[Yaoi - จบแล้ว] ขอประกาศศักดาข้านี่แหละคือพระเอก!

ตอนที่ 4 : ประกาศครั้งที่ 3 นอกจากจะต้องมาปวดหัวกับการจำชื่อเทพแล้ว ยังต้องมาปวดตาเพราะหน้าของเทพเหล่านั้นด้วย

  • เนื้อหานิยายตอนนี้เปิดให้อ่าน
  • View : 7,481
    จำนวนคนให้กำลังใจ : 977 ครั้ง
    8 ต.ค. 62

ประกาศครั้งที่ 3 นอกจากจะต้องมาปวดหัวกับการจำชื่อเทพแล้ว ยังต้องมาปวดตาเพราะหน้าของเทพเหล่านั้นด้วย


ในโลกแห่งนิยายที่ผมมาเกิดนี้ใช้ตำแหน่งเทพแทนหน้าที่ต่างๆ อาทิผมคือโอดิน ซึ่งตามตำนานแล้วคือประมุขของเหล่าเทพ ฉะนั้นจึงไม่มีใครเรียกตำแหน่งนี้ว่าราชาหรือจักรพรรดิ แต่จะเรียกว่าโอดินไปเลย


เนลโลเองแม้จะเหมือนเป็นเลขาฯ ส่วนตัวก็เถอะ เจ้าตัวก็มีตำแหน่งเป็นเทพเหมือนกัน ชื่อในตำแหน่งของอีกฝ่ายก็คือวิลี ซึ่งตามหลักเทพเจ้านอร์สแล้วเป็นน้องชายของโอดินนั่นเอง


“ถึงในตำนานวิลีจะเป็นพระอนุชา แต่กระหม่อมไม่ได้มีสายพระโลหิตร่วมกับพระองค์หรอกนะพ่ะย่ะค่ะ” เนลโลอธิบายเสียงนุ่ม “ปัจจุบันชื่อตำแหน่งวิลีกับเวก็แค่ข้ารับใช้คนสนิทของฝ่าบาทเท่านั้นพ่ะย่ะค่ะ”


ผมเคาะนิ้วกับโต๊ะ “งั้นหรอกเหรอ... ก็ว่าอยู่ถ้าบอกว่าเป็นน้องชาย หน้าตาของพวกเราก็ต่างกันเกินไป เค้าโครงจมูกปากไม่มีส่วนไหนคล้ายกันเลยสักนิด”


อันที่จริงมันก็แปลกตั้งแต่ที่ฟริกกาเป็นผู้ชายแล้วนั่นแหละ นิยายเรื่องนี้แค่อ้างอิงชื่อเทพมาแทนตำแหน่งเฉยๆ ไม่ได้กำหนดไว้จริงจังว่าจะต้องมีเพศสภาพตรงกับเทพตัวจริง เพราะในเอกสารรายนามชื่อเทพ ฝั่งธอร์เคยเป็นสตรีตั้งหกคนแน่ะ


“เกรงว่าถ้าเป็นพี่น้องกัน กระหม่อมคงไม่ได้เป็นวิลีหรือเวหรอกพ่ะย่ะค่ะ แต่คงเป็นผู้สืบทอดบัลลังก์อีกองค์มากกว่า” เนลโลว่า


“หมายความว่ายังไง?”


“การจะถูกเลือกเป็นโอดินได้ กระหม่อมเคยบอกไปแล้วใช่ไหมพ่ะย่ะค่ะว่าต้องเป็นคนที่มีคำสาปติดตัว ซึ่งคำสาปที่ว่านั่นจะเกิดขึ้นกับบุรุษเท่านั้น สตรีไม่มีพ่ะย่ะค่ะ”


“เห อย่างนั้นหรอกเหรอ”


ก็ว่าอยู่… เขาบอกกันว่าโอดินมีหลายเมียน่าจะมีลูกเยอะ แต่กลับเป็นมาร์ลันที่ถูกเจาะจงให้รับบัลลังก์ ที่แท้ต้องเป็นบุรุษต้องสาปนี่เองถึงจะยืนยันเชื้อสายได้


เนลโลอธิบายเพิ่มเติม “การจะเป็นโอดินได้เลือดของเทพจะต้องเข้มข้น หากลูกหลานที่เป็นบุรุษของโอดินมีเลือดของมนุษย์เจือปนอยู่ก็จะไม่โดนคำสาปไปด้วยพ่ะย่ะค่ะ เพราะถือว่าไม่มีคุณสมบัติมากพอจะดำรงตำแหน่งเทพ”


“มีคัดคนแบบนี้ด้วยแฮะ” ผมเอียงคอน้อยๆ เรื่องสายเลือดเอย ยศศักดิ์เอย ไม่ว่าจะชาติไหนก็ถือสาเหมือนกันหมดสินะ “งั้นในตอนนี้ก็มีข้าคนเดียวที่เป็นผู้สืบทอดโอดินหรือ?”


“ถ้าตอนนี้ก็ใช่พ่ะย่ะค่ะ”


“ตอนนี้เหรอ?” ผมรู้สึกถึงความไม่ชอบมาพากลของคำพูดนั้นจนต้องทวนคำอีกรอบ


“เมื่อก่อนมีผู้สืบทอดตำแหน่งโอดินอีกสามคนพ่ะย่ะค่ะ แต่ทั้งสามคนตายไปแล้ว”


โอเค ผมไม่จำเป็นต้องซักต่อ ยังไงเสียผู้สืบทอดทั้งสามคงตายด้วยการฆ่าแย่งตำแหน่งกันเองหรือมาร์ลันลงมือไม่ทางใดก็ทางหนึ่ง ศึกชิงบัลลังก์น่ะมีให้เห็นบ่อยๆ ในหน้าหนังสือกับละครพีเรียดนี่นา


ผมเบนคำถามมาเรื่องอื่น “ว่าแต่เมื่อกี้บอกว่าตำแหน่งข้ารับใช้คนสนิทของข้ามีวิลีกับเวนี่นา แล้วเวไปไหนล่ะ?”


“โดนฝ่าบาทผ่าร่างเป็นสองส่วนแล้วโยนเป็นอาหารปลาในทะเลไปแล้วพ่ะย่ะค่ะ” เนลโลรายงานอย่างสงบเสงี่ยม


“หา?” คำตอบของเขาทำเอาผมอึ้ง ไม่ใช่อึ้งเรื่องที่เวคนนั้นถูกผ่าร่างเป็นสองส่วน แต่อึ้งที่เนลโลพูดเรื่องนี้โดยไม่สั่นกลัวต่างหาก “แล้วฉัน เอ่อ ข้าลงโทษโหดขนาดนี้ เจ้าไม่คิดจะกลัวหรืออะไรบ้างหรือยังไง?”


เนลโลทำหน้างุนงง “ทำไมต้องกลัวด้วยล่ะพ่ะย่ะค่ะ ที่หมอนั่นถูกลงโทษก็สมควรแล้ว ความจริงกระหม่อมคิดว่าฝ่าบาทลงโทษเบาไปด้วยซ้ำ”


ขนาดเนลโลยังว่าอย่างนี้เลยเหรอ แสดงว่ามาร์ลันคนก่อนคงไม่ใช่คนใจร้ายสินะ ผมลูบคางเก็บสิ่งที่คิดไว้ในใจ


“แล้วเวทำอะไรล่ะถึงทำให้ถูกลงโทษแบบนั้น”


“ทำเส้นผมหล่นไปในฟิก้าพ่ะย่ะค่ะ”


“แค่นั้นเนี่ยนะ!?”


นึกว่าเป็นเรื่องคอขาดบาดตาย อย่างวางยาพิษหรือเป็นสายสืบศัตรูเสียอีก แต่นี่แค่เส้นผมหล่นไปในฟิก้าก็โดนประหารแบบโหดร้ายแล้วเหรอ!?


แต่ว่าคนที่น่ากลัวที่สุดก็คือเนลโลนี่ละมั้ง บอกว่าลงโทษแค่นี้ยังเบาไปน่ะ... อีกฝ่ายเป็นคนเข้มงวดขนาดไหนกันเนี่ย


“แค่นั้นที่ไหนพ่ะย่ะค่ะ! ในฐานะข้ารับใช้ความสะอาดเป็นเรื่องสำคัญมากที่สุด! ถ้าแค่นี้ยังผิดพลาดก็ไม่สมกับที่เป็นวีผู้ทรงเกียรติแล้วพ่ะย่ะค่ะ!”


เนลโลแย้งด้วยสีหน้าจริงจังมากจนผมกุมขมับ เพราะข้ารับใช้โหดแบบนี้สินะถึงอยู่กับเจ้านายไม่เต็มเต็งคนนี้ได้ แทนที่จะพากันดีขึ้นผมคิดว่าจะพากันลงเหวมากกว่า


“เจ้า... มาเป็นวิลีได้ยังไงกันนะ?” ผมสงสัยมาตรฐานการคัดคนของที่นี่จริงๆ


เนลโลโค้งตัวลง “กระหม่อมเป็นทาสพ่ะย่ะค่ะ แต่ถูกซื้อตัวมาในวัง ทีแรกทุกคนก็เป็นแค่ข้ารับใช้กับนางกำนัลทั่วไป ทว่าพอมีฝ่าบาทเข้ามา พวกเราก็จะถูกคัดเลือกอีกครั้ง เป็นการทดสอบที่เข้มงวดมาก กระหม่อมเองกว่าจะสอบผ่านมาเป็นวิลีที่ทรงเกียรติและได้รับพลังเทพมาได้ก็ลำบากพอดู แต่การที่กระหม่อมซึ่งเป็นทาสต่ำต้อยมีพลังเทพและอายุยืนยาวเช่นนี้ถือว่าความพยายามของกระหม่อมคุ้มค่าแล้วพ่ะย่ะค่ะ”


พูดถึงอายุขัยของเทพทำให้ผมรู้สึกสนใจขึ้นมา เพราะในนิยายก็ไม่ได้บอกรายละเอียดปลีกย่อยในส่วนนี้


“จะว่าไปเทพเนี่ยอายุขัยสูงสุดคือเท่าไหร่นะ?”


“ส่วนใหญ่พันปีพ่ะย่ะค่ะ”


แม่งเอ๊ย นั่นก็อายุยืนเป็นเต่าเกินไปนะ


ผมไม่ได้ปรารถนาอายุยืนยาวถึงขนาดนั้น แค่ใช้ชีวิตมาสามสิบปีผมยังเบื่อโลกเก่าเลย ที่นี่แม้จะแฟนตาซีและแปลกใหม่ก็เถอะ พอสามร้อยปีผ่านไปก็คงเบื่อแล้วละมั้ง


“วันพรุ่งนี้ฝ่าบาทจะทรงงานแล้ว ทุกอย่างราบรื่นดีไหมพ่ะย่ะค่ะ”


พอเห็นผมเงียบไปนานเหมือนจมอยู่ในภวังค์ เนลโลก็ยกประเด็นขึ้นมาคุย ต่อบทสนทนาให้อย่างไหลลื่น ท่าทางจะทำอย่างนี้บ่อย


“คิดว่ายังไงล่ะ”


ผมแบมือไปทางเอกสารที่กระจัดกระจายบนโต๊ะ ผมตะลุยอ่านงานตลอดช่วงบ่ายเพื่อจำชื่อเทพและตำแหน่งทั้งหลาย มันเป็นการเร่งอ่านที่ทำเอานึกถึงตอนที่สอบเอ็นทรานส์เข้ามหาลัยโดยการอ่านหนังสือสอบวันเดียวยังไงก็ไม่รู้


เนลโลยกนมมาวางบนโต๊ะ ตอบแบบเอาใจ “ด้วยมันสมองของพระองค์ย่อมไปได้สวยพ่ะย่ะค่ะ”


“หึ ไม่ต้องมายกยอข้าเลย” ผมกระตุกยิ้มแล้วดื่มนมที่เนลโลเอามาเสิร์ฟจนหมดแก้วในรวดเดียว


นี่ยังดีที่ผมชอบเทพนอร์สจึงรู้ว่าตำแหน่งไหนคือใครแบบคร่าวๆ ถึงจะไม่เคยเจอหน้าเทพองค์อื่นนอกจากธอร์ก็เถอะ แต่แผนผังที่นั่งทำให้รู้ได้ จำไปแค่นี้ก็ไม่เป็นปัญหา


“กระหม่อมไม่ได้ยกยอพ่ะย่ะค่ะ แต่ถ้าทรงเป็นกังวล ยังไงฝ่าบาทก็ออกว่าราชการกับเหล่าพระชายาทั้งสามด้วย หากมีอะไรทรงปรึกษาพวกเขาได้พ่ะย่ะค่ะ”


ผมคงจะกล้าขอคำปรึกษาหรอกนะ! ผมแอบกลอกตา พูดตามตรงถ้าไม่นับอาซรา พระชายาอีกสองคนที่แช่งมาร์ลันให้ไปตายเนี่ยไม่น่าขอคำปรึกษาด้วยอย่างแรงเลย


จะยังไงก็ตามพรุ่งนี้ก็ต้องมาถึง ผมอาจจะจำขาดอะไรไปบ้าง แต่เดี๋ยวไปตายเอาดาบหน้าแทนแล้วกัน คิดเช่นนั้นผมก็ย้ายตัวเองไปที่เตียง ขอนอนพักผ่อนเอาแรงสำหรับวันพรุ่งนี้



วันรุ่งขึ้นผมเตรียมตัวออกว่าราชการ ชุดที่เคยใส่อยู่ในห้องนอนก็เปลี่ยนเป็นรูปแบบทางการมากขึ้น ผมยืนอยู่หน้ากระจกมองข้ารับใช้จับนู่นแต่งนี่บนตัวเขา เส้นผมสีทองเงางามถูกรวบขึ้นสูงเป็นหางม้ารัดด้วยที่หนีบอันใหญ่ประดับอัญมณีสีฟ้าใส ชุดสไตล์ยุโรปเป็นโทนสีน้ำเงิน ชุดคลุมด้านหลังเปล่งประกายระยับราวกับโรยด้วยกากเพชรไว้ สวมรองเท้าบูทยาวถึงแข้งสีน้ำตาลที่แสนร้อนและน่าอึดอัด ถ้าเทียบกับรองเท้าหนังสีดำที่ใส่กับชุดสูท ชุดออกว่าราชการของมาร์ลันดูแย่ไปเลย


ถึงแม้ว่าพอแต่งออกมาแล้วร่างนี้จะดูดีมากๆ ก็เถอะนะ...


เนลโลมาเช็กความเรียบร้อยเป็นครั้งสุดท้ายก็พยักหน้าให้ผม


“งดงามมากพ่ะย่ะค่ะ ฝ่าบาท”


“ขอบใจ” ผมตอบแบบขอไปที ขณะมองอีกาสองตัวร่อนมาเกาะไหล่ทั้งซ้ายขวาแล้วยังมีสุนัขป่าสีเงินอีกสองตัวที่เดินมายืนประกบข้างๆ เช่นกัน “อะไรกันพวกเจ้าจะเข้าท้องพระโรงด้วยเหรอ?”


“โฮ่ง!”


เจ้าเฟรคิตอบอย่างกระตือรือร้น ขณะที่มูนินกล่าวว่า


“เป็นเรื่องธรรมดานี่ฝ่าบาท ปกติพวกเราก็ไปกับพระองค์อยู่แล้วนะ”


“ไปแล้วได้ประโยชน์อะไรล่ะ?”


ผมไม่เข้าใจธรรมเนียมบ้าบอพวกนี้เลย ให้พระชายาเข้าร่วมไม่พอ สัตว์เลี้ยงก็ไปด้วยเนี่ยนะ โอดินจะมีสิทธิพิเศษมากเกินไปแล้วมั้ง

ฮูกินกล่าวบ้าง “ก็ประดับบารมีไงเล่า ฝ่าบาท”


“แค่นั้นเนี่ยนะ”


ผมละเหี่ยใจ แต่พอนึกภาพตามว่าเข้าท้องพระโรงไปกับเจ้าพวกนี้ก็ดู... องอาจน่าเกรงขามจริงๆ นั่นแหละ ไม่ใช่สิ ผมควรจะใช้ประโยชน์จากพวกมันให้มากกว่านี้ต่างหากเล่า!


อีกอย่างอีกาสองตัวนี้น้ำหนักไม่ใช่น้อยๆ เลย มาเกาะไหล่ซ้ายขวาแบบนี้เมื่อยจะตาย! ผมรู้สึกว่าร่างกายหนักขึ้นเป็นเท่าตัว เดินไม่คล่องแคล่วเลย


“ฮูกิน มูนิน นับจากนี้เจ้าไม่ต้องอยู่เฉยๆ ประดับบนบ่าของข้าแล้ว ตอนออกว่าราชการข้าจะใช้พวกเจ้าเป็นหน่วยข้อมูลสำรอง อีกอย่างแทนที่จะไปสองตัว ไปกับข้าแค่ตัวเดียวดีกว่า ส่วนอีกตัวออกไปหาข่าวข้างนอก เพราะระหว่างที่ข้าว่าราชการอยู่ ตอนนั้นด้านนอกอาจจะมีเหตุการณ์อะไรเกิดขึ้นก็ได้”


ผมเลือกเก็บไว้ตัวหนึ่ง ปล่อยไปข้างนอกตัวหนึ่ง ลดภาระที่บ่าและใช้เป็นที่สอดส่องได้ดี เพราะถ้าใครคิดจะลงมือทำอะไรโดยที่ไม่ให้โอดินรู้ละก็ ย่อมต้องเป็นตอนที่ประมุขเหล่าเทพออกว่าราชการร่วมกับอีกาสองตัวนี้ใช่ไหมล่ะ?


“อย่างนี้นี่เอง ฝ่าบาททรงชาญฉลาดยิ่ง” มูนินผงกหัวเห็นด้วยก่อนจะกางปีกสีดำของตน “เช่นนั้นกระหม่อมขออาสาหาข่าวให้ก่อน คราวต่อไปค่อยเป็นตาของฮูกินดีไหมพ่ะย่ะค่ะ”


“ดี”


“งั้นกระหม่อมขอตัว”


มูนินสะบัดปีกแล้วโผบินออกไปทางหน้าต่าง ผมกระตุกยิ้ม ในเมื่อเป็นโอดินผมต้องรวบรวมข่าวสารให้มากที่สุด มีข้อมูลเยอะย่อมได้เปรียบกว่า

คราวนี้ก้มลงมองหมาป่าทั้งสองที่ตอนนี้แลบลิ้นทะเล้นแล้วยังกระดิกหูร่าเริงอีกต่างหาก หมดกันหมาป่าที่งามสง่าของโอดิน… ได้ข่าวว่าพวกเอ็งเป็นหมาป่าไม่ใช่เหรอ ไหงกลายเป็นหมาบ้านไปได้เล่า


“ส่วนพวกเจ้าต้องไม่นอนหมอบอยู่ข้างบัลลังก์เฉยๆ หากมีคนพูดจาดูหมิ่นหรือเหยียดหยามข้า เจ้าต้องแยกเขี้ยวขู่ หากข้าโกรธ เจ้าต้องลุกขึ้นแสดงความโกรธตามข้า เข้าใจหรือไม่”


ไหนๆ จะทำตัวให้น่าเกรงขามแล้วต้องแสดงละครให้ถึงที่สุด


“โฮ่ง!”


พวกมันตอบรับ จากนั้นก็วางท่าขึงขัง เมื่อผมเตรียมพร้อมเรียบร้อยแล้วก็วางท่าสง่างามเดินไปที่ท้องพระโรง แต่เดินออกไปได้ไม่กี่ก้าว ผมก็เอี้ยวตัวกลับมา


“อ๋อ ใช่ เนลโล ท้องพระโรงมันไปทางไหนเหรอ?”


“…”


นั่นเป็นครั้งที่เห็นเนลโลทำหน้าละเหี่ยใจมองผม


*****************************************************************


ผมมาถึงท้องพระโรงได้ในที่สุดด้วยการนำของฮูกิน ทีแรกผมนึกภาพท้องพระโรงแบบในเรื่องเกมออฟโทรน (3) ต้องทึบๆ ตันๆ มีแสงลอดมาจากหน้าต่างเบื้องบน มีบัลลังก์หินอยู่ตรงกลางห้อง แต่เมื่อไปถึงผมก็ต้องตะลึงเพราะมันคนละเรื่องกับที่จินตนาการไว้


เมื่อเปิดประตูบานใหญ่ที่เชื่อมสู่ท้องพระโรงเข้าไป ผมก็มายืนอยู่บนหน้าผา เบื้องหน้ามีแท่นหินสูงหลายสิบแท่ง พวกมันรูปร่างเหมือนหอคอยแกะสลักที่มีลวดลายแตกต่างกันไป บางแท่งเป็นรูปเกลียวดอกไม้กับเถาวัลย์ บางแท่งเป็นรูปพระจันทร์และดวงดาว และบางแท่งก็เป็นรูปทุ่งรวงข้าวสาลีมีแสงอาทิตย์สาดส่อง บนยอดของมันเขามองเห็นบัลลังก์หินอันโอ่อ่าอยู่


พอลองมองไปข้างล่างดูบ้างก็พบว่ามีทางเดินทอดยาวปูด้วยพรมสีแดงขลิบทองอยู่ แต่นอกเหนือจากพื้นที่ที่ถูกปูพรมแล้วก็เป็นหุบเหวลึกว่างเปล่า รับรู้ถึงสายลมที่ตีขึ้นมาจากทางด้านล่างได้ชวนอกสั่นขวัญหายกับการมายืนอยู่บนหน้าผาที่หมิ่นเหม่นี้


นี่คือท้องพระโรงจริงเหรอ!? ทำไมรูปร่างมันแปลกประหลาดอย่างนี้เล่า ว่าแต่จะขึ้นไปนั่งได้ยังไงกันเนี่ย!?


จากตรงนี้ไม่มีบันไดหรือทางเชื่อมอื่นเพื่อไปนั่งบนยอดแท่งหินนั้นเลย ผมกำลังจะขอความช่วยเหลือจากฮูกินอีกสักรอบ ด้านหลังก็มีเสียงนุ่มที่คุ้นหูดังขึ้น


“ถวายบังคมฝ่าบาท”


พอหันไปก็เจออาซราที่แต่งกายในชุดว่าราชการแบบเต็มยศเช่นกัน เจ้าตัวมาโทนสีดำแดงที่ให้ความรู้สึกร้อนแรงและน่าเกรงขามไปในตัว ยามผ้าคลุมสะบัดทำเอาเห็นภาพหลอนเป็นเปลวไฟไปด้วย


หน้าสวยแต่มาดเท่โคตร! ทำเอามาร์ลันร่างนี้กลายเป็นเจ้าชายในนิทานไปเลยนะเนี่ย…


“ถวายบังคมฝ่าบาท”


มีเสียงสองเสียงประสานกันอยู่ด้านหลังอาซรา ทำให้ผมละสายตาจากฟริกกาชั่วคราวเพื่อไปมองผู้ที่มาใหม่


นั่นมัน... ยูดัมกับบริทท์นี่!


ทางซ้ายมือของผมคือยูดัม เจ้าของใบหน้าอันหล่อเหลาและเซ็กซี่ เขามีผมสีน้ำตาลแซมทอง ผมยาวมัดเป็นหางม้าเล็กๆ ที่ท้ายทอย ดวงตาเหมือนแมวป่าสีโกโก้เป็นประกายวิบวับ ริมฝีปากบางเหยียดยิ้มกวนๆ เจ้าตัวอยู่ในชุดโทนน้ำตาลและครีมให้ความรู้สึกเหมือนพรานป่าที่เตรียมออกล่าเหยื่อ


ส่วนอีกคนที่อยู่ฝั่งขวาคือบริทท์ เป็นชายหนุ่มที่หน้าตาธรรมดา ทว่าก็มีออร่าบางอย่างที่ดึงดูดสายตาผู้คนอยู่ เจ้าตัวมีผมสั้นสีดำประกายเขียวหม่นๆ ดวงตาเรียวเป็นสีใบไม้และสวมแว่นตาทรงกลมข้างหนึ่งไว้ที่ตาขวา เอซเห็นไฝเม็ดเล็กตรงเปลือกตาด้านบนด้วย บริทท์มาในชุดสีน้ำตาลเข้มกับเขียวเข้มที่ให้ความรู้สึกเหมือนเป็นผู้ทรงภูมิ เป็นครูอาจารย์ที่เข้มงวดอะไรประมาณนั้น


ให้ตายสิ ทั้งสามคนนี้ถอดแบบมาจากภาพวาดในนิยายชัดๆ พอเป็นคนจริงๆ แบบนี้แล้วผมเริ่มรู้สึกว่าความงดงามของมาร์ลันมาอยู่กับสามคนนี้แล้วมัวหมองลงไปเลย


“อืม สวัสดี”


ผมตัดสินใจทักทายกลับไปก่อน แม้จะได้รับปฏิกิริยาตอบรับที่แปลกประหลาดกลับมา อย่างยูดัมเลิกคิ้วใส่และบริทท์จ้องหน้าผมแบบตะลึง ผมรู้น่าว่ามันต่างจากมาร์ลันตามปกติ แต่ช่วยเลิกมองเหมือนเป็นสัตว์ประหลาดกลายพันธุ์จะได้ไหม


อาซราเอียงคอน้อยๆ “เหตุใดฝ่าบาทมาอยู่ตรงนี้เล่าพ่ะย่ะค่ะ”


“ก็ไม่มีอะไรข้าเพิ่งจะมาถึงแล้วพวกเจ้าก็ตามหลังมาพอดี” เรื่องอะไรจะบอกว่าขึ้นบัลลังก์พวกนั้นไม่เป็นล่ะ เสียเชิงแย่ “ในเมื่อเรามาพร้อมกันแล้วก็เดินไปด้วยกัน ว่ายังไง?”


ถ้าเอ่ยชวนซะ ผมก็มีข้ออ้างกลบเกลื่อนเรื่องที่ขึ้นบัลลังก์ไม่เป็นแล้ว


“ไม่ทราบว่าฝ่าบาทกินสิ่งใดผิดสำแดงหรือพ่ะย่ะค่ะ ปกติพระองค์ไม่ชวนพวกกระหม่อมแบบนี้นี่”


ยูดัมเป็นคนตรงไปตรงมาจึงอดพูดสิ่งที่คิดออกมาไม่ได้ แถมยังมองผมอย่างระแวงอีกต่างหาก


“คนเราก็ต้องมีการเปลี่ยนแปลงกันบ้างสิ” ผมยิ้มสู้แล้วจับมืออาซราไว้ “ไปด้วยกันนะ”


คราวนี้ทั้งคนถูกจับมือและอีกสองคนข้างหลังตัวแข็งค้างไปเลย ผมไม่สนใจท่าทีตกตะลึงของพวกเขากึ่งดึงกึ่งจูงอาซราให้มาด้วยกัน มือของคนที่ผมจับไว้ถึงกับเย็นและสั่นนิดๆ ให้ตายสิ ผมไม่ใช่ผีเสียหน่อยจับมือแค่นี้จะเป็นไรไปเล่า!


จะว่าไปมือของอาซราสมกับเป็นผู้ชายดีแท้ ผมมั่นใจว่าร่างนี้มือใหญ่แล้วนะ มือของอีกฝ่ายกลับใหญ่กว่าอีกแถมยังเรียวสวยด้วย โคตรน่าอิจฉาเลย


อาซราเหมือนจะเริ่มหลุดจากหน้ากากที่สุขุมมาเป็นความสับสน แต่เขาก็ยอมเดินมากับผมโดยดี เจ้าตัวโบกมือเบาๆ แล้วบันไดแก้วก็ปรากฏขึ้นทอดยาวไปถึงยอดหอคอยเลยทีเดียว


อ๋อ แค่โบกมือเรียกก็พอสินะ เข้าใจล่ะ


เกรีกับเฟรคิ สุนัขทั้งสองของผมก้าวยาวๆ ขึ้นบันไดนำหน้าไปก่อน ผมกับอาซราเดินเคียงข้างกันโดยที่ด้านหลังคือยูดัมกับบริทท์


“ทำไมฝ่าบาทแปลกๆ ไป หรือว่าหัวกระแทกจนเพี้ยนไปแล้ว?” ยูดัมกระซิบคุยกับบริทท์


“ไม่รู้เหมือนกัน แต่มันทำให้ข้าขนลุกหน่อยๆ นะ”


พวกนายสองคน... ผมได้ยินที่นินทานะ! ถ้าจะนินทาช่วยไปไกลๆ หน่อยไม่ได้หรือไง!?


ผมแอบเบะปาก ตอนนั้นเองที่ผมเห็นว่าเหล่าเทพทั้งหลายเริ่มมาเข้าประชุมกันแล้ว บันไดแก้วพาดผ่านสลับไขว้ไปมาเพื่อนำพาเทพเหล่านั้นขึ้นไปนั่งบนบัลลังก์ ผมอยากจะถามจริงๆ ว่าใครเป็นคนออกแบบท้องพระโรงแบบนี้ เกิดมีเทพอาวุโสมาใช้ไม่ต้องคลานขึ้นบันไดกันเลยเหรอ


ผมขึ้นมาบนยอดสำเร็จเห็นว่ามีบัลลังก์นั่งได้แค่สองคนเท่านั้น ขณะกำลังสงสัยว่าแล้วยูดัมกับบริทท์จะนั่งตรงไหน ตัวแท่งหินก็แยกออกมาสองแท่ง ก่อนจะก่อตัวเป็นที่นั่งให้กับพระชายาอีกสองคน ซึ่งพวกเขาจะนั่งในระดับที่ต่ำลงมาจากผมกับอาซราเล็กน้อย


ถึงจะไม่อยากยอมรับก็เถอะนะ แต่การมีคนหน้าตาดีประกบข้างๆ แล้วยังมีตรงหน้านี่อีก มันช่างเจริญหูเจริญตาจริงๆ ผมเป็นผู้ชายคนหนึ่งที่หลงใหลของสวยๆ งามๆ แม้ว่าสามคนนี้จะเป็นตัวผู้หาใช่ตัวเมียก็ไม่เป็นไร แค่ได้เห็นหน้าอันงดงามผมก็พอใจแล้วล่ะ


ปึง!


ประตูท้องพระโรงปิดลงหมายความว่าเริ่มต้นประชุมอย่างเป็นทางการแล้ว ผมในร่างมาร์ลันหุบยิ้มโดยพลัน สายตามองตรงไปเบื้องหน้า ผมควรจะวางตัวให้ดูสุขุมนุ่มลึกเข้าไว้ก่อน และต้องผ่อนคลายด้วย เพราะทุกคนจะต้องยำเกรงโอดิน ไม่ใช่ผมยำเกรงพวกเทพเหล่านั้น!


ธอร์เป็นฝ่ายเริ่มก่อน เสียงของเขาแผดดังชวนน่าครั่นคร้ามแถมยังแสบแก้วหูอย่างยิ่ง


“วันนี้ข้ามาขอรายงานความคืบหน้า! หลังจากที่โลกิหนีไปได้ สถานที่ที่เราทำสงครามถูกกวาดล้างด้วยรูนแห่งภัยพิบัติ ทำให้ใช้เวลาในการสะสางพื้นที่จนเสร็จไปครึ่งหนึ่ง ข้ามาขอความเห็นว่าควรจะเดินหน้าต่อไปอย่างไร ตั้งด่านป้องกันเลยหรือไม่?”


มีเสียงดังเซ็งแซ่มาจากเทพองค์อื่นๆ ทุกคนกำลังอภิปรายอยู่ ผมนั่งฟังเงียบๆ พร้อมกับเอามือลูบขนกาอ่อนนุ่มของฮูกินไปด้วย


“ข้าเห็นด้วยที่เราควรจะสร้างด่านป้องกัน” เฮมดัลล์ เทพที่มีหน้าปกป้องหน้าด่านระหว่างโลกมนุษย์กับเทพกล่าวสนับสนุน “กว่าจะยึดพื้นที่นั้นคืนมาได้ลำบากแทบแย่ เสียทหารไปนับพัน เราจะต้องรักษามันไว้ให้ดี!”


“ใช่แล้ว ถึงพื้นที่จะเสียหายไปบ้าง แต่ถ้าซ่อมแซมดีๆ ก็อาจกลับมาสวยสดงดงามใหม่ได้ ประชาชนจะได้กลับมาอยู่กันอีกครั้ง” เฟรย์ เทพแห่งความอุดมสมบูรณ์พยักหน้า


ผมย่นคิ้ว “แต่ข้าไม่เห็นด้วยเท่าไหร่”


พอกล่าวออกไป ทุกคนก็เงียบกริบประหนึ่งที่นี่คือป่าช้า พระชายาทั้งสามหันมาจ้องผมเป็นตาเดียวก่อนที่อาซราจะเป็นฝ่ายเอ่ยถาม


“เพราะอะไรพ่ะย่ะค่ะ ฝ่าบาท”


ผมแค่นยิ้ม “จะสร้างด่านป้องกันมันก็ได้อยู่หรอกนะ แต่เรื่องที่ให้ประชาชนกลับไปอยู่ที่เดิมน่ะข้าไม่เห็นด้วย ได้ยินว่าคนที่ตายไม่ใช่แค่ทหารเราอย่างเดียวยังมีประชาชนอีกนับร้อยที่ล้มตายจากสงครามนี้ด้วยนี่”


ก่อนหน้านี้ผมอ่านเอกสาร ตัวเลขรายงานผู้เสียชีวิตนั้นช่างน่าสลดใจที่มีประชาชนติดร่างแหไปตั้งร้อยกว่าคน เหตุเกิดขึ้นกะทันหันทำให้ชาวบ้านละแวกนั้นตั้งรับไม่ทัน จะหนีก็ไม่ได้กว่าทหารจะเข้ามาระงับเหตุ ทุกอย่างก็เกือบจะสายเกินไปแล้ว


“นั่นเป็นเรื่องน่าเศร้าที่พวกเราช่วยประชาชนผู้น่าสงสารเหล่านั้นไม่ได้” เทพแบรกี ตัวแทนแห่งดนตรีและศิลปะถอดถอนใจอย่างเศร้าสร้อย “แต่ว่าพวกเขาก็ตั้งรกรากอยู่ที่นั่นมาหลายชั่วอายุคน จะให้ย้ายออกไปย่อมเป็นไปไม่ได้หรอกพ่ะย่ะค่ะ”


“ต้องเป็นไปได้สิ บอกกับพวกเขาไปว่าหรือจะอยากเป็นปุ๋ยให้กับต้นไม้อีก ต่อให้พวกเราตั้งด่านไว้คิดเหรอว่าจะไม่มีการปะทะอะไรเกิดขึ้นเลยน่ะ? ยังไงที่ตรงนั้นก็ไม่มีทางปลอดภัยอยู่แล้ว” ผมแย้งกับพวกเขาอย่างเป็นเหตุเป็นผล “สู้หาที่ใหม่กับพวกเขาดีกว่า แผ่นดินหรือก็กว้างใหญ่ ถ้าเราจัดหาที่ดีๆ ได้ทุกอย่างก็เรียบร้อย”


ธอร์มีความลังเล “แต่แบบนั้นก็เหมือนกับว่าพวกเราอ่อนแอจนปกป้องมนุษย์ไม่ได้เลยน่ะสิ”


ทุกคนพึมพำเห็นด้วยกับเรื่องนี้ จนผมอยากไล่เทพพวกนี้ไปให้โลกิฆ่าตายจริงๆ เวลาแบบนี้จะมาห่วงศักดิ์ศรีอะไรอยู่อีกเล่า ความปลอดภัยของประชาชนต้องมาก่อนสิ!


“พวกเจ้าคิดดูนะ” ผมกดเสียงลงต่ำแสดงถึงอารมณ์กรุ่นโกรธ “ไม่ใช่เวลามาห่วงเรื่องงี่เง่าอย่างการที่ปกป้องมนุษย์ไม่ได้เท่ากับเราอ่อนแอ เราไม่ได้อ่อนแอ แต่ศัตรูแข็งแกร่งกว่าพวกเรามาก โลกิคนนี้คือผู้ที่นอร์นทำนายว่าจะทำลายแผ่นดินแอสการ์ดของเรา นั่นหมายความว่ามันเก่งมากไม่ใช่หรือ? อันที่จริงตั้งด่านไปก็เท่านั้นหากโลกิคิดจะทะลวงใช่ว่าจะทำไม่ได้ เด็กขนาดนั้นยังได้ครอบครองรูนอันร้ายกาจแล้ว โตขึ้นมันจะเก่งอีกสักแค่ไหนล่ะ!?”


ทุกคนถึงกับสะท้านเยือกกับคำพูดนี้ ผมต้องการให้พวกเขาตระหนักจริงๆ ว่าทุกคนกำลังเล่นอยู่กับอะไร หากเดินหมากผิดพลาดไม่ใช่แค่คิงที่ถูกกำจัด แต่มันจะล้มทั้งกระดานเลยด้วยซ้ำ


บอลเดอร์ เทพแห่งแสงสว่างและความรุ่งเรืองเม้มปากแน่น “เช่นนั้นข้าขันอาสาไปประจำชายแดน...”


“ขอบใจที่เจ้ามีจิตอาสา แต่อย่าฆ่าตัวตายเลยดีกว่านะ”


ผมรีบปรามทันที เพราะยังจำได้ว่าฉากที่โลกิขึ้นมาบนโลกมนุษย์ได้ถล่มป้อมปราการและสังหารประชาชนบริสุทธิ์จนกลายเป็นแม่น้ำเลือด แถมยังฆ่าบอลเดอร์ เอาหัวไปประดับบัลลังก์อีกด้วย


ตอนอ่านผมก็รู้สึกสะใจอยู่หรอกนะที่พระเอกทำแบบนี้ แต่พอได้มาเป็นตัวร้ายเสียเอง การที่พรรคพวกแถมหน้าตาดีเช่นนี้ถูกตัดหัวเอาไปประดับไม่ใช่เรื่องน่ายินดีเท่าไหร่เลย


บอลเดอร์ทำตาละห้อยใส่ผม “พระองค์ไม่เชื่อใจกระหม่อมหรือพ่ะย่ะค่ะ”


“ไม่ใช่แค่เจ้า ข้าไม่เชื่อใครในที่นี้ทั้งนั้นแม้แต่ตัวข้าเองก็ตาม” ผมยืดตัวขึ้น ฮูกินกางปีกย้ายมาเกาะบนที่วางแขน “อย่าลืมสิว่าขนาดข้ากับธอร์ยังเกือบเอาตัวไม่รอดจากรูนภัยพิบัตินั่น โดยเฉพาะธอร์ที่แข็งแกร่งยังได้รับบาดแผลและอาวุธของเขายังพังเลยนะ”


ผมสอบถามกับเนลโลมาแล้วว่าธอร์เป็นยังไงบ้าง แน่นอนว่าเจ้าตัวได้รับบาดเจ็บที่แขนแถมค้อนคู่กายยังแตกเป็นเสี่ยงๆ อีก คิดดูแล้วกันว่าพลังเทพทรูของพระเอกน่ากลัวแค่ไหน!


ผมกวาดสายตามองพวกเขา พูดด้วยน้ำเสียงติดจะอ้อนวอนหน่อยๆ “ข้าไม่ต้องการสูญเสียเทพองค์ใดไปทั้งนั้น การตายของเทพหนึ่งองค์จะทำลายความหวังของมนุษย์ เก็บแรงของพวกเจ้าไว้แล้วเตรียมต่อสู้กับศึกใหญ่เถิด!”


มหาสงครามในนิยายที่ตอนอ่านแล้วรู้สึกตื่นเต้นและตื่นตาตื่นใจ บัดนี้กลายเป็นลานประหารของผมและเทพองค์อื่นๆ โลกิแข็งแกร่ง เรื่องนี้ผมไม่ได้พูดเกินจริงเลย แถมพระเอกยังฉลาดที่เลือกฆ่าเทพบางองค์ไปก่อนจะถึงวันทำสงครามจริง เมื่อเทพลดไปเกินครึ่งก็ไม่ใช่เรื่องน่ากลัวอะไรเลย พวกพระเอกสามารถต่อสู้ได้สบายๆ จนยึดครองแอสการ์ดนี้ได้สำเร็จ


ผมต้องรักษาหมากทุกตัวเอาไว้ แล้วเลือกเดินอย่างชาญฉลาด ตราบใดที่พวกเขายังอยู่ คิงอย่างผมก็จะไม่มีวันปราชัย!


ต่อจากนี้ไปผมจะสร้างเรื่องราวใหม่ที่ไม่เหมือนกับต้นฉบับให้ดู!


(3) เกมออฟโทรน (Game of Thrones) เป็นภาพยนตร์แนวแฟนตาซีย้อนยุค สงครามและการเมือง ดัดแปลงจากชุดหนังสือนิยายขายดีของจอร์จ อาร์. อาร์. มาร์ตินชุด มหาศึกชิงบัลลังก์ เรื่อง เกมล่าบัลลังก์


*มาร์ลันของเราเริ่มเดินหมากแล้วค่ะ ทางฝั่งโลกิจะเป็นยังไงบ้างนะ ตอนนี้มีฉากกุ๊กกิ๊กเล็กๆ แต่เดี๋ยวตอนหน้าเริ่มจัดหนักค่ะ ไว้เจอกันนะคะ

#มาร์ลันจะเป็นพระเอก

คอมเมนท์ = กำลังใจ

ให้กำลังใจนักเขียน
นักเขียนได้รับกำลังใจแล้ว!
นักเขียนได้รับกำลังใจแล้ว 977 ครั้ง

นิยายที่ผู้อ่านนิยมอ่านต่อ

loading
กำลังโหลด...

2,179 ความคิดเห็น

  1. #2146 knunkim (จากตอนที่ 4)
    วันที่ 30 ตุลาคม 2563 / 13:04

    เดี๋ยวอยู่กินกันไปก็รักกันเองแหละ... แต่สมกับที่น้องเคยเป็นหัวหน้ามาเฟียมาก่อนจริงๆ

    #2,146
    1
    • #2146-1 Miracle Friday(จากตอนที่ 4)
      2 พฤศจิกายน 2563 / 18:50
      ความใกล้ชิดก่อให้เกิดความรักสินะคะ
      #2146-1
  2. #2107 Yok Poog (จากตอนที่ 4)
    วันที่ 18 กรกฎาคม 2563 / 05:51
    อยู่ก็หลงรัก~
    #2,107
    0
  3. #2001 B.TEm (จากตอนที่ 4)
    วันที่ 17 เมษายน 2563 / 22:15
    เนี่ยฮะ สกิลการวางแผนที่ผมหวังไว้ ดีมากค่ะ สมกับที่เคนเป็นมาเฟียมาก่อน ไม่ยอมเสียประโยชน์เรยตีง
    #2,001
    0
  4. #1606 WangEn_Tuan (จากตอนที่ 4)
    วันที่ 5 มีนาคม 2563 / 14:06
    คิคิ ยัยน้องน่ารักล่ะซี้!!!!
    #1,606
    0
  5. #1461 √169=? (จากตอนที่ 4)
    วันที่ 22 กุมภาพันธ์ 2563 / 21:31
    อ่านไปเรอ่มไม่แน่ใจสรุปมาร์ลันเทิร์นรุกหรือรับ
    #1,461
    0
  6. #1444 Kanomjeennamya (จากตอนที่ 4)
    วันที่ 21 กุมภาพันธ์ 2563 / 20:03

    โอเค ฉันมั่นใจโพละ 55555
    #1,444
    0
  7. #1256 trp1021 (จากตอนที่ 4)
    วันที่ 14 กุมภาพันธ์ 2563 / 01:56
    ไป! เราจะต่อต้านแล้วสร้างฮาเร็มกับโล- แค่กๆ
    #1,256
    0
  8. #1222 Sleepy😪 (จากตอนที่ 4)
    วันที่ 11 กุมภาพันธ์ 2563 / 18:38
    สมเป็นอดีตมาเฟียยยยย พี่ล่ะยกย่อง~~~~~
    #1,222
    0
  9. #1205 บุปผาสุริยัน (จากตอนที่ 4)
    วันที่ 10 กุมภาพันธ์ 2563 / 14:53
    น้องสู้ๆๆๆๆ
    #1,205
    0
  10. #1124 ฺBedroom (จากตอนที่ 4)
    วันที่ 6 กุมภาพันธ์ 2563 / 23:12

    อนาคตช่างยากลำบากจริงๆ

    #1,124
    0
  11. #1090 Burning Princess (จากตอนที่ 4)
    วันที่ 3 กุมภาพันธ์ 2563 / 09:48
    สุดยอดดดด
    #1,090
    0
  12. #1060 Lamer_Perfhun (จากตอนที่ 4)
    วันที่ 2 กุมภาพันธ์ 2563 / 19:46
    มันต้องอย่างงี้สิ จัดไป
    #1,060
    0
  13. #861 love_forever 1992 (จากตอนที่ 4)
    วันที่ 10 มกราคม 2563 / 17:31

    มันต้องอย่างงี้สิน้องงงงง
    #ถูกใจแม่จริงๆ
    #861
    0
  14. #614 bophobia (จากตอนที่ 4)
    วันที่ 11 ธันวาคม 2562 / 22:18
    ภรรยาลุคคนละสไตล์เชียวไม่เบื่อแน่นอน55555
    #614
    1
    • #614-1 Anabella(จากตอนที่ 4)
      12 ธันวาคม 2562 / 06:28
      นอกจากไม่เบื่อแล้ว อาจจะปวดหัวด้วย 5555
      #614-1
  15. #474 -_Name_- (จากตอนที่ 4)
    วันที่ 26 พฤศจิกายน 2562 / 12:47
    จัดเลยลูกแม่ โบกป้ายเชียร์!
    #474
    1
    • #474-1 Anabella(จากตอนที่ 4)
      26 พฤศจิกายน 2562 / 14:24
      จัดไปให้เต็มที่ > <
      #474-1
  16. #456 ai3124 (จากตอนที่ 4)
    วันที่ 25 พฤศจิกายน 2562 / 08:29
    โอดินเป็นพระเอกรึ
    #456
    1
    • #456-1 Anabella(จากตอนที่ 4)
      25 พฤศจิกายน 2562 / 11:08
      มาร์ลันเป็นนายเอกค่ะ แต่เจ้าตัวแค่อยากเป็นพระเอกในเรื่องค่ะ > <
      #456-1
  17. #282 maytawarin (จากตอนที่ 4)
    วันที่ 13 พฤศจิกายน 2562 / 21:15
    ชอบเเนวนี้ เเต่ใจนึงอยากให้นางเป็นรับ
    #282
    1
    • #282-1 Noella_Kew(จากตอนที่ 4)
      16 พฤศจิกายน 2562 / 08:16
      ดันๆๆ//เห็นด้วยอิอิ
      #282-1
  18. #225 Mistyblack (จากตอนที่ 4)
    วันที่ 10 พฤศจิกายน 2562 / 23:26
    ฮือออ คือแบบบ นี่จะคิดเข้าข้างมโนตัวเองละนะ 3ศรีพันยา เบ้าหน้าดี สูงกว่ามาร์ลัน ชั้นจะมโน จรัม!
    #225
    1
    • #225-1 Anabella(จากตอนที่ 4)
      11 พฤศจิกายน 2562 / 06:20
      เราต้องมโนเข้าไว้ค่ะ เพื่อสนับสนุนมาร์ลัน 55555
      #225-1
  19. #198 Gare (จากตอนที่ 4)
    วันที่ 9 พฤศจิกายน 2562 / 09:54
    แนวเรื่องคือเครียดๆเหมือนเรื่องที่เราเคยอ่านเลยค่ะ แต่มันจะตลกซะส่วนใหญ่ แต่พอจริงจังปุ้ป คือเราเครียดตามเลย 555
    #198
    1
    • #198-1 Anabella(จากตอนที่ 4)
      9 พฤศจิกายน 2562 / 10:57
      ช่วงต้นๆ เล่มยังนับว่าเฮฮา ชิวๆ กันอยู่นะคะ แต่หลังๆ โปรดเตรียมตับกันด้วยน้า
      #198-1
  20. #155 ŁØVƏ MØST (จากตอนที่ 4)
    วันที่ 1 พฤศจิกายน 2562 / 21:24
    เป็นเรื่องที่ช่วงเครียดก็เป็นเครียส ช่วงขำก็กลั้นขำไม่ไหวเลยค่ะ 5555
    #155
    1
    • #155-1 Anabella(จากตอนที่ 4)
      1 พฤศจิกายน 2562 / 22:32
      เราต้องมีสลับอารมณ์กันบ้าง เดี๋ยวจะเครียดเกินไป > <
      #155-1
  21. #139 P.Wee (จากตอนที่ 4)
    วันที่ 30 ตุลาคม 2562 / 18:49
    ชอบมาก..สนุกมาก!! ><
    #139
    1
    • #139-1 Anabella(จากตอนที่ 4)
      30 ตุลาคม 2562 / 19:43
      ขอบคุณค่ะ > /// <
      #139-1
  22. #55 HWBEBE (จากตอนที่ 4)
    วันที่ 14 ตุลาคม 2562 / 22:09
    ฮื้อ เป็นชอบมาก รออยู่นะคะั
    #55
    1
    • #55-1 Anabella(จากตอนที่ 4)
      15 ตุลาคม 2562 / 06:13
      ขอบคุณค่ะ ^ ^ ตอนต่อไปมาเร็วๆ นี้ค่ะ
      #55-1
  23. #40 เคเร้ย (จากตอนที่ 4)
    วันที่ 13 ตุลาคม 2562 / 12:08
    ขนลุกเลยแง คนเขียนเก่งมากๆ!!!
    #40
    0
  24. #34 min377 (จากตอนที่ 4)
    วันที่ 12 ตุลาคม 2562 / 20:20
    เนื้อเรื่องน่าติดตามมากค่ะ! มาร์ลันเราเท่มากกก เป็นกำลังใจให้นะคะ<3
    #34
    1
    • #34-1 Anabella(จากตอนที่ 4)
      12 ตุลาคม 2562 / 20:49
      ขอบคุณค่ะ เดี๋ยวตอนต่อๆ ไปจะเท่กว่านี้อีก! รอติดตามนะคะ
      #34-1
  25. #30 ppkwan (จากตอนที่ 4)
    วันที่ 11 ตุลาคม 2562 / 23:47
    ติดตามค่ะ รอตอนไปนะคะสนุกมากเลย
    #30
    1
    • #30-1 Anabella(จากตอนที่ 4)
      12 ตุลาคม 2562 / 06:07
      ขอบคุณค่ะ ตอนต่อไปมาวันนี้ค่ะ ^ ^
      #30-1