หงส์พิทักษ์ใจ (Yuri)

ตอนที่ 7 : พิทักษ์ครั้งที่ 6 เยือนจวนสกุลชาง

  • เนื้อหานิยายตอนนี้เปิดให้อ่าน
  • View : 262
    จำนวนคนให้กำลังใจ : 4 ครั้ง
    29 ส.ค. 60

พิทักษ์ครั้งที่ 6 : เยือนจวนสกุลชาง
 
“เมื่อกี้ท่านพี่บอกว่าส่งจดหมายเทียบเชิญคุณหนูมู่หลิวหรือ”
 
ในยามสายที่แสงแดดเริ่มแผดจ้าจนไม่สามารถทนนั่งตากแดดอยู่ด้านนอกไหว ชางฟางซินที่เพิ่งจะเสร็จจากการฝึกซ้อมวรยุทธ์กำลังนั่งเช็ดกระบี่อยู่ในห้องพอได้ยินสิ่งที่พี่ชายบอก นางก็เกือบจะทำกระบี่หลุดมือ
 
“ถูกแล้วข้าเพิ่งส่งเทียบเชิญไปเมื่อวันก่อน ก็หลังจากงานมงคลสมรสของสกุลหวางเสร็จสิ้นแล้วล่ะนะ” ชางหยางชวียิ้มรื่นรมย์ มือไล้ไปตามกระบี่ของตัวเองคล้ายกับกำลังเพลิดเพลิน “เดี๋ยววันนี้นางก็จะมาแล้ว”
 
ลงมือรวดเร็วเกินไปแล้ว! ชางฟางซินลอบตระหนก พี่ชายของนางเอาจริงเอาจังในการรับมู่หลิวมาเป็นภรรยาถึงเพียงนี้เชียว สถานการณ์นับว่าอันตรายอย่างยิ่ง นางรีบปั้นหน้าให้ดูสุขุมเอ่ยเตือนอีกฝ่าย
 
“ท่านพี่ไม่คิดว่ามันกะทันหันไปหน่อยหรือที่เชิญคุณหนูมู่หลิวมา มันออกจะไม่เหมาะไม่ควร นางอาจถูกคำครหา...”
 
ชางหยางชวีโบกมือ ตัดบทคำพูดของนางกลางคัน “ข้าไม่สนใจหรอก ถ้านางได้รับคำครหาเพียงเพราะข้าเป็นต้นเหตุ ข้าก็จะรับผิดชอบเอง อีกอย่างที่ข้าทำเช่นนี้ก็เพื่อจะเป็นการเตือนคุณชายสกุลอื่นด้วยว่านางเป็นคนที่ข้าหมายปอง ใครจะได้ไม่กล้ามาแย่ง”
 
หากดูจากภายนอกชางหยางชวีเป็นคนที่ดูสุภาพนุ่มนวลดุจต้นไผ่ที่ให้ความรู้สึกสบายใจ และเป็นคนที่ดูมีคุณธรรมสูงส่ง แต่ชางฟางซินรู้จักพี่ชายเป็นอย่างดีว่าอีกฝ่ายเป็นคนที่ทะเยอทะยานขนาดไหน ทั้งยังชอบการเอาชนะ ชอบที่จะเป็นจุดสนใจและเป็นบุคคลที่ทุกคนให้ความสำคัญเป็นอันดับต้นๆ ถ้าจะให้พูดก็คือนิสัยของชางหยางชวีไม่ต่างอะไรจากมารดาผู้ให้กำเนิดเลย ไม่จำเป็นต้องดูหน้าแค่นิสัยก็บอกได้แล้วว่าใครเป็นผู้อบรมเลี้ยงดูมา เล่นถอดแบบกันมาซะขนาดนี้
 
“ท่านพี่บอกเรื่องนี้กับท่านพ่อแล้วก็ฮูหยินใหญ่แล้วหรือ” ชางฟางซินเริ่มหาทางขัดขวางด้วยการเอาบุคคลที่เป็นใหญ่ในจวนสกุลชางขึ้นมา “ท่านพี่ทำโดยพลการอาจจะทำให้พวกท่านไม่ค่อยชอบใจนัก”
 
“ท่านแม่ไม่มีปัญหาหรอกนะ แต่ท่านพ่อ...” พี่ชายของนางขมวดคิ้ว ขณะเก็บกระบี่เข้าฝักเสียงดังเคร้ง “ข้าแจ้งให้ท่านพ่อทราบแล้ว แต่ท่านไม่ได้ห้ามอะไร ข้าจึงคิดว่าคงไม่มีปัญหา”
 
ดูจากท่าทางชางหยางชวีแล้วคงจะกังวลความคิดของบิดาอยู่เช่นกัน ชางฟางซินมีสีหน้าดีขึ้นเล็กน้อย บิดาไม่ได้เอ่ยคัดค้านแต่ก็ไม่ได้สนับสนุน บางทีอาจจะกำลังพิจารณาผลประโยชน์จากการแต่งงานกับมู่หลิวอยู่ก็ได้ หากเป็นเช่นนั้นก็ไม่ใช่ว่าจะไร้หนทางเกลี้ยกล่อม 
 
“ถ้าท่านพี่คิดถี่ถ้วนดีแล้วก็เอาเถอะ” ชางฟางซินแสร้งทำเป็นยอมคล้อยตามขณะที่คิดแผนการขัดขวางในภายหลัง นัยน์ตาหงส์เป็นประกายวาบสะท้อนอยู่บนกระบี่ “แต่ดูจากลักษณะของคุณหนูมู่หลิวแล้ว ข้าคิดว่านางคงไม่ใช่สตรีที่จะยอมเป็นอนุให้หรอกนะ”
 
เป็นถึงคุณหนูแห่งสกุลเหยาสายหลัก แต่กลับต้องมาเป็นอนุเนี่ย ช่างไม่สมฐานะเอาเสียเลย
 
“ก็อาจจะ แต่ข้ามั่นใจว่านางจะยอม” ชางหยางชวีพูดด้วยความมั่นใจเต็มเปี่ยม รอยยิ้มละมุนผุดขึ้นบนดวงหน้าชวนมองนั้น “เจ้าคงมองออกเรื่องสภาพครอบครัวของนางกระมังว่าไม่ได้อยู่ดีนัก ถ้านางต้องการจะหลุดพ้นอย่างไรก็ต้องแต่งงานกับข้าเท่านั้นล่ะ”
 
ชางฟางซินยั้งตัวเองไม่ให้กลอกตา อยากจะฟันความมั่นใจของพี่ชายให้ขาดเป็นสองท่อนเสียเหลือเกิน จริงอยู่ว่ามู่หลิวน่าจะใช้ชีวิตในจวนนั้นอย่างยากลำบาก แต่คงไม่มีทางยอมแต่งกับชางหยางชวีแน่ ดูก็รู้ว่ามู่หลิวเป็นสตรีที่ฉลาด นางเชื่อว่าการเป็นอนุของผู้อื่นก็อาจจะแย่พอๆ กันหรืออาจจะหนักกว่าเพราะต้องอยู่ในฐานะนั้นไปชั่วชีวิต มู่หลิวต้องเลือกทางที่ดีให้กับตัวเองอย่างรอบคอบ ไม่ตกลงปลงใจเพียงเพราะเป็นชางหยางชวีหรือจวนสกุลชางหรอก
 
ชางหยางชวีพูดอย่างนึกขึ้นได้ “ในฐานะที่เจ้าเองก็เป็นส่วนหนึ่งของจวนสกุลชาง เจ้าควรจะมาพบว่าที่พี่สะใภ้ด้วย ความสัมพันธ์ในครอบครัวก็เป็นสิ่งจำเป็นนะ"
 
ถึงขั้นเรียกมู่หลิวว่าเป็นว่าที่พี่สะใภ้เลยเหรอ คนที่เกิดมาดีพร้อมทุกอย่าง มั่นใจในตัวเองจนน่าหมั่นไส้ขนาดนี้ทุกคนหรือเปล่านะ ชางฟางซินคิดแล้วก็รู้สึกปวดหัวพลางเก็บกระบี่เข้าฝัก 
 
“ในเมื่อคุณหนูมู่หลิวจะมา เราก็ควรจะเตรียมตัว ท่านพี่น่าจะเปลี่ยนชุดเสียใหม่เพื่อให้เกียรติที่นางมาเยือน”
 
“เจ้าพูดถูก” ชางหยางชวีพยักหน้าพลางลุกขึ้น ก่อนจะมองน้องของตน “เจ้าเองก็ควรไปอาบน้ำเปลี่ยนเสื้อผ้าเสียด้วย กลิ่นเลือดบนตัวเจ้าอาจทำให้นางไม่สบายใจได้ ตอนเช้าเจ้าไม่น่าไปล่าสัตว์เลย”
 
ชางฟางซินชะงัก ริมฝีปากคลี่ยิ้มบางๆ รู้สึกดีใจที่พี่ชายไม่จับสังเกตว่ากลิ่นเลือดบนตัวนางไม่ได้เกิดจากการออกไปล่าสัตว์เพียงอย่างเดียว แต่มาจากรอบเดือนของนางด้วย
 
“ท่านพี่ผิดเองที่ไม่เตือนข้าก่อน ข้าแค่เบื่อเลยออกไปทำอะไรฆ่าเวลา ใครจะรู้ว่าวันนี้มีแขกมาเยือนกันเล่า วางใจเถอะข้าจะใส่กำยานกลบกลิ่นนี้ให้”
 
เมื่อได้ยินคำรับปากชางหยางชวีก็ออกไปจากห้องเพื่อไปเตรียมตัว ทางด้านชางฟางซินยกมือจับท้องน้อยของตัวเอง สงสัยเพราะอากาศร้อนประกอบกับความเครียดเลยทำให้รอบเดือนของนางคราวนี้หนักหนาเป็นพิเศษ หากเป็นสตรีอื่นคงต้องลงไปนอนซมอยู่บนเตียงแล้วแน่ๆ ทว่าไม่ใช่สำหรับนาง อย่างน้อยก็ไม่ใช่ตอนนี้นางจะต้องอดทนเอาไว้ก่อน เพื่อช่วยมู่หลิวให้รอดพ้นเงื้อมมือของพี่ชาย...
 
.................................
 
ล่วงถึงยามอุ้ย(1) รถม้าที่มีผู้โดยสารสามคนอันประกอบด้วยมู่หลิว เหยาฮุ่ยเหอและเหยาปิงหลัวก็มาถึงจวนสกุลชาง ในจดหมายแม้จะเขียนเจาะจงชื่อของมู่หลิว แต่เหยาปิงหลัวก็ไม่ยอมให้นางไปคนเดียวโดยใช้เหตุผลอ้างว่ามันไม่เหมาะไม่ควร ซึ่งมู่หลิวก็ไม่ได้คัดค้านอะไรเพราะนางก็คิดเห็นแบบเดียวกัน ต่อให้ท่านอาหญิงไม่ไป นางก็จะลากเหยาฮุ่ยเหอไปด้วยกัน นางจะไม่ยอมเสียชื่อด้วยการตกเป็นที่ติฉินนินทาของชาวบ้านหรอก
 
เมื่อรถม้ามาเทียบอยู่หน้าจวนแล้ว หัวใจของมู่หลิวคล้ายกับมีเชือกรัดแน่น ความทรงจำในชาติก่อนของนางผุดขึ้นมาราวกับเรื่องที่เกิดขึ้นเพิ่งจะผ่านไปไม่นานมานี้เอง ทั้งที่ความจริงทุกอย่างมันผ่านมาหลายสิบปีแล้ว
 
จวนสกุลชางยังคงเหมือนเดิม แต่ก็มีข้ารับใช้หน้าใหม่อยู่เยอะเช่นกัน นึกไม่ถึงว่านางจะได้กลับมาที่นี่อีกครั้ง ไม่ใช่ฐานะสาวใช้ต้อยต่ำอีกต่อไป แต่เป็นถึงคุณหนูใหญ่แห่งสกุลเหยาที่ทุกคนต้องให้ความเคารพนาง
 
มุมปากของมู่หลิวเชิดขึ้น ดูท่าที่หงส์น้อยเคยบอกไว้จะเป็นจริงแล้ว นางมาที่นี่เพื่อให้พวกเขาได้ชดใช้ในสิ่งที่ทำกับนางไว้ คอยดูเถอะจะใช้ให้คุ้มค่าเลย
 
เหยาปิงหลัวลงจากรถม้าเป็นคนแรก ตามมาด้วยเหยาฮุ่ยเหอที่ดูจะตื่นตาตื่นใจกับจวนสกุลชางมากจนนัยน์ตานั้นไม่สามารถปกปิดประกายแห่งความยินดีไปได้เลย ตรงข้ามกับมู่หลิวที่ลงมาจากรถม้าอย่างเยือกเย็น ความทรงจำที่มีทั้งทุกข์และสุขปนเปกัน ทำให้ใจนางปวดร้าวยิ่งนัก จนไม่อยากเข้าจวนเลยด้วยซ้ำ
 
พ่อบ้านของสกุลชางออกมาต้อนรับทั้งสามก่อนจะพาไปยังห้องรับรอง มู่หลิวแอบสำรวจจวนเก่าที่นางเคยอยู่ก็พบว่ามีการตกแต่งขึ้นมาใหม่อยู่บ้าง ทว่าส่วนใหญ่แล้วก็จะคงเดิม หากเดินเลี้ยวซ้ายไปทางนี้จะเจอเรือนของฮูหยินรอง... ในการพบกันครั้งนี้นายหญิงของนางจะมาเข้าร่วมด้วยไหมนะ หวังเหลือเกินว่าจะได้พบอีกสักครั้ง
 
ระหว่างที่มู่หลิวกำลังใจลอยพวกเขาก็มาถึงที่หมาย พ่อบ้านส่งเสียงบอกคนข้างในเมื่อได้รับอนุญาตแล้วบานประตูถึงได้เปิดออก มู่หลิวจำได้ว่ามันคือห้องรับรองใหญ่ที่ใช้ต้อนรับแขกคนสำคัญ ข้าวของภายในจึงหรูหราแสดงฐานะจวนสกุลชางมิให้ใครมาข่มได้ การที่ทางนั้นใช้ห้องนี้ต้อนรับแสดงว่านางเป็นบุคคลที่สำคัญมาก รู้อย่างนี้แล้วมู่หลิวไม่ค่อยสบายใจนัก เกรงว่าเบื้องหลังบานประตูนี้จะพานางไปสู่หนทางอันน่าอึดอัดเสียแล้ว
 
เมื่อเปิดประตูเข้าไปก็มีบุคคลสามคนนั่งคอยอยู่ก่อนแล้ว นั่นคือฮูหยินชางลู่หลิน คุณชายชางหยางชวีและคุณชายชางฟางซิน
ได้เจอหน้าฮูหยินใหญ่อีกครั้ง ความแค้นที่มอดไปแล้วพลันปะทุขึ้น มู่หลิวเกือบจะลืมตัวถลึงตาใส่ชางลู่หลิน ดีที่ว่าท่านอาหญิงทำการคารวะพอดี นางจึงรีบก้มหัวลงและย่อกายตาม
 
“คารวะ ฮูหยินชาง คุณชายชางทั้งสอง”
 
“ไม่จำเป็นต้องทำการคารวะหรอก รีบลุกขึ้นเถิด” ชางลู่หลินปราดเข้าไปประคองเหยาปิงหลัวขึ้นมา ราวกับพี่สาวที่ดูแลน้องสาว จากนั้นก็ประคองมานั่งใกล้ๆ กัน “เราก็หาใช่คนอื่นคนไกล ท่านแม่ทัพกับเจ้ากรมอาญาก็เป็นเพื่อนกัน เช่นนั้นเราก็เหมือนเป็นญาติกันด้วย”
 
มู่หลิวที่นั่งลงตามท่านอาหญิงอยากจะอาเจียนในความปากหวานของฮูหยินใหญ่ ทำได้แค่เบือนหน้าหนี ขณะที่เหยาปิงหลัวกลับตกหลุมอย่างง่ายดาย ดูจากแก้มที่แดงระเรื่อ กับริมฝีปากที่สะกดกลั้นไม่ให้ฉีกยิ้มกว้างอยู่นั้นก็เพียงพอจะบอกได้แล้วว่ายินดีแค่ไหน
 
“เช่นนั้น น้องก็จะไม่เกรงใจ น้องขอเรียกฮูหยินชางว่าท่านพี่ลู่หลินได้หรือไม่เจ้าคะ”
 
“ได้สิ ตามที่เจ้าปรารถนา” ฮูหยินใหญ่เอ่ยอย่างใจกว้าง ก่อนจะหันมามองสตรีที่อ่อนวัยทั้งสอง “คนไหนคือหลิวเอ๋อร์?”
 
จำใจต้องหันไปสบตาอย่างเสียไม่ได้ รู้สึกหวั่นใจอยู่นิดๆ ว่าฮูหยินใหญ่จะจำนางได้เพราะเค้าหน้าในชาตินี้กับชาติก่อนไม่ได้แตกต่างกันเท่าไหร่นัก ทว่ามาถึงขั้นนี้แล้วนางต้องเผชิญหน้ามันไป
 
“เป็นข้าเองเจ้าค่ะ”
 
"งั้นทางนี้ก็คือคุณหนูเหยาฮุ่ยเหอ จวนสกุลเหยาช่างมีโชคนักได้สตรีที่งามพร้อมถึงสองคน”
 
ฮูหยินใหญ่พิจารณามู่หลิวเพียงครู่เดียวก่อนจะเบนสายตาไปทางเหยาฮุ่ยเหอซึ่งดูจะพึงใจมากกว่า โล่งอกที่ชางลู่หลินจำนางไม่ได้ แต่ก็ผ่อนคลายได้เพียงไม่นาน ฮูหยินใหญ่ก็มาคุยกับนางอีกครั้
 
“ข้าได้ยินคำร่ำลือเรื่องฝีมือการเย็บปักอยู่เหมือนกัน ดูจากชุดที่หลิวเอ๋อร์กับฮุ่ยเอ๋อร์สวมใส่ก็คงเป็นฝีมืองานปักของเจ้าทั้งนั้นสินะ”
 
วันนี้เพื่อไม่ให้ถูกเล่นงานแบบเดิมอีก เหยาปิงหลัวยอมให้มู่หลิวแต่งตัวสวยๆ ได้ แต่ก็ไม่ควรเด่นเกินหน้าเกินตาน้องสาวอีกเช่นเคย เนื่องจากเวลาจำกัดนางจึงต้องงัดเอาเสื้อผ้าเก่าๆ มาตัดใหม่ ปักลายเพิ่มขึ้นไปอีกหน่อยจนผลออกมาเป็นที่น่าพอใจ อาภรณ์สีชมพูและฟ้าดูงามตาด้วยลายปักดอกเจี้ยนหลัน(2) ช่วยเสริมให้มู่หลิวดูดีกว่าตอนไปงามมงคลสมรสของสกุลหวาง แต่อย่างไรก็ตามเมื่อเทียบเคียงกับน้องสาวแล้ว ก็ยังคงงามน้อยกว่าอยู่ดี
 
“อย่างที่ฮูหยินชางเห็น ทั้งหมดเป็นฝีมือการปักของหลิวเอ๋อร์เองเจ้าค่ะ”
 
มู่หลิวตอบออกไปตามตรง ทำให้ชางลู่หลินพยักหน้าอย่างพึงพอใจ
 
“เป็นดังที่อาชวีว่าจริงๆ ข้าคิดถูกแล้วที่ตัดสินใจเลือกหลิวเอ๋อร์ ถ้าเป็นนางล่ะก็ต้องช่วยปักชุดให้ข้าได้แน่”
 
คิดแล้วว่าที่เชิญนางมาต้องมีจุดประสงค์บางอย่าง แต่ที่แท้ก็มาเพื่อมาช่วยเรื่องชุดของฮูหยินใหญ่นี่เอง คิดได้ดังนั้นมู่หลิวก็เกือบผุดรอยยิ้มหยันออกมา ทว่าวาจากลับกล่าวไปอีกอย่าง
 
“ฮูหยินชางต้องการจะให้หลิวเอ๋อร์ปักชุดให้หรือเจ้าคะ”
 
ชางลู่หลินระบายรอยยิ้มน้อยๆ “ใช่แล้ว ฝีมือของเจ้าดูดีกว่าช่างตัดเย็บในเมืองหลวงเสียอีก ข้าเชื่อว่าหากเป็นหลิวเอ๋อร์ต้องสร้างความประทับใจให้กับข้าได้แน่”
 
หากเป็นคนอื่นคงรู้สึกเป็นเกียรติที่ฮูหยินสกุลชางขอให้ปักชุด แต่สำหรับมู่หลิวนั้นตรงกันข้าม นอกจากจะไม่ยินดีแล้วยังคิดว่ามันออกจะยุ่งยากอีกด้วย ความแค้นที่สั่งสมมาแต่ชาติปางก่อนยังไม่ทันจางหายเลย หากนางต้องมานั่งปักชุดให้ชางลู่หลิน ให้ตายยังไงคงไม่มีทางสวยเพราะฝีเข็มที่ปักคงเต็มไปด้วยความแค้นเปี่ยมล้น!
 
“เกรงว่าหลิวเอ๋อร์จะทำให้ไม่ได้เจ้าค่ะ” มู่หลิวตอบ นัยน์ตาที่ฉ่ำน้ำคู่นั้นหลุบลงเสมือนลำบากใจในการร้องขอ “หากหลิวเอ๋อร์ปักชุดให้กับฮูหยินชางทั้งที่ไม่ใช่คนในครอบครัวหรือญาติกัน อาจจะไม่ค่อยดีนักเจ้าค่ะ”
 
ท่านอาหญิงเหมือนจะเห็นด้วยในเรื่องนี้ประกอบกับไม่ต้องการให้หลานสาวทำอะไรข้ามหน้าข้ามตาจึงเอ่ยปากกับชางลู่หลินด้วยความเสียใจสุดซึ้ง
 
“ท่านพี่ลู่หลิน น้องเสียใจจริงๆ นะเจ้าค่ะ แต่อย่างที่หลิวเอ๋อร์พูดมันคงมิเหมาะมิควร อย่างไรน้องจะแนะนำช่างปักเก่งๆ ให้สักคนหนึ่งเป็นอย่างไรเจ้าคะ คนที่ปักดีกว่าหลิวเอ๋อร์ยังมีอยู่อีกเยอะเลย”
 
สีหน้าของชางลู่หลินเหมือนกำลังหงุดหงิดที่ถูกขัดใจ ทว่าชางหยางชวีกลับแตะข้อศอกของมารดาไว้ บอกกับครอบครัวสกุลเหยาว่า
 
“เรื่องนั้นไม่ต้องกังวลไป หากมีคนถามก็จะบอกไปว่าได้รับการไหว้วานมา เพียงเท่านี้ผู้อื่นคงไม่ว่าอะไร และข้ายังจะจ่ายเงินสำหรับการช่วยครั้งนี้ให้ด้วย คุณหนูมู่หลิวลองพิจารณาเถิดนะ”
 
ต่อให้จ่ายเงินมาก็เถอะ มันคุ้มค่าหรือไม่ที่ต้องเสียชื่อเสียงไปกับเรื่องนี้ มู่หลิวชั่งวัดออกมาแล้วผลไม่เป็นที่น่าพอใจเท่าไหร่ จึงตัดสินใจจะปฏิเสธโดยการเอาชื่อคนผู้หนึ่งขึ้นมา
 
“หลิวเอ๋อร์ขอบคุณที่ฮูหยินชางชื่นชมฝีมือการปักมากขนาดนี้ แต่ว่าหลิวเอ๋อร์ฝีมือยังด้อยนัก หากเทียบกับฝีมือของฮูหยินชางหลิ่งฟาง เหตุใดท่านไม่ลองขอจากฮูหยินรองดูเล่าเจ้าคะ”
 
ชื่อของชางหลิ่งฟาง ทำให้ผู้ฟังหลายคนในที่นี้ตกใจ โดยเฉพาะชางลู่หลินที่ถึงกับมือสั่นนิดๆ รอยยิ้มก็จืดจางลงไปถนัดตา พิจารณามองมู่หลิวใหม่
 
“หลิวเอ๋อร์รู้จักฮูหยินรองของเราด้วยหรือ”
 
“เจ้าค่ะ หลิวเอ๋อร์เคยเจอครั้งสองครั้งตอนยังเด็ก” มู่หลิวโกหกเรื่องที่เคยเจอเพื่อปกปิดความจริง “หลิวเอ๋อร์เคยได้เห็นฮูหยินรองปักถุงผ้าลายหงส์คู่ มันงดงามมากเสียจนหลิวเอ๋อร์หลงใหลในการปัก จะว่าเป็นเหมือนบุคคลที่หลิวเอ๋อร์ชื่นชมก็ได้เจ้าค่ะ”
 
นางลอบสังเกตคนในครอบครัวสกุลชาง คิ้วโค้งของฮูหยินใหญ่ขมวดเข้าหากันเหมือนกับเริ่มจะไม่ชอบใจขึ้นมาแล้ว ชางหยางชวีเองก็มีสีหน้าไม่ต่างจากมารดานัก ส่วนชางฟางซินกลับจับจ้องมองมู่หลิว นางจึงสบสายตากลับไป แล้วยิ้มอย่างอ่อนโยน
 
“จะว่าไป... ทั้งที่คุณชายฟางซินอยู่นี่ แล้วมารดาของท่านไม่มาด้วยกันหรือเจ้าคะ”
 
หงส์น้อยของนางแผ่บรรยากาศหม่นหมองออกมา ก่อนจะตอบว่า 
 
“คุณหนูมู่หลิวไม่รู้หรอกรึ มารดาของข้าได้สิ้นไปแล้วเมื่อสิบกว่าปีก่อน”
 
ประโยคนั้นเป็นดั่งฟ้าผ่าลงกลางใจของมู่หลิวเข้าอย่างจัง เสียงที่เปล่งออกมาแหบแห้งแทบจะไม่ได้ยิน
 
“สิ้นแล้ว... อะไรกัน”
 
เห็นใบหน้าที่ซีดขาวของคุณหนูใหญ่ ชางฟางซินเริ่มเป็นห่วง จึงพูดเพิ่มเพื่อให้มู่หลิวสบายใจ
 
“ท่านแม่ของข้าเจ็บป่วยเรื้อรังมานาน และต้องอยู่กับความทรมานมาโดยตลอด ข้าคิดว่าท่านแม่จากไปก็เท่ากับได้หลุดพ้นแล้ว เจ้าอย่าได้เสียใจไปเลยนะ”
 
นั่นสินะ บางทีการตายก็อาจจะดีกว่าก็ได้ ทว่านางก็อดเศร้าไม่ได้อยู่ดี อุตส่าห์มาเกิดใหม่แล้วแต่นางก็ไม่มีโอกาสได้พบนายหญิงอีก และจะไม่มีวันได้เจออีกต่อไปด้วย... 
 
“...ชีวิตของข้าเกิดเรื่องขึ้นมากมายทำให้ไม่ได้ทราบข่าวคราวของฮูหยินรอง” มู่หลิวก้มหน้าลงเล็กน้อย เส้นผมที่พลิ้วระลงมา ทำให้นางดูเศร้าสร้อยแม้จะไม่มีน้ำตา “ข้าขอแสดงความเสียใจต่อคุณชายฟางซินและครอบครัวสกุลชาง ขออภัยที่ข้าทำให้พวกท่านรู้สึกไม่สบายใจ”
 
“ไม่เป็นไร” ชางฟางซินเป็นคนเอ่ยขึ้นมาก่อน บนดวงหน้าอันเย็นชาผุดรอยยิ้มที่หาได้ยากยิ่ง “ท่านแม่คงดีใจที่คุณหนูมู่หลิวยังคงคิดถึงท่าน”
 
มู่หลิวเงยหน้าขึ้นสบกับนัยน์ตาหงส์ที่มองมาอย่างลึกซึ้ง บรรยากาศที่อวลอยู่รอบๆ คนทั้งสองกีดกันคนอื่นออกไปนอกวง ชางหยางชวีเริ่มเคืองขึ้นมาที่ชางฟางซินทำท่าจะมายุ่งกับสตรีที่ตนหมายปองจึงเอ่ยปากไล่แบบสุภาพ
 
“ฟางซิน ข้าจำได้ว่าตอนเย็นมีธุระที่ต้องไปจัดการไม่ใช่หรือ ไยไม่รีบไปเตรียมตัวล่ะ”
 
ดวงตาของชางฟางซินแปรเปลี่ยนเป็นโกรธขึ้งที่พี่ชายมาพูดขัด ทว่าก็มีงานรออยู่จริงๆ จึงไม่อาจปฏิเสธได้ ขณะคิดหาทางเพื่อให้ได้อยู่ต่อ มู่หลิวกลับพูดแทรกขึ้นมา
 
“ถ้าเช่นนั้นหลิวเอ๋อร์ก็ขอตัวกลับเช่นกันเจ้าค่ะ”
 
คุณหนูใหญ่แห่งสกุลเหยาลุกขึ้นแล้วย่อกายคารวะ การกระทำที่ปุบปับแบบคาดเดาความคิดไม่ออกทำให้ทุกคนอึ้ง ก่อนที่ฮูหยินชางจะเรียกรั้งเอาไว้
 
“เดี๋ยวก่อนสิหลิวเอ๋อร์ เจ้าเพิ่งจะมาถึงนี่เองนะ พักให้หายเหนื่อย ทานขนมทานน้ำชาก่อนค่อยกลับเถอะ วันนี้ข้าได้ชาปี้หลัวชุน(3) มา ลองดูเสียหน่อยเถิด”
 
“หลิวเอ๋อร์ ทำอะไรแบบนี้มันเสียมารยาทรู้ไหม”
 
ท่านอาหญิงแทบจะถลึงตาใส่มู่หลิว แต่นางไม่สนใจย่อกายลงอีกครั้ง กล่าวด้วยน้ำเสียงราบเรียบแฝงความเศร้าสร้อย
 
“ท่านอาหญิงกับน้องเหออยู่กับฮูหยินชางไปก่อนเถิดเจ้าค่ะ ข้าขอกลับก่อนเพียงผู้เดียว หลิวเอ๋อร์รับทราบข่าวอันน่าเศร้าของฮูหยินรองแล้ว ไม่อาจจะ... ทนได้อีกต่อไป ฮูหยินชาง คุณชายทั้งสองขออภัยที่ข้าเสียมารยาท แต่ข้าต้องขอตัวกลับจริงๆ เจ้าค่ะ”
 
ว่าแล้วก็ไม่ยอมให้ใครบอกอนุญาต มู่หลิวก็ก้าวฉับๆ ออกจากห้องไปทันที ปล่อยให้คนที่เหลือพากันรู้สึกแตกแยกไปคนละทาง ชางฟางซินรั้งรออยู่ครู่หนึ่ง ก่อนตัดสินใจลาเพื่อไปธุระแต่แท้ที่จริงแล้วไล่ตามมู่หลิวไป
 
.....................................
 
ออกมาจากที่รับรองแขก เห็นเรือนร่างผอมบางของคุณหนูสกุลใหญ่เดินอยู่ลิบๆ ก็อดทึ่งไม่ได้ว่าเจ้าตัวเป็นคนที่เดินเร็วกว่าที่คิด ชางฟางซินจึงกึ่งเดินกึ่งวิ่งไปหานาง เมื่ออยู่ในระยะที่ใกล้พอจึงส่งเสียงเรียกเบาๆ เพื่อไม่ให้มู่หลิวตกใจเหมือนกับครั้งที่แล้ว
 
“ประเดี๋ยวก่อนคุณหนูมู่หลิว”
 
เจ้าของชื่อหันมาโดยพลัน รอยยิ้มแปลกประหลาดผุดขึ้นบนดวงหน้าคุณหนูใหญ่สกุลเหยา ทำให้ชางฟางซินต้องชะงักเพราะนางคาดว่าจะได้เห็นสีหน้าที่ซีดเซียวหรือไม่ก็นัยน์ตาที่แดงก่ำเพราะจะร้องไห้เสียอีก 
 
“ถูกเรียกว่าคุณหนูมู่หลิวเนี่ย ทำให้ข้ารู้สึกพิกลนัก เรียกข้าว่าหลิวเอ๋อร์จะดีกว่า”
 
ชางฟางซินอึ้งกับความใจกล้าของอีกฝ่ายอีกรอบ ก่อนจะส่ายหน้า “ไม่ได้ หากข้าเรียกเจ้าว่าหลิวเอ๋อร์คนอื่นจะมองในทางไม่ดี”
 
“ข้าก็ไม่ได้บอกว่าให้เรียกต่อหน้าคนอื่นเสียหน่อย ถ้ามีคนอื่นอยู่ด้วย เจ้าก็เรียกข้าว่าคุณหนูมู่หลิว แม่นางมู่หลิวหรืออะไรก็ตามแต่เลย” หญิงสาวว่าพลางขยับตัวเข้ามาใกล้ชางฟางซิน ได้กลิ่นหอมของดอกไม้ลอยมาจากร่างของคุณหนูใหญ่แห่งสกุลเหยา เหมือนกับที่ข้าจะเรียกว่าเจ้าหงส์น้อย”
 
“เจ้าต้องรู้จักกับท่านแม่จริง มิเช่นนั้นคงไม่มีทางรู้ชื่อเล่นของข้าได้” หากเป็นคนอื่นมาเรียกนางว่าหงส์น้อย คงเอากระบี่พาดคอคนพูดไปนานแล้ว แต่พอหลุดออกจากปากของมู่หลิวกลับดูน่าฟัง “ถึงอย่างนั้นข้าก็จำไม่ได้อยู่ดีว่าเราพบกันที่ใด คุณหนู เอ่อ หลิวเอ๋อร์ บอกข้าได้หรือไม่”
 
เห็นสีหน้าไม่พอใจของหญิงสาว ชางฟางซินจึงกลับคำเรียก ไม่รู้เพราะอะไรนางมีความรู้สึกลึกๆ ว่าไม่อยากจะให้คนตรงหน้าโกรธ ทั้งที่นางไม่เคยสนใจความรู้สึกของผู้อื่นเลยแท้ๆ
 
“พูดไปเจ้าก็คงจะไม่เชื่ออยู่ดี
 
มู่หลิวไม่ยอมเล่า พร้อมกับหันกายจะไปยังทางออกของจวน ทว่าชางฟางซินกลับคว้าข้อมือร่างผอมบางมายังที่ลับตาคน ทำเอามู่หลิวกึ่งบึ้งกึ่งขัน
 
“หากเป็นบุรุษอื่นมาฉุดข้าเยี่ยงนี้ ข้าคงกรีดร้องโวยวายไปแล้ว แต่ในเมื่อเจ้าเป็นสตรีข้าคงไม่ต้องกังวลเรื่องจะโดนปล้ำกระมัง”
 
เห็นคนตรงหน้ายิ้มกริ่มเอาแต่หยอกเล่น ชางฟางซินจึงดันร่างผอมบางนั้นติดกับกำแพง โดนมีแขนสองข้างของนางกักตัวไว้ ชางฟางซินดีใจที่ตัวเองสูงกว่ามู่หลิวศอกหนึ่ง ไม่อย่างนั้นคงจะทำอะไรแบบนี้ไม่ได้
 
พวงแก้มของมู่หลิวเริ่มมีสีแดงแต่งแต้มจากความเขินอาย ชางฟางซินเห็นแล้วรู้สึกว่าชวนมองนัก อยากจะยื่นมือเข้าไปลูบ ทว่าคนตรงหน้ากลับพูดออกมาเสียก่อน
 
“เป็นสตรีแท้ๆ แต่มีเสน่ห์ยิ่งกว่าบุรุษอีก เยี่ยมยอดจริงๆ!”
 
ชางฟางซินไม่สนใจคำประชด กลับหัวเราะน้อยๆ แล้วว่า “ก็ข้าถูกเลี้ยงดูเพื่อให้เป็นบุรุษไม่ใช่สตรีนี่นา”
 
มู่หลิวเผยสีหน้าเห็นอกเห็นใจ “เจ้า... คงจะลำบากมากใช่ไหม”
 
นานแล้วที่ไม่มีใครแสดงความเห็นใจต่อนางนอกจากมารดาที่รักยิ่ง แม่นมหยางก็เอาแต่พร่ำบอกชางฟางซินให้ทำตัวเข้มแข็งและเป็นบุรุษในทุกท่วงท่า จนมันกลายเป็นเรื่องปกติไปแล้ว มู่หลิวสงสารนางที่ใช้ชีวิตแบบบุรุษ แต่ก็ไม่ได้สมเพช ในดวงตาที่ฉ่ำน้ำมีความนับถือและชื่นชมปนอยู่ด้วย
 
“ข้าถูกฝึกให้เป็นบุรุษตั้งแต่เด็กๆ แล้ว ฉะนั้นไม่ใช่เรื่องน่าอึดอัดอะไรเลย” ชางฟางซินว่า ก่อนจะทำการเปลี่ยนเรื่องเมื่อบทสนทนาทำท่าจะไปไกลเกินกว่าที่ตั้งใจ “อย่าเพิ่งพาออกนอกเรื่อง เจ้ายังไม่บอกข้าสักคำเรื่องที่เราพบกันเมื่อไหร่ ที่ไหน”
 
มู่หลิวจ้องตาเขม็ง “อยากจะรู้จริงๆ เหรอ”
 
“ใช่”
 
“แต่มันเป็นเรื่องที่เหลือเชื่อมากนะ”
 
“ลองพูดมาก่อนสิ”
 
ถูกตื้อมากเข้าในที่สุดมู่หลิวก็ยอมใจอ่อน หญิงสาวถอนหายใจยาวแล้วเล่าว่า
 
“เราเคยพบกันเมื่อชาติก่อน ในตอนนั้นข้าเป็นแค่สาวใช้แห่งจวนสกุลชาง แล้วเจ้าก็เป็นแค่หงส์ สัตว์มีปีกที่อยู่ในความดูแลของข้าและนายหญิงชางหลิ่งฟาง จนเคราะห์ร้ายข้าตายเพราะยอมรับผิดแทนนายหญิง ส่วนเจ้าก็ถูกเถาเอ๋อร์ฆ่า ข้ามาเกิดใหม่เป็นคุณหนูใหญ่แห่งสกุลเหยาเพื่อชดใช้เคราะห์กรรมทั้งหมดให้จบสิ้น ส่วนเจ้า... หงส์น้อยมาเกิดเป็นคนในจวนสกุลชางเพื่อปกป้องข้า”
 
ในมันนิทานบ้าอะไรเนี่ย ชางฟางซินอยากจะถลึงตาใส่คนตรงหน้า แต่ก็ทำไม่ได้ เนื่องจากแววตาของมู่หลิวบ่งบอกถึงความจริงจัง ไม่มีเค้าความขี้เล่นเหมือนก่อนหน้านี้อีกต่อไป ที่สำคัญคือเรื่องนี้นางก็เคยได้ยินมารดากับแม่นมหยางเล่าเช่นกัน
 
'เพราะลูกมีแววตาเหมือนกับหงส์ตัวนั้น แม่จึงได้เรียกเจ้าว่าหงส์น้อยไงล่ะจ้ะ'
 
'สาวใช้คนสนิทของนายหญิงรับความผิดแทนจนตายเจ้าค่ะ'
 
หรือว่าจะเป็นอย่างที่มู่หลิวบอกจริงๆ ชาติก่อนนางเป็นหงส์ แล้วมู่หลิวคือสาวใช้คนนั้น ว่าแต่ทำไมนางจึงจำชาติก่อนไม่ได้ ทว่ามู่หลิวจำได้ล่ะ
 
“หากเป็นเช่นนั้นจริง ทำไมมีเพียงข้าที่จำอะไรไม่ได้”
 
มู่หลิวยิ้มเจื่อน “ตัวเจ้าในชาติก่อนต้องการจะทดแทนบุญคุณจึงใช้ความโชคดีของตัวเองแลกกับให้ข้ามีความทรงจำชาติก่อนติดตัวมาเพื่อเอาชีวิตรอดในชาตินี้ เพราะอย่างนั้นเจ้าถึงจำอะไรไม่ได้ยังไงล่ะ”
 
ชางฟางซินเข้าใจแล้ว กระนั้นก็ยังลังเลที่จะเชื่อหรือไม่เชื่ออยู่ดี จนกระทั่งมือบางแตะลงบนใบหน้าของนาง มีสัมผัสที่หยาบนิดๆ เหมือนมือของคนทำงานหนัก ทำให้ชางฟางซินสะท้านใจ นี่มันไม่ใช่มือของคุณหนูที่มีคนปรนนิบัติเพียบพร้อมแล้ว สตรีเบื้องหน้าต้องใช้ชีวิตอยู่ในจวนสกุลเหยาอย่างยากลำบากเป็นแน่
 
นัยน์ตาฉ่ำน้ำเปล่งประกายแห่งความมุ่งมั่น สะกดให้ชางฟางซินต้องนิ่งอึ้งเหมือนถูกกระบี่ฟาดใส่
 
“ไม่ต้องห่วงนะ หงส์น้อย เจ้าไม่จำเป็นต้องปกป้องข้า ขอเพียงตัวเจ้าปลอดภัยและใช้ชีวิตอย่างมีความสุขเท่านี้ก็เพียงพอแล้ว ชาตินี้… เจ้าจงทำอะไรเพื่อตัวเองเถอะนะ”
 
ใจของชางฟางซินเอ่อล้นด้วยความรู้สึกบางอย่าง คำพูดของอีกฝ่ายเป็นดั่งก้อนหินที่ปาลงไปในสระแล้วเกิดคลื่นน้ำกระจายตัวออกไปรอบๆ ทั้งยังขุดเอาบางสิ่งบางอย่างที่นางได้ละทิ้งมันไปนานแล้วขึ้นมา สิ่งนั้นผลักดันให้นางจับมือของสตรีตรงหน้านี้ไว้ ก่อนที่ใบหน้าอันตกตะลึงของมู่หลิวจะใกล้เข้ามา เห็นชัดแม้แต่ไฝเม็ดเล็กๆ ที่อยู่ตรงหางตาซ้าย ชางฟางซินไม่สามารถห้ามการกระทำของตนได้ ริมฝีปากของนางสัมผัสกับเรียวปากนุ่มนั่นเสียแล้ว
 
บางทีนี่อาจจะเป็นสาเหตุ นางได้ให้สัญญาว่าจะปกป้องมู่หลิว ทำให้ตั้งแต่แรกพบนางจึงมีความรู้สึกอยากจะปกป้องและทะนุถนอมมู่หลิวขึ้นมา เช่นนั้นต่อให้อีกฝ่ายปฏิเสธที่จะรับความช่วยเหลือ ชางฟางซินก็จะดื้อด้านทำตามที่สัญญาไว้
 
นางจะไม่ยอมให้ใครมาแตะต้องหรือทำร้ายมู่หลิวเด็ดขาด ไม่มีวัน!
 
(1)เทียบได้กับเวลา 13.00 น. ถึง 14.59 น.
 
(2)ดอกแคลดิโอลัสหรืออีกชื่อคือดอกซ่อนกลิ่นฝรั่ง
 
(3) เป็นหนึ่งในสิบชาชื่อดังของจีน ใบชามีลักษณะเรียวเล็ก ขดไปมาคล้ายก้นหอย มีกลิ่นหอม
 
*สวัสดีค่ะ ทุกคน ตอนนี้อีบุ๊ค'หงส์พิทักษ์ใจ' ได้ลงจำหน่ายใน meb แล้วนะคะ หากใครสะดวกก็กดซื้อได้เลยค่ะ แต่ถ้าใครชอบแบบรูปเล่มมากกว่าก็รอในงานสัปดาห์หนังสือนะคะ 
 
ในฉบับอีบุ๊คนั้นมีตัวอย่างให้อ่านอยู่ค่ะ เนื้อหาค่อนข้างไปไกลกว่าที่ลงไว้พอสมควรเลย ซึ่ง ไรท์เตอร์กำลังคิดว่าอาจจะลงถึงแค่ตอนนี้แล้วให้ไปอ่านต่อในตัวอย่างอีบุ๊คแทน เพราะไรท์เตอร์มาลงบ่อยๆ ไม่ได้ ติดงานและจะว่างเท่าที่สะดวกลงเท่านั้น เลยอาจจะใช้เวลานานหน่อย ฉะนั้นถ้าใครยังอยากอ่านต่อไปกดทดลองอ่านในอีบุ๊คได้เลยนะคะ หรือทุกคนคิดเห็นกันอย่างไรก็มาคอมเมนท์บอกได้ค่ะ ฝากอุดหนุนกันด้วยนะคะ 
 
ปล. ไรท์เตอร์ได้ทำการแนบลิ้งค์อีบุ๊คไว้ให้แล้วที่หน้าเพจค่ะ ใครสะดวกก็กดได้เลยนะคะ ฝากอุดหนุนด้วยนะ
 
Winner Theme พุยพุย
ให้กำลังใจนักเขียน
นักเขียนได้รับกำลังใจแล้ว!
นักเขียนได้รับกำลังใจแล้ว 4 ครั้ง

นิยายที่ผู้อ่านนิยมอ่านต่อ

loading
กำลังโหลด...

18 ความคิดเห็น

  1. #18 sirunya3829 (จากตอนที่ 7)
    วันที่ 4 กันยายน 2560 / 16:11
    ตามทันแล้ว มาต่ออีกนะค่ะ
    #18
    2
    • ความเห็นย่อยนี้ถูกลบแล้ว :(
    • #18-2 rikyo maika(จากตอนที่ 7)
      4 กันยายน 2560 / 19:41
      ตอนนี้มีฉบับอีบุ๊คขายแล้วนะคะ ตัวอย่างในอีบุ๊คไปไกลว่าตอนนี้มากเลยค่ะ ถ้าสะดวกลองดาวน์โหลดตอนที่เหลือมาอ่านได้ค่ะ
      #18-2