หงส์พิทักษ์ใจ (Yuri)

ตอนที่ 6 : พิทักษ์ครั้งที่ 5 ความขัดแย้ง

  • เนื้อหานิยายตอนนี้เปิดให้อ่าน
  • View : 208
    จำนวนคนให้กำลังใจ : 2 ครั้ง
    24 ส.ค. 60

พิทักษ์ครั้งที่ 5 : ความขัดแย้ง
 
นี่นางกำลังถูกกลั่นแกล้งแล้วใช่หรือไม่...
 
มู่หลิวรู้สึกแบบนั้นขึ้นมา หลังจากเห็นประกายตาที่เต็มไปด้วยความนึกสนุกของคุณหนูหวาง มันเริ่มแล้วสินะแผนการกลั่นแกล้งของสกุลหวาง นางอดไม่ได้ที่จะรู้สึกเคือง ถ้าอยากจะหาเรื่องก็ไปหาเรื่องท่านอาหญิงสิ ทำไมต้องดึงนางเข้ามาพัวพันด้วยนะ! 
 
จะบอกให้ลองดีดพิณให้ชมเป็นขวัญตาเหรอ เป็นไปไม่ได้หรอก เรื่องนี้มู่หลิวรู้ตัวดีว่าไม่อาจสู้ฝีมือของน้องสาวได้ มิหนำซ้ำถ้านางดีดล่ะก็ด้วยเคราะห์ที่ตนมีจะต้องทำให้สายพิณขาดบาดมืออย่างแน่นอน แบบเดียวกับเมื่อตอนเด็กๆ ที่หญิงสาวเรียนทีไรต้องเจอเรื่องเช่นนี้เป็นประจำ หากนางดีดเพลงให้ทุกคนในที่นี้ฟัง คงจะเล่นได้แค่ค่อนเพลงเพราะสายพิณที่ขาดทำให้บรรเลงไปต่อไม่ได้อีก 
 
จะยอมให้ตัวเองแสดงทักษะอันน่าขายหน้าไม่ได้เด็ดขาด มู่หลิวหาทางแก้สถานการณ์ด้วยการระบายรอยยิ้มกล่าวว่า
 
“คุณหนูหวางก็กล่าวเกินไป เหอเอ๋อร์ เป็นสตรีที่เก่งด้านดนตรียิ่งกว่าข้ามากนัก หากข้าบรรเลงให้ทุกคนฟังเกรงว่าจะเสียบรรยากาศอันเป็นมงคล ตัวข้าไม่ถนัดในด้านนี้ที่จะพออวดได้บ้างก็มีแค่งานเย็บปักถักร้อยเท่านั้น”
 
หญิงสาวพยายามดึงข้อดีของตนขึ้นมาแทนที่ทักษะด้านดนตรีอันน่าขายหน้า นางเลือกแสดงท่าทีถ่อมตัว หวังว่าพูดถึงขนาดนี้แล้วจะไม่มีคนคะยั้นคะยอให้นางเล่นดนตรีอีก โชคดีที่เหยาฮุ่ยเหอรู้งานจึงเข้ามาช่วยพูด
 
“ใช่แล้ว พี่สาวของข้าเรื่องงานเย็บปักถักร้อยเป็นที่หนึ่งของแคว้น! ลายปักบนอาภรณ์ของข้าทั้งหมดก็เป็นฝีมือของท่านพี่มู่หลิวทั้งนั้น”
 
ว่าพลางเหยาฮุ่ยเหอก็ลุกขึ้นให้ทุกคนได้ยลอาภรณ์ที่นางสวมใส่เต็มตา ลายปักดอกล้วนเต็มไปด้วยสีสันและประณีตดุจใช้ดอกไม้จริงมาประดับ หลายคนที่เห็นชุดของเหยาฮุ่ยเหอและชื่นชมกันมาก่อนหน้านี้แล้ว พอทราบว่าเป็นฝีมือของมู่หลิวยิ่งพากันทึ่งยกใหญ่ คุณหนูใหญ่สกุลเหยาผู้นี้มีฝีมือการปักไม่ธรรมดาจริงๆ!
 
ระหว่างที่คิดว่ามู่หลิวแก้ไขสถานการณ์ได้ดีพอสมควร เสียงทุ้มนุ่มก็เอ่ยแทรกขึ้นมา มันดังอย่างราบเรียบทว่ากลับทิ่มแทงผู้ที่ได้ยินทุกคน
 
“คุณหนูใหญ่แห่งสกุลเหยาคงจะรักน้องสาวมากจริงๆ ทั้งที่ชุดปักของคุณหนูเล็กงดงามเพียงนี้ แล้วเหตุไฉนชุดของคุณหนูใหญ่ถึงได้แตกต่างราววิหคกับไก่เช่นนี้เล่า”
 
คนพูดคือชางฟางซินที่น้อยครั้งจะเปิดปากออกมา นัยน์ตาหงส์เขม่นมองอาภรณ์ลายปักบนตัวเหยาฮุ่ยเหอ บรรยากาศเปลี่ยนไปทันตาเมื่อทุกคนฉุกคิดได้ว่าเหยาฮุ่ยเหอแต่งตัวหรูหราตรงข้ามกับมู่หลิวที่แทบไม่มีอะไรเลย ดูไม่สมฐานะ ซ้ำยังแปลกเกินไป ในเมื่อมู่หลิวสามารถปักผ้าได้งดงามเพียงนี้ เหตุใดจึงไม่ปักให้ตัวเองบ้าง 
 
สายตาของทุกคนเริ่มมองเหยาฮุ่ยเหอและฮูหยินเหยาเปลี่ยนไปประหนึ่งคาดโทษว่ามีความลำเอียงในการเลี้ยงดู ทำให้เหยาปิงหลัวหน้าซีดและเหยาฮุ่ยเหอมีสีหน้ากึ่งๆ ละอายใจ แม้ใจหนึ่งมู่หลิวรู้สึกขอบคุณที่หงส์น้อยเป็นปากเสียงในความอยุติธรรมแทนนาง ทว่าหากปล่อยไปนางที่ยังต้องอยู่ร่วมกับท่านอาหญิงและน้องสาวอีกนานจะเป็นฝ่ายลำบากเสียเอง หญิงสาวจึงแสร้งเป็นพี่สาวแสนดีและหลานสาวกตัญญูช่วยแก้ต่างให้ ได้เห็นสีหน้ากลืนไม่เข้าคายไม่ออกของท่านอาหญิง มันก็คุ้มค่าพอแล้ว
 
“ถูกแล้วเจ้าค่ะ ข้ารักน้องสาวมาก ตอนที่นางมาขอร้องให้ข้าปักชุด ข้าก็ตั้งใจทำอย่างเต็มที่จนหลงลืมชุดของตัวเอง อย่างที่ทุกท่านทราบการปักต้องใช้เวลา หากทำอย่างรีบร้อนก็จะออกมาไม่สวยจับใจผู้คน ข้าทุ่มเทกับลายปักบนชุดของน้องเหอมาก มารู้ตัวอีกไม่กี่วันก็จะถึงวันงานแล้ว ข้าจึงต้องสวมชุดนี้มาร่วมงานแทน หากทำให้ทุกท่านรู้สึกระคายตา ข้าก็ต้องขออภัยด้วยเจ้าค่ะ”
 
มู่หลิวลุกขึ้นแล้วย่อกายคารวะขอโทษทุกคนด้วยความอ่อนน้อม ท่าทางของนางได้ใจใครหลายคนในห้องนี้ คำพูดของหลานสาวทำให้เหยาปิงหลัวที่ถลึงตาใส่มู่หลิวเพราะกลัวว่านางจะพูดจาทำให้เสียหายกว่าเดิมต้องถอนสายตากลับไป สีหน้าดูดีขึ้น ส่วนเหยาฮุ่ยเหอส่งสายตาซาบซึ้งใจมาให้พี่สาว ตรงข้ามกับชางฟางซินที่กระตุกยิ้มเล็กๆ เหมือนจับได้ว่ามู่หลิวกำลังปกปิดความลับของครอบครัวอยู่
 
นางก็ดีใจที่หงส์น้อยพูดเพื่อช่วยนางที่ไม่ได้รับความรักและความใส่ใจที่เพียงพอในครอบครัว ทว่านางไม่อยากให้เดือดร้อนมาถึงเหยาฮุ่ยเหอ น้องสาวไม่ได้ทำอะไรผิดหากถูกผู้อื่นมองไม่ดี มู่หลิวคงรู้สึกเจ็บปวดใจ
 
ในตอนนั้นเองที่เหยาปิงหลัวเริ่มเอาหน้าเพื่อคลี่คลายบรรยากาศอึมครึมนี้ 
 
“หลิวเอ๋อร์เป็นคนแบบนี้ล่ะเจ้าค่ะ เวลาที่นางทุ่มเทกับอะไรบางอย่างแล้วมักจะลืมสิ่งรอบข้างไปหมดเลย ไม่ใช่แค่ว่านางตั้งใจปักให้เหอเอ๋อร์คนเดียว ของขวัญที่มอบในงานมงคลสมรสนางก็ใช้ฝีมือทำให้เช่นกันเจ้าค่ะ”
 
คำกล่าวของท่านอาหญิงทำให้มู่หลิวขมวดคิ้วเพราะนางจำได้ว่าไม่เคยเตรียมของขวัญงานแต่งให้เลย ทว่าคู่บ่าวสาวสกุลหวางกลับมีสีหน้าสนใจขึ้นมา
 
“หากไม่รังเกียจขอพวกเราดูเลยได้หรือไม่”
 
เหยาปิงหลัวไม่ปฏิเสธ เพราะนี่เป็นหนทางที่จะสานสัมพันธ์กับสกุลหวางที่ขุ่นข้องหมองใจกันมานาน ฮูหยินเหยาปรายตาไปทางสาวใช้ของตนให้ยกของขวัญไปให้คู่บ่าวสาวสกุลหวางดู กล่องผ้ากำมะหยี่สีแดงขนาดใหญ่กว่าฝ่ามือเล็กน้อยได้รับการส่งมอบถึงมือของคู่บ่าวสาว สายตาของผู้คนในห้องล้วนจับจ้องไปที่กล่องแดงนั้นเป็นจุดเดียวด้วยความอยากรู้อยากเห็น เมื่อเปิดกล่องออกมาก็พบกับถุงผ้าที่ปักเป็นรูปหงส์คู่ ทุกคนในที่นั้นส่งเสียงฮือฮาทันที 
 
หัวใจของมู่หลิวบีบรัดแน่น ถุงผ้านั่นนางจำได้ว่าปักไว้เพื่อให้ตัวเองใช้ แต่อยู่ดีๆ มันก็หายไป คิดอยู่แล้วเชียวว่าต้องมีคนเอามันไปแน่ ที่แท้ท่านอาหญิงเอาไปมอบเป็นของขวัญให้คู่บ่าวสาวโดยที่ไม่บอกกล่าว!
 
ขณะที่มู่หลิวกำลังขุ่นเคืองใจอยู่นั้น ชางฟางซินมองภาพปักลายหงส์คู่ด้วยความตะลึงพรึงเพริด เกือบจะทำจอกเหล้าหล่น เพราะลายปักนั่นช่างเหมือนของมารดามาก
 
ชางหลิ่งฟาง มารดาของชางฟางซินสิ้นไปตอนที่นางอายุได้สิบขวบ ตั้งแต่ที่คลอดนางออกมามารดาก็ป่วยกระเสาะกระแสะมาตลอด ยามว่างมารดาก็จะนั่งปักผ้าอยู่บนเตียง และลายที่เป็นที่สุดของมารดาก็คือลายหงส์คู่นี้ 
 
“ข้าชอบลายนี้มากเลยขอรับ!” ชางฟางซินในวัยเด็กชื่นชมลายปักหงส์คู่ที่เหมือนกับพวกมันมีชีวิตและโลดออกมาจากผืนผ้าได้ “ในบรรดาลายทั้งหมด ลายนี้เยี่ยมที่สุด!”
 
“มันเป็นลายที่แม่คิดขึ้นมาเองเชียวนะ” ชางหลิ่งฟางว่า สีหน้ามีความภูมิใจอยู่เล็กๆ “เดี๋ยวแม่จะปักลายนี้ให้เจ้าด้วยดีไหมจ๊ะ?”
 
“จริงเหรอขอรับ? ไชโย!”
 
“เดี๋ยวเถอะ คุณชาย อย่ากระโดดโลดเต้นแบบนั้นสิเจ้าคะ!”
 
ต่อให้โดนแม่นมหยางดุ ชางฟางซินก็ไม่สนใจ พุ่งเข้ากอดมารดาของตนด้วยความรักใคร่ 
 
“ข้าจะเก็บรักษาลายปักนี้เป็นอย่างดีเลยขอรับ ข้าสัญญา!”
 
กลับมาปัจจุบันลายนี้ผู้ที่ครอบครองนอกจากชางหางซินแล้วก็มีบิดากับฮูหยินใหญ่เท่านั้น ลายปักหงส์คู่ใช้เวลาทำค่อนข้างนาน มารดาของนางทำได้เพียงสามชิ้นก็สิ้นลมหายใจไปพร้อมกับวิธีการปักลายหงส์คู่นั้น
 
ทว่าคุณหนูใหญ่แห่งสกุลเหยารู้จักลายปักนี้ได้อย่างไรกัน หรือที่นางบอกว่าเคยเจอตนมาก่อนจะเป็นเรื่องจริง แต่มันเมื่อไหร่กัน เหตุใดนางจึงจำอะไรไม่ได้เลย...
 
คราวนี้ชางฟางซินจับจ้องไปที่มู่หลิวแทบไม่วางตา พี่ชายที่นั่งอยู่ด้านข้างมองลายปักที่เรียกได้ว่าเป็นผลงานชิ้นเอก พึมพำออกมาแผ่วเบา
 
“เป็นสตรีที่น่าสนใจดีจริงๆ”
 
แม้จะเอ่ยออกมาด้วยเสียงปานกระซิบ แต่ชางฟางซินที่อยู่ใกล้ได้ยินชัดเจน จึงหันขวับมา
 
“เมื่อกี้ท่านพี่กล่าวว่ากระไร”
 
“ข้าบอกว่าคุณหนูเหยามู่หลิวน่าสนใจดี” ชางหยางชวีเอ่ยยิ้มๆ สายตาทอดมองคุณหนูใหญ่แห่งสกุลเหยาด้วยดวงตาเป็นประกาย “ถึงจะสวมอาภรณ์เช่นนั้นก็ยังมีความงามที่เจิดจ้าออกมาจากภายใน เทียบกับน้องสาวของนางแล้ว ข้าพึงพอใจนางมากกว่าเสียอีก”
 
คนฟังหัวใจดิ่งวูบทันทีที่ได้เห็นสีหน้าอันชอบพอมอบให้กับมู่หลิว ชางฟางซินเริ่มรู้สึกตัวแล้วว่าพี่ชายของนางกำลังสนใจคนที่นางเองก็หมายปองเช่นกัน
 
ชางฟางซินรีบเอ่ยขัดขึ้น “แต่ท่านพี่มีคู่หมั้นคู่หมายแล้วมิใช่หรือ”
 
“ก็ไม่เห็นเป็นไรนี่” ชางหยางชวีว่า รินเหล้าเพิ่มอีกหนึ่งจอก “ตบแต่งภรรยาอีกคนก็ได้”
 
ไม่คิดว่าพี่ชายจะมีความคิดเช่นนี้ ชางฟางซินรู้สึกรับไม่ได้แทนมู่หลิว จะมีสตรีสักกี่คนกันที่ยอมตกเป็นรองของผู้หญิงอื่น หากเป็นนางคงยิ่งกว่ากระอักเลือ
 
“ท่านพี่จะให้นางเป็นภรรยารอง? นางคงไม่ชอบใจนักหรอก”
 
“เจ้าไม่ใช่นางเสียหน่อยจะรู้ได้อย่างไรว่านางจะมิชอบ” ชางหยางชวีสวนกลับไป นัยน์ตาคู่นั้นมองมู่หลิวอย่างหมายมาด “ด้วยฐานะอย่างข้า สตรีคนไหนก็ไม่มีทางปฏิเสธหรอก”
 
ก็เพราะเป็นสตรีเหมือนกันน่ะสิจึงได้รู้ว่ามู่หลิวต้องไม่ชอบใจแน่ ชางฟางซินเริ่มจะหงุดหงินขึ้นมาแล้ว พี่ชายเป็นบุตรของฮูหยินใหญ่ ซ้ำยังได้รับความรักจากบิดาย่อมไม่มีทางรู้หรอกว่า สถานะภรรยารองเป็นอย่างไร ดูท่านแม่ของนางเป็นตัวอย่างก็รู้ได้แล้วว่า หากจะต้องออกเรือนจริง นางจะต้องเป็นภรรยาเพียงผู้เดียวจะมีที่สองหรือที่สามไม่ได้เด็ดขาด!
 
ชางหยางชวีไม่เคยเห็นความเหงาเปล่าเปลี่ยวของฮูหยินรอง เวลาที่รอสามีมาหา ไม่เคยเห็นนัยน์ตาที่แดงช้ำเพื่อสะกดกลั้นไม่ให้หลั่งน้ำตายามที่สามีอยู่กับภรรยาเอก และไม่เคยเห็นความเหินห่างในการพูดคุยฉันท์สามีภรรยาที่เหมือนจะกลายเป็นคนอื่นคนไกลทุกวัน ชีวิตที่แสนเศร้าและน่าหดหู่เช่นนั้น นางไม่มีทางยอมให้เกิดขึ้นกับตัวเองแน่ รวมถึงกับมู่หลิวด้วย
 
ในชั่วพริบตานั้นชางฟางซินก็ได้ตัดสินใจ
 
..................................
 
ผลจากของขวัญนั้นทำให้มู่หลิวกลายเป็นที่ชมชอบของผู้คนในทันที แม้แต่คุณหนูหวางที่ตั้งใจหาเรื่องแกล้งมู่หลิวเล่นๆ ก็ยังเปลี่ยนมาสนใจ เหยาฮุ่ยเหอรู้สึกปวดแปลบขึ้นในใจ ยามที่เห็นสหายถูกดึงไปทีละคนสองคน นางน่าจะรู้สึกยินดีที่พี่สาวหาเพื่อนได้ ทว่าไม่รู้เหตุใดนางจึงรู้สึกมีเปลวไฟแผดเผามอดไหม้อยู่ในอก หรือว่านางจะไม่สบาย
 
พอบอกกับมารดาไป เหยาปิงหลัวก็แค่นยิ้มเย็นชาเอ่ยปากสั่งสอนบุตรสาว
 
“ที่เจ้าเป็นน่ะไม่ได้เกิดจากอาการป่วยหรอก มันคือความริษยาต่างหาก”
 
“ความริษยา...”
 
เหยาฮุ่ยเหอยกมือขึ้นทาบอก มารดาก็พยักหน้ายืนยัน
 
“เจ้าผิดเองนะที่ปล่อยให้พี่สาวตัวดีออกหน้า หากตอนนั้นเจ้าไม่ช่วยพูดสนับสนุนว่าอาภรณ์นี้เป็นฝีมือการปักของมู่หลิว แม่ก็คงไม่ต้องออกหน้าใช้ถุงผ้านั่นเพื่อคลี่คลายปัญหาเรื่องหน้าตาบ้านเรา มู่หลิวน่ะมีเสน่ห์บางอย่างที่เจ้าไม่มี ไม่ต้องใช้มารยาออดอ้อนก็เป็นจุดสนใจได้ ระวังไว้เถอะ เจ้าจะถูกแย่งทุกสิ่งไป!”
 
ถูกแย่งทุกสิ่ง...
 
เหยาฮุ่ยเหอหันไปมองชางหยางชวี ชายในดวงใจที่นางปรารถนามาตลอดทั้งชีวิต บัดนี้สายตาของเขากำลังมองมู่หลิวอยู่ ไม่ใช่แค่นั้นบุรุษอื่นๆ ก็มองพี่สาวของตนเช่นกัน ทั้งที่ปกติพวกเขาจะมองนางเพียงผู้เดียวแท้ๆ
 
ข้ากำลัง... ถูกท่านพี่มู่หลิวแย่งทุกสิ่งทุกอย่างไป
 
ความรู้สึกที่อัดแน่นอยู่ในอกได้เปลี่ยนสีหน้าเหยาฮุ่ยเหอที่บริสุทธิ์ไร้เดียงสาให้กลายเป็นคนเย็นชาในชั่ววูบหนึ่ง 
 
................................
  
หลังงานเลี้ยงรับรองจบลงและส่งตัวบ่าวสาวเข้าเรือนหอเป็นที่เรียบร้อยแล้ว มู่หลิวก็เหมือนได้ปลดปล่อยภาระทั้งหลายออกจากบ่า 
 
งานนี้จะว่ามีเคราะห์ดีมากกว่าเคราะห์ร้าย นางได้เจอหงส์น้อย งานปักก็เป็นที่เลื่องลือ แถมยังได้เพื่อนมาอีก ความรู้สึกกังวลก่อนหน้านี้กลายเป็นเรื่องตลกไปเลยกับผลลัพธ์ที่ได้กลับคืนมา
 
ทว่าพอขึ้นมาบนรถ ยังไม่ทันทีที่รถม้าของพวกนางเคลื่อนออกจากจวน ท่านอาหญิงก็แขวะมู่หลิวในทันที
 
“พอใจไหมที่ได้เป็นจุดสนใจ เจ้ากระทำการออกหน้าออกตาเกินไปแล้วนะ”
 
คนฟังชะงักกึก อารมณ์ดีๆ เปลี่ยนเป็นขุ่นมัว นัยน์ตาฉ่ำน้ำตวัดมองอาของตน 
 
“ท่านอาหญิงกล่าวผิดแล้ว หลิวเอ๋อร์ไม่ได้เป็นคนเรียกร้องความสนใจก่อน แต่เป็นคุณหนูหวางที่พูดขึ้นมาเอง หลิวเอ๋อร์ก็แค่หาทางแก้ต่างให้ตัวเองที่เหลือก็เป็นไปตามทางของมัน”
 
มู่หลิวไม่ยอมรับคำตำหนิใดๆ ที่ไม่มีเหตุผลสมควร หากจะโทษว่าที่มันกลายเป็นเรื่องใหญ่ได้ก็เพราะสกุลเหยาไปสร้างความขัดเคืองให้กับสกุลหวางก่อน เป็นผลให้ทางนั้นหาเรื่องได้ อีกทั้งเหยาปิงหลัวยังถือโอกาสใช้ถุงผ้าลายปักหงส์คู่ขึ้นมาเพื่อเจรจาสงบศึกโดยไม่บอกกล่าว คนที่เชิดชูนางขึ้นมาก็คือท่านอาหญิงต่างหากล่ะ หาไม่แล้วเรื่องทำนองนี้จะเกิดขึ้นได้อย่างไร
 
ทว่าคำพูดของมู่หลิวกลับไปกระทบใจของเหยาฮุ่ยเหอแทน
 
“ใช่สิ ทุกอย่างเป็นเพราะน้องที่ทำให้ท่านพี่ได้ดี! คราวนี้ท่านพี่คงพอใจสินะเจ้าคะ ที่ได้เป็นบุปผาเบ่งบานให้ใครๆ ชื่นชม!”
 
มู่หลิวมองน้องสาวอย่างไม่อยากเชื่อว่าจะได้ยินถ้อยคำประชดประชันออกมาจากปากเด็กสาวที่อ่อนโยนไร้เดียงสาเช่นนี้ ถึงขั้นรู้สึกว่าเรื่องราวมันจะเลยเถิดไปกันใหญ่แล้ว
 
“ทำไมเจ้าถึงพูดแบบนั้น พี่ไม่ได้ปรารถนาจะเป็นอย่างนี้เสียหน่อย น้องก็เห็นว่าคนที่เริ่มเรื่องทุกอย่างก็คือคุณหนูหวาง หาไม่แล้วพี่ก็คงจะนั่งอยู่เงียบๆ ไปจนจบงานนั่นล่ะ”
 
เหยาปิงหลัวยิ้มหยัน “เจ้าก็เอาแต่โทษคุณหนูหวาง หากเจ้าคล้อยตามด้วยการดีดพิณให้ทุกคนฟัง เรื่องเหล่านี้มันก็จบไปแล้ว เจ้าดันแก้ว่าถนัดเย็บปักถักร้อย หลอกใช้เหอเอ๋อร์ช่วยเจ้า จะได้แย่งความสนใจมาจากทุกคนล่ะสิ”
 
ไม่นึกเลยว่าอีกฝ่ายจะคิดอะไรได้ร้ายกาจปานนี้! มู่หลิวรู้สึกโกรธ น้ำเสียงที่เปล่งออกมาเริ่มแข็งกระด้างขึ้นไปทุกที
 
“หลิวเอ๋อร์ขอบอกตามตรงว่าหากให้แสดงฝีมือทางดนตรีออกมาแล้วถูกเปรียบเทียบกับน้องเหอ นอกจากข้าจะเสื่อมเสียชื่อเสียงแล้ว สกุลเหยาก็ต้องพลอยมัวหมองไปด้วย ข้าเชื่อว่าคุณชายชางฟางซินคงมองฝีมือเล่นดนตรีของข้าออกแน่นอนว่าขาดการฝึกซ้อมมานานอย่างที่ไม่น่าจะเป็นไปได้ นั่นอาจจะทำให้เขาโจมตีอีกว่าพวกท่านอาเลี้ยงดูบุตรสาวกับหลานสาวด้วยความลำเอียง อยากจะโดนแบบนั้นหรือเจ้าคะ”
 
เหยาปิงหลัวหรี่ตาลงอย่างอันตราย “เจ้าพูดถึงคุณชายชางฟางซินซะอย่างกับรู้จักกันอย่างนั้นล่ะ”
 
“ก็รู้จักน่ะสิเจ้าค่ะ” มู่หลิวแย้มยิ้มพริ้มพราย “รู้จักกันมานานมากแล้วด้วย”
 
สองแม่ลูกถึงกับอึ้ง โดยเฉพาะเหยาฮุ่ยเหอที่ร้อนรนเป็นที่สุด 
 
“ท่านพี่รู้จักพวกเขาได้อย่างไรกัน! ท่านพี่ไม่เคยออกจากจวนเลยนี่นา!”
 
มู่หลิวขยายความเพิ่ม “เรารู้จักกันมาก่อนที่จะย้ายมาอยู่จวนของพวกท่านอาน่ะ”
 
ความจริงเคยรู้จักกันตั้งแต่ชาติก่อน ถ้าบอกตรงๆ พวกเขาคงหาว่าบ้า นางจึงกลบเกลื่อนเป็นเช่นนี้แทน อย่างไรตอนที่นางอยู่กับบิดามารดามักจะออกงานสังคมอยู่หลายครั้ง จะเคยเจอชางฟางซินสักครั้งก็ไม่น่าแปลกใจ
 
สีหน้าของเหยาปิงหลัวทะมึนลง นัยน์ตาเอ่อล้นด้วยโทสะ “เจ้ารู้จักกระทั่งคุณชายชางหยางชวีด้วยรึ”
 
“คุณชายชางหยางชวี?” มู่หลิวที่คลี่พัดออกมาเพื่อโบกเรียกลมส่ายหน้า “ข้าไม่ได้คุ้นเคยกับเขาเป็นพิเศษ เราไม่เคยเจอกันด้วยซ้ำ”
 
ชาติก่อนก็แค่เคยมองแบบผ่านๆ มาชาตินี้นอกจากหงส์น้อยแล้วนางก็ไม่ได้สนใจในตัวบุตรชายของฮูหยินใหญ่นัก โตมาเค้าหน้าหลายส่วนที่ถอดมาจากฮูหยินใหญ่ก็ทำให้มู่หลิวมองแล้วชังน้ำหน้าได้ด้วยซ้ำ
 
ฟังคำตอบของพี่สาว เหยาฮุ่ยเหอเหมือนจะรู้สึกดีขึ้น ทว่าเหยาปิงหลัวกลับไม่วางใจเพราะนางนึกไม่ถึงว่าหลานสาวจะรู้จักกับคุณชายชางได้ แบบนี้เท่ากับเป็นอุปสรรคใหญ่สำหรับบุตรสาวของนางน่ะสิ
 
เหยาปิงหลัวครุ่นคิดเรื่องนี้มาตลอดทางจนกลับถึงจวน นางไม่สนใจบุตรสาวและหลานสาวได้แต่ปล่อยให้สาวใช้กับแม่นมดูแลเอง ส่วนนางก้าวเท้าเร็วๆ เข้าไปหาสามีในห้องทำงาน
 
เหยาอู๋ สามีของนางกำลังก้มหน้าก้มตาเขียนหนังสือรายงานอย่างขะมักเขม้น พอเห็นภรรยาที่กลับมาจากงานมงคลสมรสมีสีหน้าไม่สู้ดี จึงเอ่ยถาม
 
“มีอะไร ทำไมเจ้าทำหน้าเช่นนั้น”
 
เหยาปิงหลัวเล่าทุกอย่างที่เกิดขึ้นให้สามีฟัง เมื่อเล่าจบนางก็ทำหน้าฮึดฮัดขัดใจ
 
“ทำไมนังเด็กนั่นจึงได้โชคดีมีวาสนากับคุณชายสกุลชาง เรื่องแบบนี้ข้ายอมรับไม่ได้เจ้าค่ะ!”
 
“เจ้าจะไปอิจฉาทำไม” เหยาอู๋ส่ายศีรษะคล้ายเอือมระอา “อย่างไรมู่หลิวก็เป็นหลานในความดูแลของเรา หากนางได้เกี่ยวดองกับสกุลชางนั่นก็ถือเป็นโชคของเรานะ”
 
“เอ๊ะ ท่านคิดจะเข้าข้างมู่หลิวหรือเจ้าคะ!” เหยาปิงหลัวขึ้นเสียงสูง หางตาชี้ขึ้น “แล้วลูกของเราล่ะ ข้าหมายมาดจะให้นางได้แต่งเข้าจวนสกุลชางต่างหากไม่ใช่นังเด็กนั่น!”
 
“...จะใครแต่งเข้าก็ไม่เห็นสำคัญเลยในเมื่อทั้งเหอเอ๋อร์และมู่หลิวก็เป็นคนของสกุลเหยาเหมือนกัน” เขาเลิกเถียงกับภรรยา หันไปตั้งใจทำงานของตนต่อ “ข้าว่าเจ้าน่าจะเลิกแบ่งแยกได้แล้ว มานึกดูมู่หลิวก็โตแล้วเราควรจะมอบสิ่งดีๆ ให้กับนางบ้าง นางจะได้สำนึกบุญคุณและมาเป็นประโยชน์กับพวกเราในภายหลังอย่างไรล่ะ”
 
“ท่านก็เอาแต่ห่วงเรื่องแบบนี้ ผลประโยชน์ต่อสกุลทั้งนั้น เคยคิดถึงหัวอกลูกสาวของเราบ้างไหมเจ้าคะ!” เหยาปิงหลัวไม่ยอมฟังสามี เชิดหน้าขึ้นอย่างทระนง “ไม่รู้ล่ะ เรื่องนี้ข้าไม่มีทางยอมแน่ๆ ถ้าต้องให้มู่หลิวแต่งเข้าสกุลชางล่ะก็ ข้า...”
 
“ขออภัยเจ้าคะ นายท่าน ฮูหยิน”
 
นางพูดยังไม่ทันจบ สาวใช้ที่อยู่ด้านนอกก็ส่งเสียงเรียกออกมา เหยาอู๋รู้สึกเหมือนมีคนช่วยชีวิตให้รอดพ้นจากเสียงแหลมของภรรยาเสียที จึงรีบเอ่ยอนุญาต
 
“เข้ามาได้”
 
สาวใช้นางนั้นเดินเข้ามาอย่างนอบน้อม พร้อมกับถือจดหมายฉบับหนึ่งเอาไว้ กล่าวว่า
 
“มีจดหมายเทียบเชิญจากสกุลชางเจ้าค่ะ”
 
“ว่าไงนะ!”
 
เหยาปิงหลัวจะคว้าจดหมาย แต่เหยาอู๋ไวกว่าคว้าไปอ่านได้ก่อน พอเขามองถ้อยคำในจดหมาย นัยน์ตาก็ฉายแววชอบใจ แต่สำหรับนางแล้วมันให้ความรู้สึกที่ไม่ดีเอาเลย 
 
“ทางนั้นเขียนว่าอะไรบ้างเจ้าคะ
 
เหยาอู๋ยิ้มแป้น เก็บอาการยินดีเอาไว้อยู่ “สกุลชางเชิญมู่หลิวไปที่จวนน่ะ
 
ได้ยินดังนั้นใบหน้าของเหยาปิงหลัวก็เปลี่ยนสีทันที
 
 
*มาลงตามคำเรียกร้องค่ะ เพื่อฉลองหน้าปก ฮ่าๆ ในเมื่อหน้าปกวาดออกมางดงามถึงเพียงนี้ หวังว่าผู้อ่านทุกท่านจะให้การสนับสนุน 'หงส์พิทักษ์ใจ' ทั้งในฉบับรูปเล่มแล้วก็อีบุ๊คนะคะ แล้วก็ขอบคุณสำหรับกำลังใจและความคิดเห็นค่ะ ไรท์เตอร์ได้รับพลังงานเต็มร้อยเลย ขอบคุณจริงๆ นะคะ 
Winner Theme พุยพุย
ให้กำลังใจนักเขียน
นักเขียนได้รับกำลังใจแล้ว!
นักเขียนได้รับกำลังใจแล้ว 2 ครั้ง

นิยายที่ผู้อ่านนิยมอ่านต่อ

loading
กำลังโหลด...

18 ความคิดเห็น

  1. #17 Maoyu-i (จากตอนที่ 6)
    วันที่ 29 สิงหาคม 2560 / 23:30
    น้องสาวเปลี่ยนมาร้ายซะงั้น ไรท์แต่งสนุกดีค่ะ เนื้อเรื่องดำเนินเร็ว ไม่ยื้อเยื้อดี สำนวนก็โอเค อ่านแล้วเข้าใจ ^^
    #17
    1
    • #17-1 rikyo maika(จากตอนที่ 6)
      30 สิงหาคม 2560 / 06:41
      ขอบคุณมากค่ะ
      #17-1
  2. #14 jaae28 (จากตอนที่ 6)
    วันที่ 24 สิงหาคม 2560 / 20:43
    ????????????
    #14
    0