโอดินทั้งนั้น ก็ว่าสิทำไมเอามาแต่งตั้งให้ผู้ชาย เพราะสามคนนั้นเป็นพระชายาจริงๆ บัดซบเอ๊ย!


นักเขียนที่แต่ง ‘ตำนานจักรพรรดิยอดดวงใจ’ เป็นสาววายสินะ… ถึงขั้นแต่งให้ฝ่ายตัวร้ายมีคู่เป็นผู้ชายสามคนคิดได้ยังไงเนี่ย! อดอยากที่ไม่ได้แต่งแนววายที่ถนัดเหรอ ผมถึงขั้นกุมขมับเมื่อนึกถึงเรื่องนี้


เนลโลกล่าวต่อว่า “ฝ่าบาทควรหาเวลาสานสัมพันธ์กับเหล่าพระชายาหน่อยนะพ่ะย่ะค่ะ โดยเฉพาะกับท่านยูดัมและท่านบริทท์ ฝ่าบาทกับทั้งสองพระองค์ไม่ค่อยลงรอยเท่าไหร่”


ยูดัมกับบริทท์เหรอ คงจะหมายถึงไอ้สองตัวที่แช่งให้โอดินตายไวๆ นั่นละมั้ง ถ้าเข้าใจไม่ผิดนะ


ผมฟังวาจาสองคนนั้นมาแล้วความอยากเป็นมิตรลดฮวบไปเกินครึ่ง “แล้ว... กับอาซราล่ะ?”


“อืม… กระหม่อมก็พูดไม่ถูกพ่ะย่ะค่ะ แต่ท่านอาซราน่าจะเข้าหาง่ายกว่าอีกสองท่าน” เนลโลออกความเห็นแต่สีหน้าก็ไม่ได้มั่นใจนัก “ท่านอาซราไม่เคยแสดงท่าทีรังเกียจอะไรฝ่าบาท แต่ก็ไม่ได้สนิทสนมใกล้ชิดด้วย”


สรุปคือเป็นคนดูออกยากสินะ


ผมโคลงศีรษะ ไม่ชอบคนแบบนี้เท่าไหร่เลย คนที่เก็บสีหน้าและตีหน้าได้ดีย่อมน่ากลัวกว่าคนที่เปิดเผย แต่จะเมินก็ไม่ได้ด้วย เพราะเท่าที่อ่านธรรมเนียมปฏิบัติมา ฟริกกาต้องมาจากตระกูลเอซีร์หรือก็คือสายเลือดเทพแท้ๆ ทำให้อำนาจหนุนหลังอาซรายิ่งมากขึ้นไปอีก หากไม่ผูกไมตรีกับเจ้าตัวไว้ละก็ เวลาเกิดอะไรขึ้นผมอาจใช้อำนาจมาได้ไม่เต็มที่เพราะขาดการสนับสนุนจากคนฝั่งฟริกกา


“เอาเถอะ ข้าจะลองสานสัมพันธ์ไมตรีกับพวกเขาแล้วกัน โดยเริ่มจากอาซราก่อน”


“ดีแล้วพ่ะย่ะค่ะ ถ้าเข้าหาท่านอาซราก่อน น่าจะง่ายกว่า เพราะท่านอาซราเองก็มีความจงรักภักดีสูงและมีความรับผิดชอบต่อหน้าที่อีกด้วยพ่ะย่ะค่ะ”


เนลโลสนับสนุนด้วยรอยยิ้มแต่ผมกลับเลิกคิ้วขึ้น อาซราเนี่ยนะความจงรักภักดีสูงเหรอ? ทำไมเนลโลถึงว่าอย่างนั้นนะ ก็ในนิยายอาซรานั้น...


“กราบทูลฝ่าบาท ฟริกกามาเข้าเฝ้าพ่ะย่ะค่ะ”


ข้ารับใช้ด้านนอกรายงานเข้ามาขัดความคิดของผมกลางคัน ทั้งสองกำลังพูดถึงอาซราอยู่พอดี ไม่คิดเลยว่าจะมาหา


“มาทำไมล่ะเนี่ย?”


ป่วยมาตั้งนานแล้วนอกจากตอนนั้นก็ไม่เห็นมาเยี่ยม แล้วทำไมยามนี้นึกครึ้มอยากมาหาเล่า?


เนลโลก้มหน้ามากระซิบใกล้ๆ “คงมาเข้าเฝ้าทักทายตามธรรมเนียมละมั้งพ่ะย่ะค่ะ ท่านอาซรามักจะทำแบบนี้เสมอ”


“อ๋อ”


ผมนึกออกแล้ว ไอ้ธรรมเนียมน่ารำคาญอย่างการให้เหล่าพระชายาพระสนมทั้งหลายมาเข้าเฝ้าทุกวันช่วงบ่ายนั่นน่ะเหรอ ถึงผมจะคิดว่าเป็นการแสดงความรักในครอบครัวที่ดีก็เถอะ แต่ลองนึกภาพชายาเป็นร้อยมาหาพร้อมกัน… ผมไม่อยากนึกภาพหลังจากนั้นเลย มันคงเป็นสนามอารมณ์ย่อมๆ ที่เต็มไปด้วยการใช้วาจาแรงๆ และการใช้กำลัง อย่าลืมว่าพวกผู้ชายเลือดร้อนกว่าผู้หญิงนะ


แต่ไหนๆ เจ้าตัวก็มาหาแล้วจะไล่ไปก็ใช่ที่ ผมจึงตอบไปว่า “ให้เข้ามาได้”


“พ่ะย่ะค่ะ”


ผมเอนตัวพิงเก้าอี้ด้วยท่วงท่าสบายๆ ขณะรอให้ฟริกกาเข้ามา ดูซิว่าตัวจริงของผู้ทรยศโอดินคนนี้จะเป็นยังไงกันนะ?


*******************************


“ถวายบังคมฝ่าบาท”


เมื่อได้ยินเสียงนุ่ม ผมจึงมองผู้ที่เข้ามาใหม่เต็มๆ ตา พอได้เห็นรูปโฉมของอาซราแล้วผมถึงกับอึ้งสุดๆ เพราะถอดแบบมาเหมือนกับในภาพนิยายนั่นเลย!


ด้วยรูปโฉมของอาซรายากนักที่ใครจะมองเมินได้ ทั้งรูปหน้าเรียว คิ้ว ตา จมูกและปากได้รูปสมส่วน สวยจนใครเห็นยังต้องหลง เส้นผมสีดำขลับก็ดูนุ่มลื่น มีดวงตาสีแดงที่เป็นประกายเหมือนทับทิม บรรยากาศที่ห้อมล้อมก็อ่อนโยน น่าเข้าหา ไม่ว่าใครก็คิดว่าคนตรงหน้าสมกับตำแหน่งฟริกกา ที่เป็นเทพแห่งความเมตตา การแต่งงานและครอบครัวจริงๆ


แต่ถึงจะสวย อาซราก็ให้ความรู้สึกสวยเข้มๆ แบบผู้ชายมากกว่าจะสวยแบบอ่อนหวานอ่อนช้อยในแบบผู้หญิง ท่วงท่าการก้าวเดินก็งามสง่าไม่ได้นุ่มนวลนุ่มนิ่มแต่อย่างใด และนั่นทำให้เหล่าข้ารับใช้ที่เป็นชายยังต้องละอายในกิริยาของตัวเองในบางครั้ง


ในเมื่ออีกฝ่ายยอมมาหา ผมย่อมต้องเป็นมิตรตอบ คิดได้ดังนั้นผมก็ยิ้มหวานให้อาซรา


“ยินดีต้อนรับ อาซรา”


ผมเหมือนเห็นความแปลกใจวาบผ่านในนัยน์ตาสีแดงคู่นั้น แต่สีหน้าของอาซราก็ยังสุขุมและเยือกเย็นเหมือนเดิม


“ต้องขอประทานอภัยที่กระหม่อมไม่มาเสียนาน เพราะเห็นว่าฝ่าบาทพระประชวรอยู่กระหม่อมจึงไม่กล้ามารบกวน แต่พอได้ยินจากหมอหลวงว่าทรงหายดีแล้วกระหม่อมจึงมาเข้าเฝ้าเหมือนเดิมพ่ะย่ะค่ะ”


น้ำเสียงที่เปล่งออกมาแลดูห่างเหิน ผมกำลังคุยกับหุ่นยนต์หรือเปล่านะ หน้าตายสุดๆ แถมที่มาพบผมก็เหมือนโปรแกรมให้มาตามคำสั่งยังไงยังงั้นเลย


“ข้าเข้าใจ แต่ยังไงก็ขอบใจที่มาหานะอาซรา”


พอผมพูดออกไป คราวนี้ดวงตาสีแดงประกายก็ตะลึงไปอีกแล้ว เอิ่ม... มาร์ลันคนก่อนคงไม่เคยพูดจาดีๆ กับเหล่าพระชายาแหงๆ แค่ปฏิกิริยาของอาซราเล็กน้อยผมก็เดาออกได้เลย


เนลโลกระซิบอยู่ด้านหลังผม “เมื่อก่อนฝ่าบาทรังเกียจพระชายาทั้งสามมาก ท่านอาซรามาเข้าเฝ้าทุกวัน ก็โดนพระองค์พาลทุกวันเช่นกันพ่ะย่ะค่ะ”


ช่างน่านับถือนะ เพื่อจะทำตามหน้าที่ในฐานะฟริกกาถึงกับยอมทนเสียสุขภาพจิตทุกวัน...


ผมหันไปพยักหน้าให้กับเนลโล “ไหนๆ ฟริกกาของข้าก็มาทั้งที จิบกาแฟและทานขนมด้วยกันหน่อยเป็นไร ถึงเวลาของว่างยามบ่ายของข้าพอดีด้วย”


อาซราจ้องหน้าผมนิ่งค้าง “กาแฟหรือพ่ะย่ะค่ะ?”


“อืม ทำไมเหรอ” ผมกำลังนึกว่าเจ้าตัวแปลกใจเรื่องอะไร แล้วผมก็นึกได้ “โอ๊ะ โทษที ข้าหมายถึงฟิก้าน่ะ มาพักผ่อนจิบฟิก้ากันเถอะ”


ลืมไป ที่นี่นอกจากจะอิงตามตำนานเทพนอร์สแล้ว พวกอาหารก็ดึงมาจากทางแถบสแกนดิเนเวียด้วย ที่นี่เรียกกาแฟว่าฟิก้า และมักจะดื่มฟิก้ามากกว่าชา ซึ่งก็ดีแล้วผมชอบกาแฟมากกว่าชาเยอะล่ะนะ อ้อ อีกอย่างที่นี่นิยมดื่มนมมากๆ รองจากกาแฟเลยล่ะ


อาซรานั่งลงตรงที่ที่จัดไว้ ขณะที่เนลโลเคลื่อนไหวคล่องแคล่วอย่างรู้งานเสิร์ฟฟิก้าหอมกรุ่นให้กับพวกเรา พร้อมขนมหวานบนจานที่วาดเป็นลวดลายประณีต ซึ่งของว่างวันนี้คือเซมลา ขนมปังธัญพืชอบทรงกลมที่สอดไส้ครีมแน่นๆ ตรงกลาง เพียงแค่เห็นก็รู้สึกถึงความหวานที่ออกมาทุกอณูของเนื้อขนมปังนั้นแล้ว


“ทานล่ะน้า!”


ทันทีที่เนลโลวางขนม มือผมก็คว้าหมับเข้าให้ สุดยอดไปเลย! ขนมฝีมือของข้ารับใช้ผมอร่อยเป็นที่หนึ่งจริงๆ


เห็นท่าทางผมกินอย่างเอร็ดอร่อย อาซราจึงถามเสียงเรียบ


“ฝ่าบาท... ชอบขนมหวานหรือพ่ะย่ะค่ะ”


“ใช่แล้วล่ะ”


ผมยอมรับอย่างเต็มปากเต็มคำ สมัยที่ผมเป็นมาเฟียอยู่ ไม่สามารถกินของหวานได้ตามใจเพราะมันขัดกับภาพลักษณ์ที่แสดงออกต่อหน้าลูกน้อง หากใครรู้ว่าหัวหน้ามาเฟียสายโหดคนนี้มีของชอบเป็นไอศกรีมสตรอเบอรี่กับปีโป้ ผมคงหมดความน่าเกรงขามและน่าเชื่อถือแน่นอน


มันต่างจากการเป็นโอดิน ผมไม่ต้องการสร้างภาพลักษณ์ที่โหดร้ายเกินไป และอีกอย่างผมก็อยากจะกินของหวานต่อหน้าเหล่าพระชายาด้วย เพราะผมต้องการเสริมภาพลักษณ์ความน่ารัก (?) เข้าไป พวกเขาจะได้ไม่เกร็งหรือระวังตัวผมเกินไปนัก


มีแค่ผมที่ต้องระแวงพวกเขาก็พอแล้ว


อาซราจ้องเซมลาที่อยู่บนจานของตน แล้วลองชิมคำนึง แต่พอกัดได้คำเดียว ผมเห็นหัวคิ้วของเขาขมวดย่นขึ้นมา


สงสัยไม่ชอบทานของหวานแหง...


ผมยิ้มให้อีกฝ่าย “ถ้าไม่ชอบของหวานก็ไม่ต้องฝืนกินก็ได้นะ คนเรามีรสนิยมการกินไม่เหมือนกันนี่”


อาซราค้อมหัวลง “ต้องขออภัยพ่ะย่ะค่ะ”


“ขอโทษทำไมกันเล่า แค่เจ้าไม่ชอบของหวานเองนี่” ผมเอ่ยอย่างใจกว้าง “ข้าเองก็ไม่ได้ใส่ใจเจ้าเกินไปหน่อยถึงไม่รู้ว่าเจ้าไม่ชอบกิน ยังไงเจ้าก็บอกมาแล้วกันว่าชอบกินอะไร เดี๋ยวรอบหน้าที่เจ้ามาข้าจะได้ให้เนลโลตระเตรียมถูก”


คราวนี้อาซราเหมือนมองผมเป็นคนแปลกหน้าไปเลย


“ไม่ต้องลำบากหรอกพ่ะย่ะค่ะ แค่ฟิก้าหนึ่งแก้วจากตำหนักของพระองค์ กระหม่อมก็พึงพอใจแล้ว”


ทุกท่วงท่าและการตอบ อีกฝ่ายทำอย่างสง่างามเป็นที่สุด แต่มันเป็นทางการและค่อนข้างห่างเหิน ถ้าพูดถึงการวางตัวในตำแหน่งฟริกกาก็คงเหมาะสมอยู่ ทว่าพวกเราเป็น เอ่อ... สามีภรรยา? ควรจะสนิทสนมกันมากกว่านี้ไม่ใช่หรือไง


“อย่าเกรงใจไปเลย เจ้าควรจะทำตัวตามสบายมากกว่านี้นะ ไม่จำเป็นต้องใช้คำราชาศัพท์กับข้าพร่ำเพรื่อด้วย ในเมื่อเราเป็นสามีภรรยานี่นา”


ผมบอกออกไป ปรากฏว่าอาซราตัวแข็งทื่อ ดวงตาประกายสีแดงเริ่มมีเค้าความกังวล


“กระหม่อมมีสิ่งใดบกพร่องในฐานะฟริกกาหรือพ่ะย่ะค่ะ”


“เอ๋?”


พอถูกย้อนถามผมถึงกับอึ้งไป อาซราจ้องมองผมคราวนี้ใบหน้าแข็งตึงยิ่งกว่าหุ่นยนต์เสียอีก


“ที่กระหม่อมเป็นอยู่ตอนนี้... ยังไม่ใช่ฟริกกาที่สมบูรณ์แบบใช่ไหมพ่ะย่ะค่ะ เช่นนั้นโปรดบอกกระหม่อมทีว่าจะเป็นฟริกกาที่พระองค์ต้องการอย่างไร”


ฟังเหมือนอีกฝ่ายกำลังประชด แต่เมื่อมองแววตาแล้วเหมือนผมกำลังถูกเว้าวอนให้ช่วยชี้แนะมากกว่า ยังไงกันล่ะเนี่ย...


“อืม เจ้าไม่ได้ขาดตกบกพร่องตรงไหนในฐานะฟริกกานะ” ผมเอียงคอมองเขาอย่างพินิจพิจารณา “แต่ก็... นั่นสินะ เจ้าดูสมบูรณ์แบบเกินไปจนเหมือนตุ๊กตาไร้วิญญาณมากกว่า”


“ตุ๊กตาไร้วิญญาณ” เจ้าตัวพึมพำเสียงเบา “แล้วนั่นไม่ดีเหรอพ่ะย่ะค่ะ?”


“หา?” ไม่นึกว่าจะย้อนถามกลับมาแบบนี้ ผมเกือบจะสำลักกาแฟที่ดื่มอยู่ “หมายความว่ายังไง เจ้าจะบอกว่าเป็นตุ๊กตาอย่างนี้ดีแล้วเหรอ!?”


“ครอบครัวของกระหม่อมบอกว่าจงสมบูรณ์แบบให้เหมือนกับตุ๊กตา ไร้รอยตำหนิใดๆ ยิ่งเหมือนมากเท่าไหร่กระหม่อมจะยิ่งเหมาะสมกับตำแหน่งฟริกกามากเท่านั้นพ่ะย่ะค่ะ”


นั่นบ้านหรือสถานที่โรคจิต ทำไมสั่งสอนลูกแบบนั้น!


ผมฟังแล้วพูดอะไรไม่ออกไปชั่วครู่ จนเนลโลโน้มมากระซิบบอกผมเพิ่มเติม


“เพราะตระกูลของท่านอาซราเป็นฟริกกามาทุกยุคสมัย จึงเป็นธรรมดาที่จะเข้มงวดพ่ะย่ะค่ะ ทั้งเรื่องกิริยา คำพูดและศาสตร์ต่างๆ ล้วนร่ำเรียนมาเพื่อเป็นฟริกกาที่สมบูรณ์แบบเคียงข้างโอดิน”


หอกหักเถอะ!


ผมได้แต่สั่นศีรษะ ทำไมต้องเป็นฟริกกาที่สมบูรณ์แบบด้วยเพราะถูกคาดหวังและจับตามองงั้นเหรอ บ้าบอ! อาซราถูกเลี้ยงให้อยู่ในกรอบมานานจนกลายเป็นหุ่นยนต์ที่ถูกป้อนโปรแกรมตามสั่งแบบนี้ เขาจะคิดอะไรด้วยตัวเองไม่ได้เลยนะ!


ผมสูดลมหายใจเข้าลึก “ข้าไม่ต้องการฟริกกาที่สมบูรณ์แบบ แต่ข้าต้องการคู่ชีวิต คนที่จะเป็นเพื่อน คนที่อยู่ด้วยแล้วผ่อนคลาย คนที่เป็นที่พึ่งพิงยามลำบาก แต่ตอนนี้เจ้าแม้แต่จะยิ้มจากใจจริง ยังทำไม่ได้เลย”


ทั้งที่งดงามปานนี้แต่กลายเป็นตุ๊กตาไร้ชีวิตไปเสียนี่ เฮ้อ...


แววตาของอาซราเริ่มจะสับสน “ยิ้มจากใจจริง... แล้วที่กระหม่อมยิ้มมันต่างกันตรงไหนหรือพ่ะย่ะค่ะ?”


ถามมาแบบนี้ ผมก็ไม่ใช่คนที่อธิบายเก่งเสียด้วยสิ ผมเกาหัวยิกๆ


“พูดง่ายๆ ก็คือยิ้มโดยที่ไม่ใช้สมองสั่งการให้ยิ้มนั่นแหละ ยิ้มในตอนที่เจ้าต้องการจะยิ้ม ไม่ใช่สถานการณ์รอบด้านบีบบังคับให้ยิ้ม”


“...”


อาซราเงียบไป คงกำลังคิดคำพูดของผมอยู่ ผมได้แต่ถอนหายใจปลงๆ แล้วหยิบขนมบนจานของอีกฝ่ายที่กัดไปนิดนึงเข้าปาก


“ช่างเถอะ ไม่ต้องคิดมาก สักวันเจ้าจะเข้าใจเองแหละ” ผมดื่มฟิก้าจนหมดแก้ว เหลือบมองนาฬิกาแล้วยืดตัวขึ้น “หมดเวลาพักแล้วล่ะ”


“พ่ะย่ะค่ะ เช่นนั้นกระหม่อมก็ขอตัว”


อาซราเข้าใจแล้วรีบลุกขึ้นทันที แต่ก่อนที่อีกฝ่ายจะไป ผมรีบเรียกเขาไว้ก่อน


“อย่าเพิ่งอาซรา”


“พ่ะย่ะค่ะ?”


พระชายาของผมหันกลับมา ผมบอกกับเขาไปว่า


“พรุ่งนี้ข้าจะเริ่มออกว่าราชการแล้ว ยังไงก็ช่วยแจ้งไปยังพระชายาอีกสองคนด้วยล่ะ แล้วก็ขอบคุณสำหรับการทำงานหนักแทนข้าในหลายวันมานี้ ข้าจะหาทางตอบแทนพวกเจ้าแน่นอน”


อาซราก้มตัวลง “ขอแค่ฝ่าบาทมีพระพลานามัยแข็งแรง กระหม่อมก็ไม่ปรารถนารางวัลอื่นใดแล้วพ่ะย่ะค่ะ”


“หึ เจ้าก็กล้าพูดนะ” ผมกระตุกยิ้มพึงพอใจ “ไปได้แล้วล่ะ”


“พ่ะย่ะค่ะ” แล้วอาซราก็เดินออกไป


เมื่อลับร่างของพระชายาแล้ว ผมก็เช็ดมือกับผ้าขนหนูก่อนจะย้ายมานั่งที่โต๊ะทำงาน การได้นั่งจิบฟิก้ากับอาซราทำให้ได้รู้อะไรดีๆ เยอะเลย


เนลโลสั่งข้ารับใช้ให้ยกจานและถ้วยกาแฟไปเก็บล้าง ก่อนจะเดินมายืนข้างๆ ผมตามเดิม


“ฝ่าบาทแน่ใจแล้วหรือพ่ะย่ะค่ะ เรื่องที่จะออกว่าราชการ...”


“ใช่สิ ข้าไม่ควรปล่อยให้เป็นภาระของพระชายาทั้งสามมากเกินไปนะ” เดี๋ยวพวกนั้นจะยึดอำนาจเอา ผมหมายเหตุไว้ในใจ “เนลโล เจ้าไปเอาเอกสารงานเก่าๆ มาให้ข้าดูเพื่อทบทวนหน่อยซิ รวมถึงตำแหน่งเทพต่างๆ ด้วย ข้าต้องการตรวจให้แน่ใจว่าความจำของข้าจะไม่ตกหล่นเรื่องใดไป”


“รับด้วยเกล้าพ่ะย่ะค่ะ”


เนลโลเดินออกไป เมื่อไม่มีใครอยู่ในห้องผมก็เอาหน้าแนบกับโต๊ะไม้ที่ขัดจนขึ้นเงาด้วยความเหนื่อยล้า ถึงจะทราบเรื่องราวคร่าวๆ เกี่ยวกับอาซรามาแล้ว แต่ผมไม่อาจวางใจอีกฝ่ายได้เต็มที่


เพราะในบรรดาพระชายาสามคนนั้น มีเพียงอาซราที่เป็นคนฆ่ามาร์ลัน โอดินในตอนจบ


*นายเอกเริ่มปฏิบัติการทำคะแนนแล้วค่ะ มาเอาใจช่วยกันนะคะ

#มาร์ลันจะเป็นพระเอก

คอมเมนท์ = กำลังใจ

ให้กำลังใจนักเขียน
นักเขียนได้รับกำลังใจแล้ว!
นักเขียนได้รับกำลังใจแล้ว 1.091K ครั้ง

นิยายที่ผู้อ่านนิยมอ่านต่อ

loading
กำลังโหลด...

2,179 ความคิดเห็น

  1. #2171 Lin_B (จากตอนที่ 3)
    วันที่ 25 ธันวาคม 2563 / 21:51
    ทำไมเราอ่านชื่ออาซ-ราเป็นอา-ซะ-รา555
    #2,171
    1
    • #2171-1 Miracle Friday(จากตอนที่ 3)
      1 มกราคม 2564 / 18:27
      ไทยมันอ่านได้สองแบบ แล้วแต่ว่าใครจะชอบเลยค่ะ 5555
      #2171-1
  2. #2145 knunkim (จากตอนที่ 3)
    วันที่ 30 ตุลาคม 2563 / 12:47

    ปฏิบัติการอ้อยพระชายา.. เริ่ม

    #2,145
    1
    • #2145-1 Miracle Friday(จากตอนที่ 3)
      2 พฤศจิกายน 2563 / 18:49
      เริ่มได้!
      #2145-1
  3. #2135 Avista (จากตอนที่ 3)
    วันที่ 25 กรกฎาคม 2563 / 00:30
    แรงมากกก
    #2,135
    0
  4. #2106 Yok Poog (จากตอนที่ 3)
    วันที่ 18 กรกฎาคม 2563 / 05:13
    จูบหวานแน่ๆ แค่กๆๆ
    #2,106
    0
  5. #2086 Yellowboom (จากตอนที่ 3)
    วันที่ 30 เมษายน 2563 / 16:21
    แงงงยัยน้องงสู้น้าา
    #2,086
    0
  6. #1693 Fourlucky (จากตอนที่ 3)
    วันที่ 12 มีนาคม 2563 / 14:41
    ตกใต นึกว่ามาร์ลันจะเป็นพระเอกแล้ว55555555
    #1,693
    0
  7. #1605 WangEn_Tuan (จากตอนที่ 3)
    วันที่ 5 มีนาคม 2563 / 13:42
    สู้เขานะยัยหนู!!!!!!
    #1,605
    0
  8. #1535 MichiYo-a (จากตอนที่ 3)
    วันที่ 2 มีนาคม 2563 / 15:00
    ถ้าไม่เห็นที่ไรท์ ดอกจันข้างล่าง คิดว่าตัวเอกเป็น พระเอกแล้ว 55555
    #1,535
    0
  9. #1495 ก็ว่างอ่ะ._. (จากตอนที่ 3)
    วันที่ 27 กุมภาพันธ์ 2563 / 17:33
    ใครโพใหนเนี่ย55
    #1,495
    0
  10. #1467 RhongTood (จากตอนที่ 3)
    วันที่ 23 กุมภาพันธ์ 2563 / 21:45
    ฉันควรอ่านชื่ออาซราว่ายังไงวะ...
    #1,467
    1
    • #1467-1 Miracle Friday(จากตอนที่ 3)
      24 กุมภาพันธ์ 2563 / 07:11
      อ่านว่า 'อาซ - รา' ค่ะ > <
      #1467-1
  11. #1437 Kanomjeennamya (จากตอนที่ 3)
    วันที่ 21 กุมภาพันธ์ 2563 / 14:45

    บอกเลยว่าเรื่องนี้ฉันหลงโพ!!
    #1,437
    0
  12. #1409 Penkontalok (จากตอนที่ 3)
    วันที่ 18 กุมภาพันธ์ 2563 / 00:33
    สู้ๆนะน้อนนน
    #1,409
    0
  13. #1255 trp1021 (จากตอนที่ 3)
    วันที่ 14 กุมภาพันธ์ 2563 / 01:39
    คนรับใช้ข้างกายนี่แหละน่ากลัว เพราะในตอนจบก็ไม่มีบอกว่าตายหรือไม่ หายไปเฉยๆอย่างไร้สาเหตุ
    #1,255
    0
  14. #1204 บุปผาสุริยัน (จากตอนที่ 3)
    วันที่ 10 กุมภาพันธ์ 2563 / 14:43
    ตอนนี้หนักใจโพสิชั่นมาก55555 แต่พระเอกของเราคงเคะ แค่กๆๆๆๆๆๆๆๆ
    #1,204
    0
  15. #1123 ฺBedroom (จากตอนที่ 3)
    วันที่ 6 กุมภาพันธ์ 2563 / 23:01

    สู้เขานะ น้องงงง วงวารมาโลกนี้ก็ยังต้องทำงานอีก

    #1,123
    0
  16. #1098 dream4try (จากตอนที่ 3)
    วันที่ 3 กุมภาพันธ์ 2563 / 20:44
    ชอบ นางฉลาดวะ สมกับเคยเป็นมาเฟีย ไอการวางท่าให้ดูเข้าถึงได้ ไม่ได้ไว้ท่าเท่าที่ควร

    เนี่ย แต่ในใจคือไม่ลดการป้องกันเลย แต่อาซารเนี่ย พอบอกว่าเป็นคนทรยศไม่แปลกใจเลยนะ อย่างที่ว่าแหละ เป็นคนอ่านยาก คนประเภทร้ายเงียบอะ ไม่แปลกใจเลยจริงๆ
    #1,098
    0
  17. #1089 Burning Princess (จากตอนที่ 3)
    วันที่ 3 กุมภาพันธ์ 2563 / 09:26
    เป็นคนฆ่าโอดินในนิยายจริงหรอดูภักดีมากเลยนะ
    #1,089
    0
  18. #1059 Lamer_Perfhun (จากตอนที่ 3)
    วันที่ 2 กุมภาพันธ์ 2563 / 19:33
    งื้อน้องน่ารักกกกกก
    #1,059
    0
  19. #859 love_forever 1992 (จากตอนที่ 3)
    วันที่ 10 มกราคม 2563 / 07:50

    น้องสู้ๆค้าาา
    #859
    0
  20. #613 bophobia (จากตอนที่ 3)
    วันที่ 11 ธันวาคม 2562 / 22:07
    ตอนนี้คิดหนักเรื่องโพซิชั่นมาก55555
    #613
    1
    • #613-1 Anabella(จากตอนที่ 3)
      12 ธันวาคม 2562 / 06:27
      อ่านไป เดี๋ยวก็รู้โพค่ะ ^ ^
      #613-1
  21. #475 mayonler13 (จากตอนที่ 3)
    วันที่ 26 พฤศจิกายน 2562 / 14:05
    ยังมีจุดแหม่งๆในการวางคาร์อยู่แบบอ่านแล้วรู้สึกว่าอันเรียลไปหน่อย ทั้งเป็นมาเฟียไทย(ที่รายละเอียดและบุคลิกไม่ชวนเชื่อเลยว่าเคยเป็น) และการพูดว่าทานละน้าก่อนกินอาหาร คนไทยไม่มีธรรมเนียมอิตะดาคิมัส
    #475
    3
    • #475-2 mayonler13(จากตอนที่ 3)
      26 พฤศจิกายน 2562 / 18:52
      เป็นกำลังใจให้ค่ะ บอกตรงๆว่าเราอ่านเยอะแต่คอมเมนท์น้อยมาก เรื่องไหนไม่ชอบเรากดปิดเลย เข้าใจเรื่องคาร์ที่ต้องการจะวางนะคะ ที่เราหมายถึงคือรายละเอียดในเรื่องที่มาซัพพอร์ตให้คนอ่านเชื่อว่าตัวละครเป็นแบบนี้ๆมากกว่าการอธิบายง่ายๆน่ะค่ะ เช่นตัวเอกเป็นคนฉลาด คนเขียนใส่มาตรงๆว่าเป็นคนฉลาดอัจฉริยะต่างๆ แต่การกระทำความคิดคำพูดในเรื่องมันไม่ซัพพอร์ตfactอันนั้น ทำให้คนอ่านรู้สึกไม่เชื่อ ไม่สมเหตุสมผล ประมาณนี้ค่ะ หวังว่าคอมเมนท์เราจะมีประโยชน์ไม่มากก็น้อยนะคะ
      #475-2
    • #475-3 Anabella(จากตอนที่ 3)
      26 พฤศจิกายน 2562 / 19:46
      ไม่ได้เจอนักอ่านที่มาคุยติชมแบบนี้มานานแล้ว ไรท์จะเก็บไปไว้ใช้ปรับปรุงงานเขียนแน่นอนค่ะ ^ ^ ขอบคุณสำหรับคำแนะนำนะคะ
      #475-3
  22. #441 sudauy (จากตอนที่ 3)
    วันที่ 24 พฤศจิกายน 2562 / 17:33
    ตกลงน้องโพฯผัวจริงหรอเนี่ย!!!
    #441
    0
  23. #221 Mistyblack (จากตอนที่ 3)
    วันที่ 10 พฤศจิกายน 2562 / 20:10
    #มาร์ลันจะเป็นผัวจริงหรือ
    #221
    2
    • #221-1 Anabella(จากตอนที่ 3)
      10 พฤศจิกายน 2562 / 20:58
      #มาร์ลันจะเป็นนาย- เอ๊ย! #มาร์ลันจะเป็นพระเอก
      #221-1
  24. #39 เคเร้ย (จากตอนที่ 3)
    วันที่ 13 ตุลาคม 2562 / 11:50

    สู้ๆนะคะ สนุกมากคำผิดมีนิดหน่อยแต่อภัยมห้ได้เพราะเขียนดีค่ะ แหะๆ
    #39
    1
    • #39-1 Anabella(จากตอนที่ 3)
      13 ตุลาคม 2562 / 15:51
      ถ้ามีคำผิดตรงไหนแจ้งได้นะคะ บางทีไรท์ก็พิมพ์ ตรวจแล้วอาจจะหลงหูหลงตาไปบ้าง > < แล้วก็ดีใจที่ชอบนิยายเรื่องนี้ค่ะ
      #39-1
  25. #19 star rose (จากตอนที่ 3)
    วันที่ 4 ตุลาคม 2562 / 13:33

    สงสารมาลันแปลกๆ

    #19
    1
    • #19-1 Anabella(จากตอนที่ 3)
      4 ตุลาคม 2562 / 14:05
      มาร์ลันน่าสงสารจริงๆ ค่ะ 5555 แต่ต่อไปจะยิ่งน่าสงสารกว่านี้อีกค่ะ
      #19-1